เลาะรั้วเกษตร : แบ่งงานกันทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431969

281225166

เลาะรั้วเกษตร : แบ่งงานกันทำ

วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกระทรวงที่มีงานหลากหลายด้าน จึงมีรัฐมนตรีมากที่สุดถึง 4 คน 3 ใน 4 ไม่เคยสัมผัสงานด้านการเกษตรมาก่อน ที่เคยสัมผัสมาก่อนก็ไม่ได้ลงลึกในเรื่องต่างๆ อย่างรอบด้าน จึงเป็นเรื่องที่น่าห่วงใย โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่ทิ้งกระทรวงเกษตรฯ ไปนานกว่า 10 ปี จะยังคงปะติดปะต่อเรื่องราวได้หรือไม่

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรี 4 คน ไปไหนไปกัน ลงพื้นที่ด้วยกัน ไปร่วมงานต่างๆ ด้วยกัน หรือไม่ไปด้วยกันก็จะลงไปสั่งการอะไรต่างๆ ให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ปฏิบัติกันอย่างสับสน เพราะยังไม่ทราบว่าใครมีหน้าที่หรือรับผิดชอบกำกับดูแลภารกิจใดของกระทรวง เพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ยังไม่ได้แบ่งงานให้ทำมาวันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ แบ่งงานให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ ทั้ง 3 ท่านดูแลแล้ว ความรับผิดชอบของแต่ละท่านคงชัดเจนขึ้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เฉลิมชัย ศรีอ่อน รับผิดชอบดูแลหน่วยงานต่างๆ มากที่สุดถึง 10 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมหม่อนไหม กรมประมง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร การยางแห่งประเทศไทย สถาบันวิจัยพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) สำนักพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สำนักงานพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน)

จะว่าไปถ้าท่านดูแลกรมชลประทาน ท่านควรดูแลกรมฝนหลวงและการบินเกษตรด้วย ถ้าท่านจะดูเรื่องของน้ำ แต่ถ้าท่านสนใจจะกำกับดูแลเฉพาะงบประมาณที่มากมายของกรมชลประทานก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนการดึงกรมส่งเสริมการเกษตรมาดูแลเองนั้น ถูกต้องแล้ว เพราะกำลังพลสำหรับปฏิบัติงานของท่านอยู่ที่กรมนี้ ส่วนกรมประมงมีเรื่องที่เป็นประเด็นติดตาม คือ เรื่องของ IUU และการประมงเชิงพาณิชย์ที่เชื่อมโยงกับแรงงานผิดกฎหมาย และการใช้เครื่องมือประมงที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลถึงปริมาณสัตว์น้ำที่ลดลง ส่วนกรมหม่อนไหม เป็นกรมที่ว่าด้วยความสวยงาม ไม่หวือหวา จะมีเพียงเรื่องของงานวิจัยที่ต้องสนับสนุน และเรื่องที่ควรระวัง คือ เส้นไหมลักลอบนำเข้า กรมนี้น่าจะให้รัฐมนตรีหญิง มนัญญา ไทยเศรษฐ์ ไปดูแล

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นแหล่งสถิติ ข้อมูลด้านการเกษตร และเป็นเสนาธิการของกระทรวง ในการทำแผนงาน โครงการ งบประมาณ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ นับว่าถูกต้องแล้ว ส่วนการยางแห่งประเทศไทย ถ้าท่านไม่ได้มาจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ชูนโยบายหาเสียงเรื่องการทำให้ราคายางสูงขึ้น ท่านไม่น่าเอามาดูแลเอง การยางแห่งประเทศไทย น่าจะให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ไปกำกับดูแล เพราะเชื่อว่าท่านธรรมนัส มีทักษะในการเจรจาต่อรองเป็นเยี่ยม…. ม็อบยาง..ท่านต้องเจอแน่ๆ

ส่วนบรรดาองค์การมหาชนทั้งหลาย ที่ท่านรับมาดูแลนั้น ล้วนแต่เป็นหน่วยงานที่ต้องการการพัฒนาให้ทันสมัยทั้งสิ้น โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ถ้าท่านได้ไปดูพิพิธภัณฑ์การเกษตรของต่างประเทศ หรือพิพิธภัณฑ์ของหน่วยงานอื่นในประเทศไทย ท่านคงได้แนวคิดว่าจะพัฒนาพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ อย่างไร

รัฐมนตรีช่วยว่าการ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า กำกับดูแล 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทในการสนับสนุนการดำเนินงานเป็นส่วนใหญ่ จะมีที่ต้องเผชิญกับมวลชนมากหน่อยเห็นจะเป็น สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่อาจจะต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานข้ามกระทรวง อย่างกรมอุทยานฯ หรือ กรมป่าไม้ แต่เชื่อว่าไม่ครณามือ รัฐมนตรีช่วย ธรรมนัส แต่อย่างใด

รัฐมนตรีช่วยว่าการ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีหญิงของกระทรวง กำกับดูแล 4 หน่วยงาน คือ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย 3 หน่วยงานหลัง เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจเฉพาะด้าน ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องใช้กำลังภายในมากนัก เหมาะสำหรับผู้หญิง แต่งานของกรมวิชาการเกษตร เป็นงานที่หลากหลาย แค่เรื่องสารเคมีเรื่องเดียวคงทำให้ท่านปวดหัวไปหลายวัน อันที่จริง งานของกรมวิชาการเกษตรน่าจะให้ รัฐมนตรีช่วยฯ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า มาดูแลพวกด้านสารเคมีทั้งหลายจะได้รู้ว่าจ่า หรือหมวด

รัฐมนตรีช่วยว่าการ ประภัตร โพธสุธน กำกับดูแล 4 หน่วยงาน คือ กรมปศุสัตว์ กรมการข้าว สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และ องค์การสะพานปลา ท่านประภัตร คงสมใจที่ได้ดูแลกรมการข้าว เพราะน่าจะเป็นเรื่องที่ท่านถนัด ส่วน มกอช. ท่านที่ดูแลน่าจะเป็นคนเดียวกับท่านที่ดูแล กรมวิชาการเกษตร เพราะ 2 หน่วยงานนี้ทำงานเกี่ยวข้องกันเป็นส่วนใหญ่ในเรื่องของอาหารปลอดภัย

ที่ว่ามานี้ เป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆ ถูกใจก็ขอบคุณ ไม่ถูกใจใครก็ขออภัย

แว่นขยาย

ชูแปลงนำร่องปลูกข้าวนุ่มพิษณุโลก พันธุ์ใหม่‘กข79’ส่งเจาะตลาดตปท.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431971

x

ชูแปลงนำร่องปลูกข้าวนุ่มพิษณุโลก พันธุ์ใหม่‘กข79’ส่งเจาะตลาดตปท.

วันศุกร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าวเปิดเผยว่า ในฐานะประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวสำคัญของโลกต้อง เข้าใจพฤติกรรม รสนิยมของกลุ่มผู้บริโภคในตลาดข้าวโลก รวมไปถึงกลุ่มผู้บริโภคข้าวประเภทพื้นนุ่มที่กำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภค โดยเฉพาะตลาดจีน ฮ่องกงและตลาดอาเซียน รวมถึงกลุ่มผู้บริโภคชาวมุสลิมในประเทศต่างๆ เนื่องจากเป็นข้าวที่นุ่ม ราคาถูกกว่าข้าวหอมมะลิ และคาดว่าในอนาคตมีแนวโน้มความต้องการข้าวนุ่มเพิ่มขึ้น รวมไปถึงกลุ่มผู้บริโภคข้าวเจ้าพื้นนุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีศักยภาพซื้อและตลาดมีโอกาสขยายตัวได้สูง

ขณะนี้พันธุ์ข้าวนุ่มที่ได้รับความสนใจและเป็นที่ต้องการของตลาดใช้แข่งขันในตลาด ต่างประเทศคือ พันธุ์ข้าว กข79 ซึ่งกรมการข้าวรับรองพันธุ์เมื่อต้นปี 2562 และจากการประเมินโดยผู้ประกอบการค้าข้าวและผู้ประกอบการเมล็ดพันธุ์ข้าวเห็นว่า เป็นพันธุ์ที่ตรงความต้องการตลาด ปลูกได้ตลอดปี ให้ผลผลิตสูง ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคไหม้ คุณภาพการสีดีมาก

ด้านน.ส.นนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวเสริมว่า กรมจัดทำโครงการนำร่องส่งเสริมการผลิตข้าวนุ่มครบวงจร (กข79) ปี 2562 เพื่อส่งเสริมการผลิตข้าวนุ่มให้สอดคล้องความต้องการของตลาด เป็นการทดลองตลาดข้าวนุ่ม เพื่อเพิ่มโอกาสและความสามารถแข่งขันข้าวพื้นนุ่มในตลาดต่างประเทศ โดยโครงการนำร่องผลิตข้าวพันธุ์ กข79 มีพื้นที่เป้าหมาย 10,115 ไร่ ขณะนี้มีพื้นที่เข้าร่วมโครงการแล้ว 9,074.6 ไร่ เกษตรกร 416 ราย ครอบคลุม 7 จังหวัด 18 อำเภอ 33 ตำบล

นายสมพงษ์ อ้นชาวนา ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่บ้างบางกระน้อย ต.นครป่าหมาก อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก กล่าวว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่บ้างบางกระน้อย เป็น 1 ในกลุ่มนำร่องผลิตข้าว กข79 ซึ่งเริ่มดำเนินการปีนี้เป็นปีแรก เนื่องจากพอรัฐสนับสนุนข้าวพันธุ์ กข79 เป็นข้าวพื้นนุ่มพันธุ์ใหม่ที่กำลังได้รับความนิยม จึงเห็นว่าน่าเป็นโอกาสเพิ่มช่องทางตลาดให้สมาชิกกลุ่มได้ โดยขณะนี้ปลูกข้าวพันธุ์ กข79 เป็นแปลงสาธิต 14 ไร่ เป็นตัวอย่างให้สมาชิกแปลงใหญ่ ตั้งเป้าว่าฤดูหน้าจะส่งเสริมให้สมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่ปลูกข้าวพันธุ์ กข79 เพิ่มขึ้นประมาณ 70-80% ของพื้นที่

สำหรับวิธีปลูกข้าว กข79 จะใช้เครื่องหย่อนกล้า ช่วยลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ลงได้มาก จากเดิมทำนาหว่านใช้เมล็ดพันธุ์เฉลี่ย 20 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ใช้เครื่องหย่อนกล้าใช้เมล็ดพันธุ์อัตรา 6 กิโลกรัมต่อไร่ หลังปลูก 1 เดือน พบว่าข้าวเจริญเติบโตแตกกอดีมาก ไม่ต้องใส่ปุ๋ยบำรุง เพราะดินอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างดี ทั้งนี้ จะติดตามผลแปลงสาธิตนี้ เก็บข้อมูลประกอบการตัดสินใจของสมาชิกกลุ่มนาแปลงใหญ่ต่อไป

เกษตรกรนครพนมสุดเจ๋ง! ปลูกไม้ผลผสมผสานสร้างรายได้สู่วิถีที่มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431919

เกษตรกรนครพนมสุดเจ๋ง! ปลูกไม้ผลผสมผสานสร้างรายได้สู่วิถีที่มั่นคง

เกษตรกรนครพนมสุดเจ๋ง! ปลูกไม้ผลผสมผสานสร้างรายได้สู่วิถีที่มั่นคง

วันพฤหัสบดี ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 15.51 น.

เกษตรกรนครพนมสุดเจ๋ง! ปลูกไม้ผลผสมผสานสร้างรายได้สู่วิถีที่มั่นคง “ทุเรียน” ราชาผลไม้ เป็นพืชเศรษฐกิจที่นิยมปลูก

ผู้สื่อข่าวได้รับการแจ้งจากสำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนมว่า การปรับเปลี่ยนจาการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นการปลูกพืชที่หลากหลาย เป็นวิธีที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงในช่วงราคาผลผลิตตกต่ำและจากการเข้าทำลายของศัตรูพืช ดังนั้น การปลูกพืชแบบผสมผสานถือเป็นแนวทางที่จะช่วยให้การประกอบอาชีพของเกษตรกรยุคใหม่มีโอกาสประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

นายเอนก รัตน์รองใต้ เกษตรจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า จังหวัดนครพนมเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการปลูกไม้ผลหลากหลายชนิด เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด และส้มโอ เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาได้มีเกษตรกรในพื้นที่ทดลองปลูกและสร้างเป็นสวนไม้ผลเชิงการค้าจนประสบความสำเร็จหลายราย สำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนมเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาและยกระดับสินค้าเกษตรของจังหวัดนครพนมให้สามารถแข่งขันได้ในระดับอาเซี่ยน จากการขับเคลื่อนโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งมีกิจกรรมในการถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพร้อมมอบต้นพันธุ์ไม้ผลให้กับเกษตรกรนำไปปลูกในพื้นที่ของตนเอง

สำหรับไม้ผลที่เกษตรกรให้ความนิยมนำไปปลูกส่วนมากเป็นทุเรียน เพราะทุเรียนเป็นพืชเศรษฐกิจที่ตลาดมีความต้องการมาก อีกทั้งราคาจำหน่ายก็ค่อนข้างสูงจึงทำให้เกษตรกรเกิดความสนใจที่จะปลูกมากขึ้น ในการปลูกทุเรียนในช่วงแรก ต้นทุเรียนจะต้องการร่มเงา ซึ่งพืชที่อยู่ร่วมกับทุเรียนได้ดี คือ กล้วย เพราะจะช่วยให้ร่มเงาและความชุ่มชื้นกับต้นทุเรียนในช่วงฤดูแล้งและในพื้นที่ว่างระหว่างต้นเกษตรกรสามารถนำพืชผัก หรือไม้ผลต่างๆมาปลูกแซมได้ แต่จะต้องคำนึงถึงชนิดและประเภทของพืชที่จะปลูกร่วมกันด้วย

โดยพิจารณาจาก ระบบราก ลักษณะทรงพุ่ม ความต้องการธาตุอาหาร น้ำ แสงแดด ความทนทานต่อความแห้งแล้งของพืชแต่ละชนิดที่จะนำมาปลูกจะต้องมีการศึกษาทำความเข้าใจให้ดี เพราะผลกระทบของพืชแต่ละชนิดสามารถที่จะมีต่อกันและกันได้ และเพื่อเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดความคุ้มค่า

เกษตรจังหวัดนครพนม กล่าวเพิ่มเติมว่า ประโยชน์ของการปลูกพืชที่หลากหลายชนิดภายในสวนไม้ผล จะมีผลในด้านของการสร้างความสมดุลทางธรรมชาติให้เกิดขึ้น เมื่อมีความหลากหลายของชนิดพืชจะทำให้เกิดความหลากหลายของชนิดแมลงศัตรูพืชและศัตรูธรรมชาติที่ควบคุมศัตรูพืชให้อยู่ในระดับที่ไม่เกิดการระบาดได้เช่นเดียวกับความสมดุลที่เกิดขึ้นในสภาพป่าธรรมชาติ ทำให้มีการใช้ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจากเดิมที่เคยมีการปลูกพืชเพียงอย่างเดียว ช่วยลดปัญหาในเรื่องของวัชพืช และที่สำคัญก็คือช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องของผลผลิตและราคาที่ตกต่ำเมื่อมีการปลูกพืชเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่เกษตรกรจะต้องเจอและคงจะหลีกไม่พ้นในการปลูกไม้ผล นั่นก็คือ  ปัญหาเรื่องของโรคและการเข้าทำลายของแมลง เช่น ทุเรียน ซึ่งมีปัญหาในเรื่องของโรครากเน่า โคนเน่า เกษตรกรสามารถป้องกันและกำจัดได้ด้วยการปลูกพืชสมุนไพรล้อมโคนต้นสมุนไพรไม่ว่าจะเป็น กระวาน, หน่อแดง, เร่วหอม, ว่านสาวหลง, ชะพลู เป็นพืชจำพวก รากสะสมน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยป้องกันและยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราไฟทอฟธอร่า

สาเหตุของการเกิดโรครากเน่า-โคนเน่าทุเรียน ที่มีการสะสมอยู่ในดินได้ดี ด้วยการนำสมุนไพรดังกล่าวมาปลูกใต้ต้นทุเรียนโดยปลูกให้ห่างจะโคนต้น 60 – 80 เซนติเมตร รอบๆ ทรงพุ่ม ดังนั้นในการปลูกไม้ผลให้ประสบความสำเร็จเกษตรกรจะต้องมีการปลูกพืชอื่นร่วมด้วย และมีการบริหารจัดการสวนที่ดี เพื่อให้ไม้ผลเจริญเติบโตและให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

ร้อนปนฝนระวังโรคใบไหม้ในทุเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431681

x

ร้อนปนฝนระวังโรคใบไหม้ในทุเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศร้อนชื้น เวลากลางวันมีแดดจัด และมีฝนตกบางพื้นที่ช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนทุเรียนเฝ้าระวังการระบาดของโรคใบไหม้ หรือโรคใบติด สามารถพบได้ในระยะการเจริญเติบโตทางลำต้น อาการเริ่มแรกจะพบบนใบมีแผลคล้ายถูกน้ำร้อนลวก ต่อมาแผลจะขยายตัวและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีขนาดและรูปร่างไม่แน่นอน จากนั้นจะลุกลามไปยังใบปกติข้างเคียง กรณีมีความชื้นสูงเชื้อราสาเหตุโรคจะสร้างเส้นใยคล้ายใยแมงมุมยึดใบให้ติดกัน ใบที่เป็นโรคจะแห้งติดอยู่กับกิ่งก่อนหลุดร่วงไปสัมผัสกับใบที่อยู่ด้านล่าง ทำให้โรคระบาดลุกลามจนใบไหม้เห็นเป็นหย่อมๆ ใบแห้งติดกันเป็นกระจุกแขวนค้างตามกิ่ง ต่อมาใบจะร่วงจนเหลือแต่กิ่ง และกิ่งแห้งในที่สุด ทำให้ต้นทุเรียนเสียรูปทรง

สำหรับแนวทางป้องกันโรคใบไหม้ เกษตรกรควรตรวจแปลงปลูกสม่ำเสมอ หากพบการระบาดของโรคใบไหม้ ให้เกษตรกรตัดส่วนที่เป็นโรคและเก็บเศษพืชที่เป็นโรคและใบที่ร่วงหล่นนำไปเผาทำลาย เพื่อลดปริมาณเชื้อสะสมในแปลง จากนั้นให้พ่นที่ใบให้ทั่วทั้งต้นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชทีบูโคนาโซล + ไตรฟลอกซีสโตรบิน 50% + 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเพนทิโอไพแรด 20% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟลูไตรอะฟอล 12.5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเฮกซะโคนาโซล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 65.2% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ 77% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคิวปรัสออกไซด์ 86.2% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7-10 วัน

ส่วนในแปลงปลูกที่ความชื้นสูง และมีการระบาดของโรคเป็นประจำ หลีกเลี่ยง การใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เพื่อลดการแตกใบของต้นทุเรียน จากนั้น ให้เกษตรกรตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งและกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก และช่วยลดความชื้นสะสมในแปลงปลูก

‘ปิดทองหลังพระฯ’ระยะ3 ยกระดับแก้ปัญหาความมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431679

x

‘ปิดทองหลังพระฯ’ระยะ3 ยกระดับแก้ปัญหาความมั่นคง

วันพฤหัสบดี ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯเปิดเผยว่า ได้ร่วมหารือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อกำหนดทิศทางการทำงานให้ตอบความต้องการของประเทศ  หลังร่วมทำงานได้พัฒนาเป็นแผนงานของมูลนิธิและสถาบันปิดทองหลังพระฯระยะที่สาม (2564-2568) และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของสถาบัน มีสาระสำคัญคือ นำแนวพระราชดำริไปช่วยแก้ปัญหาความมั่นคง ประกอบด้วยชายแดนภาคเหนือด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดและชายแดนภาคใต้ด้านการพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืน

“ปัญหาความมั่นคงชายแดนใต้มีมานาน ประชาชนได้รับความทุกข์ เราพบว่าประชาชนต้องการพัฒนาการทำมาหากินมาก ขณะที่ภาคเหนือเป็นทางผ่านของยาเสพติดเข้าประเทศ ถ้าประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีจะไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เป็นการช่วยลดด้านอุปสงค์”

หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดากล่าวว่า จากการทำงานที่ผ่านมาทั้งในภาคเหนือและภาคใต้ ประชาชนตอบรับดี กล่าวคือปิดทองหลังพระฯร่วมกับชุมชนวิเคราะห์ปัญหา วางแนวทางแก้ไขพัฒนา นำมาสู่การทำเกษตรแนวใหม่ ส่งเสริมการท่องเที่ยว พัฒนางานหัตถกรรม ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นตามลำดับ

“ตัวอย่างเช่นในภาคใต้ สามจังหวัดชายแดน มีทั้งเรื่องสินค้าเกษตรราคาต่ำ พื้นที่แห้งแล้ง ซึ่งสิ่งที่ชาวบ้านขาดแคลนมีอย่างเดียวคือ ความรู้แก้ปัญหาการบริหารจัดการ พอชักชวนสร้างฝาย ก็ทำให้มีน้ำมาทำเกษตรเพียงพอ หรือทุเรียนต้นเก่าพอชวนไปฝึกอบรมทางภาคตะวันออก ก็ทำให้คุณภาพทุเรียนดีขึ้น จากที่เคยขายได้กิโลกรัมละ 60 บาท มาขายคัดเกรด ราคาเฉลี่ยดีสุดอยู่ที่ประมาณ 90 บาท”

ปัจจุบันปิดทองหลังพระฯ มีโครงการและกิจกรรมในสามจังหวัดชายแดนใต้รวม 7 หมู่บ้าน ครอบคลุมด้านแหล่งน้ำ เกษตรและหัตถกรรม ขณะที่ชายแดนภาคเหนือเน้นอบรมผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามแนวชายแดน ส่งเสริมให้พัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริ โดยอบรมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปแล้ว 83 แห่ง

ส่องสหกรณ์ : น้ำผึ้งหลอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431684

ส่องสหกรณ์ : น้ำผึ้งหลอด

ส่องสหกรณ์ : น้ำผึ้งหลอด

วันพฤหัสบดี ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น้ำผึ้งหลอด PURE HONEY เป็นผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์ผู้เลี้ยงผึ้งจังหวัดแพร่ จำกัด ที่ผลิตจากน้ำผึ้งแท้ ที่มาจากธรรมชาติ (ดอกลำไย) 100% เหมาะสำหรับใส่ในของหวาน น้ำดื่มต่างๆ เพื่อเพิ่มรสชาติ อีกทั้งยังมีสรรพคุณทางยาอีกมากมาย ได้แก่ แก้ไอ แก้เจ็บคอ แก้ท้องผูก รักษาโรคกระเพาะอาหาร รักษาเชื้อราแก้โรคนอนไม่หลับ บรรเทาอาการโรคภูมิแพ้ รักษาแผลและล้างแผลได้ นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย ลดและป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ดูมีน้ำมีนวลเป็นธรรมชาติผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งหลอด PURE HONEY เหมาะสำหรับเป็นของขวัญ ของฝาก ในทุกเทศกาล หรือจะซื้อเพื่อนำไปรับประทานเองก็ยิ่งดี หากใครสนใจผลิตภัณฑ์ดังกล่าว สามารถติดต่อสั่งซื้อได้ที่ https://www.co-opclick.com

ซอกแซกอาเซียน : 11 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431686

566101

ซอกแซกอาเซียน : 11 กรกฎาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การประชุมระดับอาเซียนอีกหนึ่งรายการที่แอปเตอร์ต้องเข้าไปร่วมรายงานผลการดำเนินงานด้วย คือ การประชุม ASEAN Food Security Reserve Board หรือที่เรียกตัวย่อว่า AFSRB ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ประชาคมอาเซียนจัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลแผนความมั่นคงทางอาหารภายใต้กรอบนโยบายบูรณาการความมั่นคงด้านอาหารของอาเซียน หรือ ASEAN Integrated Food Security: AFIS Framework และแผนกลยุทธ์ด้านความมั่นคงด้านอาหารของอาเซียน หรือ Strategic Plan of Action-Food Security: SPA-FS ที่มีกระทรวงพาณิชย์ของประเทศไทย ได้รับมอบหมายให้เป็นฝ่ายเลขานุการ การประชุมรายการนี้ไม่มีประเทศบวกสามมาเข้าร่วม เป็นการว่ากันเฉพาะสมาชิกประเทศอาเซียนล้วนๆ ก็ผลัดกันเป็นเจ้าภาพตามลำดับตัวอักษรเช่นเดียวกัน ปีที่แล้วสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ ปีนี้หมุนมาจัดที่ประเทศไทยเราเอง ตอนนี้เข้าใจว่าฝ่ายเลขานุการ ทางกระทรวงพาณิชย์คงจะเตรียมดำเนินการอย่างขะมักเขม้น เพราะการประชุมกำลังจะมีขึ้นที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 15-16 สิงหาคมนี้ ณ โรงแรมรอยัล ออร์คิด เชอราตัน

พูดถึงเรื่องเป็นเจ้าภาพจัดประชุม บางทีก็ถือเป็นหน้าเป็นตาของประเทศผู้จัดด้วย และก็ต้องฟังเสียงเรียกร้องจากประเทศสมาชิกด้วยเช่นกัน เพราะในความเป็นจริงก็ไม่ได้ยุ่งยากสิ้นเปลืองสร้างปัญหาแก่เจ้าภาพเท่าใดนัก เนื่องจากตามประเพณี เจ้าภาพจะรับผิดชอบเฉพาะค่าจัด เช่น ค่าห้องประชุม ค่าอาหารกลางวัน ค่าจัดเลี้ยงรับรอง(ถ้ามี) ค่าพิธีเปิด ค่าดูงาน การรับส่งสนามบินกับที่พัก ส่วนที่สิ้นเปลืองมากๆ เช่น ค่าเครื่องบินกับค่าที่พักโรงแรม แต่ละประเทศที่มาประชุมจะต้องออกกันเอง เว้นแต่หากเจ้าภาพอยากโชว์หน้าโชว์ตา จัดให้เป็นที่ประทับใจแขก ก็อาจทุ่มเงินด้านพิธีการอันยิ่งใหญ่ หรือจัดเลี้ยงประเภทหรูหรา ก็ไม่มีใครว่าแต่ประการใด ส่วนใหญ่เบื้องแรกเจ้าภาพก็มักจะเอาใจแขก โดยหาสถานที่จัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น ครั้งหนึ่งประเทศฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพจัดประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสของอาเซียน ก็ได้เลือกเอาเกาะปาละวัน เป็นสถานที่จัด นับว่าโชคดีสำหรับผมครับที่หากไม่ได้ทำงานที่แอปเตอร์ ชาตินี้คงไม่มีโอกาสไปเยี่ยมชมที่นั่นเป็นแน่แท้ อินโดนีเซียตอนเป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ ก็ไม่พ้นที่จะเลือกเอาเมืองบาหลี อันโด่งดังเป็นสถานที่จัด หรือตอนกัมพูชาเป็นเจ้าภาพก็เลือกเอาเมืองเสียมราฐ หรือเสียมเรียบ ที่มีปราสาทหินนครวัดตั้งอยู่เป็นสถานที่จัดประชุม

อย่างไรก็ดี บางประเทศหาตัวเลือกยาก เช่น สิงคโปร์ เพราะมีอยู่เมืองเดียว จัดทีไรก็เกาะเดียวกัน แต่กระนั้นผู้คนก็อยากไปกันไม่เบื่อ เพราะสิงคโปร์มีอะไรๆ หลายอย่างที่คนอยากไป ต่างจากที่เมียนมา เพราะนโยบายรัฐเขาอยากให้ช่วยกันโปรโมทเมืองหลวงใหม่เนปิดอว์ ความจริงเมียนมาก็เป็นประเทศใหญ่ มีแหล่งท่องเที่ยวสวยงาม เช่น เมืองย่างกุ้ง เมืองมัณฑะเลย์ เมืองพุกาม แต่พวกเราต้องจำกัดอยู่กันเพียงที่กรุงเนปิดอว์ เมืองที่มีแต่โรงแรม และสถานที่ราชการ ล้อมรอบด้วยถนนและท้องทุ่ง (อย่างเดียว) ก็เลยสนิทชิดเชื้อกับผู้เข้าประชุม เพราะวันๆ ก็จะเจอกันเห็นหน้ากันเฉพาะที่โรงแรมเท่านั้น ไปไหนไม่ได้

ประเทศไทยเราเมื่อสองปีก่อน ได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับรัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้อาเซียน ต่อจากประเทศสิงคโปร์ ได้เลือกเอาจังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานที่จัดประชุม นับว่าถูกใจบรรดาสมาชิกอาเซียนกันอย่างมาก รวมทั้งประเทศบวกสามด้วย เพราะเพียงเสนอชื่อเมืองจัดงานในวาระท้ายๆ ในที่ประชุมที่สิงคโปร์ สมาชิกก็ปรบมือถูกใจกันอื้ออึง ก็แน่ละ ขึ้นชื่อว่าเชียงใหม่ ไทยแลนด์ ใครๆ ทั่วโลกก็อยากจะมาเที่ยวเยี่ยมชม

ช่วงจัดประชุมที่เชียงใหม่นั้นตรงกับการจัดงานนิทรรศการเกี่ยวกับพืชสวนไม้ดอกไม้ประดับ หรืออะไรสักอย่างที่เชิงดอยแม่เหียะที่เดิมกับที่เคยจัดงานพืชสวนโลก ยิ่งช่วยสร้างสีสันบรรยากาศให้ชาวอาเซียนบวกสามมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดพิธีเปิดงานการประชุมที่ยิ่งใหญ่ น่าประทับใจ อีกทั้งมีการจัดนิทรรศการของหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯกันอย่างเลิศหรู มีโมเดลของจริงมาตั้งแสดง ก็เลยเป็นที่ประทับใจแขกเหรื่อกันมากโข คุณโทอิดะผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นประจำแอปเตอร์ซึ่งไปเข้าประชุมด้วย เพราะมีผู้ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น มายังออกปากชมความยิ่งใหญ่ในพิธีเปิด พร้อมทั้งยกหัวแม่มือซูฮกบอกกับผมว่า ถ้าเป็นญี่ปุ่นละก็ ทำแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด ยอมพี่ไทยเราครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

‘เทิดไท้บรมราชินีนาถ’ เกษตรฯจัดงานสีสรรพรรณไม้ครั้งที่13

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431678

x

‘เทิดไท้บรมราชินีนาถ’ เกษตรฯจัดงานสีสรรพรรณไม้ครั้งที่13

วันพฤหัสบดี ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมจัดงาน สีสรรพรรณไม้เทิดไท้บรมราชินีนาถ ครั้งที่ 13 นำเสนอฟาร์มตัวอย่างเพื่อความยั่งยืน

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ภายในงาน สีสรรพรรณไม้เทิดไท้บรมราชินีนาถ ครั้งที่ 13 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจะนำเสนอนิทรรศการในหัวข้อ “ส่งเสริม สืบสาน ปณิธานฟาร์มตัวอย่าง พัฒนาเกษตรไทย อย่างยั่งยืน” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับผลการส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งโพรงและชันโรงจากโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา และผลสำเร็จจากการขยายผลการดำเนินงานโครงการฟาร์มตัวอย่าง สู่เกษตรกรในชุมชนจนเกิดกลุ่มแปลงใหญ่การเลี้ยงผึ้งโพรง จำนวน 1 กลุ่ม คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงผึ้งโพรงป่าชิง ตลอดทั้งมีกลุ่มเครือข่ายเกิดขึ้นหลายกลุ่ม พร้อมจัดแสดงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผึ้ง รวมถึงกิจกรรมสาธิตการทำโลชั่นบำรุงผิวและลิปสติกโดยใช้ผลิตภัณฑ์จากผึ้ง

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจะนำเสนอนิทรรศการโครงการ “ค่ายเยาวชน…รักษ์พงไพร เฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ซึ่งเป็นโครงการที่มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯดำเนินการขึ้นเพื่อสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนดูแลอนุรักษ์พืชพรรณต่างๆ โดยการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ รวม 12 หน่วยงาน ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมดำเนินการในหน้าที่วิทยากร หัวข้อ “พืชในท้องถิ่นของหนู” เพื่อให้เยาวชนเกิดความตระหนักและมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและพืชในท้องถิ่น

งาน “สีสรรพรรณไม้เทิดไท้บรมราชินีนาถ” ครั้งที่ 13 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 87 พรรษา 12 สิงหาคม 2562 มีกำหนดจัดในวันที่ 8 – 14 สิงหาคม 2562 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เตรียมการจัดการสาธิตและการฝึกอาชีพให้แก่ผู้ที่สนใจ

‘ศูนย์สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร’ ประกาศผลสุดยอดสตาร์ทอัพโดนใจนักลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431670

‘ศูนย์สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร’  ประกาศผลสุดยอดสตาร์ทอัพโดนใจนักลงทุน

‘ศูนย์สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร’ ประกาศผลสุดยอดสตาร์ทอัพโดนใจนักลงทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ศูนย์สร้างสรรค์ธุรกิจนวัตกรรมการเกษตร (ABC center) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เผยผลประชันหาสุดยอดสตาร์ทอัพเกษตรที่สามารถพิชิตใจนักลงทุน จากกิจกรรม AgTech Battle : It’s Time to Rise up & fight ในงาน Startup Thailand 2019 ณ ทรูไอดีปาร์ค เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2562ที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพวิสาหกิจเริ่มต้นการเกษตร ให้เติบโตและสร้างโอกาสลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยทีมชนะเลิศคว้ารางวัล The Best Growth Agtech Startup ได้แก่ ทีม Eden Agritech จากด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพ

โดยเสนอนวัตกรรมช่วยลดการสูญเสียของผักและผลไม้ด้วยการยืดอายุ ผักและผลไม้ตัดแต่งสด ด้วยคุณสมบัติที่เป็นธรรมชาติ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน สามารถรับประทานได้โดยไม่ต้องล้างออก ขณะที่ทีม Taladapp คว้ารางวัลด้านช่องทางการตลาดแบบใหม่(New Maket) เป็นแอพพลิเคชั่นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตทางการเกษตรในประเทศไทยแก่เกษตรกรและผู้รับเหมามีจุดเด่นให้ ใช้งานฟรี ลดต้นทุน เพิ่มรายได้มุ่งเน้นเพื่อเพิ่มฐานลูกค้า ช่องทางการซื้อขายสินค้าทางการเกษตร

รมว.เกษตรลุยตรวจภัยแล้งสุรินทร์ สั่งเร่งแก้ปัญหาลดเสี่ยงพื้นที่ปลูกข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431683

x

รมว.เกษตรลุยตรวจภัยแล้งสุรินทร์ สั่งเร่งแก้ปัญหาลดเสี่ยงพื้นที่ปลูกข้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการแก้ปัญหาภัยแล้ง ที่โครงการชลประทานสุรินทร์ (ห้วยเสนง) จ.สุรินทร์ ว่า ในพื้นที่อีสานตอนบน ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวหอมมะลิในทุ่งกุลาร้องไห้ เกษตรกรเดือดร้อนจากฝนทิ้งช่วง ทำให้นาข้าวเสียหายจำนวนมาก จึงต้องมารับฟังและย้ำแนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วน ปัจจุบันการเพาะปลูกข้าวในจ.สุรินทร์ มีความเสี่ยง เนื่องจากฝนตกค่อนข้างน้อย คาดว่าจะมีพื้นที่เสียหาย 438,997 ไร่ เกษตรกรได้รับผลกระทบ 200,251 ครัวเรือน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีแนวทางแก้ปัญหาคือ 1) สำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอลงพื้นที่สร้างการรับรู้ให้เกษตรกรถึงสาเหตุภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น 2) ขอรับการสนับสนุนในพื้นที่ร้องขอเร่งด่วน 3) ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรมาขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร โดยอธิบายหลักเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง (ฝนทิ้งช่วง) โดยในพื้นที่ประสบภัยต้องมีปริมาณฝนตกไม่เกินวันละ 1 มิลลิเมตรติดต่อกันเกิน 15 วัน จึงจะรายงานสถานการณ์ภัยที่เกิดจากฝนทิ้งช่วง ตามขั้นตอนการเป็นพื้นที่ประกาศภัยฯ และ 4) หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯในจ.สุรินทร์ ร่วมบูรณาการติดตามแก้ปัญหาภัยแล้ง/ฝนทิ้งช่วง ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม และทำความเข้าใจกับเกษตรกร

สำหรับจ.สุรินทร์ ข้อมูล ณ วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 มีปริมาณน้ำเก็บกักจากอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 26 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 346 แห่ง รวมกัน 66 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 25 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกัน 1.067 ล้าน ลบ.ม.ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยเสนง ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 0.806 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 4 ของความจุอ่าง และอ่างเก็บน้ำห้วยอำปึล ปัจจุบันมีปริมาตรน้ำ 0.261 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 0.94 ซึ่งสาเหตุเกิดภัยแล้งเนื่องจากมีฝนน้อยในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2561 ที่ผ่านมา มีปริมาณฝนตกเพียง 900 มม. ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ 17 แห่งเพียง 131 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 22 ของค่าเฉลี่ย จนถึงปัจจุบันมีปริมาณฝนสะสม 399 มม. มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ เพียง 13 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 2 ของค่าเฉลี่ย ซึ่งกรมชลประทานเร่งช่วยเหลือ โดยผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำอำปึล ปริมาณ 0.50 ล้าน ลบ.ม. พร้อมขุดร่องชักน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยเสนงเข้าสู่จุดสูบน้ำการประปาและสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำราชมงคลลงห้วยเสนง ปริมาณ 0.25 ล้าน ลบ.ม. รวมทั้งผันน้ำจากบ่อหิน ปริมาณ 20 ล้าน ลบ.ม. รวมปริมาณน้ำช่วยเหลือได้ 21 ล้านลบ.ม.ทั้ง 2 อ่างเป็นอ่างเก็บน้ำสำหรับผลิตน้ำประปาเลี้ยงอ.เมืองสุรินทร์

นอกจากนี้ ยังประสานกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เจาะน้ำบาดาลเติมน้ำสู่อ่างฯ สำหรับพื้นที่ที่เพาะปลูกแล้ว ขอให้เกษตรกรใช้น้ำตามรอบเวรตัวเองเคร่งครัด เพื่อให้มีน้ำใช้ทั่วถึง อย่างไรก็ตาม มีพื้นที่เฝ้าระวังภัยแล้งในเขตชลประทานทั่วประเทศ 25 จังหวัด 144 อำเภอ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่เฝ้าระวัง 8 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ มหาสารคาม และสุรินทร์

ด้านกรมฝนหลวงและการบินเกษตรยังมีแผนปฏิบัติการฝนหลวง ประจำปี 2562 ผลปฏิบัติการระหว่างวันที่ 1 มีนาคม-29 กรกฎาคม 2562 จากการตั้งหน่วย 151 วัน ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง 143 วัน มีวันฝนตก 138 วัน คิดเป็นร้อยละ 88.16 มีจังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 58 จังหวัด และมีฝนตกในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนและอ่างเก็บน้ำรวม 69 เขื่อนและอ่างเก็บน้ำ โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดสุรินทร์ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวง 32 วัน มีวันฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวง 27 วัน คิดเป็นร้อยละ 84.38 มีจังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 6 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ และสุรินทร์ อีกทั้ง ยังปฏิบัติการฝนหลวงช่วยอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง 3 วัน มีฝนตก 3 วัน ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำสะสมรวม 0.017 ล้าน ลบ.ม.