ชายคาพระพิรุณ : 29 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429379

586851

ชายคาพระพิรุณ : 29 กรกฎาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีเป้าหมายในการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 และมีความก้าวหน้าในการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเครือข่ายแปลงใหญ่จากหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมบูรณาการขับเคลื่อน ปัจจุบันมีสินค้าเกษตรแปลงใหญ่กว่า 70 ชนิด มีจำนวนแปลงใหญ่ 5,521 แปลง พื้นที่รวม 5,581,317 ไร่ เกษตรกรร่วมโครงการ 337,570 ราย สำหรับในส่วนของกรมประมง ปัจจุบันมีเกษตรกรที่เข้าร่วมกลุ่มแปลงใหญ่ด้านการประมง ทั้งด้านการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และด้านการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งรวมจำนวน 111 แปลง มีเกษตรกร ภายใต้โครงการ จำนวน 6,171 ราย พื้นที่ประมาณ 59,000 ไร่ ซึ่งมีชนิดสัตว์น้ำที่หลากหลายตามความเหมาะสมของพื้นที่และศักยภาพของเกษตรกร อาทิ ปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สกเทศ ปลากะพงขาว ปลาดุก กบ ปลาหมอ ปลาแรด ปลาสลิด ปลาสวาย ปลาช่อน ปูทะเล กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล เป็นต้น โดยจำแนกเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2559 จำนวน 11 แปลง กลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2560 จำนวน 16 แปลง กลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2561 จำนวน 50 แปลง และกลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2562 จำนวน 34 แปลง ซึ่งกรมประมงได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาแปลงใหญ่ด้านประมง ปี 2560 – 2564 ระยะเวลา 5 ปี มีเป้าหมายพัฒนาแปลงให้ได้จำนวน 300 แปลง โดยเมื่อเร็วๆ นี้ นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง ได้นำสื่อมวลชน ลงพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อชมความสำเร็จของการส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลในกระชังในเขื่อนลำปาวและการเลี้ยงกุ้งกราม ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างแห่งความสำเร็จจากการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยการเลี้ยงปลานิลในกระชังในเขื่อนลำปาวได้มีการกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่ใช้ในการเลี้ยงปลาในกระชังอย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และกรมประมงยังได้ให้คำแนะนำและตรวจรับรองผลผลิตปลานิลให้เป็นไปตามมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (GAP) อีกด้วย ซึ่งปัจจุบัน มีเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังในเขื่อนลำปาว 522 ราย จำนวน 13,587 กระชัง ปริมาณการผลิตปีละ 17,504 ตัน มูลค่าประมาณ 1,050 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลแปลงใหญ่ในกระชังเขื่อนลำปาว ยังได้ต่อยอดสร้างความเข้มแข็งด้วยกันร่วมบริหารจัดการในรูปของสหกรณ์ เพื่อบริหารจัดการภายในกลุ่มแปลงใหญ่ตั้งแต่ต้นทางไปถึงปลายทาง ซึ่งใน 1 ปี เกษตรกรสามารถเลี้ยงปลาได้ 2 ครั้ง มีตลาดรองรับที่ชัดเจน เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยต่อปีกว่า 200,000 บาท ถือเป็นความสำเร็จของการรวมกลุ่มในรูปแบบแปลงใหญ่ที่ในอนาคตมีโอกาสพัฒนาไปสู่การผลิตปลานิลที่มีคุณภาพป้อนตลาดทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากการเลี้ยงปลานิลในกระชังแล้ว จังหวัดกาฬสินธุ์ ยังถือว่าเป็นแหล่งผลิตกุ้งก้ามกรามที่ใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน ซึ่งเกษตรกรได้เลี้ยงกันมายาวนานตั้งแต่ปี 2520 โดยมีต้นทุนแหล่งน้ำจากเขื่อนลำปาว ทำให้สามารถเลี้ยงกุ้งได้ตลอดทั้งปี ซึ่งในอดีตเกษตรกรต่างคนต่างเลี้ยง ต่างคนต่างขาย ทำให้บางครั้งถูกกดราคา แต่หลังจากกรมประมงได้เข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามเข้าร่วมโครงการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในปี 2560 โดยเริ่มจากกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามตำบลลำคลอง จำนวน 30 ราย พื้นที่ 318 ไร่ ทำให้เกษตรกรได้รับองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงกุ้ง การบริหารจัดการกลุ่มที่เป็นระบบมากขึ้น ในปี 2561 จึงได้มีเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด เข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมอีกจำนวน 50 ราย ส่งผลให้ในปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการในระบบแปลงใหญ่ทั้ง 2 กลุ่ม รวม 80 ราย เนื้อที่รวม 688 ไร่ ซึ่งผลการดำเนินการในปี 2561 พบว่าเกษตรกรได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 187.55 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 203.88 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้น 8.71% ในขณะที่ ต้นทุนการเลี้ยงต่อกิโลกรัมลดลงจาก 137.61 บาท เหลือเพียง 126.20 บาท ลดลง 8.29% ซึ่งจุดเด่นของกุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์คือ เนื้อแน่น รสหวาน ได้มาตรฐาน GAP และมีให้กินได้ตลอดทั้งปีในราคาที่จับต้องได้ โดยได้รับคำบอกเล่าจาก นายวีรชาติ ภูโปร่ง เลขานุการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามบัวบาน 1 ว่า เมื่อเกษตรกรได้มีการรวมกลุ่มกันในลักษณะเกษตรแปลงใหญ่เพื่อดำเนินกิจกรรมการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามอย่างเป็นระบบ และได้มีการเชื่อมโยงกับตลาดโดยตรงเพื่อจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์แปลงใหญ่แล้ว ช่วยตัดปัญหาเรื่องพ่อค้าคนกลางกดราคาได้เป็นอย่างดี พ่อค้าที่เข้ามารับซื้อจะต้องติดต่อซื้อขายผ่านกลุ่มเท่านั้น โดยกลุ่มจะทำตารางการเลี้ยงกุ้งของสมาชิกแต่ละราย เพื่อไม่ให้ผลผลิตออกในช่วงเดียวกันมากเกินไป และจะมีการจัดเรียงลำดับการจับกุ้งหมุนเวียนกันไปในแต่ละฟาร์ม ส่งผลให้ราคาหน้าฟาร์มสูงขึ้น เกษตรกรสามารถขายกุ้งคละไซส์ได้ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 250 บาท ทำให้มีรายได้ที่มั่นคง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี…จากตัวอย่างของทั้ง 2 กลุ่มที่กล่าวมานี้ นับเป็นผลสำเร็จที่สามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ตอบโจทย์ในการเพิ่มศักยภาพของเกษตรกรเมื่อเกิดการรวมกลุ่มกันบริหารจัดการอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทางการผลิตไปจนถึงการเชื่อมโยงสู่การตลาด ทำให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพได้…

ขุนเกษตรา

เกษตรฯโชว์ผลสำเร็จแปลงใหญ่‘พริกชัยภูมิ’ บริหารจัดการดีช่องทางส่งออกตลาดญี่ปุ่นสดใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429375

x

เกษตรฯโชว์ผลสำเร็จแปลงใหญ่‘พริกชัยภูมิ’ บริหารจัดการดีช่องทางส่งออกตลาดญี่ปุ่นสดใส

วันจันทร์ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แปลงใหญ่พริก จังหวัดชัยภูมิ อีกหนึ่งผลสำเร็จโครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแปลงใหญ่ ผลิตพริกคุณภาพภายใต้มาตรฐาน GAP ญี่ปุ่นสนใจลงพื้นที่ศึกษาการผลิตพริก พร้อมเจรจาถึงความเป็นไปได้ในการรับซื้อผลผลิตพริกเพื่อนำไปแปรรูปและส่งไปยังประเทศญี่ปุ่นต่อไปในอนาคต

นางมาลินี ยุวนานนท์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กล่าวว่า พริก จัดเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดชัยภูมิ แต่เนื่องจากที่ผ่านมากลุ่มเกษตรกรยังขาดความเข้มแข็งในการบริหารจัดการกลุ่ม ทำให้ไม่สามารถกำหนดและควบคุมราคาพริกได้ หลังจากมีการใช้ระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ เกษตรกรได้รวมกลุ่มกัน มีการบริหารจัดการกลุ่มในด้านผลผลิต รวมกันซื้อ รวมกันขาย และขอรับรองมาตรฐาน GAP ก็ทำให้แปลงใหญ่พริก จ.ชัยภูมิ มีความเข้มแข็งมากขึ้น จนทำให้นักธุรกิจชาวญี่ปุ่น สนใจเข้ามาเจรจาการซื้อขายพริก กับกลุ่มแปลงใหญ่พริกของจังหวัดชัยภูมิ

ปัจจุบัน จ.ชัยภูมิ มีพื้นที่ปลูกพริกรวม 16,815 ไร่ มีแปลงใหญ่พริก 1 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรปลูกพริกตำบลหนองบัวใหญ่ อำเภอจัตุรัส เป็นสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่พริกตำบลหนองบัวใหญ่ อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ เริ่มเข้าสู่ระบบแปลงใหญ่ ตั้งแต่ปี 2560 นอกจากนี้ ยังมีแปลงพริกของกลุ่มเกษตรกร ตำบลกุดเราะ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ เป็นแปลงเตรียมความพร้อมสู่การเป็นแปลงใหญ่ในปี 2563 ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับตัวแทนบริษัทซื้อขายที่ส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น ได้นำเจ้าหน้าที่บริษัทลงพื้นที่แปลงใหญ่พริกของตำบลหนองบัวใหญ่ อำเภอจัตุรัส และตำบล
กุดเราะ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ เพื่อศึกษาการผลิตพริก รวมทั้งเจรจาถึงความเป็นไปได้ในการรับซื้อผลผลิตพริกเพื่อนำไปแปรรูปและส่งไปยังประเทศญี่ปุ่นในอนาคต ปัจจุบันบริษัทรับซื้อผลผลิตจากจังหวัดอุบลราชธานี เป็นระยะเวลายาวนานมากกว่า 10 ปี แต่เนื่องด้วยสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงส่งผลให้ผลผลิตไม่ต่อเนื่องตลอดทั้งปี บริษัทจึงมองเรื่องการขยายพื้นที่ในการรับซื้อผลผลิตพริกเพื่อลดความเสี่ยง ประกอบกับกลุ่มแปลงใหญ่พริกที่จังหวัดชัยภูมิมีความพร้อมและมีศักยภาพในการผลิต ผลผลิตได้มาตรฐาน GAP และผลผลิตที่ออกเป็นคนละช่วงกับที่จังหวัดอุบลราชธานี จึงทำให้บริษัทมีความสนใจและมีแนวโน้มที่รับซื้อผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่พริกจังหวัดชัยภูมิในอนาคตต่อไป

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ให้คำแนะนำและส่งเสริมโดยใช้หลักตลาดนำการผลิต เป็นแนวทางให้เกษตรกรผลิตพริกให้มีศักยภาพให้สามารถส่งออกได้ตลอด ให้กลุ่มเกษตรกรมีรายได้และสามารถบริหารจัดการกลุ่ม บริหารจัดการผลผลิต ได้อย่างมีศักยภาพต่อไป” นางมาลินี กล่าว

ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงปฏิบัติภารกิจเติมน้ำให้อ่างเก็บน้ำช่วยเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429259

ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงปฏิบัติภารกิจเติมน้ำให้อ่างเก็บน้ำช่วยเกษตรกร

ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงปฏิบัติภารกิจเติมน้ำให้อ่างเก็บน้ำช่วยเกษตรกร

วันเสาร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 18.12 น.

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2562 ที่หอประชุมโรงเรียนอนุบาลยางชุมน้อย อ.ยางชุมน้อย จ.ศรีสะเกษ น.ส.วาสนา วงษ์รัตน์ ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เดินทางมาพบปะและบรรยายให้ความรู้ในเรื่องปฏิบัติการฝนหลวงให้เกษตรกรและประชาชนชาวอำเภอยางชุมน้อย ก่อนที่จะนำเครื่องบินมาปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้เกษตรกร ชาวนาที่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง นาข้าวที่หว่านดำไว้เกิดความแห้งแล้ง จนข้าวใกล้ยืนต้นตาย

โดยมี น.ส.พจนา เสมา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วย ดร.ฐิตารีย์ ไตรสรณปัญญา ทีมงานคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบาย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  พรรคประชาธิปัตย์ และนายนวนใจ บุษบงก์ นายกเทศมนตรีตำบลยางชุมน้อย ให้การต้อนรับ หลังพบปะ กับเกษตรกรแล้ว ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินดูพื้นที่ทำการเกษตรของอำเภอยางชุมน้อยด้วย

เนื่องจาก ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาพื้นที่ของจังหวัดศรีสะเกษ เกิดภาวะฝนทิ้งช่วง นำในห้วยหนองคลองบึง ในอ่างเก็บน้ำต่างๆ น้ำแห้งขอด ไม่มีน้ำอุปโภคบริโภค ข้าวในนานอกเขตเทศบาลขาดน้ำใกล้ยืนต้นตาย ดร.ฐิตารีย์ ไตรสรณปัญญา พร้อมคณะ จึงได้ติดต่อประสานงานกับศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จนกระทั่งได้นำเครื่องบินมาปฏิบัติการฝนหลวงในวันนี้

น.ส.วาสนา วงษ์รัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงเรามีแผนที่ซึ่งจะประเมินพื้นที่ที่ประสบความแห้งแล้ง ตรงไหนมีความต้องการน้ำอยู่แล้ว ประกอบกับการที่มีการร้องขอมาด้วย เราจะนำมาประกอบกัน ถ้ามีการร้องขอเข้ามาก็แสดงว่าจุดนั้นชัดเจนว่าเขามีความต้องการน้ำสูง ซึ่งการร้องขอก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ประชาชนเกษตรกรเองที่มีความเดือดร้อนประสบกับปัญหาความแห้งแล้งก็สามารถร้องขอเข้าได้โดยการโทรศัพท์มาที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีที่ทำการอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น แต่มีภารกิจหน้าที่รับผิดชอบภาคอีสานทั้งหมด หมายเลขโทรศัพท์ของศูนย์ คือ 043 468217, และหมายเลข 043 468223 โทรมาได้

“ปีนี้ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงเรา เริ่มทำฝนช่วยเหลือเกษตรกร ช่วยพื้นที่แห้งแล้งตั้งแต่ วันที่ 1 มีนาคม 2562 เป็นต้นมา จนถึงวันนี้ ช่วงที่ทำแล้วมีฝนน้อย ก็คือ เดือนมิถุนายน กรกฎาคม เพราะเป็นเวลาฝนทิ้งช่วงโอกาสฝนตกมีน้อยลง ฝนหลวงก็มีเมฆที่จะปฏิบัติการน้อย ดึงน้ำฝนลงจากฟ้ามาได้น้อยไปด้วย จากนี้ไปโอกาสที่จะทำฝนจะดีขึ้นเป็นไปตามฤดูกาล หลังจากภารกิจช่วยพื้นที่เกษตรให้รอดพ้นจากวิกฤตไปแล้ว ภารกิจหลักจะเป็นการเติมน้ำให้กับอ่างเก็บน้ำต่างๆ ในพื้นที่ทั่วภาคอีสาน ซึ่งทั้งภาคอีสานนี้ มีอ่างเก็บน้ำหลักขนาดใหญ่อยู่ 12 อ่าง นอกนั้นก็เป็นอ่างขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งจำนวนมากเป็น 100 อ่าง ในช่วงหลังจากนี้ สภาพอากาศดี ทางศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงเราจะเริ่มภารกิจเติมน้ำให้กับอ่าง เติมไปจนถึงสิ้นสุดฤดูฝนจึงจะหยุด” น.ส.วาสนา กล่าว

ทางด้านนายบุญร่วม สีหะวงษ์ อายุ 64 ปี ตัวแทนเกษตรกรชาวอำเภอยางชุมน้อย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ฝนทิ้งช่วง พื้นที่ทำการเกษตรในเขตอำเภอยางชุมน้อยประสบกับความแห้งแล้งมาก หลายตำบลหลายหมู่บ้านต้นข้าวใกล้แห้งเหี่ยวตาย นี่ดีที่มีฝนตกลงมาเมื่อสองสามวันที่ผ่านมาและฝนทำท่าจะลดลงแล้ว เป็นการที่ดีมากที่ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงได้มาภารกิจในพื้นที่อำเภอยางชุมน้อย เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้รอดพ้นวิกฤติไปได้ต้องขอบคุณทุกท่านที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ประสานงานและผู้ที่มาปฏิบัติหน้าที่ด้วย

 

แล้งจ่อคอหอย! ชาวนากรุงเก่า-สุพรรณโร่ขอน้ำช่วยนาข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429254

แล้งจ่อคอหอย! ชาวนากรุงเก่า-สุพรรณโร่ขอน้ำช่วยนาข้าว

แล้งจ่อคอหอย! ชาวนากรุงเก่า-สุพรรณโร่ขอน้ำช่วยนาข้าว

วันเสาร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 17.59 น.

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า แม้ว่าในระยะนี้จะเริ่มมีฝนตกลงมาบ้างแล้วในหลายพื้นที่ แต่ยังอยู่ในเกณฑ์น้อย ทำให้พื้นที่การเกษตร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนาข้าวหลายแห่ง ยังคงประสบกับปัญหาน้ำไม่พอทำนากรมชลประทาน มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบมีความเดือดร้อน ได้สั่งการเร่งด่วนให้ทุกโครงการชลประทานทั่วประเทศลงพื้นที่ไปช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรอย่างทันท่วงที โดยระดมเครื่องจักร เครื่องมือ และเครื่องสูบน้ำเข้าไปช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้มากที่สุดในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำนักงานชลประทานที่ 11 ได้ส่งเครื่องสูบน้ำเข้าไปติดตั้งช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีในพื้นที่ต่างๆ รวม 18 เครื่อง ได้แก่พื้นที่ ต.เทพมงคล อ.บางซ้าย , ต.บ้านแถว ต.ดอนทอง อ.เสนา และ      ต.ลาดบัวหลวงต.หลักชัย อ.ลาดบัวหลวง  ซึ่งเกษตรกรให้ช่วยนาข้าว กำลังตั้งท้อง

นอกจากนี้ ยังได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ บริเวณประตูระบายน้ำปลายคลองไผ่พระ อ.บางไทร เพื่อสูบน้ำลงคลองไผ่พระ ก่อนจะสูบเข้าคลองสายหลัก ส่งไปช่วยเหลือพื้นที่โครงการพัฒนาเกษตรในพระราชดำริ และพื้นที่ใกล้เคียงรวมประมาณ 1,200 ไร่

ส่วนที่จังหวัดสุพรรณบุรี สำนักงานชลประทานที่ 12 ได้ส่งเครื่องจักร เครื่องมือ เข้าไปดำเนินการกำจัดผักตบชวาและวัชพืช ในคลองมะขามเฒ่า – อู่ทองบริเวณโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาดอนเจดีย์เพื่อให้น้ำไหลได้สะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้นไปช่วยพื้นที่นาข้าว ปลายคลอง

ทั้งนี้ ประชาชนหรือเกษตรกรในพื้นที่ใด ที่ประสบกับปัญหาเรื่องน้ำในการอุปโภคบริโภค และการเกษตร จากสภาวะภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้านท่านได้ตลอดเวลาหรือโทร.สายด่วนกรมชลประทาน 1460 เจ้าหน้าที่ชลประทาน พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรทุกเวลา

เฮ!‘อธิบดีกรมชล’ยัน40วันน้ำไม่หมดเขื่อน เร่งจัดสรรน้ำช่วยนาข้าว11ล้านไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429216

เฮ!‘อธิบดีกรมชล’ยัน40วันน้ำไม่หมดเขื่อน  เร่งจัดสรรน้ำช่วยนาข้าว11ล้านไร่

เฮ!‘อธิบดีกรมชล’ยัน40วันน้ำไม่หมดเขื่อน เร่งจัดสรรน้ำช่วยนาข้าว11ล้านไร่

วันเสาร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 14.12 น.

“อธิบดีกรมชลฯยันอีก40วันน้ำไม่หมดเขื่อน ชี้ปี58 น้ำน้อยแล้งวิกฤติมากกว่าปีนี้ ยังบริหารน้ำผ่านมาได้ วอนปชช.ใช้น้ำอย่างประหยัด ระบุน้ำ4หลักลุ่มเจ้าพระยา มีน้อยเหลือน้ำใช้การได้ 1.18พันล้านลบ.ม.สั่งทุกพื้นที่จัดสรรน้ำเคร่งครัด รักษานาข้าวให้รอดกว่า11ล้านไร่”

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากปริมาณน้ำใช้การได้ใน 4 เขื่อนหลัก ลุ่มเจ้าพระยามีน้ำน้อย เช่น เขื่อนภูมิพล 682ล้านลบ.ม.หรือ4% เขื่อนสิริกิติ์ 391 ล้านลบ.ม.หรือ4% เขื่อนแควน้อย 80ล้านลบ.ม.8% เขื่อนป่าสัก 35ล้านลบ.ม.4% รวมน้ำใช้การได้1.18พันล้านลบ.ม.ระบายออกรวม 42.60 ล้านลบ.ม.ต่อวัน ปริมาณน้ำไหลเข้า4เขื่อน รวม4.35ล้านลบ.ม.ต่อวัน

จึงสั่งการให้ทุกโครงการชลประทานบริหารตามแนวทางของกรมที่วางแผนไว้อย่างเคร่งครัด โดยประสานกลุ่มผู้ใช้น้ำและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้การใช้น้ำเกิดประสิทธิภาพและประหยัดน้ำสำหรับประโยชน์ของภาคส่วน ได้วางแนวทางปฏิบัติไว้ดังนี้

1.ให้ทุกโครงการชลประทานประสานกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ปฏิบัติตามแผนส่งน้ำแต่ละรอบเวรอย่างเคร่งครัด เพื่อให้น้ำไปทั่วถึงเกษตรกรและผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะรักษาพื้นที่เพาะปลูกคือนาข้าวที่ปลูกแล้วประมาณ 6.21 ล้านไร่

2.กำชับให้สถานีสูบน้ำของ อปท.ทั้ง 339 แห่ง สูบน้ำตามรอบเวร ที่กรมชลประทานวางแผนไว้เพื่อป้องกันการสูบนอกแผนงาน อันจะกระทบกับพื้นที่อื่น

3.สำหรับเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาที่เป็นพื้นที่นาดอน ให้เจ้าหน้าที่ทำความเข้าใจให้เกษตรกรชะลอการปลูกข้าวไปจนกว่าจะมีฝนปกติ เพื่อป้องกันความเสียหาย

4.โครงการบางระกำโมเดล ที่กรมชลประทาน ส่งเสริมให้ปลูกข้าว ช่วงเดือนเมษายน เพื่อให้เกี่ยวข้าวเสร็จก่อนน้ำหลาก ขณะนี้เก็บเกี่ยวหมดแล้ว โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน แจ้งให้เกษตรกรในพื้นที่ทราบว่า จะเริ่มงดส่งน้ำเพื่อการเกษตรตั้งแต่ 31 ก.ค. 2562 ตามที่ได้วางไว้ และประสบความสำเร็จด้วยดีเช่นปีที่ผ่านมา

อธิบดีกรมชลประทาน ยืนยันว่า ภายใน 40 วัน น้ำไม่หมดเขื่อนและยังไม่เกิดวิกฤติขาดน้ำตามที่วิตกกังวล เพราะความจริงจะมีฝนตกและน้ำไหลเข้าเขื่อนแต่ละพื้นที่ทุกวัน เมื่อเทียบกับสถานการณ์ฝนน้อยในปี 2558 ซึ่งระบายน้ำเพียงวันละ 18 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการบริโภคอุปโภคเท่านั้นและงดส่งน้ำเพื่อการเกษตร แต่ในปีนี้ยังระบายน้ำได้วันละกว่า40ล้านลบ.ม. เมื่อเทียบกันแล้วสถานการณ์น้ำในปีนี้ดีกว่าปี 2558 อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ภาพรวมปีนี้ยังมีน้ำใช้การมากกว่าปี 2558 ก็ตาม แต่การประหยัดน้ำจะช่วยป้องกันวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นในสภาวะอากาศผันผวน

สำหรับการปลูกพืชในเขตชลประทาน(นาปี)ปี 2562 ตามแผนกำหนดไว้ 16.21 ล้านไร่ ปัจจุบันเพาะปลูกแล้ว 11.23 ล้านไร่ (69%) ในส่วนพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาแผนการเพาะปลูกข้าวนาปี 7.65 ล้านไร่ ปลูกแล้ว 6.21 ล้านไร่ (81.14%) ของแผน ทั้งนี้ กรมยืนยันว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตชลประทานยังคงมีน้ำเพียงพอสำหรับน้ำเพื่อการเกษตร อุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และรักษาระบบนิเวศ

“แม้ในเขตชลประทานจะมีน้ำพอใช้ แต่ต้องใช้อย่างประหยัดและคุ้มค่า เน้นใช้น้ำแบบรอบเวร โดยเฉพาะเดือนสิงหาคม-กันยายน ขอความร่วมมือการประปาส่วนภูมิภาค การประปาส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สูบตามระยะเวลาที่กำหนดและให้ลดระยะเวลาการสูบ พร้อมสนับสนุนการปลูกพืชเแบบเปียกสลับแห้งที่ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำได้ถึง 20-30%” นายทองเปลว กล่าว

สำหรับการเตรียมการรับมือภัยแล้งของกรมชลประทาน ได้สั่งการให้เฝ้าระวังในพื้นที่ 22 จังหวัด ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก โดยในส่วนภาคเหนือนั้นเข้าดำเนินการก่อนฝนทิ้งช่วง ด้วยวิธีจัดรอบเวรส่งน้ำให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไย และส้ม ซึ่งปัญหาคลี่คลายลงเป็นลำดับ นอกจากนี้ กรมยังเตรียมเครื่องสูบน้ำทั้งประเทศ 1,935 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 106 คัน รวมทั้งเครื่องจักรกลสนับสนุนอื่นๆ อีกกว่า 2,000 หน่วย เพื่อช่วยประชาชนและเกษตรกร

“การบริหารจัดการน้ำ ได้วางแผนให้สอดคล้องตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่าฤดูฝนปีนี้ จะมีปริมาณฝนทั้งประเทศน้อยกว่าปีที่ผ่านมา และน้อยกว่าค่าปกติประมาณ 10% โดยมีฝนทิ้งช่วง เมื่อปลาย มิ.ย.-กลาง ก.ค. และจะมีฝนตกชุกช่วงปลาย ก.ค.-ก.ย. และคาดว่าจะมีพายุหมุนเขตร้อนเข้าไทย 1 ลูก” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

‘กรมชลฯ’สูบน้ำช่วยชาวนากว่า1แสนไร่เผชิญภัยแล้ง‘กำแพงเพชร-พิจิตร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429212

‘กรมชลฯ’สูบน้ำช่วยชาวนากว่า1แสนไร่เผชิญภัยแล้ง‘กำแพงเพชร-พิจิตร’

‘กรมชลฯ’สูบน้ำช่วยชาวนากว่า1แสนไร่เผชิญภัยแล้ง‘กำแพงเพชร-พิจิตร’

วันเสาร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 13.55 น.

“กรมชลฯตั้งสูบน้ำเร่งช่วยเหลือชาวนาขาดน้ำกว่า1แสนไร่ จ.กำแพงเพชร พิจิตร ใกล้ยืนต้นตายเพราะภัยแล้ง หลังฝนตกน้อยกว่าค่าปกตินานกว่า 2 เดือน” 

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2562 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าได้สั่งการให้ชลประทานทุกพื้นที่เร่งช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชน ประสบสภาวะฝนทิ้งช่วง โดยมีปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าปกติเป็นระยะเวลากว่า 2 เดือน ส่งผลกระทบให้นาข้าวในหลายพื้นที่ขาดน้ำ อาทิ พื้นที่นากว่า 1 แสนไร่ ต.ทุ่งทราย ต.ทุ่งทอง ต.ถาวรวัฒนา อ.ทรายทองวัฒนา ต.หนองแม่แตง อ.ไทรงาม จ.กำแพงเพชร และในพื้นที่ต.บึงบัว อ.สามง่าม ต.ดงเสือเหลือง และต.ทุ่งใหญ่ อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร ซึ่งอยู่ในเขตโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาวังบัว ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ นั้น

เนื่องจากปัจจุบันได้มีการก่อสร้างปรับปรุงประตูระบายน้ำ(ปตร.)ปากคลองส่งน้ำสาย MC ของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาวังบัว ตั้งอยู่ในเขต ต.เทพนคร อ.เมืองกำแพงเพชร เพื่อทดแทนอาคารท่อระบายน้ำเดิม ทำให้ต้องงดการส่งน้ำผ่านเขตก่อสร้างดังกล่าว โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาวังบัว จึงได้แก้ปัญหาด้วยการประสานกับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง ให้ส่งน้ำจากคลอง 2R-MC เข้าสู่ท่อระบายน้ำปากคลองชักน้ำของโครงการฯวังบัว ในอัตราสูงสุด 18 ลบ.ม./วินาที เพื่อส่งน้ำไปให้ถึงพื้นที่การเกษตรของโครงการฯ แต่เนื่องจากฤดูฝนปีนี้มีปริมาณฝนตกน้อยกว่าปกติ ทำให้ปริมาณน้ำที่ส่งเข้าคลองส่งน้ำสายใหญ่ไม่เพียงพอในการเสริมน้ำฝนให้เกษตรกรทำนาปี

“ ได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำ ขนาด 42 นิ้ว อัตราการสูบน้ำ 3.5 ลบ.ม./วินาที จำนวน 2 เครื่อง รวมกับปริมาณน้ำที่ส่งได้เดิมจาก 18 ลบ.ม./วินาที ทำให้สามารถส่งน้ำได้รวม 25 ลบ.ม./วินาที พร้อมกับให้โครงการ-ส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง ควบคุมดูแลปริมาณน้ำที่จะส่งเข้าคลองชักน้ำวังบัว และให้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาวังบัว บริหารน้ำในคลองชักน้ำไม่ให้น้อยกว่า 20-25 ลบ.ม./วินาที ตามข้อตกลงกับเกษตรกร ส่วนที่อยู่หลังจากประตูระบายน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาวังบัว ได้ให้ผู้แทนเกษตรกร ร่วมกันบริหารจัดการน้ำ และควบคุมการเปิด-ปิดบาน ทรบ.(ท่อระบายน้ำ)ในพื้นที่ของตน เพื่อให้สามารถส่งน้ำไปให้ถึงด้านปลายคลองภายใน 7-10 วัน” นายทวีศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ กรมชลประทานไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือนร้อนของประชาชนหรือเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ ได้กำชับให้โครงการชลประทานทุกแห่ง ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมกับเร่งเข้าไปให้ความช่วยเหลือประชาชนให้เร็วที่สุด และขอให้มั่นใจในการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดกำลัง รวมทั้งขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด จนกว่าฝนจะเริ่มตกชุกสม่ำเสมอในเดือนสิงหาคมนี้ ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ(สสน.)ได้คาดการณ์ไว้

‘ครูกศน.’ ลุยทุ่งเกษตรธรรมชาติเรียนรู้ดำนาแบบดั้งเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/429132

'ครูกศน.' ลุยทุ่งเกษตรธรรมชาติเรียนรู้ดำนาแบบดั้งเดิม

‘ครูกศน.’ ลุยทุ่งเกษตรธรรมชาติเรียนรู้ดำนาแบบดั้งเดิม

วันศุกร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 19.24 น.

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2562 สำนักงาน กศน.สุรินทร์ได้มีการจัดกิจกรรมลงแขกดำนาพร้อมนำอาชีพการทำนาเป็นหลักสูตรวิชาเลือกเสรีของนักศึกษา สู่โมเดล “ช้างน้อยน่ารัก” ของสำนักงานกศน.จังหวัดสุรินทร์ที่นำโดยนายชัยณรงค์  ป้องบ้านเรือ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน.จังหวัดสุรินทร์  ซึ่งได้ดำเนินการจัดกิจกรรมโครงการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้ตามแนวทางเกษตรธรรมชาติสู่การพัฒนาอาชีพเกษตรกรอย่างยั่งยืนของสำนักงาน กศน.จังหวัดสุรินทร์   และได้กำหนดให้มีการลงพื้นที่ปฏิบัติกิจกรรม และเรียนรู้ขั้นตอนการปลูกข้าวพร้อมลงพื้นที่ดำนาในพื้นที่ ณ บ้านพลับ หมู่ 6  .ตำบลสระขุด  อำเภอชุมพลบุรี   จังหวัดสุรินทร์

เพื่อให้บุคลากร ครูกศน.ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้   การจัดกระบวนการเรียนรู้ ตามแนวทางเกษตรธรรมชาติสู่การพัฒนาอาชีพเกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา  ศึกษานิเทศก์ ข้าราชการ ครูอาสาสมัคร กศน. ครูกศน.ตำบล  และบุคลากรในสังกัดสำนักงาน กศน.จังหวัดสุรินทร์ รวมทั้งสิ้น 63 คนเข้าร่วมกิจกรรม

นายชัยณรงค์  ป้องบ้านเรือ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน.จังหวัดสุรินทร์  กล่าวว่า พื้นที่ในอำเภอชุมพลบุรี เป็นพื้นที่ที่มีการทำนา เขาเรียกว่า ทุ่งกุลาร้องไห้ ดินแดนแห่งข้าวสารหอม ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก  ซึ่งกศน.สุรินทร์ได้ชวนบุคลากร ชวนคนกศน.เองมาเรียนรู้ เรื่องการทำนาที่ทุ่งกุลาร้องไห้แห่งนี้ที่อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ โดยกศน.จังหวัดสุรินทร์ได้เชิญชวนผู้บริหาร  ศึกษานิเทศก์   ข้าราชการ   ครูอาสาสมัคร กศน.   ครูกศน.ตำบล  และบุคลากรในสังกัดสำนักงาน กศน.จังหวัดสุรินทร์ มาเรียนรู้ว่าการดำนาในวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของคนภาคอีสานเขาทำอย่างไร  โดยเรียนรู้วิธีการและปัญหาอุปสรรค  เรียนรู้วิถีชีวิต  เรียนรู้แลกเปลี่ยน นำเอานวัตกรรม การเปลี่ยนแปลงมาสู่วิธีการดำนา ซึ่งมีหลายอย่างที่น่าสนใจ

สกู๊ป : ‘อุทัยธานีโมเดล’กำจัดตั๊กแตนด้วยวิธีกล ลดต้นทุนรักษาสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428808

สกู๊ป : ‘อุทัยธานีโมเดล’กำจัดตั๊กแตนด้วยวิธีกล  ลดต้นทุนรักษาสิ่งแวดล้อม

สกู๊ป : ‘อุทัยธานีโมเดล’กำจัดตั๊กแตนด้วยวิธีกล ลดต้นทุนรักษาสิ่งแวดล้อม

วันศุกร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อ้อยโรงงานเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมีพื้นที่ปลูก 326,923 ไร่ ปลูกมากในเขตอำเภอบ้านไร่ ลานสัก ห้วยคต หนองฉาง สว่างอารมณ์ ทัพทัน และหนองขาหย่าง ให้ผลผลิตอ้อยสดประมาณ 3,269,230 ตัน โดยมีโรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลบ้านไร่ และโรงงานน้ำตาลมิตรเกษตร อ.สว่างอารมณ์ เป็นแหล่งรับซื้อผลผลิตอ้อยจากเกษตรกร เพื่อแปรรูปเป็นน้ำตาลทราย

เมื่อช่วงวันที่ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีตั๊กแตน แมลงศัตรูพืชสำคัญของอ้อยโรงงานระบาดหนัก กัดกินแปลงอ้อยของเกษตรกรที่ต.บ้านใหม่คลองเคียน อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดอุทัยธานีจึงลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่าเป็นตั๊กแตนไฮโลไกลฟัส (ตั๊กแตนข้าว) กัดกินแปลงอ้อยของเกษตรกร หมู่ที่ 2,8 ต.บ้านใหม่คลองเคียน และหมู่ที่ 4,6 ต.วังหิน อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี รวม 4 หมู่บ้าน พบพื้นที่ระบาด 60 ไร่ และพื้นที่เฝ้าระวัง 300 ไร่ มีเกษตรกรได้รับผลกระทบทั้งหมด 19 ราย โดยพบร่องรอยใบอ้อยถูกตั๊กแตนกัดกินทำลายแหว่งเว้า ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบให้ผลผลิตอ้อยในปี 2563 ลดลง

ดังนั้น สำนักงานเกษตรจังหวัดอุทัยธานีร่วมกับสมาคมชาวไร่อ้อยอุทัยธานีไทยเศรษฐ์ โรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาลบ้านไร่ และโรงงานน้ำตาลมิตรเกษตร อ.สว่างอารมณ์ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเกษตรกรในต.บ้านใหม่คลองเคียน และต.วังหิน อ.บ้านไร่ จึงกำหนดจัดงานวันรณรงค์กำจัดตั๊กแตนในแปลงอ้อยขึ้น เพื่อลดปริมาณตั๊กแตนในพื้นที่ระบาดให้ลดลง รวมถึงให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญในการป้องกันกำจัดอย่างถูกวิธี

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการจัดงานวันรณรงค์กำจัดตั๊กแตนในแปลงอ้อย เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่หมู่ที่ 8 บ้านอุดมสุข ต.บ้านใหม่คลองเคียน อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ว่า การแพร่ระบาดของตั๊กแตนไฮโลไกลฟัส (ตั๊กแตนข้าว) มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ส่วนราชการรวมทั้งภาคเอกชนต้องบูรณาการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของตั๊กแตนในแปลงอ้อยให้มีปริมาณลดลงและไม่ให้ขยายวงกว้าง ซึ่งจากการดำเนินการของสำนักงานเกษตรจังหวัดอุทัยธานี ได้ประชุมชี้แจงเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจในการป้องกันกำจัดให้เกษตรกรตำบลวังหิน เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พร้อมระดมทีมมือปราบตั๊กแตนซึ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยบ้านจัน ต.หนองจอก อ.บ้านไร่ เข้ากำจัดด้วยวิธีกล คือการใช้มือจับในเวลากลางคืน ผลดำเนินการจับตั๊กแตนครั้งนี้จำนวน 6 วัน ที่ผ่านมา มีเกษตรกรเข้าร่วมจับตั๊กแตน 155 แรง จับตั๊กแตนได้ทั้งหมด 346 กิโลกรัม รวมตั๊กแตนทั้งหมด 429,040 ตัว โดยประมาณ มีมูลค่าจำหน่าย 34,600 บาท แต่จากการตรวจสอบพบว่ายังมีตั๊กแตนแพร่ระบาดอยู่ในพื้นที่แปลงอ้อยของเกษตรกรและพื้นที่ใกล้เคียง จึงจำเป็นต้องดำเนินการควบคุมปริมาณของตั๊กแตนที่ระบาดให้ลดลง

นอกจากนี้ ตั๊กแตนที่จับได้ดังกล่าว เกษตรกรนำไปจำหน่ายในชุมชนของตนเอง ราคากิโลกรัมละ 100 – 150 บาท ปรากฏว่าขายดีมาก ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด สร้างรายได้ให้เกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

“อยากให้หมู่บ้านแห่งนี้เป็นชุมชนต้นแบบในการป้องกันกำจัดตั๊กแตนด้วยวิธีกล คือการใช้มือจับ ขยายผลไปหมู่บ้านหรือชุมชนอื่น หากพบการระบาด เนื่องจากเป็นวิธีกำจัดที่มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ดินและน้ำ พร้อมจะนำแนวคิด “อุทัยธานีโมเดล” กำจัดตั๊กแตนด้วยวิธีการจับไปเผยแพร่ผลการดำเนินงานต่อไป” นางสาวมนัญญา กล่าวทิ้งท้าย

เลาะรั้วเกษตร : เอาไงดี…น้าแอ๊ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428807

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เอาไงดี…น้าแอ๊ด

วันศุกร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เรื่องราวของกัญชายังคงยึดพื้นที่สื่อได้เป็นรายวัน มากบ้าง น้อยบ้าง แต่ก็มีประจำ… ตั้งแต่ข่าวหน้า 1 ไปจนถึงหน้าในอีกหลายๆ หน้า ทั้งเชียร์กันสุดกู่ ทั้งดึงๆ กันไว้ให้หันมาดูอีกด้านหนึ่งที่อันตราย แต่ฝ่ายที่เชียร์ออกจะเสียงดังกว่า ประกอบกับถูกใจผู้บริโภคที่เข้าใจว่าบรรดาโรคร้ายที่เป็นอยู่หายไปสิ้นเพราะฤทธิ์ของกัญชา

ก่อนหน้านี้ ศิลปินเพลง อย่างแอ๊ด คาราบาว ไปนั่งฟัง เดชา ศิริพัฒน์ ผู้โด่งดังจากการแอบผลิตน้ำมันกัญชา โดยอ้างว่าเพื่อแจกจ่ายให้ผู้ป่วยไปใช้ในการบำบัดโรคมะเร็ง จนซาบซึ้ง และพาลตำหนิตัวเองว่าเข้าใจผิดไปที่แต่งเพลง “กัญชา” มีเนื้อหาว่าด้วยโทษของกัญชาเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะประโยคจบของเพลงที่บอกว่า “เส้นทางสุดท้าย…นอนตายใต้ต้นกัญชา”

ต้องบอกน้าแอ๊ดว่า เพลง “กัญชา” ในบริบทเมื่อปี พ.ศ. 2525 หรือประมาณ 37 ปีก่อน คือ พืชเสพติด ตามที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ก็ถูกต้องตามนั้น เพราะการเสพกัญชา หรือที่ภาษาวัยรุ่นว่า พี้กัญชา เป็นประจำนั้นเป็นการทำลายตัวเอง เพราะกัญชามีฤทธิ์ทำลายการทำงานของอวัยวะได้หลายส่วน ทำให้ร่างกายอ่อนแอ เกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย ทำลายสมรรถภาพร่างกาย ไม่สามารถทำงานได้ โดยเฉพาะงานที่ใช้แรงกาย ความคิด และการตัดสินใจ

กัญชายังทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่าย ยิ่งร้ายไปกว่านั้น ผู้เสพกัญชาในปริมาณมากๆ มักจะเป็นโรคจิตในภายหลัง มีอาการหวาดระแวง เลื่อนลอย สับสน ฟั่นเฟือน ประสาทหลอน และสภาพจิตเสื่อมอาการเหล่านี้เหมือนในเพลง “กัญชา” ที่น้าแอ๊ดว่าไว้

ส่วนการนอนตายใต้ต้นกัญชา ก็มีโอกาสเป็นไปได้ เพราะกัญชามีหลายพันธุ์ บางพันธุ์สูงได้ถึง 2 เมตร ถ้าปลูกกัญชาหลายๆ ต้น ก็เป็นร่มเงาให้นอนพี้อยู่ใต้ต้นจนตายได้เหมือนกัน

มา พ.ศ. นี้ น้าแอ๊ดได้ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับกัญชา เป็นข้อมูลที่แตกต่างออกไปจากเดิมที่ระบุว่ากัญชาเป็นยาเสพติด มา พ.ศ. นี้ มีการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ เชื่อว่ารักษาโรคมะเร็งได้ น้าแอ๊ดจึงแต่งเพลงเรียกร้องให้ปฏิวัติกัญชา “เพราะพืชนี้คือโอกาส ช่วยชนในชาติกู้ชีวิตแต่ไม่แพงแถมยังได้ผลชะงัก มะเร็งที่หนักขั้นคีโมฉายแสง ผู้ป่วยอ่อนล้าโรยแรง หันมาพึ่งกัญชายืดชีวาถึงหายขาด…”

กัญชาของน้าแอ๊ดจึงเป็นยาวิเศษ..เป็น มหัศจรรย์กัญชา….มีแต่ประโยชน์ ไม่มีโทษเสียแล้ว….

ไม่เพียงแต่กัญชาเท่านั้น ล่าสุดน้าแอ๊ดยังแต่งเพลงใหม่ถามพี่ตู่ด้วยว่า “เอาไงดีครับพี่ตู่”

“คนไทยกำลังตายผ่อนส่ง เพราะภาครัฐยังปักธงให้ใช้สารพิษอันตราย พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต ต่างประเทศเขาเลิกใช้ แต่เมืองไทยกลับยิ่งใช้ เพิ่งจะรู้ว่ากินผักผลไม้ ยิ่งกินยิ่งตาย เอาไงดีครับพี่ตู่….”

ไม่รู้ว่าใครให้ข้อมูลน้าแอ๊ดเอาไปแต่งเพลง เนื้อเพลงไม่กี่บรรทัดของน้าแอ๊ด สรุปสั้นๆ ได้ใจความ แต่ไม่ถูกต้อง…

เรื่องราวของสารเคมี 3 ชนิดนี้ เปรียบเหมือนเรื่องราวของกัญชา แต่เป็นในทางกลับกัน วันก่อนกัญชาคือยาเสพติด วันนี้กัญชาคือยาวิเศษ ส่วนสารเคมี 3 ชนิดนี้ เมื่อก่อนคือสารเคมีที่แสนวิเศษ โดยเฉพาะ พาราควอต และไกลโฟเซต เป็นสารเคมีกำจัดวัชพืช หรือที่น้าแอ๊ดเรียกว่ายาฆ่าหญ้า ที่กำจัดวัชพืชอย่างได้ผล ช่วยเกษตรกรประหยัดต้นทุนค่าจ้างแรงงาน เกษตรกรที่ใช้สารเคมีทั้ง 2 ชนิดนี้ ไม่มีใครได้รับผลกระทบจากการใช้ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ หรือสิ่งแวดล้อม

มาวันนี้มีคนออกมาบอกว่า สารเคมี 2 ชนิดนั้น คือ สารเคมีที่มีพิษร้ายแรง เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้คนและสิ่งแวดล้อม โดยอ้างอิงผลวิจัยที่ไม่สามารถอธิบายให้ความกระจ่างชัดเจนถึงที่มาที่ไป วิธีการศึกษาวิจัย วิธีการเก็บข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลที่อยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ได้ แถมยังพยายามทำลายภาพลักษณ์ของผลผลิตทางการเกษตรของไทยด้วยการใช้คำว่า “แผ่นดินอาบสารพิษ” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการยกเลิกการใช้ โดยอ้างว่าประเทศอื่นยกเลิกการใช้กันหมดแล้ว แต่ไม่เคยพูดถึงบางประเทศที่ยกเลิกการใช้ไปแล้ว ต้องกลับมาใช้ใหม่ เพราะเกษตรกรเดือดร้อน ไม่มีสารกำจัดวัชพืชใช้ เกิดความเสียหายต่อการผลิตพืชผลของประเทศ ไม่สามารถผลิตได้ในปริมาณที่ประเทศคู่ค้าต้องการได้

ตามธรรมดา เหรียญย่อมมี 2 ด้านเสมอ ทั้งกัญชา และสารเคมีที่กล่าวถึง ต่างก็มีทั้งประโยชน์และโทษ น้าแอ๊ด ซึ่งมีอัจฉริยะทางด้านดนตรี และเป็นศิลปินแห่งชาติ มีอิทธิพลต่อประชาชนที่นิยมชมชอบเนื้อเพลงที่น้าสร้างสรรค์ คือขนมหวาน และยาพิษ สำหรับคนเสพด้วยเช่นกัน น้าคงต้องเลือกว่าจะยื่นอะไรให้คนเสพ ถ้าเป็นประเด็นที่ยังมีข้อขัดแย้งในสังคม น้าไม่ควรชี้นำด้านใดด้านหนึ่ง หรือน้าว่าไง…

แว่นขยาย

สภาเกษตรฯเร่งพัฒนาสมรรถนะบุคลากร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428805

x

สภาเกษตรฯเร่งพัฒนาสมรรถนะบุคลากร

วันศุกร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นประธานเปิดงานโครงการฝึกอบรมหลักสูตร “การพัฒนาสมรรถนะด้านบริหารสำหรับพนักงานระดับอำนวยการสูงและระดับอำนวยการต้น” รุ่นที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-26 กรกฎาคม  ณ โรงแรมริเวอร์ไรน์ เพลส จ.นนทบุรี และบรรยายพิเศษ เรื่อง “นโยบายและทิศทางการปฏิบัติงาน”ว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นองค์กรที่มีพันธกิจเพิ่มประสิทธิภาพ/ศักยภาพพนักงาน สมาชิกสภาเกษตรกร และคณะผู้ปฏิบัติงานในการใช้เทคโนโลยี เครื่องมืออุปกรณ์สำรวจ/จัดเก็บข้อมูลปัญหา ความต้องการพัฒนาแก้ปัญหาการเกษตร และสื่อสารคำแนะนำแนวทางแก้ปัญหา วิเคราะห์/สังเคราะห์ข้อมูลด้านการเกษตร หรือสภาพแวดล้อม รวมทั้งวิธีจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายหรือวิธีจัดทำแผนพัฒนาเกษตรกรรมที่มีคุณภาพ ประสานหน่วยงานต่างๆขับเคลื่อนงาน/โครงการที่ได้จากการจัดทำแผนไปสู่การปฏิบัติ ส่งเสริมสนับสนุนองค์ความรู้ด้านจัดการฟาร์มแก่เกษตรกรต้นแบบ ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวเป็นกลุ่ม/องค์กรเกษตรกรรายสินค้าดำเนินการผลิต และประสานหน่วยงานพัฒนาศักยภาพด้านบริหารจัดการธุรกิจของกลุ่ม/องค์กรเกษตรกรรายสินค้าที่มุ่งผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปเพิ่มมูลค่า ภายใต้วิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ว่า “สภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นสถาบันแกนหลักประสานการพัฒนาภาคเกษตรกรรมมุ่งให้เกษตรกร และองค์กรเกษตรกรมีความเข้มแข็งในอาชีพ”

“วิสัยทัศน์ของสภาเกษตรกรฯจะบรรลุผลได้ การพัฒนาบุคลากรในองค์การสำคัญยิ่ง เพราะมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาการเกษตรที่สอดคล้องความต้องการของเกษตรกรและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น บุคลากรของสำนักงานสภาเกษตรฯต้องมีความรู้ ความเข้าใจบทบาท ภาระหน้าที่ของตนเองที่เป็นตัวขับเคลื่อนการดำเนินงานของสภาเกษตรกรฯ ให้บรรลุเป้าหมายที่สำคัญต้องมีทัศนคติที่ดีต่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมรับและสร้างการเปลี่ยนแปลงกับองค์กรที่เกิดขึ้นตลอดเวลา” ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล่าว

โดยผู้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นพนักงานของสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติระดับอำนวยการสูงและระดับอำนวยการต้น เพื่อเตรียมความพร้อมรับหน้าที่รับผิดชอบ และภารกิจในการบริหารงานที่สูงขึ้น ซึ่งการอบรมในโครงการดังกล่าวจัดขึ้น 2 รุ่นคือ ระหว่างวันที่ 20-26 กรกฎาคม และระหว่างวันที่ 13-19 สิงหาคม