แม่น้ำยมตอนกลางแห้งต่อเนื่องพืชผลการเกษตรเสี่ยงเสียหาย กว่า 8 แสนไร่ จากฝนแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428465

แม่น้ำยมตอนกลางแห้งต่อเนื่องพืชผลการเกษตรเสี่ยงเสียหาย กว่า 8 แสนไร่ จากฝนแล้ง

แม่น้ำยมตอนกลางแห้งต่อเนื่องพืชผลการเกษตรเสี่ยงเสียหาย กว่า 8 แสนไร่ จากฝนแล้ง

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 14.55 น.

24 กรกฎาคม 2562  ผู้สื่อข่าวรายงาน สถานการณ์ฝนแล้งในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ยังส่งผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะที่ หมู่ที่6 บ้านใหม่คงคาราม  ตำบลรังนก อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ที่แม่น้ำยมไหลผ่านปริมาณน้ำยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องหลังจากฝนแล้งที่หยุดตกทิ้งช่วงเป็นเวลานาน  ส่งผลทำให้ปริมาณระดับน้ำแม่น้ำยมซึ่งไหลผ่านหมู่บ้านได้ลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง มองเห็นท้องแม่น้ำเป็นเห็นผืนทรายทอดยาวตลอดทั้งลำน้ำ ส่งผลให้ประชาชนและเกษตรกรไม่สามารถนำน้ำที่เหลือเพียงเล็กน้อย ขึ้นมาทำการเกษตรได้

ขณะที่ นายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร  ได้รับรายงาน จากสำนักงานเกษตรพิจิตร ซึ่งทางจังหวัดพิจิตร มีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 2,173,823 ไร่ ด้วยสถานการณ์น้ำมีน้อยและฝนแล้งเป็นระยะเวลานาน จึงทำให้เกษตรกรที่ทำการเกษตรในฤดูฝนเริ่มทำการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก เพียง 1,473,052 ไร่ ประกอบด้วย ข้าว ข้าวโพดลี้ยงสัตว์ อ้อย มันสำปะหลัง พืชผัก และส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของข้าว พืชไร่ พืชผัก ของจังหวัดพิจิตร  ทั้ง 12 อำเภอที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากฝนแล้งนอกเขตชลประทาน จำนวน 838,130 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 64 ของพื้นที่ปลูกพืช ดังนี้

โดยแบ่ง เป็นการเกษตร ข้าว พื้นที่ปลูก 1,326,229 ไร่  พื้นที่ได้รับผลกระทบฝนแล้ง 795,930 ไร่คิดเป็นร้อยละ 60 ของข้าวจำนวนที่ปลูก พืชไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย มันสำปะหลัง พื้นที่ปลูก 96,575 ไร่  พื้นที่ได้รับผลกระทบฝนแล้ง 37,930 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 40 ของพื้นที่พืชไร่  และไม้ผล มะม่วง มะยงชิด พื้นที่ปลูก 53,461 ไร่ พื้นที่ได้รับผลกระทบฝนแล้ง 4,270 ไร่คิดเป็นร้อยละ 8 ของพื้นที่ไม้ผล

นายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร   กล่าวว่า “ สิ่งที่น่าเป็นห่วง พืชผลการเกษตร คือ ข้าว หากว่าไม่มีฝนตกลงมาในพื้นที่ปลูกภายใน 1-2 สัปดาห์ นับจากวันนี้  จะทำให้ข้าวที่เกษตรกรปลูกไว้ยืนต้นตาย โดยเฉพาะในอำเภอทับคล้อ วังทรายพูน ดงเจริญ บางมูลนาก  ซึ่งเป็นพื้นที่สูง อยู่นอกเขตชลประทาน จะได้รับผลกระทบจากฝนแล้ง

นายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร   กล่าวต่อว่า สำหรับอำเภอสากเหล็ก ตำบลวังทับไทร พื้นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ ซึ่งเป็นมะม่วงส่งออกต่างประเทศ  ซึ่งเมื่อช่วงฤดูแล้ง เมื่อเดือนพฤษภาคม ได้รับผลกระทบและยืนต้นตายแล้วบางส่วนที่อยู่บนพื้นที่ดอนและพื้นที่เนินสูง ซึ่งทางจังหวัดพิจิตร ได้ประกาศภัยแล้ง เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2562  ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยแล้ง  และเห็นชอบให้ความช่วยเหลือ เกษตรกร 79 ราย พืชสวนมะม่วง เสียหาย จำนวน 200.75 ไร่  เป็นเงิน 339,267.50 บาท  แล้วเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2562 พร้อมหาแนวทาง ช่วยเหลือผักดันน้ำ เข้าช่วยเหลือเกษตรกรชาวพิจิตรต่อไป

10ล้านไร่เสียหายยับ! สั่งแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวหมื่นตันช่วยชาวนาสู้วิกฤติภัยแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428449

10ล้านไร่เสียหายยับ! สั่งแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวหมื่นตันช่วยชาวนาสู้วิกฤติภัยแล้ง

10ล้านไร่เสียหายยับ! สั่งแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวหมื่นตันช่วยชาวนาสู้วิกฤติภัยแล้ง

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 14.15 น.

เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว 10 สายพันธุ์ 10,000 ตันช่วยชาวนาผู้ประสบภัยแล้งกรมการข้าวพร้อมแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ชาวนาที่ประสบภัยแล้ง แนะปลูกให้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม ไม่เช่นนั้นจะสิ้นสุดฤดูฝนก่อนข้าวออกรวง

เมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม 2562 นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ภาวะฝนทิ้งช่วงทำให้พื้นที่เพาะปลูกข้าวขาดน้ำระมาณ 10 ล้านไร่ ใน 20 จังหวัด ได้แก่ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน สกลนคร ขอนแก่น มุกดาหาร มหาสารคาม ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครสวรรค์ และลพบุรี   ซึ่งร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีไว้มอบให้ชาวนาที่ต้นข้าวเสียหายเพื่อปลูกใหม่  10,000 ตัน หากระยะต่อไปมีน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าวได้โดยเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เตรียมไว้เป็นพันธุ์ข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง อายุ 95-120 วัน ได้แก่ พันธุ์ข้าว กข29 กข31 กข41 กข49 กข57 กข71 ชัยนาท1 พิษณุโลก2 สุพรรณบุรี1 และปทุมธานี 1

สำหรับสาเหตุที่แนะนำให้ปลูกข้าว 10 พันธุ์นี้เนื่องจากยังมีช่วงระยะเวลาเจริญเติบโตของลำต้นและใบเพียงพอต่อการออกรวงให้ผลผลิตได้ ทั้งนี้การเพาะปลูกควรทำให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 เดือนสิงหาคม 2562 เพราะจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณเดือนธันวาคม 2562 หากปลูกล่าช้าออกไปมากกว่านี้ จะมีน้ำไม่เพียงพอ เนื่องจากหมดฤดูฝนแล้ว ทำให้ต้นข้าวที่อยู่ในช่วงตั้งท้อง ออกรวงจะขาดน้ำ ทำให้ผลผลิตลดลงมากกว่าร้อยละ 50

ส่วนวิธีการปลูกนั้น แนะนำให้ปลูกโดยวิธีหยอด โรยเป็นแถว หรือหว่าน ไม่แนะนำให้ปลูกด้วยวิธีตกกล้าปักดำเนื่องจากจะทำให้ต้นข้าวสามารถตั้งตัวและเจริญเติบโตได้เร็ว อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ปลูกที่เหมาะสมคือ ไร่ละ 10 – 15 กิโลกรัม กรณีต้นข้าวในระยะต้นกล้าหรือระยะแตกกอขาดน้ำประสบภาวะขาดน้ำเป็นระยะเวลาไม่นาน เริ่มมีอาการเหี่ยว หากต่อมาได้รับน้ำอย่างเพียงพอจะสามารถกลับมาเจริญเติบโตได้ต่อไปจึงขอให้เกษตรกรเพิ่มการดูแลรักษา ควรเร่งหาน้ำให้ปล่อยแปลงนาโดยเร็ว และใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินให้ถูกสูตร ถูกอัตรา และถูกเวลาเพื่อให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น กำจัดวัชพืชและข้าวเรื้อในแปลงนา พร้อมทั้งติดตามเฝ้าระวังการระบาดของโรคและแมลงศัตรูข้าวอย่างใกล้ชิด

นายประสงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่ปลูกข้าวที่ประสบภาวะฝนทิ้งช่วงปี 2562 ส่วนใหญ่อยู่ในเขตภาคเหนือตอนบ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ 5 จังหวัดได้แก่ จังหวัดมหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร สุรินทร์ และจังหวัดศรีสะเกษ ซึงเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพดีที่สำคัญของประเทศ อาจส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ไม่มีเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีและปริมาณเมล็ดพันธุ์ยังไม่เพียงพอที่จะเก็บไว้ใช้เองเพื่อปลูกในปีต่อไป รวมทั้งเกษตรกรบางรายขาดแคลนเงินทุนเพื่อจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งอาจทำให้ผลผลิตข้าวหอมมะลิมีคุณภาพต่ำลง และเกิดปัญหาต่อตลาดข้าวหอมมะลิที่ไทยส่งออก

ดังนั้น ในปีการผลิต 2563/64 รอบที่ 1 (นาปี)     กรมการข้าวจะเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีให้ปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรเพื่อใช้ในการเพาะปลูกข้าวหอมมะลิให้มีประสิทธิภาพ ผลผลิตมีคุณภาพสูง รักษาระดับปริมาณและคงความเป็นเอกลักษณ์ของข้าวหอมมะลิไทยจากการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ได้มาตรฐานไปปลูกและไม่มีผลกระทบต่อการค้า-การตลาดของประเทศไทยต่อไป

สหกรณ์ลำพูนสืบสานพระราชปณิธาน‘ร.10’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428311

x

สหกรณ์ลำพูนสืบสานพระราชปณิธาน‘ร.10’

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสุมิตรา อภิชัย สหกรณ์จังหวัดลำพูน เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดทำ “โครงการสหกรณ์รวมใจภักดิ์ พัฒนารักษาสิ่งแวดล้อม น้อมนำพระราชปณิธานความดี เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ขึ้นเพื่อปลูกจิตสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อขบวนการสหกรณ์ แก่บุคลากรของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ตลอดจนสมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร รวมทั้งปลูกจิตสำนึกอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม นำไปสู่การพัฒนายั่งยืน โดยน้อมนำแนวทางจิตอาสาในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มาขยายผล สร้างจิตสำนึกสาธารณะ สืบสานพระราชปณิธานบำเพ็ญตนเป็นผู้ให้ และแสดงความจงรักภักดี ความกตัญญูกตเวที ในวาระมหามงคลสมัยพิเศษยิ่งนี้

สำหรับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำพูน จัดกิจกรรมในโครงการร่วมปลูกต้นไม้ในพื้นที่สหกรณ์และบ้านเรือนสมาชิก โดยมีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการได้แก่ 1.สหกรณ์โคนมบ้านโฮ่ง จำกัด จัดกิจกรรมปลูกป่าในพื้นที่สหกรณ์และแจกกล้าไม้ให้แก่สมาชิกเพื่อนำไปปลูกในพื้นที่ชุมชน 1,500 ต้น สมาชิกเข้าร่วมโครงการ 75 คน 2.สหกรณ์การเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินลำพูน จำกัด จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้ ในพื้นที่สหกรณ์ 200 ต้น สมาชิกเข้าร่วมโครงการ 50 คน และ 3.สหกรณ์การเกษตรโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จำกัด จัดกิจกรรมบวชป่า ซึ่งเป็นพิธีกรรมโบราณ เพื่อรณรงค์ ส่งเสริมให้คนในชุมชนเคารพรักธรรมชาติ เห็นความสำคัญของป่าต้นน้ำ ร่วมกันดูแลรักษาา ณ ป่าชุมชนหมู่ที่ 14 ต.นาทราย อ.ลี้ จ.ลำพูน สมาชิกเข้าร่วมโครงการ 150 คน

การจัดกิจกรรมดังกล่าว นอกจากเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ยังเป็นการสานพลังประชาชนร่วมกับหน่วยราชการร่วมทำความดี มีจิตอาสาอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ตามพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 สืบไป

ส่องเกษตร : ว่าด้วยเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428310

449007

ส่องเกษตร : ว่าด้วยเกษตรอินทรีย์

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

อันที่จริงแล้วเรื่องเกษตรอินทรีย์ เป็นประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำทั้งในทางที่ดีและทางที่ร้ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กว่า 40 ปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอยู่ในทุกยุคทุกสมัยไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาบริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากรัฐมนตรีท่านใดก็ตาม แต่ผลที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมที่สามารถกล่าวอ้างได้ว่าเป็นบทบาทของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังคงไม่ชัดเจน นอกจากเครื่องหมายรับรอง Organic Thailand และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ที่พัฒนาออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมและจับต้องได้ แต่เมื่อสืบลึกลงไปถึงเกษตรกรผู้อยู่ในระบบเกษตรอินทรีย์จริงๆ กลายเป็นว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ได้ทำเกษตรกรอินทรีย์เพราะการสนับสนุนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่เป็นเพราะเกษตรกรเหล่านั้น เล็งเห็นประโยชน์ของการทำเกษตรอินทรีย์ด้วยตนเองมากกว่า

ปัญหาของความเข้าใจต่อระบบการผลิตแบบอินทรีย์ในระดับนโยบาย จึงส่งผลให้การกำหนดนโยบายเกษตรอินทรีย์มีความบิดเบี้ยว เกิดอนุสาวรีย์จากนโยบายเกษตรอินทรีย์หลายอย่างที่สร้างตราบาปให้กับผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ หรือการจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ สิ่งต่างๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเกษตรอินทรีย์เป็นทางผ่านของความชอบธรรมในการกำหนดนโยบายเพื่อให้เกิดการจัดซื้อ จัดจ้าง จัดหา ที่ไม่ตอบโจทย์ข้อเท็จจริงของเกษตรอินทรีย์ แต่อาจตอบโจทย์ของผู้กำหนดนโยบายนั่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง

ในขณะที่ฝ่ายที่อยู่ด้านการตลาด มักจะให้ข้อมูลเสมอว่าตลาดของเกษตรอินทรีย์ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก มีความต้องการแน่นอน ผลิตมาเท่าใดก็ขายได้แน่นอน เป็นการตอกย้ำข้อมูลจนกลายเป็นความเชื่อที่ว่าทำเกษตรอินทรีย์เถอะขายได้ เมื่อมองกลับมายังฝ่ายผลิต จะพบว่ามีเกษตรกรที่อยู่ในระบบเกษตรกรอินทรีย์ไม่มาก ทั้งที่ๆ ทุกยุคทุกสมัยต่างเห็นว่าเป็นนโยบายสำคัญ และออกนโยบายมาสนับสนุนหลากหลายรูปแบบ การเพิ่มพื้นที่ทำการเกษตรอินทรีย์ของประเทศก็ยังไม่บรรลุเป้าหมาย มันมีความผิดพลาดใดในนโยบายเหล่านั้น

เมื่อเกษตรอินทรีย์ไม่คืบ สิ่งที่คืบหน้าชัดเจนคือการนำเข้าสารเคมีทางการเกษตรและปุ๋ยเคมีเข้ามาในประเทศ เป็นปริมาณเพิ่มขึ้นแทบทุกปี แสดงว่าแผนการตลาดของบริษัทขายปุ๋ย-ขายยาแรงกว่าแผนการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ของภาครัฐหรือไม่ หรือเป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองเพื่อจะทุบหัวใคร ประเด็นนี้ก็ไม่อาจทราบได้

มุมหนึ่งที่น่าคิดคือ เกษตรอินทรีย์มีหลายทฤษฎีหลายสำนัก แต่ละทฤษฎีแต่ละสำนักก็มีวิธีดำเนินการที่แตกต่างกันไป ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค บางครั้งความน่าเชื่อถือก็ถูกทำลายโดยบางองค์กร ที่ออกมาประโคมข่าวทางลบตลอดเวลา จริงบ้างเท็จบ้างก็ว่ากันไป เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมในการหางบประมาณมาดำเนินกิจกรรมขององค์กรตนเอง วนๆกันไป ในที่สุดแล้ว ผลการกระทำของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็กระทบลงที่ประเทศไทย ณ จุดเดียว ตกลงแล้วประเทศไทยจะยอมให้เกษตรอินทรีย์เป็นเพียงการสร้างภาพ สร้างความน่าเชื่อถือ แต่กลับซ่อนไว้ด้วยผลประโยชน์จำนวนมหาศาล ความล้มเหลว และปัญหาที่ต้องตามแก้กันไม่รู้จักจบสิ้น แต่ที่ต้องจบแน่ๆ คงหนีไม่พ้นเกษตรกรและการเกษตรของไทย

สมชาย ชาญณรงค์กุล

รายงานพิเศษ : ‘ปลานิลในกระชัง เขื่อนลำปาว’ ผลสำเร็จบูรณาการเครือข่ายแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428314

รายงานพิเศษ : ‘ปลานิลในกระชัง เขื่อนลำปาว’ ผลสำเร็จบูรณาการเครือข่ายแปลงใหญ่

รายงานพิเศษ : ‘ปลานิลในกระชัง เขื่อนลำปาว’ ผลสำเร็จบูรณาการเครือข่ายแปลงใหญ่

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรบูรณาการร่วมเครือข่ายแปลงใหญ่ ส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลในกระชังเขื่อนลำปาว ต่อยอดพัฒนาไปสู่การจัดตั้งสหกรณ์ ร่วมกันบริหารจัดการตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทางอย่างเป็นระบบ สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างมั่นคง

นายราชิตร์ แก่นทอง ผู้จัดการโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (เลี้ยงปลานิลในกระชัง) จังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า เดิมทีเกษตรกรรอบๆ พื้นที่บริเวณเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ มีอาชีพทำไร่ ทำนา แต่เนื่องจากราคาผลผลิตตกต่ำ เกษตรกรจึงหันมาเลี้ยงปลานิลในกระชัง จนกระทั่งกรมส่งเสริมการเกษตร เข้ามาสนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด มีต้นทุนการผลิตต่ำและผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยยึดหลักการตลาดนำการผลิต จนสมาชิกเกิดความเข้มแข็ง มีลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย พึ่งพาอาศัยกัน ปัจจุบันในกลุ่มมีสมาชิก 58 ราย มีจำนวนกระชังของสมาชิกกว่า 2,000 กระชัง และได้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรให้อยู่ในรูปวิสาหกิจชุมชนและได้พัฒนามาเป็นสหกรณ์ในปัจจุบัน โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันของเครือข่ายแปลงใหญ่ที่เข้ามาแนะนำ ส่งเสริม เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง และกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นต้น ทำให้เกษตรกรได้รับการฝึกอบรมความรู้ทั้งในด้านการเพาะเลี้ยงที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ การรวมกลุ่มและการบริหารจัดการ การแปรรูป รวมถึงการพัฒนาเข้าสู่มาตรฐานฟาร์ม GAP ตลอดจนด้านการตลาด ซึ่งแตกต่างจากตอนที่เราเลี้ยงแบบต่างคนต่างเลี้ยง เพราะต้องประสบปัญหากับพ่อค้าคนกลางกดราคา

การบริหารจัดการของกลุ่มภายหลังจากที่กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆ เข้ามาส่งเสริมให้เข้าสู่ระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้สนับสนุนให้ผู้จัดการแปลงเข้าอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารกลุ่มแปลงใหญ่เพื่อนำความรู้ที่ได้จากการเข้าอบรมมาใช้ในการบริหารจัดการแปลงให้มีความเข็มแข็งมากขึ้น มีการวางแผนการผลิตให้กับสมาชิกอย่างเป็นระบบตั้งแต่จัดหาพันธุ์ปลา การลงเลี้ยงลูกปลา การจัดหาอาหารปลาเพื่อลดต้นทุนการผลิต และจะบริหารลำดับการจับปลาเพื่อจำหน่ายให้กับสมาชิกเป็นระยะทุกๆ 5 เดือน โดยสหกรณ์จะประกันราคารับซื้อจากสมาชิกกิโลกรัมละ 55 บาท ทำให้สมาชิกมีกำไรและลดความเสี่ยงเรื่องตลาด โดยใน 1 ปี มีผลผลิตออกสู่ตลาด 2 ครั้ง เกษตรกรมีกำไรไม่น้อยกว่า 200,000 บาทต่อครั้ง ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอน มั่นคง และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“หลังจากเกษตรกรหันมารวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ปลานิลในกระชังในรูปแบบของสหกรณ์แล้ว ทำให้สมาชิกแปลงใหญ่ปลานิลในกระชังมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีการตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน จนกลายเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรไปในที่สุด ซึ่งถือว่านโยบายเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นนโยบายที่ดีที่เน้นการตลาดนำการผลิต และวางแผนการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตร่วมกัน ทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพมากขึ้น”นายราชิตร์ กล่าว

แจ้งเกิดอ่างฯห้วยทรายขาวแก้วิกฤติขุนยวมขาดแคลนน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428313

x

แจ้งเกิดอ่างฯห้วยทรายขาวแก้วิกฤติขุนยวมขาดแคลนน้ำ

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายกตัญญู ใจชื้น ผู้อำนวยการโครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลฯเร่งดำเนินการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขาว อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำต้นทุนแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ครอบคลุมพื้นที่บ้านใหม่พัฒนา บ้านขุนยวม บ้านโป่งศิลา บ้านหัวหนอง ต.แม่อู่คอ อ.ขุนยวม โดยเฉพาะที่บ้านใหม่พัฒนานั้น จะมีราษฎรได้รับประโยชน์ถึง 1,300 ครัวเรือนหรือประมาณ 3,700 คน รวมทั้งยังส่งให้ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้อีกประมาณ 250 ไร่

ทั้งนี้ ในอดีตบ้านใหม่พัฒนา เป็นชุมชนเล็กๆ ใช้น้ำจากลำห้วยทรายขาวเพียงพอ แต่ต่อมาราษฎรเข้ามาอาศัยมากขึ้นความต้องการใช้น้ำมากขึ้น กรมชลประทานจึงสร้างฝายขุนยวมพร้อมระบบส่งน้ำเพื่อกักเก็บและส่งน้ำระยะทาง 10.5 กิโลเมตร มายังสระรัชดาในเมืองขุนยวม ไว้ให้การประปาท้องถิ่นใช้ผลิตน้ำประปาใช้ในพื้นที่ดังกล่าว แต่ปัญหาคือ ตลอดระยะทางส่งน้ำ 10.5 กม.เดิมเป็นป่า ปัจจุบันบางแห่งถูกเพิกถอนเพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชนเมือง รวมทั้งพื้นที่บางส่วนพัฒนาเป็นพื้นที่เกษตรกรรม มีการนำน้ำไปใช้ทำเกษตรและเลี้ยงสัตว์มากขึ้น ปริมาณน้ำที่มาถึงสระรัชดามีน้อยลง ประกอบกับฤดูแล้งปริมาณน้ำในลำห้วยทรายขาวน้อยลง จน 10 ปีหลังชาวอ.ขุนยวม เริ่มขาดแคลนน้ำในหน้าแล้ง ล่าสุดขาดแคลนน้ำประปาถึงขั้นวิกฤติ จนต้องใช้มาตรการเปิด-ปิดน้ำประปาตามรอบเวร นอกจากนี้ ในอนาคตจะยกระดับจุดผ่อนปรนห้วยต้นนุ่นให้เป็นจุดผ่านแดนถาวรด่านห้วยต้นนุ่นซึ่ง ปริมาณใช้น้ำเพิ่มขึ้น กรมชลฯจำเป็นต้องเร่งสร้างอ่างฯห้วยทรายขาวเป็นแหล่งน้ำต้นทุน รองรับการใช้น้ำที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

“อ่างฯห้วยทรายขาว เป็นหนึ่งในโครงการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ภายในโครงการจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคให้ครบ 169 หมู่บ้าน ภายในปีงบประมาณ 2562 ของรัฐบาล ซึ่งนอกจากจะสร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อบริโภคอุปโภคตามแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปีแล้ว ยังระบายน้ำลงไปยังคลองขุนยวม เพื่อช่วยพื้นที่เกษตรกรรมได้อีกด้วย” ผอ.โครงการชลประทานแม่ฮ่องสอนกล่าว

นายสิทธิโชค พิรุณรัตน์ วิศวกรรมชลประทานชำนาญการพิเศษ หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมโครงการก่อสร้างสำนักงานชลประทานที่ 1 กรมชลประทานกล่าวว่า อ่างเก็บน้ำห้วยทรายขาว เป็นอ่างฯขนาดเล็กความจุ 500,000 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ตัวเขื่อนจะเป็นเขื่อนดิน สร้างปิดลำห้วยทรายขาว ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำยวม ขณะนี้เริ่มสร้างทำนบดินกั้นหัวงานเพื่อให้การก่อสร้างดำเนินไปได้ช่วงฤดูฝน สำหรับกรณีพื้นที่สร้างอ่างเก็บน้ำ ที่ทับเขตป่าสงวนโซน C ประมาณ 48 ไร่ 3 งานนั้น อยู่ใน
ขั้นตอนขออนุญาตกรมป่าไม้คาดว่าจะเสร็จเดือนกรกฎาคม และคาดว่าอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขาว พร้อมระบบส่งน้ำจะแล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม 2563

‘บ้านหนองศาลาโมเดล’มาตรฐานGAP ต้นแบบศูนย์เรียนรู้ผลิตพืชผักปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428312

x

‘บ้านหนองศาลาโมเดล’มาตรฐานGAP ต้นแบบศูนย์เรียนรู้ผลิตพืชผักปลอดภัย

วันพุธ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กลุ่มผลิตผักปลอดสารพิษบ้านหนองศาลา จ.ราชบุรี โชว์กระบวนการผลิตพืชผักด้วยระบบมาตรฐาน GAP ของกลุ่มผลิตผักปลอดสารพิษบ้านหนองศาลา จ.ราชบุรี
อีกหนึ่งต้นแบบศูนย์เรียนรู้ด้านการผลิตพืชผักปลอดสารพิษ และแหล่งศึกษาดูงานด้านการผลิตพืชผักปลอดภัย ผลิตปัจจัยการผลิตใช้เอง มีตลาดรับซื้อมั่นคง

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร พัฒนาตลาดเกษตรกรที่มีอยู่ทั่วประเทศ ให้เกิดเป็นศูนย์เรียนรู้การบริหารจัดการสินค้าเกษตร หรือ ตลาดเกษตรกรถาวร 7 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย ลำปาง พิจิตร ชัยภูมิ กาญจนบุรี กระบี่ และราชบุรี สำหรับจ.ราชบุรี จัดเป็นจังหวัดที่มีการดำเนินงานจัดตั้งตลาดเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จจังหวัดหนึ่ง สามารถเพิ่มช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยและได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ให้เข้ามาจำหน่ายเป็นเกษตรกรตัวจริง เพื่อให้เกษตรกรได้เรียนรู้การหาช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีเจ้าหน้าที่เกษตรเป็นที่ปรึกษาส่งเสริมสนับสนุนผลักดันและขับเคลื่อนทุกมิติ สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการพัฒนาการเกษตรและเกษตรกร โดยเน้นใน 4 ประเด็นหลัก คือ การลดต้นทุนการผลิต เพิ่มคุณภาพและผลผลิตต่อหน่วย การบริหารจัดการ และการวางแผนการผลิตและเพิ่มช่องทางการตลาด อีกทั้งเป็นการเชื่อมโยงผลผลิตที่มีคุณภาพและได้รับการรับรองมาตรฐานจากกิจกรรมแปลงใหญ่เข้าสู่ตลาดเกษตรกร อาทิ ตลาดสู่โรงพยาบาล และตลาดในระดับที่สูงขึ้น

โดยกลุ่มผลิตผักปลอดสารพิษบ้านหนองศาลา จ.ราชบุรี ถือเป็นอีกหนึ่งต้นแบบศูนย์เรียนรู้ด้านการผลิตพืชผักปลอดสารพิษ และเป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านการผลิตพืชผักปลอดภัย การผลิตและขยายสารชีวภัณฑ์ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 30 คน มีการผลิตผักต่อเนื่องตลอดทั้งปี ได้แก่ คะน้า กวางตุ้ง บวบ มะระ ถั่วฝักยาว มะเขือเทศ ฯลฯ เกษตรกรสมาชิกมีการจัดตั้งกองทุนบริหารจัดการปัจจัยการผลิตบริการสมาชิกอย่างต่อเนื่อง กลุ่มมีโรงผลิตปุ๋ยอินทรีย์และสถานที่จัดประชุมของกลุ่ม มีการจัดทำแปลงเรียนรู้การผลิตพืชปลอดภัยตามระบบ GAP และมีระบบการผลิต และการบริหารจัดการกลุ่มที่ดี โดยเฉพาะระบบการกระจายสินค้าซึ่งมีจุดรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกคัดคุณภาพ มีการใช้บรรจุภัณฑ์เพื่อรักษาคุณภาพของสินค้า และพัฒนาระบบการกระจายสินค้าให้ถึงผู้บริโภคในหลายช่องทาง

“สำหรับกลุ่มผลิตผักปลอดสารพิษบ้านหนองศาลา จ.ราชบุรี นับเป็นอีกหนึ่งต้นแบบการรวมกลุ่มกันผลิต รวมกลุ่มกันขาย และนำผลผลิตที่ได้ทั้งจากแปลงใหญ่และอื่นๆ ออกสู่ตลาดที่มีหน้าร้านเป็นของตนเองจากการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค โดยทั้งหมดนี้เป็นการขับเคลื่อนด้วยกลไกของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ส่งผลให้เกษตรกรมีตลาดขายสินค้าที่มั่นคงและยั่งยืน ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวถือเป็นการตอบโจทย์นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในเรื่องของการใช้ตลาดนำการผลิตได้อย่างเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง”

‘รมต.ปาทังกา’! ‘มนัญญา’บุกไร่อ้อยจับตั๊กแตนทอดกรอบ แก้เผ็ดหลังระบาดหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428371

'รมต.ปาทังกา'! 'มนัญญา'บุกไร่อ้อยจับตั๊กแตนทอดกรอบ แก้เผ็ดหลังระบาดหนัก

‘รมต.ปาทังกา’! ‘มนัญญา’บุกไร่อ้อยจับตั๊กแตนทอดกรอบ แก้เผ็ดหลังระบาดหนัก

วันอังคาร ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 23.07 น.

เมื่อเวลา 18.20 น.วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เป็นประธานในพิธี “วันรณรงค์ป้องกันกำจัดตั๊กแตนในแปลงอ้อย  โดยมีนายนายรังสรรค์ วัฒนาพานิช นายอำเภอบ้านไร่ กล่าวต้อนรับ ร้อยโททศพล ไชยโกมินทร์  รองผู้ว่าฯอุทัยธานี กล่าวรายงาน  โดยมีประชาชน พร้อมกำนัน ผู้ใหญ่ ประชาชนให้การต้อนรับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.มนัญญา ได้ลงมือออกจับตั๊กแตนตามไร่อ้อยร่วมกับเกษตรกร พร้อมทั้งนำมาทอดรับประทาน และให้ชาวบ้านนำไปขายให้กับผู้ที่นิยมรับประทานตั๊กแตนทอดในราคากิโลกรัมละ 100-150 บาท อันเป็นการเสริมรายได้อีกทางหนึ่ง

ก่อนหน้านี้นายชนม์สวัสดิ์ ทองโพธิ์งาม รักษาราชการแทนเกษตร จ.อุทัยธานี ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน ที่ ต.วังหิน และ ต.บ้านใหม่คลองเคียน อ.บ้านไร่  ที่ประกอบทำไร่อ้อยได้ประปัญหา ถูกฝูงตัวตั๊กแตน ปาทังกา ระบาดกัดกินใบอ้อย  มีลักษณะแหวางเว้า ได้รับความเสียเป็นจำนวนหลายพันไร่  โดยฝูงตั๊กแตนเริ่มออกอาละวาดตั้งแต่เวลาพลบค่ำเป็นต้นไป หากไม่รับหาทางแก้ไขจะยิ่งตีวงกว้างสร้างความเสียหายในไร่อ้อยไปมากกว่านี้

เกษตรกรชาวไร่อ้อย รายหนึ่งกล่าวว่า ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก นอกจากจะประสบปัญหาภัยแล้งแล้ว ยังประสบปัญหาตัวตั๊กแตน ปาทังกา กันกินใบจนได้รับความเสียหาย  ส่วนการกำจัดตั๊กแตนก็ทำค่อนข้างยาก เพราะในช่วงกลางวันตั๊กแตน หลบความร้อนลงไปซ่อนตัวที่โคนอ้อย และในกอหญ้า  ซึ่งทุกวันนี้ก็แย่กันพออยู่แล้ว ที่ฝนไม่ตก ไหนจะมาโดนตัวตั๊กแตนกินใบอีก

ต่อมาเจ้าหน้าที่จึง ได้ประสานนายวินัย  คำครองแก้ว ผช.ผ.ญ.บ.หมู่.12  ต.หนองจอก หัวหน้าทีมมือปราบตั๊กแตนบ้านจัน ต.หนองจอก อ.บ้านไร่ พร้อมชาวบ้านที่บ้านจัน ม.12 ต.หนอกจอก อ.บ้านไร่ จำนวนหลายสิบคนเข้าทำการจับตัวตั๊นแตน ที่กำลังระบาดในไร่อ้อยของเกษตรกร ที่ต.วังหิน และต.บ้านใหม่คลองเคียน อ.บ้านไร่ ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค 62 ที่ผ่านมา สามารถจับได้ทั้งหมด 346 กิโลกรัม รวมตั๊กแตนทั้งหมด 429,404 ตัว มีมูลค่าการจำหน่าย 34,600 บาทเลยทีเดียว

 

 

นักวิชาการชี้ปีนี้อากาศผันผวน! น้ำไหลลงเขื่อนน้อย เกิดปัญหาซ้ำซาก’แย่งน้ำทำนา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428231

นักวิชาการชี้ปีนี้อากาศผันผวน! น้ำไหลลงเขื่อนน้อย เกิดปัญหาซ้ำซาก'แย่งน้ำทำนา'

นักวิชาการชี้ปีนี้อากาศผันผวน! น้ำไหลลงเขื่อนน้อย เกิดปัญหาซ้ำซาก’แย่งน้ำทำนา’

วันอังคาร ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 15.59 น.

23 กรกฎาคม 2562 ผศ.ณัฐ มาแจ้ง ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ปีนี้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลายเขื่อนอยู่ในเกณฑ์น้อย แต่ไม่ได้วิกฤตที่สุดอย่างที่หลายฝ่ายกังวล จากสถิติรอบ 10 ปีพบว่า ในช่วงเวลาเดียวกันมีหลายปีที่น้ำในเขื่อนหลักน้อยกว่าปีนี้เช่น เขื่อนภูมิพลในปี 2553 2556 2557 2558 และ 2559 ส่วนเขื่อนสิริกิติ์ในปี 2556 2557 และ 2558

สำหรับปีนี้สาเหตุที่ทำให้ปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนน้อย และมีภาวะฝนน้อยตั้งแต่ต้นฤดู ยังทิ้งช่วงยาวนานเกิดจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ แต่ที่สำคัญภาครัฐควบคุมพื้นที่เพาะปลูกไม่ได้ ให้สมดุลกับแผนบริหารจัดการน้ำที่วางไว้ ถือเป็นปัญหาซ้ำซากแย่งใช้น้ำ โดยต้องแก้ปัญหาชัดเจนว่า ถ้าเกษตรกรฝืนเพาะปลูกเกินกว่าแผน แจ้งเตือนไม่ให้ทำนาต่อเนื่อง เมื่อชาวนาไม่ฟังยังทำนาต่อ จะไม่ระบายน้ำให้ หากได้รับความเสียหาย รัฐจะไม่ชดเชยใดๆทั้งสิ้น

ผศ.ณัฐ กล่าวต่อว่า ปัญหาที่กรมชลประทานทำงานลำบากในช่วงฝนตกชุก เมื่อระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนสูงขึ้นทางระบายน้ำล้น (Spillway) ประชาชนได้เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งต้องออกมาความเข้าใจว่า การที่ระดับน้ำสูงถึงทางระบายน้ำล้นเป็นสิ่งปกติของการเก็บกักน้ำในเขื่อน เขื่อนได้ออกแบบให้มีทางระบายน้ำล้น เพื่อเป็นช่องทางระบายน้ำออกไว้​อยู่แล้ว ไม่ใช่น้ำล้นเขื่อนหรือเขื่อนจะแตก

ผศ.ณัฐ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำปีนี้ที่ดูวิกฤต ยังเป็นเพราะมีปัญหาระดับน้ำแม่น้ำโขงลดลง จากการเตรียมทดสอบเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำที่เขื่อนไซยะบุรีในลาว​ อีกทั้งจีนได้สร้างเขื่อนกั้นลำน้ำโขงไว้หลายเขื่อน จึงส่งผลให้ระดับน้ำจังหวัดที่ติดลำน้ำโขงลดต่ำลงไปด้วย เมื่อดูจากแผนภูมิการขึ้นลงของลำน้ำโขงปีนี้ที่อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนมและอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย พบว่าลดลงเป็นขั้นบันไดจากกักน้ำของเขื่อนต่างๆ ซึ่งจะเป็นปัญหาเช่นนี้ทุกปีจากนี้ไป ดังนั้นไทยต้องหาแนวทางรับสถานการณ์เช่น เขื่อนปากมูล จังหวัดอุบลราชธานี ได้เปิดบานประตูระบายน้ำไว้ตามข้อเรียกร้องของชาวบ้าน ดังนั้นเมื่อน้ำโขงต่ำ ต้องลดบานประตู​ลง

รวมทั้งแม่น้ำเลย ที่ไหลไปลงสู่น้ำโขงที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย และแม่น้ำสงคราม ไหลลงสู่น้ำโขงที่อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ต้องทำเร่งด่วน สร้างประตูระบายน้ำบริเวณ​ปากแม่น้ำ ปิดเปิดบานระบายให้สมดุล เพื่อเก็บกักน้ำไว้ในประเทศ

กรมประมงรุก!อบรมเกษตรกรทั่วปท. ผลิตอาหารปลอดภัย-รักษ์สิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427973

x

กรมประมงรุก!อบรมเกษตรกรทั่วปท. ผลิตอาหารปลอดภัย-รักษ์สิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

 

ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกสนใจบริโภคอาหารสด สะอาด ปลอดภัยไร้สารตกค้างมากขึ้น ดังนั้น ประเทศไทย ผู้เป็นหนึ่งฐานการผลิตสินค้า วัตถุดิบสำหรับทำอาหาร ซึ่งเปรียบเสมือนครัวโลก จึงต้องหันมาใส่ใจให้ความสำคัญกับเรื่องการผลิตอาหารปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคด้วยเช่นกัน

นายอดิศร  พร้อมเทพ  อธิบดีกรมประมง ให้นโยบายวางแนวทางเรื่องนี้ว่า กรมในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและดูแลตรวจสอบรับรองสินค้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน จึงต้องเผยแพร่ความรู้แก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและผู้ประกอบการตลอดสายการผลิต ถึงแนวทางวิธีผลิตสัตว์น้ำปลอดภัยต่อการบริโภค ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่กรมลงพื้นที่ทั่วประเทศ ให้ความรู้สถานการณ์เกิดโรคในสัตว์น้ำ เพื่อให้รู้ทัน รู้จักและเข้าใจแต่ละโรคมากขึ้น รวมถึงประเมินวิเคราะห์ความเสี่ยงเกิดโรค เฝ้าระวังโรคในฟาร์ม ตรวจติดตามการเกิดโรค รวมทั้งหลักการจัดการความปลอดภัยทางชีวภาพ ลดปัญหาเกิดโรคระบาด และใช้ยาไม่สมเหตุสมผล รวมถึงสร้างความตระหนักรู้เรื่องการใช้ประโยชน์ทรัพยากรน้ำอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งเรื่องต่างๆ เหล่านี้ เป็นทิศทางและกระแสผลิตสัตว์น้ำของโลกด้วย นอกจากนี้ ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม – ต้นเดือนมิถุนายน ยังร่วมกับเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย จัดสัมมนา “ชูกุ้งไทยสู่ความยั่งยืน ยกมาตรฐานกุ้งไทย สด สะอาด รสชาติดี ปลอดสารพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” ในภาคตะวันออกและภาคใต้ 11 จังหวัดได้แก่ จันทบุรี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ปัตตานี สตูล ตรัง กระบี่ พังงา และระนอง โดยมีเกษตรกรจากชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง 16 ชมรม รวม 900 คน สนใจร่วมฟัง นอกจากนี้ ในงานดังกล่าว ผู้เข้าร่วมงานยังแสดงเจตจำนงของความตั้งใจลดใช้ยาต้านจุลชีพที่ไม่สมเหตุสมผล ทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาสารตกค้างในกุ้ง และเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมระยะยาว ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทย

จากการติดตามผลหลังเกษตรกรได้รับความรู้ไป พบว่าเกษตรกรกระตือรือร้น ตอบรับนโยบายและมุ่งมั่นผลิตสัตว์น้ำให้สด สะอาด ไร้สารตกค้าง เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคมากขึ้น ดังนั้น แนวทางดำเนินการดังที่ผ่านมา เป็นการทำงานเชิงรุก เพราะเจ้าหน้าที่กรมลงพื้นที่เคาะประตูบ้านส่งเสริมความรู้ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้เป็นเกษตรกรอัจฉริยะ (Smart Farmer) ในการผลิตสินค้าสัตว์น้ำมีคุณภาพได้มาตรฐานสากล ปลอดภัยต่อผู้บริโภคเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการสร้างจุดแข็งของไทยช่วยเพิ่มขีดการแข่งขันส่งออกสินค้าสัตว์น้ำของไทยกับประเทศคู่ค้าได้มาก