เตือนชาวนาหว่านข้าวแห้งช่วงแล้ง ผลผลิตเสียหายไม่เข้าเกณฑ์เยียวยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433005

x

เตือนชาวนาหว่านข้าวแห้งช่วงแล้ง ผลผลิตเสียหายไม่เข้าเกณฑ์เยียวยา

วันพุธ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายวุฒิชัย ชิณวงศ์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร ปฏิบัติหน้าที่ หัวหน้าศูนย์เฉพาะกิจติดตามสถานการแล้งฝนทิ้งช่วง ปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตร แจ้งเตือนเกษตรกรที่ทำนาปลูกข้าวโดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แหล่งผลิตข้าวสำคัญของประเทศ โดยบางส่วนหันมาปรับเปลี่ยนวิธีปลูกข้าวจากวิธีการทำนาดำเป็นนาหว่านข้าวแห้งมากขึ้น เนื่องจากขาดแรงงานปักดำ อีกทั้งยังประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย แต่จากสถานการณ์ที่มีปริมาณฝนตกน้อยหลายพื้นที่ในระยะนี้ ปัญหาที่ตามมาจากวิธีการหว่านข้าวแห้งคือ ทำให้การกระจายและความลึกของเมล็ดข้าวที่ถูกฝังกลบลงดินไม่สม่ำเสมอ ส่งผลต่อเปอร์เซ็นต์การงอกของเมล็ดข้าวและอาจมีวัชพืชขึ้นแซมในนาข้าวด้วย ทำให้ผลผลิตและคุณภาพข้าวต่ำ หากฝนทิ้งช่วงนานเกินไปจะทำให้เมล็ดข้าวที่หว่านไม่งอกเลย ซึ่งการเกิดความเสียหายกรณีนี้จะไม่ได้รับการช่วยเหลือภัยพิบัติด้านพืช ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562

สำหรับข้อแนะนำการปลูกข้าวช่วงแล้งหรือฝนทิ้งช่วง เกษตรกรควรวางแผนช่วงเวลาเพาะปลูกข้าวให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศปัจจุบัน โตยติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศจากหน่วยงานราชการ
กรมอุตุนิยมวิทยา หรือศูนย์เฉพาะกิจติดตามสถานการณ์แล้งฝนทิ้งช่วง ปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตร หรือปรับเปลี่ยนไปเพาะปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งเป็นการประหยัดน้ำ การปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย การทำไร่นาสวนผสม
หรือเกษตรทฤษฎีใหม่ นอกจากนี้ ให้สำรวจแหล่งน้ำในพื้นที่ เพื่อประเมินน้ำที่จะใช้ในพื้นที่ไร่นาของตนเอง การเก็บกักน้ำไว้ในไร่นา และหาแหล่งน้ำสำรอง โดประสานหน่วยงานด้านแหล่งน้ำเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย

ส่วนการขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร เพื่อแจ้งข้อมูลการเพาะปลูกข้าวในแต่ละรอบการผลิตกับกรมส่งเสริมการเกษตรแจ้งข้อมูลได้ ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือปรับปรุงผ่าน Mobile Application Farmbook เพื่อให้ภาครัฐทราบข้อมูลสถานการณ์การผลิตและเกษตรกรจะได้รับความช่วยเหลือเมื่อเกิดความเสียหาย หากมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่

เร่งส่งน้ำลงคลองมะขามเฒ่า ช่วยเกษตรกร4อำเภอสุพรรณฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433010

x

เร่งส่งน้ำลงคลองมะขามเฒ่า n ช่วยเกษตรกร4อำเภอสุพรรณฯ

วันพุธ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รมช.เกษตรฯ ติดตามการแก้ปัญหาน้ำแล้ง นำตัวแทนชาวนาสุพรรณฯ ลุยดูการผันน้ำประตูระบายน้ำชัยนาท มั่นใจอีก 2 วันริมคลองยาวกว่า 400 กม. มีน้ำใช้

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี พร้อมตัวแทนเกษตรกร จ.สุพรรณบุรี ตรวจปริมาณน้ำที่ประตูระบายน้ำพลเทพ จ.ชัยนาท เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรจ.สุพรรณบุรีว่า ภายใน 2 วัน ปริมาณน้ำจะถึงปลายคลองแน่นอน โดยเกษตรกรจะมีน้ำสูบใส่นาข้าวที่กำลังขาดน้ำแห้งตายจำนวนมาก โดยเฉพาะเกษตรกรใน 4 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เดิมบางบางบวช อ.สามชุก อ.ดอนเจดีย์ และ อ.เมืองสุพรรณบุรี จ.สุพรรณบุรี ที่ใช้น้ำในคลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง (คลอง มอ.) ซึ่งกำลังเดือดร้อนหนัก ข้าวขาดน้ำยืนต้นตาย เนื่องจากน้ำในคลองมีปริมาณน้อยจากปัญหาภัยแล้ง ประกอบกับฝนทิ้งช่วง เกษตรกรกว่า 50,000 ครัวเรือนเดือดร้อน พื้นที่กว่า 250,000 ไร่

นายประภัตรเปิดเผยว่า จากปัญหาภัยแล้งทำให้เกษตรกรในจ.สุพรรณบุรี เดือดร้อน ชาวนาแย่งกันสูบน้ำเข้านาข้าวนั้น ขณะนี้ทุกหน่วยงานเร่งหาทางช่วยเหลือ ซึ่งกรมชลประทานติดตั้งเครื่องสูบน้ำจากประตูน้ำพลเทพ จ.ชัยนาท ประกอบด้วย เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ 2 ท่อ ท่อขนาด 18 นิ้ว จำนวน 2 ท่อ และท่อขนาด 12 นิ้ว จำนวน 7  ท่อ และประตูไฟฟ้าระบายน้ำอีก 3 ประตู เพื่อเร่งส่งน้ำเข้าคลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง (คลอง มอ.) ขณะนี้สามารถส่งน้ำเข้าคลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง ได้ปริมาณ 12 ลบ.ม./วินาที  และกำลังเร่งสูบน้ำให้ได้ 15-18 ลบ.ม./วินาที ซึ่งคาดว่าปริมาณน้ำจะถึงช่วงปลายคลองภายใน 2 วันนี้ ทั้งนี้ ขอความร่วมมือชาวนาให้หยุดลักลอบแย่งกันสูบน้ำเข้านา โดยขอให้รอปริมาณน้ำในคลองมีปริมาณมากพอก่อน จึงสูบน้ำเข้านาพร้อมกันในวันที่ 13 สิงหาคม ไม่ต้องจัดคิวรอบเวรให้สูบกันเป็นช่วงป้องกันปัญหาแย่งกันสูบน้ำและความขัดแย้งของชาวนาอีกด้วย

“จากการพูดคุยชาวนาส่วนใหญ่เข้าใจการทำงานของทุกฝ่าย  จึงยอมตกลงหยุดสูบน้ำก่อน และรอให้ปริมาณน้ำมามากพอจะสูบเข้านาได้พร้อมกัน ขณะเดียวกัน ต้องขอร้องชาวนาบางราย ที่ไม่ให้ความร่วมมือตามข้อตกลงลักลอบสูบน้ำเข้านาทั้งที่ชาวนาส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือตามกติกาหยุดสูบน้ำเข้านาช่วงนี้  ส่วนนาข้าวที่เสียหายแล้วนั้น อยู่ระหว่างสำรวจเก็บข้อมูล เตรียมเสนอรายละเอียดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีประกาศภัยแล้ง เพื่อเตรียมหาทางเยียวยาช่วยเหลือต่อไป” นายประภัตร กล่าว

รมช.เกษตรฯมอบนโยบายกรมตรวจฯ วางระบบทำบัญชี-ปลูกฝังต้านโกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433003

x

รมช.เกษตรฯมอบนโยบายกรมตรวจฯ วางระบบทำบัญชี-ปลูกฝังต้านโกง

วันพุธ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตรวจเยี่ยมกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมมอบนโยบายแนวทางดำเนินงาน เพื่อพัฒนาขับเคลื่อนองค์กรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีนายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นายพจน์ภิรัชต์ เนียมจุ้ย นางสาวพรรณทิพย์ สันติภากรณ์ รองอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ในสังกัดให้การต้อนรับ ณ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพมหานคร

ในโอกาสนี้ รมช.เกษตรฯได้มอบแนวทางปฏิบัติงาน โดยมุ่งเน้นให้ผู้สอบบัญชีเป็นผู้แนะนำสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้ปฏิบัติงานถูกต้อง ทั้งการทำบัญชีและงบการเงิน รวมถึงการจัดการภายใน อีกทั้งมีการติดตามพัฒนาความรู้ ความสามารถให้เท่าทันความก้าวหน้ากับเทคโนโลยีและธุรกิจของสหกรณ์ในปัจจุบันที่ก้าวหน้าขึ้น และเน้นย้ำให้สร้างความเข้าใจทั้งระหว่างผู้สอบบัญชีด้วยกันเองและผู้สอบบัญชีกับสหกรณ์โดยสม่ำเสมอ เพื่อให้เข้าใจแนวทางการทำงาน ตลอดจนระบบที่เปลี่ยนแปลง

“งานของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เป็นงานที่หนัก เปรียบเสมือนงานจับคนโกง แต่เปลี่ยนการจับคนโกงเป็นการทำความเข้าใจร่วมกัน เข้าไปสอน ให้คำแนะนำ ไม่ใช่เข้าไปจับผิด จึงมอบนโยบายให้กรมฯ สร้างความเข้าใจนโยบาย คุณธรรม จริยธรรม กฎระเบียบ ข้อบังคับ รวมถึงวิธีทำบัญชี โดยวางระบบทำบัญชีให้เป็นรูปแบบเดียวกัน เพื่อเวลาเข้าไปตรวจสอบบัญชีจะทำได้ง่าย มีข้อผิดพลาดส่วนไหนจะรู้ได้ ความผิดพลาดก็จะน้อยลง รวมไปถึงปลูกฝังทัศนคติไม่โกง ทำให้คนโกงน้อยที่สุด” รมช.เกษตรฯกล่าว

ทั้งนี้ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวว่า การรับมอบนโยบายจากรมช.กษ.ครั้งนี้ กรมจะบูรณาการทำงานสนองนโยบาย ทำงานควบคู่ระหว่างฝั่งนโยบายและปฏิบัติ ประโยชน์จะส่งผลกับสหกรณ์และพี่น้องกลุ่มเกษตรกร จึงขอให้สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมั่นใจกับการตรวจสอบบัญชีของกรม ซึ่งจะช่วยดูแลความถูกต้องและความเป็นไปภายใต้หลักของการสอบบัญชีที่ถูกต้อง และเป็นมาตรฐานเดียวกัน

พด.อุดรฯย้ำความสำเร็จฟื้นฟูดินเค็ม สร้างรายได้เสริม8,460บาท/ไร่/ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/433011

พด.อุดรฯย้ำความสำเร็จฟื้นฟูดินเค็ม n สร้างรายได้เสริม8,460บาท/ไร่/ปี

พด.อุดรฯย้ำความสำเร็จฟื้นฟูดินเค็ม n สร้างรายได้เสริม8,460บาท/ไร่/ปี

วันพุธ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดอกมะลิ 105 พืชหลักของเกษตรกร พบว่าผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น ก่อนเข้าโครงการผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 286.8 กิโลกรัมต่อไร่ หลังพัฒนาพื้นที่ดินเค็มผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 341 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่การปรับรูปแปลงนาทำคันดินให้ใหญ่ขึ้นปลูกไม้เศรษฐกิจบนคันนาได้นั้น มีการปลูกยูคาลิปตัส ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้เฉลี่ย 188 ต้น น้ำหนักเฉลี่ย 47,000 กิโลกรัมต่อไร่ ราคาขายตันละประมาณ 900 บาท ทำให้เกษตรกรมีผลตอบแทนจากการปลูกไม้เศรษฐกิจบนคันนาในพื้นที่ดินเค็ม คิดเป็นรายได้ประมาณ 42,300 บาทต่อไร่ต่อ 5 ปี หรือ 8,460 บาทต่อไร่ต่อปี

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งด้านคุณสมบัติดินที่ดีขึ้นทำให้ปลูกข้าวได้ผลผลิตเพิ่ม ต้นทุนลด และมีรายได้เสริมจากการขายยูคาลิปตัส ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่พึงพอใจมาก สถานีพัฒนาที่ดินอุดรธานี จึงใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นต้นแบบการฟื้นฟูแก้ปัญหาดินเค็มในจ.อุดรธานี โดยปีนี้ขยายพื้นที่ดำเนินการเพิ่มอีก 700 ไร่ เน้นแก้ปัญหาดินเค็มและป้องกันการแพร่กระจายดินเค็ม โดยใช้วิธีไม่ยุ่งยากซับซ้อนและลงทุนน้อย เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีศักยภาพ ปลูกพืชเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม เพิ่มผลผลิตพืชและรายได้ของเกษตรกร นอกจากนี้ ยังศึกษาวิจัยนำอินทรียวัตถุ เช่น แกลบและขี้อ้อย มาใช้ปรับปรุงบำรุงดินก่อนปลูกข้าว เพื่อเป็นทางเลือกลดใช้ปุ๋ยเคมีและลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรพึ่งตนเองได้ในอนาคต

เกษตรกรเฮ! กฟก.เจรจาแก้หนี้สำเร็จ ธนาคารฯยอมขายที่ดินคืนให้ในราคาต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432977

เกษตรกรเฮ! กฟก.เจรจาแก้หนี้สำเร็จ ธนาคารฯยอมขายที่ดินคืนให้ในราคาต้นทุน

เกษตรกรเฮ! กฟก.เจรจาแก้หนี้สำเร็จ ธนาคารฯยอมขายที่ดินคืนให้ในราคาต้นทุน

วันอังคาร ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.08 น.

เกษตรกรเฮ! กฟก.เจรจาแก้หนี้สำเร็จ ธนาคารฯยอมขายที่ดินคืนให้ในราคาต้นทุน ที่ซื้อมาจากการขายทอดตลาด

13 สิงหาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สำนักงานที่ดินสาขาอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย นายนิยม สุวรรณประภา หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย (กฟก.) ได้เป็นสักขีพยานในการดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาซื้อขายที่ดิน ระหว่าง ธนาคารฯกสิกรไทย โดยนางสาวธันยรัตน์ เที่ยวประดิษฐา ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจาก ธนาคารฯกสิกรไทย กับนายทองคำ ยะแสง เกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรทำนาเชียงเคี่ยน โดยเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามสัญญาซื้อขายที่ดิน จากธนาคารฯกสิกรไทย เป็นกรรมสิทธิ์ของนายทองคำ ยะแสง ที่ดินเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 30 ตารางวา รวมสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านพักอาศัยไม้ชั้นเดียว

โดยนายนิยม กล่าวภายหลังการโอนที่ดินว่า กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล โดยเกษตรกรรายนี้ได้มายื่นเรื่องขอความช่วยเหลือ กับ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย เพื่อขอให้ช่วยเจรจาซื้อที่ดินคืนจากธนาคารฯ หลังจากเกษตรกรได้นำที่ดินไปค้ำประกันการกู้ยืมเงินกับทางธนาคารฯกสิกรไทย เมื่อปี พ.ศ.2535 และถูกธนาคารฯฟ้องร้องดำเนินคดี จนที่ดินถูกขายทอดตลาด และธนาคารฯกสิกรไทย เป็นผู้ซื้อที่ดินไว้ เมื่อปี 2550 โดยเกษตรกรมีความประสงค์ขอซื้อที่ดินคืนและชำระหนี้ด้วยตนเอง ตามแนวทางและหลักเกณฑ์การจัดการหนี้เกษตรกรของสมาคมธนาคารไทย ที่ได้ทำ MOU ไว้กับสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยสมาคมธนาคารไทย ได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ.) เรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรเพื่อให้การจัดการแก้ไขปัญหาหนี้เกษตรกร ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับพระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ.2542  ซึ่งสมาคมธนาคารไทยได้กำหนดหลักเกณฑ์การขายที่ดินคืนให้กับเกษตรกร เท่ากับราคาที่สถาบันการเงินซื้อที่ดินมาจากการขายทอดตลาด

“สำหรับเกษตรกรรายนี้ธนาคารฯกสิกรไทย ตกลงขายที่ดินคืนให้ในราคา 166,116 บาท ซึ่งเป็นราคาเท่ากับที่ธนาคารฯกสิกรไทย ได้ซื้อที่ดินมาจากการขายทอดตลาด ทำให้เกษตรกรสามารถลดภาระในการชำระหนี้สินเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากธนาคารฯขายที่ดินคืนในราคาที่ธนาคารฯกำหนด เกษตรกรต้องแบกรับภาระหนี้สินเป็นจำนวนเงินที่สูงมากกว่านี้อย่างแน่นอน” นายนิยม กล่าว

ร้อง’บิ๊กตู่’เอาผิดขรก.การยางฯ เอื้อประโยชน์เอกชนผูกขาดน้ำยาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432939

ร้อง'บิ๊กตู่'เอาผิดขรก.การยางฯ  เอื้อประโยชน์เอกชนผูกขาดน้ำยาง

ร้อง’บิ๊กตู่’เอาผิดขรก.การยางฯ เอื้อประโยชน์เอกชนผูกขาดน้ำยาง

วันอังคาร ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 14.39 น.

นายกรัฐมนตรี สั่ง กยท. ทบทวนประกาศให้ผู้รับเหมาทั่วประเทศซื้อน้ำยางพาราสำหรับทำถนนจาก 3 บริษัท หลังมีผู้ประกอบการยางพารา ,ผู้รับเหมาก่อสร้าง และเกษตรกรชาวสวนยาง ออกมาเรียกร้องว่าได้รับผลกระทบ และกล่าวหาว่ามีข้าราชการกยท. ได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ 

นายบุญชู ประสังสิต ตัวแทนผู้รับเหมาทำถนนจากยางพารา พร้อมตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางรวม 15 คน เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์บริการประชาชนทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ดำเนินการกับข้าราชการทุจริตบางคนของการยางแห่งประเทศไทยและผู้เกี่ยวข้องที่ร่วมมือกับกลุ่มทุนบริษัทผลิตน้ำยางฯ นำนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ ในโครงการก่อสร้างถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติ (พาราซอยล์ซีเมนต์) มาหากิน โดยร่วมกันกระทำการอันมิชอบ  ไม่ปฏิบัติระเบียบ หลักเกณฑ์ข้อกำหนด ในการทดสอบคุณสมบัติของน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มฯ ที่ใช้ในการทำถนนดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยน้ำยางธรรมชาติ

โดยออกใบรับรองมาตรฐานน้ำยางฯ อย่างเร่งรีบให้แก่ กลุ่มนายทุนเพียง 3 บริษัทดัง ซึ่งตามหลักฐานการจดทะเบียนของกระทรวงพาณิชย์ ที่มีเจ้าของและผู้บริหารเป็นคนกลุ่มเดียวกัน  สำนักงานใหญ่ หรือสำนักงานสาขาก็ตั้งอยู่ที่เดียวกัน โดยกีดกันผู้ผลิตน้ำยางฯ รายอื่นว่าไม่ผ่านการทดสอบ  ซึ่งมีผู้ประกอบการค้าน้ำยางฯ ที่ได้รับความเสียหาย ยื่นฟ้องคณะกรรมการพิจารการรับรองมาตรฐานวัสดุน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มฯ  ต่อศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง  ในคดีอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ฯ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2562 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

ตัวแทนผู้รับเหมาทำถนนจากยางพารา กล่าวด้วยว่า หน่วยงานราชการบางหน่วยงาน  ได้ออกประกาศประกวดราคาจ้างเหมาโครงการก่อสร้างถนนผิวจราจรดินซีเมนต์ปรับปรุงคุณภาพด้วยยางธรรมชาติ โดยกำหนดคุณสมบัติผู้เสนอราคาและร่างขอบเขตงาน (TOR) ที่จะต้องแนบเอกสารรับรองมาตรฐานวัสดุและคุณสมบัติน้ำยางฯ ที่ผูกขาดเพียง3บริษัท ส่งผลให้ราคาน้ำยางฯ ที่ใช้ในโครงการ ปรับราคาขึ้นสูงกว่าที่ขายอยู่เดิมมาก จากลิตรละ 45-50 บาท  (รวมค่าขนส่ง)  เป็น 85 บาท (ไม่รวมค่าขนส่ง) ทำให้ผู้รับเหมาที่ได้รับงานจะต้องหาทางลดราคาวัตถุดิบหรือค่าใช้จ่ายอื่นลงที่จะทำให้คุณภาพของถนนอาจต่ำลงด้วย หรือผลักภาระไปที่หน่วยงานรัฐที่ว่าจ้าง ทำให้เพิ่มภาระงบประมาณ  แต่กลับไม่เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรชาวสวนยาง เพราะเมื่อเกิดการผูกขาด ผู้ผลิตก็ไม่จำเป็นต้องซื้อผลผลิตยางพาราจากท้องถิ่น สามารถเลือกและกดราคาน้ำยางฯ ได้โดยเด็ดขาด นโยบายรัฐที่ได้จ่ายเงินลงไปไม่เกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์   จึงร้องเรียนขอให้ทาง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี  เข้ามาช่วยเหลือ ดูแล เกษตรกรสวนยางพารา  และให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ  ดำเนินการกับผู้กระทำความผิดตามอำนาจหน้าที่ด้วย

จากนั้นกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้รับเหมายางพาราก่อสร้างถนน เดินทางมาที่การยางแห่งประเทศไทย เพื่อวางพวงหรีดไว้อาลัยการทำงานที่ล้มเหลวของผู้บริหาร กยท.ที่ปล่อยให้มีการล็อกสเป็กน้ำยางผสมและสารผสมเพิ่มในโครงการถนนยางพารา 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร ทั่วประเทศ และเห็นว่า หากมีการแข่งขันซื้อขายอย่างเสรี เชื่อว่า น้ำยางดิบจะราคาดีและเกิดประโยชน์แก่เกษตรโดยตรง

ด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ได้มอบนโยบายไปแล้วว่าให้มีการทบทวนเรื่องนี้ พร้อมย้ำว่าการพิจารณาใหม่ต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมและทั่วถึง ดังนั้นอย่ากังวลเรื่องนี้ เพราะรัฐบาลดูแลอยู่แล้ว หากมีข้อร้องเรียนว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์เข้าตัวเองก็ต้องรีบแก้ไข หากพบว่ามีการทุจริตก็จะดำเนินการหาคนทำผิดทันที

ได้ฤกษ์สร้างที่ทำการสทนช.ถาวร รองรับภารกิจจัดการน้ำของปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432803

x

ได้ฤกษ์สร้างที่ทำการสทนช.ถาวร รองรับภารกิจจัดการน้ำของปท.

วันอังคาร ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารที่ทำการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ณ ถนนติวานนท์ ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยมีแขกผู้มีเกียรติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมงานอย่างคับคั่ง

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า อาคารที่ทำการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ นอกจากใช้เป็นที่อาคารที่ทำการของสทนช.แล้ว ยังใช้เป็นศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ ศูนย์กลางการบริหารงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นศูนย์วิจัยนวัตกรรมและฝึกอบรมด้านทรัพยากรน้ำ ตลอดจนใช้เป็นศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจกรณีเกิดปัญหาวิกฤติน้ำมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน อีกทั้ง ในอาคารยังออกแบบห้องศาสตร์พระราชาเพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวง รัชกาลที่ 9 ใช้เสริมสร้างการเรียนรู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำสู่ภาคประชาชน ตลอดจนสืบสาน ต่อยอดพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 อีกด้วย

เลขาธิการ สทนช. กล่าวต่อว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ก่อตั้งขึ้นปลายปี 2560 โดยใช้สำนักงานชั่วคราวในพื้นที่บางส่วนของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ถนนพิษณุโลก คิดเป็นพื้นที่ไม่เกิน 2,000 ตารางเมตร ต่อมาเมื่อจำนวนบุคลากรและภารกิจงานขยายขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พื้นที่ใช้สอยไม่เพียงพอ จึงย้ายมาเช่าอาคารจุฑามาศ ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ พื้นที่ใช้สอยประมาณ 5,000 ตารางเมตร (รวมพื้นที่
จอดรถ) เป็นที่ทำการ สทนช. เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2561

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงภารกิจและหน้าที่ของ สทนช. ซึ่งต้องขยายโครงสร้างและภารกิจด้านการบริหารจัดการน้ำตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ.2562 ที่ขยายภารกิจและบทบาทหน้าที่ของ สทนช. ใหม่ ทำให้จำเป็นต้องสร้างอาคารที่ทำการ สทนช. ถาวร รองรับภารกิจเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการน้ำของประเทศ

นอกจากนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ยังมีหน่วยงานในส่วนภูมิภาคที่เรียกว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค (สทนช.ภาค) ประจำ 4 ภูมิภาค ครอบคลุม 22 ลุ่มน้ำหลักใหม่ 353 ลุ่มน้ำสาขาทั่วประเทศ แบ่งเป็น สทนช.ภาค 1 รับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือ สำนักงานตั้งอยู่ที่จังหวัดลำปาง สทนช.ภาค 2 รับผิดชอบพื้นที่ภาคกลาง สำนักงานตั้งอยู่ที่จังหวัดสระบุรี สทนช.ภาค 3 รับผิดชอบพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำนักงานตั้งอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น และ สทนช.ภาค 4 รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ สำนักงานตั้งอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีที่ทำการชั่วคราว และบุคลากรที่เริ่มดำเนินการตามภารกิจในพื้นที่ร่วมกับคณะกรรมการลุ่มน้ำ องค์กรผู้ใช้น้ำในพื้นที่และจังหวัดบูรณาการข้อมูลทำแผนปฏิบัติการแก้ปัญหาน้ำของลุ่มน้ำ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำให้เป็นรูปธรรมต่อไป

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยอินทรีย์ คุณค่าเหลือหลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432807

x

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยอินทรีย์ คุณค่าเหลือหลาย

วันอังคาร ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม อยากเรียนถามว่า ปุ๋ยอินทรีย์มีข้อดีและข้อเสีย อย่างไรบ้างครับ

สุรินทร์ วิเชียรชัย

อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี

คำตอบ

ปุ๋ยอินทรีย์ ตามนิยามของวิกิพีเดีย (สาราณุกรมเสรี) ระบุว่า ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นปุ๋ยที่ทำจากวัสดุอินทรีย์ มีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์สำหรับการเจริญเติบโตของพืช ผลิตจากวัสดุอินทรีย์ ของเสียจากโรงงาน (บางประเภท) มูลวัว มูลไก่ มูลค้างคาว ซากต้นไม้ ใบไม้ กรดอะมิโน โดโลไมท์ และแร่ธาตุต่าง ๆ นำมาบด เติมจุลินทรีย์ บ่มหมัก กลับกอง จนย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย

ข้อดีของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ มีดังนี้

1) ปุ๋ยอินทรีย์ มีลักษณะทางกายภาพได้หลายแบบ เช่น ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยผง และปุ๋ยน้ำ แต่ที่นิยมจำหน่ายในท้องตลาดส่วนใหญ่เป็นปุ๋ยเม็ด เนื่องจากสะดวกกับเกษตรกรในการนำไปใช้ ทั้งจากการหว่านด้วยมือ หรือใช้กับเครื่องพ่นเม็ดปุ๋ย

2) ปุ๋ยอินทรีย์ มีอินทรียวัตถุ มีธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริมที่ปุ๋ยเคมีไม่มี และจุลธาตุที่จำเป็นต่อจุลินทรีย์ดินและพืช ที่ปุ๋ยเคมีไม่มี ธาตุทั้งสองกลุ่มนี้ ถึงแม้ว่าพืชจะมีความต้องการน้อย แต่ก็ไม่สามารถขาดได้อย่างเด็ดขาด

3) ปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อพื้นดินให้มากขึ้นจากเดิม

4) ปุ๋ยอินทรีย์ มีแร่ธาตุที่หลากหลายดีต่อต่อการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ของพืช อาจจะมองไม่เห็นชัดนักในระยะแรกที่ใช้งาน แต่มีผลในระยะยาวอย่างมาก พืชจะค่อยๆ แข็งแรง และเพิ่มผลผลิตมากขึ้น

5) ปุ๋ยอินทรีย์ ไม่ทำร้ายผิวหน้าดิน ช่วยทำให้ดินมีสภาพเป็นกลางและเสถียรอยู่เสมอ ช่วยปรับระดับความเป็นกรด-ด่างของดินให้เหมาะสมต่อการเติบโตของพืช ทั้งยังปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างให้ดินในขณะที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างยาวนาน เช่น อาจมีมีการละลายแร่ธาตุบางอย่างที่ไม่พึงประสงค์ออกมาให้แก่รากพืช เช่น อะลูมิเนียม ทำให้พืชมีลักษณะแคระแกร็น และเป็นโรคง่าย

6) ปุ๋ยอินทรีย์ ช่วยปรับโครงสร้างของดินเสียใหม่ ด้วยการทำให้เม็ดดินร่วนซุย ช่วยปรับให้หน้าดินร่วนซุย โดยไม่ต้องไถพรวนกันมากนัก ช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ และสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติในดิน ทำให้ดินมีโครงสร้างโปร่ง ร่วนซุย อ่อนนุ่ม อุ้มน้ำ ซึ่งจะส่งผลดีต่อพืชที่ปลูกอย่างมาก

ข้อเสียของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ มีดังนี้

1) ปุ๋ยอินทรีย์ มีปริมาณธาตุอาหารหลักในปริมาณที่น้อยกว่าปุ๋ยเคมีมาก ปุ๋ยเคมีนั้น ผลิตจากการผสมปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีเข้าด้วยกัน เพราะปุ๋ยเคมีสามารถเพิ่มปริมาณระดับแร่ธาตุอาหารได้อย่างเต็มที่

2) ปุ๋ยอินทรีย์ มีต้นทุนการผลิตสูงกว่า เพราะต้องใช้ในปริมาณที่มาก เพื่อให้ได้ปริมาณธาตุอาหารเพียงพอต่อความต้องการของพืช

3) ปุ๋ยอินทรีย์ ไม่สามารถบังคับได้ชัดเจนและทันกับช่วงเวลาที่พืชต้องการ เช่น จะเร่งใบ เร่งดอก หรือเร่งผลผลิต

แต่อย่างไรก็ตาม การนำปุ๋ยอินทรีย์เข้ามาใช้นั้น ไม่อาจนำมาใช้เพียงอย่างเดียวได้ตลอด จำเป็นที่จะต้องใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี จะช่วยให้ได้ผลผลิตและคุณภาพที่ดีกว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพียงอย่างเดียว ทั้งยังลดต้นทุนการผลิตจากการใช้ปุ๋ยชนิดหนึ่งชนิดใดเพียงอย่างเดียว นะครับ

นาย รัตวิ

กรมชลฯต่อยอดศาสตร์พระราชา สร้างฝาย-สระน้ำซอยล์ซีเมนต์นำร่องลุ่มชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432805

x

กรมชลฯต่อยอดศาสตร์พระราชา สร้างฝาย-สระน้ำซอยล์ซีเมนต์นำร่องลุ่มชี

วันอังคาร ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายภัทรพล ณ หนองคาย ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 6 กองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กรมชลประทาน เปิดเผยว่ากรมชลประทานโดยศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ ประสบผลสำเร็จในการน้อมนำศาสตร์พระราชาเกี่ยวกับการสร้างฝายชะลอน้ำมาประยุกต์ใช้กับหลักวิศวกรรมชลประทานในการสร้างฝายซอยล์ซีเมนต์ (Soil Cement) ทดแทนฝายหินทิ้งแบบเดิม ซึ่งช่วยลดอัตรารั่วซึม เพิ่มปริมาณน้ำที่เก็บกักในตัวฝาย ราคาถูกกว่าฝายคอนกรีต ก่อสร้างไม่ยุ่งยากชาวบ้านทำเองได้ ที่สำคัญอายุใช้งานยืนยาว โดยนำไปทดลองใช้ในพื้นที่ลุ่มน้ำชีแล้วตั้งแต่ปี 2558

ทั้งนี้ หลังประสบผลสำเร็จในการสร้างฝายซอยล์ซีเมนต์ดังกล่าว ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำขึ้นเมื่อปี 2559 ที่จ.ขอนแก่น ช่วยเกษตรกรลุ่มน้ำชีใน 5 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด ที่ประสบปัญหาน้ำเป็นประจำ ซึ่งได้มีการพัฒนาสร้างนวัตกรรมช่วยเหลือเกษตรกรให้มีน้ำใช้เพื่อการเกษตรมาต่อเนื่อง ล่าสุดพัฒนาสร้างชุดสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกระจายน้ำแบบน้ำหยด พร้อมสร้างสระแบบซอยล์ซีเมนต์ช่วยเหลือเกษตรที่อยู่ในพื้นที่สูงกว่าฝายให้มีน้ำใช้ ผลที่ได้คือ สระแบบซอยซีเมนต์เก็บน้ำ ใช้น้ำได้เต็มประสิทธิภาพ เกษตรกรมีน้ำเพียงพอดูแลพืชสวนพืชไร่ตลอดปี ทำให้ภาวะฝนทิ้งช่วงปีนี้เกษตรกรในพื้นที่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆเลย

ด้านนายสุภัทรดิศ ราชธา ที่ปรึกษาศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ เปิดเผยว่า ชุดสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกระจายน้ำแบบน้ำหยด ช่วยเกษตรกรประหยัดไฟและน้ำซึ่งการสูบน้ำจากที่ต่ำขึ้นที่สูง โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์นั้นประหยัดค่าไฟฟ้าได้ปีละประมาณ 30,000บาท แผงโซลาร์เซลล์ขนาด 1 นิ้ว สูบน้ำได้คราวละ 5 ลูกบาศก์เมตร ตัวแผงออกแบบมาเพื่อใช้กับระบบกระจายน้ำแบบน้ำหยดช่วยให้เกษตรกรใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกพืชแบบน้ำท่วมแปลงประมาณ 80% โดยใน 1 วัน ใช้น้ำเพียง 1 ลูกบาศก์เมตร ดูแลพื้นที่ปลูก 1 ไร่ แผงโซลาร์เซลล์อายุใช้งานประมาณ 25 ปี ราคาไม่แพง เกษตรกรประกอบ บำรุงรักษาได้เอง

“อยากให้เกษตรกรลองหันมาใช้พลังงานทดแทน เพราะราคาถูก เปรียบเทียบพื้นที่ทั่วไปใช้งบลงทุนต่อไร่ประมาณ 10,000 บาท แต่หากใช้นวัตกรรมที่กล่าวมาจะใช้งบลงทุน 2,500-6,000 บาทเท่านั้น ช่วยลดการแย่งชิงน้ำ ช่วยเหลือตัวเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาภาครัฐทั้งหมด หากเกษตรกรสนใจ ติดต่อได้ที่ Facebook ชื่อ ศูนย์ปฏิบัติการบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ หรือ โทรศัพท์ 08-1260-0794 หรือที่สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 6 อ.เมือง จ.ขอนแก่น โทรศัพท์ 0-4322-7340” นายสุภัทรดิศ กล่าว

เปิดศูนย์ขยายพันธุ์พืชสุพรรณฯ กระจายให้เกษตรกร13จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432802

x

เปิดศูนย์ขยายพันธุ์พืชสุพรรณฯ กระจายให้เกษตรกร13จังหวัด

วันอังคาร ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตขยายพันธุ์พืชและเปิดบ้านศูนย์ขยายพันธุ์พืช ณ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 9 ต.พลับพลาไชย อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ว่า ศูนย์แห่งนี้มีภารกิจด้านการผลิตและขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดี โดยกรรมวิธีด้านการเกษตรสมัยใหม่ เน้นส่งต่อพืชพันธุ์ดีจากศูนย์ฯสู่เกษตรกร เพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรในเขตพื้นที่รับผิดชอบ 13 จังหวัด ได้แก่สุพรรณบุรี นครปฐม กาญจนบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี และอุทัยธานี ซึ่งการดำเนินการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตขยายพันธุ์พืชวันนี้ เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการทำการเกษตรแบบสมัยใหม่ เน้นพันธุ์พืชพันธุ์ดีจากศูนย์ฯสู่เกษตรกร เป็นการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

“ปัจจุบันเกษตรกรยังไม่สามารถเข้าถึงพันธุ์ดี เนื่องจากราคาแพงในตลาด ซึ่งการคัดสรรพันธุ์ที่ดีจะช่วยลดต้นทุนเพิ่มมูลค่า เพิ่มศักยภาพส่งออกให้มากขึ้น และส่งเสริมให้เกษตรกรมีพันธุ์พืชที่ดีใช้ตลอดฤดูกาล สิ่งสำคัญคือ ต้องหาตลาดรองรับหรือใช้แนวทางตลาดนำการผลิต โดยศูนย์ฯจะผลิตต้นพันธุ์ดีซึ่งใช้เวลาประมาณ 3  เดือน จากนั้นจะจำหน่ายให้เกษตรกรที่ลงทะเบียนไว้กับศูนย์ฯจำนวน 500 ครัวเรือน ครัวเรือน ละ 100 ต้น รวม 50,000 ต้น ในราคา 20 บาท สำหรับพันธุ์ไม้ที่จะนำมาจำหน่าย อาทิ ดอกกระเจียว และสับปะรดสี เป็นต้น เพื่อให้เกษตรกรได้นำไปเพาะเลี้ยงต่อจนสมบูรณ์ต่อไป” นายประภัตร กล่าว

ทั้งนี้ การตั้งศูนย์ขยายพันธุ์พืชทั้ง 10 แห่งทั่วประเทศได้แก่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชจังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช ชลบุรี นครราชสีมา อุดรธานี บุรีรัมย์ มหาสารคาม ลำพูน พิษณุโลก และสุพรรณบุรี เพื่อรองรับการผลิตและขยายพันธุ์พืชในชั้นพันธุ์ขยายและพันธุ์จำหน่ายไปสู่กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ศูนย์พันธุ์พืชชุมชน Young Smart Farmer แปลงใหญ่ ผ่านกลไกงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ และยังผลิตรองรับพืชเศรษฐกิจที่มีปัญหาโรคพืชแฝงติดไปกับต้นพันธุ์ เช่น ท่อนมันสำปะหลัง