หนุนถอดบทเรียนแก้ดินเค็ม นำร่องพื้นที่เกษตรอีสานลดต้นทุนเพิ่มรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430255

x

หนุนถอดบทเรียนแก้ดินเค็ม นำร่องพื้นที่เกษตรอีสานลดต้นทุนเพิ่มรายได้

วันศุกร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 14.56 น.

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยถึงการประชุมวิชาการดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 7 ที่จ.ขอนแก่น ว่า สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 จัดประชุมวิชาการดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้น เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์และงานวิจัยดินเค็มภาคตะวันออกเฉียงเหนือระหว่างนักวิชาการทางดิน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยขอนแก่นภาคเอกชน (SCG) ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้านและเปิดเวทีเสวนาของเกษตรกรจากหลายจังหวัดที่เป็นต้นแบบความสำเร็จในการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มของสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดในภาคอีสาน พื้นที่เกษตรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพดีส่งออกต่างประเทศแต่เกษตรกรประสบปัญหาดินเค็มและขาดแคลนน้ำ ขอให้เจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินเร่งแก้ปัญหาและดูแลใกล้ชิดโดยนำผลการศึกษาวิจัยของกรมพัฒนาที่ดินไปใช้แก้ปัญหาดินเค็มจนเกษตรกรใช้ประโยชน์ที่ดินในการทำเกษตรได้และเกิดการยอมรับ

อย่างไรก็ตาม การประชุมวิชาการดินเค็มครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะการเปิดเวทีเสวนามุมมองของเกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาพื้นที่ดินเค็ม ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการและใช้ประโยชน์พื้นที่ดินเค็ม ทั้งด้านปลูกผัก ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์เลี้ยงไก่งวง ประมงน้ำจืด ทำเกษตรผสมผสานและการแปรรูป ซึ่งมอบให้คณะผู้จัดงานถอดบทเรียนจากเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการใช้พื้นที่ดินเค็มเหล่านี้ เพื่อสกัดหาจุดแข็งและโอกาส นำไปขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่ดินเค็มอื่นๆ พร้อมกันนี้ ยังต้องจัดทำเป็นแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่ดินเค็มทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อเป็นกรอบพัฒนาพื้นที่แบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมหาดไทยต่อไป

“งานด้านพัฒนาที่ดินที่กรมพัฒนาที่ดินทำอยู่นั้น ต้องตอบโจทย์ให้เกษตรกรได้ผลผลิตสูง ผลตอบแทนสูง ลงทุนต่ำความเสี่ยงน้อย หรือเหนื่อยน้อยได้มาก ข้าราชการต้องนำสิ่งที่ดีที่สุดไปสู่เกษตรกร ต้องเลือกวิธีการที่ดีที่สุด เกษตรกรทำแล้วสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นให้กับองค์กร ที่สำคัญคือเกษตรกรมีที่ดินเป็นมรดกที่ส่งต่อให้ลูกหลานได้ใช้ประกอบอาชีพเกษตรต่อไป” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

รายงานพิเศษ : เผยผลสำรวจใช้กระเทียมไทย-จีน ผ่านมุมมองผู้ประกอบการ3จว.เหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430256

รายงานพิเศษ : เผยผลสำรวจใช้กระเทียมไทย-จีน ผ่านมุมมองผู้ประกอบการ3จว.เหนือ

รายงานพิเศษ : เผยผลสำรวจใช้กระเทียมไทย-จีน ผ่านมุมมองผู้ประกอบการ3จว.เหนือ

วันศุกร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) ศึกษาความต้องการใช้กระเทียมของผู้ประกอบการภาคเหนือ เพื่อหาแนวทางบริหารจัดการกระเทียมที่เหมาะสม ให้ผลผลิตและคุณภาพสอดคล้องความต้องการใช้

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1จังหวัดเชียงใหม่ (สศท.1) ได้ศึกษาเรื่อง “ความต้องการใช้ระหว่างกระเทียมไทยและกระเทียมจีน ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และลำพูน” โดยการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ 3 จังหวัด 16 ราย พบว่า ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการในภาคเหนือ 94% จะรับซื้อกระเทียมไทย และผู้ประกอบการ 6% รับซื้อกระเทียมจีน โดยการรับซื้อกระเทียมไทย จะรับซื้อเป็นกระเทียมแห้ง 55% เพื่อนำมาแกะกลีบ และส่งต่อไปยังผู้รวบรวมรายใหญ่ทางภาคกลาง ศูนย์กระจายสินค้าของห้างสรรพสินค้า ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง สำหรับจำหน่ายให้กับผู้บริโภค และโรงงานอุตสาหกรรมอาหารเพื่อแปรรูปต่อไป อีก 45%รับซื้อเป็นกระเทียมสดเพื่อจำหน่ายต่อ และบางส่วนนำไปทำพันธุ์รวมทั้งส่งอุตสาหกรรมกระเทียมดอง

ขณะที่กระเทียมจีน ผู้ประกอบการในภาคเหนือ จะรับซื้อและจำหน่ายเป็นกระเทียมแห้งอย่างเดียวทั้งหมด โดยผ่านตัวแทนผู้ค้าชาวจีนซึ่งจะส่งกระเทียมมาจากภาคกลาง อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามความคิดเห็น ผู้ประกอบการภาคเหนือมีความเห็นว่าผู้บริโภคและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมีแนวโน้มเลือกซื้อกระเทียมจีนมากขึ้น เนื่องจากกระเทียมจีนมีการนำเข้ามาในรูปแบบตัดลอน หรือหัวเดี่ยว แกะกลีบง่าย ส่วนกระเทียมไทยจะนำมาขายในลักษณะมัดจุกแบบไม่ได้ตัดแต่ง ผู้ใช้ต้องจ้างแรงงานตัดลอนและแกะกลีบ ส่งผลให้ต้นทุนของกิจการสูงขึ้น และก่อเกิดขยะในสถานประกอบการเพิ่ม

ด้านนายธวัชชัย เดชาเชษฐ์ ผู้อำนวยการ สศท.1 กล่าวเสริมว่า จากการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการถึงความต้องการใช้ระหว่างกระเทียมไทยและกระเทียมจีนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และลำพูน โดยร่วมกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องประมาณ 40 ราย ประกอบด้วย ตัวแทนเกษตรจังหวัด และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และลำพูน ตัวแทนผู้ค้าและวิสาหกิจชุมชนผู้รวบรวมกระเทียมในพื้นที่ ตัวแทนร้านอาหาร/ภัตตาคาร และอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระเทียมจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเดอะวินเพลส จังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมหาแนวทางการบริหารจัดการกระเทียมที่เหมาะสมเพื่อพัฒนาผลผลิตกระเทียมให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการไทย

ที่ประชุมมีข้อเสนอแนะการบริหารจัดการในด้านต่างๆ ดังนี้ ด้านคุณภาพผลผลิต เกษตรกรควรพัฒนาคุณภาพผลผลิตเพื่อแก้ปัญหากลีบฝ่อและให้สามารถเก็บไว้ใช้ได้นาน โดยใช้ปุ๋ยเคมี ในปริมาณที่เหมาะสมและเก็บเกี่ยวในระยะเวลาที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความมั่นใจในคุณภาพกระเทียม ส่วนในระยะต่อไปควรปรับเปลี่ยนมาผลิตกระเทียม GAP และพัฒนาไปสู่กระเทียมอินทรีย์ เนื่องจากมีตลาดรองรับแน่นอนและมีราคาสูงอีกทั้งผู้ประกอบการร้านอาหาร ยินดีสนับสนุนเพิ่มปริมาณการรับซื้อกระเทียมไทยมากขึ้น หากผลผลิตกระเทียมมีคุณภาพดี ด้านความต้องการ ควรสำรวจความต้องการใช้กระเทียมแต่ละประเภทของผู้ประกอบการ พร้อมกับสำรวจพื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสมกับการปลูกกระเทียมในแต่ละประเภท และอาจมีการทำข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบการกับเกษตรกร ให้เกิดความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่ายพร้อมประชาสัมพันธ์ข้อดีกระเทียมไทยควบคู่กับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะโรงแรมและร้านอาหารต่างๆ และ ด้านการนำเข้าภาครัฐต้องควบคุมการนำเข้าทั้งกระเทียมพันธุ์และกระเทียมบริโภคอย่างจริงจัง และเข้มงวดการส่งออกกระเทียมพันธุ์ของไทยเพื่ออนุรักษ์กระเทียมไทยให้เป็นเอกลักษณ์

ทั้งนี้ ปัจจุบัน กระเทียมไทย มีแหล่งปลูกสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือ โดยในปี 2561 พื้นที่เพาะปลูก 3 จังหวัด (เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน) รวม 61,183 ไร่ (71% ของพื้นที่ปลูกกระเทียมทั้งประเทศ) ให้ผลผลิตรวม 71,547 ตัน (79% ของผลผลิตทั้งประเทศ)โดยผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม นอกจากกระเทียมจะเป็นพืชอาหารที่สำคัญและมีคุณประโยชน์ด้านยารักษาโรคแล้ว ยังเป็นพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรมาโดยตลอด ดังนั้น ภาครัฐ ควรส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนาตนเองเป็นผู้ประกอบการ นอกเหนือจากบทบาทผู้ปลูก เพื่อจะได้วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดได้ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตโดยขายแบบมัดจุกตัดแต่งแทนการขายเหมายกสวน และสร้างความตระหนักให้แก่เกษตรกร ได้เข้าใจถึงความต้องการของผู้ใช้และพฤติกรรมของผู้บริโภค เป็นต้น ทั้งนี้ ท่านที่สนใจข้อมูลการผลิตการตลาดของกระเทียมในพื้นที่ภาคเหนือ สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ โทร.0-5312-1318-19 หรือ อีเมล zone1@oae.go.th

เลาะรั้วเกษตร : ยังไม่ติดกระดุมเสื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430249

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ยังไม่ติดกระดุมเสื้อ

วันศุกร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ส่วนจะผ่านด้วยบรรยากาศแบบไหนท่านที่ติดตามการอภิปรายคงทราบดี อาจจะสะใจ อาจจะเบื่อหน่าย อาจจะชื่นชม ขึ้นอยู่กับว่าท่านเชียร์ฝ่ายไหน พรรคไหน สส. สว. หรือ รัฐมนตรีท่านใด

แม้ สส. ฝ่ายค้าน หลายท่านจะออกมาวิจารณ์ว่า เป็นนโยบายที่เลื่อนลอย ไม่เป็นรูปธรรม จับต้องไม่ได้ แต่ดูๆ แล้วก็ไม่ได้ต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมา คือเป็นนโยบายในภาพรวมส่วนรายละเอียดวิธีการดำเนินงาน หรือการขับเคลื่อนในแต่ละนโยบายให้เป็นไปตามที่แถลงไว้ ก็ต้องให้แต่ละกระทรวงไปว่ากันเอง

การแถลงนโยบายคงไม่ต้องกำหนดรายละเอียดไปจนถึงเม็ดเงินที่จะใช้ในแต่ละนโยบาย เหมือนอย่างที่รัฐบาลในอดีตเมื่อปี 2554 เคยแถลงไว้ เช่น ระบุว่า “นำระบบรับจำนำสินค้าเกษตรมาใช้ในการสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกร เริ่มต้นจากการรับจำนำข้าวเปลือกเจ้า และข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้นไม่เกินร้อยละ 15 ที่ราคาเกวียนละ 15,000 บาท และ 20,000 บาท ตามลำดับ….” แล้วรัฐบาลก็ถือเป็นคำภีร์ว่าจะต้องดำเนินการตามนี้ แม้จะมีการทักท้วงจากหลายฝ่าย รัฐบาลก็ยืนยันว่าต้องทำแบบนี้ เพราะเป็นนโยบายที่ได้แถลงไว้แล้วต่อรัฐสภาจนเกิดความเสียหายมากมายมหาศาลต่อประเทศชาติ

ย้อนกลับไปปี 2551 หรือกว่า 10 ปีมาแล้ว รัฐบาลในอดีตได้แถลงนโยบายไว้ว่า จะรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรผ่านกลไกและเครื่องมือของรัฐ สร้างระบบประกันความเสี่ยงราคาพืชผลผ่านกลไกตลาดซื้อขายล่วงหน้า และประกันภัยพืชผลจากภัยธรรมชาติ พัฒนาตลาดและระบบกระจายสินค้า จัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการเสนอนโยบายและวางแผนพัฒนาการเกษตร พัฒนาระบบโลจิสติกส์ทางการเกษตร จัดหาปัจจัยการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานการผลิตที่มีคุณภาพ จัดการพื้นที่ผลิตพืชอาหารและพืชพลังงานให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ และ จัดหาแหล่งน้ำให้ทั่วถึงและเพียงพอ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรน้ำเพื่อการผลิตทางการเกษตร

มีการประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าวหรือไม่ไม่ยืนยัน แต่ผ่านมากว่า 10 ปี ราคาสินค้าเกษตรยังตกต่ำ ประกันภัยพืชผลยังไม่ได้รับความสนใจเท่าไรนัก ตลาดและการกระจายสินค้ายังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง สภาเกษตรกรแห่งชาติไม่ได้เป็นปากเป็นเสียงแทนเกษตรกรอย่างที่คาดหวัง ระบบโลจิสติกส์อาจจะดีขึ้นแต่ไม่ได้มาจากนโยบายเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ส่วนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะถนนหนทาง ระบบไฟฟ้า น้ำประปา หรือชลประทานในพื้นที่ห่างไกลยังขาดแคลนอยู่มาก

มาถึง พ.ศ.นี้ นโยบายของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่แถลงไว้ต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ประกอบด้วยนโยบายหลัก 12 ด้าน นโยบายเร่งด่วนอีก 12 ด้านสำหรับการพัฒนาภาคการเกษตร อยู่ในนโยบายหลักด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย ประกอบด้วยการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและรายได้ให้กับเกษตรกรในสินค้าเกษตรที่สำคัญ เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน อ้อย และข้าวโพด โดยจะใช้ระบบประกันภัยสินค้าเกษตร พัฒนาระบบตลาด รวมทั้งพัฒนาระบบโลจิสติกส์สำหรับการเกษตร

เหมือนรถติดหล่ม แผ่นเสียงตกร่อง สาระสำคัญเหมือนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว อาจจะใช้ถ้อยคำ ข้อความตกแต่งให้ดูต่างเล็กๆ น้อยๆ

นอกจากนี้มีเรื่องของการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยจะปรับโครงสร้างต้นทุนการผลิตด้านเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย เครื่องจักรกลเกษตร แหล่งน้ำ และระบบไฟฟ้า จะนำระบบข้อมูลสารสนเทศและแผนที่เกษตร (Agri Map)มาจัดพื้นที่เพาะปลูก หรือ โซนนิ่ง พัฒนาองค์กรเกษตรกรรุ่นใหม่ ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร ดูแลเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยให้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกิน แหล่งเงินทุน โครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยการผลิตต่างๆ ส่งเสริมการทำปศุสัตว์ ฟื้นฟูและสนับสนุนอาชีพประมงให้ยั่งยืนบนพื้นฐานของการรักษาทรัพยากรทางการประมงและทรัพยากรทางทะเลให้มีความสมบูรณ์อย่างต่อเนื่อง

ข้างต้นนี้ คือ นโยบายหลักที่ 4 รัฐมนตรีของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะต้องมานั่งวางแนวทางการดำเนินงานให้ไปถึงเป้าหมายตามนโยบายให้สำเร็จภายใน 4 ปี (ถ้าอยู่ครบวาระ) อย่ามัวไปลงพื้นที่จับตั๊กแตนมาทอด หรือไปดูพื้นที่ระบาดศัตรูพืชที่มีอยู่เล็กๆ น้อยๆ เลย นั่นเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ที่เขาต้องทำอยู่แล้ว รัฐมนตรีควรทำเรื่องใหญ่ๆ ที่เป็นนโยบายหลัก ควบคู่ไปกับนโยบายเร่งด่วนในเรื่องของการรับมือภัยแล้ง และการจัดการสารเคมีให้เป็นระบบตามมาตรฐานสากล

มาถึงวันนี้ รัฐมนตรีทุกท่านควรจะตั้งหลักทำงานด้านนโยบายได้แล้ว…….เห็นด้วยกับ สส. ดาวดวงใหม่ของสภาฯ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ว่าต้องจัดลำดับความสำคัญของการแก้ปัญหาภาคการเกษตรให้เหมือนการติดกระดุมเสื้อ ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกถูก กระดุมเม็ดต่อๆ ไปก็ติดได้เรียบร้อยไม่ผิด

แต่วันนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังไม่เริ่มติดกระดุมเสื้อเลย…….

แว่นขยาย

ไทยสุดยอดคว้าแชมป์4ประเภท เวทีแข่งขันผ้าไหมอาเซียนปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430250

x

ไทยสุดยอดคว้าแชมป์4ประเภท เวทีแข่งขันผ้าไหมอาเซียนปี’62

วันศุกร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมหม่อนไหมประกวดผ้าไหมอาเซียน เพื่อเป็นการสืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้าไหมของประเทศสมาชิกอาเซียน ตลอดจนสร้างเครือข่ายระหว่างนักออกแบบและผู้ผลิตผ้าไหมระหว่างประเทศ

นางสาวศิริพร บุญชู อธิบดีกรมหม่อนไหม ร่วมเป็นเกียรติในการประกาศผลประกวดผ้าไหมอาเซียน ประจำปี 2562 (ASEAN Silk Textile Contest 2019) ซึ่งกรมหม่อนไหมจัดขึ้น เพื่อเป็นเวทีแข่งขันระหว่างนักออกแบบและผู้ผลิตผ้าไหมในภูมิภาคอาเซียน เพิ่มศักยภาพและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เป็นการสืบทอดภูมิปัญญาการทอผ้าไหมของประเทศสมาชิกอาเซียน ตลอดจนเป็นการสร้างเครือข่ายระหว่างนักออกแบบและผู้ผลิตผ้าไหมระหว่างประเทศ ซึ่งมีผู้สนใจส่งผ้าไหมเข้าประกวดกว่า 300 ผืน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิในวงการผ้าไหมให้เกียรติเป็นคณะกรรมในการประกวดครั้งนี้

สำหรับการประกวดแบ่งออกเป็น 6 ประเภท โดยผลการประกวด ได้แก่ ประเทศไทย ชนะเลิศประเภทผ้าไหมยกดอก, ประเทศอินโดนีเชีย ชนะเลิศประเภทผ้าไหมบาติก, ประเทศไทย ชนะเลิศประเภทผ้าไหมมัดหมี่, ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ชนะเลิศประเภทผ้าไหมจก, ประเทศไทย ชนะเลิศประเภทผ้าไหมขิดไหม และประเทศไทย ชนะเลิศประเภทเทคนิคผสม ซึ่งหลังจากนี้จะได้ประชุมคณะทำงานส่งเสริมสินค้าหม่อนไหมอาเซียน ครั้งที่ 2 (The 2nd Meeting of the National FocalPoint Working Group on Sericulture)ในการสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศร่วมกัน

ทั้งนี้ ผู้ที่ชนะการประกวดจะได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และนำไปจัดแสดงในงาน“ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 14 ประจำปี 2562”ระหว่าง วันที่ 30 กรกฎาคมถึง 4 สิงหาคม2562 ณ ฮอลล์ 6-7 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สั่งเกษตรจังหวัดเกาะติดภัยแล้งฝนทิ้งช่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430252

x

สั่งเกษตรจังหวัดเกาะติดภัยแล้งฝนทิ้งช่วง

วันศุกร์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ของกรมทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เฝ้าติดตามสถานการณ์แล้งฝนทิ้งช่วง ปี 2562 ผ่านระบบ VDO Conference พร้อมย้ำสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1-6สำนักงานเกษตรจังหวัด ติดตามสถานการณ์แล้งฝนทิ้งช่วง ปี 2562 ใกล้ชิด เพื่อให้รับทราบสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน และเตรียมความพร้อมให้ความช่วยเหลือเกษตรกร โดยมีประเด็นข้อสั่งการดำเนินงานของกรม ดังนี้

1.ตั้งศูนย์เฉพาะกิจติดตามสถานการณ์แล้งฝนทิ้งช่วง ปี 2562(War Room) 3 ระดับคือ 1.1 ส่วนกลาง เป็นหน่วยหลักประสานงาน ได้แก่ ความร่วมมือกับหน่วยงานด้านแหล่งน้ำ เพื่อสนับสนุนแก้ปัญหาแล้งฝนทิ้งช่วง และประสานเตรียมจัดทำมาตรการระดับกระทรวงและกรม รวบรวม วิเคราะห์ จัดทำรายงานข้อมูล และส่งให้ผู้บริหารและหน่วยงานเกี่ยวข้องใช้ประโยชน์ ได้แก่ สถานการณ์น้ำและภูมิอากาศ เพาะปลูกพืชและพื้นที่ได้รับผลกระทบ ประชาสัมพันธ์ภาพรวมระดับประเทศ และข้อมูลคำแนะนำให้ War Room เขตและจังหวัดนำไปใช้ประโยชน์ 1.2 สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1-6 ประสานข้อมูลระหว่างพื้นที่และส่วนกลาง ติดตามเร่งรัด ตรวจสอบข้อมูล War Room จังหวัด 1.3 สำนักงานเกษตรจังหวัด (การจัดตั้งศูนย์ฯ ขอความเห็นชอบผู้ว่าราชการจังหวัด และแก้ปัญหาในพื้นที่ผ่านกลไกคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด (Chief ofOperation : CoO) และคณะทำงานปฏิบัติการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ปัญหาภาคเกษตรระดับอำเภอ (Operation Team : OT) เน้นจัดทำข้อมูล ติดตามสถานการณ์ สร้างการรับรู้แก่เกษตรกร และประสานการช่วยเหลือเกษตรกร

2.จัดทำข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกพืชและพื้นที่ได้รับผลกระทบ 2.1 สำรวจ ประเมิน ให้ถูกต้องมากที่สุด 2.2รายงานข้อมูลทุกวันอังคารของสัปดาห์ 3.ประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการ3.1 สร้างการรับรู้ เกี่ยวกับสถานการณ์แล้งฝนทิ้งช่วง สภาพภูมิอากาศ พื้นที่ฝนตกและสถานการณ์น้ำ ให้เกษตรกรรับทราบ และเตรียมปรับตัวรับสถานการณ์ 3.2 สำรวจแหล่งน้ำในพื้นที่ดูว่าเกษตรกรดูแลเรื่องน้ำในพื้นที่ไร่นาตัวเองได้มากน้อยเพียงใด 3.3 เฝ้าระวังสถานการณ์ ได้แก่ น้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่ปลูกไม้ดอก พื้นที่ที่อาจเกิดปัญหาแย่งน้ำ 3.4 เร่งขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรเน้นลงพื้นที่เชิงรุก 3.5 หากมีประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฯ ให้เร่งดำเนินการตามระเบียบฯให้เสร็จภายใน 15 วัน

4. มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในภาวะแล้งฝนทิ้งช่วง ปี 2562 ในพื้นที่ที่ยังไม่ได้เพาะปลูกข้าว 4.1 มีแนวทางเพื่อให้ชุมชนมีรายได้ เช่น ปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย การเลี้ยงสัตว์ ทำประมง แปรรูปและทำผลิตภัณฑ์ ฟาร์มชุมชน (เกษตรผสมผสาน)และผลิตปุ๋ยอินทรีย์ 4.2 ให้เกษตรกรและชุมชนมีแหล่งน้ำในไร่นา ความร่วมมือกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล นำร่องแก้ปัญหาภัยแล้ง และพัฒนาศักยภาพน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร และจัดทำข้อมูลพื้นฐานเชิงพื้นที่

ส่องสหกรณ์ : ยางรองลดแรงกระแทกบริเวณส้นเท้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430058

ส่องสหกรณ์ : ยางรองลดแรงกระแทกบริเวณส้นเท้า

ส่องสหกรณ์ : ยางรองลดแรงกระแทกบริเวณส้นเท้า

วันพฤหัสบดี ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ยางรองลดแรงกระแทกบริเวณส้นเท้าผลิตจากยางธรรมชาติ 100% พัฒนาคุณสมบัติจนใกล้เคียงกับเนื้อเยื่อส้นเท้าของมนุษย์ มีลายตารางสองชั้นด้านล่าง เพื่อลด และกระจายแรงกระแทกบริเวณส้นเท้าด้านใน ซึ่งสามารถสัมผัสกับผิวหนังได้โดยตรงปราศจากการระคายเคือง ออกแบบตามสรีระเท้าในแต่ละข้าง ให้ใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวก และสามารถถอดเปลี่ยนรองเท้าคู่หนึ่งไปใช้กับอีกคู่ได้อย่างสบาย ไร้กลิ่นอับ เพราะมีสารกำจัดเชื้อราและแบคทีเรีย โดยมีหลายขนาดให้เลือก ไม่ว่าจะเป็น ไซส์ S 35-38 เซนติเมตร ไซส์ M 38-42 เซนติเมตร และไซส์ L 42-46 เซนติเมตร

ผลิตภัณฑ์ยางรองลดแรงกระแทกบริเวณส้นเท้าเป็นอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งของสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด ที่ผลิตขึ้นเพื่อช่วยลดอาการปวดส้นเท้าและอาการอื่นๆ ที่เกิดจากแรงกระแทกบริเวณส้นเท้า หากใครกำลังประสบกับปัญหาดังกล่าวอยู่ และสนใจต้องการเลือกซื้อไว้ใช้ หรือซื้อฝากคนที่คุณรักสามารถติดต่อได้ที่ สหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด เลขที่ 2หมู่ 1 ถนนยนตรการกำธร ต.กำแพงเพชร อ.รัตภูมิ จ.สงขลา 90180 โทร. 0-7438-8541 หรือสั่งซื้อที่ https://www.co-opclick.com

กยท.เร่งส่งเสริมแปรรูปยางเพื่อการค้า ตั้งเป้านำไทยก้าวสู่อุตสาหกรรมระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430063

กยท.เร่งส่งเสริมแปรรูปยางเพื่อการค้า ตั้งเป้านำไทยก้าวสู่อุตสาหกรรมระดับโลก

กยท.เร่งส่งเสริมแปรรูปยางเพื่อการค้า ตั้งเป้านำไทยก้าวสู่อุตสาหกรรมระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวเปิดงานในโอกาส กยท.ก้าวขึ้นสู่ปีที่ 5 ว่า ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไปการทำงานของกยท. จะมุ่งส่งเสริมแปรรูปยางพาราเชิงพาณิชย์มากขึ้นโดยเข้าร่วมส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ต้องการพัฒนาตนเองมาเป็นผู้ประกอบการตั้งแต่ผลิต แปรรูปขั้นต้น แปรรูประดับอุตสาหกรรม ส่งเสริมการตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ยางพารา โดยเฉพาะแปรรูปขั้นต้นเป็นยางแผ่นรมควันของเกษตรกรชาวสวนยางไทยในขณะนี้นั้น ถือว่า เป็นยางแผ่นรมควันดีที่สุดในโลก

นอกจากนี้ กยท. ยังนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ค้นคว้าวิจัยจนประสบผลสำเร็จ เผยแพร่ออกสู่สาธารณชนมากขึ้นเพื่อให้ต่อยอดนำไปผลิตเพื่อการพาณิชย์ ปัจจุบันประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราที่ผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรมแล้วมากกว่า 170 ชิ้นซึ่งเป็นผลจากความพยายามสนับสนุนทุกภาคส่วนให้แปรรูปยางพารา ทำให้ได้สิ่งประดิษฐ์สร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ ที่ไม่เพียงแต่ใช้ยางพาราเป็นส่วนประกอบ แต่ยังใช้งานได้ดี คุ้มค่าคุ้มราคา อาทิ แผ่นกำบังอนุภาคนิวตรอนและรังสีแกมมา สารสกัดใบยางพารากำจัดกลิ่นในรูปแบบสบู่ เป็นต้น

นายเยี่ยมกล่าวต่อว่า กยท. มีเป้าหมายให้ไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมยางระดับโลก เน้นทำงานทุกมิติพร้อมกันทั้งการปลูกที่ถูกต้อง ค้นคว้า วิจัย นวัตกรรมให้เป็นรูปธรรม แปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ผลักดันสถาบันเกษตรกรไปสู่ภาคอุตสาหกรรม การดูแลมาตรฐานคุณภาพยางพารา การแก้กฎหมาย กยท. ปี 2558 ให้สังคมยางพาราอันเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศมั่นคงยั่งยืนยิ่งขึ้น รวมถึงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น ราคายางในโครงการ ทั้งนี้ การที่กยท. ทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางดูแลบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบครบวงจรในประเทศพบว่า การส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรชาวสวนยางให้เรียนรู้วิธีเพาะปลูกที่ใช้ต้นทุนต่ำ แต่ได้ผลผลิตสูงและคุณภาพดีเป็นหลักสำคัญ ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรชาวสวนยางของไทยมีต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง ส่วนหนึ่งมาจากใช้พื้นที่เพาะปลูกที่ไม่เหมาะสม ซึ่งมีอยู่ประมาณ 4-5 ล้านไร่ ดังนั้น การลดต้นทุนการผลิตจำเป็นต้องลดพื้นที่ปลูกที่ไม่เหมาะสมลงพร้อมปรับเปลี่ยนใช้พันธุ์ยางคุณภาพดีให้ผลผลิตสูง ต้านทานศัตรูพืชได้ดี การใช้ปุ๋ย และสารบำรุงที่เหมาะสมทำเกษตรแบบผสมผสานในสวนยาง เพื่อเพิ่มรายได้ รวมไปถึงกระบวนการกรีดยางต้องถูกต้องเพื่อได้น้ำยางมากและต้นยางอายุยืนยาว

เฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’ ออกหน่วยปศุสัตว์เคลื่อนที่อยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430061

x

เฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’ ออกหน่วยปศุสัตว์เคลื่อนที่อยุธยา

วันพฤหัสบดี ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 67 พรรษา กรมปศุสัตว์จัดโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ในเดือนมหามงคล โดยนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดโครงการ พร้อมด้วย ดร.สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนายจาตุรนต์ พลราช ปศุสัตว์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมเป็นเกียรติ ในพิธีเปิด “โครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 67 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2562” ในวันที่ 23กรกฎาคม 2562 ณ เทศบาลตำบลบ้านสร้าง ตำบลบ้านสร้างอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2562 กรมปศุสัตว์ได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีน้ำพระราชหฤทัยต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และสัตว์ที่ถูกทอดทิ้งทั่วประเทศ ดังนั้นเพื่อเป็นการถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมเทิดพระเกียรติ ในเดือนมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาในปีนี้ กรมปศุสัตว์จึงได้จัดโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติฯ ขึ้น ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชน เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และสัตว์ที่ถูกทอดทิ้งในที่สาธารณะ ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและยั่งยืนตลอดไป

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 24 กรกฎาคม 2562 มีพื้นที่เป้าหมาย 16 อำเภอ ได้แก่ อำเภอท่าเรือ อำเภอนครหลวง อำเภอบางซ้าย อำเภอบางไทร อำเภอบางบาล อำเภอบางปะหัน อำเภอบางปะอิน อำเภอบ้านแพรก อำเภอผักไห่ อำเภอพระนครศรีอยุธยา อำเภอภาชี อำเภอมหาราช อำเภอลาดบัวหลวง อำเภอวังน้อย อำเภอเสนา และอำเภออุทัย คาดว่าจะมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์มาขอรับบริการไม่น้อยกว่า 2,000 ราย จำนวนสัตว์ที่จะได้รับบริการ 20,000 ตัว และมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัดกรมปศุสัตว์ทั้งส่วนกลางและภูมิภาคในพื้นที่ปศุสัตว์เขต 1 ร่วมปฏิบัติงาน โดยกิจกรรมประกอบด้วย การตรวจรักษาพยาบาลสัตว์ทั้งด้านอายุรกรรม สูติกรรม ศัลยกรรม การฉีดวัคซีนป้องกันโรค การกำจัดพยาธิภายในและภายนอก การเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจชันสูตรโรคสัตว์ การสำรวจสภาวะโรค การเสวนาปัญหาด้านปศุสัตว์ และการให้ความรู้คำแนะนำ กรมปศุสัตว์ขอเชิญชวนเกษตรกร ประชาชนและผู้ที่สนใจเข้ารับบริการฟรี และร่วมกิจกรรมตามวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ กองสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ โทร. 0–2653 –4444 ต่อ 4191 หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ซอกแซกอาเซียน : 1 สิงหาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430062

566101

ซอกแซกอาเซียน : 1 สิงหาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผมขอสลับฉากด้วยการคุยกับท่านผู้อ่านในเรื่องของการประชุมระหว่างชาติต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับแอปเตอร์ตามที่ได้ติดค้างไว้ กล่าวคือ ในการปฏิบัติงานของสำนักเลขานุการแอปเตอร์ แม้ว่าจะดำเนินการภายใต้ความตกลงเฉพาะที่ลงนามรับรองโดย 13 ประเทศสมาชิกอาเซียนบวกสาม แต่ก็จำเป็นจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับกิจการความร่วมมือทั้งหลายของอาเซียนด้วย รวมทั้งหากรวมประเทศบวกสาม คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ก็จะต้องอยู่ภายใต้แผนความร่วมมือครอบคลุมไปทั้งหมดอีกเช่นกัน นั่นหมายถึงอาเซียนหรืออาเซียนบวกสามจะกำหนดให้มีการประชุมระดับต่างๆ เป็นประจำทุกปี ทั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีให้ฝ่ายปฏิบัติการได้รายงานผลการดำเนินงานและตอบข้อซักถามที่เกิดจากบรรดาสมาชิก ท่านผู้อ่านคงทราบมาอยู่แล้วบ้างนะครับว่า อาเซียนเราแบ่งออกเป็น 3 เสา (pillar) คือ (1) เสาการเมืองและความมั่นคง (2) เสาเศรษฐกิจ และ (3) เสาสังคมและวัฒนธรรมโดยการประชุมด้านการเกษตร ประมง และป่าไม้ ทั้งหลาย จะอยู่ภายใต้เสาเศรษฐกิจ

การประชุมที่ว่านี้ นอกเหนือจากการประชุมหารือในระดับปฏิบัติการสาขาต่างๆ แล้ว ที่เป็นทางการและมีการประชุมกันปีละครั้ง คือเริ่มตั้งแต่ การประชุมระดับล่างสุด ได้แก่ (1) การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส หรือ Senior Officials Meeting เรียกย่อๆ ว่า SOM Meeting หรือบางกรณีอาจเรียกว่า SSOM หรือ Special Senior Officials Meeting ซึ่งในระดับนี้ ผู้เข้าร่วมคือเจ้าหน้าที่อาวุโสของกระทรวงเกษตรและป่าไม้โดยทั่วไป คือ ปลัดกระทรวง เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ประจำลำดับรองลงมาจากรัฐมนตรี ซึ่งเป็นฝ่ายการเมือง การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสนี้ครั้งหลังสุดคือช่วงเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว หมุนเวียนมาจัดที่ประเทศไทยพอดี โดยไปจัดกันที่เมืองท่องเที่ยวพัทยา ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 39 ส่วนครั้งต่อไป คือ ครั้งที่ 40 จะไปจัดกันที่ประเทศเวียดนาม เพราะลำดับตามตัวอักษรรองจากไทย การประชุมระดับสูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง หรือ (2) คือการประชุมรัฐมนตรีด้านเกษตรและป่าไม้ หรือ AMAF Meeting โดยคำว่า AMAF คือ ASEAN Ministers on Agriculture and Forestry ซึ่งครั้งล่าสุดคือเดือนกันยายน ปีที่แล้วจัดประชุมที่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม นับเป็นครั้งที่ 40 และปีนี้เจ้าภาพที่จะจัดก็กลับไปตั้งต้นใหม่ที่ประเทศบรูไน ดารุสซาลาม

อนึ่ง ในการจัดประชุมทั้ง SOM Meetingและ AMAF Meeting ทุกครั้งจะมีการจัดควบด้วยการจัดประชุมร่วมกับประเทศบวกสาม โดยกำหนดจัดคนละวันกัน เท่าที่ปฏิบัติวันแรกหรือวันที่ 1 หลังจากลงทะเบียนและพิธีเปิดประชุมแล้ว ก็จะเป็นการประชุมเฉพาะผู้แทนอาเซียนทั้ง 10 ประเทศก่อน ว่ากันตามระเบียบวาระที่กำหนด ซึ่งอาจกินเวลาเลยไปอีกวันหนึ่ง เป็น 2 วันก็ได้ ส่วนวันต่อไปก็จะเป็นการประชุมที่มีประเทศบวกสาม คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งการประชุมบวกสามนี้ อาจกินเวลาไม่เกิน 1 วัน ทั้งนี้เพราะอาจมีระเบียบวาระที่เกี่ยวข้องกับสามประเทศน้อยลง

การประชุมระดับสูงสุด หรือระดับที่ (3) คือระดับผู้นำประเทศ เรียกว่า ASEAN SUMMIT ระดับนี้ผู้แทนประเทศคงไม่พ้นนายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดี โดยระดับนี้เนื้อหาสาระในการประชุมก็จะน้อยลงไปจากสองระดับที่ผ่านมา เอาเฉพาะวาระที่สำคัญจริงๆ มาพูดกัน ซึ่งเป็นการตัดสินใจขั้นสูงสุด

ผมมาทำงานที่แอปเตอร์ต้องเตรียมผลการดำเนินงานต่างๆ ที่มีในแต่ละปีนำเสนอในระดับการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเป็นประจำทุกปี ส่วนการประชุมระดับรัฐมนตรีนั้นไม่ได้เป็นผู้นำเสนอเอง แต่จะสรุปให้ทาง ASEAN Secretariat หรือฝ่ายสำนักเลขาธิการอาเซียน ที่ตั้งอยู่กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย เป็นผู้นำเสนออีกที เพราะการประชุม SOM หรือ AMAF หรือ SUMMIT ทั้งหมดที่ผ่านมานั้น ฝ่ายสำนักเลขาธิการอาเซียนจะทำหน้าที่เป็นแม่งานในการจัดประชุมร่วมกับประเทศเจ้าภาพและการส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประชุมของฝ่ายสำนักเลขาธิการอาเซียนโดยพิธีการก็จะจัดลำดับลดหลั่นกันไปตามความสำคัญ เช่น ถ้าระดับการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส ฝ่ายสำนักเลขาธิการอาเซียนก็จะส่งเจ้าหน้าที่ระดับผู้อำนวยการมา ถ้าเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรี ก็จะส่งรองเลขาธิการอาเซียน แต่ถ้าเป็นการประชุมสุดยอดอาเซียนตัวเลขาธิการอาเซียนจะต้องมาเข้าร่วมด้วยตนเองครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

เกษตรตั้งวอร์รูมแก้แล้ง-ฝนทิ้งช่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/430059

x

เกษตรตั้งวอร์รูมแก้แล้ง-ฝนทิ้งช่วง

วันพฤหัสบดี ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเร่งสำรวจพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งและภาวะฝนทิ้งช่วง โดยตั้งศูนย์เฉพาะกิจติดตามสถานการณ์แล้งและฝนทิ้งช่วง (War Room) ปี 2562 ขึ้น เพื่อสำรวจสถานการณ์ภัยแล้งในจังหวัดต่างๆ และวางแผนเตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรไว้แล้ว ซึ่งได้รับรายงานข้อมูลสถานการณ์พื้นที่เพาะปลูกและพื้นที่เสียหายเบื้องต้น ปรากฏว่า มีพื้นที่เพาะปลูก 71.41 ล้านไร่ พื้นที่เสียหายเบื้องต้น 838,981 ไร่ แยกเป็นข้าว 411,549 ไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 157,943 ไร่ มันสำปะหลัง 119,957 ไร่และอ้อยโรงงาน 149,532 ไร่ ขณะนี้จังหวัดที่รายงานพื้นที่การเกษตรเสียหายเบื้องต้นยังไม่ได้ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน

ทั้งนี้ เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือแล้วต้องสำรวจความเสียหายเป็นรายบุคคล โดยคณะกรรมการระดับหมู่บ้าน แล้วนำเสนอคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) วงเงินช่วยเหลือไม่เกิน 500,000 บาท ถ้าไม่เพียงพอนำเสนอคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) ขอสนับสนุนเงินทดรองราชการในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด วงเงิน 20 ล้านบาท หากไม่พอให้ขอสนับสนุนเงินทดรองราชการในอำนาจปลัดกระทรวงเกษตรฯวงเงิน 50 ล้านบาท มีหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือ ดังนี้ เกษตรกรที่ได้รับ
ผลกระทบต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนเกิดภัย และช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่เสียหายจริง ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ มีอัตราช่วยเหลือคือ ข้าว 1,113 บาท/ไร่ พืชไร่ 1,148 บาท/ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 1,690 บาท/ไร่ สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่เข้าร่วมโครงการประกันภัยกับธ.ก.ส.เมื่อเกิดความเสียหายและได้รับการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ เกษตรกรจะได้รับการช่วยเหลือเพิ่มเติม ดังนี้ ประกันภัยข้าวนาปี เบี้ยประกัน 85 บาท/ไร่ ค่าสินไหมทดแทน 1,260 บาท/ไร่
สำหรับประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เบี้ยประกัน 59 บาท/ไร่ สินไหมทดแทน 1,500 บาท/ไร่