ผุดสหกรณ์ซุปเปอร์มาเก็ตทั่วประเทศ นำร่องนครปฐม-ผลักดันโคเนื้อสร้างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434901

ผุดสหกรณ์ซุปเปอร์มาเก็ตทั่วประเทศ นำร่องนครปฐม-ผลักดันโคเนื้อสร้างชาติ

ผุดสหกรณ์ซุปเปอร์มาเก็ตทั่วประเทศ นำร่องนครปฐม-ผลักดันโคเนื้อสร้างชาติ

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.59 น.

1 สิงหาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในงานแถลงข่าวมหกรรมสินค้าสหกรณ์ เฟส ฟรอม์ ฟาร์ม ที่นำสินค้าคุณภาพ กลุ่มเนื้อ นม ไข่ ผักผลไม้ พรีเมี่ยม บายโคออฟ มาจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำในกรุงเทพฯ และเตรียมจัดไปจัดงานในอีก 15 จังหวัดทั่วประเทศ ว่าการนำสินค้าจากสหกรณ์ซึ่งผลิตของดีจากทั่วประเทศ มาจัดงานเพื่อต้องการให้คนไทยรู้ว่าสหกรณ์การเกษตรของไทย มีสินค้ามีคุณภาพดี มีความสดใหม่ และรายได้จากการจำหน่าย นำไปสู่สมาชิกสหกรณ์ ตามนโยบายของรัฐบาล และพรรคภูมิใจไทย ในเรื่องหลักการแบ่งปันกำไรให้กับชุมชน

ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ คือการผลักดันให้เกิดซุปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ในทุกจังหวัด เพื่อเป็นศูนย์รวบรวมผลผลิตสหกรณ์ที่มีคุณภาพให้ประชาชนในพื้นที่ได้ซื้อของดี ราคาเป็นธรรมอย่างทั่วถึง

“จะนำร่องจังหวัดนครปฐม ซึ่งมีความพร้อมทั้งสถานที่และสมาชิกสหกรณ์ ความหลากหลายสินค้า นม เนื้อ ผัก ผลไม้ สินค้าแปรรูปต่างๆ จะเปิดให้เร็วที่สุด โดยสหกรณ์ซุปเปอร์มาเก็ตนี้จะเป็น “มนัญญาโมเดล”ในการนำสินค้าสหกรณ์ให้เข้าถึงผู้บริโภคทุกพื้นที่ และต่อไปจะกระจายไปเปิดทุกจังหวัด ดิฉันเกิดไอเดียในวันนี้ เพราะเห็นว่าสินค้าสหกรณ์มีความหลากหลาย สามารถสร้างรูปแบบการขายที่สร้างโอกาส สร้างรายได้ ให้กับสหกณ์ และกลับคืนสู่สมาชิกเกษตรกรได้มากขึ้น ในสินค้าอุปโภค บริโภคที่เป็นสินค้าหลักในชีวิตประจำวัน เช่น กาแฟ เนื้อ ข้าวสาร โดยเฉพาะเนื้อโคของไทย ในฐานนะที่ดิฉัน ทานเนื้อตั้งแต่เกิด ไปทานมาหลายประเทศทั่วโลก ขอการันตีว่าเนื้อโคของไทย อร่อยที่สุด แม้ว่าประเทศไหนที่ว่าอร่อย แต่พอไปลองทาน ก็ได้สรุปว่าสู้เนื้อโคบ้านเราไม่ได้ ดังนั้นจะพยายามส่งเสริมโรงแปรสภาพเนื้อสัตว์ของไทย ให้ได้รับการรับรองเครื่องหมายฮาลาลโลก เพื่อสามารถส่งออกไปขายทั่วโลก รวมทั้งข้าวสารสหกรณ์ ที่เป็นสินค้ามีคุณภาพดีเยี่ยม จากนี้จะพัฒนาสหกรณ์เป็นแหล่งผลิต พันธุ์ข้าวปลูกคุณภาพดีของประเทศไทย” น.ส.มนัญญา กล่าว

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมได้สนับสนุนงบไทยนิยม ยั่งยืน ให้กับสหกรณ์ในการพัฒนาเครื่องมือเครื่องจักรเพื่อแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร พืชเศรษฐกิจ วงเงิน 1.7 พันล้านบาท ของงบกลางปี62 ซึ่งสินค้านำมาแสดงในงาน มาจากสหกรณ์ได้รับงบสนับสนุนดังกล่าว ซึ่งเหตุที่จำเป็นต้องมีการพัฒนาสนับสนุนสหกรณ์ในการสร้างรายได้ ให้ครัวเรือน เพราะเป็นคนจำนวนมากของประเทศ มีสมาชิก11ล้านคน มีมูลค่าทางธุรกิจสูงถึง 3.3 ล้านล้านบาท หากนับจำนวจสมาชิกครอบครัว เท่ากับเกือบครึ่งของประเทศ กว่า30ล้านคน จึงจำเป็นที่ต้องทำให้สหกรณ์มีรายได้ เป็นเรื่องสำคัญ และส่งเสริมให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง การบริหารงานโปร่งใส มีธรรมาภิบาล

นายสิทธิพร บุรณนัฎ ผู้จัดการสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อกำแพงแสน จ.นครปฐม กล่าวว่า เห็นด้วยกับนโยบายกับน.ส.มนัญญา ที่จะผลักดันให้เนื้อโคไทยทั้งระบบ ได้มาตรฐานฮาลาลโลก เพราะปัจจุบันได้มาตรฐานฮาลาลไทย กับฮาลาลมาเลเซีย ยังมีข้อจำกัดในเรื่องการบุกตลาดโลก ซึ่งเนื้อโคไทย มีรสชาดที่ดีกว่าเนื้อต่างประเทศที่มีการนำเข้าขณะนี้ เพราะคนไทยติดแบรนด์ต่างประเทศ ซึ่งจริงๆแล้วเนื้อโคขุนของไทยดีที่สุดในโลก ดังนั้นสนับสนุนให้ น.ส.มนัญญา กับนายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ ร่วมกันผลักดันให้เกิดคัสเตอร์เนื้อ CLMVT (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ไทย) โดยให้ไทยเป็นฮับหรือศูนย์กลางในการพัฒนาโคขุน

ซึ่งสหกรณ์โคเนื้อของไทยมีความชำนาญการเลี้ยงให้ได้เนื้อที่ดีมากที่สุด จะสามารถเชื่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน ร่วมกลุ่มเป็นฐานผลิตโคมีชีวิตส่งไปจีน ที่ปัจจุบันยังไม่เพียงพอและมีความต้องการนำเข้าจำนวนมาก หากจีนมาจับคู่การค้าโคเนื้อมีชีวิตกับไทย ให้โควต้าวันละ2พันตัว ป้อนโรงงานแปรสภาพของจีน มาตั้งที่ชายแดนลาว จีน ที่ต้องการ5แสนตัวต่อปี หรือ วันละ 1,380 ตัว ซึ่งเมื่อโรงงานเปิดภายในสิ้นปีนี้ คัสเตอร์นี้จะป้อนผลผลิตให้ได้ต่อเนื่อง

“ขณะนี้ นายประภัตร กำลังให้กรมปศุสัตว์ ทำโครงการโคเนื้อสร้างชาติ  ส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงครัวเรือนละ5 ตัว ส่งขายจีน เริ่มต้น5หมื่นตัวต่อเดือน โดยนายประภัตร ให้ไปต่อยอดโครงการโคเนื้อสร้างอาชีพ ซึ่งกรมทำเฟส2 เพิ่งเสร็จ มาขยายต่อเฟส3มาเข้าโครงการ จะสร้างรายได้ที่ดีให้เกษตรกรไทย เพราะรับซื้อกิโลกรัมละ100บาท จากปัจจุบันราคารับซื้อโคมีชีวิต 80บาท” นายสิทธิพร กล่าว

กษจ.ลพบุรีจัดงานรณรงค์การป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434787

กษจ.ลพบุรีจัดงานรณรงค์การป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด

กษจ.ลพบุรีจัดงานรณรงค์การป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 14.10 น.

สำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี จัดงานวันรณรงค์การป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด โครงการส่งเสริมการควบคุมหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดโดยชีววิธี ปี 2562 ณ ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร

นายสุรศักดิ์ ผลยังส่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี เปิดงาน “วันรณรงค์การป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด” โดยจากข้อมูลปัจจุบันพบว่า จังหวัดลพบุรีมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดทั้งหมด จำนวน 276,659 ไร่ พบมีพื้นที่ระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด จำนวน 46,155 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 16.68 และมีพื้นที่เฝ้าระวัง จำนวน 220,700 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 79.77 ของพื้นที่ปลูกข้าวโพดทั้งหมด ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรี ได้ให้ความสำคัญต่อการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด จึงได้จัดงาน”วันรณรงค์การป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด”ภายใต้โครงการส่งเสริมการควบคุมหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดโดยชีววิธี ปี 2562 เพื่อสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รู้จักหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด พร้อมแนวทางในการควบคุมและป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดอย่างถูกต้องเหมาะสม และส่งเสริมการใช้แนวทางในการควบคุมหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดโดยชีววิธี เช่น การปล่อยแมลงศัตรูธรรมชาติที่มีประโยชน์ แมลงหางหนีบ แตนเบียนทริโคแกรมมา และการใช้สารชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช เชื้อแบคทีเรียบาซิลลิสทูริงเจนซิส (Bt) เป็นต้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถควบคุมการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การจัดงานครั้งนี้ มีเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตำบลหัวรำ อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี และเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด เข้าร่วมงานจำนวน 200 ราย ภายในงานมีกิจกรรมสถานีถ่ายทอดความรู้การป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด จำนวน 4 สถานี ได้แก่ สถานีแรกการใช้สารชีวภัณฑ์ควบคุมสัตว์ตรูพืช, สถานีที่สองวงจรชีวิตและลักษณะการเข้าทำลายของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด, สถานีที่สามการป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด และสถานีที่สี่การผลิตขยายแมลงหางหนีบ โดยภายในงานยังได้มีการนำเอาโดรนและเครื่องบินขนาดเล็กของภาคเอกชนมาทำการบินสาธิตการพ่นยาในแปลงไร่ข้าวโพดให้กับเกษตรกรได้ชมกันอีกด้วย

เปิดมหกรรมสินค้าสหกรณ์ทั่วไทย’Fresh From Farm เนื้อนมไข่ผักผลไม้พรีเมี่ยม By CO-OP’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434765

เปิดมหกรรมสินค้าสหกรณ์ทั่วไทย'Fresh From Farm เนื้อนมไข่ผักผลไม้พรีเมี่ยม By CO-OP'

เปิดมหกรรมสินค้าสหกรณ์ทั่วไทย’Fresh From Farm เนื้อนมไข่ผักผลไม้พรีเมี่ยม By CO-OP’

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 12.21 น.

21 สิงหาคม 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานมหกรรมสินค้าสหกรณ์ ภายใต้งาน “Fresh From Farm  เนื้อ นม ไข่ ผักผลไม้ พรีเมี่ยม By CO-OP” ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยนางสาวมนัญญา กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯมุ่งหวังที่จะพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตสินค้าของเกษตรกรให้ได้มาตรฐาน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า และขยายช่องทางการตลาดให้ถึงมือผู้บริโภค และใช้กลไกระบบสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการผลผลิตให้กับเกษตรกรทำหน้าที่ในการส่งเสริมเกษตรกรผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ การรวบรวมผลผลิตเพื่อนำมาสู่กระบวนการแปรรูป และเชื่อมโยงกับภาคเอกชน เพื่อจัดหาตลาดในการจำหน่ายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

“ปัจจุบันสหกรณ์ภาคการเกษตรมีศักยภาพในการผลิตสินค้าได้หลากหลายชนิด โดยเฉพาะสินค้าเพื่อการบริโภค ทั้งกลุ่มสินค้าด้านพืช เช่น ข้าว พืชผัก ผลไม้ กลุ่มสินค้าปศุสัตว์ ได้แก่ โคเนื้อ นม ไข่ไก่ และสินค้าแปรรูปต่างๆ เช่น กาแฟ  อาหารแปรรูป ส่วนผลิตภัณฑ์นม ขณะนี้สหกรณ์ได้ส่งออกจำหน่ายประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด จังหวัดสระแก้ว ได้ส่งนม UHT ไปยังประเทศกัมพูชาและจีน และสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด ได้ส่งออกนม UHT ไปประเทศลาว กัมพูชา และพม่า ส่วนผลิตภัณฑ์โคเนื้อโคขุน หลายสหกรณ์ได้มีการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทั้งไส้กรอก เนื้อเสียบไม้ ลูกชิ้นเนื้อ เบอร์เกอร์ ส่งจำหน่ายให้ร้านอาหารต่างๆ ส่วนสินค้าประเภท ข้าวหอมมะลิ กล้วยหอมทอง ทุเรียน มังคุด เงาะ กาแฟ สหกรณ์ได้ส่งสินค้าไปจำหน่ายในหลายช่องทาง ทั้งส่งไปขายในห้างโมเดินเทรด Big C เทสโก้โลตัส แมคโคร รวมถึงกระจายไปยังเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆ และศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศ” รมช.เกษตรฯ กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดงานมหกรรมสินค้าสหกรณ์ ภายใต้ชื่องาน “Fresh From Farm เนื้อ นม ไข่ ผักผลไม้ พรีเมี่ยม By CO-OP” โดยจัดงานทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค 16 จังหวัด  ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าปศุสัตว์ที่มีผลิตภัณฑ์ประเภทเนื้อ นม และไข่ ที่จะได้นำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่สหกรณ์ได้ผลิตขึ้น และผ่านกระบวนการแปรรูปที่ได้มาตรฐานแล้ว มาจัดแสดงและจำหน่ายสู่ผู้บริโภคโดยตรง ซึ่งภายในงานนี้ก็ยังมีเวทีสำหรับการเจรจาธุรกิจระหว่างสหกรณ์กับภาคเอกชน เพื่อให้สหกรณ์ได้เรียนรู้ถึงทิศทางของตลาดสินค้าและความต้องการของผู้บริโภค เพื่อจะได้นำกลับไปพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าของสหกรณ์ได้สอดคล้องกับที่ตลาดต้องการ

ขณะที่นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันสหกรณ์สามารถผลิตสินค้าแปรรูปได้หลากหลายชนิด สร้างการยอมรับจากผู้บริโภค ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้าไปพัฒนาและต่อยอดการดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้กับสหกรณ์ โดยเฉพาะในปี 2561 ที่ผ่านมา ได้จัดสรรเงินอุดหนุนงบกลางปีจากโครงการไทยนิยมยั่งยืน ให้สหกรณ์นำไปจัดซื้ออุปกรณ์แปรรูปผลผลิต และร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสถาบันอาหารแห่งชาติ นำความรู้จากงานวิจัยและใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิต การแปรรูปและบรรจุภัณฑ์สินค้าของสหกรณ์ให้ได้คุณภาพ มีความโดดเด่น เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับราคาสินค้าของสหกรณ์ให้เพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้สินค้ากลุ่มปศุสัตว์ เป็นสินค้าที่ยังมีโอกาสเติบโตและช่วยต่อยอดธุรกิจให้กับสหกรณ์ เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการ ทั้งเนื้อโคขุน ไข่ไก่ และผลิตภัณฑ์นม อีกจำนวนมาก ทำให้แต่ละปีสหกรณ์สามารถดำเนินธุรกิจแปรรูปและจำหน่ายสินค้ากลุ่มปศุสัตว์ มีมูลค่าสูงถึง 7,729 ล้านบาท”อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

ปัจจุบันสหกรณ์โคนมมีจำนวน 99 แห่ง รวบรวมนม 2,000 ตัน/วัน คิดเป็น 57.38 % ของปริมาณนมโคทั้งระบบ (3,413 ตัน/วัน) เป็นน้ำนมโคแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ สหกรณ์มีโรงงานแปรรูปนมที่ได้มาตรฐาน HACCP GMP ISO และฮาลาล ซึ่งผลิตภัณฑ์แปรรูปนมของสหกรณ์มีหลากหลาย ทั้งนมพาสเจอร์ไรส์ นม UHT โยเกิร์ต ไอศกรีม นมอัดเม็ด และส่งจำหน่ายไปยังห้างโมเดิร์นเทรด ได้แก่ ท็อปซุปเปอร์มาร์เก็ต, เทสโก้โลตัส, บิ๊กซี, แม็คโคร, แฟมิลี่มาร์ท, แม็กซ์เวลู และเซเว่น-อีเลฟเว่น เป็นต้น และมีสหกรณ์ 2 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด ส่งนม UHT ไปประเทศกัมพูชาและจีน ปีละกว่า 31 ล้านบาท และสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ได้ส่งผลิตภัณฑ์นม UHT ผ่านบริษัทผู้ส่งออก ไปยังประเทศลาว พม่าและกัมพูชา

ส่วนสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อ มีทั้งหมด 75 แห่ง ในพื้นที่ 37 จังหวัด จำนวนสมาชิกประมาณ 13,500 ราย จำนวนโค 120,000 ตัว คิดเป็นปริมาณ 57 % ของภาพรวมทั้งประเทศ ซึ่งมีหลายสหกรณ์ได้ส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคขุนให้กับเกษตรกร และเป็นสหกรณ์ที่มีศักยภาพด้านการผลิตเนื้อโคขุนที่มีคุณภาพ เช่น สหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด จังหวัดมุกดาหาร สหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด สหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด จังหวัดนครปฐม สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลางโพนยางคำ จำกัด จังหวัดสกลนคร และสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนในเขตปฏิรูปที่ดินปางศิลาทอง จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร และสหกรณ์ได้มีการแปรรูปโคเนื้อ เป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย เช่น  เนื้อย่าง ไส้กรอก เบอร์เกอร์ และชิ้นส่วนเนื้อโคขุนต่างๆ เหมาะสำหรับทำปิ้ง-ย่าง ชาบู ซึ่งสหกรณ์ส่งเนื้อโคขุนจำหน่ายภายในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง และยังมีสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนบางแห่งได้ส่งผลิตภัณฑ์เนื้อโคขุน ผ่านบริษัทผู้ส่งออกไปยังประเทศจีน เวียดนาม และส่งชิ้นเนื้อโคขุนตัดแต่งไปจำหน่ายยังประเทศลาวและกัมพูชาด้วย

สำหรับสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ มี 5 แห่ง ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี อ่างทอง เชียงใหม่ และหนองคาย ซึ่งไข่ไก่มาจากฟาร์มสมาชิกสหกรณ์ ผ่านการรับรองมาตรฐานฟาร์ม GAP และได้รับการรับรองสถานที่จำหน่ายไข่สดปลอดภัย ใส่ใจผู้บริโภค “ปศุสัตว์ OK ปลอดภัย ใส่ใจผู้บริโภค” จากกรมปศุสัตว์แล้วทุกแห่ง โดยสหกรณ์รวบรวมไข่ไก่สดจากสมาชิก และส่งจำหน่ายผ่านร้านค้าของสหกรณ์ ตลาดนัดชุมชน ศูนย์ราชการ โรงพยาบาล ร้านอาหาร รวมถึงห้างโมเดินเทรด ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เห็นถึงโอกาสในการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าคุณภาพของสหกรณ์ จึงได้จัดงานมหกรรมสินค้าสหกรณ์ ปี 2562 ภายใต้ชื่องาน “Fresh From Farm เนื้อ นม ไข่ ผักผลไม้ พรีเมี่ยม By CO-OP” ซึ่งกำหนดจัดขึ้นทั่วประเทศระหว่างเดือนสิงหาคม – กันยายน 2562 ส่วนกลางจัดขึ้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า พระราม 3 ระหว่างวันที่ 23 -25 สิงหาคม นี้ และจะกระจายไปอีก 15 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี พะเยา พิษณุโลก เชียงราย เพชรบูรณ์ อุทัยธานี บุรีรัมย์ หนองคาย มหาสารคาม มุกดาหาร ศรีสะเกษ สกลนคร กาฬสินธุ์ ราชบุรี และยะลา

อย่างไรก็ตามสินค้าที่จะนำมาจำหน่ายภายในงานนอกจากจะเป็นสินค้าปศุสัตว์ เนื้อ นม ไข่ แล้ว ยังมีสินค้าอื่นๆ อาทิ ข้าวสาร ผักปลอดภัย ผลไม้ภาคใต้ ทั้งมังคุด ลองกอง และสินค้าแปรรูป ซึ่งภายในงานยังมีการจัดเวทีเจรจาธุรกิจ เพื่อให้สหกรณ์ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเจรจาธุรกิจในการขายสินค้ากับผู้ประกอบการ นักธุรกิจภาคเอกชน ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร และหอการค้าจังหวัด ดังนั้นขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนที่สนใจไปเที่ยวชมและเลือกซื้อสินค้าคุณภาพจากสหกรณ์โดยตรงได้ในงาน “Fresh From Farm” ซึ่งจะจัดขึ้นใน 16 จังหวัดกระจายไปตามภูมิภาคต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคมนี้ เป็นต้นไป

เกษตรฯชวนปลูกป่าต้นน้ำยม อนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธารเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434760

เกษตรฯชวนปลูกป่าต้นน้ำยม อนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธารเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน

เกษตรฯชวนปลูกป่าต้นน้ำยม อนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธารเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 12.14 น.

21 สิงหาคม 2562 บุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการแถลงข่าวโครงการพัฒนาและฟื้นฟูป่าต้นน้ำยม ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าโครงการพัฒนาและฟื้นฟูป่าต้นน้ำยม เป็นความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รวมทั้งประชาชนและหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

โดยมีชมรมคอลัมนิสต์ นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ไทยเป็นแม่งาน มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ร้อยละ 55 ภายในปี 2580 ตามยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาล ซึ่งความสำเร็จจากการปลูกป่าต้นน้ำยม 3 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างความตื่นตัวให้กับทุกภาคส่วน ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการรักษาป่าต้นน้ำลำธารไว้ให้อนุชนรุ่นหลัง และได้ใช้ประโยชน์เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญในพื้นที่ จึงได้ดำเนินการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่ 4 โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 15 กันยายน 2562 ครอบคลุมพื้นที่ 300 ไร่ ณ ห้วยดงดำ ตำบลนาปรัง อำเภอปง จังหวัดพะเยา

‘ขอขอบคุณกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช รวมทั้งประชาชนทุกคนที่ช่วยกันปลูกป่าและรักษาป่า เพื่อเดินนตามรอยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระองค์ได้มีพระราชดำรัสเมื่อครั้งเสด็จไปยังหน่วยงานพัฒนาต้นน้ำทุ่งจ๊อ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี 2519 ว่า  “ควรจะปลูกต้นไม้ในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน และรักษาต้นไม้ด้วยตัวเอง’ 

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการรักษาป่าต้นน้ำลำธาร เพื่อเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในการดำรงชีวิต และประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาความอุดมสมบูรณ์ของต้นน้ำลำธาร จึงได้มอบนโยบายให้หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรฯที่เกี่ยวข้อง ในการวางแผนการดำเนินงานต่างๆ ที่สอดคล้องและส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำธารไปด้วย

‘นาบัว-ผักบุ้งน้ำ’พืชทางเลือกสร้างมูลค่าเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434612

x

‘นาบัว-ผักบุ้งน้ำ’พืชทางเลือกสร้างมูลค่าเพิ่ม

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด (Top4) ของจ.นนทบุรี ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ทุเรียน และกล้วยไม้ โดยพบว่า เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิ จากการผลิตข้าวนาปี ในพื้นที่มีความเหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง (S1/S2) เฉลี่ย 1,447 บาท/ไร่ ส่วนพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 1,393 บาท/ไร่ ข้าวนาปรัง พื้นที่ S1/S2 ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 932 บาท/ไร่ ในขณะที่พื้นที่ S3/N ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 842 บาท/ไร่ ทุเรียน ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 44,068 บาท/ไร่ และ กล้วยไม้ ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 253,386 บาท/ไร่

เมื่อพิจารณาพื้นที่ปลูกข้าวจ.นนทบุรี พบว่า ปัจจุบันมีพื้นที่มีความเหมาะสมมากและปานกลางสำหรับปลูกข้าว 139,336 ไร่ ในขณะที่พื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสมสำหรับปลูกข้าวมี 15,363 ไร่ โดยปัจจุบันเกษตรกรได้ปรับการเพาะปลูกข้าวให้เร็วขึ้นในที่ลุ่ม เพื่อให้เก็บเกี่ยวทันฤดูน้ำหลาก เพื่อเป็นที่รองรับน้ำและพื้นที่บางส่วนเกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนการผลิตและพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าอย่างหลากหลาย ได้แก่

การทำนาบัว (บัวฉัตร) แหล่งผลิตอยู่ที่ อ.บางใหญ่ และ อ.บางกรวย มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 27,313 บาท/ไร่/ปี เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 10,887 บาท/ไร่/ปี การทำนาผักบุ้งน้ำ อายุปลูก-เก็บเกี่ยว 90 วัน มีต้นทุนการผลิต 7,474 บาท/ไร่ เกษตรกรได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 11,526 บาท/ไร่/รอบการผลิต การปลูกผักต่างๆ หมุนเวียนให้เหมาะสมกับฤดูกาลและความต้องการของตลาด อาทิ เช่น กุยช่าย เก็บใบและดอกกุยช่ายขาย มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 49,387 บาท/ไร่/ปี ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 31,813 บาท/ไร่/ปี กะเพราแดง มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 59,576 บาท/ไร่/ปี ได้ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 12,425 บาท/ไร่/ปี ผักกาดหอม อายุเก็บเกี่ยว 50 วันมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 10,482 บาท/ไร่ ได้ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 1,518 บาท/ไร่/รอบการผลิต รวมทั้งการปลูกไม้ดอกไม้ประดับต่างๆ เช่น ปลูกต้นดอกรัก ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นทนแล้ง เก็บผลผลิตได้ตลอดปี มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 24,514 บาท/ไร่/ปี ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 25,486 บาท/ไร่/ปี ทั้งนี้ ผักบุ้งน้ำ กุยช่าย กะเพราแดง ผักกาดหอม และดอกรัก แหล่งผลิตอยู่ที่ อ.ไทรน้อยและ อ.บางบัวทอง หากเกษตรกรปลูกแซมไม้ดอกอื่น ได้แก่ ต้นดอกจำปี ดอกดาหลา และ เตยหอม เป็นต้น จะช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรอีกด้วย

ชูชาวนาต.เขาดินทำเกษตรรักษ์โลก ใช้ภูมิปัญญาผลิตเมล็ดพันธุ์หอมปทุมเกรดพรีเมียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434614

x

ชูชาวนาต.เขาดินทำเกษตรรักษ์โลก ใช้ภูมิปัญญาผลิตเมล็ดพันธุ์หอมปทุมเกรดพรีเมียม

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร โชว์ผลสำเร็จกลุ่มแปลงใหญ่ข้าว ต.เขาดิน จ.ฉะเชิงเทรา ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมปทุมคุณภาพดีเกรดพรีเมียม ด้วยวิธีการปลูกและดูแลที่เน้นใช้ปัจจัยการผลิตตามธรรมชาติ ส่งผลให้มีต้นทุนการผลิตต่ำ แต่ผลผลิตข้าวสูง ส่งผลให้ชุมชนเข้มแข็ง

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวตำบลเขาดิน รวมตัวกันเป็นแปลงใหญ่เมื่อปี 2561 มีพื้นที่ปลูกข้าว 799 ไร่ ปัจจุบันกลุ่มดังกล่าวมีสมาชิก 36 ราย ส่วนใหญ่เน้นปลูกข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 เพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวส่งให้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชลบุรี จำหน่ายให้เกษตรกร จากการเข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ส่งผลให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตได้จากการหันมาใช้น้ำหมักชีวภาพ ทำให้ลดต้นทุนปุ๋ยจากไร่ละ 250 บาทเหลือ ไร่ละ 200 บาท โดยเฉลี่ย ขณะที่ผลผลิตและรายได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ การดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ที่ผ่านมา มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ความรู้แก่สมาชิกกลุ่มเกี่ยวกับแนวทางบริหารจัดการกลุ่มและการวางแผนการผลิต ให้เกิดประสิทธิภาพ อบรมและฝึกปฏิบัติการผลิตสารชีวภัณฑ์ป้องกันและกำจัดศัตรูข้าว โดยกลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดฉะเชิงเทรา/สำนักงานเกษตรอำเภอบางปะกง /สถานีพัฒนาที่ดินฉะเชิงเทรา พร้อมจัดทำแปลงเรียนรู้เพื่อเป็นแปลงตัวอย่างสาธิตและเรียนรู้ร่วมกันของสมาชิกกลุ่มในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา กรมการข้าว รวมไปถึงการอบรมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวตามมาตรฐาน GAP โดยกรมการข้าวร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร

จากการรวมกลุ่มของเกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ ทำให้สมาชิกมีที่ปรึกษาในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ช่วยกันคิดช่วยกันทำ ก่อให้เกิดความสามัคคีในกลุ่ม ทำให้การเข้าไปให้การสนับสนุนของเจ้าหน้าที่คล่องตัวเกิดผลสำเร็จกับเกษตรกรเป็นที่น่าพอใจมาก ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของแปลงใหญ่ข้าว ต.เขาดิน จ.ฉะเชิงเทรา มีจุดเด่นที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น เนื่องจากชาวนาจะใช้ภูมิปัญญาการทำนาปีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนใน ต.เขาดิน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา คือ การทำนาร่วมกับเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในที่ผืนเดียวกัน โดยขุดคูน้ำลึกประมาณ 70 ซม. ไว้ล้อมรอบแปลงนา เพื่อทำนาขาวัง (นาปี) ในช่วงน้ำจืดและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (ปูทะเล กุ้ง ปลา ) ในช่วงน้ำเค็ม เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกข้าว โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มีคุณภาพดีส่วนหนึ่งเป็นเพราะพื้นที่ที่มีความเค็มเล็กน้อยทำให้หญ้าหรือพืชพันธุ์อื่นที่ไม่ต้องการไม่สามารถเติบโตได้ เมล็ดพันธุ์ข้าวที่นี่จึงมีสิ่งเจือปนน้อยไปจนถึงไม่มีเลย อีกทั้ง คูน้ำที่ขุดไว้ล้อมรอบแปลงนายังทำให้เวลาจะเก็บเกี่ยวพื้นนาจะแห้งได้ดีกว่า ข้าวที่เก็บเกี่ยวจะมีความชื้นต่ำเป็นการเพิ่มคุณภาพอีกทางหนึ่ง ปัจจุบันกลุ่มดังกล่าวมีผลผลิตข้าวรวม 639 ตัน/ปี ผลผลิตเฉลี่ย/ไร่ 800 กิโลกรัม/ไร่ ราคาผลผลิตเฉลี่ย 12.40 บาท/กิโลกรัม

นอกจากกระบวนการผลิตข้าวที่ผนวกกับภูมิปัญญาแล้ว กลุ่มดังกล่าวถือเป็นกลุ่มตัวอย่างการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ใส่ใจดูแลอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ด้วยการเลือกใช้วิธีไถกลบตอซังและฟางข้าวแทนการเผา นับเป็นต้นแบบแปลงใหญ่ สำหรับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแปลงข้าวให้คงความอุดมสมบูรณ์เกิดสมดุลในระบบนิเวศบริเวณแปลงข้าว ทำให้ผลผลิตข้าวมีปริมาณสูงคุณภาพดี

ส่องเกษตร : เกษตรกรผู้ร้องขอ-เกษตรกรผู้ให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434615

449007

ส่องเกษตร : เกษตรกรผู้ร้องขอ-เกษตรกรผู้ให้

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อปี่กลองทางการเมืองเริ่มต้น เส้นทางการแสวงหาผลประโยชน์จากเกษตรกรก็เริ่มต้นเช่นกัน ผมพยายามทำความเข้าใจว่าเพราะบริบทของสังคมแบบไทยๆ เป็นเช่นนี้เอง เกษตรกรไทยจึงคุ้นเคยกับการเป็นผู้ร้องขอ คุ้นเคยกับการเป็นผู้รับ โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใดๆ ของตน เพราะยังเชื่อว่าทำการเกษตรไปเถอะ อย่างน้อยก็มีกิน หากมีปัญหาเดี๋ยวก็มีคนมาช่วย เมื่อเริ่มต้นวิธีการคิดแบบนี้ ผลที่ออกมาจึงเป็นอย่างที่เห็น

สำหรับส่วนราชการเองก็คุ้นเคยกับการเป็นฝ่ายที่คิดเอง ทำเอง ตัดสินใจเอง จนบางทีก็ลืมคิดไปว่าปัจจัยแวดล้อมที่ราชการคิดกับปัจจัยแวดล้อมของเกษตรกรไม่เหมือนกัน ผมเจอปัญหากับตัวเอง เมื่อมีโอกาสคุยกับเกษตรกรหลายคน เคยถามเกษตรกรว่าทำไมไม่ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตให้เป็นแบบที่ทางราชการแนะนำ คำตอบที่ตอบมาตรงๆ คือ ทำไม่ได้หรอก ไม่ได้มีโน่นนี่นั้นเหมือนราชการมี จนบางครั้งต้องกลับมาคิดใหม่ว่า วิธีการคิดและการทำงานของส่วนราชการทำให้เกษตรกรอ่อนแอจริงหรือเปล่า เป็นการทำงานที่ส่งเสริมให้เกษตรกรกลายเป็นผู้ร้องขอ ด้วยการตอกย้ำลงไปว่า เกษตรกรคือกลุ่มคนที่สังคมไทยต้องให้ความช่วยเหลือ เกษตรกรคือกลุ่มคนที่อ่อนแอในสังคมยุคปัจจุบัน การพูดซ้ำๆ สื่อออกไปซ้ำๆ ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่เชื่อและเข้าใจไปโดยอัตโนมัติว่าตนเองคือกลุ่มคนที่อ่อนแอ และผู้คนในสังคมต้องให้ความช่วยเหลือ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้เป็นเช่นนั้นทั้งหมด

ผมไม่ปฏิเสธว่ายังมีเกษตรกรบางส่วนที่ไม่พร้อมจะปรับตัวเข้าสู่ระบบการผลิตที่ทันสมัย ซึ่งเป็นระบบการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค เกษตรกรกลุ่มนี้ยังคิดแบบเดิมๆ และทำแบบเดิมๆ ผลที่ได้จึงออกมาแบบเดิม ได้แต่อาศัยโชคชะตาช่วยให้ผ่านพ้นไปในแต่ละฤดูกาลผลิต และเช่นกันยังมีเกษตรกรอีกกลุ่มใหญ่ที่ก้าวพ้นวังวนของการร้องขอ มาสู่การเป็นผู้ประกอบการทางเกษตรแบบมืออาชีพ เกษตรกรกลุ่มนี้ มักมีวิถีของตนเอง มีแนวคิดและวิธีคิดที่แตกต่างไปจากเกษตรกรกลุ่มเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการผลิตล่วงหน้า การวางแผนการตลาด การเพิ่มมูลค่าของผลผลิต และการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบการผลิตของตนเอง เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในฤดูกาลผลิตนั้นๆ เกษตรกรกลุ่มนี้จึงเป็นเกษตรกรที่สามารถลุกขึ้นยืนอย่างสง่างามในสังคม โดยไม่ต้องร้องขอใดๆ จากส่วนราชการ หรือการร้องขอผ่านกลุ่มคนใด ขอเพียงแต่ให้ส่วนราชการอำนวยความสะดวกตามอำนาจหน้าที่เท่านั้น

จุดเปลี่ยนของวิธีคิดเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทั้งส่วนราชการและตัวเกษตรกรเอง ถ้าอยากเห็นว่าการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากส่วนราชการลงไปยังตัวเกษตรกรด้วยวิธีการแบบเกษตรกรทำเองภายใต้ปัจจัยแวดล้อมของตัวเกษตรกรที่แท้จริง สามารถเข้าไปศึกษาและเรียนรู้ได้ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นเจ้าภาพหลัก และหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วมดำเนินการ เป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรที่ดำเนินการในพื้นที่และจัดการโดยตัวเกษตรกรเอง ส่วนราชการเข้าไปมีบทบาทเฉพาะในส่วนของการเสริมสร้างองค์ความรู้ตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานเท่านั้น ตัวอย่างของการถ่ายทอดเทคโนโลยีในลักษณะเช่นนี้ ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างส่วนราชการกับเกษตรกรโดยตรง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทั้งต่อส่วนราชการที่สามารถทราบประเด็นปัญหาที่แท้จริงในการนำเทคโนโลยีลงสู่พื้นที่เกษตรกร ปัญหาการบริหารจัดการในสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้ วิธีคิด วิธีการแก้ปัญหา และเกษตรกรเองจะได้มีโอกาสพัฒนาระบบการผลิตของตนเองให้ก้าวผ่านจากเกษตรกรผู้ร้องขอ กลายเป็นเกษตรกรผู้ให้และตอบแทนต่อสังคม อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างให้กับเกษตรกรอีกกลุ่มได้หันกลับมาพิจารณาวิธีการของตนเอง เรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยน สร้างความเชื่อที่ว่าเมื่อเพื่อนทำได้ เราก็ต้องทำได้เช่นกันผมจึงมีความหวังเสมอว่าเกษตรกรผู้ให้จะเพิ่มปริมาณมากขึ้นกว่าเกษตรกรผู้ร้องขอในสักวัน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

กรมประมงปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เฉลิมพระเกียรติ‘วันแม่แห่งชาติ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434611

x

กรมประมงปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เฉลิมพระเกียรติ‘วันแม่แห่งชาติ’

วันพุธ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงร่วมกับส่วนราชการในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงออกถึงความจงรักภักดี ที่พระองค์ทรงมีต่อพสกนิกรปวงชนชาวไทย โดยพระองค์ทรงให้มีพระราชเสาวนีย์ให้กรมประมงปล่อยพันธุ์ปลาที่เจริญเติบโตเร็วลงแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อให้ราษฎรจับไปบริโภคในครัวเรือน เป็นการแก้ปัญหาขาดอาหารโปรตีนจากปลา นอกจากนี้ ทรงมีพระราชดำริให้กรมประมงจัดทำโครงการฟื้นฟูทรัพยากรพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำจืดของไทย เพื่อให้สัตว์น้ำของไทยในแหล่งน้ำธรรมชาติมีปริมาณเพิ่มขึ้น สำหรับพันธุ์สัตว์น้ำที่กรมประมงจัดเตรียมมาปล่อยในพิธีมีทั้งสิ้น 1,350,000 ตัว ได้แก่ กุ้งก้ามกราม จำนวน 350,000 ตัว และพันธุ์ปลาไทย 9 ชนิด ได้แก่ พันธุ์ปลากะโห้ ปลากราย ปลายี่สกไทย ปลาชะโอน ปลากาดำ ปลาสวาย ปลากดเหลือง ปลาตะเพียนทอง และปลาตะเพียนขาว จำนวน 1,000,000 ตัว นอกจากนี้ ยังนำไปปล่อยในแหล่งน้ำสาธารณะอื่นที่มีความเหมาะสมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวม 15,400,000 ตัว กิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่จัดขึ้นนอกจากเป็นการเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 87 พรรษา 12 สิงหาคม 2562 แล้วยังเป็นการอนุรักษ์สัตว์น้ำ น้ำจืด 10 สายพันธุ์ ให้คงอยู่แม่น้ำเจ้าพระยาตลอดไป ตลอดจนสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ และฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ของตนอีกด้วย

‘​อธิบดีปศุสัตว์’สั่งช่วยสุนัข13ชีวิต พร้อมแจ้งดําเนินคดีเจ้าของข้อหา’ทารุณสัตว์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434708

'​อธิบดีปศุสัตว์'สั่งช่วยสุนัข13ชีวิต พร้อมแจ้งดําเนินคดีเจ้าของข้อหา'ทารุณสัตว์'

‘​อธิบดีปศุสัตว์’สั่งช่วยสุนัข13ชีวิต พร้อมแจ้งดําเนินคดีเจ้าของข้อหา’ทารุณสัตว์’

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 21.45 น.

“​อธิบดีปศุสัตว์”สั่งเข้าช่วยชีวิต13สุนัข ขาดสารอาหารอย่างรุนแรง พร้อมแจ้งความดําเนินคดีเจ้าของข้อหา”ทารุณกรรมสัตว์”

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ได้รับข้อร้องเรียนจากองค์กรด้านพิทักษ์สุนัขและสัตว์ WATCHDOG THAILAND หรือ WDT ผ่านแอพพลิเคชั่น “DLD 4.0” มีเจ้าของสุนัขในบ้านหลังหนึ่ง ต.ลาดหลุมแก้ว อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เลี้ยงสุนัขพันธุ์เกรทเดนเพื่อจําหน่าย แต่จําหน่ายไม่ได้ จึงไม่สนใจปล่อยให้อดอาหารตายคากรงไปบ้าง ส่วนที่เหลือ มีอาการน่าเป็นห่วง ผอมจนไม่มีแรงเดิน จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สํานักงานปศุสัตว์จังหวัดปทุมธานี ร่วมกับเจ้าหน้าท่ีกองสารวัตร และกักกัน และตัวแทน WDT เข้าตรวจสอบบ้านหลงั ดังกล่าวภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดภิ าพสัตว์ พ.ศ. 2557 ผลการตรวจสอบพบว่ามีการเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์เกรทเดน จํานวน 13 ตัว เป็นเพศผู้ 5 ตัว เพศเมีย 8 ตัว อายุระหว่าง 5 เดือน – 2 ปี 3 เดือน ทุกตัวอยู่ในสภาพผอมโซ ขาดสารอาหารและน้ําอย่างรุนแรง ซึ่งมีสุนัขอยู่ 3 ตัว ที่อาการอ่อนเพลีย ป่วย รุนแรงมาก และยังไม่พ้นขีดอันตราย ต้องให้สารน้ํา สารอาหาร ยาบํารุง และยาปฏิชีวนะเข้าทางหลอดเลือด โดยมีสัตวแพทย์ดูแล เป็นพิเศษอย่างใกล้ชิด

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ดูแลสุนัขให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ว่า เจ้าของสุนัขกําลังประสบปัญหาทางด้านการเงิน ทําให้ไม่สามารถเลี้ยงดูแลสุนัขท้ังหมดให้มีความเป็นอยู่ที่ดีได้ โดยผู้ดูแลสุนัขท้ังหมดยินยอมให้เจ้าหน้าท่ีกรมปศุสัตว์นําสุนัขออกไป รักษาฟื้นฟูและให้การดูแลสภาพร่างกายให้มีสุขภาพดีขึ้นกว่าท่ีเป็นอยู่ ณ สถานพยาบาลสัตว์ของกรมปศุสัตว์ (กองสวัสดิภาพสัตว์ และสัตวแพทย์บริการ) ศูนย์ราชการกรมปศุสัตว์ จังหวัดปทุมธานี และเมื่อสัตวแพทย์ของกรมปศุสัตว์ทําการรักษาให้สภาพร่างกายสัตว์ ดีข้ึนแล้ว จะดําเนินการด้านจัดสวัสดิภาพสัตว์ให้เหมาะสมกับสุนัขทั้งหมดเหล่านี้ต่อไป ส่วนทางด้านคดีความเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าท่ีได้ทําการร้องทุกข์กล่าวโทษกับเจ้าของสุนัข ต่อพนักงานสอบสวนท่ีสถานีตํารวจภูธรในพ้ืนที่ เนื่องจาก การกระทําดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557

“กรมปศุสัตว์ขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่า ปัจจุบัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสํานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและ อาหารแห่งชาติ (มกอช.) อยู่ในระหว่างจัดทํามาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์ที่ดีสําหรับคอกสุนัข ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ในปี 2562 นี้ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการคอกสุนัขมีการจัดการเลี้ยงที่เหมาะสม จะส่งผลดีต่อสุขภาพสุนัข สวัสดิภาพสัตว์และป้องกันการ ระบาดของโรคที่สําคัญ เช่น โรคพิษสุนัขบ้า โรคไข้หัดสุนัข โรคลําไส้อักเสบติดต่อของสุนัข ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการผลิตลูกสุนัขที่มี สุขภาพแข็งแรง และสุขอนามัยที่ดี ปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้เลี้ยงและลดปัญหาด้านสาธารณสุข ซ่ึงผู้ท่ีมีความประสงค์จะซื้อสุนัข ควรเลือกซื้อจากคอกสุนัขที่ได้มาตรฐาน ซ่ึงจะได้ลูกสุนัขที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัย เมื่อนําไปเลี้ยงแล้วผู้ที่เป็นเจ้าของควรมี ความรับผิดชอบต่อสังคมและส่ิงแวดล้อมส่วนรวม และหากนําสัตว์ท่ีเลี้ยงไว้มาปล่อยท้ิงจะเข้าข่ายมีความผิดตามกฎหมาย สร้างปัญหา ให้กับสังคม ส่งผลต่อเนื่องถึงการป้องกัน ควบคุม และกําจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปจากประเทศไทย จะทําได้ยากยิ่งขึ้น” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือพบเห็นการกระทําผิดด้านปศุสัตว์ โปรดติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับข้อมูล หรือแจ้ง เบาะแสการกระทําความผิดเพื่อดําเนินการตามกฎหมายผ่านแอพพลิเคชั่น (Application) “DLD 4.0” ที่สามารถดาวน์โหลด และติดตั้งได้ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และระบบ Android ผ่าน Google play เพื่อให้เจ้าหน้าท่ีสามารถเข้าตรวจสอบ การกระทําความผิดและดําเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที

‘เกษตรกร’รวยแน่ๆ! จีนสั่งนำเข้า’โค’วันละ2พันตัวจากไทย รับกก.ละ100บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/434707

'เกษตรกร'รวยแน่ๆ! จีนสั่งนำเข้า'โค'วันละ2พันตัวจากไทย รับกก.ละ100บาท

‘เกษตรกร’รวยแน่ๆ! จีนสั่งนำเข้า’โค’วันละ2พันตัวจากไทย รับกก.ละ100บาท

วันอังคาร ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 21.26 น.

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ , นายศรายุทธ ยิ้มยวน รองผู้จัดการ ธ.ก.ส.และ นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ร่วมหารือกับ นายสมชาย ดวงเจริญ บริษัท LS trading export import Co Ltd สปป.ลาว และนายหยางเจียง บริษัท LS chengkang ประเทศจีน บรรลุข้อตกลง ส่งออกโคมีชีวิต ไปประเทศจีน โดยผ่าน สปป.ลาว ดังนี้ 1.ฝ่ายไทยจัดหาโคเนื้อมีชีวิต น้ำหนัก 370 – 430 กิโลกรัม วันละ 2,000 ตัว ราคากิโลกรัมละ 100 บาท

2.กรมปศุสัตว์มีหน้าที่ตรวจสารเร่งเนื้อแดง และโคต้องไม่มีรอยโรคปากและเท้าเปื่อย 3.สัตวแพทย์ สปป.ลาว จะเดินทางมาตรวจคอกกักสัตว์ที่ไทยก่อนมีการส่งออก และ
4.ให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมไทย – ลาว เพื่อดำเนินการต่อไป