ไม่ต้องเศร้ากับภัยแล้ง!เกษตร’โนนสวรรค์’ ปลูกแตงโมแซมนาข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432491

ไม่ต้องเศร้ากับภัยแล้ง!เกษตร'โนนสวรรค์' ปลูกแตงโมแซมนาข้าว

ไม่ต้องเศร้ากับภัยแล้ง!เกษตร’โนนสวรรค์’ ปลูกแตงโมแซมนาข้าว

วันอาทิตย์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 08.44 น.

จ.ร้อยเอ็ด เกษตรกรนาข้าวชาวโนนสวรรค์ อำเภอปทุมรัตต์ ปลูกแตงโมแซมนาข้าว ไม่ต้องเศร้ากับภาวะแล้ง

จากภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนานอย่างต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ส่งผลให้ต้นข้าวในทุ่งนาเปลี่ยนจากสีเขียวกลายเป็นสีเหลือง ทำให้เกษตรกรหลายคนวิตกกังวลกับปัญหาข้าวอาจยืนต้นตายหรืออาจได้ผลผลิตลดลง แต่สำหรับนายศักดา อาจเดช เกษตรกรหมู่ที่ 7 ตำบลโนนสวรรค์ อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด มองเห็นโอกาสในภาวะวิกฤต ปลูกแตงโมแซมนาข้าวสร้างรายได้เพิ่ม ลดการขาดทุน สร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี แทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ตามศาสตร์พระราชา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

นายประยงค์ ภูดินทราย เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่เยี่ยมติดตามการทำนาของเกษตรกรนาข้าวในฤดูกาลผลิต  2562 นี้ จากเหตุการณ์ภาวะฝนทิ้งช่วงนาน และปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาเติมเต็มในท้องนา และแหล่งเก็บน้ำต่างๆไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตรเท่าใดนัก แต่พบว่า มีเกษตรกรหมู่ที่ 7 ตำบลโนนสวรรค์ อำเภอปทุมรัตต์ คือ นายศักดา อาจเดช เกษตรกรเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอปทุมรัตต์ ที่มีมุมมองที่แตกต่าง ในภาวะฝนทิ้งช่วงนี้ มองภาพวิกฤตนาข้าวที่ขาดน้ำในช่วงต้นฤดูกาล หันมาปลูกแตงโมพืชใช้น้ำน้อยแซมในนาข้าว ในฤดูทำนาปีปกติ โดยการโรยเมล็ดพันธุ์แตงโมเป็นระยะ ในขั้นตอนการปั่นดินกลบเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หว่าน ประมาณช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนของทุกปี สามารถเก็บผลิตขายได้

 

 

นายศักดา เล่าให้ฟังว่า เมล็ดพันธุ์แตงโมที่ใช้ คือ ตอปิโด,จินตหรา ลงทุนแค่ค่าเมล็ดพันธุ์ 1 กระป๋อง 180 บาท ใช้กับพื้นที่นา 32 ไร่ โดยโรยเป็นจุดห่างๆ เพื่อไม่ให้เป็นปัญหากับต้นข้าว จากการสังเกตแตงโมจะเกิดได้ดีในนาดินทราย ซึ่งเป็นพื้นที่ประมาณ 15 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด อายุการเก็บแตงโมจะอยู่ประมาณ 60-65 วัน ระยะเก็บแตงโมจำหน่ายประมาณช่วงเดือนกรกฎาคม – เดือนสิงหาคม หากน้ำไม่มาเร็วจนท่วมขัง ก็จะเก็บแตงโมได้ประมาณ 3 รุ่น ซึ่งจะจำหน่ายภายในชุมชนเป็นหลัก เฉลี่ยกิโลกรัมละ 10 บาท สำหรับปีนี้แตงโมรุ่นแรก สามารถสร้างรายได้กว่า 6,000 บาท นับได้ว่าเป็นการสร้างรายได้เพิ่ม และยังเป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงลดการขาดทุน หากนาข้าวได้รับผลกระทบจากภาวะแล้งเสียหายในปีนี้

จากการที่ นายศักดา อาจเดช ได้มีประสบการณ์ในการทำการเกษตรและการปลูกข้าวนาปี มาอย่างยาวนาน จนสามารถมองเห็นโอกาสการสร้างรายได้ด้วยการปลูกแตงโมแซมนาข้าวเพื่อสร้างรายได้เสริมในพื้นที่นาข้าวของตนเองที่มีความเหมาะสม สามารถปลูกได้ในระหว่างรอน้ำฝน นับเป็นการนำศาสตร์พระราชา มาใช้ให้เกิดประโยชน์เป็นที่ประจักษ์ สามารถเป็นแบบอย่างให้กับเกษตรกรผู้สนใจ ได้นำไปปรับใช้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างรายได้ตามความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ลดความเสี่ยงที่จะเสียหายโดยสิ้นเชิงจากภาวะฝนแล้ง อีกต่อไป

รมช.เกษตรฯลั่นให้ยกเลิก ใช้’พาราควอต ไกลโฟรเซต’ให้เร็วที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432382

รมช.เกษตรฯลั่นให้ยกเลิก ใช้'พาราควอต ไกลโฟรเซต'ให้เร็วที่สุด

รมช.เกษตรฯลั่นให้ยกเลิก ใช้’พาราควอต ไกลโฟรเซต’ให้เร็วที่สุด

วันเสาร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 15.15 น.

“นับถอยหลังอีก4เดือนถึงกาลอวสาน3สารอันตราย จริงหรือ  “รมช.มนัญญา” ออกโรงยกเลิกใช้ พาราควอต ไกลโฟรเซต คลอร์ไพริฟอส เร็วที่สุดปีนี้ลั่นต้องหายไปจากประเทศไทย แต่ฉากหลังยังสวนทาง เผยอนุญาตให้นำเข้าปี62กว่า7.1หมื่นตัน”

เมื่อวันที่10 สิงหาคม น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางการเลิกใช้สารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตร กำจัดแมลงศัตรูและวัชพืช 3ชนิดคือ พาราควอต ไกลโฟรเซต คลอร์ไพริฟอส ว่าได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตร ทบทวนการใช้สารเคมีอันตรายที่มีความเสี่ยงสูง ทั้ง3ชนิด และปุ๋ย ยา หรือสารเคมีชนิดอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างจะออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ในการอนุญาตนำเข้า ให้ชะลอไว้ก่อนโดยตนมีเป้าหมายว่าจะยกเลิกการใช้สารเคมีเกษตรทั้ง 3 ชนิดดังกล่าวให้เร็วที่สุดภายในปี 2562 จะต้องหายไปจากประเทศไทย

“ช่วงนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเดินหน้าเร่งรณรงค์ให้เกษตรกรลดละเลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตร และหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกรและผู้บริโภคต้องมาก่อน และขอให้ดำเนินการอย่างเคร่งครัดป้องปรามปุ๋ยปลอมด้วยการระบุบาร์โค้ด เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นปุ๋ยจริงหรือไม่ ซึ่งเกษตรกรต้องได้ปุ๋ยที่มีคุณภาพ และผู้บริโภคมีความปลอดภัยจากสารเคมี ทั้งนี้ ฉลากยาอันตรายที่กำกับบนผลิตภัณฑ์สารเคมีเกษตรจะต้องมีตัวหนังสือที่ชัดเจน อ่านง่าย ไม่ตัวเล็กจนเกินไป โดยเจ้าหน้าที่ของกรมฯ จะต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่เกษตรกรในการเลือกใช้ปุ๋ยเพื่อการเกษตรอย่างปลอดภัยด้วย”น.ส.มนัญญา กล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวว่าพร้อมกันนี้สั่งให้กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการศึกษาวิจัยเมล็ดพันธุ์กัญชาที่จะปลูกให้ได้คุณภาพ เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ และกระทรวงสาธารณสุขให้การรับรอง พร้อมทั้งจะส่งเสริมให้กลุ่มสหกรณ์เป็นผู้ปลูกและรับซื้อผลผลิตอย่างถูกต้อง โดยผลการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตร จะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ ทั้งกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จะต้องบูรณาการทำงานร่วมกัน รวม 3 อย่างให้เป็นหนึ่งเดียว อย่าต่างคนต่างทำ โดยกรมวิชาการเกษตรควรมีข้อมูลว่า ขณะนี้ทางสมาชิกสหกรณ์ต้องการทำอะไร หรือปลูกพืชชนิดไหน แล้วจึงทำการวิเคราะห์วิจัยพันธุ์พืชชนิดนั้นเพื่อตอบสนองกับความต้องการของตลาดได้ตรงจุด สามารถยกระดับราคาสินค้าเกษตร จะแก้ไขปัญหาปากท้องเกษตรกรได้ยั่งยืน

ทั้งนี้ให้เพิ่มความเข้มงวดการตรวจสอบสินค้าเกษตรนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อป้องกันโรคพืชและแมลงที่จะเข้ามาแพร่ระบาดในไทย รวมทั้งให้กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด โดยการวิจัยพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ ขอให้คำนึงถึงความต้องการของตลาด พร้อมทั้งใช้กลไกสหกรณ์ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตสินค้าเกษตรให้ตรงกับความต้องการของตลาด

รายงานข่าวเปิดเผยว่าก่อนหน้านี้นโยบายการจำกัดการใช้3สารเคมี ในสมัยของนายกฤษฏา บุญราช อดีตรมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่เร่งรัดแผนจำกัดการใช้ และให้ลดการนำเข้า 3 สารเคมีอันตรายลงครึ่งหนึ่ง จากเดิมปีละ6-7หมื่นตัน พร้อมกับตรวจสต็อกเอกชนทุก15วัน ประกอบด้วย 1.พาราควอต 2.ไกลโฟเซต และ 3.คลอร์ไพริฟอส รวมทั้งมีเป้าหมายให้เลิกใช้ภายในปี63 แต่ปรากฏว่าสวนทางกับการอนุญาตของหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ให้เอกชนยื่นขออนุญาตนำเข้า โดยพบว่าปริมาณนำเข้าสารเคมีวัตถุอันตรายยังเพิ่มขึ้น เช่น พาราควอต ปี 62 อยู่ที่จำนวน 21,709 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 61 ที่มีจำนวน 21,412 ตัน , ไกลโฟเซต ปี 62 จำนวน 48,501 ตัน รวมนำเข้า3สาร 71,142 ตัน และที่ผ่านมาทั้งยังมีนโยบายการยกเว้นภาษีนำเข้า ประมาณ 5,600 ล้านบาทต่อปี ทั้งยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ประมาณ 5,900 ล้านบาทต่อปี แก่บริษัทสารพิษ ซึ่งมีมูลค่าภาษีที่รัฐต้องสูญเสียรวมกันมากกว่า 10,000 ล้านบาท/ปี อ้างว่าเป็นการลดการผลักภาระต้นทุนแก่เกษตรกร และกระทรวงเกษตรฯ ยังของบเกือบร้อยล้านจัดอบรมการใช้สารเคมีดังกล่าวให้แก่เกษตรกรกว่า 1.5 ล้านครอบครัว

รมช.เกษตรฯสั่งฝนหลวงช่วยภัยแล้ง’ขอนแก่น-ชัยภูมิ-ยโสธร’ด่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432257

รมช.เกษตรฯสั่งฝนหลวงช่วยภัยแล้ง'ขอนแก่น-ชัยภูมิ-ยโสธร'ด่วน

รมช.เกษตรฯสั่งฝนหลวงช่วยภัยแล้ง’ขอนแก่น-ชัยภูมิ-ยโสธร’ด่วน

วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 18.50 น.

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปยัง จ.ขอนแก่น เพื่อตรวจสถานการณ์พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง โดย จ.ขอนแก่น ประกาศเขตภัยพิบัติแล้ง ถึง 24 อำเภอ จากทั้งหมด 26 อำเภอ ซึ่งที่แรกได้ไปเยี่ยมเยียนประชาชน อ.ชุมแพ อ.อุบลรัตน์ และ อ.ซำสูง และให้นโยบายว่า สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนที่สุดตอนนี้คือ การจัดหาแหล่งน้ำเสริมและการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ซึ่งสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมชลประทาน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และกรมการข้าว บูรณาการช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนอย่างเร่งด่วน

ด้าน นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า จ.ขอนแก่น มีพื้นที่ทั้งหมด 6,803,744 ไร่ เป็นพื้นที่เกษตร 4,873,125 ไร่ พื้นที่ชลประทาน 195,771 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.87 ของพื้นที่ทั้งหมด อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่มี 1 แห่ง คือ เขื่อนอุบลรัตน์ ความจุเก็บกัก 2,431.30 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบัน (9 ส.ค.62) มีปริมาณน้ำ 541.41 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 22.27 ของความจุเก็บกัก น้ำใช้การได้ -40.26 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ -2.18 อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย โดยระบายน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคและรักษาระบบนิเวศวันละ 0.50 ล้าน ลบ.ม.มีอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 14 แห่ง ความจุรวม 105.88 ล้าน ลบ.ม.มีน้ำ 28.61 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 27.02 ของความจุทั้งหมด มีน้ำใช้การได้ 13.28 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 14.96 อ่างขนากกลางที่มีความจุน้อยกว่าร้อยละ 30 มี 10 แห่ง

ส่วนสถานการณ์น้ำท่าแม่น้ำชีตอนบน และแม่น้ำชีตอนกลาง อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย สำหรับแม่น้ำลีตอนล่างอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง เพราะน้ำค่อนข้างน้อย สำหรับสาเหตุที่อ่างขนาดใหญ่และขนาดกลางมีน้ำน้อย เนื่องจากฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะใน จ.ขอนแก่น มีฝนตกสะสม (1 ม.ค. – 9 ส.ค.62) วัดได้ 507.8 มิลลิเมตร ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึงร้อยละ 59.54

ขณะที่ นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 รายงานว่า ได้ช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากสภาพน้ำในลำน้ำชีตื้นเขิน ด้วยการระบายน้ำจากเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ , เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น พร้อมทั้งได้เพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนมหาสารคาม และเขื่อนร้อยเอ็ด เพื่อให้สถานีสูบน้ำเพื่อการประปาที่อยู่ตลอดสองฝั่งลำน้ำชี นำน้ำไปใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภค ตลอดจนยังเป็นการรักษาระบบนิเวศน์ของลำน้ำ อีกทั้งนำเครื่องจักรเข้าไปขุดลอกเปิดทางน้ำ ส่งเครื่องสูบน้ำเข้าไปช่วยเหลือ พร้อมลงพื้นที่ชี้แจงสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน โดยได้ขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้ชะลอการปลูกข้าวออกไป ส่งผลให้ในปัจจุบันสถานการณ์น้ำในแม่น้ำชีดีขึ้นในปัจจุบัน จึงได้พิจารณาปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนลำปาว ลงลำน้ำชี เพื่อสำรองน้ำไว้สำหรับการอุปโภค-บริโภค ซึ่งมีความสำคัญมากที่สุด ยืนยันว่า ปัจจุบันไม่มีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการประปา และจะมีน้ำเพียงพอตลอดถึงฤดูแล้ง 2562/63

สำหรับการให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ จ.ขอนแก่น โครงการส่งน้ำฯ หนองหวาย ได้ส่งน้ำหน้าฝายหนองหวายกว่า 10 ล้าน ลบ.ม.ไปช่วยนาข้าวใน อ.น้ำพอง กว่า 160,000 ไร่ ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำช่วยเหลือนาข้าว 4,200 ไร่ ที่ ต.ท่ากระเสริม อ.น้ำพอง และติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อสูบน้ำจากอ่างทุ่งพังพืด เข้าสู่บ่อพักน้ำดิบเพื่อผลิตประปาช่วยเหลือราษฎร ต.หัวทุ่ง อ.พล 430 ครัวเรือน นอกจากนั้น โครงการส่งน้ำฯ ชีกลาง เพิ่มน้ำเหนือเขื่อนมหาสารคาม เพื่อให้สถานีผลิตน้ำประปาท่าพระ (หนองบัวดีหมี) ต.ท่าพระ อ.เมือง มีน้ำดิบใช้ผลิตน้ำประปาด้วย

ส่วนที่ จ.ชัยภูมิ ประกาศเขตภัยพิบัติแล้ง 7 ตำบล ใน อ.บำเหน็จณรงค์ ได้สูบน้ำจากแหล่งน้ำต่างๆ เข้าช่วยเหลือชาวบ้านแล้ว ส่วนที่ จ.ยโสธร นั้น โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชีกลาง ขุดเปิดสันตะกอนทรายท้ายเขื่อนร้อยเอ็ด เพื่อให้การระบายน้ำลงสู่พื้นที่ตอนล่างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยวันนี้ปรับเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนร้อยเอ็ด จากเดิมวันละ 420,000 ลบ.ม.เป็นวันละ 1.80 ล้าน ลบ.ม.เพื่อช่วยเติมน้ำชีตอนล่างหน้าเขื่อนยโสธร จ.ยโสธร เพื่อสนับสนุนน้ำในการการผลิตน้ำประปาของการประปาส่วนภูมิภาคสาขา จ.ยโสธร

‘เฉลิมชัย’ยันประกันรายได้ชาวสวนยาง60บาทต่อกก.รายละ25ไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432245

'เฉลิมชัย'ยันประกันรายได้ชาวสวนยาง60บาทต่อกก.รายละ25ไร่

‘เฉลิมชัย’ยันประกันรายได้ชาวสวนยาง60บาทต่อกก.รายละ25ไร่

วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 17.45 น.

“เฉลิมชัย”ยันประกันรายได้เกษตรกรสวนยาง60บาทต่อกก.รายละ25ไร่ ส่งสัญญาณดีดันราคาตลาดขึ้นแน่ เริ่มเดือนนี้ ทำทันทีวงเงินผ่านครม.

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2562 ที่การยางแห่งประเทศไทย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังให้นโยบายผู้บริหารการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พร้อมกับแกนนำเกษตรกรชาวสวนยาง ว่า มาตรการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ 3 โลร้อย ซึ่งทุกฝ่ายเร่งประชุมในวันอังคารที่ 13 สิงหาคม เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการทุกขั้นตอน ระยะเวลา พร้อมกับให้ กยท.เข้ารับซื้อในตลาดผลักดันราคายางให้สูงขึ้นได้

“ผมส่งสัญญาณให้เกษตรกร ได้รับทราบว่าโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง รายละ 25 ไร่ ทำแน่นอนที่ราคายาง 60 บาทต่อ กก.จะสรุปมาตรการทั้งหมดภายในสองสัปดาห์นี้ โดยจะเหมือนกับประกันรายได้เกษตรผู้ปาล์ม เมื่อเสนอเข้า ครม.เห็นชอบผ่านกรอบวงเงิน สามารถเริ่มได้ทันที ซึ่งราคายางในตลาดไปถึง 60 บาทต่อ กก.เมื่อไหร่ ก็จะหยุดมาตรการประกันรายได้ เพราะจะทำควบคู่ไปกับมาตรการรักษาเสถียรภาพราคายางอย่างยั่งยืน มาตรการดูดซับน้ำยางออกจากตลาดไปใช้หน่วยงานรัฐ” นายเฉลิมชัย กล่าว

นายเฉลิมชัย กล่าวว่าวันนี้ได้พูดถึงสภาพปัญหาหลายปีมานี้มีผลราคายาง ทั้งพื้นที่ผลิต ปริมาณน้ำยาง สถานะภาพตลาดโลก ปัญหาอุปสรรค จะนำไปสู่การหารืออย่างเป็นทางการ ภาคเอกชน เกษตรกร โดยเริ่มนับหนึ่งโครงการประกันรายได้ จนทำให้ราคายาง และสามารถเติบโตได้ธรรมชาติ เพื่อให้เกิดความยั่งยืน สัปดาห์หน้า หารือทุกหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อทำให้ราคายางสูงขึ้น พร้อมประชุม3ฝ่าย กับพี่น้องเกษตรกผู้ปลูกยาง ผู้ประกอบกิจการแปรรูปยางทุกประเภท กยท.กระทรวงเกษตรฯ สรุปร่วมกัน กำหนดแนวทาง ระยะเวลา ประกันรายได้ ทั้งนี้ ไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้ต้องสร้างความยั่งยืนในอนาคต ให้เกิดมั่นคง ขอให้เกษตรกรเชื่อมั่น วันนี้องค์กรของรัฐต่างๆจะเข้ามาดูแล พร้อมกับประสานกับภาคเอกชน ให้ราคามีมาตรฐานสุดท้ายไม่ต้องประกันราคา และพยายามเพิ่มนวตกรรมต่างๆมาแปรรูปยางมากกว่าส่งยางดิบออกต่างประเทศ

ด้าน นายสุนทร รักษ์รงค์ โฆษกคณะอนุกรรมมาธิการพิจารณาศึกษาปัญหาเรื่องปาล์ม และยางพารา สภาผู้แทนราษฏร กล่าวว่ามาตรการนี้จะครอบคลุมถึงกรณีเกษตรกรชาวสวนยางถือบัตรสีชมพู ได้ขึ้นข้อมูลไว้ใน กยท.ครอบคลุม 3 แสนราย พื้นที่ 5 ล้านไร่ ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ซึ่งไม่เกี่ยวกับที่ดินในที่ทำกินแต่อย่างใด เพราะทุกคนที่ขายยางต้องจ่ายภาษีเซสค่าธรรมเนียมส่งออกเพราะแยกไม่ได้น้ำยางมาจากที่มีโฉนด หรือไม่มีโฉนด ดังนั้นการประกันรายได้ ราคา 60 บาท รายละ 25 ไร่ ต้องครอบคลุมถึงเกษตรกรผู้ปลูกยางทุกราย เพื่อเป็นตามมติคณะกรรมสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วันที่ 25 กันยายน 2560 โดยเสนอให้ กยท.ออกวิธีการแก้ไขระเบียบการขึ้นทะเบียนว่าด้วยการขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งเกษตรกรชาวสวนยางถือบัตรสีเขียว 1.4 ล้านราย ที่มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนตามมาตรา 4 ในพื้นที่ 15 ล้านไร่

‘ประภัตร’เปิดช่องเกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์คุณภาพ เพิ่มผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432199

'ประภัตร'เปิดช่องเกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์คุณภาพ เพิ่มผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น

‘ประภัตร’เปิดช่องเกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์คุณภาพ เพิ่มผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น

วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.14 น.

“ประภัตร”เปิดช่องเกษตรกรเข้าถึงเมล็ดพันธุ์คุณภาพ เพิ่มผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น หนุนพัฒนาศักยภาพศูนย์ขยายพันธุ์พืชสุพรรณบุรี ชูโมเดลการตลาดนำการผลิตขยายฐานส่งออก

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตขยายพันธุ์พืชและเปิดบ้านศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 9 ตำบลพลับพลาไชย อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยกล่าวว่า ศูนย์แห่งนี้มีภารกิจด้านการผลิตและขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดี มีกรรมวิธีด้านการเกษตรสมัยใหม่ เน้นสนับสนุนพันธุ์พืชพันธุ์ที่ดีจากศูนย์ฯ สู่เกษตรกร เมีพื้นที่รับผิดชอบ 13 จังหวัดได้แก่ สุพรรณบุรี นครปฐม กาญจนบุรี  สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี และอุทัยธานี

“ปัจจุบันเกษตรกรยังไม่สามารถเข้าถึงพันธุ์พืชที่ดีเนื่องจากราคาแพง ทั้งนี้การคัดสรรพันธุ์ที่ดีจะทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและผลผลิตต่อไร่สูง เป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตและทำให้มีศักยภาพในการส่งออก จึงต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรมีพันธุ์พืชที่ดีใช้ โดยศูนย์ฯ จะผลิตต้นพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ที่มีคุณภาพสูงซึ่งใช้เวลาประมาณ 3 เดือน จากนั้นจะจำหน่ายให้กับเกษตรกรที่ลงทะเบียนไว้กับศูนย์ฯ 500 ครัวเรือน ครัวเรือนละ 100 ต้น รวม 50,000 ต้น ได้แก่ ต้นกระเจียว และสับปะรดสี เป็นต้น ในราคาต้นละ 20 บาทเพื่อให้เกษตรกรได้นำไปเพาะเลี้ยงและจำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น” นายประภัตร กล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้กรมส่งเสริมการเกษตรขยายการดำเนินงานของศูนย์ขยายพันธุ์พืช 10 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชจังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช ชลบุรี นครราชสีมา อุดรธานี บุรีรัมย์ มหาสารคาม ลำพูน พิษณุโลก และสุพรรณบุรี โดยมีเป้าหมายเพื่อรองรับการผลิตและขยายพันธุ์พืชในชั้นพันธุ์ขยายและพันธุ์จำหน่ายไปสู่กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ศูนย์พันธุ์พืชชุมชน Young Smart Farmer สมาชิกแปลงใหญ่ ตลอดจนภาคีเครือข่ายที่มีความต้องการผ่านกลไกงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่และยังผลิตรองรับพืชเศรษฐกิจที่มีปัญหาโรคพืชแฝงติดไปกับต้นพันธุ์อย่างท่อนมันสำปะหลังซึ่งกำลังประสบปัญหาโรคใบด่างระบาดอยู่ในหลายจังหวัด

‘มนัญญา’กำชับสหกรณ์ เร่งแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ขายคมนาคม1ล้านตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432139

‘มนัญญา’กำชับสหกรณ์ เร่งแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ขายคมนาคม1ล้านตัน

‘มนัญญา’กำชับสหกรณ์ เร่งแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ขายคมนาคม1ล้านตัน

วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 13.43 น.

“มนัญญา” ลุยแก้ราคายาง ประเดิมลงพื้นที่จ.สงขลา เร่งสหกรณ์แปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง ขายกระทรวงคมนาคม เป้าดูดซับยาง1ล้านตัน 

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงมาตรการแก้ปัญหาราคาตกต่ำ 3 โลร้อยว่า เร็วๆนี้จะลงพื้นที่ จ.สงขลา เร่งรัดสหกรณ์การเกษตร รัตภูมิจำกัด สหกรณ์การเกษตรจะนะ จ.สงขลา ดำเนินการก่อสร้างโรงงานแปรรูปยาง ให้แล้วเสร็จสามารถเดินเครื่องผลิตได้เร็วที่สุด ก่อนกำหนดเดิมจะเสร็จเดือน ม.ค.  เพื่อให้เข้ามาช่วยดูดซับน้ำยางดิบจากเกษตรกรในพื้นที่ให้มากขึ้น ซึ่งจะสามารถผลักดันราคาน้ำยางให้ขึ้นมาได้ ตามนโยบายรัฐบาลที่ประกันรายได้เกษตรกรสวนยาง ไว้ที่ 65บาทต่อกิโลกัรม แก้ปัญหาปากท้องเป็นเรื่องเร่งด่วนในราคาที่เกษตรกรไม่ขาดทุน

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า นอกจากนี้จะเพิ่มบทบาทสหกรณ์ จะต้องเข้ามาแปรรูปเพิ่มมูลค่าให้กับยางพารา นำไปผลิตแบริเออร์ กรวยยาง อปุกรณ์ความปลอดภัยทางถนน ตามที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯจะลงนามกับกระทรวงคมนาคม รับซื้อผลิตภัณฑ์ยาง ตั้งเป้าดึงน้ำยางจากระบบ1ล้านตัน รวมถึงเพิ่มการแปรรูป พื้นปูสนามฟุตซอล รองเท้าบูธ โดยให้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เตรียมเม็ดเงิน ไว้ปล่อยกู้ให้กับสหกรณ์ ที่มีศักยภาพนำไปซื้อเครื่องจักร เครื่องมือ ในการแปรรูปยาง  ซึ่งนโยบายของพรรคภูมิใจไทย  เน้นเรื่องกำไรคือ การแบ่งปัน ในทุกชุมชน

‘มนัญญา’ปิ้งไอเดีย!ผันตัวเป็นแม่ค้า เล็งส่งออกผ้าปูละมาดตีตลาดโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/432135

‘มนัญญา’ปิ้งไอเดีย!ผันตัวเป็นแม่ค้า เล็งส่งออกผ้าปูละมาดตีตลาดโลก

‘มนัญญา’ปิ้งไอเดีย!ผันตัวเป็นแม่ค้า เล็งส่งออกผ้าปูละมาดตีตลาดโลก

วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 13.27 น.

“รมช.มนัญญา” ออกตัวแรง ผันตัวเป็นแม่ค้า ขายของให้สหกรณ์ เดินสายโชว์พรมปูละมาด คุณภาพส่งออก ตีตลาดโลก 

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมมอบนโยบายให้กับผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์  และสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ ว่า ได้เร่งนโยบายในการหารายได้สร้างอาชีพให้กับสหกรณ์ และสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ เพราะมีสินค้าที่ดีมีคุณภาพ ได้รับการรับรองมาตรฐาน แต่ขายไม่เป็น จากนี้ตนจะเป็นแม่ค้าขายของให้กับสหกรณ์ เช่น พรมปูละมาด ซึ่งเป็นสินค้าที่คนมุสลิมใช้กันทั่วโลก แม้กระทั่งตนเองยังต้องไปซื้อจากตะวันออกมาใช้ เพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้ ในประเทศไทยมีสหกรณ์ที่ผลิตพรมสำหรับทำละมาด ที่สวยงามมากและเมดอินไทยแลนด์ ซึ่งจะหาได้ยากที่ติดป้ายไทยแลนด์ เพราะในงานต่างๆจะขายที่มาจากเมดอินไชน่า

“นี่คือตัวอย่างเป็นพรมละมาด ที่ทำจากกลุ่มอาชีพสหกรณ์บ้านพังดาน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ได้ทำพรมละมาด โดยมียางพาราเป็นตัวเบาะ มีน้ำหนักเบาและมีความนุ่ม ทำให้สะดวดสบายในการปฏิบัติทางศาสนา ราคาก็ถูกแค่ 900 บาทต่อผืน ราคาส่ง780บาท  มีความคงทน สามารถถอดซักได้ ส่งออกประเทศอิหร่าน และซาอุดิอาราเบีย โดยจะขยายตลาดในประเทศไทยให้มากขึ้นด้วยเพราะมีชาวมุสลิมในไทยจำนวนมาก หากหันมาซื้อสินค้าไทยทำจากเกษตรกรจะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้โดยตรง อนาคตจะไปหาตลาดตะวันออกเพิ่มขึ้น ซึ่งดิฉันมีไอเดีย อยากให้เกษตรกรทำเบาะละมาด สำหรับผกพาได้ด้วยเพื่อจะนำไปได้ทุกแห่ง และจะประสานให้สินค้าสหกรณ์ไปขายในงานเมาลิดกลาง ทั้งนี้สถานทูตประเทศมุสลิม ในไทยจะเชิญไปร่วมรับประทานอาหาร พูดคุยหารือ ร่วมมือค้าขายสินค้าฮาลาล กับหลายประเทศซึ่งเขาภูมิใจที่ไทยมีรัฐมนตรีเป็นอิสลาม จะนำพรมปูละมาดไปโชว์ด้วย” น.ส.มนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวว่าสินค้าสหกรณ์มีหลายชนิด ที่จะเปิดตลาดให้กว้างขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาราคา และเพิ่มรายได้สมาชิกสหกรณ์ เช่น ข้าว ยาง อ้อย  ที่เป็นมีจุดเด่นของเราแต่การขายสินค้าเปิดตัวไม่ดี แม้สินค้าเราดี อย่างพันธุ์ข้าวปลูกคุณภาพ  เกษตรกรไม่เข้าใจ ไปซื้อพันธุ์ข้าวปลอม ตนมาปรับเคาะสนิมสร้างกำลังใจ ใส่ชุดข้าราชการ ทุกคนมาทำงานเพื่อไปถึงเกษตรกรได้ประโยชน์ ตนจะไปขอความร่วมมือห้างต่างๆ ให้ข้าวสารสหกรณ์ไว้วางข้างหน้า อย่าไปไว้ข้างหลัง ซึ่งสหกรณ์ต้องรู้หน้าที่ทำอย่างไรให้ทุกคนรู้สินค้า ผู้บริโภครู้ว่าแหล่งผลิตจากเกษตรกรโดยตรง ทำให้สร้างอาชีพ สร้างรายได้ในชุมชนอย่างยั่งยืน

ขันนอตขรก.เร่งช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431970

x

ขันนอตขรก.เร่งช่วยเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมมอบนโยบาย แนวทางทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2563 โดยมีร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ และนายประภัตรโพธสุธน รมช.เกษตรฯพร้อมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯว่า ขอให้ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯยึดมั่นหลักการทำงาน 4 ข้อ ประกอบด้วย 1. ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานร่วมกัน สื่อสาร เชื่อมโยงข้อมูลที่สำคัญ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ 2. มุ่งเน้นระบบการตลาดนำการผลิต โดยให้ประสานงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ทูตพาณิชย์ ทูตเกษตร ใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม และบุคคลากรในการเข้ามาช่วยบริหารงานด้านการเกษตร โดยตั้งเป้าหมายว่า จะทำให้เกษตรกรรู้ว่าควรปลูกพืชชนิดใด โดยมีตลาดส่งออกที่แน่นอน 3. ส่งเสริมสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ โดยมอบให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ไปศึกษาดูว่าจะบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้ได้อย่างไร ทั้งการลดต้นทุนการผลิต ลดใช้สารเคมี เพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยนำนวัตกรรม งานวิจัย เทคโนโลยีเข้ามาช่วย และ 4.ขอให้ทำงานเชิงรุก โดยวางแผนงานที่ชัดเจนและรอบคอบ ทั้งนี้ ให้ยึดประโยชน์แก่ประชาชนเป็นหลัก

“เรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการเป็นอันดับแรกคือ 1.บริหารจัดการน้ำ ซึ่งต้องทำทันที เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของประชาชนและเกษตรกร การเพิ่มพื้นที่แหล่งกักเก็บน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค การสร้างฝาย สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง ในส่วนปัญหาอุทกภัยต้องวางแผนดำเนินการล่วงหน้า 2.การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรด้านต่างๆ อาทิ แก้ปัญหาโรคระบาดในพืชและสัตว์ การแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ และแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย เป็นต้น” รัฐมนตรีเกษตรฯ กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘แปลงใหญ่รวมพลังสร้างเครือข่ายเข้มแข็ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431974

รายงานพิเศษ : ‘แปลงใหญ่รวมพลังสร้างเครือข่ายเข้มแข็ง’

รายงานพิเศษ : ‘แปลงใหญ่รวมพลังสร้างเครือข่ายเข้มแข็ง’

วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเวทีเสวนาร่วมกรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมหม่อนไหม กรมการข้าว มุ่งเดินหน้าคุยเกษตรแปลงใหญ่ ในงาน Meet the Press “รวมพลังแปลงใหญ่ สร้างเครือข่ายเข้มแข็ง” เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 พร้อมปรับกลยุทธ์รับแผนยุทธศาสตร์ มั่นใจสำเร็จ ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมเปิดตัวระบบฐานข้อมูลแปลงใหญ่ http://co-farm.doae.go.thร่วมพูดคุยถึงผลสำเร็จและถอดบทเรียนการทำงานร่วมกัน มุ่งเป้าการพัฒนาปรับกลยุทธ์มุ่งผลลัพธ์เดียวกัน

สำหรับการขับเคลื่อนเกษตรแปลงใหญ่ เป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งเป้าหมายที่จะเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นแนวทางหนึ่งในการปฏิรูปภาคการเกษตร“เกษตรแปลงใหญ่” จึงตอบโจทย์ ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในระยะยาว เพราะส่งเสริมให้เกิดการรวมกันของพื้นที่เกษตรกรรายย่อย และมาบริหารจัดการการผลิตร่วมกัน มีแผนการผลิต แผนการแปรรูป ใช้วิธีการและเทคโนโลยีการผลิตที่เหมือนกัน ตลอดห่วงโซ่อุปทาน จะส่งผลให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

การเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลได้ชัดคือ ทุกแปลงมีต้นทุนการผลิตที่ลดลงมีสัดส่วนของผลผลิตที่เพิ่มขึ้น

สามารถสร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจฐานรากอย่างชัดเจน คือ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น จากการปรับเปลี่ยนวิธีการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต จากสถิติการสนับสนุนระบบพัฒนาแปลงใหญ่ เช่น กลุ่มข้าว มีรายได้สุทธิทางการเกษตรเฉลี่ย 1,383 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้น 115 บาท/ไร่ ไม้ผล มีรายได้สุทธิทางการเกษตรเฉลี่ย 34,491 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้น 2,091 บาท/ไร่ ประมง มีรายได้สุทธิทางการเกษตรเฉลี่ย 8,028 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้น 2,138 บาท/ไร่ปศุสัตว์ มีรายได้สุทธิทางการเกษตรเฉลี่ย 37,126 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้น 25,442 บาท/ไร่ นอกจากนี้ ยังเกิดการเปลี่ยนแปลงในมิติสิงแวดล้อม สังคม สุขภาพ

การทำงานแปลงใหญ่จำเป็นที่จะต้องทำงานเป็นเครือข่าย โดยบูรณาการทำงานร่วมกัน ปัจจุบันเครือข่ายแปลงใหญ่ ประกอบด้วย 3 เครือข่าย ได้แก่ 1. เครือข่ายเกษตรกร: มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงการขับเคลื่อนและพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรแบบแปลงใหญ่ และเพื่อให้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ทั่วประเทศมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการขับเคลื่อนดังกล่าว โดยใช้กลไกการขับเคลื่อนในรูปแบบของคณะกรรมการเครือข่ายแปลงใหญ่ซึ่งได้แบ่งเป็น 4 ระดับ คือ ระดับประเทศ ระดับเขต ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ 2. เครือข่ายบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐ มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือของหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลและให้การสนับสนุนการดำเนินงานแปลงใหญ่ของเกษตรกร

3.เครือข่ายความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ-ภาคเอกชน-เกษตรกร มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดการพัฒนาสินค้าเกษตรแบบแปลงใหญ่ให้เกิดความยั่งยืน โดยหน่วยงานภาครัฐสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรในการพัฒนาการผลิตสินค้า ภาคเอกชนเชื่อมโยงกับเกษตรกรในการซื้อขายสินค้า ส่วนเกษตรกรร่วมกันบริหารจัดการการผลิต การตลาด และกระบวนการกลุ่ม

เกษตรแปลงใหญ่ จะเดินหน้าไม่ได้ ถ้าเครือข่ายไม่สามารถทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ การเสวนาเพื่อร่วมกันถอดบทเรียนความสำเร็จจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะใช้ในการปรับแผนงานในอนาคต เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รวมทั้งการมีระบบฐานข้อมูล co-farm.doae.go.th เพื่อรองรับแผนการผลิตให้ผู้ประกอบการเข้ามาวางแผนและบริหารจัดการสินค้าเกษตร และติดต่อกลุ่มเกษตรกรได้เองในอนาคต

อ.ส.ค.จัด‘Khon Kean DPO Field Day’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431973

อ.ส.ค.จัด‘Khon Kean DPO Field Day’

อ.ส.ค.จัด‘Khon Kean DPO Field Day’

วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ส่งเสริมพัฒนาด้านการเลี้ยงโคนมให้เป็นอาชีพที่สร้างความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทย โดยการอบรมให้ความรู้ช่วยเหลือแนะนำด้านการเลี้ยงโคนมแก่สหกรณ์โคนม และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ซึ่งอ.ส.ค.ได้จัดงาน “Khon Kean DPO Field Day” ขึ้นภายใต้กิจกรรม “อาหารสัตว์คุณภาพสูง เพื่อตอบโจทย์เพิ่มเนื้อนม (FAT,SNF,TS)” เพื่อส่งเสริมให้ความรู้ด้านกิจการโคนมแก่เกษตรกรกว่า 200 ราย ที่เข้าร่วมกิจกรรม ณ สำนักงานองค์การส่งเสริมกิจการโคนม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า อีกหนึ่งภารกิจที่ อ.ส.ค. มีส่วนรับผิดชอบและตระหนักเห็นความสำคัญของอาชีพการเลี้ยงโคนมเป็นอย่างยิ่ง การจัดกิจกรรม “Khon Kean DPO Field Day” ขึ้นภายใต้กิจกรรม“อาหารสัตว์คุณภาพสูง เพื่อตอบโจทย์เพิ่มเนื้อนม (FAT,SNF,TS)” ที่จัดขึ้นโดยสำนักงาน อ.ส.ค. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นรูปแบบการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม รวมทั้งส่วนงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตลอดจนเจ้าหน้าที่ได้มีการพบปะแลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ประสบการณ์ต่างๆระหว่างภูมิภาค ด้านการเลี้ยงโคนมทั้งระบบแก่เกษตรกรที่อยู่ ในเขตการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมของ อ.ส.ค. และมุ่งหวังให้เกษตรกรได้นำเอาองค์ความรู้ที่ได้ ไปปรับใช้ในการประกอบอาชีพการเลี้ยงโคนมให้ประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืนต่อไป

นอกจากนี้ ภายในงาน “Khon Kean DPO Field Day” ยังจัดนิทรรศการให้ความรู้แก่เกษตรกร และสหกรณ์โคนมทั่วทุกภูมิภาคที่เข้าร่วมงาน เพื่อเป็นแนวทางสำหรับเกษตรกรด้านการบริหารจัดการกิจการโคนม ทั้งนี้ ก็เพื่อยกระดับกิจการโคนมและเพิ่มผลผลิตน้ำนมคุณภาพให้แก่เกษตรกรโคนม องค์ความรู้ต่างๆที่ อ.ส.ค. จัดอบรมแก่เกษตรกรมีเป้าหมายเพื่อยกระดับอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมไทย พัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นแผนแม่บทส่งเสริมการเลี้ยงโคนม มีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (2560-2564) ที่อ.ส.ค. ยังขับเคลื่อนภารกิจอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี’60 โดยมีเป้าหมายในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมของประเทศภายในปี 2564 และสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นม ปี 2560-2569 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป