‘เฉลิมชัย’เตรียมตั้งบอร์ดกยท.ชุดใหม่ เร่งแก้ยางราคาตก3โลร้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431706

‘เฉลิมชัย’เตรียมตั้งบอร์ดกยท.ชุดใหม่ เร่งแก้ยางราคาตก3โลร้อย

‘เฉลิมชัย’เตรียมตั้งบอร์ดกยท.ชุดใหม่ เร่งแก้ยางราคาตก3โลร้อย

วันพุธ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.33 น.

“เฉลิมชัย”เตรียมตั้งบอร์ดกยท.ชุดใหม่ เร่งแก้ราคายางพาราตก 3โลร้อย ด้าน“ศิริรุจน์”ยื่นหนังสือลาออก ไม่รับตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการ กยท.

7 สิงหาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า นายศิริรุจน์ จุลกะรัตน์ รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กรรมการการยางแห่งประเทศไทย(บอร์ด กยท.) ได้ทำหนังสือบอร์ด กยท. เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา เรื่องขอไม่รับหน้าที่รักษาการผู้ว่าการ กยท.

หนังสือดังกล่าว ระบุว่า ตามที่บอร์ด กยท.มีมติเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2562 แต่งตั้งตนเป็นรักษาการผู้ว่าการ กยท.นั้น ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 หมวด 6 มาตรา 83(2) ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่ปฏิบัติราชการอันเป็นการกระทำการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน และมาตรา 83(6) ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัท ซึ่งรักษาการผู้ว่าการ กยท.จะต้องบริหารจัดการหน่วยธุรกิจของ กยท.ด้วย จึงเห็นว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

ประกอบกับตนเองนั้นมีตำแหน่งเป็นข้าราชการประจำ ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติราชการให้ กยท.ได้เต็มเวลา ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อ กยท. ได้ จึงขอไม่รับหน้าที่รักษาการผู้ว่า กยท.

ทั้งนี้ ตามระเบียบบริหารงานของ กยท. การไม่รับตำแหน่งของนายศิริรุจน์ จะต้องนำเสนอต่อที่ประชุมบอร์ดรักษาการ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 13 สิงหาคม นี้ เพื่อจะพิจารณาเห็นชอบตามหนังสือที่ส่งมาหรือไม่ โดยปัจจุบันนายศิริรุจน์ ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ซึ่งมาเป็นบอร์ด กยท.โดยตำแหน่งในฐานะผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม

สำหรับการลาออกของนายศิริรุจน์ เกิดขึ้นหลังจากที่นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่ประธานบอร์ด กยท.ลงนามเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม เรื่องแต่งตั้งนายศิริรุจน์ เป็นผู้รักษาการผู้ว่า กยท. แทนนายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ ที่ลาออกจากตำแหน่งและบอร์ด กยท. มีมติวันที่ 19 กรกฎาคม 2562 ให้นายศิริรุจน์ดำรงตำแหน่งดังกล่าว มีผลตั้งแต่วันที่บอร์ดมีมติ

ทั้งนี้ หนังสือแต่งตั้งจากนายอนันต์ ส่งถึง กยท. วันที่ 3 สิงหาคม ซึ่งในวันที่ 4 สิงหาคม 2562 นายศิริรุจน์ได้แจ้งแก่ผู้บริหาร กยท.ด้วยวาจาว่าจะไม่รับตำแหน่ง แล้วทำหนังสือถึงบอร์ดว่าไม่รับตำแหน่งผู้รักษาการผู้ว่าการ กยท.ในวันถัดมา โดยนายศิริรุจน์ จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2562 หากดำรงตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการ กยท.อยู่ จะต้องหมดวาระไปด้วย

ส่วนการแต่งตั้งบอร์ด กยท.ชุดใหม่ เพื่อทำหน้าที่แทนบอร์ดชุดเดิมซึ่งหมดวาระลงแล้วตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2562 ขณะนี้จึงทำหน้าที่บอร์ดรักษาการ โดย กยท.ได้เสนอรายชื่อผู้จะดำรงตำแหน่งบอร์ด กยท.ชุดใหม่ไปยังนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกำกับดูแล กยท. เพื่อพิจารณาแล้ว นำเข้าเห็นชอบจาก ครม.เพื่อเร่งเดินหน้ามาตรการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ 3 กิโลกรัม 100 บาท โดยใช้นโยบายประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ให้ได้ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 60 บาท และดูดซับปริมาณยางออกจากตลาด นำไปทำถนนพาราซอยส์ซีเมนท์ อุปกรณ์ความปลอดภัยทางถนน ทั่วประเทศ ตั้งเป้าดึงน้ำยางออกจากระบบได้กว่า 1 ล้านตัน ในโครงการใช้ยางภาครัฐ

ส่งมอบเสบียงช่วยผู้เลี้ยงสัตว์ประสบภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431427

x

ส่งมอบเสบียงช่วยผู้เลี้ยงสัตว์ประสบภัยแล้ง

วันพุธ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดสุรินทร์ของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ณ อ่างเก็บน้ำ-ลำพอก อำเภอศีขรภูมิ และโครงการชลประทานสุรินทร์ (ห้วยเสนง) ต.เฉนียง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ในส่วนภาคปศุสัตว์มีการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบภัยพิบัติ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้นครั้งนี้ โดยมอบเสบียงสัตว์ (หญ้าแห้ง) กว่า 20 ตัน ช่วยเกษตรกรใน จ.สุรินทร์ ซึ่งที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ได้ให้ความช่วยเหลือในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น 2 อำเภอ คือ อ.ชนบท และ อ.โนนศิลา 2 ตำบล 6 หมู่บ้าน เกษตรกร 203  ราย โค–กระบือ 1,500 ตัว ช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยแล้งโดยมอบเสบียงสัตว์ (หญ้าแห้ง) ในจ.นครราชสีมา อ.โนนสูง 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน เกษตรกร 13 ราย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการเตรียมความพร้อม กรมปศุสัตว์ ได้เตรียมการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ที่ประสบภัยแล้งประจำปี 2562 โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ โดยมีการเตรียมเสบียงสำรอง ไว้ที่คลังเสบียง ศอส. 32 แห่ง จำนวน 6,587.32 ตัน แบ่งเป็นหญ้าแห้ง 5,180.82 ตัน หญ้าหมัก 738.03 ตัน หญ้าสด 619.47 ตัน อาหาร TMR 49 ตัน คลังเสบียงสัตว์ประจำตำบล 60 แห่ง เป็นหญ้าแห้ง 300 ตัน เสบียงเกษตรกร 482 ราย รวม 324,230.7 ตัน แบ่งเป็นหญ้าแห้ง 6,067.7 ตัน หญ้าหมัก 229,116 ตัน และหญ้าสด 89,046 ตัน นอกจากนี้ มีการเตรียมยานพาหนะ ไว้กว่า 201 คัน ถุงยังชีพ 3,000 ชุด หน่วยงานสัตวแพทย์เคลื่อนที่ 18 หน่วย โดยมีหน่วยอพยพสัตว์ และหน่วยเคลื่อนที่เร็ว 9 หน่วย 278 คน เตรียมเวชภัณฑ์ดูแลสุขภาพสัตว์ ประจำปศุสัตว์เขตทั้ง 9  เขต หากพบเห็นหรือได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ติดต่อขอความช่วยเหลือจากปศุสัตว์ผ่าน ไลน์ ID : DLD Disaster center, E-mail : didaster@dld.go.th หรือ โทร. 0-2653-4553, 0-2653-4444 ต่อ 3315

เปิดงานวันถ่ายทอดความรู้ขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431424

x

เปิดงานวันถ่ายทอดความรู้ขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดี

วันพุธ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรีสมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดความรู้การผลิตขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดี ณ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 7 จังหวัดมหาสารคาม ว่า ศูนย์ฯ มีบทบาท ภารกิจ หน้าที่รับผิดชอบในการศึกษา พัฒนา วิจัย ทดสอบ ประยุกต์และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืชพันธุ์ดี วางแผนการผลิตพืชพันธุ์ดี ให้เป็นไปตามนโยบายยุทธศาสตร์และสอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร ผลิตพืชพันธุ์ดี ให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน ส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการผลิตและขยายกระจายพันธุ์พืช เพื่อใช้ในงานส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร ฝึกอาชีพด้านการผลิตและขยายพันธุ์พืชแก่เกษตรกรทั่วไปและผู้สนใจ ให้บริการข้อมูลข่าวสารวิชาการด้านการผลิตขยายพันธุ์พืช และสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น รวมทั้งให้บริการทางการเกษตรอื่นๆ ตามศักยภาพของศูนย์ มีพื้นที่รับผิดชอบ 5 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม มุกดาหาร และร้อยเอ็ด

สำหรับการจัดงานครั้งนี้ เพื่อเผยแพร่และประชาสัมพันธ์การผลิตและขยายพันธุ์พืชพันธุ์ให้เป็นที่ประจักษ์แก่หน่วยงานภาครัฐ เอกชน เกษตรกรและประชาชนทั่วไป โดยมีกิจกรรม การนิทรรศการแสดงผลงานของหน่วยงานภาคี ได้แก่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 3 นครราชสีมา ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 10 จังหวัดอุดรธานี, ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาฬสินธุ์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรมหาสารคาม ศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชขอนแก่น ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดหนองคาย ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเลย ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีด้านอารักขาพืช จังหวัดขอนแก่น ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีด้านวิศวกรรมเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด, Young Smart Farmer มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ขอนแก่น กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรจังหวัดขอนแก่น และสหกรณ์เศรษฐกิจพอเพียง และกิจกรรมการสาธิตการขยายพันธุ์พืช ได้แก่ การขยายพันธุ์มะนาวโดยการตอน การขยายพันธุ์กล้วยโดยวิธีการผ่าหน่อ การขยายพันธุ์ไม้ผลโดยวิธีทาบกิ่งและต่อยอด

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาการผลิตพืชเศรษฐกิจหลายชนิดเกษตรกรยังไม่สามารถเข้าถึงพันธุ์ดี โดยเฉพาะพันธุ์พืชที่ได้มาจากการวิจัยและพัฒนาของหน่วยราชการและยังไม่มีหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบโดยตรงในการผลิตและขยายพันธุ์พืชในชั้นพันธุ์ขยายและพันธุ์จำหน่ายไปสู่เกษตรกร ทำให้พันธุ์ดีเหล่านั้นมีไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ เกษตรกรต้องใช้พันธุ์พืชที่ไม่มีคุณภาพหรือต้องซื้อหาจากภาคเอกชนที่มีราคาแพง จากสถานการณ์ดังกล่าว เป็นสาเหตุทำให้การผลิตพืชของเกษตรกร ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ส่งผลให้ผลผลิตพืชเศรษฐกิจบางชนิดของประเทศไทย ผลิตได้ไม่พอกับความต้องการใช้ภายในประเทศ ต้องนำเข้าผลผลิตหรือวัตถุดิบอื่นทดแทนจากต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปีและมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี ทั้งนี้ คาดว่าความต้องการใช้พันธุ์พืชพันธุ์ดีในอีก 10 ปีข้างหน้า จะมีความต้องการพันธุ์พืชพันธุ์ดี เช่น พันธุ์พืชตระกูลถั่ว ประมาณ 22,468 ตัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ประมาณ 25,500 ตัน และพืชผัก ประมาณ 5 ตัน นอกจากนี้ ยังมีความต้องการพันธุ์หน่อไม้ฝรั่ง ที่ต้องรองรับพื้นที่ 20,000 ไร่ ท่อนพันธุ์ มันสำปะหลังสะอาด รองรับ พื้นที่ จำนวน 8 ล้านไร่ และท่อนพันธุ์อ้อยสะอาด รองรับพื้นที่ 11 ล้านไร่

กยท.เปิดระบบทดสอบความรู้ใช้3วัตถุอันตราย ก่อนดีเดย์มาตรการจำกัดซื้อ-ขาย20ตุลาคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431428

x

กยท.เปิดระบบทดสอบความรู้ใช้3วัตถุอันตราย ก่อนดีเดย์มาตรการจำกัดซื้อ-ขาย20ตุลาคม

วันพุธ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านธุรกิจและปฏิบัติการ เปิดเผยว่า ขณะนี้ กยท. ได้จัดทำระบบตรวจสอบสิทธิ์และลงทะเบียนทดสอบการใช้วัตถุอันตราย 3 ชนิด ตามมาตรการจำกัดการใช้วัตถุอันตราย ได้แก่ ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส และพาราควอต เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางที่มีความจำเป็นต้องใช้สารเคมีดังกล่าว กำจัดวัชพืชในสวนยางตนเอง เข้าตรวจสอบสิทธิ์และลงทะเบียนเพื่อเข้ารับการทดสอบผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ณ ที่ทำการของ กยท. จำนวน 127 แห่ง ที่ กยท. กำหนดไว้ โดยสวนยางที่สามารถใช้วัตถุอันตรายจะต้องมีต้นยางอายุไม่เกิน 5 ปี ไม่อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ (พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 และ 2) พื้นที่ปลูกพืชผักหรือพืชสมุนไพร และพื้นที่สาธารณะ รวมทั้งผู้ใช้จะต้องผ่านการทดสอบความรู้ ตามหลักสูตรที่กรมวิชาการเกษตรกำหนด

รองผู้ว่าการ กยท. กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไปจะเริ่มต้นการใช้มาตรการจำกัดการซื้อขายวัตถุอันตราย โดยเกษตรกรชาวสวนยางที่ต้องการใช้วัตถุอันตรายจะต้องผ่านการตรวจสอบสิทธิ์พื้นที่สวนยาง และผ่านการทดสอบความรู้เกี่ยวกับการใช้วัตถุอันตราย จึงจะมีสิทธิ์ในการซื้อวัตถุอันตรายได้ ซึ่งในการนี้ กยท. ได้ประชาสัมพันธ์รวมถึงชี้แจงข้อมูลแก่พนักงานของ กยท. ในทุกๆ พื้นที่ เพื่อสร้างการรับรู้และให้ข้อมูลแก่เกษตรกรชาวสวนยางได้อย่างถูกต้อง หากเกษตรกรชาวสวนยางมีข้อสอบถามหรือประสงค์ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ ณ ที่ทำการ กยท. ในพื้นที่ที่สวนยางตั้งอยู่ หรือ กยท.สำนักงานใหญ่ โทร. 0-2433-2222 ต่อ 256 – 257

ส่องเกษตร : อะไรคือจุดเริ่มต้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431431

449007

ส่องเกษตร : อะไรคือจุดเริ่มต้น

วันพุธ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ประเทศไทยมีประชากรราว 45 ล้านคน ในปีปัจจุบันประชากรไทยเพิ่มขึ้นเป็น 70 ล้านคน เช่นเดียวกับประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าในปี 2593 ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่นล้านคน จากปัจจุบันที่ประชากรโลกมีอยู่ประมาณ 7,600 ล้านคน สิ่งที่ตามมาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรคือความต้องการด้านที่อยู่อาศัย และแน่นอนพื้นที่ของโลกไม่เพิ่มขึ้น พื้นที่ของประเทศไทยยังคงเดิม การใช้ประโยชน์ที่ดินย่อมเปลี่ยนแปลงไป พื้นที่การเกษตรถูกปรับเป็นพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่เพื่อการพาณิชย์ พื้นที่เพื่อการอุตสาหกรรม ในขณะที่พื้นที่ป่าถูกรุกรานกลายเป็นพื้นที่เพื่อการเกษตรและบางส่วนกลายเป็นพื้นที่เพื่อการพาณิชย์ไป จากข้อจำกัดของพื้นที่และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเกษตรที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ความต้องการอาหารก็เพิ่มขึ้นตามจำนวนของประชากรเช่นกัน การทำการเกษตรแบบเดิมๆ ไม่สามารถจะอยู่รอดได้ ต้องมุ่งสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อหน่วยพื้นที่ให้มากขึ้น ตัวเกษตรกรเองต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและรูปแบบความต้องการอาหารที่เปลี่ยนแปลงไป

ย้อนกลับไปยังทุ่งรังสิต เมื่อครั้งอดีตนับว่าเป็นอู่ข้าวหล่อเลี้ยงคนเมืองหลวง รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาให้ขุดคลองและจัดวางระบบการส่งน้ำ เพื่อให้มีน้ำเข้าถึงพื้นที่ปลูกข้าวอย่างทั่วถึง และโปรดเกล้าฯให้ตั้งสถานีทดลองข้าวรังสิตเป็นแห่งแรก เพื่อทำการค้นคว้าทดลองทางวิชาการ สนับสนุนการทำนาของเกษตรกรให้สามารถผลิตข้าวได้อย่างเพียงพอ ประสบความสำเร็จสร้างตำนานเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก ในปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ยังคงเหลือร่องรอยของความรุ่งเรืองแห่งการเป็นคลองรังสิตเพื่อการทำนาอยู่บ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การเกษตรจะประสบความสำเร็จอย่างดีนั้น น้ำคือปัจจัยสำคัญควบคู่ไปกับความรู้ทางวิชาการที่ถูกต้อง

ยุคปัจจุบันการทำการเกษตรเพื่อสนองตอบความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย เกษตรกรต้องปรับรูปแบบการผลิต ชนิดของสินค้า ระบบการจำหน่ายให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บิรโภคเป็นสำคัญ การใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ ต้องนำมาใช้ให้เหมาะสม
ครบถ้วน ถูกต้อง จึงจะทำให้การทำการเกษตรประสบความสำเร็จ ใช่แต่เพียงมีที่ดินแล้วจะสามารถทำการเกษตรให้ประสบความสำเร็จได้ โดยเฉพาะในยุคสมัยที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างน่าตกใจ การทำการเกษตรที่ประสบความสำเร็จบางที่อาจไม่จำเป็นต้องมีที่ดินเลยก็เป็นได้

อิสราเอล เป็นประเทศที่มีที่ดินเป็นทะเลทราย ไม่เหมาะที่จะทำการเกษตร แต่ก็สามารถทำการเพาะปลูกได้ ด้วยการใช้ความรู้เป็นสำคัญ มีการนำหลักการจัดการฟาร์ม การบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการของพืชที่ปลูก และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด สัดส่วน GDP ภาคการเกษตรของอิสราเอลสูงกว่าไทยถึง 20 เท่า หากคิดเทียบในสัดส่วนพื้นที่ทางการเกษตรที่เท่ากัน เหตุผลสำคัญที่อิสราเอลสามารถทำได้คือ การจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงมากแห่งหนึ่งของโลก การนำนวัตกรรมมาใช้ในการจัดการและการดำเนินการด้านการผลิตและการตลาดภาคการเกษตรทุกขั้นตอน สอดรับกับความต้องการของตลาดและศักยภาพของตนเอง ในขณะที่ไทยเราพร้อมจะปรับเปลี่ยนการทำการเกษตรในพื้นที่ 130 ล้านไร่ ให้เกิดผลตอบแทนสูงสุด ด้วยแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพหรือไม่ ข้อมูลAgriMap ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า เกษตรกรทำการเกษตรที่ไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางการเกษตรของตนเองถึง 16.62 ล้านไร่ โดยเป็นข้าวสูงสุด 11.2 ล้านไร่ ส่งผลให้เกษตรกรต้องลงทุนมากขึ้น ในขณะที่ผลตอบแทนไม่เพิ่มขึ้นเกษตรกรบางราย เมื่อทราบผลการวิเคราะห์แล้ว กลุ่มที่เป็นคนหัวไวใจสู้ได้ปรับเปลี่ยนระบบการผลิตของตนเองให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของตนเอง ร่วมกับการวิเคราะห์ทางการตลาด เกษตรกรกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่สามารถอยู่รอดได้ เช่น กลุ่มเกษตรกรที่เลาขวัญ กาญจนบุรี และกลุ่มเกษตรในจังหวัดสระแก้ว ได้ปรับไปเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ เช่น แพะ และโคเนื้อ แทน เกษตรกรอีกจำนวนไม่น้อย ปรับไปสู่การทำการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ให้ผลตอบแทนต่อพื้นที่สูงกว่าการทำการเกษตรตามรูปแบบของความเคยชิน

การทำการเกษตรให้ประสบความสำเร็จ สิ่งสำคัญ คือ ตัวเกษตรกรเองที่ต้องการพัฒนาและยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ด้วยการใช้ความรู้และลงมือทำอย่างจริงจัง แบบที่เรียกกันว่า เกษตรกรมืออาชีพ ผมหวังว่าจะพบเกษตรกรมืออาชีพเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นในอนาคตอันไม่ไกลนัก

สมชาย ชาญณรงค์กุล

มอบนโยบายทูตชูตลาดนำการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431432

x

มอบนโยบายทูตชูตลาดนำการเกษตร

วันพุธ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวมอบนโยบายในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การขับเคลื่อนแผนงานด้านการเกษตรต่างประเทศ” ให้กับอัครราชทูต อัครราชทูตที่ปรึกษา และกงสุล ทั้ง 11 แห่ง ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ภายใต้สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการกำหนดนโยบายและกฎระเบียบทางการค้าของแต่ละประเทศ นับเป็นความท้าทายในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลกที่ทุกภาคส่วนต้องรับมือ เพื่อรักษาฐานการตลาดเดิม สร้างโอกาสในการแข่งขันในตลาดใหม่ และลดผลกระทบกับภาคการเกษตรของไทย

“ประเทศไทยต้องสร้างบทบาทในเวทีโลก เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การขยายตลาดสินค้าเกษตรไทยในเวทีโลกไม่สามารถแข่งขันกันด้วยปริมาณการค้าในรูปแบบเดิมอีกต่อไป แต่ต้องเพิ่มความสามารถในการแข่งขันโดยการเพิ่มมูลค่าสินค้า ซึ่งภาคการเกษตรของไทยจำเป็นต้องพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมกับประเทศที่มีศักยภาพ ผ่านความร่วมมือในทุกระดับ มุ่งเน้นการตลาดนำการเกษตร โดยหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานจะต้องทำงานเชื่อมโยงบูรณาการกันอย่างเต็มที่เพื่อประสานนโยบายให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ จะมีการประชุมร่วมกันระหว่างทูตเกษตร และทูตพาณิชย์ ซึ่งได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นการเบื้องต้นแล้ว เพื่อหาแนวทางสนับสนุนขยายการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปต่างประเทศได้อย่างมีศักยภาพ โดยตั้งเป้าหมายว่า จะทำให้เกษตรกรรู้ว่าควรจะปลูกพืชชนิดใด โดยมีตลาดส่งออกที่แน่นอน” นายเฉลิมชัย กล่าว

ปัจจุบันรัฐบาลได้ประกาศนโยบายหลัก 12 ด้าน ซึ่งในด้านที่ 4 คือ การสร้างบทบาทของไทยในเวทีโลก เพื่อให้ประเทศไทยมีบทบาทนำในการพัฒนาและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ถือเป็นแนวทางที่รัฐบาลจะใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จึงได้กำชับให้หน่วยงานด้านการเกษตรต่างประเทศ ดำเนินงานสนองต่อ 12 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และทำงานเชิงรุกให้เกษตรกรไทยได้รับประโยชน์สูงสุด โดยมุ่งเน้นใน 4 ประเด็นหลัก คือ 1. มุ่งเน้นความร่วมมือการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อรองรับความผันผวนเศรษฐกิจโลก โดยมุ่งขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไทยอย่างยั่งยืน

2. เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านต่างๆ อาทิ การเปิดตลาดสินค้าเกษตรใหม่ “เป็ดปรุงสุก” ซึ่งคาดว่าประเทศไทยจะสามารถเปิดตลาดไปยังตลาดออสเตรเลียได้ การแสวงหาตลาดใหม่ในกลุ่มประเทศ EEU (Eastern Economic Union) ได้แก่ รัสเซีย เบลารุส อาร์เมเนีย คีร์กิซสถาน คาซัคสถาน และประเทศตุรกี ตลอดทั้งการเพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าเกษตรไทยที่มีอนาคต เช่น สมุนไพร ขิง ขมิ้นสด ซึ่งเป็นสินค้าที่ศักยภาพสูงในอเมริกา โดยมีความต้องการนำเข้าถึง 240 ตันต่อปี เพื่อใช้สำหรับการบริโภคและผลิตยา ซึ่งปัจจุบันไทยส่งออกไปอเมริกาประมาณ 60 ตันต่อปี จึงเป็นพืชทางเลือกให้เกษตรกรไทยในอนาคต (อเมริกานำเข้าขมิ้นเกือบ 10,000 ตันต่อปี)

นอกจากนี้ มะพร้าวน้ำหอม และสับปะรดภูแล กุ้งต้มสุกแช่แข็ง และผลิตภัณฑ์ประมง ก็ยังมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นในจีนด้วย นอกจากนี้ ยังได้มีการกำชับให้เร่งรัดการจัดทำพิธีสารกับคู่ค้า หรือมาตรการการส่งออกซึ่งจะเป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งให้สร้าง Demand สินค้าเกษตรของไทย ผ่าน Digital Platform เพื่อเชื่อมโยงตลาดเกษตรสินค้าเกษตรของไทยกับตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้ ไทยต้องมีพืชส่งออกที่แน่นอน มีการวางแผนเพื่อให้เกษตรกรได้รู้ว่าปีหน้าควรจะปลูกพืชชนิดใด จึงจะมีตลาดรองรับ

3.เผยแพร่ศาสตร์พระราชาและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในองค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งในภูมิภาคแอฟริกา หมู่เกาะแปซิฟิก และ 4.การบูรณาการการทำงานทั้งในและนอกกระทรวง โดยการดำเนินงานทุกเรื่องขอให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด

‘อธิบดีปศุสัตว์’สั่งลุย! ปราบปราม’โรงฆ่าสัตว์เถื่อน’หนองคาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431539

'อธิบดีปศุสัตว์'สั่งลุย! ปราบปราม'โรงฆ่าสัตว์เถื่อน'หนองคาย

‘อธิบดีปศุสัตว์’สั่งลุย! ปราบปราม’โรงฆ่าสัตว์เถื่อน’หนองคาย

วันอังคาร ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 19.35 น.

หนองคายเป็นจังหวัดที่มีชายแดนติดต่อประเทศลาว ระยะทาง 195 กิโลเมตร มีจุดผ่านแดนไปประเทศลาว รวม 6 จุด เป็นจุดผ่านแดนถาวร 2 จุด และจุดผ่อนปรน 4 จุด โดยจังหวัดที่มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดหนองคายได้แก่ แขวงเวียงจันทน์ นครหลวงเวียงจันทน์ และแขวงบอลิคำไซ ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดโรคระบาดอหิวาต์แอฟริกาในสุกรและพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดของประเทศลาว จังหวัดหนองคายจึงถือได้วามีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาดของโรคระบาดสุกรดังกล่าว

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 6 สิงหาคม 2562 ได้สั่งการให้ชุดเฉพาะกิจกรมปศุสัตว์ ร่วมกับ สำนักงานปศุสัตว์เขต 4 สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดหนองคาย และด่านกักกันสัตว์หนองคายปราบปรามโรงฆ่าสัตว์เถื่อนในพื้นที่ เพื่อเป็นการป้องกันและลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรคระบาดดังกล่าว โดยสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 2 ราย

โดยรายแรก สามารถจับกุมได้ที่บ้านเลขที่ 203 หมู่ 11 ตำบลสระใคร อำเภอสระใคร จังหวัดหนองคาย ตรวจพบภายในโรงฆ่าสัตว์ พบสุกรมีชีวิตรอการฆ่า จำนวน 15 ตัว และอุปกรณ์การประกอบกิจการฆ่าสัตว์ จึงได้แจ้งขอกล่าวหากับนายเอ (นามสมมุติ) ตาม พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์ พ.ศ. 2559 มาตรา 15 ตั้งโรงฆ่าสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมทั้งยึดของกลางมูลค่า 100,000 บาท

รายที่ 2 จับกุมได้ที่บ้านเลขที่ 233 หมู่ 6 ตำบลโพธิ์ชัย อำเภอเมืองจังหวัดหนองคาย ตรวจพบภายในห้องเย็นโรงฆ่าสัตว์ มีสุกรตายโดยไม่ทราบสาเหตุจำนวน 1 ตัว จึงได้แจ้งข้อกล่าวหากับนายบี (นามสมมุติ) ตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง ไม่แจ้งสัตว์ป่วยตายกับสัตวแพทย์หรือสารวัตร มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยึดซากสุกรไปทำลาย มูลค่าของกลางกว่า 20,000 บาท โดยทั้งหมดได้ถูกนำตัวส่งพนักงานสอบสวนในพื้นที่เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในปี 2562 กรมปศุสัตว์สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดแล้วจำนวน 134 ราย มูลค่าของกลางจำนวน 1,428,106 บาท และขอให้ประชาชนตามจังหวัดชายแดนที่มีอาณาเขตติดกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าซื้อเนื้อสัตว์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มาเพื่อบริโภค เนื่องจากอาจเป็นเนื้อสัตว์ที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ซึ่งหากมีการแพร่ระบาดในประเทศไทยจะสร้างเสียหายแก่ธุรกิจการเลี้ยงสุกรอย่างมหาศาล และจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง กรมปศุสัตว์จึงขอฝากไปยังประชาชนทุกท่าน หากพบเห็นการฆ่าสัตว์ที่อาจผิดกฎหมาย กรุณาแจ้งสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดในพื้นที่ หรือที่ Application DLD 4.0

รมช.เกษตรฯเล็งยกเลิกใช้สารสารเคมี ‘พาราควอต-คลอร์ไพรีฟอส-ไกลโฟเซต’ก่อนสิ้นปี62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431391

รมช.เกษตรฯเล็งยกเลิกใช้สารสารเคมี 'พาราควอต-คลอร์ไพรีฟอส-ไกลโฟเซต'ก่อนสิ้นปี62

รมช.เกษตรฯเล็งยกเลิกใช้สารสารเคมี ‘พาราควอต-คลอร์ไพรีฟอส-ไกลโฟเซต’ก่อนสิ้นปี62

วันอังคาร ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 14.52 น.

6 สิงหาคม 2562 เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการยกเลิกการใช้สารเคมีในการใช้จำกัดศัตรูพืช ที่มีความเสี่ยงสูง 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพรีฟอส ไกลโฟเซต ว่าในวันที่ 20 ส.ค.นี้ จะมีการทบทวน พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองที่เกี่ยวข้องกับวัตถุอันตรายของสารเคมี เช่น การแบ่งโซนพื้นที่อันตรายหรือพื้นที่ที่ไม่สามารถใช้ได้ เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนและเป็นนโยบายที่ต้องเร่งผลักดันหลังเข้ามารับผิดชอบงานด้านเกษตร ส่วนการยกเลิกสารเคมีทั้ง 3 ชนิดจะทำให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปีนี้ เพราะมีการใช้มานานเกินไปแล้ว

“ส่วนตัวแล้วอยากให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 3 ชนิดอย่างถาวร แต่อย่างไรก็ตามต้องกลับไปศึกษารายละเอียดพ.ร.บ.ดังกล่าวด้วย และยังต้องสานต่องานจากรัฐบาลชุดเก่า ซึ่งจะต้องมีการประชุมตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อกำกับดูแล” น.ส.มนัญญา กล่าว

รักษ์เกษตร : ทานตะวัน พืชน้ำมันที่ทรงคุณค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431174

x

รักษ์เกษตร : ทานตะวัน พืชน้ำมันที่ทรงคุณค่า

วันอังคาร ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมขอคำแนะนำในการปลูกทานตะวันด้วยครับ ขอบคุณครับ

คำอินทร์ มีศรี

อ.เมือง จ.มหาสารคาม

คำตอบ

ทานตะวัน เป็นพืชน้ำมันที่สำคัญทางเศรษฐกิจรองจากถั่วเหลือง และปาล์มน้ำมัน ทานตะวันค่อนข้างทนแล้งได้ดี มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีโปรตีนสูง น้ำมันทานตะวัน มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว และมีสาร antioxidants กันหืนได้ดี สามารถเก็บไว้ได้นานกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่น เนื่องจากน้ำมันทานตะวันมีคุณค่าสูง จึงเป็นที่ต้องการของตลาด

การเตรียมดินการเตรียมดินก่อนปลูก ควรไถดินให้ลึกในระดับ 30 เซนติเมตร หรือลึกกว่านั้น การไถดินลึก จะช่วยทำลายการอัดแน่นของดินในชั้นไถพรวน ทำให้น้ำซึมลงในดินชั้นล่างได้มากขึ้น และไถย่อยดินครั้งสุดท้ายให้ร่วนซุย ควรมีการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไปพร้อมกับการย่อยดินครั้งสุดท้าย

การปลูกหลังจากเตรียมดินเสร็จแล้ว ควรทำร่องสำหรับหยอดเมล็ด โดยให้แต่ละร่องห่างกัน 70-75 เซนติเมตร และให้หลุมปลูกในร่องห่างกัน 25-30 เซนติเมตร หยอดหลุมละ 2 เมล็ด แล้วกลบดินโดยให้เมล็ดอยู่ลึก 5-8 เซนติเมตร เมื่อพืชงอกได้ 10 วัน หรือมีใบจริง 2-4 คู่ ให้ถอนแยกเหลือไว้เฉพาะต้นที่แข็งแรงเพียงหลุมละ 1 ต้น การยกร่องนี้ เพื่อเป็นการสะดวกในการให้น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกในฤดูแล้งที่ต้องการน้ำมาก ส่วนการปลูกในฤดูฝน ถ้าเป็นดินที่มีการระบายน้ำดี ก็ไม่จำเป็นต้องยกร่อง และใช้ระยะปลูกเช่นเดียวกับยกร่องให้ใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสม จำนวน 0.7 กิโลกรัมต่อไร่

การให้ปุ๋ยทานตะวัน เป็นพืชที่ให้โปรตีน และแร่ธาตุสูง จึงควรใส่ปุ๋ยในปริมาณที่พืชต้องการตามสภาพดินที่ปลูกด้วย สำหรับปุ๋ยเคมีที่เหมาะสม ให้ใช้สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-8 อัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ โดยใส่รองพื้น พร้อมปลูก และใช้ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 อัตรา 20-30 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อทานตะวันอายุได้ 30 วัน หรือมีใบจริง 6-7 คู่ ซึ่งเป็นระยะกำลังจะออกดอก หากมีการตรวจวิเคราะห์ดินก่อนปลูก จะช่วยให้การใช้ปุ๋ยมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและในกรณีที่เป็นดินทรายและขาดธาตุโบรอนควรใส่ผงบอแร็กซ์ประมาณ 2 กิโลกรัมต่อไร่ จะทำให้เพิ่มผลผลิตได้มากและทำให้คุณภาพของเมล็ดทานตะวันดีขึ้น

การให้น้ำ น้ำเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อผลผลิตของทานตะวัน หากความชื้นในดินมีน้อยก็จะทำให้ผลผลิตลดลงด้วย การให้น้ำที่เหมาะสมแก่ทานตะวันจึงจะทำให้ได้รับผลผลิตดีด้วย การให้น้ำควรทำทุกระยะของการปลูก อย่างสม่ำเสมอ คือ ระยะหลังจากปลูกเสร็จแล้วรีบให้น้ำทันที หรือควรทำการปลูกทันที หลังฝนตกเพื่อใช้ความชื้นในดินให้เต็มที่โดยไม่ต้องรดน้ำ จากนั้น ควรให้น้ำทึกระยะ คือ ในระยะมีใบจริง 2 คู่ ระยะเริ่มมีตาดอก ระยะดอกเริ่มบาน ระยะกำลังติดเมล็ด ควรให้น้ำอย่างเพียงพอให้ดินชุ่ม แต่ไม่ต้องถึงกับแฉะและน้ำขังการให้น้ำควรคำนึงถึงความชุ่มชื้นในดินด้วย

การเก็บเกี่ยวให้เก็บเกี่ยวทานตะวันในช่วงอายุประมาณ 90-120 วัน หรือหลังจากจานดอกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแล้ว ประมาณ 7-14 วัน โดยใช้กรรไกรตัดจานดอก โดยเลือกเฉพาะดอกที่สมบูรณ์

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวให้นำจานดอกที่เก็บเกี่ยวแล้วตากแดด 1-2 แดด และคลุมกองจานดอกทานตะวันด้วยผืนผ้าใบในเวลากลางคืน เพื่อป้องกันน้ำค้าง การกะเทาะเมล็ดจากจานดอก โดยใส่จานดอกในถุงผ้า หรือกระสอบแล้ว ใช้ท่อนไม้ทุบ หรือใช้เครื่องนวดถั่วเหลืองจากนั่นนำเมล็ดที่กะเทาะแล้ว ไปตากแดด 1-2 แดด เพื่อลดความชื้นในเมล็ด แล้วทำความสะอาดเมล็ดแล้วบรรจุในกระสอบป่าน ควรวางกระสอบที่บรรจุเมล็ดทานตะวันในที่ร่ม

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ควรเป็นพื้นที่ดอน หรือที่ลุ่มไม่มีน้ำท่วมขัง มีความลาดเอียงไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 500 เมตร ลักษณะดินควรเป็นดินร่วนปนทราย ดินร่วนเหนียว หรือดินเหนียว มีการระบายน้ำ และถ่ายเทอากาศดี มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีอินทรีย์วัตถุพอเพียง มีค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 6.0-7.5 อุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ 18-35 องศาเซลเซียส และมีปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ

นาย รัตวิ

ภัยแล้ง-ฝนทิ้งช่วงลามทั่วปท. พื้นที่เกษตรเสียหายกว่า2แสนไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431171

x

ภัยแล้ง-ฝนทิ้งช่วงลามทั่วปท. พื้นที่เกษตรเสียหายกว่า2แสนไร่

วันอังคาร ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจติดตามสถานการณ์แล้งฝนทิ้งช่วง ปี 2562 เพื่อสำรวจติดตามสถานการณ์ภัยแล้งทุกจังหวัด และจัดทำสถานการณ์พื้นที่เพาะปลูกและพื้นที่เสียหายผ่านระบบสารสนเทศการผลิตทางด้านการเกษตร (รต.) ของกรม พร้อมทั้งให้จังหวัดรายงานสถานการณ์เข้ามาทุกวันอังคารของสัปดาห์นั้น จากการตัดยอดข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 30 ก.ค. 2562 สรุปสถานการณ์พืชเศรษฐกิจหลักสำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และอ้อย พบว่ามีพื้นที่ปลูกหรือคาดว่าจะปลูกทั้งหมด 86,552,108 ไร่ เป็นพื้นที่เพาะปลูกแล้ว 72,750,126 ไร่ (ร้อยละ 84) พื้นที่ยังไม่เพาะปลูก 13,801,983 ไร่ (ร้อยละ 16)

สำหรับพื้นที่เพาะปลูกแล้วเสียหายสิ้นเชิง เบื้องต้นพบว่ามีจำนวน 229,648 ไร่ (ร้อยละ 0.31 หรือไม่ถึง 1%) แยกเป็น ข้าว 156,881 ไร่ (ร้อยละ 0.31) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 62,817 ไร่ (ร้อยละ 1.42) มันสำปะหลัง 8,621 ไร่ (ร้อยละ 0.10) และอ้อยโรงงาน 1,329 ไร่ (ร้อยละ 0.01) ขณะนี้มีจังหวัดที่รายงานพื้นที่การเกษตรเสียหายเบื้องต้น และผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว 3 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ สุพรรณบุรี และชัยภูมิ

ทั้งนี้ การดำเนินงานของกรมระยะเร่งด่วนได้ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ปัญหาน้ำเพื่อการเกษตรให้เกษตรกรในพื้นที่ ส่วนระยะกลาง ระยะยาว เน้นสร้างการรับรู้ให้แนะนำการดูแลรักษาพืช การจัดหาแหล่งน้ำสำรองในพื้นที่สวนไม้ผล จัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร (บ่อบาดาล) ปรับระบบการเกษตรโดยสร้างแหล่งน้ำในไร่นาตามศาสตร์พระราชาและเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งเทคโนโลยี
เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำตลอดช่วงฤดูฝนถึงฤดูแล้ง ในส่วนมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากแล้งหรือฝนทิ้งช่วงปีนี้
ยังยึดหลักเกณฑ์ช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง และการประกันภัยพืชผลสำหรับเกษตรกรที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส. ซึ่งได้ซื้อประกันภัยไว้แล้ว สำหรับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แล้งและฝนทิ้งช่วงต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนเกิดภัย และจะช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่เสียหายจริง