สั่งทุกจังหวัดตั้งวอร์รูมเร่งแก้ภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432806

x

สั่งทุกจังหวัดตั้งวอร์รูมเร่งแก้ภัยแล้ง

วันอังคาร ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงและจากมติที่ประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เกี่ยวกับการกำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ป้องกันความเสียหายจากปัญหาขาดแคลนน้ำที่จะเกิดขึ้น กรมสั่งการให้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมทำความเข้าใจกับเกษตรกรให้ทราบปริมาณสถานการณ์น้ำ โดยเร่งสำรวจข้อมูลพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง พร้อมตั้งศูนย์เฉพาะกิจ (War Room) จังหวัด ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ และวางแผนช่วยเหลือเกษตรกร รวมถึงประสานแก้ปัญหาน้ำเพื่อการเกษตรให้เกษตรกร ผ่านกลไกของคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด (Chief of Operation : CoO) และคณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับอำเภอ (Operation Team : OT) พร้อมวางแผนช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง และเตรียมแผนระบบการปลูกพืชให้เหมาะสมกับสภาวะแต่ละพื้นที่ โดยแนะนำวิธีการดูแลรักษาพืชในภาวะแห้งแล้งฝนทิ้งช่วงประกอบกับแนะนำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อยทดแทนการเพาะปลูกข้าวในช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน 2562

นอกจากนี้ กรมยังแจ้งเตือนเกษตรกรที่เพาะปลูกพืช ให้มาปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร หรือหากเป็นเกษตรกรรายใหม่ให้มาขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ปลูก หรือศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) หรือสถานที่อื่นที่เหมาะสมด่วนที่สุด อย่างไรก็ตาม เกษตรกรรายเดิมสามารถปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ด้วยตนเองผ่านแอพพลิเคชั่น Farmbook ส่วนการจัดทำข้อมูลสถานการณ์เนื้อที่เพาะปลูกและเนื้อที่เสียหายผ่านระบบสารสนเทศการผลิตด้านการเกษตร (รต.) ได้เร่งรัดให้จัดส่งกรมส่งเสริมการเกษตรทราบ ภายในวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 และปรับปรุงข้อมูลทุกวันอังคารของสัปดาห์

ในกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ให้ประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2561 โดยเร็ว และกรอบระยะเวลาการให้ความช่วยเหลือ (เร่งด่วน) ที่กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันต่อไป ทั้งนี้ การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ มีหลักเกณฑ์คือ ต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร ก่อนเกิดภัย และช่วยเกษตรกรตามจำนวนพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจริง ทั้งนี้ ไม่เกิน 30 ไร่ อัตราการช่วยเหลือด้านพืช แบ่งเป็น ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆอัตราไร่ละ 1,690 บาท

‘กรมชลฯ’ น้อมนำศาสตร์พระราชารับมืออีก20ปี คนทั่วโลกอดน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432681

‘กรมชลฯ’ น้อมนำศาสตร์พระราชารับมืออีก20ปี คนทั่วโลกอดน้ำ

‘กรมชลฯ’ น้อมนำศาสตร์พระราชารับมืออีก20ปี คนทั่วโลกอดน้ำ

วันจันทร์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 12.09 น.

อีก20ปี คนทั่วโลกจะอดน้ำ กรมชลฯเตรียมรับมือน้อมนำศาสตร์พระราชาไว้ในยุทธศาสตร์น้ำ20ปี ตามแนวพระราชดำริใช้ทรัพยากรน้ำอย่างฉลาด คุ้มค่าไม่สิ้นเปลือง 

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2562 นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทานและเลขาธิการ Thai National Committee on Irrigation and Drainage : THAICID เปิดเผยภายหลังการประชุมวิชาการด้านการชลประทานและการระบายน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 12 ว่า การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของไทย ได้ดำเนินการสอดคล้องกับแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ซึ่งพระองค์ทรงส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่รอบตัว เพื่อมาสร้างพลังงานให้ฐานเศรษฐกิจของประเทศ

โดยเฉพาะเรื่องน้ำที่ทรงสนพระราชหฤทัยเป็นลำดับต้นๆ ทรงมีพระราชดำริให้ใช้ทรัพยากรน้ำอย่างฉลาด คุ้มค่า ไม่ใช้น้ำอย่างสิ้นเปลืองโดยไร้ประโยชน์ จนก่อเกิดแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่อันเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำความเจริญให้ประเทศ จนมาถึงสมัยรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระราชปณิธานและมีความตั้งใจอันแน่วแน่ในการทรงงานเพื่อจะสืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 อันจะเกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน

“กรมชลประทานน้อมนำแนวคิดของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาใช้จัดทำยุทธศาสตร์กรมชลประ ทาน 20ปี ซึ่งจะสอดคลองกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรฯ โดยให้ความสำคัญกับทรัพยากรน้ำที่เป็นอาวุธสำคัญในกระบวนการผลิตอาหารและพลังงาน ภายใต้นโยบายส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ทั้งแหล่งน้ำชุมชน รวมถึงทะเล นโยบายแก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจก และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างสังคมคาร์บอนต่ำ นโยบายพัฒนาจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ให้ใช้หมุนเวียนเพื่อให้การใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า เป็นต้น เป้าหมายเพื่อให้ชาติมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า สภาพภูมิอากาศของโลกกำลังเปลี่ยนแปลง ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า จะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะประชากรเพิ่มขึ้น การใช้น้ำมากขึ้น ขณะที่น้ำเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ภายในปี 2579 กรมชลประทานได้กำหนดทิศทางการทำงานด้านบริหารจัดการน้ำในประเทศครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ เพื่อจะเพิ่มผลผลิตของน้ำทั้งระบบให้ทัดเทียมระดับสากล การนำน้ำที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำและใช้น้ำทุกภาคส่วน เพิ่มการกักเก็บน้ำในพื้นที่การจัดทำข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) พร้อมทีมวิเคราะห์ข้อมูลที่ทรงประสิทธิภาพ การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย นวัตกรรมใหม่มาใช้บริหารจัดการน้ำ ลดความซ้ำซ้อน การพัฒนาความมั่นคงของน้ำ พลังงานและการเกษตร โดยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การดำเนินยุทธศาสตร์ที่กล่าวมาทั้งหมด เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศให้มากที่สุด

“ผู้แทนหลายประเทศที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็น ผู้แทนองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (Deutsche Gesellschaft fur Internationale Zusammenarbeit : GIZ) ผู้แทนจากโครงการความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย รวมทั้งผู้แทนจากประเทศไทย เห็นตรงกันว่าจะใช้น้ำให้เกิดคุณค่าสูงสุดได้อย่างไร รวมทั้งการใช้นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เตรียมรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก เช่น ฝนไม่ตกในฤดูฝน จะรับมือกับภาวะวิกฤตินี้ได้อย่างไร ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกับประเทศไทย อย่างไรก็ดี การประชุมวิชาการฯครั้งนี้ทำให้ได้รับความรู้ ความเข้าใจในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการบริหารจัดการน้ำ ได้รับองค์ความรู้ที่หลากหลายผสมผสานจากหลายภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสำคัญเดียวกันคือ ส่งเสริมความสัมพันธ์ของน้ำ พลังงาน และอาหาร” นายเฉลิมเกียรติกล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 12 สิงหาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432580

586851

ชายคาพระพิรุณ : 12 สิงหาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นข่าว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจราชการโครงการทุเรียนคุณภาพและการบริหารจัดการทุเรียนคุณภาพของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ณ บริเวณตลาดกลางยางพารา ต.สะเตง อ.เมืองยะลา จ.ยะลา ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่า จ.ยะลา เป็นพื้นที่ปลูกทุเรียนที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า ยะลามีพื้นที่ปลูกทุเรียนกว่า 67,000 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยวประมาณ 48,000 ไร่ และมีแนวโน้มการปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น ให้ผลผลิตรวมกว่า 41,000 ตันต่อปี สร้างรายได้ 1,600 ล้านบาทต่อปี จังหวัดยะลาจึงนับเป็นแหล่งปลูกทุเรียนแหล่งใหญ่ที่สุดในภาคใต้ตอนล่าง จุดเด่นของทุเรียนยะลา คือ สภาพภูมิอากาศ และพื้นที่ปลูกที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ลาดเทมีผืนป่า “ฮาลาบาลา” โอบล้อม ทำให้ไม่มีปัญหาน้ำแช่ขัง ทุเรียนจึงมีคุณภาพดี เนื้อแห้ง เนียนนุ่ม รสชาติหอมหวานมันส์ จนได้รับฉายาว่า “ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา” ซึ่งถือเป็นทุเรียนที่มีคุณภาพ รสชาติดี เป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ จ.ยะลายังได้กำหนดให้ทุเรียนเป็น 1 ในวาระของจังหวัด “ยะลาเมืองทุเรียน (Yala Durian City) “ ตั้งเป้าหมายให้จังหวัดยะลาเป็นเมืองทุเรียนแห่งภาคใต้ตอนล่าง เน้นการผลิตทุเรียนคุณภาพ ตามระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่เป็นหลัก ด้วยการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มคุณภาพผลผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูป และที่สำคัญคือให้เป็นศูนย์กลางตลาดค้าส่ง และธุรกิจแปรรูปทุเรียนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ที่ต้องการยกระดับศักยภาพการแข่งขัน และการหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางสู่รายได้สูง ส่งเสริมผู้ประกอบการที่เข้มแข็งและพาณิชย์ดิจิทัล พัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการให้มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวและดำเนินธุรกิจเพิ่มสัดส่วนความเป็นเจ้าของของคนไทยและสนับสนุนให้มีการขยายตลาดที่มีแบรนด์สินค้าและช่องทางการตลาดที่เป็นของตนเองมากขึ้น ตลอดจนพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรม และมอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนวาระจังหวัดยะลา ยะลาเมืองทุเรียน (Yala Durian City) มีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมบูรณาการเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและแก้ไขปัญหาให้แก่เกษตรกรชาวสวนทุเรียน ผ่านกระบวนการเรียนรู้จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่มีอยู่ทุกอำเภอ ซึ่งมีฐานการเรียนรู้ตามประเด็นต่าง ๆ เช่น การลดต้นทุนการผลิต การป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูทุเรียน การพัฒนาคุณภาพผลผลิต การจัดการน้ำในสวนทุเรียน การตลาดนำการผลิตและการเพิ่มมูลค่าจากผลผลิตทุเรียน

สำหรับทุเรียนยะลาในปีนี้ ได้เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตและส่งออกสู่ท้องตลาดผ่านพ่อค้าคนกลาง หรือ ล้ง รับซื้อทุเรียนไปแล้วกว่า 15% ซึ่งราคารับซื้อขณะนี้ ทุเรียนเกรด AB อยู่ที่ราคา 86 บาทต่อกิโลกรัม เกรด C ราคา 67 บาทต่อกิโลกรัม และตกไซต์ประมาณ 40 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคาดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ชาวสวนทุเรียนมีความพึงพอใจกับราคาเป็นอย่างมาก มีรายได้เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากทุเรียนมีคุณภาพจากการเข้าไปส่งเสริมพัฒนาให้ชาวสวนได้รับใบรับรอง GAP และโดยเฉพาะการคัดเลือกเกษตรกรแปลงใหญ่เข้าร่วมกับโครงการทุเรียนคุณภาพของสถาบันปิดทองหลังพระฯ เพื่อเชื่อมโยงด้านการตลาด ช่องทางการจำหน่าย รวมถึงความร่วมมือต่างๆ ซึ่งได้เข้ามาส่งเสริมตั้งแต่เริ่มฤดูการผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการผลิตทุเรียนคุณภาพ

อย่างไรก็ดี ว่าที่ร้อยตรีสมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผล โดยส่งเสริมให้เกษตรกรดำเนินการผลิตตามมาตรฐานและยกระดับสู่การรับรอง (GAP) การพัฒนาคุณภาพผลผลิตสู่การส่งออก การรวมกลุ่มทำตลาดล่วงหน้า การยกระดับสินค้าเกษตรที่เป็นอัตลักษณ์และเหมาะสมกับพื้นที่เพื่อเพิ่มมูลค่า นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดในการจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ วางแผนพัฒนาการผลิตและการตลาดร่วมกัน สร้างความเข้มแข็งองค์กรเกษตรกรเพื่อการพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนระดับประเทศ โดยเชื่อมโยงกลุ่มชาวสวนทุเรียนทั้ง 6 ภูมิภาค มาร่วมกันวางแผนกำหนดแนวทางพัฒนาและบริหารจัดการทุเรียนทั้งระบบ ซึ่งในเบื้องต้นได้คัดเลือกจากเกษตรกรแปลงใหญ่ระดับอำเภอใน 22 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด นนทบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด นครนายก ชลบุรี ศรีสะเกษ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ นครศรีธรรมราช ชุมพร สุราษฎร์ธานี ยะลา ปัตตานี ระนอง กระบี่ สงขลา นราธิวาส สตูล และตาก โดยเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนจังหวัดยะลาได้รวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่มากที่สุดในประเทศ จำนวน 16 แปลง เกษตรกรสมาชิก 951 ราย พื้นที่รวม 6,495.50 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 900 กก./ไร่ เป็นผลผลิตจากแปลงใหญ่รวม 5,845.95 ตัน สร้างรายได้ 320 ล้านบาทต่อปี…

ขุนเกษตรา

เตือนหนอนกออ้อยระบาดช่วงแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432577

x

เตือนหนอนกออ้อยระบาดช่วงแล้ง

วันจันทร์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงที่สภาพอากาศแห้งแล้งและฝนทิ้งช่วง อาจส่งผลกระทบต่ออ้อยในระยะแตกกอ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวไร่อ้อยเฝ้าระวังการระบาดของหนอนกออ้อย มักพบการเข้าทำลายของหนอนกออ้อย 2 ชนิดคือ หนอนกอลายจุดเล็ก ตัวหนอนจะเจาะเข้าไปตรงส่วนโคนระดับผิวดิน และเข้าไปกัดกินส่วนที่กำลังเจริญเติบโตภายในหน่ออ้อย ทำให้ยอดอ้อยแห้งตาย ผลผลิตอ้อยลดลง 5-40% และยังพบหนอนเข้าทำลายอ้อยในระยะอ้อยย่างปล้อง โดยหนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินอยู่ภายในลำต้นอ้อย ทำให้อ้อยแตกแขนงใหม่ และแตกยอดพุ่ม

ส่วน หนอนกอสีชมพู ตัวหนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินตรงส่วนโคนของหน่ออ้อยระดับผิวดิน และเข้าไปกัดกินส่วนที่กำลังเจริญเติบโตภายในหน่ออ้อย ทำให้ยอดอ้อยแห้งตาย และแม้ว่าหน่ออ้อยที่ถูกทำลายจะสามารถแตกหน่อใหม่เพื่อชดเชยหน่ออ้อยที่เสียไปได้ แต่หน่ออ้อยที่แตกใหม่จะมีอายุสั้นลง ทำให้ผลผลิตและคุณภาพของอ้อยลดลงตามไปด้วย

สำหรับแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาหนอนกออ้อยทั้ง 2 ชนิด ให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยในแหล่งชลประทาน ควรให้น้ำเพื่อให้อ้อยแตกหน่อชดเชย และในช่วงที่พบกลุ่มไข่ของหนอนกออ้อย ให้ปล่อยแตนเบียนไข่ไตรโคแกรมมา อัตรา 30,000 ตัวต่อไร่ต่อครั้ง โดยให้ปล่อยติดต่อกัน 2-3 ครั้ง กรณีพบการระบาดหรืออ้อยแสดงอาการยอดเหี่ยวมากกว่า 10% ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงเดลทาเมทริน 3% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 2-3 ครั้ง ห่างกัน 14 วัน หรือสารอินดอกซาคาร์บ 15% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารลูเฟนนูรอน 5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นโดยใช้น้ำในอัตราส่วน 60 ลิตรต่อไร่

ยึดศาสตร์พระราชาบริหารน้ำ เล็งใช้นวัตกรรมรับมืออากาศแปรปรวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432578

x

ยึดศาสตร์พระราชาบริหารน้ำ เล็งใช้นวัตกรรมรับมืออากาศแปรปรวน

วันจันทร์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทานและเลขาธิการ Thai National Committee on Irrigation and Drainage : THAICID กล่าวในการประชุมวิชาการด้านการชลประทานและการระบายน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 12 ว่า การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของไทย ได้ดำเนินการสอดคล้องกับแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ซึ่งพระองค์ทรงส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่รอบตัว เพื่อมาสร้างพลังงานให้ฐานเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องน้ำที่ทรงสนพระราชหฤทัยเป็นลำดับต้นๆ ทรงมีพระราชดำริให้ใช้ทรัพยากรน้ำอย่างฉลาด คุ้มค่า ไม่ใช้น้ำอย่างสิ้นเปลืองโดยไร้ประโยชน์ จนก่อเกิดแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่อันเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำความเจริญให้ประเทศ จนมาถึงสมัยรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระราชปณิธานและมีความตั้งใจอันแน่วแน่ในการทรงงานเพื่อจะสืบสาน รักษา ต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 อันจะเกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน

ทั้งนี้ กรมชลประทานน้อมนำแนวคิดของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาใช้จัดทำยุทธศาสตร์กรมชลประ ทาน 20ปี ซึ่งจะสอดคลองกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรฯ โดยให้ความสำคัญกับทรัพยากรน้ำที่เป็นอาวุธสำคัญในกระบวนการผลิตอาหารและพลังงาน ภายใต้นโยบายส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ทั้งแหล่งน้ำชุมชน รวมถึงทะเล นโยบายแก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจก และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างสังคมคาร์บอนต่ำ นโยบายพัฒนาจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ให้ใช้หมุนเวียนเพื่อให้การใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า เป็นต้น เป้าหมายเพื่อให้ชาติมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า สภาพภูมิอากาศของโลกกำลังเปลี่ยนแปลง ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า จะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะประชากรเพิ่มขึ้น การใช้น้ำมากขึ้น ขณะที่น้ำเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ภายในปี 2579 กรมชลประทานได้กำหนดทิศทางการทำงานด้านบริหารจัดการน้ำในประเทศครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ เพื่อจะเพิ่มผลผลิตของน้ำทั้งระบบให้ทัดเทียมระดับสากล การนำน้ำที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำและใช้น้ำทุกภาคส่วน เพิ่มการกักเก็บน้ำในพื้นที่การจัดทำข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) พร้อมทีมวิเคราะห์ข้อมูลที่ทรงประสิทธิภาพ การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัย นวัตกรรมใหม่มาใช้บริหารจัดการน้ำ ลดความซ้ำซ้อน การพัฒนาความมั่นคงของน้ำ พลังงานและการเกษตร โดยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การดำเนินยุทธศาสตร์ที่กล่าวมาทั้งหมด เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศให้มากที่สุด

“ผู้แทนหลายประเทศที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็น ผู้แทนองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (Deutsche Gesellschaft fur Internationale Zusammenarbeit : GIZ) ผู้แทนจากโครงการความร่วมมือไทย-ออสเตรเลีย รวมทั้งผู้แทนจากประเทศไทย เห็นตรงกันว่าจะใช้น้ำให้เกิดคุณค่าสูงสุดได้อย่างไร รวมทั้งการใช้นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เตรียมรับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก เช่น ฝนไม่ตกในฤดูฝน จะรับมือกับภาวะวิกฤตินี้ได้อย่างไร ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกับประเทศไทย อย่างไรก็ดี การประชุมวิชาการฯครั้งนี้ทำให้ได้รับความรู้ ความเข้าใจในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการบริหารจัดการน้ำ ได้รับองค์ความรู้ที่หลากหลายผสมผสานจากหลายภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสำคัญเดียวกันคือ ส่งเสริมความสัมพันธ์ของน้ำ พลังงาน และอาหาร” นายเฉลิมเกียรติกล่าว

ทุเรียน3จชต.พร้อมออกตลาด สศก.เผยผลผลิตเพิ่มขึ้น14%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432581

ทุเรียน3จชต.พร้อมออกตลาด สศก.เผยผลผลิตเพิ่มขึ้น14%

ทุเรียน3จชต.พร้อมออกตลาด สศก.เผยผลผลิตเพิ่มขึ้น14%

วันจันทร์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสุธรรม ธรรมปาโล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา (สศท.9) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงปริมาณผลผลิตทุเรียนของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ปี 2562 พบว่า เนื้อที่ยืนต้นรวม 3 จังหวัด มี 107,685 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 14% เนื้อที่ให้ผลมี 80,786 ไร่ เพิ่มขึ้น 0.3% ปริมาณผลผลิตรวม62,980 ตัน เพิ่มขึ้น 21% โดยผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล อยู่ที่ 780 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 20%

สำหรับเนื้อที่ยืนต้นเพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาของทุเรียนช่วง 3 ปีที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดี จากความต้องการของตลาดในและต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้บริโภคจากจีนต้องการทุเรียนจากไทย ส่งผลให้เกษตรกรปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นโดยปลูกแทนพืชอื่น ดูแลรักษาดีเพื่อให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ทุเรียนที่ปลูกในปี 2557 เริ่มให้ผล ปริมาณผลผลิตรวมจึงเพิ่มขึ้น

หากพิจารณาปริมาณผลผลิตทุเรียนทั้ง 3 จังหวัด พบว่า ยะลาให้ผลผลิตมากที่สุดรวม 41,507 ตัน เพิ่มขึ้น 28% นราธิวาส 17,371 ตัน เพิ่มขึ้น 9% และปัตตานี 4,102 ตัน เพิ่มขึ้น 8% โดยผลผลิตในฤดูเริ่มออกตลาดมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม และจะออกสู่ตลาดมากช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน 2562 (คิดเป็น 79% ของผลผลิต 3 จังหวัดภาคใต้) ทั้งนี้ จากการติดตามราคาทุเรียนที่เกษตรกรขายได้ ณ ราคาไร่นา ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งทุเรียนเริ่มออกสู่ตลาด พบว่า ราคาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 70 – 80 บาท/กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 24%

สำหรับการบริหารจัดการผลไม้ปี 2562 กระทรวงเกษตรฯมีนโยบายวางแนวทางบริหารจัดการผลไม้ให้แต่ละจังหวัดรับผิดชอบในพื้นที่แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง โดยมีคณะกรรมการแก้ปัญหาอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน อย่างไรก็ตาม เกษตรกรควรต้องเน้นรักษาคุณภาพและมาตรฐานที่กำหนดของทุเรียน เนื่องจากคู่แข่งอย่างมาเลเซียจะเข้ามามีส่วนแบ่งตลาดของประเทศไทยที่ส่งออกไปจีน ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ได้บังคับใช้กฎระเบียบการส่งออกไม้ผลของไทยไปต่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุดไปจีน ซึ่งโรงคัดบรรจุ (ล้ง) ต้องผ่านการรับรองมาตรฐานหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิต (GMP) ขณะที่สวนผลไม้ที่ปลูกต้องผ่านการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ดังนั้น เกษตรกรและผู้ประกอบการจึงต้องรักษาคุณภาพผลผลิต ปฏิบัติตามกฎระเบียบมาตรฐานของประเทศคู่ค้าอย่างเคร่งครัด ไม่จำหน่ายทุเรียนด้อยคุณภาพ และระมัดระวังการตัดทุเรียนอ่อน ซึ่งนอกจากผิดกฎหมายผู้บริโภค เข้าข่ายหลอกลวง มีโทษทั้งจำทั้งปรับแล้ว ยังส่งผลต่อเสถียรภาพราคาและความเชื่อมั่นทุเรียนไทยระยะยาวด้วย ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจข้อมูลการผลิตและการตลาดสถานการณ์ทุเรียนใน 3 จังหวัดภาคใต้ สอบถามได้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา โทร.0-7431-2996 หรือ อีเมล zone9@oae.go.th

สหกรณ์วัดจันทร์สั่งตรงมังคุดยะลา3ตัน ช่วยระบายผลผลิตเกษตรกรใต้แก้ราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432576

x

สหกรณ์วัดจันทร์สั่งตรงมังคุดยะลา3ตัน ช่วยระบายผลผลิตเกษตรกรใต้แก้ราคาตก

วันจันทร์ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด สั่งผลผลิตมังคุดจากเกษตรกรภาคใต้มาจำหน่ายในพื้นที่ หวังช่วยระบายผลผลิต แก้ปัญหาราคาตกต่ำ

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า สหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด สหกรณ์แห่งแรกของประเทศไทย เปิดช่องทางการสั่งซื้อและจำหน่ายผลผลิตมังคุด (Mangosteen) ราชินีแห่งผลไม้จากจังหวัดยะลา เพื่อนำมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคในจังหวัดพิษณุโลก เป็นการเร่งระบายผลผลิตและช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหามังคุดล้นตลาด ส่งผลให้ราคารับซื้ออยู่ในเกณฑ์ต่ำ ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ สหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด ได้ประสานความร่วมมือผ่านเครือข่ายชุมนุมสหกรณ์การเกษตรจังหวัดยะลา สั่งผลไม้สดใหม่จากสวนของเกษตรกรภาคใต้โดยตรง เพื่อนำมาจัดจำหน่าย โดยคัดสรรผลผลิตมังคุดคุณภาพ เกรด A กว่า 3,000 กิโลกรัม นำมาจำหน่ายในลอตแรกให้แก่เครือข่ายสหกรณ์ หน่วยงานราชการ และประชาชนทั่วไป จำหน่ายในราคาย่อมเยา 3 กิโลกรัม 100 บาท

นอกจากนี้ ยังมีผลผลิตทุเรียนหมอนทอง เกรดพรีเมียม จำหน่ายให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อ 100 ลูก ราคากิโลกรัมละ 130 บาท สำหรับผู้สนใจสั่งซื้อหรือสั่งจองเพิ่ม เพื่อช่วยกันอุดหนุนผลไม้คุณภาพจากภาคใต้ ได้ที่คุณกัญญา งามสงวน ผู้จัดการสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด อ.เมือง จ.พิษณุโลก โทร. 0-5525-9581

กยท.ดิ้น! งัดสต๊อกยางกว่า1แสนตันแปรรูป ดึงราคาตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432649

กยท.ดิ้น! งัดสต๊อกยางกว่า1แสนตันแปรรูป ดึงราคาตลาด

กยท.ดิ้น! งัดสต๊อกยางกว่า1แสนตันแปรรูป ดึงราคาตลาด

วันอาทิตย์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 21.27 น.

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2562 นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านบริหาร เปิดเผยหลังประชุมรับนโยบายจาก นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ.) ว่า ได้รายงานข้อมูลการดำเนินงานตามภารกิจ และพูดคุยถึงปัญหาอุปสรรคที่ส่งผลต่อการดำเนินโครงการสำคัญของ กยท.ซึ่ง รมว.กษ.เน้นย้ำให้ กยท.สานต่อโครงการต่างๆ ที่ทำให้ส่งยางออกนอกระบบได้ พร้อมกำชับให้มีการวางแผนระยะยาว เพื่อป้องกันไม่ให้ยางพาราล้นตลาด แนะการเอาเงินของรัฐมาใช้พยุงราคายางต้องมีระบบหรือกระบวนการชัดเจน

ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจาก 3 ภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อหาแนวทางและข้อตกลงร่วมกัน ประเดิมโครงการแรกประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ที่ราคากิโลกรัมละ 60 บาท โดยมอบหมายให้ กยท.เตรียมข้อมูล เพื่อร่วมประชุมวางแผนกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการดำเนินงานโครงการในวันอังคารที่ 13 สิงหาคม นี้ คาดใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

“สำหรับยางพาราในสต๊อกรัฐ จากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางและโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง รวมกว่า 1.1 แสนตัน ได้หารือถึงวิธีการจัดการไปทำพลังงานหรือนำไปทำผลิตภัณฑ์ เช่น เสาหลักนำทาง เสาแบ่งเลน ยางชะลอความเร็ว อุปกรณ์งานทาง พื้นสนาม ฯลฯ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์เพราะวัตถุดิบยางมีอยู่แล้ว ซึ่งจะส่งผลบวกต่อราคายาง อย่างไรก็ตาม ต้องขึ้นอยู่กับมติคณะรัฐมนตรี”

ส่วนการดำเนินงานตามนโยบายส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศ มีนโยบายให้ทบทวนโครงการ ที่ประสบปัญหาอุปสรรค โดยให้เสนอแนวทางการดำเนินงานใหม่ เพื่อสร้างประโยชน์ให้เกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยางอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมให้วางแผนกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหายางพาราเพิ่ม หวังให้ประกาศแนวทางที่ชัดเจนภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดย รมว.กษ. จะรับผิดชอบดูแลบริหารงาน ด้านยางพาราด้วยตนเอง ซึ่งวันนี้ได้เริ่มต้นขับเคลื่อนแล้ว

นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ได้เน้นให้ กยท.ปรับบทบาทพัฒนาองค์กรให้ทันสมัย ปฏิรูปการทำงานเชิงรุก ยกระดับฐานข้อมูลให้เป็นศูนย์กลางด้านยางพารา โดยเฉพาะงานด้านการส่งเสริม การผลิต การวิจัย และการแปรรูปยางพารา เร่งวางแนวทางบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความพร้อมสามารถรับมือและแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรชาวสวนยางได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ

กยท.รุกหนัก! งัดสต๊อกยางแปรรูปผลิตภัณฑ์ หวังหนีราคาดิ่งเหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432570

กยท.รุกหนัก! งัดสต๊อกยางแปรรูปผลิตภัณฑ์ หวังหนีราคาดิ่งเหว

กยท.รุกหนัก! งัดสต๊อกยางแปรรูปผลิตภัณฑ์ หวังหนีราคาดิ่งเหว

วันอาทิตย์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 15.29 น.

11 สิงหาคม 2562 นายสุนันท์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร เผยหลังประชุมรับนโยบายจากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ.)

โดยกล่าวว่า วันนี้ได้รายงานข้อมูลการดำเนินงานตามภารกิจ และพูดคุยถึงปัญหาอุปสรรคที่ส่งผลต่อการดำเนินโครงการสำคัญของ กยท. ซึ่ง รมว.กษ. เน้นย้ำให้ กยท.สานต่อโครงการต่างๆ ที่ทำให้ส่งยางออกนอกระบบได้ พร้อมกำชับให้มีการวางแผนระยะยาว เพื่อป้องกันไม่ให้ยางพาราล้นตลาด แนะการเอาเงินของรัฐมาใช้พยุงราคายางต้องมีระบบหรือกระบวนการชัดเจน

ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจาก 3 ภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อหาแนวทางและข้อตกลงร่วมกัน ประเดิมโครงการแรกประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง โดยมอบหมายให้ กยท.เตรียมข้อมูล เพื่อร่วมประชุมวางแผนกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการดำเนินงานโครงการในวันอังคารที่ 13 สิงหาคม นี้ คาดใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

“สำหรับยางพาราในสต๊อกจากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางและโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง ได้มีการหารือถึงวิธีการจัดการ โดยเอาไปทำพลังงานหรือนำไปทำผลิตภัณฑ์ เช่น เสาหลักนำทาง เสาแบ่งเลน ยางชะลอความเร็ว อุปกรณ์งานทาง พื้นสนาม ฯลฯ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์เพราะวัตถุดิบยางมีอยู่แล้ว ซึ่งจะส่งผลบวกต่อราคายาง อย่างไรก็ตาม ต้องขึ้นอยู่กับมติคณะรัฐมนตรี”

ส่วนการดำเนินงานตามนโยบายส่งเสริมการใช้ยางพาราในประเทศ มีนโยบายให้ทบทวนโครงการ ที่ประสบปัญหาอุปสรรค โดยให้เสนอแนวทางการดำเนินงานใหม่ เพื่อสร้างประโยชน์ให้เกษตรกรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยางอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมให้วางแผนกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหายางพาราเพิ่ม หวังให้ประกาศแนวทางที่ชัดเจนภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดย รมว.กษ. จะรับผิดชอบดูแลบริหารงาน ด้านยางพาราด้วยตนเอง ซึ่งวันนี้ได้เริ่มต้นขับเคลื่อนแล้ว

นอกจากนี้ ได้ฝากให้กยท. พัฒนาองค์กร ให้ทันสมัย ปฏิรูปการทำงานเชิงรุก ยกระดับฐานข้อมูลให้เป็นศูนย์กลางด้านยางพารา เน้นงานด้านการส่งเสริม การผลิต การวิจัย และการแปรรูปยางพารา โดยบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความพร้อมสามารถรับมือและแก้ไขปัญหาต่างๆได้

ปฏิบัติการฝนหลวงบินช่วย2จังหวัด พื้นที่กว่า3แสนไร่เสียหายจากภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432496

ปฏิบัติการฝนหลวงบินช่วย2จังหวัด พื้นที่กว่า3แสนไร่เสียหายจากภัยแล้ง

ปฏิบัติการฝนหลวงบินช่วย2จังหวัด พื้นที่กว่า3แสนไร่เสียหายจากภัยแล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 09.32 น.

จ.อุทัยธานี พร้อมศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงบินช่วยเกษตรกร จ.อุทัยธานี และ จ.นครสวรรค์ พื้นที่นับล้านไร่ ไร่นาเสียหายกับภัยแล้ง

อุทัยธานีเร่งทำฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรนับล้านไร่ โดยมีพื้นที่เริ่มขาดแคลนน้ำ เนื่องจากฝนทิ้งช่วงกว่า 3 แสนไร่แล้ว รวมทั้งเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนทับเสลา ที่มีเหลือเพียง 19 เปอร์เซ็นต์ โดยบินโปรยสารที่บริเวณอำเภอห้วยคต ที่บริเวณอำเภอลานสัก เหนือเขื่อนทับเสลา เนื่องจากมีกลุ่มเมฆฝนก่อตัว 50 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ จึงสั่งให้นักบินเข้าไปในกลุ่มเมฆ เพื่อโปรยสารฝนหลวงทันที เพื่อให้ฝนตกในพื้นที่ 4-5 อำเภอ ล่าสุดมีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลางในบางพื้นที่ อีกทั้งในระหว่างที่บินโปรยสารยังได้เกิดฝนตกทำให้เม็ดฝนตกมาปะทะกับกระจกในห้องนักบินตลอดเวลา

11 สิงหาคม 2562 ที่ จ.อุทัยธานี ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง จ.นครสวรรค์ โดยนายขวัญชัย เพ็ชรกลับ นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการและนายชนม์สวัสดิ์ ทองโพธิ์งาม รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดอุทัยธานี ได้นำเครื่องบินกาซ่า(Casa) ขึ้นปฏิบัติงานทำฝนหลวงเพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรจำนวนนับล้านไร่ที่ยืนต้น ทั้ง นาข้าว พืชไร่  ไม้ผล แต่มีพื้นที่การเกษตรที่ประสบภัยฝนทิ้งช่วง คาดจะได้รับความเสียหาย ในหลายอำเภอของจังหวัดอุทัยธานี ประมาณ 3 แสนไร่ หากมีฝนตกลงมาก็จะทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นลดลง รวมทั้งช่วยเติมน้ำในเขื่อนทับเสลา อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ซึ่งมีปริมาณน้ำใช้การเพียง 19.68 ล้าน.ลบ.เมตรหรือ 13.76 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

 

 

สำหรับการบินทำฝนหลวงในวันนี้ ได้บินโปรยสารฝนหลวงในกลุ่มเมฆที่ชั้นความสูง 7,000-8,000 ฟิต เนื่องจากมีเมฆก่อตัวเป็นจำนวนมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ในเขตอำเภอห้วยคต  และเขตอำเภอลานสัก  นักวิทยาศาสตร์ ประจำศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง จึงสั่งให้นักบินๆเข้าไปในกลุ่มเมฆทันที พร้อมกับโปรยสารฝนหลวงโจมตีกลุ่มเมฆ เพื่อเร่งทำให้เกิดฝนตก โดยหลังจากโปรยสารฝนหลวงทั้งปุ๋ย ยูเรีย และเกลือแกง ได้ไม่นาน ได้เกิดฝนตกทำให้เม็ดฝนตกมาปะทะกับกระจกในห้องนักบินตลอดเวลา รวมทั้งยังเกิดฝนตกในบางพื้นที่ของอำเภอห้วยคต และอำเภอลานสัก ในปริมาณเล็กน้อยถึงปานกลาง ส่งผลดีต่อพื้นที่การเกษตรและเขื่อนทับเสลา ซึ่งมีปริมาณน้ำใช้การเพียง 19.68 ล้าน.ลบ.เมตรหรือ 13.76 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

สำหรับการทำฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและเติมน้ำในเขื่อนทับเสลาและเขื่อนห้วยขุนแก้ว ของ จ.อุทัยธานี นั้นได้ปฏิบัติการมาอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ตั้งแต่ต้นเดือนเป็นต้นมาจนกระทั่งถึงวันนี้ เนื่องจากสภาพอากาศมีความเหมาะสม ประกอบกับมีร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านภาคกลางตอนบน จึงต้องรีบชิงสภาพอากาศเร่งทำฝนหลวงช่วยเหลือทันที โดยได้บินขึ้นโปรยสารฝนหลวงมาแล้ว รวม 5 วัน ได้เกิดฝนตกในพื้นที่เป็นบริเวณกว้างในหลายอำเภอ มีปริมาณเล็กน้อยถึงปานกลาง ส่วนพื้นที่บางแห่งตกมากถึงกับน้ำท่วมขังในแปลงไร่นา ส่งผลให้พืชไร่ดินเกิดความชุ่มชื้นขึ้นมาอีกครั้ง