เดินหน้าระบบVMSแก้ทำประมงผิดกม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431173

x

เดินหน้าระบบVMSแก้ทำประมงผิดกม.

วันอังคาร ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม เรือตรวจการประมง 1001(สมุย) รับแจ้งจากศูนย์ควบคุมการทำการประมงให้เข้าตรวจสอบเรือศิริพงษ์ 25 ซึ่งเป็นเรือประมงอวนล้อมจับ ขนาด 99.96 ตันกรอส ที่ทำประมงอยู่ในทะเล และเมื่อเดินทางจุดที่มีสัญญาณ VMS  ของเรือศิริพงษ์ 25 บริเวณพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเชีย ห่างจากปากร่องน้ำจังหวัดปัตตานี 120 ไมล์ทะเล กลับไม่พบเรือศิริพงษ์ 25 เเต่กลับพบเรือปั่นไฟชื่อ เรือเอกสิริลาภ 41 ขนาด 25.42 ตันกรอส ลอยลำอยู่ และเมื่อเข้าตรวจสอบ พบอุปกรณ์ VMS ของเรือศิริพงษ์ 25 ติดตั้งอยู่บนเรือปั่นไฟลำดังกล่าว จึงควบคุมเรือเอกสิริพงษ์ 41 เข้าฝั่งเพื่อดำเนินคดี และแจ้งเจ้าของเรือให้นำเรือศิริพงษ์ 25 กลับเข้าเทียบท่า และเมื่อเรืออวนล้อมลำดังกล่าวถูกเรียกกลับเข้าท่าในเรือลำดังกล่าวพบมีสัตว์น้ำอยู่ในเรือ 2,700 กิโลกรัม จึงแจ้งข้อหาและดำเนินคดี

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ระบบติดตามเรือประมง (Vessel Monitoring System- VMS) เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ทำหน้าที่ส่งสัญญาณตำแหน่งของเครื่อง VMS ซึ่งติดตั้งในเรือประมงผ่านระบบดาวเทียมศูนย์ควบคุมการทำการประมง และเจ้าของเรือประมง  เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเรือประมงทำการประมงถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งได้ติดตั้งระบบดังกล่าวกับเรือประมง ทั้งที่ทำประมงในน่านน้ำ และในทะเลสากล โดยกรมประมงมีแนวคิดนำระบบ VMS เข้ามาทดลองใช้บริหารจัดการเรือประมงตั้งแต่ พ.ศ. 2554 แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายขณะนั้น(พ.ร.บ.การประมง 2490) และผลจากการไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมายสำหรับเรือประมงนอกน่านน้ำ ต่อมาภายใต้พระราชกำหนดการประมง 2558 ได้ตราบทบัญญัติให้อำนาจภาครัฐกำหนดขนาดเรือประมงที่จะต้องติดตั้งระบบติดตามดังกล่าว  กรมประมงจึงกำหนดให้เรือประมงตั้งแต่ขนาด 30 ตันกรอสขึ้นไป ต้องติดระบบ VMS เพราะเรือกลุ่มดังกล่าวมีประสิทธิภาพทำประมงสูง มีความเสี่ยงจะออกไปทำประมงนอกน่านน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต

ผลของการที่เรือประมงขนาดใหญ่ติดตั้ง VMS ส่งผลทำให้ชาวประมงไม่กล้ารุกล้ำไปทำประมงในเขตประมงชายฝั่ง เห็นได้จาก 14 เดือนที่ผ่านมา (วันที่ 1 เมษายน 2561 – 31 พฤษภาคม 2562) มีเรือประมงที่ติด VMS ออกไปทำประมง 367,187 เที่ยว แต่มีเรือที่ถูกจับเนื่องจากเข้าทำการประมงในเขตชายฝั่งหรือเขตห้ามทำการประมงเพียง 41 คดีและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นที่เห็นชัดเจนจากการที่เรือประมงขนาดใหญ่ไม่เข้าทำการประมงเขตชายฝั่งคือ ทรัพยากรสัตว์น้ำบริเวณชายฝั่งทะเลอุดมสมบูรณ์ขึ้น และชาวประมงพื้นบ้านมีรายได้และการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกันประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า ให้การยอมรับประเทศไทยในฐานะ “รัฐเจ้าของธง” ในการควบคุมเรือประมงไทยไม่ให้ไปลุกล้ำน่านน้ำเพื่อนบ้าน

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความพยายาม“เลี่ยง” ติดตั้ง VMS บนเรือประมง เห็นได้จากรอบ 14 เดือนที่ผ่านมาพบมีคดีที่เรือประมงย้าย VMS ของตนเองไปติดตั้งยังเรือประมงลำอื่น ทั้งสิ้น 8 คดี แสดงถึง “เจตนา”ทำผิดชัดเจน รวมถึงเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นแสดงให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า “VMS มีความสำคัญมากเพียงใด ในการก่อให้เกิดความเป็นธรรม”

อธิบดีกรมประมงกล่าวทิ้งท้ายว่า มาตรการที่ออกมาไม่ได้ “อยาก” แต่เป็นการ “แก้ปัญหา” ที่เกิดขึ้นมานานในอดีต เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง ที่สำคัญที่สุดคือ การสร้าง “ความเป็นธรรม” ในการทำการประมง  อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า “กฎ” จะออกมาน้อยหรือมากเพียงใด หากมีคนพร้อม“แหกกฎ ระเบียบ” เพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า ซึ่งเป็นการเอาเปรียบชาวประมงด้วยกัน และทำให้ต้องมีกติกาที่รัดกุมเพิ่มมากขึ้น ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องได้รับผลกระทบมากขึ้นด้วย แต่ถ้าทุกคน “ร่วมมือ ร่วมใจ”กัน กฎระเบียบอาจไม่จำเป็น อนาคตการประมงทะเลของไทยมุ่งสู่ความยั่งยืน

‘บจธ.’เล็งหาวิธีจัดการตลาดให้มีประสิทธิภาพ หวังแก้ปัญหาหนี้สิน-ความยากจนของเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431162

‘บจธ.’เล็งหาวิธีจัดการตลาดให้มีประสิทธิภาพ  หวังแก้ปัญหาหนี้สิน-ความยากจนของเกษตรกร

‘บจธ.’เล็งหาวิธีจัดการตลาดให้มีประสิทธิภาพ หวังแก้ปัญหาหนี้สิน-ความยากจนของเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะทำงานของกองการตลาด สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ได้เข้าหารือกับผู้ดูแลตลาดสุรนคร ซึ่งเป็นตลาดใหญ่และเก่าแก่ในพื้นที่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา และตลาดศรีเมืองทอง ในพื้นที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น เพื่อวางแผนการตลาด และจัดหาช่องทางการจัดจำหน่ายผลผลิตการเกษตรให้แก่ลูกค้าเกษตรกร หรือผู้ยากจนที่ได้รับสินเชื่อจาก บจธ. หรือผู้เข้าร่วมโครงการจัดสรรที่ดินกับ บจธ.

นายสมชาย นุชธานี ผู้อำนวยการกองการตลาด บจธ. เปิดเผยถึงผลการลงพื้นที่ทั้ง 2 ตลาดกลางซึ่งเป็นตลาดของภาคเอกชน พบว่า ทางผู้บริหารตลาดจะไม่ได้กำหนดหรือควบคุมมาตรฐานสินค้าเกษตรที่เข้ามาจำหน่ายอย่างเป็นระบบ หรือแม้แต่การแบ่งพื้นที่จำหน่ายที่ชัดเจน ไม่ได้มีการจัดการที่แน่นอน จัดระเบียบการจัดเก็บข้อมูลที่ดีพอ โดยปล่อยให้ร้านค้าจะเป็นผู้คัดเกรดสินค้าของตนเองถ้าสินค้าใดไม่ขาดก็จะไม่รับซื้อผลผลิตนั้น เป็นกลไกตลาดของพ่อค้าคนกลางดูแล

“เจ้าของตลาดเป็นเพียงผู้เปิดให้มาใช้พื้นที่แบบประมูลพื้นที่และแบบแบ่งเช่าเป็นส่วนๆ โดยต้องเสียค่าระวางพื้นที่หรือค่าเช่าแผงวางสินค้าในระดับราคาที่สูง ซึ่งแต่ละตลาดกลางในแต่ละภาคจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามบริบทการซื้อขายในแต่ละตลาดที่ไม่เหมือนกัน จึงเป็นการยากที่เกษตรกรจะเข้าไปมีช่องทางวางจำหน่ายตรงเป็นของตนเอง ยังต้องอาศัยพ่อค้าคนกลางในการเข้ามารับซื้อ เกษตรกรจึงไม่สามารถมีอำนาจต่อรองเพื่อให้เกิดราคาที่เหมาะสมได้มากนัก” นายสมชาย กล่าว

ผอ.กองการตลาด บจธ. กล่าวต่อไปว่า เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นลูกค้าของ บจธ. ที่ปัจจุบันต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรกรรมเป็นแบบสมัยใหม่ ต้องอาศัยการตลาดนำผลผลิต มีตลาดขายเป็นที่แน่นอน เกษตรกรจึงจะมี อาชีพที่มั่นคงต่อไปได้ บจธ. จึงต้องมุ่งหาแนวทางที่ทำอย่างไรให้มีช่องทางการตลาดที่ได้มาตรฐาน เป็นจุดรับส่งสินค้าอีกทางหนึ่งเพื่อช่วยเหลือให้ลูกค้าเกษตรกรของ บจธ. สามารถได้นำผลผลิตทางการเกษตรของตนมาจัดจำหน่ายได้เอง เพื่อสามารถกำหนดราคาที่ดีได้เองและเป็นราคาเหมาะสมได้มากขึ้น

โดยหาแนวทางการดำเนินการงานสร้างตลาดกลางพืชผล ทางการเกษตรมาตรฐานให้กับกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ ที่ไม่ใช้วิถีการทำตลาดแบบเดิมๆ ส่วนวิธีการต่างๆ จะเป็นไปในรูปแบบใดนั้น จะต้องมาวิเคราะห์หาข้อสรุปในแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรในแนวทางการตลาดต่อไป ซึ่งหนึ่งในแนวคิดของทางออกที่อาจเป็นไปได้ คือ บจธ. จะดำเนินการจัดเช่าพื้นที่ตรงกับทางเจ้าของตลาดในราคาพิเศษ แล้วนำมาให้กลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์มาบริหารจัดการพื้นที่ขายสำหรับสินค้าในกลุ่มสมาชิกเกษตรกร เป็นต้น

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านโป่งเปิดตลาดกลาง ซื้อ-ขายข้าวเปลือกเน้นถ่วงดุลราคาช่วยสมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431176

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านโป่งเปิดตลาดกลาง ซื้อ-ขายข้าวเปลือกเน้นถ่วงดุลราคาช่วยสมาชิก

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านโป่งเปิดตลาดกลาง ซื้อ-ขายข้าวเปลือกเน้นถ่วงดุลราคาช่วยสมาชิก

วันอังคาร ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรบ้านโป่ง จำกัด เปิดตลาดกลางเพื่อซื้อ-ขายข้าวเปลือก ซึ่งนับว่าเป็นการช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกร ให้สามารถขายข้าวให้ได้ราคาที่เป็นธรรม อีกทั้ง สร้างความพึงพอใจให้ผู้ซื้อและผู้ขายได้เป็นอย่างดี เนื่องจากผู้ซื้อและผู้ขายได้ตกลงราคากันโดยตรง โดยมีสหกรณ์การเกษตรบ้านโป่ง จำกัด เป็นศูนย์กลางตกลงราคา ให้บริการลานตาก เครื่องชั่งที่ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองจากสำนักชั่งตวงวัด สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ซื้อ และผู้ขายเป็นอย่างมาก

ร้อยตรีสนิท สุธาพจน์ ประธานสหกรณ์การเกษตรบ้านโป่ง จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรบ้านโป่ง จำกัด นั้น ดำเนินธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย เช่น พวกปุ๋ย ยา ซึ่งทางสหกรณ์ฯ ได้รับงบประมาณจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ เมื่อปี 2560 เพื่อสร้างลานตาก 1,150,000 บาท หลังจากได้งบดังกล่าวมาแล้วได้พัฒนาและส่งเสริมให้กลุ่มสมาชิกเข้ามาขายข้าวที่สหกรณ์ฯ โดยสหกรณ์ฯจะเป็นศูนย์กลางระหว่างพ่อค้ากับสมาชิกผู้ขายข้าว ซื้อ-ขายในราคาที่เป็นธรรม และมีเครื่องชั่งที่ได้มาตรฐานตรวจสอบได้ ส่งผลให้เกษตรกรสมาชิกพึงพอใจมาก การซื้อ – ขายข้าวของสหกรณ์ฯ นอกจากจะเป็นการเชื่อมโยงระหว่างพ่อค้ากับเกษตรสมาชิกแล้ว ยังสามารถถ่วงดุลราคาขายของโรงสีข้างเคียง ไม่ให้กดราคาข้าวเปลือกให้ต่ำลงได้อีกด้วย

“สหกรณ์ฯเปิดเป็นตลาดกลาง รับซื้อข้าวทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น ข้าวแห้ง ข้าวเปียก เนื่องจากสถานที่กว้างขวางพอที่จะแยกกองข้าวแห้ง และกองข้าวเปียกได้ อีกทั้งยังสามารถรองรับการรับซื้อข้าวได้มากถึงกว่า 600 ตันต่อวัน ซึ่งขณะนี้สหกรณ์ฯ ได้ดำเนินการของบประมาณสร้างลานตากเพิ่ม เนื่องจากช่วงเดือน ธันวาคม-มกราคม จะมีการซื้อ – ขาย ข้าวเปลือกค่อนข้างมาก จึงจำเป็นต้องใช้พื้นที่ลานตากเพิ่มขึ้น” ร้อยตรีสนิท กล่าว

ด้านนายพิเชษ รวมทรัพย์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรบ้านโป่ง จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนด้านการตลาดนั้น ปัจจุบันโครงการตลาดกลางซื้อ – ขาย ข้าวเปลือกของสหกรณ์ฯ จะมีพ่อค้าและเกษตรกร ทำการตกลงราคากัน เพื่อให้ได้ราคาที่น่าพอใจทั้ง 2 ฝ่าย โดยจุดเด่นของโครงการ นี้ คือ สมาชิกจะได้ราคาที่สูงกว่าการนำข้าวเปลือกไปขายที่อื่น และเครื่องชั่งที่ได้มาตรฐานได้รับการรับรองจากสำนักชั่งตวงวัด สร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรสมาชิกและพ่อค้าที่เข้ามารับซื้อข้าวเปลือก อีกทั้งเมื่อสมาชิกนำข้าวเปลือกมาขายกับทางสหกรณ์แล้ว ยังได้รับเงินเฉลี่ยคืนทุกปีอีกด้วย ทำให้มีปริมาณการซื้อ-ขายข้าวเปลือกในปี 2561 อยู่ที่ ประมาณ 3 หมื่นกว่าตัน คิดเป็นมูลค่า 200 กว่าล้านบาท และได้รับเงินเฉลี่ยคืนตันละ 50 บาท ทั้งนี้สมาชิกจะได้เงินเฉลี่ยคืนมากน้อยต่างกันขึ้นอยู่กับปริมาณข้าวที่สมาชิกนำมาขาย

ขณะที่นางจำนง จันทร์ธรรม สมาชิกสหรกร์การเกษตรบ้านโป่ง จำกัด เล่าถึงการเข้าร่วมโครงการซื้อ-ขายข้าวเปลือกกับสหกรณ์ฯ ให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ตนทำการเกษตร ปลูกข้าวเป็นส่วนใหญ่ ผลผลิตที่ได้ไม่ค่อยดีนัก มีปัญหาเรื่องเพลี้ย ทำให้ได้ผลผลิตข้าวน้อย อีกทั้งขายข้าวเปลือกได้ในราคาที่ต่ำ พอสหกรณ์ฯ เปิดตลาดกลางเพื่อซื้อ-ขายข้าวเปลือก ทำให้สามารถตกลงราคากับพ่อค้าโดยตรง ส่งผลให้ขายข้าวเปลือกได้ในราคาที่สูงขึ้น อีกทั้งตนยังมั่นใจในเครื่องชั่งที่ได้มาตรฐานของสหกรณ์ฯอีกด้วย อยากให้มีโครงการดีๆ อย่างนี้อีกเรื่อยๆ

การเปิดตลาดกลาง ซื้อ – ขาย ข้าวเปลือกของสหกรณ์การเกษตรบ้านโป่ง จำกัด นั้น ถือเป็นความสำเร็จที่ช่วยให้เกษตรกรสมาชิก เกษตรกรทั่วไป และผู้ค้า ผู้รับซื้อข้าวเปลือก ได้รับประโยชน์ร่วมกัน อีกทั้งยังสามารถช่วยแก้ปัญหาหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำได้เป็นอย่างดี

โคราชแล้งหนักนาข้าวยับทั้งจังหวัดกว่า 1.7 ล้านไร่ หลัง 15 ส.ค.นี้เตรียมประกาศภัยพิบัติวิกฤติรุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/431115

โคราชแล้งหนักนาข้าวยับทั้งจังหวัดกว่า 1.7 ล้านไร่ หลัง 15 ส.ค.นี้เตรียมประกาศภัยพิบัติวิกฤติรุนแรง

โคราชแล้งหนักนาข้าวยับทั้งจังหวัดกว่า 1.7 ล้านไร่ หลัง 15 ส.ค.นี้เตรียมประกาศภัยพิบัติวิกฤติรุนแรง

วันจันทร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 14.17 น.

5 สิงหาคม 2562 นายกังสดาล สวัสดิ์ชัย เกษตรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยถึง สถานการณ์ภัยแล้งของ จ.นครราชสีมาและการเยียวยาช่วยเหลือเกษตรนาข้าวว่า สถานภัยแล้งส่งผลกระทบพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะนาข้าวที่ จ.นครราชสีมา  มีพื้นที่ทั้งหมด 3.5 ล้านไร่ ขณะที่เกษตรกรปลูกข้าวไปแล้ว 3.2 ล้านไร่ ขณะนี้ได้รับผลบกระทบภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วง ถ้าหากว่าฝนไม่ตกลงมาในช่วงเดือนสิงหาคมภายในเดือนนี้คาดว่าจะเสียหายไม่ต่ำกว่า 50% หรือประมาณ 1.7 ล้านไร่ ความเสียหายอย่างแบบไม่เคยเกิดย้อนหลังมาแล้วหลายปี

“ทางเกษตรจังหวัดฯได้มีการดำเนินการสำรวจเบื้องต้นเพื่อที่จะประกาศภัยแล้งไม่เกินวันที่ 15 ส.ค.นี้ ให้ทั้ง 32 อำเภอได้มีการสำรวจเบื้องต้นและนำเข้าสู่ที่ประชุมจังหวัดฯเพื่อที่จะประกาศการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ การช่วยเหลือสำหรับข้าวในอัตราไร่ละ 1,113 บาทต่อไร่ คนหนึ่งไม่เกิน 30 ไร่เป็นการดำเนินการตามระเบียบ ส่วนจะมีผลต่อการผลิตปีหน้าหรือไม่นั้น  ปีนี้คาดว่าผลผลิตจะลดลงมากกว่า 50% ถ้าหากฝนไม่มา” นายกังสดาล ระบุ

ด้าน นายเกียรติศักดิ์ หนูแก้ว ผอ.สำนักชลประทานที่ 8 กล่าวว่า  เขื่อนลำตะคอง ขณะนี้มีน้ำเพียง 140 ล้าน ลบม. หรือ 44.55 % จากความจุ 314 ล้าน ลบ.ม. ในช่วงหน้าฝนทางกรมชลประทานได้วางแผนจัดการน้ำสำหรับหน้าฝนใน 4 กิจกรรมหลัก อันดับแรกเพื่อการอุปโภค บริโภคทั้งหมด 31 ล้าน ลบ.ม. สองเพื่อรักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 43 ล้าน ลบ.ม. สามเพื่อการอุตสาหกรรม 6 ล้าน ลบ.ม. และสี่เพื่อการเกษตร 63 ล้าน ลบ.ม.ที่ได้วางแผนเพาะปลูกไว้ 131,000 ไร่ ตอนนี้ปลูกข้าวไปแล้ว 71,000 ไร่หรือประมาณ 55% สภาพปัญหาจากฝนทิ้งช่วงในเขตชลประทานพบว่าเกษตรกรต้องมีการแย่งน้ำกันบ้าง แต่มีการประชุมคณะกรรมการผู้ใช้น้ำ หรือ JMC เราสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยวิธีการส่งน้ำแบบรอบเวร

“ทางด้านสำนักงานป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมาได้มีการนำเครื่องสูบน้ำระยะไกลไปติดตั้งไว้บริเวณคลองน้ำลำสะแทด อำเภอขามสะแสง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อดำเนินการสูบน้ำจากลำน้ำลำสะแทด ระยะทางยาวกว่า 1 กิโลเมตร สูบน้ำเข้าไปเก็บกักไว้ในสระน้ำบ้านโนนหญ้าคา หมู่ที่ 7 ตำบลขามสะแกแสง หลังจากปริมาณน้ำภายในสระน้ำของหมู่บ้านแห้งขอด จนไม่สามารถสูบน้ำขึ้นมาใช้ผลิตน้ำประปาได้ ทางสำนักงานป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมาจึงได้นำเครื่องสูบน้ำไปติดตั้งเพื่อช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในพื้นที่จำนวน 130หลังคาเรือน ให้สามารถมีน้ำใช้อุปโภคบริโภคได้ในระยะนี้”

นายแย้ม ชอบมะรัง สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลขามสะแกแสง เปิดเผยว่า การดำเนินการสูบน้ำเข้าสระน้ำในหมู่บ้านครั้งนี้เป็นการสูบน้ำครั้งที่สองแล้วในรอบปีนี้ ซึ่งการสูบน้ำครั้งนี้คาดว่าจะสามารถผลิตน้ำประปาให้ชาวบ้านได้ใช้อุปโภค บริโภคได้อีกเพียงแค่ 2-3 เดือนเท่านั้น ซึ่งหากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติมชาวบ้านในพื้นที่ต้องขาดแคลนน้ำอย่างแน่นอน

ขณะที่ นายเสงี่ยม พันธุ์นอก ชาวบ้านโนนประดู่ หมู่ที่ 3 ต.บ้านเหลื่อม อ.บ้านเหลื่อม จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาหลายสิบปีไม่เคยเห็นน้ำในแม่น้ำชีแห้งขอดเช่นนี้มาก่อนในฤดูฝน ซึ่งทุกปีเมื่อถึงช่วงเข้าพรรษาปริมาณน้ำในแม่น้ำชีจะเกินครึ่งหรือเกือบเต็มตลิ่ง เกษตรกรสามารถสูบน้ำมาทำการเกษตรได้ไม่มีขาดแคลน แต่มาในปีนี้ฝนไม่ตกติดต่อกันมาหลายเดือน แม่น้ำชีก็แห้งขอด ทำให้ต้นข้าวต้องยืนต้นตายจนหมด ทั้งนี้ชาวบ้านได้แต่ภาวนาให้ฝนกลับมาตกอีกครั้งในช่วง 1-2 เดือนนี้ เพื่อจะได้พอมีน้ำไว้ใช้ช่วงเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกปีหน้าอีกครั้ง ส่วนฤดูเพาะปลูกปีนี้คงหมดหวังจากการทำนาแล้ว

กรมชลฯเร่งพัฒนาลุ่มน้ำชี เพิ่มความจุแก้มลิงสร้างอ่างฯใหม่แก้แล้ง-ท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430984

x

กรมชลฯเร่งพัฒนาลุ่มน้ำชี n เพิ่มความจุแก้มลิงสร้างอ่างฯใหม่แก้แล้ง-ท่วม

วันจันทร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทานแก้ปัญหาสภาพน้ำในลำน้ำชีตื้นเขิน เนื่องจากฝนทิ้งช่วงด้วยการปล่อยน้ำจากเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ เพิ่มเป็นวันละ 800,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่นอีกวันละ 500,000 ลบ.ม. พร้อมเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนมหาสารคามและเขื่อนร้อยเอ็ดรวมอีก 700,000 ลบ.ม. เพื่อให้สถานีสูบน้ำเพื่อการประปาที่อยู่ข้างตลอดลำน้ำชีนำน้ำไปใช้อุปโภคบริโภค ตลอดจนรักษาระบบนิเวศของลำน้ำ ที่สำคัญยังนำเครื่องจักรเข้าไปขุดลอกเปิดทางน้ำ พร้อมลงพื้นที่ชี้แจงสร้างความเข้าใจให้ประชาชน โดยขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้ชะลอปลูกข้าวออกไป เพราะต้องสำรองไว้เพื่ออุปโภคบริโภค นอกจากนี้ ภายในเดือนกันยายน 2562 กรมชลประทานและหน่วยงานทหารพัฒนาจะพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำบริเวณ 2 ฝั่งลำน้ำชีเร่งด่วนให้แล้วเสร็จ 11 โครงการ เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บน้ำฝนระลอกใหม่ที่กำลังจะมาให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะกักเก็บน้ำได้อีกประมาณ 1.34 ล้านลบ.ม. จะได้มีน้ำสำรองเก็บน้ำไว้ในฤดูแล้งถัดไป

ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 6 กล่าวต่อว่า แหล่งใช้น้ำหลักของประชาชนและเกษตรกรในจ.ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และยโสธรคือ ลำน้ำชีและหนองน้ำสาธารณะที่กระจายอยู่โดยรอบ ซึ่งมักประสบปัญหาน้ำล้นตลิ่งช่วงน้ำหลาก และน้ำแห้งขอดช่วงฤดูแล้งเป็นประจำ ดังนั้น การพัฒนาปรับปรุงเพิ่มความจุให้แก้มลิงหรือหนองน้ำสาธารณะจะช่วยแก้ปัญหาให้ราษฎร ที่ผ่านมากรมชลประทานจึงพัฒนาปรับปรุงแก้มลิงพร้อมอาคารประกอบ เพื่อเพิ่มปริมาณเก็บน้ำไปแล้ว 138 แห่งเก็บน้ำได้ 136 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ถึง 113,236 ไร่ อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่า ยังมีหนองน้ำสาธารณะและแก้มลิงกระจายอยู่สองฝั่งลำน้ำชีอีกมากกว่า 100 แห่ง ที่พัฒนาเพิ่มความจุให้เต็มศักยภาพ โดยภายในปี 2565 สำนักงานชลประทานที่ 6 และ 7 จะพัฒนาแก้มลิงพร้อมอาคารประกอบอีก 129 แห่ง เก็บน้ำได้เต็มศักยภาพรวม 257.96 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 171,583 ไร่

“ปี 2562 ในพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 6 รับผิดชอบ ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ 3 แห่ง อยู่ในเขตจ.ชัยภูมิทั้งหมดคือ อ่างเก็บน้ำลำสะพุง อ.หนองบัวแดง อ่างเก็บลำน้ำชี อ.บ้านเขว้า และอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร อ.หนองบัวระเหวกักเก็บน้ำได้รวมกันประมาณ 160 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 127,000ไร่ ขณะนี้มีผลงานความก้าวหน้าไปแล้วเฉลี่ยร้อยละ 50 นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2562-2565 จะก่อสร้างอ่างเก็บน้ำใน จ.ชัยภูมิอีก 3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำพระอาจารย์จื่อ อ่างเก็บน้ำห้วยจอมแก้ว และอ่างเก็บน้ำลำเจียงความจุรวมกันประมาณ 74 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ได้ 49,000 ไร่” ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 6 กล่าว

ทั้งนี้ สภาพลำน้ำชีตั้งแต่ต้นน้ำ จ.ชัยภูมิ ลงมามีความลาดชันสูง น้ำไหลแรงจนมาเข้าเขต จ.ขอนแก่น ไหลต่อลงไปที่ จ.มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ไปจนถึงยโสธร และบรรจบกับแม่น้ำมูลที่ จ.อุบลราชธานี ความยาวถึง 1,047 กิโลเมตร ตลอดลำน้ำมีแหล่งเก็บน้ำช่วยชะลอน้ำอยู่บ้าง แต่ไม่มากพอและหลายแห่งตื้นเขิน ทำให้เกิดภาวะวิกฤติทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งแทบทุกปี จึงต้องวางแผนพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อความมั่นคงในเรื่องน้ำให้ลุ่มน้ำชี

ชายคาพระพิรุณ : 5 สิงหาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430983

586851

ชายคาพระพิรุณ : 5 สิงหาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ขณะนี้ภัยแล้งกำลังสร้างความเดือดร้อนในหลายพื้นที่ ทั้งรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยฯ มีความเป็นห่วงเกษตรกร ลงพื้นที่ด้วยตัวเองพร้อมสั่งการหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ วางมาตรการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน สำหรับกรมส่งเสริมการเกษตรได้ตั้งศูนย์เฉพาะกิจในจังหวัดต่างๆ เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่เพื่อรายงานให้กรมทราบทุกวันอังคาร และสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรลงพื้นที่ให้บริการเกษตรกรในการปรับปรุง/ขึ้นทะเบียนเกษตรกรในพื้นที่ที่เหมาะสม โดยเฉพาะพืชสำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และอ้อยโรงงาน ให้เร่งดำเนินการสำรวจผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมถึงพื้นที่ที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยพื้นที่ที่เสียหายสิ้นเชิงจะได้รับการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง

หลังจากที่สหภาพยุโรปได้ประกาศปลดสถานะใบเหลืองให้กับประเทศไทย ทำให้เรือประมงขนาดใหญ่ของไทยที่ปฏิบัติตามระเบียบถูกต้องตามกฎหมาย สามารถออกทำการประมงนอกน่านน้ำได้ โดยเรือ “มณีเงิน 5” ถือเป็นเรือลำแรกที่ออกทำการประมงนอกน่านน้ำ จากจำนวนที่ขอไว้ทั้งสิ้น 3 ลำ และอีก 12 ลำ อยู่ระหว่างการตรวจสอบครั้งสุดท้ายและจะสามารถทำการประมงได้ในเร็วๆ นี้ โดยเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เรือมณีเงิน 5 ได้เดินทางกลับเข้าฝั่งและแจ้งกลับเข้าเทียบท่าเป็นที่เรียบร้อยแล้วเป็นที่เรียบร้อย หลังจากได้ออกทำการประมงนอกน่านน้ำไทยตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2562 ในบริเวณพื้นที่ Saya de Malha Bank ทางตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย ทันทีที่เรือกลับเข้าฝั่งเทียบท่าตามระเบียบ นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง ได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดตรัง เยี่ยมชมผลการออกทำประมงนอกน่านน้ำของ “เรือมณีเงิน 5” โดยกรมประมงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจเรือ มาร่วมตรวจสอบข้อมูลตามมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน และหลังจากที่ทุกหน่วยงานได้ตรวจสอบและเก็บข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ทางกองควบคุมการประมงนอกน่านน้ำและการขนถ่ายสัตว์น้ำ กรมประมง จะทำการปิดฝาระวางเพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลจากระบบเฝ้าติดตามอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 24 ชม. เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการตรวจสอบแล้วจึงจะอนุญาตให้นำสัตว์น้ำขึ้นท่าได้ โดยในระหว่างการออกทำประมงนอกน่านน้ำ กรมประมงได้เฝ้าติดตามพฤติกรรมการเดินเรือและพฤติกรรมการทำประมงตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ประกอบด้วย ระบบระบุตำแหน่งเรือประมง (VMS) ระบบการรายงานทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Recording and Reporting System : ERS) ซึ่งเป็นช่องทางในการรายงานผลการทำประมง และการขออนุญาตขนถ่ายสัตว์น้ำเพื่อป้องกันปัญหาการทำประมง IUU ในด้านของการขาดการรายงาน และระบบเฝ้าติดตามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic monitroing system : EM) โดยระบบดังกล่าวจะประกอบด้วยกล้องวงจรปิด (CCTV) ซึ่งบันทึกพฤติกรรมตั้งแต่เรือออกจากท่า จนกระทั่งกลับเข้าท่าและยังได้มีการติดตั้งระบบเซ็นเซอร์บนกว้านที่ใช้ทำการประมงและฝาระวางเก็บสัตว์น้ำ เมื่อมีกิจกรรมการทำประมง ระบบจะส่งสัญญาณการเริ่มและเลิกกิจกรรมเข้ามาในระบบเฝ้าระวังของกรมประมงโดยอัตโนมัติ อีกทั้งหากพบว่าเรือประมงมีพฤติกรรมต้องสงสัย กรมประมงสามารถร้องขอภาพเพื่อให้ระบบถ่ายภาพส่งเข้ามายังระบบเฝ้าระวังได้

นอกจากนี้ ยังได้จัดส่งผู้สังเกตการณ์บนเรือ (Observer on Board) ร่วมออกเดินเรือทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์บนเรือประมงตลอดเวลา 100% ตั้งแต่ออกเดินทางจากไทยจนกระทั่งกลับไทย ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของ SIOFA สำหรับเรือประมงอวนลากที่จะต้องมีผู้สังเกตการณ์บนเรือตลอดเวลาที่ทำการประมง เพื่อทำหน้าที่เก็บข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และสังเกตุการณ์พฤติการณ์การทำประมงของเรืองนอกน่านน้ำ รวมถึงประเด็นอื่นที่น่าสนใจ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในการทำการประมง เช่น จำนวนเรือของประเทศอื่นๆ อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะทำการถอดวิดีโอที่บันทึกภาพเหตุการณ์ตั้งแต่เรือออกจากท่าจนกระทั่งเรือกลับเข้าท่า นำไปวิเคราะห์พฤติกรรมการทำประมงอย่างละเอียดอีกครั้ง

รองอธิบดีกรมประมง ระบุอีกว่า การทำประมงในพื้นที่อยู่ภายใต้ความตกลงว่าด้วยการประมงในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ SIOFA จะทำการประเมินระดับการปฏิบัติตามของแต่ละภาคีสมาชิก โดยใช้ SIOFA Compliance Monitoring Scheme ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Compliance, Non-compliance และ Critically Non-Compliance ซึ่งประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามมาตรการอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรของ SIOFA ได้ครบถ้วนทุกข้อและตามกำหนดกรอบเวลา จึงจัดอยู่ในประเทศ Compliance ซึ่งมีเพียงประเทศไทยและฝรั่งเศสเท่านั้น ที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากรมประมงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานสากลของเรือประมงที่จะออกทำการประมงนอกน่านน้ำ ได้อย่างสอดคล้องกับระเบียบและมาตรฐานขององค์การระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น การดำเนินการดังกล่าวนับเป็นการปฏิรูปและปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำประมงนอกน่านน้ำได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งผลที่ให้เห็นชัดเจนที่สุด นั่นก็คือ ขณะนี้เรือประมงนอกน่านน้ำของไทยสามารถออกไปทำการประมงนอกน่านน้ำได้อย่างมีศักดิ์ศรี ทำให้เห็นว่านานาประเทศมีความเชื่อมั่นในการทำการประมงของเรือประมงไทยว่ามีระบบการบริหารจัดการการทำประมงนอกน่านน้ำที่มีประสิทธิภาพได้มาตรฐาน ซึ่งถือเป็นโอกาสเริ่มต้นที่ดีของเรือประมงไทย ที่จะได้มีโอกาสแสวงหาแหล่งทำการประมงใหม่ๆ นอกน่านน้ำ
ไทย

ขุนเกษตรา

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : กล้วยน้ำว้าพลังแสงอาทิตย์ ผลิตภัณฑ์ต่อยอดเกษตรทฤษฎีใหม่สร้างรายได้งาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430985

x

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : กล้วยน้ำว้าพลังแสงอาทิตย์ ผลิตภัณฑ์ต่อยอดเกษตรทฤษฎีใหม่สร้างรายได้งาม

วันจันทร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อาชีพเกษตรกรรมในยุคใหม่ เกษตรกรต้องปรับตัวหลีกเลี่ยงการทำเกษตรเชิงเดี่ยว เพราะต้องอาศัยปัจจัยภายนอกแทบทุกอย่างในการผลิต อีกทั้งเกษตรกรยังไม่สามารถกำหนดต้นทุนและราคาจำหน่ายผลผลิตเองได้ ต้นทุนส่วนใหญ่จึงมักอยู่ที่วัตถุดิบที่ไม่สามารถผลิตได้เอง และราคาขึ้นอยู่กับกลไกทางตลาด การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกพืชผสมผสาน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เกษตรกรนำมาปรับใช้ เพราะจะทำให้มีผลผลิตจำหน่ายได้ทั้งปี ลดความเสี่ยงของราคาที่ผันผวน อีกทั้งยังสามารถต่อยอดแปรรูปสินค้าเกษตรที่มีในสวนอย่างหลากหลายให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่งด้วย

 

เช่นเดียวกับพี่กันยา คำแผง เกษตรกรในพื้นที่อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ศพก. เครือข่าย) ที่มีรายได้หาเลี้ยงครอบครัวได้ตลอดทั้งปี โดยไม่ต้องรอรายได้จากการขายผลผลิตเพียงอย่างเดียว ด้วยการน้อมนำการทำเกษตรแบบทฤษฎีใหม่มาบริหารจัดการในแปลง ส.ป.ก. พื้นที่ 5 ไร่ ของตนเอง ปลูกพืชหลายอย่าง ทั้งพืชผัก พืชสวน ไม้ผล เลี้ยงปลา และเพาะเห็ด โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเข้าร่วมโครงการ 5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง เมื่อปี พ.ศ.2560 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงที่ดินของตนเองจากเกษตรเชิงเดี่ยวมาเป็นแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่มีความยั่งยืนและปลอดภัยต่อทั้งคนในครอบครัวเองและคนในชุมชน โดยอาศัยปรัชญาในการใช้ชีวิตคือการ รู้จักพอใจในงานและสิ่งที่ตนมีอยู่ ประกอบกสิกรรมในพื้นที่ของตนเองโดยอาศัยกำลังคนจากภายในครอบครัวเอง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงาน

สำหรับรายได้เสริมของพี่กันยานั้นก็ไม่ได้ห่างไกลไปจากแปลงเกษตรเสียทีเดียว เป็นรายได้ที่มาจากการแปรรูปผลผลิตภายในแปลงเกษตร นั่นคือ กล้วยน้ำว้า โดยใช้ภูมิปัญญาการถนอมอาหารให้เก็บไว้ได้นาน สู่ของทานเล่นรสหวานที่ถูกปากผู้บริโภคนั่นคือ กล้วยตาก ที่ใช้ตู้อบพลังแสงอาทิตย์ ซึ่งพี่กันยานำความรู้ในการแปรรูปมาแบ่งปันกับพวกเราได้ลองนำไปทดลองทำกัน

 

 

สำหรับการทำกล้วยตากตู้อบพลังแสงอาทิตย์ ขั้นตอนแรกต้องเตรียมอุปกรณ์ในการทำ ประกอบไปด้วยเกลือ น้ำเปล่า และสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือกล้วยน้ำว้า ขั้นตอนแรกตัดกล้วยออกเป็นหวีๆ แล้วนำวางลงบนใบตอง ปิดทับด้วยใบตองและกระสอบ หรือนำใส่โอ่ง / ถังก็ได้ จากนั้นบ่มทิ้งไว้จนกล้วยสุกดี (บ่มจนผลกลมมน ไม่มีรอยเหลี่ยม และเปลือกตกกระสีดำ) ปอกเปลือกกล้วยออก เรียงลงบนตะแกรง นำไปตากแดดโดยใช้ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ จนกล้วยเกือบแห้งสนิท นานประมาณ 5 วัน ระหว่างนั้นหมั่นคอยพลิกกลับด้านอยู่เสมอ จากนั้นก่อนนำกล้วยไปตากแดดในวันที่ 6 ให้ละลายน้ำกับเกลือให้เข้ากัน นำขึ้นตั้งไฟต้มจนเดือด ทิ้งไว้จนเย็น จากนั้นใช้ขวดน้ำคลึงหรือกดกล้วยให้แบน แล้วนำกล้วยลงไปล้างในน้ำเกลือที่เตรียมไว้ จากนั้นนำกล้วยวางเรียงบนตะแกรง นำไปตากแดดอีก 1-2 วัน จนกล้วยแห้งได้ที่ เมื่อกล้วยแห้งได้ที่แล้ว ใส่กล้วยลงในหม้อ ปิดฝาให้สนิท วางทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อให้น้ำตาลจากกล้วยซึมออกมา (กล้วยจะเงาและไม่แห้ง) จากนั้นเก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด สามารถนำมารับประทานได้ทันทีหรือบรรจุภัณฑ์เพื่อจำหน่าย โดยผลผลิตที่ผ่านการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามแล้วจะนำไปจำหน่ายผ่านทางออนไลน์ทางเฟสบุ๊ค และจำหน่ายตลาดเกษตรในชุมชน ซึ่งตลาดให้การตอบรับดีมาก สามารถสร้างรายได้ที่งดงาม

นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์กล้วยตากที่แปรรูปจากกล้วยน้ำว้าแล้ว ยังมีพืชชนิดอื่นๆ อีกที่พี่กันยาปลูกไว้ ทั้งผักปลอดสารพิษ เห็ดฟางและเห็ดนางฟ้า ไม้ผลอย่างฝรั่งและขนุน ไผ่หวาน ผักหวาน และอื่นๆ อีกมากมาย บางส่วนเก็บไว้สำหรับทานเอง เผื่อแผ่เพื่อนบ้าน และที่เหลือนำไปจำหน่ายให้เกิดรายได้และช่วยลดรายจ่ายตลอดทั้งปี จะเห็นได้ว่าการนำเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับใช้ในการทำการเกษตรช่วยให้พี่กันยามีชีวิตที่ดีขึ้นและมีความสุข สามารถอยู่ได้ อยู่ดี อยู่อย่างยั่งยืน นอกจากจะสุขในครอบครัวแล้ว ยังเผื่อแผ่ความสุขด้วยการเป็นเป็นอาสาสมัครปฏิรูปที่ดิน (อสปก.) และเปิดแปลงของตนเองเป็นศูนย์เรียนรู้ให้บุคคลที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาหาความรู้ได้อีกด้วย

กยท.หนุนงานวิจัยภูมิปัญญาท้องถิ่น ดินผสมน้ำยางสร้างบ้านคว้ารางวัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430982

x

กยท.หนุนงานวิจัยภูมิปัญญาท้องถิ่น ดินผสมน้ำยางสร้างบ้านคว้ารางวัล

วันจันทร์ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ด้านอุตสาหกรรมและผลิตยาง เปิดเผยว่า กยท.จัดกิจกรรมโครงการประกวดกรอบแนวคิดวิจัยด้านยางพารา เพื่อสร้างงานวิจัยต่อยอดเชิงพาณิชย์ ทำให้ได้เห็นการนำยางพาราไปใช้หลากหลายรูปแบบจากภาคประชาชน โดย กยท.มอบเงินรางวัลเป็นกำลังใจต่อยอดผลงาน ให้แต่ละชิ้นงานรวม 270,000 บาท มีทั้งหมด 25 รางวัล

นายประชุม คำพุฒ วิศวกรก่อสร้างและอาจารย์มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี ผู้ได้รับรางวัลระดับภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการร่วมประดิษฐ์อิฐดินดิบที่ใช้ยางพาราเป็นส่วนผสม กล่าวว่า ตนและทีมงานมองว่าที่ผ่านมามีการนำคุณสมบัติข้อดีของน้ำยางไปใช้ประโยชน์ในงานก่อสร้าง จึงเกิดความคิดว่า น่าจะนำน้ำยางพารามาใช้ในงานก่อสร้างระดับภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น สร้างบ้านดิน นอกจากเพิ่มมูลค่าให้ยางพาราแล้ว ยังส่งเสริมสนับสนุนผู้ปลูกบ้านดินให้คงอยู่ต่อไป และช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

“บ้านดินมีอยู่มากแถบภาคกลางฝั่งตะวันตก แต่มีข้อกำจัดเวลาฝนตกมากๆ บ้านดินจะถูกกัดเซาะง่ายต้องซ่อมแซมบ่อย ทำให้ปลวกกิน เกิดเชื้อราได้ง่าย ผมและทีมงานจึงมีแนวคิดที่จะนำน้ำยางมาใช้แก้ปัญหาดังกล่าว โดยใช้ส่วนผสมในอัตราส่วนน้ำยางพาราสด 10% ต่อ 1 ชิ้นงาน เพื่อผลิตอิฐดินดิบในการก่อสร้างบ้านดินหรือผสมในดินฉาบ อาศัยคุณสมบัติเด่นด้านการทึบน้ำของน้ำยางพารา” นายประชุมกล่าว

สำหรับผลการทดสอบพบว่า อิฐดินดิบที่ผสมน้ำยางพารา ช่วยทำให้บ้านทนการกัดเซาะและชะล้างสูงมากเทียบเท่าปูนซีเมนต์ น้ำยางสดทำให้เกิดปฏิกิริยามีฟิล์มบางๆ มาเคลือบพื้นผิว ปลวกไม่สามารถกัดกินได้ ไม่เกิดเชื้อรา นอกจากนี้ ยังพัฒนาต่อยอดนำข้อดีของน้ำยางพารามาเป็นส่วนผสมใส่เครื่องอัดอิฐบล็อก เกิดเป็นแผ่นผนังดินอัด สีสันสวยงาม เป็นฉนวนกันความร้อน และได้จุดเด่นสูงสุดที่ทนการชะล้างเป็นอย่างดี ที่สำคัญราคาถูกกว่าก้อนดินแบบเดิมตอบสนองความต้องการของชุมชน เฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจท่องเที่ยวและผู้มีรายได้น้อย

“ปัจจุบันมีการนำแผ่นผนังดินอัดสำเร็จรูปไปสร้างเป็นรีสอร์ท บ้านพักใน จ.ราชบุรี รวมทั้งอาคารพาณิชย์ หมู่บ้านจัดสรร โดยนวัตกรรมชิ้นนี้จดสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเรียบร้อยแล้ว ผู้ใดสนใจติดต่อได้ที่ มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี ถ.รังสิต-นครนายก ต.รังสิต อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี โทรศัพท์ 08-1665-4755 หรือที่สถาบันวิจัยยาง กยท. โทรศัพท์ 0-2579-1576” นายประชุมกล่าว

แล้งหนัก!!เกษตรกรเดือดร้อนไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงเผือกหอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430787

แล้งหนัก!!เกษตรกรเดือดร้อนไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงเผือกหอม

แล้งหนัก!!เกษตรกรเดือดร้อนไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงเผือกหอม

วันเสาร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.22 น.

สระบุรีเกษตรกรปลูกเผือกหอม อำเภอบ้านหมอเดือดร้อนหนักน้ำในคลองแห้งขอดฝนทิ้งช่วง ชลประทานไม่เปิดน้ำลงมาหล่อเลี้ยงเผือกหอม

นายประเวศ  เพ็งรุ่ง อายุ 57 ปี เกษตรกรปลูกเผือกหอมและทำนาปีได้ว่าจ้างแรงงานมาปลูกเผือกหอมของตนซึ่งปลูกไว้กว่า 20 ไร่นายประเวศ ได้นำผู้สื่อข่าวไปดูน้ำในคลองน้ำทิ้ง – บ้านหมอดอนพุดซึ่งมีระดับน้ำในคลองแห้งขอด เพราะเกษตรกรใช้น้ำจากคลองแห่งนี้เป็นจำนวนมาก  ซึ่งจะใช้ได้อีกประมาณ 7-8 วัน ทำให้เกษตรกรที่ทำนาเผือกหอมได้รับผลกระทบจากภัยแล้งกันทั่วหน้าเพราะฝนทิ้งช่วง  อีกทั้งทางชลประทานก็ยังไม่เปิดน้ำลงคลองด้วยเหตุน้ำน้อย

“ถ้าเกษตรกรไม่ได้ปลูกเผือกหอม ก็ไม่รู้ว่าจะเอาเงินที่ไหนใช้หนี้ ธ.ก.ส.ทั้งต้นและดอก เกษตรกรที่ปลูกเผือกก็อยากจะฝากถึงภาครัฐช่วยผ่อนผันขยายเวลาใช้หนี้ ธ.ก.ส. เพราะว่าเกษตรกรมีอาชีพ ทำนาเผือกหอม – และทำนาปีถ้าไม่มีน้ำทำนาและปลูกเผือก เกษตรกรก็ไม่ทราบว่าจะหาเงินที่ไหนไปใช้หนี้ ธ.ก.ส.ได้”

ด้าน นายจำเนียน ปัญญาวงศ์ อายุ 48 ปีมีอาชีพปลูกเผือกหอม กล่าวว่า ตนเองได้ว่าจ้างให้รถไถมาไถดินเพื่อเตรียมแปลงปลูกเผือกหอมไว้ในช่วงที่ฝนตก น้ำในคลองก็ยังพอมีอยู่บ้าง เวลาผ่าน 6 -7 วันเกิดภัยแล้วน้ำในคลองแห้งขอดลงตนก็เลยไม่ได้ปลูกเผือกเลย ได้ติดต่อสอบถามไปที่ชลประทานก็ทราบว่าไม่สามารถเปิดน้ำให้เกษตรกรปลูกเผือกหอมได้ นายจำเนียนฯ กล่าวว่าอยากจะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ลงพื้นที่มาตรวจสอบว่าเกษตรกรปลูกเผือกหอม และเกษตรกรทำนาปีประสบปัญหาความเดือดร้อนระดับไหน ตนเองก็เหนื่อยใจเพราะว่ามีหนี้สินอยู่กับเขาด้วย วันๆ ต้องดูแลครอบครัวให้ลูกใช้จ่าย เมื่อมาประสบปัญหาแบบนี้จะทำอย่างไร

รมว.เกษตรฯเปิดงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ ปศุสัตว์แจกอาหารสัตว์-ทำหมันฉีดวัคซีนหมาแมวฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430569

รมว.เกษตรฯเปิดงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ ปศุสัตว์แจกอาหารสัตว์-ทำหมันฉีดวัคซีนหมาแมวฟรี

รมว.เกษตรฯเปิดงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ ปศุสัตว์แจกอาหารสัตว์-ทำหมันฉีดวัคซีนหมาแมวฟรี

วันศุกร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 16.15 น.

รมว.เกษตรฯ เปิดงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล อธิบดีกรมปศุสัตว์ออกหน่วย แจกเสบียงหญ้าอาหารสัตว์-บริการทำหมันฉีดวัคซีนสุนัขและแมวฟรี พร้อมแจกเวชภัณฑ์ให้บริการความรู้เกษตรกร

2 สิงหาคม 2562 ที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 67 พรรษา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรฯและนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์, น.สพ.ชุมพล บุญรอด ปศุสัตว์เขต7, น.สพ.ยุษฐิระ บัณฑุกุล ปศุสัตว์จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, สพ.ญ.ขนิษฐา ธิติดิลกรัตน์ ปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี และเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานที่เกี่ยวข้องในการจัดตั้งคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถให้การบริการทางวิชาการและถ่ายทอดเทคโนโลยีบรรลุผลสำเร็จตามที่มุ่งหวังเร็วขึ้น ซึ่งการดำเนินงานในรูปแบบนี้จะเป็นการบูรณาการนักวิชาการแต่ละสาขาทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง พัฒนาที่ดิน ฯลฯ

โดยอาศัยเครื่องมืออุปกรณ์ เข้าช่วยในการปฏิบัติงาน ซึ่งสามารถเคลื่อนที่เข้าไปได้ทุกจุด สร้างแรงดึงดูดใจจากเกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่เป้าหมาย เป็นการกระตุ้นเกษตรกรให้เกิดการตื่นตัว และยอมรับนวัตกรรมใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี

“การใช้เทคโนโลยีการเกษตรหรือนวัตกรรมที่เหมาะสมเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการพัฒนาการเกษตร ที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตและสร้างแรงจูงใจในการกระตุ้นเศรษฐกิจการผลิตภาคการเกษตร โดยจำเป็นต้องมีการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างองค์กรวิจัยและพัฒนาภาคการเกษตร ที่เป็นแหล่งบริการความรู้เฉพาะด้านกับเกษตรกรเป้าหมายที่จะต้องนำความรู้วิทยาการใหม่ และบริการทางวิชาการโดยอาศัยช่องทาง ต่างๆ ที่สามารถให้บริการตรงความต้องการและทันต่อเหตุการณ์ส่งเสริมให้อาชีพเกษตรกร มีความมั่นคงและสามารถยกระดับชีวิตความเป็นอยู่และสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” นายเฉลิมชัย กล่าว

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่ากรมปศุสัตว์ร่วมจัดกิจกรรมภายในงานคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ จัดเตรียมแผนช่วยเหลือการแก้ปัญหาฝนทิ้งช่วง ฝนตกหนัก ดินโคลนถล่มรับภัยแล้ง และภัยพิบัติอื่นๆ ด้านปศุสัตว์, ข้อมูลจำนวนปศุสัตว์, ข้อมูลพื้นที่แล้งซ้ำซาก น้ำท่วมซ้ำซาก, stock หญ้าแห้ง, การขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ นำเสนอในรูปแบบของการจัดนิทรรศการ แผ่นภาพ แผนที่พื้นที่เป้าหมาย, การส่งมอบหญ้าแห้งคลังเสบียงอาหารสัตว์ และการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ กิจกรรมการทำฟางปรุงแต่ง การสาธิตการทำฟางปรุงแต่ง กิจกรรมหน่วย HHU ; คลินิกโคนม หน่วยบริการสุขภาพสัตว์เคลื่อนที่เร็ว กิจกรรมกลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์ ; ให้บริการฟรีทำหมัน และฉีดวัคซีนสุนัขและแมว กิจกรรมส่วนสุขภาพสัตว์ ความก้าวหน้าการเตรียมความพร้อมรับมือโรค ASF (ข้อมูลพื้นฐานฟาร์มสุกร โรงฆ่า ห้องเย็น โรงอาหารสุกร , จุดพ่นยาฆ่าเชื้อโรค, เครื่องมือ อุปกรณ์ ของศูนย์/สถานี, การขึ้นทะเบียน การประเมินความเสี่ยง ASF ในระบบ e-smart plus กิจกรรมด่านกักกันสัตว์ประจวบฯ สาธิตการพ่นยาฆ่าเชื้อแบบโฟม

ทั้งนี้เพื่อให้บริการแก่เกษตรกร ในการแก้ไขปัญหาด้านการผลิตทางการเกษตรได้อย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์ บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิชาการ หน่วยงานส่งเสริมและศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรในการพัฒนาฟื้นฟูเกษตรกร ให้สามารถทำการผลิตทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างความมั่นคงในอาชีพเกษตรกรให้มีความ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป