เกษตรกรทุ่มเงิน 2 แสนซื้อโดรนบินพ่นยา‘แก้ปัญหาขาดแรงงาน-ลดต้นทุน-ลดเสี่ยงสารพิษ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429973

เกษตรกรทุ่มเงิน 2 แสนซื้อโดรนบินพ่นยา‘แก้ปัญหาขาดแรงงาน-ลดต้นทุน-ลดเสี่ยงสารพิษ’

เกษตรกรทุ่มเงิน 2 แสนซื้อโดรนบินพ่นยา‘แก้ปัญหาขาดแรงงาน-ลดต้นทุน-ลดเสี่ยงสารพิษ’

วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 14.10 น.

31 ก.ค. 62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.สุโขทัย ขณะนี้มีเกษตรกรจำนวนมากหันมาให้ความสนใจการใช้อากาศยานเพื่อการเกษตร หรือโดรน (Drone) ในการบินฉีดพ่นสารเคมีและยาฆ่าแมลง เพราะมีข้อดีหลายอย่าง ทั้งช่วยลดต้นทุนค่าแรง ประหยัดเวลา ทำงานรวดเร็ว ช่วยให้ปลอดภัยจากสารพิษ และเข้าถึงพื้นที่การเกษตรที่ยากลำบากได้ง่ายขึ้นด้วย

นายอิทธิชัย  ปาสาจัง อายุ 57 ปี เปิดเผยว่า ที่บ้านปลูกข้าวโพด 20 ไร่ และทำนาข้าว 70 ไร่ ตลอดชีวิตสู้กับสารเคมีมามาก พอมีทางเลือกที่ดีกว่าจึงตัดสินใจซื้อโดรนลำละ 200,000 กว่าบาท ซึ่งคำนวณดูแล้วจะช่วยประหยัดต้นทุนค่าจ้างแรงงานได้จำนวนมาก และเมื่อเว้นว่างจากงานของเรา ก็สามารถไปรับจ้างได้อีก ปีเดียวก็คุ้มแล้ว แต่ถ้าซื้อมาใช้งานเอง 2 ปีก็คุ้มค่า

“40-50 ไร่ ใช้โดรนบินพ่นยาเช้าเดียวก็เสร็จ แต่ถ้าจ้างคนใช้เวลา 2 วัน และคนงานก็หายาก ขณะที่โดรนนั้นบินง่าย ลูก-เมียก็บินได้ จะคนแก่หรือเด็กบินได้ทั้งนั้น ขออย่างเดียวอย่าตาบอดเป็นพอ” นายอิทธิชัย กล่าว

น้องลิ้นจี่ อายุ 17 ปี บุตรสาวคนเดียวของนายอิทธิชัย กล่าวว่า พ่อสอนให้ขับรถไถนาและขับรถเกี่ยวข้าวเป็นตั้งแต่อายุ 14 ปี จึงช่วยพ่อขับรถทำงานในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เรื่อยมาถึงปัจจุบัน ตอนนี้พ่ออายุเยอะแล้ว ร่างกายเริ่มไม่ค่อยไหว จึงตัดสินใจซื้อโดรนเกษตรมาใช้งานแทน เพื่อหลีกเลี่ยงสารเคมีที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยตนเองจะช่วยพ่อบินโดรนพ่นยาด้วยอีกแรง

นางสุรัตน์  เจริญสุข เกษตรกร อ.สวรรคโลก กล่าวว่า ที่บ้านปลูกข้าวโพด 55 ไร่ ปกติใช้คนฉีดยาฆ่าแมลง มันไม่ปลอดภัยก็เลยหันมาใช้บริการของโดรนแทน เพราะนอกจากช่วยประหยัดเวลา ทำให้เห็นผลเร็ว คุมหนอนได้ทันที ก็ยังช่วยให้คนปลอดภัยไม่ต้องสัมผัสสารเคมี และค่าจ้างโดรนก็ไม่แพง แค่ไร่ละ 60 บาท แต่ทำงานได้อย่างคุ้มค่า ทั่วถึงทุกพื้นที่ มีเวลาไปทำงานอื่นๆต่อ ไม่ต้องเสียเวลานั่งรอเฝ้าคนฉีดทั้งวันเหมือนแต่ก่อนแล้ว

นายรณภูมิ  พัฒนจันทร์ เจ้าของร้านต่ายพืชไร่ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ตัวแทนจำหน่าย NAC Drone โดรนเพื่อการเกษตร เปิดเผยว่า ที่ร้านมีลูกค้าอยู่หลายจังหวัด ทั้งจากเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พะเยา แพร่ อุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลก กำแพงเพชร และสุโขทัย ต่างสนใจซื้อโดรนไปใช้กันแล้วหลายสิบลำ

ล่าสุดก็มีเกษตรกรสุโขทัยและอุตรดิตถ์มาซื้อกันอีก 10 ลำ เพราะเห็นว่าคุ้มค่า ใช้งานได้จริง และบินก็ง่าย เป็นระบบอัตโนมัติ หลบหลีกสิ่งกีดขวางเองได้ จดจำการทำงานกลับมาบินต่อวันหลังได้ แล้วยังทำงานรวดเร็ว 20 นาทีบินฉีดพ่นได้ 10 ไร่ ฯลฯ ส่วนราคามีเริ่มต้นตั้งแต่ 149,000 บาท ขนาด 5 ลิตร , 215,000 บาท ขนาด 10 ลิตร และราคา 295,000 บาท ขนาด 16 ลิตร อุปกรณ์ครบพร้อมบิน และใบอนุญาต ขึ้นทะเบียนกรมการบินพลเรือน แถมประกันภัยวงเงิน 1,000,000 บาท สอบถามได้ที่เบอร์ 081-4488668

“อนาคตโดรนเกษตรจะมีการแข่งขันสูง ราคาโครนจะลดลงมาอีกเยอะ ทำให้ทุกคนจับต้องได้ง่ายขึ้น ส่วนจุดคุ้มทุนในการใช้โดรน คุ้มแรกคือส่งผลให้ชีวิตยืนยาวขึ้น ห่างไกลสารเคมีและโรคภัยไข้เจ็บ คุ้มที่สองประหยัดค่าจ้างแรงงานได้ปีละหลายหมื่นหลายแสนบาท และคุ้มที่สามสามารถทำเป็นอาชีพรับจ้างฉีดพ่นยาได้ด้วย” นายรณภูมิ กล่าว

ด่วน! สั่งเด้งนิติกร-จนท.สปก.โคราชยกกะบิ เซ่นปมรีสอร์ทดังรุกป่าวังน้ำเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429949

ด่วน! สั่งเด้งนิติกร-จนท.สปก.โคราชยกกะบิ เซ่นปมรีสอร์ทดังรุกป่าวังน้ำเขียว

ด่วน! สั่งเด้งนิติกร-จนท.สปก.โคราชยกกะบิ เซ่นปมรีสอร์ทดังรุกป่าวังน้ำเขียว

วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 12.43 น.

เซ่นพิษ”พปชร.”ประชุมรีสอร์ท 88 การ์มองเต้วังน้ำเขียวโคราช เลขาฯสปก.สั่งย้ายนิติกร-จนท.ส.ป.ก.โคราชยกกะบิ เผยคำสั่งย้ายก็ต้องย้ายก่อน ระบุเป็นเรื่องภายในของทางราชการ

เมื่อวันที่ 31 กรกฏาคม 2562 จากกรณีข้อพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่สำนักการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(สปก.) จังหวัดนครราชสีมากับอุทยานแห่งชาติทับลานที่มีการให้ข่าวตอบโต้กันไปมาจนสร้างความสับสนในกรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าของรีสอร์ท 88 การ์มองเต้ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งรีสอร์ทดังกล่าวเป็นสถานที่จัดประชุมสัมมนาของพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)เมื่อไม่นานที่ผ่านมา

ล่าสุด นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้ออกหนังสือคำสั่งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ 821/2562 มอบหมายให้ข้าราชการไปช่วยปฏิบัติราชการจำนวน 4 นาย ประกอบด้วย

1.นายนิสิทธิ์ จันทโชติ ตำแหน่งนิติกรชำนาญการพิเศษ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ไปช่วยปฏิบัติราชการสำนักกฎหมาย

2.นายฉัตรชัย จันทร์เต็มดวง ตำแหน่งนิติกรชำนาญการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ช่วยปฏิบัติราชการสำนักงานกฎหมาย

3.นายปรีชา ประภานุกูล นายช่างสำรวจอาวุโส สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ช่วยปฏิบัติราชการสำนักจัดการแผนที่และสารบบที่ดิน

4.นายประจวบ ร่มสุข นายช่างสำรวจชำนาญงาน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ช่วยปฏิบัติราชการสำนักจัดการแผนที่และสารบบที่ดิน

โดยให้ข้าราชการทั้ง 4 นายไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งดังกล่าวภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2562

ทั้งนี้ คาดว่าการโยกย้ายข้าราชการ สปก.นครราชสีมาดังกล่าว เกิดจากการที่มีการกล่าวหาเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ สปก.ว่าให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จนเป็นเหตุให้อัยการเจ้าของสำนวนคดีมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาคดีบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน และพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

ต่อมาผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังนายสุรชัย ยุทธชนะ ปฏิรูปที่ดิน จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ทางเราทราบเรื่องแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องภายในของทางราชการ ส่วนจะเกี่ยวข้องกับรีสอร์ท การ์มองเต้ หรือไม่นั้น ตนไม่ทราบไม่สามารถจะให้ข่าวได้ ส่วนเมื่อมีคำสั่งย้ายก็ต้องทำตามคำสั่ง เพราะอธิบดีสั่งย้ายมันก็ต้องย้ายไปก่อน และจากนี้ไปก็ไม่ทราบในรายละเอียดและคงไม่ขอให้ความคิดเห็น

 

รมว.เกษตรฯเร่งแก้ปัญหา สถานการณ์ภัยแล้งที่สุรินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429924

รมว.เกษตรฯเร่งแก้ปัญหา  สถานการณ์ภัยแล้งที่สุรินทร์

รมว.เกษตรฯเร่งแก้ปัญหา สถานการณ์ภัยแล้งที่สุรินทร์

วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 10.59 น.

รัฐมนตรีเกษตรฯ เร่งแก้ปัญหาสถานการณ์ภัยแล้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะที่จังหวัดสุรินทร์ซึ่งปีนี้อ่างเก็บน้ำที่เก็บน้ำต้นทุนสำหรับผลิตน้ำประปาของอำเภอเมืองแห้งขอด ด้านกรมชลประทานแก้ปัญหาโดยการขุดร่องชักน้ำมาเติม ส่วนกรมฝนหลวงฯ ปฎิบัติการทำฝนต่อเนื่องเพื่อเติมน้ำในอ่าง

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำคณะผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯ ไปยังอ่างเก็บน้ำลำพอก อำเภอศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและเร่งแก้ปัญหา โดยกล่าวว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กรมชลประทาน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร และกรมการข้าวบูรณาการช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชน ทั้งนี้เรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนที่สุดคือ การจัดหาแหล่งน้ำเสริมให้แก่อ่างเก็บน้ำหลายแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีน้ำไหลลงอ่างฯ น้อย เนื่องจากฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 29% ซึ่งกรมชลประทานรายงานว่า แผนบริหารจัดการน้ำฤดูฝนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ปริมาตรน้ำเก็บกัก 1 พฤษภาคมถึง 30 กรกฎาคม 62 มีทั้งสิ้น 2,565 ล้านลบ.ม. เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 1,394 ล้านลบ.ม. ความต้องการใช้น้ำตลอดฤดูฝนปี 62 รวม 4,106 ล้านลบ.ม. เป็นน้ำชลประทาน 2,258 ล้านลบ.ม. และน้ำฝน 1,848 ล้านลบ.ม. จัดสรรไปแล้ว 914 ล้าน​ลูกบาศก์​เมตร​ คิด​เป็น​ 22% คงเหลือปริมาตรน้ำที่ต้องจัดสรรจากแผน 3,192 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 78% เป็นน้ำชลประทาน 1,436 ล้านลบ.ม. และน้ำฝน 1,756 ล้านลบ.ม. สำหรับแผนเพาะปลูกข้าวฤดูฝนกำหนดไว้​ 3.41 ล้าน​ไร่ เพาะปลูกไปแล้ว 3.14 ล้านไร่ คิดเป็น 92% ซึ่งการบริหารจัดการตามแผนที่วางไว้คือ การปลูกพืชให้ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ใช้น้ำชลประทานเสริมเพื่อให้น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำมีเพียงพอใช้ตลอดฤดูฝนและเก็บกักไว้ใช้ในฤดูแล้งที่จะมาถึง โดยพื้นที่เฝ้าระวังภัยแล้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 จังหวัดได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ มหาสารคาม และสุรินทร์

ทางด้านทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบัน​(30 ก.ค.62) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 12 แห่ง มีปริมาตรน้ำเก็บกัก 2,565 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 218 แห่ง มีปริมาตรน้ำเก็บกัก 549 ล้าน ลบ.ม. และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 246 แห่ง มีปริมาตรน้ำเก็บกัก 44 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 1,394 ล้าน ลบ.ม

สำหรับจังหวัดสุรินทร์ (ข้อมูลวันที่ 30 ก.ค.62) มีปริมาณน้ำเก็บกักจากอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและแหล่ง​น้ำอื่นๆ​ รวม 26 แห่ง และอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 346 แห่งรวมกัน 66 ล้าน ลบ.ม. เป็นน้ำใช้การได้ 25 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 2 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกัน 1.067 ล้าน ลบ.ม. ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยเสนง ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 0.806 ล้าย ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 4  ของความจุอ่าง และอ่างเก็บน้ำห้วยอำปึล ปัจจุบันมีปริมาตรน้ำ 0.261 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 0.94  ซึ่งสาเหตุการเกิดภัยแล้งสืบเนื่องจากมีปริมาณฝนน้อยในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ตั้งแต่ปี 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งมีปริมาณฝนตกเพียง 1,158 มิลลิเมตร​ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ 17 แห่ง มีเพียง 131 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 22 ของค่าเฉลี่ย จนถึงปัจจุบันมีปริมาณฝนสะสม 399 มิลลิเมตร​ มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯเพียง 13 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 2 ของค่าเฉลี่ย ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือ โดยทำการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำอำปึล ปริมาณ 0.50 ล้าน ลบ.ม. พร้อมขุดร่องชักน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยเสนงเข้าสู่จุดสูบน้ำการประปาและสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำราชมงคลลงห้วยเสนง ปริมาณ 0.25 ล้าน ลบ.ม. รวมทั้งผันน้ำจากบ่อหิน ปริมาณ 20 ล้าน ลบ.ม. รวมปริมาณน้ำช่วยเหลือได้ 21 ล้าน ลบ.ม. ทั้ง 2 อ่างเป็นอ่างเก็บน้ำสำหรับผลิตน้ำประปาเลี้ยงอำเภอเมืองสุรินทร์ นอกจากนี้ยังประสานกรมทรัพยากรน้ำบาดลเพื่อเจาะน้ำบาดาลเติมน้ำสู่อ่างฯ รวมถึงจะขุดลอกแก้มลิงเกาะแก้วและป่าเวย อำเภอสำโรงทาบเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักของจังหวัดสุรินทร์อีกทางหนึ่งด้วย แม้ว่าบางพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีปริมาณฝนเพิ่มแล้วก็ตาม แต่ขอให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด และขอความร่วมมือเกษตรงดทำการเพาะปลูกต่อเนื่อง หรือทำการเพาะปลูกตามปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ เพื่อลดความเสี่ยงในการสูญเสียผลผลิตทางการเกษตร  สำหรับพื้นที่ที่เพาะปลูกแล้ว ขอให้เกษตรในพื้นที่ใช้น้ำตามรอบเวรตัวเองอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผู้ใช้น้ำร่วมกันได้มีน้ำใช้อย่างทั่วถึง

ส่วนนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรกล่าว พื้นที่เกษตรส่วนใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่เกษตรน้ำฝนรอรับน้ำฝน ที่ผ่านมาการทำฝนมีอุปสรรคเพราะมีปัญหาลมแรง ความชื้นอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อปฏิบัติการฝนหลวง  ทั้งนี้ได้บินปฏิบัติการทำฝนให้ตกลงสู่อ่างฯ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปแล้ว 19 เขื่อน จากจำนวนอ่างทั้งขนาดใหญ๋และขนาดกลางที่มีน้ำน้อยกว่า 30% ของความจุเก็บกัก 100 กว่าแห่ง แต่จากอิทธิพลของพายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนซึ่งจะส่งผลให้วันที่ 1 – 2 สิงหาคมนี้จะมีฝนเพิ่มมากขึ้นและฝนตกหนักบางแห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือนั้น คาดว่า ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศจะสูงขึ้นและดัชนีค่าการยกตัวของเมฆดีขึ้น มีโอกาสให้การบินปฏิบัติการทำให้ฝนตกลงในพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือได้ผลดีขึ้นตามไปด้วยเพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้อย่างเพียงพอจนถึงฤดูแล้งหน้า กรมฝนหลวงฯ จะเร่งปฏิบัติการฝนหลวงตามที่กรมชลประทานขอรับการสนับสนุนมา สำหรับในจังหวัดสุรินทร์จะทำฝนเพื่อเติมน้ำในอ่างห้วยเสนองและอ่างอำปึลเพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภค-บริโภค

ในวันนี้รัฐมนตรีเกษตรฯ ได้ปล่อยขบวนคราวานรถบรรทุกน้ำขนาด 6,000 ลิตร 17 คัน รถบรรทุกน้ำขนาด 12,000 ลิตร อีก 3 คัน พร้อมรถขุดจำนวน 1 คัน เครื่องสูบน้ำอีกจำนวน 13 เครื่องเพื่อใช้ในการช่วยเหลือประชาชนที่ขาดแคลนน้ำ

แนะชาวสวนดูแลผลผลิตรับอากาศเปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429725

x

แนะชาวสวนดูแลผลผลิตรับอากาศเปลี่ยน

วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า แม้ระยะนี้เข้าฤดูฝนแต่เกิดฝนทิ้งช่วงมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2562 ในหลายพื้นที่ของประเทศ ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมีเพียงร้อยละ 49 และน้ำมีไม่พอทำการเกษตร กรมจึงขอให้ชาวสวนผลไม้เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อนจัดและมีฝนตกฉับพลันจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของต้นไม้ผลมาก เพราะไม้ผลช่วงนี้ผลผลิตอยู่ในระยะเกิดตาดอก เป็นช่วงสำคัญที่จะพัฒนาเป็นช่อดอกอีก 15-20 วัน แต่หากระยะนี้มีฝนตกลงมากะทันหัน จะทำให้ต้นไม้ผลปรับตัวเปลี่ยนแปลงจากการเกิดตาดอกไปเป็นแทงใบอ่อนแทน

ดังนั้น เกษตรกรจึงจำเป็นต้องปรับตัวหลายมิติ ได้แก่ 1. กรณีลงทุนทำสวนใหม่ ควรวางแผนผลิตพืชให้เติบโตภายใต้สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง มีแหล่งน้ำสำรองกรณีกระทบแล้งควรมี wind break รองรับป้องกันลมพายุ มีทางระบายน้ำที่รวดเร็วกรณีฝนตกหนักน้ำท่วมฉับพลัน 2. เรียนรู้ปฏิทินรอบการผลิตพืชตลอดทั้งปีว่าต้องดูแลรักษาอย่างไร อีกทั้ง การดูแลช่วงวิกฤตเสี่ยงเกิดตาใบแทนตาดอก ต้องบำรุงต้นโดยใช้ ปุ๋ยฟอสฟอรัสสูง เช่น สูตร 0-52-34 ช่วงฝนตกชุก ก็เป็นวิธีช่วยยับยั้งการแตกใบอ่อนได้ดีมาก แต่ไม่ควรพ่นติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง เพราะจะทำให้ตายอดของพืชแห้งและบอดได้ ซึ่งจะดึงให้เป็นช่อดอกได้ยาก ข้อควรระวัง ช่วงนี้อาจมีลมกระโชกแรงฝนตกหนักเกิดขึ้น บางครั้งยังมีลูกเห็บตกลงมาด้วย พายุฟ้าคะนองนี้เกิดขึ้นช่วงเวลาสั้น ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลไม้ที่อยู่ในระยะพัฒนาจากผลอ่อนใกล้จะเป็นผลแก่ พร้อมเก็บเกี่ยวต้องเสียหาย นอกจากนี้ บางช่วงอากาศจะแห้งมากเอื้อต่อการเกิดไฟป่า จึงขอให้ระวังการใช้เชื้อเพลิงทำกิจกรรมในระยะนี้

สำหรับการปรับตัวของเกษตรกรเพื่อบริหารจัดการผลผลิตให้มีคุณภาพดี กรณีตัวอย่างมังคุดปีนี้ผลผลิตมีแนวโน้มการผลิตสูงขึ้นมากกว่าปีที่แล้ว ตลาดมังคุดเปิดกว้าง เกษตรกรน่าจะขายได้ราคาดีแต่จากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงส่งผลต่อคุณภาพผลมังคุดและผลไม้ชนิดอื่น ซึ่งเกษตรกรควรเตรียมการดังนี้ 1. วางแผนผลิตและดูแลรักษาให้ถูกต้องและมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ 2. ตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง ไม่ต้านลม ทยอยเก็บผลผลิต เพื่อลดความเสียหาย 3. คัดแยกผลที่ไม่สมบูรณ์ตกเกรด เพื่อลดน้ำหนักบนกิ่งและต้นลง 4.ติดตามข่าวพยากรณ์อากาศ 5. คาดคะเนช่วงเวลาที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาดล่วงหน้า หาตลาดล่วงหน้ารองรับ ซื้อขายผลผลิตในรูปแบบบกลุ่ม ทำให้มีอำนาจต่อรอง 6. มี packaging ที่เหมาะสม นอกจากนี้ ชาวสวนไม้ผลต้องเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วงด้วย

เตือนระวังโรคต้นเน่าในข้าวโพด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429720

x

เตือนระวังโรคต้นเน่าในข้าวโพด

วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระยะนี้จะมีฝนตกกระจายทั่วไป กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ให้หมั่นสังเกตอาการโรคต้นเน่า มักพบแสดงอาการในระยะที่ต้นข้าวโพดเริ่มออกดอกจนถึงระยะต้นข้าวโพดติดฝัก ซึ่งระยะนี้ต้นข้าวโพดจะอ่อนแอต่อโรคนี้มาก โดยอาการของโรคจะพบใบข้าวโพดมีสีเขียวอมเทา ต่อมาใบจะเหี่ยวสลดและไหม้แห้งตาย ส่วนบริเวณลำต้นเหนือดินพบแผลสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลเข้ม ต่อมาแผลจะแห้งยุบตัวลง ลำต้นจะแตกหรือฉีก เมื่อผ่าดูภายในลำต้นจะพบเนื้อเยื่อบริเวณที่เกิดอาการของโรคเป็นสีชมพูอมม่วง ลำต้นจะกลวงเพราะถูกเชื้อราย่อยสลาย ทำให้ต้นหักล้มได้ง่าย เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดควรหมั่นตรวจแปลงปลูก กรณีเริ่มพบการระบาดให้ถอนต้นข้าวโพดที่แสดงลักษณะอาการของโรคไปเผาทำลาย และควรหมั่นกำจัดวัชพืชภายในแปลงปลูก เพื่อลดความชื้นสะสมในแปลง รวมทั้งก่อนปลูกข้าวโพดในฤดูต่อไป เกษตรกรควรไถพรวนพลิกดินขึ้นมาตากแดด 2-3 แดด โดยไถให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตรขึ้นไป และตากดินให้นานกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อาจตกค้างในดิน ลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก จากนั้นให้ใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดิน และใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเติมอินทรียวัตถุในแปลงปลูก

นอกจากนี้ ในการเพาะปลูกข้าวโพดครั้งถัดไป เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่ต้านทานโรค และคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 7-10 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือสารเมทาแลกซิล-เอ็ม 35% อีเอส อัตรา 3.5 มิลลิลิตรต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม อีกทั้ง ควรปรับระยะปลูกให้เหมาะสม ไม่ปลูกชิดกันและไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป

สทนช.ระดมทีมปรับแผนระบายน้ำ รับมือเอลนีโญ-เน้นเก็บไว้กินใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429730

x

สทนช.ระดมทีมปรับแผนระบายน้ำ รับมือเอลนีโญ-เน้นเก็บไว้กินใช้

วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา พบปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 30-40% บางพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคกลางและภาคอีสาน จากที่คาดการณ์ว่าฝนจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 5-10% ทำให้ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำหลายแห่งมีไม่ถึงครึ่งของที่กำหนดไว้ในแผน ขณะเดียวกับที่ต้องส่งน้ำเข้าช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรมากขึ้นไม่ให้พืชยืนต้นตาย ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างฯลดลงเร็ว เหลือน้ำน้อยกว่าที่กำหนดไว้ แม้ตอนนี้จะมีฝนตกลงมาบ้างแต่ตกเป็นบางจุดไม่ต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าฝนจะตกอีกครั้งเดือนสิงหาคม พร้อมพายุพัดผ่านประเทศไทย 1-2 ลูก ก่อนจะซาลงในเดือนกันยายน

ดังนั้น น้ำต้นทุนที่คาดหวังจะเก็บกักได้คือ ภายในเดือนสิงหาคม เป็นส่วนใหญ่ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตรวางแผนปฏิบัติการทำฝนเทียมบริเวณภาคเหนือ ภาคกลางและภาคอีสาน ทั้งพื้นที่เหนือเขื่อนและท้ายเขื่อน เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำและเติมน้ำต้นทุนให้พื้นที่การเกษตรให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ พื้นที่ 20 จังหวัด 83 อำเภอ ในภาคอีสาน และภาคเหนือ มีฝนตกน้อยเสี่ยงเป็นพื้นที่ขาดแคลนน้ำ ยืนยันว่าน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เตรียมแผนสำรองขุดลอกทำท่อเชื่อมต่อ เพื่อให้ระบบประปาบริหารจัดการน้ำได้ไปถึงต้นเดือนกันยายน

“ถัดมาคือ ทบทวนแผนปรับลดปริมาณระบายน้ำจากเขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยาบางส่วน เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าฤดูแล้งหน้าจะมีน้ำกินน้ำใช้ รวมทั้งรักษาระบบนิเวศในลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งต้องใช้น้ำ 3,200 ล้านลูกบาศก์เมตร และคาดว่าจะบริหารจัดการได้ตามแผนที่วางไว้ รวมทั้งยังดึงน้ำจากภาคตะวันตกเข้ามาให้กับลุ่มเจ้าพระยาแล้วเพื่อช่วยประหยัดการส่งน้ำของเขื่อนหลักทั้ง 4 อีกทางหนึ่งอีกด้วย” เลขาฯ สทนช. กล่าว

นายสมเกียรติกล่าวต่อว่า เมื่อถึงสิ้นเดือนสิงหาคม จะทบทวนน้ำต้นทุนของทั้งประเทศอีกครั้ง หากอ่างเก็บน้ำแห่งใดมีปริมาณน้ำที่เก็บไว้ไม่ถึงร้อยละ 30 ของปริมาณเก็บกัก อาจต้องประสานกรมชลประทานงดส่งน้ำเพื่อการเกษตร และสงวนน้ำไว้เพื่ออุปโภคบริโภคเป็นสำคัญ และขณะนี้ ถ้าเกษตรกรคนใดยังไม่ปลูกพืชให้ชะลอการปลูกพืชออกไป เพื่อป้องกันความเสียหายและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการขาดแคลนน้ำ สำหรับพื้นที่เกษตรที่เสียหายแล้ว กรมส่งเสริมการเกษตรมีมาตรการประเมินเยียวยาความเสียหายตามความเหมาะสมต่อไป

“ปรากฏการณ์อุณหภูมิโลกสูงขึ้น หรือเอลนีโญ ยังส่งผลกระทบวงกว้างกับทุกภูมิภาคทั่วโลก สำหรับประเทศไทยที่เห็นชัดเจนคือ แม่น้ำโขง ที่ฝนตกลงลุ่มน้ำโขงตั้งแต่จีน พม่าและลาว ลดน้อยลงกว่า 50% ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่ไหลลงแม่น้ำโขงมีเพียง 11% ของปริมาณที่คาดการณ์เท่านั้น ที่น่าเป็นห่วงคือ ลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำโขงในประเทศไทยบางส่วน เช่น ทางลุ่มน้ำอูน ลุ่มน้ำสงคราม ปริมาณน้ำไหลเร็วเนื่องจากสถานการณ์น้ำโขงที่ลดลงรวดเร็ว จึงไม่สามารถเก็บน้ำไว้ได้ ทั้งนี้ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดส่งเครื่องจักรกล รถบรรทุกน้ำและเครื่องมือสนับสนุนจัดสรรน้ำให้ความช่วยเหลือ โดยเน้นส่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคก่อน นอกจากนี้ พื้นที่ลุ่มน้ำก่ำ ห้วยหลวง ห้วยโมง สถานการณ์ยังอยู่ในเกณฑ์พอใช้ เพราะมีประตูเก็บกักน้ำ ผลกระทบจากระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงจึงมีไม่มาก แต่ต้องเตรียมพร้อมเครื่องมือเข้าช่วยเหลือทันทีหากเกิดกรณีฉุกเฉิน” นายสมเกียรติ กล่าว

เกษตรฯจัดปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติจ.สุราษฎร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429723

x

เกษตรฯจัดปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติจ.สุราษฎร์

วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 67 พรรษา กรมปศุสัตว์จัดโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ในเดือนมหามงคล โดยนายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ จ.สุราษฎร์ธานี รวมทั้งนายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวต้อนรับ นายเดชา จิตรภิรมย์ ปศุสัตว์จังหวัดสุราษฎร์ธานีกล่าวรายงาน ในวันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม 2562 ณ ศาลาประชาคมอำเภอกาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี

นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมปศุสัตว์สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีน้ำพระราชหฤทัยต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์และสัตว์ที่ถูกทอดทิ้งทั่วประเทศ กรมจึงกำหนดจัดโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และร่วมเทิดพระเกียรติที่จ.สุราษฎร์ธานี โครงการนี้จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และสัตว์ถูกทอดทิ้งในที่สาธารณะ ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและยั่งยืนตลอดไป

รองอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติจ.สุราษฎร์ธานี จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 กรกฎาคม 2562 มีพื้นที่เป้าหมายที่อ.กาญจนดิษฐ์ 13 ตำบล คาดว่าจะมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์มาขอรับบริการไม่น้อยกว่า 1,000 ราย จำนวนสัตว์ที่จะได้รับบริการ 19,000 ตัว และมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานสังกัดกรมปศุสัตว์ทั้งส่วนกลางและภูมิภาคร่วมปฏิบัติงาน โดยกิจกรรมต่างๆอาทิ การรักษาพยาบาลสัตว์ป่วยทั้งด้านอายุรกรรม สูติกรรม ศัลยกรรม การฉีดวัคซีนป้องกันโรคในสัตว์ การกำจัดพยาธิภายในและภายนอก เก็บตัวอย่างเพื่อตรวจชันสูตรโรคสัตว์ สำรวจสภาวะโรค ผ่าตัดทำหมันสุนัข แมว เพื่อควบคุมโรคพิษสุนัข คลินิกปศุสัตว์ คลินิกสุนัข-แมว เสวนาปัญหาปศุสัตว์ ให้ความรู้ แนะนำด้านสุขภาพสัตว์ การอบรมเกษตรกร อาสาปศุสัตว์ และนักเรียน เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลครั้งนี้ด้วย ขอเชิญเกษตรกร ประชาชนและผู้สนใจเข้ารับบริการฟรี และร่วมกิจกรรมตามวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ กองสวัสดิภาพสัตว์และสัตวแพทย์บริการ โทร. 0-2653-4444 ต่อ 4191 หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ส่องเกษตร : เมื่อศัตรูพืชไล่ล่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429727

449007

ส่องเกษตร : เมื่อศัตรูพืชไล่ล่า

วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในช่วงปี 2558-2559 มีรายงานการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อไวรัส SLCMV จากประเทศเพื่อนบ้าน ห่างจากพรมแดนไทยไปราว 400 กิโลเมตร ความรุนแรงของโรคนี้ถึงกับทำให้อุตสาหกรรมมันสำปะหลังล่มสลายกันได้เลยทีเดียว ผมจำได้ว่าเมื่อกรมวิชาการเกษตร ทราบข่าวก็ได้เร่งสร้างการรับรู้ให้กับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่ ตลอดจนเผยแพร่ข่าวไปยังสื่อต่างๆ รวมถึงตรึงแนวพรมแดนไม่ให้มีการนำท่อนพันธุ์มันสำปะหลังซึ่งเป็นพาหะของโรคเข้ามาในเขตแดนไทย ส่วนของแมลงหวี่ขาวยาสูบที่เป็นแมลงพาหะของโรคก็ต้องเฝ้าระวังเช่นกัน

ต่อมาผมได้รับทราบข่าวว่าพบการระบาดของโรคในพื้นที่อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี โดยตำแหน่งแล้วไม่น่าจะเกิดจากแมลงหวี่ขาวยาสูบนำเข้ามาแน่ น่าจะเกิดจากท่อนพันธุ์มากกว่า เห็นว่ากรมวิชาการเกษตรถึงขั้นต้องประกาศเป็นเขตควบคุมศัตรูพืช ท่ามกลางความไม่เข้าใจของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากดูด้วยสายตาต้นมันก็ดูสวยงามเป็นปกติดี แต่รัฐมาบังคับให้ทำลาย จึงเป็นเรื่องที่ทำใจกันไม่ได้ กว่าจะเคลียร์กันเรียบร้อยก็กินเวลาหลายเดือน ประเด็นที่น่าสนใจคือเกษตรกรไม่เชื่อว่าโรคดังกล่าวจะสร้างความเสียหายได้จริง และไม่เห็นว่ามีผลกับผลผลิตอย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อธิบายยากสำหรับนักวิชาการกับเกษตรกร ยิ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสด้วยแล้ว อาจจะต้องเทียบกับการเป็นหวัดของคนเรา ถ้าเราแข็งแรง หวัดก็ทำอะไรเราไม่ได้ แต่ถ้าเราอ่อนแอก็เตรียมกันให้ดี ดังนั้นความรุนแรงของโรคจึงขึ้นกับหลายปัจจัย ทั้งระยะการเข้าทำลาย ทั้งระยะการเจริญเติบโตของมันสำปะหลัง รวมไปถึงความสมบูรณ์ของต้นมันด้วย

ประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรจะนำไปศึกษาอย่างยิ่ง เพราะงานลักษณะเช่นนี้ โดยกรมวิชาการเกษตรหน่วยงานเดียวไม่สามารถเอาอยู่แน่นอน และผมคิดเองว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์พ่วงกับกระทรวงพาณิชย์คงไม่กล้าเอาอุตสาหกรรมมันสำปะหลังที่มีมูลค่านับหมื่นล้านมาแลกกับต้นทุนในการควบคุมและกำจัดโรคดังกล่าวอย่างแน่นอน ในส่วนของเกษตรกรเองหากยังไม่ตระหนัก และยังคงมองเพียงผลประโยชน์เฉพาะหน้า ท่อนพันธุ์ที่เห็นว่าสวยๆ อาจทำให้การปลูกมันสำปะหลังที่เห็นว่าเป็นเรื่องง่ายๆ กลายเป็นเรื่องยากจนเกินเยียวยา กฎหมายกักพืชของกรมวิชาการเกษตรเองก็ไม่ได้มีบทลงโทษรุนแรงและไม่ได้ครอบคลุมการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องคุยกันให้ชัด จะใช้เครื่องมือใดในการควบคุมการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะดำเนินการอย่างไรก็ขอให้ลงมือทำกันจริงๆ ไม่ใช่แค่ออกมาให้ข่าวตีปี๊บ เพราะอย่าลืมว่ากฎหมายที่ไม่มีสภาพบังคับไม่อาจถือว่าเป็นกฎหมายได้

ผมไม่อยากให้เป็นเหมือนกรณีหนอนหัวดำหรือแมลงดำหนามที่เห็นว่าแมลงเข้ามาในประเทศเพียงตัวสองตัวไม่เห็นจะเป็นอะไร แต่เมื่อแมลงดังกล่าวเข้ามาตั้งรกรากได้ ทำลายสวนมะพร้าวในประเทศเป็นจำนวนมาก ภาครัฐต้องลงทุนในการจำกัดที่เห็นเป็นตัวเงินชัดๆ ก็ไม่น่าต่ำกว่า 500 กว่าล้านบาท แต่ใช่ว่าแมลงตัวนี้หมดสิ้นไป เพียงแต่สามารถควบคุมประชากรไม่ให้สร้างความเสียหายได้ เหตุที่ตามมาจากการระบาดของหนอนหัวดำและแมลงดำหนาม คือ ต้องนำเข้ามะพร้าวมาใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปมะพร้าว กลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันได้อีกว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้นำเข้ามะพร้าวจนราคามะพร้าวในประเทศตกต่ำ เป็นการแก้ปัญหาที่นำมาซึ่งปัญหาอีกปัญหาหนึ่ง สาเหตุจากแมลงเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น

คงถึงเวลาแล้วที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องจริงจังกับการจัดการศัตรูพืชต่างถิ่นที่แว่วว่าทยอยเข้ามาเป็นลำดับ ไม่ว่าจะเป็นหนอนกระทู้ลายจุดในข้าวโพด หรือโรคตายพรายในกล้วย ผมไม่อยากเห็นการรอตั้งรับแต่เพียงอย่างเดียว คงต้องหาแนวทางป้องกันที่เป็นรูปธรรม มีระบบการเฝ้าระวังที่ชัดเจน มีข้อมูลของศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงอยู่ในมือพร้อมใช้ได้ทันที ไม่ใช่ยืนงงลองผิดลองถูกกันไป และที่สำคัญที่สุดคือคนไทยทุกคนต้องตระหนักเสมอว่าหากรักประเทศจริง รักสิ่งแวดล้อมจริง รักระบบนิเวศของไทย จงอย่าหยิบอย่าแอบนำพืชทุกชนิด ดิน หรือแม้แต่แมลง สัตว์ต่างๆ เข้ามาในประเทศเลย เพราะเมื่อไม่สามารถจัดการได้ ท่านจะเป็นผู้ทำลายชาติด้วยมือของท่านเอง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ร่วมสืบสานศาสตร์พระราชา เชิญชมงานสีสรรพรรณไม้เทิดไท้บรมราชินีนาถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429728

x

ร่วมสืบสานศาสตร์พระราชา l เชิญชมงานสีสรรพรรณไม้เทิดไท้บรมราชินีนาถ

วันพุธ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวจัดงาน “สีสรรพรรณไม้เทิดไท้บรมราชินีนาถ”ครั้งที่ 13 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 87 พรรษา 12 สิงหาคม 2562 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ว่า กระทรวงเกษตรฯร่วมกับมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯและหน่วยงานภาคี 25 องค์กรและสมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทยจัดกิจกรรมในงาน “สีสรรพรรณไม้เทิดไท้บรมราชินีนาถ” ครั้งที่ 13 ภายใต้แนวคิด “ต่อยอดพระราชปณิธานสืบสานความหลากหลายทางชีวภาพ” โดยในส่วนกระทรวงเกษตรฯจัดกิจกรรมและนิทรรศการภายใต้แนวคิด “สืบสานรักษาและต่อยอดศาสตร์พระราชาพัฒนาการเกษตรไทย เทิดไท้สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”เพื่อเผยแพร่งานพระราชดำริที่กระทรวงเกษตรฯร่วมดำเนินการ รวมทั้งให้ประชาชนน้อมนำแนวพระราชดำริไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน

สำหรับกิจกรรมในงานในส่วนกระทรวงเกษตรฯ ประกอบด้วย นิทรรศการด้านบริหารทรัพยากรน้ำดินและการปฏิรูปที่ดิน โดยแสดงโมเดลจำลองการบริหารทรัพยากรป่าต้นน้ำและการทำการเกษตรที่เหมาะสมกับภูมินิเวศน์ (งานศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้) นิทรรศการการปฏิบัติการฝนหลวงและนิทรรศการKing Bhumibol World Soil Day award และ นิทรรศการด้านการผลิตต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อขยายผลด้านการตลาด อาทิ การแสดงพันธุ์ข้าวใหม่เฉลิมพระเกียรติ 5 สายพันธุ์ นิทรรศการพันธุ์ดาหลาคือต้นดาหลาและดอกดาหลา และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเส้นใยดาหลา การเลี้ยงผึ้งโพรงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผึ้งโพรงจากโครงการฟาร์มตัวอย่าง การเลี้ยงไหมและผลิตภัณฑ์จากไหมรวมถึงผ้าไหมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน การแสดงตู้ปลาทะเลปลาสวยงาม รวมถึงนิทรรศการงานสหกรณ์และตรวจบัญชีสหกรณ์ ตลอดจนมีร้านกาแฟ Pang Muang co – op coffee ผลิตภัณฑ์ชุมชนชาวเขาเผ่ามูเซอบ้านปางม่วงจ.เชียงรายที่ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จนเกิดเป็นแบรนด์ของชุมชนและงานศิลปะหัตถกรรมของศูนย์ศิลปาชีพบางไทร

นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตและฝึกอาชีพระหว่างวันที่ 8 – 14 สิงหาคม มีกิจกรรมไถ่ชีวิตโคกระบือในวันที่ 11 สิงหาคม ประชาชนร่วมบริจาคเงินทำบุญเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สำหรับโคกระบือที่ไถ่ชีวิตจะนำไปเป็นพ่อแม่พันธุ์และนำลูกไปส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรที่ยากจนต่อไป

“ขอเชิญชวนประชาชนร่วมชมนิทรรศการและรับของที่ระลึกจากบูธของกระทรวงเกษตรฯในงานดังกล่าว ซึ่งหลายหน่วยงานร่วมใจแสดงความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านการจัดงานนิทรรศการที่หลากหลายให้ได้รับชม”นายระพีภัทร์กล่าว

ราคา’มังคุดทิพย์’เริ่มขยับดีขึ้น หลังหลายหน่วยงานเข้าช่วยซื้อช่วยขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429774

ราคา'มังคุดทิพย์'เริ่มขยับดีขึ้น หลังหลายหน่วยงานเข้าช่วยซื้อช่วยขาย

ราคา’มังคุดทิพย์’เริ่มขยับดีขึ้น หลังหลายหน่วยงานเข้าช่วยซื้อช่วยขาย

วันอังคาร ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 17.01 น.

ราคามังคุดทิพย์ จ.พังงา เริ่มขยับดีขึ้น หลังหลายหน่วยงานเข้าช่วยซื้อช่วยขาย

30 กรกฎาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีราคามังคุดตกต่ำลงจนส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนมังคุดในจังหวัดพังงา ได้รับความเดือดร้อนจากราคาขายไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิต ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมาได้เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องจนเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ ทำให้มีผลผลิตที่ไม่ได้คุณภาพเข้าสู่ตลาด จนพ่อค้าคนกลางถือโอกาสกดราคาและหยุดรับซื้อไปช่วงหนึ่งนั้น ซึ่งปริมาณมังคุดในฤดูกาลผลิตปี 2562 มีจำนวนกว่า 8,000 ตัน ขณะนี้สามารถจำหน่ายออกสู่ตลาดแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว และล่าสุดมีหลายหน่วยงานได้เข้าช่วยซื้อเพื่อนำไปขายต่อจนทำให้ราคารับซื้อมังคุดคุณภาพในพื้นที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นและมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ

 

 

นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา กล่าวว่า “มังคุด” นับเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญอีกประเภทหนึ่งของจังหวัดพังงา ลักษณะเด่นของมังคุดพังงาคือ มี “ผิวสีน้ำตาลอมแดง รสชาติหวานอมเปรี้ยว”กลายเป็นอัตลักษณ์สำคัญของจังหวัดพังงา ทาง ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้ตั้งชื่อมังคุดพังงาว่า “ทิพย์พังงา” ซึ่งหมายถึง ผลไม้ที่เป็นของเทวดามีรสเลิศจากจังหวัดพังงา ซึ่งขณะนี้ราคามังคุดคัดคุณภาพในพื้นที่เริ่มขยับขึ้นในระดับราคามากกว่า 20 บาทแล้ว ส่วนมังคุดคละ 13-15 บาท ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน โดยบางหน่วยงานเข้าช่วยซื้อเพื่อนำไปขายต่อ บางหน่วยงานก็ช่วยประสานหาผู้ซื้อรายใหญ่ให้และมีการให้ความรู้ในการแปรรูปเพิ่มมูลค่า ทำให้ราคาสูงขึ้นตามลำดับ

ด้านนายเฉลิมชาติ เจนเจนประเสริฐ กรรมการผู้จัดการบริษัทประชารัฐรักสามัคคีพังงา (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ประสานขอพื้นที่ขายในศูนย์แสดงสินค้าที่กรุงเทพฯ โดยจะรับซื้อมังคุดคัดคุณภาพจากเกษตรกรชาวจังหวัดพังงา และให้ราคามากกว่าที่พ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อ ตั้งเป้าว่าจะสามารถซื้อไปจำหน่ายได้ไม่น้อยกว่า 6,000 กิโลกรัม หวังว่าจะช่วยทำให้ราคาจำหน่ายในท้องตลาดขยับตัวสูงขึ้นและช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางในการระบายมังคุดเพิ่มขึ้นอีกด้วย