พบทุเรียนด้อยคุณภาพจากประเทศเพื่อนบ้าน สวมชื่อทุเรียนไทยส่งไปจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429684

พบทุเรียนด้อยคุณภาพจากประเทศเพื่อนบ้าน สวมชื่อทุเรียนไทยส่งไปจีน

พบทุเรียนด้อยคุณภาพจากประเทศเพื่อนบ้าน สวมชื่อทุเรียนไทยส่งไปจีน

วันอังคาร ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 13.32 น.

“เฉลิมชัย เต้นพบทุเรียนด้อยคุณภาพจากประเทศเพื่อนบ้านสวมชื่อทุเรียนไทยส่งไปจีน สั่งล้อมคอกป้องชื่อทุเรียนไทยเน้นคุณภาพส่งออก เร่งใช้มาตรการรักษามาตรฐานคุณภาพผลผลิตและการบรรจุ หลังศุลกากรจีนเพิ่มการตรวจเข้ม หากไม่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่มาได้จะไม่อนุญาตให้เข้าประเทศ”

30 กรกฎาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าชาวจีนยังคงมีความต้องการบริโภคทุเรียนไทยต่อเนื่อง ทุเรียนที่นิยมบริโภคในตลาดจีนได้แก่ พัน​ธุ์หมอนทอง ก้านยาวและพวงมณี ซึ่งทุเรียนที่เข้าตลาดจีนจะจำหน่ายผ่านห้างสรรพสินค้าและผ่านตลาดค้าส่งเจียงหนาน เมืองกว่างโจวเพื่อกระจายต่อไปยังเมืองต่างๆ โดยเฉพาะเมืองที่มีประชากรอาศัยอยู่มาก ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจและมีค่าครองชีพสูงทำให้ได้ราคาดี เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้และเจียซิงในมณฑลเจ้อเจียง เป็นต้น ในเดือนสิงหาคมนี้ผลผลิตทุเรียนภาคใต้ออกมากที่สุด แต่ทุเรียนของประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่ตลาดจีนมากเช่นกัน เนื่องจากราคาถูกกว่าทุเรียนไทย ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงเน้นย้ำเรื่องการรักษาคุณภาพและมาตรฐานเพื่อรักษาตลาดให้ยั่งยืนในอนาคต

ทั้งนี้ สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตรรายงานว่า กระทรวงศุลกากรของจีนแจ้งว่า ผลไม้จากไทยที่ส่งไปจีนได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย ลิ้นจี่ และมะม่วงทุกกล่องจะต้องระบุรหัสการขึ้นทะเบียนสวนและรหัสโรงคัดบรรจุกล่องเพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาได้ ไม่เช่นนั้นจะถูกปฏิเสธการนำเข้าจากด่านนำเข้าทันที อีกทั้งก่อนหน้านี้ได้ให้ไทยส่งรายชื่อโรงคัดบรรจุ (ล้ง) ที่ได้มาตรฐานหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิต (GMP) ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรไปให้จีนตรวจสอบ สำหรับเหตุที่ศุลกากรจีนเข้มงวดการนำเข้าเพิ่มขึ้นเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2562 ศุลกากรด่านโย่วอี้กวน มณฑลกว่างซีพบความผิดปกติของการส่งทุเรียนไทยเข้าจีนซึ่งส่งไป 51 ตู้ ซึ่งขณะนั้นผลผลิตทุเรียนในภาคตะวันออกเริ่มมีปริมาณลดลงแล้ว ทางการจีนคาดว่า ปริมาณการส่งออกจากไทยไม่น่าจะมากถึงเพียงนั้น เมื่อมีการตรวจสอบพบข้อมูลว่า พ่อค้าไทยร่วมมือกับพ่อค้าต่างชาตินำทุเรียนกัมพูชาและเวียดนามสวมสิทธิ์ทุเรียนไทยส่งออกไปขายในตลาดเจียงหนาน มณฑลกว่างโจว โดยลดราคาขายลงต่ำมากแค่กล่องละ 600 กว่าหยวน (น้ำหนัก 18 กก./กล่อง) เทียบกับต้นทุนส่งออกทุเรียนไทยที่ 740-750 หยวน/กล่อง นอกจากนี้เคยตรวจพบพ่อค้าเวียดนามนำทุเรียนหมอนทองของเวียดนามและกัมพูชาบรรจุกล่องที่ระบุเป็นทุเรียนไทยส่งไปขายในจีน

นอกจากนี้ มีข้อมูลจากด่านตรวจพืชจันทบุรีรายงานว่า เมื่อเดือนมิถุนายนได้ตรวจพบการนำเข้าทุเรียนกัมพูชา 20 ตันมาบรรจุกล่องที่ล้งแห่งหนึ่งบริเวณเนินสูง จังหวัดจันทบุรี กรมวิชาการเกษตรจึงส่งทุเรียนชุดนี้กลับไปกัมพูชา แม้ตามปกติการนำผลทุเรียนผลจากเวียดนามและกัมพูชา​เข้ามาประเทศไทยสามารถทำได้ แต่ต้องผ่านพิธีการศุลกากร รวมถึง​การตรวจสอบโรคเพื่อออกใบรับรองสุขอนามัยพืช (Phytosanitary Certificate : PC) และต้องนำเข้าตามช่องทางที่ถูกต้องคือ จุดผ่านด่านถาวรบ้านผักกาด และบ้านแหลม อีกสาเหตุที่ทำให้มีการสวมสิทธิ์ทุเรียนไทยเนื่องจากปีนี้จีนไม่อนุญาตให้นำเข้าทุเรียนเวียดนาม พ่อค้าจึงลักลอบนำมาบรรจุในไทยจำนวนมาก โดยลักลอบนำเข้าผ่านจุดผ่อนปรนที่ไม่มีหน่วยงานศุลกากรและหน่วยตรวจสอบพืชประจำอยู่ รวมทั้งผ่านพรมแดนตามช่องทางธรรมชาติ ซึ่งเป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.กักพืช พ.ศ. 2507 และฉบับแก้ไข พ.ศ. 2551 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 4,000 บาทและมีความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ผู้ใดนำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าของราคาของ รวมอากร หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ริบของนั้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ทั้งนี้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี (สวพ. 6) กรมวิชาการเกษตรระบุว่า การลักลอบนำเข้าโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรและไม่ผ่านการตรวจสอบโรคและแมลงทำให้ไม่มีใบรับรอง PC ทำให้เกิดข้อกังวลเป็นห่วงเรื่องโรคพืชและแมลง เมื่อล้งส่งออกโดยสวมสิทธิ์เป็นทุเรียนไทยแล้วหากจีนสุ่มตรวจพบว่า ไม่ได้มาตรฐาน ทุเรียนไทยอาจเสี่ยงถูกห้ามนำเข้าจีนได้

ด้านนายภานุวัฒน์ ไหมแก้ว นายกสมาคมประกอบการส่งออกทุเรียนและมังคุดกล่าวว่า ปัญหาการนำทุเรียนกัมพูชาและเวียดนามาสวมสิทธิ์ทุเรียนไทย ส่วนหนึ่งมาจากความแตกต่างของราคา โดยทุเรียนไทยอยู่ที่ 140-150 บาท/กก. ขณะที่ทุเรียนเพื่อนบ้านกิโลกรัมละ 80-90 บาท/กก. ในขณะที่ตลาดจีนมีความต้องการสูง จึงขอความร่วมมือสมาชิก 200 กว่ารายให้ตระหนักถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา หากทางการจีนตรวจพบโรคและแมลงจากทุเรียนสวมสิทธิ์ การสั่งให้ตรวจเข้มทุเรียนไทยหรือระงับการนำเข้าได้นอกจากนี้ได้ขอให้เพิ่มบทลงโทษกรณีตรวจพบผู้ส่งออกหรือล้งที่ได้ขึ้นทะเบียนได้รับ GMP แต่กลับส่งออกทุเรียนที่ไม่ได้มาตรฐาน และระบุแหล่งกำเนิดสินค้าไม่ตรงตามจริงเนื่องจากปัจจุบันมีขั้นตอนการลงโทษ 3 ขั้นตอนคือ การแจ้งเตือน การพักใบอนุญาต และยกเลิกใบอนุญาต แต่เป็นมาตรการที่เป็นข้อตกลงโดยความสมัครใจ ไม่ใช่การบังคับใช้ตามกฎหมาย หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เอาจริงเอาจังจะกระทบชื่อเสียงภาพลักษณ์และการส่งออกทุเรียนไทยทั้งระบบ

เกษตรฯโชว์เทคโนโลยี ผลิตหัวพันธุ์ปทุมมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429543

x

เกษตรฯโชว์เทคโนโลยี ผลิตหัวพันธุ์ปทุมมา

วันอังคาร ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรกำหนดจัดงาน “ทุ่งทิวลิปสยามบาน หลากสีสันพรรณไม้หัว” ระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม-15 สิงหาคมที่ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมือง จ.เชียงราย โดยจัดแสดงพันธุ์ปทุมมาพันธุ์รับรองของกรมวิชาการเกษตร 4 พันธุ์ ได้แก่ เชียงราย1 เชียงราย2 เชียงราย3 และเชียงราย4 พืชสกุลกระเจียว ปทุมมา และพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับประเภทหัวที่ได้รวบรวมเชื้อพันธุกรรมไว้ของศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย ชมสาธิต การทำสบู่พฤกษาโฮมเมด และการทำน้ำดอกปทุมมา ร่วมเสวนา เทคโนโลยีการผลิตปทุมมาและพืชหัวโดยไม่ใช้ดิน (Substrate Culture) เรียนรู้ ระบบการผลิตพืชไฮโดรโพนิกส์ (Hydroponics) และแอโรโพนิกส์ (Aeroponics) การผลิตหัวพันธุ์ปทุมมาและขมิ้นชันปลอดโรคในระบบวัสดุปลูก (Substrate Culture) การผลิตเห็ดถั่งเช่าสีทอง เกษตรทฤษฎีใหม่และการผลิตสารชีวภัณฑ์ทดแทนสารเคมี

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีความหลากหลายของไม้ดอกไม้ประดับประเภทหัวที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศของประเทศ มีความสวยงามทั้งรูปทรงและสีสัน แต่การส่งเสริมการปลูกและใช้ประโยชน์ไม้หัวยังไม่แพร่หลาย ดังนั้น กรมจึงรวบรวมและปรับปรุงพันธุ์พืชในกลุ่มปทุมมาและกระเจียวไว้กว่า 300 สายพันธุ์ เพื่อพัฒนาพันธุ์และใช้ประโยชน์ให้เกษตรกรเห็นความหลากหลายของไม้ดอกประเภทหัว แนวโน้มความต้องการของตลาด การส่งออก ส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ประชาชนที่สนใจมาชมพันธุ์ไม้หัวเมืองร้อนและเลือกซื้อผลผลิตทางการเกษตรคุณภาพดีได้ในงานดังกล่าว

รักษ์เกษตร : การเพิ่มคุณค่าให้กับพื้นที่รกร้างว่างเปล่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429542

x

รักษ์เกษตร : การเพิ่มคุณค่าให้กับพื้นที่รกร้างว่างเปล่า

วันอังคาร ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถามผมมีพื้นที่รกร้างว่างเปล่า จะทำอย่างไรได้บ้างที่ไม่ยุ่งยากมากนัก ขอบคุณครับ

คมกฤษ สรสิน

อ.เมือง จ.มุกดาหาร

คำตอบ

พื้นที่ว่าง ที่มีวัชพืชปกคลุมรกรุงรัง สามารถปรับเปลี่ยน และเพิ่มคุณค่าของดิน ได้อย่างไม่ยากนัก จากแนวทางที่นักวิชาการการเกษตรได้เคยเสนอแนวทางในที่ต่างๆ พอสรุปเป็นแนวทางเลือก ได้แก่การเลือกปลูกพืชต่างๆ เบื้องต้น ได้ดังนี้

1) ใบต่างเหรียญ เป็นไม้ล้มลุกที่มีอายุหลายปี ลำต้นมีลักษณะนอนทอดไปตามพื้นดิน มีรากตามข้อ กิ่งมีขนยาวหยาบ ใบเป็นใบเดี่ยวทรงกลม เป็นรูปรีโคนหรือรูปหัวใจ เรียงสลับกันในระนาบเดียว ดอกรูปถ้วย เป็นช่อดอกสีขาวแบบช่อกระจุก ช่อดอกมี 1-2 ดอก ก้านช่อสั้น ก้านดอกยาวประมาณ 3 มม. ออกเป็นดอกตามซอกใบ ใบต่างเหรียญ จะต่างกว่าการปลูกหญ้าในสนาม ใบต่างเหรียญนั้น เป็นพืชคลุมดินที่ปลูกแล้วปลูกเลยค่ะ ลำต้นจะราบเตี้ยไปกับพื้นดิน ไม่เป็นภาระที่จะต้องตัดไม่ต้องดูแลตัดแต่งความสูงให้สวยงามเหมือนการปลูกหญ้า สามารถลดภาระในการที่ต้องตัดหญ้า เนื่องจากลำต้นมันจะราบไปกับพื้น เดินแล้วนุ่มเท้า ทนต่อการเหยียบย่ำ ปลูกง่าย เลี้ยงง่าย ปลูกได้ทั้งในที่ร่มและกลางแจ้ง เป็นต้นไม้ที่มีดอกสีขาวน่ารักมาก จะบานในตอนเช้า พอแดดแรงก็จะหุบ มีใบเขียวเข้มที่ให้ความสดชื่นอย่างมาก เมื่อใช้ปลูกคลุมหน้าดินแทนหญ้าใบจะช่วยปกป้องไม่ให้น้ำฝนปะทะผิวดินโดยตรง และป้องกันการชะล้างดินได้ดี

2)ถั่วบราซิลหรือถั่วลิสงเถา เป็นพืชเลื้อยคลุมดินตระกูลถั่ว ลำต้นเตี้ย สูงเพียงแค่ 5 นิ้ว ออกดอกเป็นสีเหลืองสวยตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ปลูกง่าย โตได้ดีและเร็วในดินแทบทุกชนิดและทุกสภาพอากาศ ไม่ว่าจะมีน้ำท่วมขัง หรืออากาศแห้งแล้งก็ปลูกได้ มีความทนต่อการเหยียบย่ำได้ดี จึงนิยมปลูกเป็นพืชคลุมดินแทนหญ้ากันมาก และให้ความสวยอย่างมาก นอกจากนี้ ถั่วบราซิลยังช่วยตรึงไนโตรเจน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น คงความชุ่มชื้น และป้องกันวัชพืชไปได้ในตัวอีกด้วย

3) หญ้าซีรูเลียม เพอราเรีย เป็นพืชคลุมดินตระกูลถั่ว อายุข้ามปีและเป็นพืชวันสั้น รากจะมีปมตรึงไนโตรเจนจากอากาศ ลำต้นเป็นเถาเลื้อยแข็งแรง ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมันคล้ายใบโพธิ์ ใบค่อนข้างหนา ดอกเป็นช่อสีม่วง จะออกดอกในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน จนถึงเดือนกุมภาพันธ์เป็นพืชที่สามารถควบคุมวัชพืชได้ดีนิยมใช้ปลูกในสวนยางและสวนผลไม้ เมื่อซีรูเลียมเจริญเติบโตเต็มที่ จะคลุมดินได้หนาแน่นจนวัชพืชอื่นไม่สามารถเจริญเติบโตได้ จะควบคุมวัชพืชในระหว่างแถวยาง และไม้ผลได้อย่างถาวรมีความทนทานต่อสภาพแห้งแล้ง และร่มเงา มีอายุยืนยาว และการที่ปมรากจะช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศ และช่วยย่อยสลายตัวของเศษซากพืชอีกด้วย

4) กนกนารีเลื้อย หรือกนกนารีสีฟ้าเป็นหญ้าที่เลื้อยไปตามหน้าดิน โดยเลื้อยทับกันไปมา จะหนา และนุ่มมาก ถ้าได้รับแสงแดดจัดยอดจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม ถ้าอยู่ในที่ร่มยอดจะเป็นสีฟ้า

5) หญ้าเกล็ดหอย จัดเป็นพรรณไม้ หรือวัชพืชล้มลุก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปค่อนข้างกลม หรือรูปไต โคนใบเรียวแหลมเป็นรูปสามเหลี่ยม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-2.5 เซนติเมตร ก้านใบสั้น ลำต้นทอดเลื้อยแผ่ไปตามพื้นดิน แตกแขนงมาก บริเวณที่สัมผัสดิน หรือข้อต่อจะออกราก มีความสูงได้ประมาณ 15-30 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะเรียวยาว ผิวลำต้นเรียบ ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด พบได้ในทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทางภาคใต้ของประเทศไทย ชอบสภาพชุ่มชื้นในไร่ชา กาแฟ และสวนผลไม้

การปลูกหญ้าสนาม อาจจะทำให้ดูแลรักษายุ่งยากนัก ดังนั้น ทางเลือกใหม่อีกทางหนึ่งคือ การปลูกพืชคลุมดิน แทนการปลูกหญ้าทั้งยังเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับดิน เพราะพืชเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นพืชตระกูลถั่วที่ช่วยบำรุงดิน

นาย รัตวิ

กรมชลฯเร่งฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429544

x

กรมชลฯเร่งฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตร

วันอังคาร ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทานได้สำรวจสภาพแม่น้ำพิจิตรและคลองข้าวตอก ลำน้ำสาขาครอบคลุมพื้นที่ อ.เมือง อ.โพธิ์ประทับช้าง อ.ตะพานหิน และ อ.โพทะเล จ.พิจิตรว่า มีสิ่งกีดขวางทางน้ำบริเวณใดบ้าง พร้อมสอบถามความต้องการประชาชนในพื้นที่เพื่อนำไปวางแผนพัฒนาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินโครงการฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตรคาดว่าจะสำรวจเสร็จปี 2563

สำหรับสภาพของแม่น้ำพิจิตรปัจจุบันสภาพแห้ง ตื้นเขิน เกิดปัญหาน้ำเสียและยังประสบปัญหาผักตบชวาระบาด ปัญหาสิ่งกีดขวางตลอดลำน้ำ 83 แห่ง เช่น ฝายน้ำล้น ถนน สะพาน ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่สองฝั่งแม่น้ำเดือดร้อน ซึ่งการแก้ปัญหาที่ผ่านมากรมใช้ระบบส่งน้ำและระบบระบายน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทั้ง 2 โครงการดังกล่าว 12 แห่ง ที่อยู่ตามแนวคลองส่งน้ำ C.1 ที่วิ่งคู่ขนานมากับแม่น้ำน่าน และ คลองส่งน้ำสาขา C.40 ซึ่งรับน้ำมาจากเขื่อนสิริกิติ์ผ่านเขื่อนนเรศวร มาเติมน้ำให้แม่น้ำพิจิตรช่วงแล้ง แต่การเติมน้ำต้องจำกัดให้เพียงปีละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร เท่านั้น อย่างไรก็ตาม น้ำที่เติมลงไป ไม่สามารถกระจายออกไปทั่วเพราะมีสิ่งกีดขวางทางน้ำ ฤดูแล้งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-เมษายน ของทุกปีน้ำจะน้อยมาก บางแห่งแห้งขอด ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรของแม่น้ำพิจิตรซึ่งมีประมาณ 45,000 ไร่ และของคลองข้าวตอกอีก 15,000 ไร่ รวมกว่า 60,000 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่ทำสวนส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวา และกระทบประชาชนที่อาศัยอยู่รอบแม่น้ำกว่า 5,000 ครัวเรือน ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ และน้ำเน่าเสียมาต่อเนื่องส่วนฤดูฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม แม่น้ำพิจิตรทำหน้าที่รับน้ำส่วนเกินจากฝนตกหนักเกิดความเสียหายแก่คันคลองชลประทานของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทั้ง 2 แห่งดังกล่าว อีกด้วย บางปีเกิดภาวะน้ำท่วม

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า สำหรับโครงการฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตรระยะเร่งด่วนนั้น กรมก่อสร้างอาคารระบายน้ำลงแม่น้ำพิจิตรเพิ่ม 10 แห่ง โดยดำเนินการปี 2562 จำนวน 7 แห่ง และอีก 3 แห่งดำเนินการปีถัดไป จะช่วยยกระดับน้ำใต้ดินให้สูงขึ้น ชาวบ้านที่ใช้น้ำจากบ่อตอกริมแม่น้ำพิจิตรมีน้ำกินน้ำใช้ช่วงฤดูแล้ง รวมถึงวางแผนขุดลอกแม่น้ำพิจิตรและคลองข้าวตอกที่ตื้นเขิน การขยายคลอง C.1 และปรับปรุงอาคารบังคับน้ำ ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอแผนเพื่อพิจารณาจัดสรรงบประมาณต่อไป ทั้งนี้ คาดว่าโครงการฟื้นฟูแม่น้ำพิจิตร จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 5 ปี เสร็จแล้วจะช่วยบรรเทาปัญหาเรื่องน้ำให้พื้นที่เกษตรกว่า 60,000 ไร่ และประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กว่า 5,000 ครัวเรือน อย่างยั่งยืน รวมทั้งยังช่วยรักษาระบบนิเวศด้วย

รวยแน่! นักธุรกิจสหรัฐฯสนใจใช้ไทยเป็นฐานปลูกกัญชาผลิตยา ป้อนคนไข้20ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429541

รวยแน่! นักธุรกิจสหรัฐฯสนใจใช้ไทยเป็นฐานปลูกกัญชาผลิตยา ป้อนคนไข้20ล้านคน

รวยแน่! นักธุรกิจสหรัฐฯสนใจใช้ไทยเป็นฐานปลูกกัญชาผลิตยา ป้อนคนไข้20ล้านคน

วันจันทร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 18.07 น.

“เกษตรกรไทย”รวยแน่! กลุ่มนักธุรกิจผลิตยาจากกัญชามากว่า30ปีของสหรัฐฯสนใจใช้ไทยร่วมเป็นฐานการปลูกกัญชาสายพันธุ์ดีที่สุดในโลกเพื่อผลิตยา ป้อนคนไข้20ล้านคน “ประภัตร”พาเข้าพบ”หมอหนู”พรุ่งนี้

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กลุ่มนักธุรกิจชาวสหรัฐอเมริกา ประมาณ 10 ราย มาพบกับตน เพราะมีความสนใจที่จะมาร่วมพัฒนาในการปลูกกัญชา โดยเล็งเห็นว่าประเทศไทยสามารถปลูกสายพันธุ์ที่ดีที่สุดในโลก และทางนักธุรกิจสหรัฐฯ มีขั้นตอนการควบคุมคุณภาพ การเพาะปลูกอย่างเข้มงวด เพื่อให้ได้สารที่มีสรรพคุณทางยาที่แม่นยำ มีศักยภาพที่นำไปใช้สำหรับผลิตยารักษาโรคเท่านั้น ซึ่งใช้กับคนไข้ราว 20 ล้านคน

ทั้งนี้ บริษัทของนักธุรกิจสหรัฐฯ มีใบอนุญาตผลิตยาจากกัญชาใช้รักษาโรคมาแล้วกว่า 30 ปี ตนจะนำไปพบเพื่อหารือกับ นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ที่กระทรวงสาธารณสุข ในวันพรุ่งนี้ (30 กรกฎาคม)

นายประภัตร กล่าวว่า จะนำหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ เช่น กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร ไปร่วมรับฟังบรรยายจากกลุ่มนักธุรกิจชาวสหรัฐฯ ด้วย
โดยในการไปบรรยายที่กระทรวงสาธารณสุข จะให้เห็นภาพรวมของกัญชาสายพันธุ์ดีที่สุดของโลกใช้ในการผลิตยา ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งปลูกและผลิต เกิดมาอย่างไร การดูแลควบคุม ทำอย่างไร มีโปรแกรมอย่างเคร่งครัดทั้งหมด

“กลุ่มนักธุรกิจสหรัฐฯ สนใจเข้ามาลงทุน จะนำเทคโนโลยีชั้นสูงมาพัฒนาร่วมกับไทย จะยกระดับทำให้กัญชาไทยได้สายพันธุ์ที่ดี ได้รับการเชื่อถือระดับโลก รวมทั้งสหรัฐฯ ผลิตไม่พอใช้ทำยา ยังมีความต้องการอีกมาก ถ้ามาใช้ไทยเป็นฐานร่วมกันปลูกกัญชาเพื่อผลิตยา สามารถเพิ่มรายได้ช่วยประชาชน เกษตรกรไทยได้ เป็นโอกาสของเกษตรกรมีรายได้มากขึ้น ซึ่งการปลูกกัญชาของสหรัฐฯ จะมีบาร์โค้ดคุมการในปลูกทุกต้น จนไปถึงการผลิตยา มีระบบป้องกันอย่างรัดกุม ไม่ให้มีการแพร่กระจายไปใช้ด้านอื่น และผู้เชี่ยวชาญของสหรัฐฯ ได้ศึกษาพบว่าสามารถปลูกกัญชาในพื้นที่นาได้ด้วย นอกจากนี้ ได้นำคนที่เชี่ยวชาญด้านกัญชาที่สุดของโลกมาชี้แจงให้ฟังในครั้งนี้ด้วย ทั้งการควบคุมการปลูก ทำให้ได้เป็นพันธุ์ที่ดีที่สุดในโลก โดยเกษตรกรไทยอาจปลูกได้ผ่านวิสาหกิจชุมชน หรือดูแลครัวเรือนละ 6 ต้น” นายประภัตร กล่าว

เร่งรับรองGAP-GMPผลไม้ภาคใต้-โรงคัดบรรจุ7จว. ขยายตลาดส่งออกแก้ราคาต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429481

เร่งรับรองGAP-GMPผลไม้ภาคใต้-โรงคัดบรรจุ7จว. ขยายตลาดส่งออกแก้ราคาต่ำ

เร่งรับรองGAP-GMPผลไม้ภาคใต้-โรงคัดบรรจุ7จว. ขยายตลาดส่งออกแก้ราคาต่ำ

วันจันทร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 14.01 น.

29 กรกฎาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตร เร่งเร่งตรวจประเมินให้การรับรองผลไม้ภาคใต้ ตามมาตรฐานการผลิตทางการเกษตรที่ดี (GAP)และมาตรฐานโรงคัดบรรจุผลไม้ทั้งเปลือก (GMP)ให้ทันฤดูการส่งออกปี 2562

ขณะนี้เตรียมให้การรับรองมาตรฐาน GAPและ GMP ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง กระบี่ พังงา ภูเก็ต โดยคณะกรรมการจะพิจารณารับรอง GAP แปลงทุเรียนในวันที่ 30 กรกฎาคม จำนวน 3,263 แปลง และวันที่ 2 สิงหาคม รับรองเพิ่มอีก 3,550 แปลง มังคุด 3,055 แปลง ส่วนการรับรองมาตรฐาน GMP ของโรงคัดบรรจุดำเนินการแล้ว 419 โรง เหลืออีก 93 โรงจะเร่งพิจารณาในต้นสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้จากรายงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า ผลผลิตไม้ผล 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนจะมี 542,797 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มี 396,168 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 37.01 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยตั้งแต่ต้นปี ประกอบกับราคาไม้ผลที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2560 โดยเฉพาะทุเรียน เกษตรกรจึงเอาใจใส่ดูแลสวนผลไม้มากขึ้น ทำให้ผลผลิตต่อไร่ของไม้ผลเพิ่มขึ้น เพราะสภาพต้นสมบูรณ์

โดยทุเรียนมีเนื้อที่ปลูก 369,913 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 6.37 เนื้อที่ให้ผล 283,395 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.26 ผลผลิตรวม 338,270 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 41.94 ผลผลิตเฉลี่ย 1,194 กก./ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.80 มังคุดมีเนื้อที่ปลูก 190,621 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 0.23 เนื้อที่ให้ผล 181,681 ไร่ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.71 ผลผลิตรวม 129,022 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 52.61 ผลผลิตเฉลี่ย 710 กก./ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 44.31 เงาะมีเนื้อที่ปลูก 47,973 ไร่ ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 9.53 เนื้อที่ให้ผล 46,667 ไร่ ลดลงร้อยละ 10.27 ผลผลิตรวม 50,360 ตัน ลดลงร้อยละ 1.95 ผลผลิตเฉลี่ย 1,079 กก./ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.21

ทั้งนี้สาเหตุที่เนื้อที่ให้ผลเงาะลดลงเนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น เช่น ทุเรียน มังคุด ส่งผลให้ผลผลิตลดลง และลองกองมีเนื้อที่ปลูก 57,443 ไร่ ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 22.77 เนื้อที่ให้ผล 56,121 ไร่ ลดลง ร้อยละ 22.33 ผลผลิตรวม 25,145 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.61 ผลผลิต 448 กก./ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 47.37 สำหรับลองกองแม้เนื้อที่ให้ผลลดลง เนื่องจากเกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น แต่ผลผลิตกลับเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีช่วงแล้งที่เหมาะสม ให้ลองกองออกดอกมากกว่าปีที่ผ่านมา จึงส่งผลให้ผลผลิตปีนี้เพิ่มมากขึ้น

สำหรับผลผลิตภาคใต้ตอนล่างประมาณการณ์ว่าจะมี 169,205 ตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 23.76 ของผลผลิตทั้งภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด ซึ่งคาดว่า จะมีผลผลิตรวมประมาณ 712,002 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีผลผลิต 529,385 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.20

ทั้งนี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จ.สุราษฎร์ธานี (สศท.8) รายงานว่า ผลไม้ภาคใต้จะออกมากสุดในเดือนสิงหาคม ซึ่งแนวทางบริหารจัดการผลไม้ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปีนี้ยังคงเน้นเรื่องคุณภาพเป็นสำคัญเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจ โดยเฉพาะการส่งออกไปยังต่างประเทศซึ่งต้องมีการรับรองทั้งมาตรฐาน GAP และ GMP ซึ่งหากขยายการส่งออกได้มากขึ้นจะสามารถทำให้ผลผลิตของผลไม้ภาคใต้ที่เพิ่มขึ้นนี้ยังคงรักษาเสถียรภาพราคาไว้ได้ โดยไม่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ

ชาวนาเฮ! กรมชลฯสูบน้ำเขื่อนป่าสักฯช่วยพื้นที่ท้ายน้ำ ชะลอปลูกข้าวรอบสอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429478

ชาวนาเฮ! กรมชลฯสูบน้ำเขื่อนป่าสักฯช่วยพื้นที่ท้ายน้ำ ชะลอปลูกข้าวรอบสอง

ชาวนาเฮ! กรมชลฯสูบน้ำเขื่อนป่าสักฯช่วยพื้นที่ท้ายน้ำ ชะลอปลูกข้าวรอบสอง

วันจันทร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 13.34 น.

29 กรกฎาคม 2562 นายศุภชัย มโนการ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักชลสิทธิ์ กรมชลประทาน กล่าวว่า เขื่อนป่าสักฯ ระบายน้ำท้ายเขื่อนวันละ 440,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อการอุปโภค-บริโภคและรักษาระบบนิเวศแก่พื้นที่ใช้น้ำของโครงการฯ เกือบ 20,000 ไร่ ซึ่งครอบคลุมอำเภอแก่งคอย เสาไห้ เฉลิมพระเกียรติ บ้านหมอ วิหารแดง หนองแซง และอำเภอเมืองสระบุรี ต่อเนื่องจนถึงเขื่อนพระราม 6 อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ขณะนี้ทุกพื้นที่ได้รับน้ำอย่างทั่วถึง แต่การระบายดังกล่าวนั้นงดเว้นน้ำเพื่อการเกษตรซึ่งจากการประชุมร่วมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่โครงการ เกษตรกรให้ความร่วมมือในการชะลอการปลูกข้าวเพื่อรอฝนซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า จะตกอีกครั้งในต้นเดือนสิงหาคมนี้ มีบางพื้นที่ซึ่งเพาะปลูกไปแล้ว แต่เกษตรกรใช้วิธีหว่านแห้ง เมื่อฝนทิ้งช่วง เมล็ดที่หว่านไว้ไม่ได้รับความเสียหาย หากฝนตกต่อเนื่อง ต้นข้าวจะเติบโตตามปกติ

สำหรับพื้นที่เหนือเขื่อนได้แก่ อำเภอโคกเจริญ โคกสำโรง และสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรีรวม 7,145 ไร่ ซึ่งก่อนหน้านี้ข้าวที่ปลูกไปแล้วประสบภัยแล้งจนเสี่ยงจะเสียหาย อีกทั้งปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนมีน้อยทำให้ไหลเข้าระบบชลประทานไปหล่อเลี้ยงได้น้อยนั้น ขณะนี้ทางโครงการได้ขุดคลองชักน้ำแล้วเร่งสูบน้ำด้วยเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว 4 เครื่อง ส่งน้ำวันละ 48,000 ลูกบาศก์เมตรลงไปยังสระพักน้ำ 6 ลูกใน 3 อำเภอ จากนั้นเกษตรกรจะทอยสูบน้ำเป็นทอดๆ ต่อไปยังแปลงนา ขณะนี้ได้รับน้ำแล้วกว่า 5,000 ไร่ คาดว่า ภายใน 2 วันนี้จะได้รับน้ำครบทุกพื้นที่ ช่วยให้ข้าวฟื้นตัวได้

นายศุภชัย กล่าวว่า ปีนี้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำไหลลงอ่างน้อยโดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 29 กรกฎาคม62 มีปริมาตร 760,000 ลูกบาศก์เมตร เมื่อเปรียบเทียบกับปี 58 ซึ่งเป็นปีที่ฝนน้อย ปีนั้นยังมีน้ำไหลลงอ่างมากกว่าคือ 89.26 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ปริมาตรน้ำเก็บกักในปี 58 ในช่วงเวลาเดียวกันนี้มี 34.91 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ปี 62 มี 36.78 ล้านลูกบาศก์เมตรเนื่องจากกรมชลประทานวางแผนบริหารจัดการน้ำ เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ อีกทั้งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้น้ำอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ส.ป.ก.รวมพลังขับเคลื่อนสร้างป่า-เกษตรกรรมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429377

x

ส.ป.ก.รวมพลังขับเคลื่อนสร้างป่า-เกษตรกรรมยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการจัดงาน “รวมพลังขับเคลื่อนการสร้างป่าและเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่ ส.ป.ก.” ภายใต้โครงการสืบสานระบบวนเกษตร สร้างสรรค์ความยั่งยืนแก่ชุมชน ส.ป.ก. เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ วัดโป่งเกตุ ตำบลขุนราม อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ว่า สำหรับโครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในการสืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์พระราชา สร้างการรับรู้ ขยายผลองค์ความรู้ แนวทางการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน

ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจคือ การขยายผลองค์ความรู้ด้วยกลุ่มฐานต่างๆ จำนวน 11 ฐาน ภายใต้ 3 กลุ่มหลักคือ กลุ่มฐานคนรักษ์ดิน กลุ่มฐานคนรักษ์น้ำ กลุ่มฐานคนรักษ์ป่า กิจกรรมปลูกต้นไม้บริเวณรอบฝายโป่งเกตุเพื่อสร้างความชุ่มชื้นและการรักษาหน้าดิน การปาฐกถาพิเศษ “ศักยภาพและโอกาสในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ป่าในเขต ส.ป.ก.” อีกทั้งยังมีเวทีเสวนา “เพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ป่าในเขต ส.ป.ก. ทำอย่างไร” เพื่อหาแนวทางการสร้างป่าและเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่ ส.ป.ก. ก่อให้เกิดความร่วมมือและเครือข่ายต่อไปในอนาคตได้ ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ ใช้รูปแบบการดำเนินงานโดยสร้าง Growth mindset ในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ควบคู่จิตสำนึกเชิงอนุรักษ์ บนหลักความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยอาศัยกลไกของ “จิตอาสาพระราชทาน 904 วปร.” และจิตอาสาทั่วไปในการขับเคลื่อนกระบวนงานให้บรรลุเป้าหมาย

ทั้งนี้ กิจกรรมที่จัดขึ้นจะช่วยพัฒนาศักยภาพเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินที่ประสบความสำเร็จให้เป็นที่รับรู้และเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ อีกทั้งยังช่วยให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการสร้างป่าและเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่ ส.ป.ก. ให้เกษตรกรที่ทำกินอยู่ในพื้นที่มีชีวิตที่อยู่ดีมีสุข และอยู่ร่วมกันกับป่าได้ดั่งคำที่ว่า “ดิน น้ำ ป่าต้องมาพร้อม แต่บูรณาการต้องมาก่อน”

รายงานพิเศษ : สศก.-กยท.ระดมพลลงพื้นที่ทั่วปท. เคาะปริมาณ-ต้นทุนการผลิตยางพาราไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429380

รายงานพิเศษ : สศก.-กยท.ระดมพลลงพื้นที่ทั่วปท.  เคาะปริมาณ-ต้นทุนการผลิตยางพาราไทย

รายงานพิเศษ : สศก.-กยท.ระดมพลลงพื้นที่ทั่วปท. เคาะปริมาณ-ต้นทุนการผลิตยางพาราไทย

วันจันทร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ทำโครงการศึกษาวิจัยต้นทุนการผลิตยางของเกษตรกรไทย ปี 2562 เพื่อสำรวจข้อมูลด้านปริมาณการผลิตและต้นทุนการผลิตยางพาราของเกษตรกรไทยทั่วประเทศ

 

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า โครงการศึกษาวิจัยต้นทุนการผลิตยางของเกษตรกรไทย ปี 2562 ได้กำหนดเป้าหมายพื้นที่สำรวจตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางทั่วประเทศ โดย สศก. จะเป็นผู้สนับสนุนงานด้านวิชาการ อาทิ การจัดทำกรอบบัญชีตัวอย่างเพื่อการสำรวจ กำหนดระเบียบวิธีการสำรวจ ตลอดจนการประมวลผลปริมาณการผลิตและต้นทุนการผลิต ในขณะที่ กยท. จะสนับสนุนงานด้านกำลังพล เพื่อลงพื้นที่ โดยการสำรวจทาง กยท. จะรับผิดชอบตามพื้นที่ตั้งสาขาของการยางแห่งประเทศไทย
เพื่อสำรวจปริมาณการผลิตประมาณ 10,920 ครัวเรือนตัวอย่าง (จาก 1,820 หมู่บ้าน) และ สศก. จะสำรวจอีกประมาณ 8,970 ครัวเรือนตัวอย่าง (จาก 1,495 หมู่บ้าน) รวมทั้งสิ้นประมาณ 19,890 ครัวเรือนตัวอย่าง (จาก 3,315 หมู่บ้าน) สำหรับการสำรวจต้นทุนการผลิตยางพาราจะดำเนินการทั้งหมดโดยการยางแห่งประเทศไทย ซึ่งจะสำรวจประมาณ 5,460 ครัวเรือนตัวอย่าง ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางของไทย

 

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมลงพื้นที่สำรวจ สศก. เตรียมจัดอบรมเชิงปฏิบัติการรวม 7 ครั้ง ครั้งละ 3 วัน ให้เจ้าหน้าที่ของ สศก. และ กยท.ประมาณ 300 คน เพื่อซักซ้อมความเข้าใจก่อนสำรวจข้อมูลปริมาณการผลิตและต้นทุนการผลิตยางพารา โดยกำหนดแผนการอบรมตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2562 ณ สำนักงานการยางแห่งประเทศไทยสาขาต่างๆ ได้แก่ จังหวัดตรัง สงขลา สุราษฎร์ธานี พิษณุโลก ระยอง อุดรธานี และ บุรีรัมย์

“ภายหลังการสำรวจเสร็จสิ้น สศก. จะวิเคราะห์และประมวลข้อมูลตามหลักวิชาการทางสถิติและเศรษฐศาสตร์ เพื่อให้ได้ข้อมูลปริมาณการผลิตและต้นทุนการผลิตยางพาราที่ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2562 และจะนำข้อมูลดังกล่าวเสนอต่อคณะทำงานจัดทำต้นทุนการผลิตยางฯ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อไป ซึ่งข้อมูลที่ได้จาการสำรวจร่วมกันในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบาย รวมถึงมาตรการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราของไทย เช่น การกำหนดราคารับซื้อยางพาราที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับต้นทุนการผลิต หรือการช่วยเหลือเยียวยาต่างๆ เป็นต้น” รองเลขาธิการ สศก.กล่าว

โอกาสนี้ สศก. จึงขอความร่วมมือเกษตรกรในพื้นที่ให้ความร่วมมือในการสำรวจครั้งนี้ด้วย และหากเกษตรกร
หรือผู้สนใจรายละเอียดการดำเนินโครงการ หรือข้อมูลสถานการณ์ การผลิตและราคา สอบถามรายละเอียด
เพิ่มเติมได้ที่ ส่วนสารสนเทศการผลิตพืชสวน ศูนย์สารสนเทศการเกษตร โทรศัพท์ 0-2940-5407 หรือ อีเมล cai-info1@oae.go.th

กรมชลฯเฝ้าระวังภัยแล้ง22จว. เน้นจัดเวรส่งน้ำรับมือฝนทิ้งช่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429376

x

กรมชลฯเฝ้าระวังภัยแล้ง22จว. เน้นจัดเวรส่งน้ำรับมือฝนทิ้งช่วง

วันจันทร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงความพร้อมรับมือภาวะฝนน้อยปีนี้ว่า กรมจะบริหารจัดการโดยใช้น้ำจากน้ำท่าให้มากที่สุด และเก็บกักน้ำไว้ในเขื่อนเป็นหลัก ขณะนี้มีน้ำที่ต้องจัดสรรอีก 23,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยวางแผนใช้น้ำจากเขื่อน 10,000 ล้านลบ.ม. และใช้น้ำฝน 13,000 ล้านลบ.ม. แต่ถ้าปริมาณฝนไม่พอจึงจะดึงน้ำจากเขื่อนมาใช้ทดแทน นอกจากนี้ ยังวางแผนปลูกพืชให้เหมาะกับพื้นที่ พร้อมปรับการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลจากวันละ 24 ล้านลบ.ม.เหลือ 22 ล้านลบ.ม. จากเขื่อนสิริกิติ์วันละ 20 ล้านลบ.ม. เหลือ 18 ล้านลบ.ม. ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม เป็นต้นมา ทั้งนี้ กรมชลประทานยืนยันว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ ในเขตชลประทานยังมีน้ำเพียงพอสำหรับการเกษตร อุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และรักษาระบบนิเวศ แต่ต้องใช้ประหยัดคุ้มค่า เน้นใช้น้ำแบบรอบเวร โดยเฉพาะเดือนสิงหาคม-กันยายน พร้อมสนับสนุนปลูกพืชเแบบเปียกสลับแห้งที่ช่วยลดปริมาณใช้น้ำได้ถึง 20-30% และเตรียมเครื่องสูบน้ำ 1,935 เครื่อง และรถส่งน้ำกระจายทุกภาค

สำหรับการเตรียมการรับมือภัยแล้งของกรม สั่งการเฝ้าระวังใน 22 จังหวัด ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก ส่วนภาคเหนือนั้น ใช้วิธีจัดรอบเวรส่งน้ำให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไยและส้ม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่จ.บุรีรัมย์ ใช้น้ำจากเขื่อนลำปลายมาศ และเขื่อนลำจังหันโรยลงมาที่สถานีสูบน้ำลำปลายมาศเพื่อสูบเก็บไว้ที่อ่างฯจระเข้มาก จ.ขอนแก่น ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น

ส่วนภาคตะวันออก ผันน้ำจากอ่างฯประแสร์มาเก็บที่อ่างฯคลองใหญ่ อีกจุดคือ สูบจากคลองพระองค์ไชยานุชิตมาเติมอ่างบางพระประมาณ 2 ล้านลบ.ม. และภาคกลาง อ.ดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ปลายคลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง กรมใช้วิธีสูบน้ำจาก
บ่อเก็บน้ำชลประทานที่อยู่ตลอดริมสองฝั่งคลองเข้าไปเติมพร้อมย้ำใช้น้ำเป็นรอบเวร อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ภาพรวมปีนี้ยังมีน้ำใช้มากกว่าปี 2558 แต่การประหยัดน้ำจะป้องกันวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นได้