รายงานพิเศษ : กรมชลฯกางแผนฝ่าวิกฤติภัยแล้งกลางฤดูฝนปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428810

รายงานพิเศษ : กรมชลฯกางแผนฝ่าวิกฤติภัยแล้งกลางฤดูฝนปี’62

รายงานพิเศษ : กรมชลฯกางแผนฝ่าวิกฤติภัยแล้งกลางฤดูฝนปี’62

วันศุกร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ปีนี้ยังจะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญอ่อนๆ ทำให้อุณหภูมิของอากาศสูงกว่าปกติ ทำให้เกิดสภาวะความแห้งแล้ง ฝนทิ้งช่วงและปริมาณฝนจะน้อย ซึ่งเป็นไปตามคาดการณ์ ขณะนี้ประเทศไทยเข้่าฤดูฝนเต็มตัว แต่ปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศค่อนข้างต่ำ เขื่อนขนาดใหญ่ 18 แห่ง มีปริมาณน้ำใช้งานได้ค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะน้ำใน 4 เขื่อนของลุ่มเจ้าพระยาอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศมีน้ำน้อยมาก

เขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 807 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หรือ ร้อยละ 8 ของปริมาณการกักเก็บ เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 473 ล้าน ลบ.ม. หรือ ร้อยละ 7 ของปริมาณการกักเก็บ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนมีปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 93 ล้าน ลบ.ม. หรือ ร้อยละ 10 ของปริมาณการกักเก็บ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 41 ล้าน ลบ.ม. หรือ ร้อยละ 4 ของปริมาณการกักเก็บ รวมปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ของ 4 เขื่อนหลักดังกล่าวขณะนี้เหลือเพียง 1,414 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น และมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกเหนือเขื่อนยังน้อย

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากปริมาณน้ำใช้การได้ใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มีปริมาณค่อนข้างน้อยนั้น จึงสั่งการให้ทุกโครงการชลประทานบริหารตามแนวทางของกรมที่วางแผนไว้อย่างเคร่งครัด โดยประสานกลุ่มผู้ใช้น้ำและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อให้การใช้น้ำเกิดประสิทธิภาพและประหยัดน้ำสำหรับประโยชน์ของภาคส่วน โดยวางแนวทางปฏิบัติไว้ดังนี้

1.ให้ทุกโครงการชลประทานประสานกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ปฏิบัติตามแผนส่งน้ำแต่ละรอบเวรอย่างเคร่งครัด เพื่อให้น้ำไปทั่วถึงเกษตรกรและผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะรักษาพื้นที่เพาะปลูกคือนาข้าวที่ปลูกแล้วประมาณ 6.21 ล้านไร่ 2.กำชับให้สถานีสูบน้ำของ อปท.ทั้ง 339 แห่ง สูบน้ำตามรอบเวร ที่กรมชลประทานวางแผนไว้เพื่อป้องกันการสูบนอกแผนงาน อันจะกระทบกับพื้นที่อื่น

3.สำหรับเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาที่เป็นพื้นที่นาดอน ให้เจ้าหน้าที่ทำความเข้าใจให้เกษตรกรชะลอการปลูกข้าวไปจนกว่าจะมีฝนปกติ เพื่อป้องกันความเสียหาย และ 4.โครงการบางระกำโมเดล ที่กรมชลประทานส่งเสริมให้ปลูกเดือนเมษายน เพื่อให้เกี่ยวข้าวเสร็จก่อนน้ำหลาก ขณะนี้เก็บเกี่ยวหมดแล้ว โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน แจ้งให้เกษตรกรในพื้นที่ทราบว่า จะเริ่มงดส่งน้ำเพื่อการเกษตรตั้งแต่ 31 ก.ค. 2562 ตามที่ได้วางไว้ และประสบความสำเร็จด้วยดีเช่นปีที่ผ่านมา

ปริมาณน้ำใช้การได้ใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งมีประมาณ 1,400 ล้านลบ.ม. ระบายออกวันละ 45 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการอุปโภคบริโภค และรักษานิเวศดันน้ำเค็มในช่วงน้ำทะเลขึ้นสูง รักษาระบบประปา เพื่อการเกษตร เพื่อการอุตสาหกรรม และอื่นๆ

หากระบายปริมาณนี้เท่ากันทุกวันอีก 40 วันน้ำก็จะหมดเขื่อนจริงหรือไม่?

อธิบดีกรมชลประทาน ยืนยันว่า ภายใน 40 วัน น้ำไม่หมดเขื่อนและยังไม่เกิดวิกฤติขาดน้ำตามที่วิตกกังวล เพราะความจริงจะมีฝนตกและน้ำไหลเข้าเขื่อนแต่ละพื้นที่ทุกวัน เมื่อเทียบกับสถานการณ์ฝนน้อยในปี 2558 ซึ่งระบายน้ำเพียงวันละ 18 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการบริโภคอุปโภคเท่านั้นและงดส่งน้ำเพื่อการเกษตร แต่ในปีนี้ยังระบายน้ำได้วันละ 45 ล้านลบ.ม. เมื่อเทียบกันแล้วสถานการณ์น้ำในปีนี้ดีกว่าปี 2558 อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ภาพรวมปีนี้ยังมีน้ำใช้การมากกว่าปี 2558 ก็ตาม แต่การประหยัดน้ำจะช่วยป้องกันวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นในสภาวะอากาศที่ผันผวนเช่นปัจจุบันได้

สำหรับการปลูกพืชในเขตชลประทาน(นาปี)ปี 2562 ตามแผนกำหนดไว้ 16.21 ล้านไร่ ปัจจุบันเพาะปลูกแล้ว 11.23 ล้านไร่ (69%) ในส่วนพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาแผนการเพาะปลูกข้าวนาปี 7.65 ล้านไร่ ปลูกแล้ว 6.21 ล้านไร่ (81.14%) ของแผน ทั้งนี้ กรมยืนยันว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตชลประทานยังคงมีน้ำเพียงพอสำหรับน้ำเพื่อการเกษตร อุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และรักษาระบบนิเวศ

อย่างไรก็ตาม แม้ในเขตชลประทานจะมีน้ำเพียงพอ แต่ต้องใช้อย่างประหยัดและคุ้มค่า เน้นใช้น้ำแบบรอบเวร โดยเฉพาะเดือนสิงหาคม-กันยายน ขอความร่วมมือการประปาส่วนภูมิภาค การประปาส่วนท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สูบตามระยะเวลาที่กำหนดและให้ลดระยะเวลาการสูบ พร้อมสนับสนุนการปลูกพืชเแบบเปียกสลับแห้งที่ช่วยลดปริมาณการใช้น้ำได้ถึง 20-30%

สำหรับการเตรียมการรับมือภัยแล้งของกรมชลประทาน ได้สั่งการให้เฝ้าระวังในพื้นที่ 22 จังหวัด ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก โดยในส่วนภาคเหนือนั้นเข้าดำเนินการก่อนฝนทิ้งช่วง ด้วยวิธีจัดรอบเวรส่งน้ำให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไย และส้ม ซึ่งปัญหาคลี่คลายลงเป็นลำดับ นอกจากนี้ กรมยังเตรียมเครื่องสูบน้ำทั้งประเทศ 1,935 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 106 คัน รวมทั้งเครื่องจักรกลสนับสนุนอื่นๆ อีกกว่า 2,000 หน่วย เพื่อช่วยประชาชนและเกษตรกร

“การบริหารจัดการน้ำแต่ละปี กรมจะวางแผนให้สอดคล้องกับคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งคาดหมายฤดูฝนปี 2562 จะมีปริมาณฝนทั้งประเทศน้อยกว่าปี 2561 และจะน้อยกว่าค่าปกติประมาณ 5-10% โดยจะมีฝนทิ้งช่วงปลาย มิ.ย.-กลาง ก.ค. จากนั้นจะมีฝนตกชุกหนาแน่นตั้งแต่ปลาย ก.ค.-ก.ย. 2562 และปลายปีคาดว่าจะมีพายุหมุนเขตร้อนเข้าไทย 1 ลูก” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

พด.ดันตั้งศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428806

x

พด.ดันตั้งศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ฯ

วันศุกร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ลงพื้นที่ติดตามการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด ของสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 จ.ขอนแก่น โดยลงพื้นที่โครงการปรับปรุงและผลิตเมล็ดพันธุ์พืชอนุรักษ์ดินและน้ำและพืชปรับปรุงดิน บ้านโสกขุ่น ต.กุดรัง อ.กุดรัง จ.มหาสารคาม มีเนื้อที่รวม 793 ไร่ เพื่อเตรียมพัฒนา ปรับปรุง และคัดเลือกพันธุ์พืชปุ๋ยสดให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ และพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นศูนย์เรียนรู้แหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์พืชอนุรักษ์ดินและน้ำและพืชปรับปรุงดิน ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดิน ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้พืชปุ๋ยสด ได้แก่ ปอเทือง ถั่วพุ่ม ถั่วพร้า ถั่วมะแฮะ และโสนอัฟริกัน เป็นพืชปรับปรุงบำรุงดิน โดยแต่ละปีมีงบประมาณสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชปุ๋ยสด 3,000 ตันต่อปี คิดเป็นพื้นที่รวมกว่า 175,000 ไร่ ส่งเสริมให้เกษตรกรหว่านเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด แล้วรอการเจริญเติบโตของพืชปุ๋ยสดเต็มที่ จึงไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด เพิ่มอินทรียวัตถุให้ดิน ลดค่าใช้จ่ายใช้ปุ๋ยเคมีได้อย่างดี

โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 ที่ดูแลรับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคอีสานตอนเหนือ สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ปอเทืองและถั่วพร้า ปลูกและไถกลบช่วงก่อนปลูกข้าว พื้นที่ 1 ไร่ ทำปุ๋ยพืชสด จะเพิ่มธาตุไนโตรเจน 30 กก./ไร่ คิดเป็นมูลค่าเมื่อเทียบกับการใช้ปุ๋ยเคมีไม่น้อยกว่า 1,200 บาท/ไร่ ซึ่งสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 ขยายพื้นที่ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดให้เป็นเมล็ดพันธุ์หลัก และเมล็ดพันธุ์ขยายในพื้นที่ศูนย์ผลิตพันธุ์พืชอนุรักษ์ดินและน้ำ บ้านโคกขุ่น ต.กุดรัง อ.กุดรัง จ.มหาสารคาม และพื้นที่แปลงเกษตรกรเครือข่ายที่ผ่านการอบรมการผลิตเมล็ดพันธุ์ จากผู้เชี่ยวชาญของสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 ทุกปี เพื่อเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสดกระจายให้เกษตรกรภาคอีสาน

นอกจากนี้ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน มอบหมายผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 5 ผู้เชี่ยวชาญ และผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินพื้นที่ภาคอีสาน ให้ควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด และถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรในการปรับปรุงดินโดยใช้พืชปุ๋ยสด เพื่อลดต้นทุน ลดใช้ปุ๋ยเคมี นำสู่การผลิตที่ปลอดภัย และให้ผสมผสานวิธีการการจัดการดินแบบสหวิชาการ นำไปสู่ความยั่งยืนต่อไป

กรมส่งเสริมสหกรณ์หนุนสหกรณ์อุ้มสมาชิกสู้ภัยแล้ง! จัดสรรเงินกองทุนพันล้าน-ขุดบาดาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428747

กรมส่งเสริมสหกรณ์หนุนสหกรณ์อุ้มสมาชิกสู้ภัยแล้ง! จัดสรรเงินกองทุนพันล้าน-ขุดบาดาล

กรมส่งเสริมสหกรณ์หนุนสหกรณ์อุ้มสมาชิกสู้ภัยแล้ง! จัดสรรเงินกองทุนพันล้าน-ขุดบาดาล

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 15.17 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์หนุนสหกรณ์อุ้มสมาชิกสู้ภัยแล้ง จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 1,000 ล้าน ให้กู้ขุดบ่อบาดาลหาแหล่งน้ำ พร้อมสร้างอาชีพระยะสั้นช่วงหน้าแล้ง

25 กรกฎาคม 2562 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 1,000 ล้านบาท ให้สหกรณ์การเกษตรกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี เพื่อนำไปปล่อยกู้ให้สมาชิกสหกรณ์ รายละ 30,000 – 50,000 บาท ระยะเวลาผ่อนชำระคืน 3-5 ปี ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งที่กำลังลุกลามในหลายจังหวัด ทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง โดยเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ที่จะช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ในระยะเร่งด่วนนี้ แบ่งออกเป็น 2 โครงการ ได้แก่ เงินกู้วงเงิน  400 ล้านบาท ให้สมาชิกสหกรณ์กู้ยืมไปขุดสระน้ำและเจาะบ่อบาดาล พร้อมอุปกรณ์สูบน้ำ เพื่อจะได้มีแหล่งน้ำไว้ใช้สำหรับฤดูแล้งปีนี้

ซึ่งสหกรณ์แต่ละแห่งจะขอกู้ได้ไม่เกิน 5 ล้านบาท และนำไปปล่อยกู้ให้สมาชิกรายละไม่เกิน 50,000 บาท ส่วนวงเงินกู้อีก 600 ล้านบาท นำไปให้สมาชิกกู้ยืมไปลงทุนเพื่อประกอบอาชีพเสริม เช่น การปลูกพืชระยะสั้นและใช้น้ำน้อย ที่จะสามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ในช่วงฤดูแล้งนี้ หรือสหกรณ์กู้ยืมไปเพื่อจัดหาปัจจัยการผลิต หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมาจำหน่ายในราคายุติธรรม เพื่อช่วยลดต้นทุนในการประกอบอาชีพให้กับสมาชิก

เบื้องต้นมีการสำรวจความต้องการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์จากปัญหาภัยแล้ง มีสหกรณ์ที่ต้องการขอกู้เงินเพื่อนำไปให้สมาชิกขุดบ่อบาดาลและขุดสระเก็บน้ำในไร่นา จำนวน 213 แห่งใน 46 จังหวัด จำนวนสมาชิก 8,000 ราย และสหกรณ์ที่ต้องการขอกู้เงินไปพัฒนาธุรกิจ จัดหาปัจจัยการผลิตและสินค้าอุปโภคบริโภคจำหน่ายให้กับสมาชิก รวมถึงนำไปให้สมาชิกกู้ยืมไปเป็นทุนประกอบอาชีพสร้างรายได้ในช่วงฤดูแล้ง จำนวน 340 สหกรณ์ ในพื้นที่ 56 จังหวัด จำนวนสมาชิก 20,000 ราย

ขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สั่งการให้ทุกจังหวัดเร่งดำเนินการจัดสรรเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เพื่อช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์อย่างเร่งด่วน โดยคาดหวังว่ามาตรการนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้กับสมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งอยู่ในขณะนี้ ได้มีเงินทุนสำหรับจัดหาแหล่งน้ำในพื้นที่การเกษตรของตนเอง และส่วนหนึ่งจะนำไปใช้สำหรับการส่งเสริมอาชีพเพื่อสร้างรายได้ในช่วงระหว่างรอให้กลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ

“ขณะนี้มีสมาชิกสหกรณ์ให้ความสนใจเข้าร่วมทั้ง 2 โครงการนี้จำนวนมาก ซึ่งในช่วงต้นปี 2562 กรมฯได้เคยจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์กู้ยืมนำไปขุดสระน้ำไว้ใช้ในไร่นา และได้ผลตอบรับค่อนข้างดี ทำให้มีน้ำใช้ในช่วงหน้าแล้ง และเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง ได้อย่างดี สำหรับสหกรณ์ใดที่มีความประสงค์จะขอกู้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อนำไปช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับสมาชิกจากปัญหาภัยแล้งในขณะนี้ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและแจ้งความประสงค์ได้ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ ” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์

รายงานพิเศษ : กระชายแปลงใหญ่เมืองกาญจน์ดึงราคาเพิ่ม3เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428508

รายงานพิเศษ : กระชายแปลงใหญ่เมืองกาญจน์ดึงราคาเพิ่ม3เท่า

รายงานพิเศษ : กระชายแปลงใหญ่เมืองกาญจน์ดึงราคาเพิ่ม3เท่า

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เกษตรกร อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี กว่า 80 ชีวิต รวมกลุ่มกันปลูกกระชายเป็น เกษตรแปลงใหญ่ โดยการส่งเสริมของกรมส่งเสริมการเกษตร วางแผนบริหารจัดการร่วมกันเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานและทำตลาดร่วมกัน สามารถรวบรวมผลผลิตส่งจำหน่ายตลาด ได้ราคาดีกว่าต่างคนต่างทำถึง 3 เท่าตัว

นายคำรน ยศสมบัติ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า จ.กาญจนบุรี ดำเนินโครงการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่มาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบันมีทั้งหมด 39 แปลง เป็นแปลงใหญ่ด้านพืช 36 แปลงและแปลงใหญ่ด้านปศุสัตว์ 3 แปลง สำหรับด้านพืชมีสมาชิกแปลงใหญ่ 2,270 ราย มีพื้นที่ดำเนินการทั้งหมด 31,429 ไร่ โดยหนึ่งในนั้นมีแปลงใหญ่กระชายอยู่ 1 แปลงที่อ.บ่อพลอย พื้นที่ดำเนินการ 488 ไร่ เกษตรกร 80 ราย ถือเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ที่มีความเข้มแข็งและมีรูปแบบบริหารจัดการที่เป็นระบบทั้งด้านลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต รวมถึงพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร และการตลาด จนผลิตกระชายคุณภาพป้อนตลาดทั้งในพื้นที่และตลาดใหญ่อย่างตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง

“การรวมตัวกันประกอบอาชีพในลักษณะเกษตรแปลงใหญ่ จะทำให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ และแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ภายใต้การสนับสนุน ส่งเสริมของทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เข้ามาบูรณาการทำงานร่วมกันเพื่อก่อให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมาย 5 ด้านคือ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพ/พัฒนาให้ได้มาตรฐาน การบริหารจัดการ และด้านการตลาด โดยเฉพาะในเรื่องของการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ ถือเป็นหัวใจสำคัญยุคในปัจจุบัน เนื่องจากผู้บริโภคต่างคำนึงถึงเรื่องของสุขภาพ หากเกษตรผลิตอาหารที่ดี ได้มาตรฐานและปลอดภัยตามระบบการเกษตรที่ดี (GAP) หรือผลิตตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ ก็จะเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการสูงและจำหน่ายได้ราคาสูงขึ้นตามไปด้วย นี่จึงเป็นข้อดีของการทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ ที่จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น และมีความมั่นคง ยั่งยืน ในอาชีพต่อไป”

ด้าน นายประยุทธ จำนงกุล ประธานกลุ่มแปลงใหญ่กระชาย อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี เปิดเผยว่า เกษตรกรที่นี่ปลูกกระชายกันมานาน แต่ก่อนหน้านี้ต่างคนต่างปลูก ต่างคนต่างขาย ผลผลิตที่ได้มีทั้งมีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ จึงมักถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 12-25 บาทเท่านั้น แต่เมื่อรวมกลุ่มกันเป็นเกษตรแปลงใหญ่ ก็มีสำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี และสำนักงานเกษตรอำเภอบ่อพลอย เข้ามาให้คำแนะนำองค์ความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด รวมถึงให้คำแนะนำในการลดต้นทุนการผลิตด้วยการทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพจากวัสดุที่มีในท้องถิ่นไว้ใช้เอง ลดการใช้สารเคมี ทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรต่ำลง มีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังได้รับความรู้ในด้านการบริหารจัดการกลุ่ม เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพในระยะยาวอีกด้วย ซึ่งหลังจากรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่แล้วเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้เฉลี่ย 85-90 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากกระชายมีคุณภาพ มีขนาดใหญ่ สมบูรณ์

สำหรับกระชายที่ปลูกเป็นสายพันธุ์รากกล้วย ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีลักษณะรากยาว ตรงและอวบ เหมือนกับรากกล้วย ให้ผลผลิตค่อนข้างดี น้ำหนักมาก โดยผลผลิตที่ได้ ทางกลุ่มจะรวบรวมจากสมาชิกเพื่อส่งจำหน่ายให้กับตลาดโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งมีตลาดรับซื้อทั้งในจังหวัดราชบุรี นครปฐม รวมถึงตลาดสี่มุมเมืองและตลาดไท โดยกระชายคุณภาพของกลุ่มจะมี 2 เกรดคือ กระชายร่วง ซึ่งเป็นกระชายที่เกิดจากแง่งที่อาจจะไม่สวยงามทั้งหมด แต่เรามาตัดแต่งคัดเลือกเฉพาะแง่งที่สมบูรณ์ออกมาเท่านั้น ซึ่งกระชายเกรดนี้จะจำหน่ายได้ราคาดี เนื่องจากพ่อค้านำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาไปคัดเลือกใหม่ ส่วนอีกเกรดคือ กระชายติดกอ ซึ่งประเภทนี้หากจะทำไปใช้ประโยชน์จะต้องเสียเวลาแยกหัว และยังต้องสูญเสียน้ำหนักจากส่วนที่ตัดทิ้งไป กระชายประเภทนี้จึงจำหน่ายได้ราคาต่ำกว่า

นายประยุทธบอกว่า กว่าจะรวบรวมเกษตรกรให้มาดำเนินการในลักษณะแปลงใหญ่ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจและทำตัวอย่างให้เกษตรกรเห็น ซึ่งโชคดีที่ตนมีประสบการณ์จากที่เคยสร้างกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งส่งออกประสบความสำเร็จมาแล้ว จึงได้นำมาประยุกต์ใช้ในการรวบรวมเกษตรกรผู้ปลูกกระชายให้เข้าสู่ระบบเกษตรแปลงใหญ่ โดยมีสำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี และสำนักงานเกษตรอำเภอบ่อพลอยคอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำ ซึ่งเมื่อได้รวมกลุ่มแปลงใหญ่แล้ว เกษตรกรสามารถลดต้นทุนได้เป็นอย่างดี จำหน่ายผลผลิตได้ราคาสูงขึ้น ส่งผลให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามลำดับ

กางแผนดันทุเรียนใต้เข้าระบบGAPลดกีดกันการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428504

x

กางแผนดันทุเรียนใต้เข้าระบบGAPลดกีดกันการค้า

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงสถานการณ์ไม้ผลแปลงใหญ่ภาคใต้ฤดูกาลปี 2562 โดยเฉพาะทุเรียน จัดเป็นไม้ผลที่ส่งออกลำดับต้นๆ ปีนี้คาดการณ์ ผลผลิตอยู่ที่ 445,220 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา 304,267 ตัน เพิ่มขึ้นถึง 46.33% เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น ราคาดี จูงใจให้เกษตรกรบำรุงรักษาดูแลผลผลิตดีขึ้น ทำให้ต้นสมบูรณ์ ออกดอกติดผลมากขึ้น โดยช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) อยู่ช่วงเดือนสิงหาคม จากแนวโน้มราคาทุเรียนที่ดีขึ้นต่อเนื่องส่งผลให้มีการขยายพื้นที่ทั้งประเทศเพิ่มขึ้นในรอบ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2557-2561 เพิ่มขึ้นจาก 655,505 ไร่ เป็น 839,725 ไร่ ประกอบกับช่วง 4 ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยส่งออกทุเรียนเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน โดยมีจีนเป็นตลาดหลัก

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรมองว่าการที่ไทยส่งออกทุเรียนไปจีนจำนวนมาก ในอนาคตหากจีนมีมาตรการขึ้นมากีดกันทางการค้ามากขึ้น เกษตรกรอาจเสียเปรียบด้านการตลาด เนื่องจากขณะนี้จีนแจ้งในเบื้องต้นมาแล้วผลผลิตทุเรียนที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP จะไม่สามารถส่งออกได้ในปีถัดไป ด้วยเหตุนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงเร่งผลักดันให้เกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP รวมทั้งเกษตรกรแปลงใหญ่และชาวสวนทุเรียนได้รวมตัวกันตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยขึ้นมา ก็หวังว่าองค์กรภาคเกษตรกร โดยศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. จะเป็นตัวขับเคลื่อนการดำเนินงานดังกล่าว เพื่อช่วยผลักดันให้ทุเรียนแปลงใหญ่ผลิตภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงในการพึ่งพาตลาดส่งออกรายใหญ่ เพียงรายเดียว และเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อทุเรียนไทยเป็นวงกว้างต่อไปในอนาคตได้

นอกจากทุเรียนแล้วไม้ผลชนิดอื่น ได้เร่งบริหารจัดการให้มีมาตรฐานการผลิตเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อาทิ มังคุด มีปริมาณผลผลิต 156,118 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา 110,364 ตัน เพิ่มขึ้น 41.46% เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น ต้นสมบูรณ์ออกดอกและติดผลมากขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนกรกฎาคม – เดือนสิงหาคม เงาะ มีปริมาณผลผลิต 69,371 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา 71,884 ตัน ลดลง 3.5% สาเหตุจากอากาศร้อนจัดและน้ำไม่เพียงพอช่วงเดือนเมษายน ส่งผลให้ดอกร่วง ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนสิงหาคม – เดือนกันยายน และลองกอง มีปริมาณผลผลิต 67,687 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา 42,870 ตัน เพิ่มขึ้น 57.89% เนื่องจากมีช่วงแล้งเหมาะสมกับการออกดอก และต้นสมบูรณ์ออกดอกเพิ่มขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนกันยายน – เดือนตุลาคม

สำหรับแผนบริหารจัดการผลไม้ของภาคใต้ในฤดูกาลผลผลิตปี 2562 นี้ มีผลผลิตในฤดูรวม 580,401 ตัน แบ่งเป็น ทุเรียน 366,938 ตัน มังคุด 145,025 ตัน เงาะ 68,438 ตัน โดยการบริหารจัดการเชิงปริมาณ ได้แก่ การกระจายผลผลิตในประเทศ ด้วยวิธีกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านผู้ประกอบการ (ล้ง) วิสาหกิจชุมชน ศูนย์คัดแยกผลไม้ชุมชน สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร Modern Trade ไปรษณีย์/ตลาดออนไลน์ ตลาดค้าผลไม้ภายในจังหวัด การจำหน่ายตรงผู้บริโภค การจัดงานประชาสัมพันธ์ เป็นต้น การแปรรูป ด้วยวิธีการแช่แข็ง อบแห้ง กวน ทอด และการส่งออก (ผลสด) ซึ่งในอนาคตผลไม้แปลงใหญ่ทุกชนิด กรมจะผลักดันให้เข้าสู่ระบบ GAP ทั้งหมด เพื่อรองรับตลาดส่งออกไปยังทุกประเทศต่อไป

มกอช.เจรจาเวทีโลกเพิ่มโอกาสส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428502

x

มกอช.เจรจาเวทีโลกเพิ่มโอกาสส่งออก

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. และผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประจำคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Committee on Sanitary and Phytosanitary measures) ครั้งที่ 75 ระหว่างวันที่ 17 – 19 กรกฎาคมที่องค์การการค้าโลก นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส มีสมาชิก 164 ประเทศร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับกฎระเบียบและหารือประเด็นข้อกังวลทางการค้า จากการบังคับใช้มาตรการ (SPS) ของประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุปสรรคทางการค้าที่มากเกินความจำเป็น

เนื่องจากปัจจุบันประเทศต่างๆ ออกกฎระเบียบ SPS ที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะการออกมาตรการควบคุมจำกัดการใช้สารกำจัดศัตรูพืช ผู้แทนมกอช.ใช้โอกาสนี้ร่วมกับประเทศสมาชิกอีกกว่า 20 ประเทศแสดงข้อกังวลต่อการจัดทำกฎระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์จำแนกสารกำจัดศัตรูพืชที่เป็นสารขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อ (Endocrine Disruptors) ซึ่งจัดทำขึ้นบนพื้นฐานความเป็นพิษของสาร ที่จะมีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าผักและผลไม้ไปสหภาพยุโรป ไทยจึงเรียกร้องให้สหภาพยุโรปกำหนดมาตรการที่สอดคล้องกับความตกลง SPS และมาตรฐานสากล โดยพิจารณากำหนดปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (Maximum Residue Limits : MRLs) บนพื้นฐานการประเมินความเสี่ยงและนำค่า Codex MRLs ที่มีอยู่มากำหนดใช้ เพื่อลดการกีดกันทางการค้าที่มากเกินความจำเป็น

นอกจากนี้ ไทยยังร่วมกับสมาชิกอีกกว่า 10 ประเทศ เรียกร้องให้สหภาพยุโรปขยายระยะเปลี่ยนผ่านสำหรับการปรับตัวต่อการปรับลดค่า MRLs ของสารกำจัดศัตรูพืชจากเดิม 6 เดือน โดยผู้แทนไทยยังหารือทวิภาคีกับประเทศคู่ค้า ผลักดันเปิดตลาดสินค้าเกษตรและแก้ปัญหาด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย อาทิ เจรจาให้รัสเซียขึ้นทะเบียนโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำส่งออกของไทยเพิ่มเติม ทำให้ไทยส่งออกสินค้าสัตว์น้ำไปรัสเซียเพิ่มขึ้นถึงปีละ 600 ล้านบาท

ส่องสหกรณ์ : หมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428507

ส่องสหกรณ์ : หมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ

ส่องสหกรณ์ : หมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

 

หมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ ผลิตจากน้ำยางธรรมชาติ 100% ด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวของยางพาราที่มีความยืดหยุ่นดี สามารถขึ้นรูปให้เป็นรูปทรงที่เหมาะสม รองรับน้ำหนักได้ดี มีการออกแบบเพื่อรองรับศีรษะ ลำคอ บ่า ไหล่ จึงช่วยลดอาการปวดคอเนื่องจากการนอนได้เป็นอย่างดี ทั้งยังกระจายแรงกดทับและคืนสภาพได้อย่างรวดเร็ว ทำให้นอนหลับได้สนิทยิ่งขึ้น สามารถซักล้างได้ตามความต้องการ ไม่ก่อให้เกิดความอับชื้น ป้องกันการเกิดเชื้อรา รักษาสิ่งแวดล้อมสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ

ผลิตภัณฑ์หมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ เหมาะสำหรับเป็นของขวัญ ของฝาก ทั้งแก่ญาติสนิท มิตรสหาย หรือจะซื้อไว้ใช้เองก็ยิ่งดี หากสนใจสามารถติดต่อไปได้ที่ สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านหนองครก จำกัด เลขที่ 169 หมู่ที่ 8 ตำบลหนองปรือ อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง 92130 หรือติดต่อ คุณมนัส หมวดเมือง โทร.08-6940-2165 หรือสามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.co-opclick.com

ซอกแซกอาเซียน : 25 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428505

566101

ซอกแซกอาเซียน : 25 กรกฎาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ที่เมืองอัตตะปือ เป็นเมืองเล็กๆ สงบเงียบแต่ก็ดูน่าอยู่ หากรักธรรมชาติ หลังจากเรากินข้าวเหนียวส้มตำลาวแล้วก็ต้องไปพบกับท่านเจ้าแขวงที่ศาลากลาง (ภาษาลาวเรียก ห้องการ) เพื่อพบปะสนทนา แต่ทว่า ครานี้ท่านเจ้าแขวงยุ่งมาก ต้องเป็นประธานการประชุมตลอด ก็เรื่องฟื้นฟูช่วยเหลือประชาชนผู้ต้องทิ้งเรือกสวนไร่นาจากเขื่อนแตกน้ำท่วมนี้แหละ นี่ก็ผ่านไปได้ 7-8 เดือนแล้ว แขวงนี้ก็ยังยุ่งอยู่กับกิจกรรมนี้ไม่เลิก ได้ข่าวว่าเมื่อเช้าท่านรองนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานการประชุมเองจากเวียงจันทน์ ตอนนี้กลับไปแล้ว ท่านเจ้าแขวงจึงต้องประชุมต่อ ตกลงจึงได้พบกับตัวแทนท่านเจ้าแขวง โดยคณะเราก็ได้เล่าที่มาวัตถุประสงค์ต่างๆ ซึ่งความจริงก็เป็นเพียงพิธีการเท่านั้น เพราะจริงแล้ว เห็นว่ามีหน่วยงานช่วยเหลือจากหลายแห่งหลายที่เข้ามาช่วยเหลือไม่ขาดสาย ผมว่าเจ้าแขวงคงจะต้อนรับเสียจนไม่มีเวลา หลังๆ เลยให้ตัวแทนมาจัดการแทน

คนที่เป็นแม่งานจริงๆ เกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนครั้งนี้ก็คือ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ซึ่งระดับแขวงก็มีสำนักงานประจำอยู่ ซึ่งหัวหน้าสำนักงาน เป็นผู้หญิง ตำแหน่งเทียบเท่ารองอธิบดี ดังที่เคยอธิบายระบบของลาวไปแล้วในฉบับก่อนๆ ดังนั้นท่านรองเจ้ากรมที่นั่งรถไปกับผมจึงดูไม่ค่อยใหญ่โตนัก พวกเจ้าหน้าที่อยู่แขวงก็ดูไม่ค่อยให้ความสำคัญ หรืออาจเป็นเพราะเขาดูง่ายๆ ไม่ค่อยศักดินาเท่าไหร่ อันนี้ต่างจากเมียนมามาก เพราะรองอธิบดีที่นำผมไปตามภาค/รัฐต่างๆ ดูใหญ่มาก คล้ายๆ กับของไทยเรา ตอนเย็นทางสำนักงานแรงงานฯ โดยหัวหน้าผู้หญิงก็เป็นเจ้าภาพเลี้ยงข้าวเย็นคณะเรา ตกลงทริปนี้ กระทรวงกสิกรรมฯ ไม่ใช่เป็นพระเอก กลายเป็นผู้เข้าร่วม เพราะแม้แต่สำนักงานกสิกรรมจังหวัดก็ไม่ได้ไปเยี่ยมพบแต่ประการใด อีกทั้งถามตัวแทนที่เดินทางมาจากกระทรวง ก็ไม่ทราบว่าตั้งอยู่ที่ไหน การรับประทานอาหารเย็นในเมืองอัตตะปือมื้อนี้ ผมรู้สึกถูกปากมาก อาหารลาวน่าจะจัดว่าเป็นอาหารสุขภาพได้ระดับหนึ่ง เพราะหลักๆ ก็จะเป็นต้มไก่บ้าน (ที่ไม่ใช่ต้มยำ) ผักดิบผักต้มถาดใหญ่ จิ้มกับน้ำพริกแสนอร่อยที่เขาเรียกว่า ป่นปลา ผัดเห็ดและอีกสองสามอย่าง ที่ค่อนข้างจะมีไขมันน้อยมาก ผมว่าถ้ากินแบบนี้สุขภาพคงดีแน่ๆ เลย เรากินกันไม่ดึก เพราะหัวหน้าเป็นสุภาพสตรี ไม่ได้สั่งแอลกอฮอล์มาดื่มด้วย (แต่ก่อนที่หัวหน้าจะมา พวกเราไปถึงก่อน รองเจ้ากรมได้จัดการสั่งมาดื่มไปพลางแล้ว) กลับไปพักที่โรงแรมเล็กๆ ราคา 500 บาท ริมแม่น้ำชื่อ เซกอง เพื่อรอวันรุ่งขึ้นที่จะเดินทางไปแจกจ่ายข้าวที่ศูนย์อพยพ เมืองไชยะบุรี

แม้เวลาที่กำหนดพิธีการจะเป็นประมาณสิบโมงเช้า แต่คณะเราต้องออกเดินทางแต่เช้า หลังจากไปกินก๋วยเตี๋ยวคนญวนขายแล้ว ก็เดินทางไปทันที เหตุที่ต้องออกแต่เช้าทั้งที่มาทราบภายหลังว่าระยะทางเพียงประมาณ 50 กิโลเมตร ก็เพราะทางที่รถวิ่งไปนั้นไม่ได้ลาดยางครับ ผมนึกถึงสมัยผมเรียนมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัด ปิดเทอมที่นั่งรถโดยสารสภาพถนนแบบเดียวกัน กว่าจะถึงบ้านหัวแดงเพราะฝุ่นทั้งไปและกลับ อันนี้ก็แบบเดียวกัน อาศัยว่าเป็นรถตู้ติดแอร์ปิดทึบ ฝุ่นเกือบเข้าไม่ได้ เลยหัวไม่แดงเหมือนตอนเด็กๆ

การส่งมอบข้าวก็เป็นพิธีคล้ายๆ กับที่เคยทำมา เจ้าหน้าที่จากสถานทูตเกาหลีใต้ก็บินจากเวียงจันทน์ มาร่วมด้วย เพราะข้าวบริจาคโดยเขา และประสานโดยแอปเตอร์ ศูนย์พักพิงชาวลาวนี่ค่อนข้างโชคดี เพราะทางบริษัทสร้างเขื่อนเกาหลีใต้มาสร้างสงเคราะห์ให้ ทำเป็นบ้านน็อกดาวน์มีสัดส่วนน่าอยู่ทีเดียว เห็นว่าผู้คนอพยพส่วนมากกลับไปอยู่บ้านเดิมไม่ได้ เพราะถูกโคลนตมทับถมเสียหายทำอะไรก็ไม่ได้แล้ว ทางการลาวกำลังเคลียร์พื้นที่อื่นที่เหมาะสมเพื่อสร้างชุมชนใหม่พร้อมที่ทำกินให้ ดูพวกเขาก็มีความสุขดีครับ เพราะเห็นว่ารัฐบาลลาวจ่ายเบี้ยยังชีพให้คนละ 1,000 บาท ต่อคนต่อเดือน ข้าวก็ได้ฟรี ผักหญ้าเห็นบางบ้านก็ปลูกกินกัน คนที่นั่นถามว่าวันๆ ทำอะไรกันบ้าง เขาตอบว่าบางคนก็ออกไปรับจ้างรายวัน ได้เงินมาพออยู่ได้ เสียดายที่บริเวณเขื่อนแตกและที่ประสบภัยน้ำท่วมจริงๆ เขาไม่พาไปดู เหมือนตอนที่พวกเราไปเมืองมาราวี ฟิลิปปินส์ เขาก็ไม่ให้ไปเข้าใกล้ เรื่องแบบนี้องค์กรนอกๆ เข้าไปคงยาก ที่รัฐยะไข่ เมียนมายิ่งห้ามเลย ใครฝ่าฝืนอาจติดคุกได้ด้วย ซึ่งพวกเราก็เข้าใจครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

โดนแน่! อุทยานทับลานจ่อประกาศม.22 รื้อ’88การ์มองเต้’รุกป่าวังน้ำเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428618

โดนแน่! อุทยานทับลานจ่อประกาศม.22 รื้อ'88การ์มองเต้'รุกป่าวังน้ำเขียว

โดนแน่! อุทยานทับลานจ่อประกาศม.22 รื้อ’88การ์มองเต้’รุกป่าวังน้ำเขียว

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 20.05 น.

เมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม 2562 ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ทีมงาน รมว.ทรัพยากรฯ เรียกนายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานทับลาน เข้าให้ข้อมูลกรณี 88 การ์มองเต้ รีสอร์ทบุกรุกอุทยานฯทับลาน

นายประวัติศาสตร์ กล่าวยืนยันว่า 88 การ์มองเต้ รีสอร์ท บุกรุกอุทยานฯ ทับลาน ชัดเจน ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. นอกจากนี้ได้รายงานผลการดำเนินคดีรีสอร์ทบ้านพักตากอากาศที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯทับลานว่ามีประมาณ 200 กว่าแห่ง ซึ่งเดิมจะประกาศมาตรา 22 พ.ร.บ.อุทยานฯทั้งหมด แต่เกรงว่าจะเกิดปะทะและผู้ประกอบการก็จะไปร้องต่อศาลปกครองให้คุ้มครองชั่วคราว ดังนั้นจึงทยอยประกาศเริ่มจากในพื้นที่ที่ล่อแหลมก่อน

ขณะเดียวกันในระหว่างดำเนินการก็มีแนวทางแก้ไขปัญหาตามมติ ครม. เดือน พ.ย.ปี 2561 เรื่องกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทุกกินในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) และพ.ร.บ.อุทยานฯ ปี 2562 ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วพบว่าในส่วนของรีสอร์ท บ้านพักตากอากาศ ที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯ ไม่สามารถที่จะยอมความได้ โดยที่ผ่านมาได้มีการวางแนวทางในการประกาศมาตรา 22 กับรีสอร์ต และบ้านพักตากอากาศทั้งหมดไว้แล้ว โดยทยอยประกาศ รวมทั้งในรายของ 88 การ์มองเต้ รีสอร์ตด้วย ซึ่งทั้งหมดยังไม่มีการระบุวันว่าจะเข้าไปปิดประกาศวันไหน เพราะมันเป็นเรื่องของความลับ

“ส่วนการต่อสู้คดีของผู้ประกอบการ เช่น การอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตส.ป.ก.นั้น มีเจ้าหน้าที่ของส.ป.ก.ให้การเท็จต่อศาล และให้ประโยชน์ต่อผู้กระทำผิด อัยการจึงไม่สั่งฟ้องเพราะเห็นว่าผู้ประกอบการขาดเจตนาในการบุกรุก อย่างไรก็ตามในการต่อสู้ทางคดีกรมอุทยานฯมีความพร้อมในเรื่องข้อมูลและหลักฐานต่างๆ มั่นใจว่าจะต่อสู้ในชั้นศาลได้ และยืนยันว่ากรมอุทยานฯ เตรียมจะประกาศมาตรา 22 เพื่อทำการรื้อถอนอย่างแน่นอน”นายประวัติศาสตร์ กล่าว

ชาวไร่ยาสูบขอบคุณ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน อภิปรายภาษียาสูบ วอน กมธ. ปัญหาพืชผลฯ ช่วยแก้ปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428579

ชาวไร่ยาสูบขอบคุณ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน อภิปรายภาษียาสูบ วอน กมธ. ปัญหาพืชผลฯ ช่วยแก้ปัญหา

ชาวไร่ยาสูบขอบคุณ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน อภิปรายภาษียาสูบ วอน กมธ. ปัญหาพืชผลฯ ช่วยแก้ปัญหา

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 18.04 น.

ชาวไร่ยาสูบเหนือ อีสาน เพชรบูรณ์ และสุโขทัย ยกขบวนขอบคุณ ส.ส. ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่อภิปรายความเดือดร้อนของชาวไร่ยาสูบจากพิษการขึ้นภาษีบุหรี่ วอนกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ บรรจุปัญหาของพืชยาสูบไว้ในการพิจารณา โดยมี ส.ส. จังหวัดพื้นที่ยาสูบพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ เป็นตัวแทนรับหนังสือ

ในวันที่ 24 ก.ค. 2562 ชาวไร่ยาสูบราว 50 คน จากสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เล่ย์จังหวัดสุโขทัย ชมรมชาวไร่ยาสูบเบอร์เล่ย์จังหวัดสุโขทัย สมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์จังหวัดเพชรบูรณ์ เครือข่ายชาวไร่ยาสูบภาคอีสาน และกลุ่มชาวไร่ยาสูบเวอร์จิเนียจากภาคเหนือเดินทางมายื่นหนังสือให้กับ ส.ส. ในพื้นที่ยาสูบ และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ขอให้มีการบรรจุปัญหาของพืชยาสูบไว้ในการพิจารณาของกรรมาธิการฯ โดยเร่งด่วน เนื่องจากจะมีการประกาศโควตารับซื้อครั้งต่อไปของการยาสูบแห่งประเทศไทยในอีก 1-2 เดือนข้างหน้าซึ่งคาดว่าจะเกิดปัญหาซ้ำรอยปี 2561 วอนรัฐแก้ปัญหาแบบยั่งยืน

นายสุครีพ บุญชุ่ม นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เล่ย์จังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า “เราขอขอบคุณท่าน ส.ส. จากพื้นที่ยาสูบหลายท่านที่ได้กรุณาเล่าปัญหาของพวกเราให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบ และเราอยากให้กรรมาธิการฯ เข้ามาช่วยเร่งแก้ปัญหาให้พืชยาสูบโดยด่วน ปีนี้พวกเราจะต้องเจอกับภัยแล้งรุนแรงที่สุด ปลูกข้าวหรือทำไร่อื่นๆ ก็ไม่รู้จะขายไดได้เงินพอใช้หนี้หรือไม่ ปกติหมดฤดูทำนาพวกเราก็มักจะได้ปลูกยาสูบต่อ ซึ่งพอจะช่วยสร้างรายได้เสริมที่นำมาใช้จ่ายในครัวเรือนและใช้หนี้ได้บ้าง ถ้ารัฐบาลไม่เร่งเข้ามาดูแลก่อนที่การยาสูบฯ จะประกาศโควตารับซื้อในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ กลัวว่าพวกเราจะโดนตัดโควตาไปเพิ่มอีก”

ด้านนายสงกรานต์ ภักดีจิตร นายกสมาคมชาวไร่ยาสูบเบอร์เลย์จังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวเสริมว่า “ชาวไร่ยาสูบขอบคุณรัฐบาลชุดที่แล้วที่กรุณาประกาศเลื่อนการขึ้นภาษีบุหรี่ออกไป 1 ปี แต่การเลื่อนออกไปเฉยๆ แบบนี้ทำให้อนาคตของชาวไร่ยาสูบเหมือนถูกวางระเบิดเวลา เราได้แต่นับวันรอความหายนะที่จะมาถึงในเดือน ต.ค. 2563 ซึ่งภาษีบุหรี่จะเพิ่มขึ้นอีก 50% ถ้า สส. ไม่ช่วยกันผลักดันให้เกิดการพิจารณาระบบภาษียาสูบให้เหมาะสมอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน พวกเราชาวไร่ยาสูบคงหมดอาชีพในไม่ช้า”

ผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษียาสูบเดือนกันยายน 2560 ทำให้ชาวไร่ยาสูบสายพันธุ์เวอร์จิเนีย เบอร์เลย์ และเตอร์กิช (โอเรลทอล) กว่า 5 หมื่นครอบครัวถูกลดโควตาการปลูกใบยาสูบฤดูกาล 2561/2562 จาก ยสท. ไปเกือบร้อยละ 50 หรือประมาณ 11.8 ล้านกิโลกรัม รวมเป็นมูลค่ากว่า 228 ล้านบาท ทั้งยังส่งผลให้รายได้ของ ยสท. ลดลงเกือบร้อยละ 90 เหลือเพียง 800 กว่าล้านบาท จากที่เคยมีรายได้เฉลี่ย 9,000 ล้านบาทต่อปีก่อนการปรับขึ้นอัตราภาษี ก่อนหน้านี้การยาสูบฯ เคยคาดการณ์ว่าหากมีการขึ้นภาษีบุหรี่อีกครั้งเป็น 40% ยอดขายอุตสาหกรรมยาสูบจะหายไปอย่างน้อยอีกครึ่งหนึ่ง ทำให้อาจต้องลดโควตาการรับซื้อใบยาจากชาวไร่ลงอีกครั้ง

นายสัน หารสุโพธิ์ ประธานเครือข่ายชาวไร่ยาสูบภาคอีสาน กล่าวเพิ่มเติมว่า “พวกเรามารวมตัวยื่นหนังสือในวันนี้อยากขอให้ ส.ส. ที่เป็นตัวแทนของพวกเราและเข้าใจปัญหาในพื้นที่ปลูกยาสูบช่วยสะท้อนความเดือดร้อนของพวกเราไปยังกระทรวงการคลัง และกรมสรรพสามิตให้ยกเลิกการขึ้นภาษีบุหรี่อัตรา 40% จัดทำแผนการขึ้นภาษีบุหรี่แบบค่อยเป็นค่อยไป และให้มีการตั้งกองทุนหรืองบประมาณเพื่อช่วยเหลือชาวไร่ยาสูบที่ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีภัยธรรมชาติหรือนโยบายของภาครัฐให้เป็นรูปธรรม รวมถึงส่งเสริมการปลูกพืชทดแทนและการพัฒนาพันธุ์ใบยาให้สามารถนำไปสร้างมูลค่า เช่น สกัดเป็นนิโคตินเหลวด้วย”