คนรักเห็ดจัดถกใหญ่ ‘สานสัมพันธ์40ปีฯ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427970

x

คนรักเห็ดจัดถกใหญ่ ‘สานสัมพันธ์40ปีฯ’

วันอังคาร ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2561 “สานสัมพันธ์ 40 ปี ชีวีมั่นคงด้วยเห็ดไทย” เปิดโอกาสให้ภาครัฐเอกชน เกษตรกรผู้เพาะเห็ดและผู้สนใจ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนาระบบการผลิตเห็ดอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน โดยต้องสอดคล้องกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

การเพาะเห็ด เป็นอาชีพเกษตรกรรมที่สร้างรายได้ได้หลายช่องทาง ทั้งจำหน่ายเห็ด แปรรูป และนำสารสกัดบางชนิดจากเห็ดมาผลิตเป็นอาหารสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย เพราะเห็ดมีคุณค่าทางโภชนาการ มีสรรพคุณเป็นสมุนไพร ปัจจุบันเทคโนโลยีการผลิตเห็ดพัฒนาจนผลิตได้แพร่หลาย อย่างไรก็ตาม การขยายการผลิตเห็ดที่สอดคล้องกับความต้องการตลาด ผู้บริโภคและเกษตรกร ผู้เพาะเห็ดจำเป็นต้องมีข้อมูลประกอบการพิจารณาทั้งในและต่างประเทศ มิฉะนั้นสินค้าเห็ดอาจได้รับผลกระทบด้านบวกและลบ ทั้งทางตรง และทางอ้อม

จากแนวคิดดังกล่าวในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี พ.ศ. 2561 เป็นโอกาสที่สมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทยได้ก่อตั้งมา 40 ปี จึงให้ชื่อการประชุมใหญ่ครั้งนี้ว่า “สานสัมพันธ์ 40 ปี ชีวีมั่นคงด้วยเห็ดไทย” เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน เกษตรกรผู้เพาะเห็ด และผู้สนใจ โดยการจัดงานครั้งนี้ เพื่อเป็นเวทีระดมสมอง เครือข่ายผู้เพาะเห็ด นักวิชาการด้านเห็ด นำเสนอข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์นำสู่การพัฒนาวงการเห็ดในอนาคต พร้อมมีกิจกรรมพบปะเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ทัศนคติเกี่ยวกับเห็ด เช่น การเสวนาเรื่อง กลยุทธ์เพาะเห็ดฟางสร้างเงินล้าน มหัศจรรย์เห็ดเพาะถุง พร้อมชมนิทรรศการ การออกร้านสินค้าจากเห็ดมากมาย การจัดงานครั้งนี้ยังถือเป็นโอกาสที่สมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทยได้ก่อตั้งมาครบรอบ 40 ปี และเชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์แก่วงการเห็ด

ผู้สนใจเข้าร่วมประชุม สำหรับสมาชิกสมาคมฯและบุคคลทั่วไป อัตราค่าลงทะเบียน 1,500 บาท นิสิต นักศึกษา ผู้เกษียณอายุ (แสดงบัตรนักศึกษาและบัตรประชาชน) อัตราค่าลงทะเบียน 1,000 บาท ลงทะเบียนได้ภายในวันที่ 25 สิงหาคม 2562 โดยงานจะจัดขึ้นวันที่ 31 สิงหาคม 2562 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 08-4448-2411 หรือ 09-0959-7692

หมอนทอง3จว.ใต้ลู่ทางสดใส คุณภาพโดนใจผู้นำเข้ารายใหญ่ของจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427969

x

หมอนทอง3จว.ใต้ลู่ทางสดใส คุณภาพโดนใจผู้นำเข้ารายใหญ่ของจีน

วันอังคาร ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คณะนักธุรกิจจีน นำโดย นายเฉิน เว่ยปิน ผู้อำนวยการด้านการตลาด บริษัทกวางโจว ยูฝู จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับซื้อผลไม้จากทั่วโลกไปจำหน่ายในประเทศจีนรายใหญ่อันดับต้นๆ ร่วมกับผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด เดินทางเยี่ยมชมและตรวจสอบคุณภาพการปลูกทุเรียนบาตามัส (ทุเรียนหมอนทอง) ภายใต้โครงการทุเรียนคุณภาพ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ดำเนินการร่วมกับภาคราชการและเกษตรกร

หลังศึกษาพื้นที่และพูดคุยกับเกษตรกรชาวสวนทุเรียนของโครงการ นายเฉิน เว่ยปิน กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา สัดส่วนนำเข้าทุเรียนผลสดจากไทยอยู่ที่ร้อยละ 90-95 อีกร้อยละ 5-10 เป็นผลผลิตจากเวียดนามและมาเลเซีย ซึ่งจากการที่รัฐบาลจีนเข้มงวดคุณภาพ  ขณะที่มาเลเซียและเวียดนามกำลังพยายามขอโอกาสจากรัฐบาลจีนส่งออกทุเรียนเพิ่มขึ้น ฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ สร้างมาตรฐานทุเรียนไทยให้เข้มแข็ง

“คนจีนนิยมทานทุเรียนมาก ที่นิยม เป็นทุเรียนเนื้อละเอียด สีเหลืองทองออกเข้ม เต็มพู รสชาติหวาน เมื่อพูดถึงทุเรียนไทย ชาวจีนจะรับรู้ว่า เป็นทุเรียนจากจันทบุรี ดังนั้น การขายทุเรียนจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงเป็นเรื่องใหม่ที่จะสร้างการรับรู้ว่า ที่นี่ก็เป็นแหล่งผลิตทุเรียนคุณภาพอีกแห่งของไทย นอกจากนี้ ยังจะมองหาทุเรียนพันธุ์อื่นนอกจาก“หมอนทอง”ที่รสชาติดีมีคุณภาพไปเป็นตัวเลือกใหม่ให้ผู้บริโภคอีกด้วย

นายเฉินกล่าวย้ำว่า มั่นใจในคุณภาพทุเรียนที่ผลิตจากพื้นที่นี้ เพราะในโครงการมีคู่มือผลิตทุเรียนคุณภาพและสมุดตรวจแปลง ซึ่งเป็นเรื่องพิเศษมาก ถ้าทำตามคู่มือผลิตและบันทึกติดตามการผลิตอย่างเข้มงวด ผลทุเรียนที่ได้จะมีคุณภาพดีมาก เป็นจุดเด่นในการสร้างมาตรฐานที่พิเศษ ต่างจากแหล่งอื่นที่บริษัทเคยรับซื้อมา

นายการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการสถาบันปิดทองหลังพระฯกล่าวว่า “โครงการทุเรียนคุณภาพปีนี้ ดำเนินการเป็นปีที่สองแล้ว เพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกร
ผู้ปลูกทุเรียนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขาดโอกาส ความรู้ และทุนผลิตและจำหน่ายทุเรียน ปิดทองหลังพระฯจึงบูรณาการทำงานกับหน่วยงานภาคีภาครัฐ เอกชนและประชาชน สนับสนุนองค์ความรู้ในการบำรุงดูแลต้น สนับสนุนระบบน้ำเข้าแปลง  และปัจจัยการผลิต ในรูปแบบยืมก่อนจ่ายทีหลัง รวมทั้งคัดเลือก“อาสาทุเรียน” 91 คน จากเกษตรกรในพื้นที่ไปอบรมเชิงปฏิบัติการ ณ ศูนย์การเรียนรู้เกษตรพอเพียง ต.วังหว้า อ.แกลง จ.ระยอง ตั้งแต่บำรุงดูแลต้น ป้องกันโรคและศัตรูพืช ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว เพื่อนำความรู้กลับมาแนะนำเกษตรกรรายอื่นต่อไป

“ปีนี้ขยายผลดำเนินการไปยังสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น 664 ราย พื้นที่ 1,125 ไร่ ทุเรียนรวม 22,508 ต้น จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรกได้กลางเดือนกรกฎาคม คาดการณ์ผลผลิตว่าจะมีประมาณ 2,500 ตัน สร้างรายได้ให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ รวมกันไม่น้อยกว่า 160 ล้านบาท”  นายการัณย์กล่าว

กยท.จับมือสภาอุตฯดันสวนยาง สู่มาตรฐานPEFCนำร่อง7จว.ใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427968

x

กยท.จับมือสภาอุตฯดันสวนยาง สู่มาตรฐานPEFCนำร่อง7จว.ใต้

วันอังคาร ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านธุรกิจและปฏิบัติการ กล่าวว่า ยางพาราเป็นหนึ่งในพืชมีค่าทางเศรษฐกิจของไทย เนื่องจากให้ผลผลิตที่เป็นน้ำยางส่งออกขายหรือแปรรูปได้แล้ว ไม้ยางพาราก็เป็นที่ต้องการในแวดวงอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ และอุตสาหกรรมพลังงาน ที่ผ่านมา กยท.ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางของ กยท.จัดการสวนยางพาราอย่างยั่งยืน ยกระดับสู่มาตรฐานสากลมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 มิถุนายนที่ผ่านมา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดตัวระบบรับรองการจัดการป่าไม้ของไทย (TFCS) อย่างเป็นทางการ ให้บริการด้านการออกใบรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนแห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งเทียบเท่ามาตรฐานสากล (The Programme for the Endorsement of Forest Certification : PEFC) กยท. จึงร่วมกับสอท. ขับเคลื่อนสวนยางพาราให้เข้าสู่มาตรฐานดังกล่าว เพื่อยกระดับสวนยางพาราไทยสู่มาตรฐานสากล ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตยางพาราและไม้ยางพารา

“กยท.มีบทบาทส่งเสริมให้เกษตรกรได้รับการรับรองมาตรฐานสากล (PEFC) โดยมีงบประมาณสนับสนุนตามพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 49 (3) เป็นค่าใช้จ่ายส่งเสริม สนับสนุน และช่วยเหลือเกษตรกร สถาบันเกษตรชาวสวนยางและผู้ประกอบกิจการยาง กำหนดเป้าหมายนำร่องพื้นที่สวนยาง 200,000 ไร่ ใน 7 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช จ.สุราษฎร์ธานี จ.สงขลา จ.กระบี่ จ.ตรัง จ.พัทลุง และจ.สตูล เนื่องจากเป็นพื้นที่ซึ่งมีสวนยางหนาแน่น รวมถึงมีบริษัทรับซื้อน้ำยางและไม้ยางพาราในพื้นที่จำนวนมาก หลังจากนี้จะขยายพื้นที่สวนยางเป้าหมายให้ได้รับมาตรฐานสากลทั่วประเทศ” นายณกรณ์กล่าว

รักษ์เกษตร : ดิน…ทำให้ยั่งยืนนาน…ไม่ยากอย่างที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427977

x

รักษ์เกษตร : ดิน…ทำให้ยั่งยืนนาน…ไม่ยากอย่างที่คิด

วันอังคาร ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบข้อมูลความรู้ความเข้าใจเรื่อง การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินในเบื้องต้น ควรทำอย่างไร ขอบคุณครับ

สรศักดิ์ สวนหลวง

อ.ละแมจ.ชุมพร

คำตอบ

การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน มีเป้าหมายให้ผลผลิตพืชของเกษตรกรมีความยั่งยืน ดังนั้น ในเบื้องต้นที่จะกระทำกับดิน ให้ทำโดยการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ส่วนใหญ่ดินจะสูญเสียอินทรียวัตถุไปอย่างรวดเร็ว ดินจะแข็ง ไม่ร่วนซุย ดูดซับน้ำและแร่ธาตุอาหารพืชได้น้อยนานเข้าความอุดมสมบูรณ์สูญเสียไปอย่างรวดเร็ว จนสุดท้ายทำให้การปลูกพืชไม่ได้ผลหรือได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้น การปลูกพืชที่ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสด เป็นวิธีที่จะเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินที่ดีที่สุด มีวิธีการพอสรุปได้ดังนี้

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ก็เป็นวิธีที่ดีที่จะเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินแต่มีข้อจำกัด คือ ต้องใช้ในปริมาณมากต่อไร่ หาได้ไม่เพียงพอ และไม่สะดวกแก่การขนย้าย ดังนั้นวิธีการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินก็คือ การใช้ปุ๋ยพืชสด ซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการไถกลบ ต้น ใบ และส่วนต่างๆของพืช โดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว ในระยะช่วงออกดอก ซึ่งเป็นช่วงที่มีธาตุอาหารสูงสุด แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้ผุพังเน่าเปื่อย และย่อยสลายเป็นอาหารแก่พืชที่จะปลูก พืชที่ใช้ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสด ได้แก่ โสนอินเดีย ปอเทืองอัญชัน ไมยราพไร้หนาม และพืชตระกูลถั่วต่างๆ

ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสด ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน เพิ่มธาตุไนโตรเจนซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักให้แก่พืช ทำให้ดินมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างที่มีประโยชน์ ที่เกิดจากการผุพังของพืชสด ช่วยละลายธาตุอาหารในดินให้แก่พืชได้มากยิ่งขึ้น ช่วยบำรุงและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดิน ทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ทำให้ดินร่วนซุย สะดวกในการเตรียมดินและไถพรวน ช่วยในการปราบวัชพืชบางชนิดได้เป็นอย่างดี ช่วยเพิ่มผลผลิตของพืชให้สูงขึ้น ทั้งยังลดอัตราการชะล้างพังทลายของดิน และลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้อีกด้วย

ลักษณะทั่วไปของพืชปุ๋ยสด เป็นพืชที่ปลูกง่าย ระบบรากแข็งแรง เจริญเติบโตเร็ว ออกดอกในระยะเวลาอันสั้น คือประมาณ 30-60 วัน เป็นพืชที่ทนแล้งและทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆได้ดี มีความต้านทานต่อโรคและแมลง สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้มาก ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว เมล็ดงอกง่าย และมีอัตราการงอกสูง เพื่อให้ทันและเพียงพอต่อความต้องการ สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล ทำการเก็บเกี่ยว ตัดสับและไถกลบได้ง่าย ไม่ควรเป็นเถาเลื้อยมากเพราะจะทำให้ไม่สะดวกแก่การไถกลบ ลำต้นอ่อน เมื่อไถกลบแล้วเน่าเปื่อยผุพังได้เร็วและมีธาตุอาหารพืชสูง และให้น้ำหนักพืชสดสูงอีกด้วย

วิธีการปลูกพืชปุ๋ยสด

1. ลักษณะของดิน ก่อนปลูกควรปรับปรุงสภาพของดินให้เหมาะสม ถ้าเป็นพื้นที่ดินเปรี้ยว ควรปรับสภาพดิน ด้วยการใส่ปูนขาว ปูนมาร์ล หรือหินปูนบด ทั้งนี้ ควรสอบถามความเข้าใจถึงวิธีการใช้กับเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดิน เสียก่อน

2. เวลาและฤดูกาลที่ปลูก ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน หรือปลูกหลังจากเก็บเกี่ยวพืชแล้ว ซึ่งยังคงมีความชื้นในดินอยู่ หรืออาจปลูกก่อนการปลูกพืชหลัก ประมาณ 3 เดือน

3. เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด ที่ในพื้นที่ 1 ไร่ ควรใช้อัตราเมล็ดตามแต่ชนิดของพืช ดังนี้

-ปอเทือง โสนอินเดีย โสนคางคก โสนไต้หวัน ถั่วพร้า และถั่วเขียว ให้ใช้ 5 กิโลกรัม/ไร่

-ถั่วเหลือง ถั่วพุ่ม ถั่วนา ให้ใช้ 8 กิโลกรัม/ไร่

-ถั่วลาย ถั่วเสี้ยนป่า คาโลโปโกเนียมให้ใช้ 2 กิโลกรัม/ไร่

วิธีการใช้พืชปุ๋ยสด มีวิธีใช้ได้ 3 วิธี คือ

1. ถ้าปลูกพืชสด ในพื้นที่แปลงใหญ่ เมื่อปลูกในระยะออกดอกเต็มแล้ว ให้ทำการตัดสับและไถกลบลงไปในพื้นที่นั้นได้เลย

2. ถ้าปลูกพืชสดแซมในระหว่างร่องของพืชหลักที่ทำการปลูก ให้ปลูกพืชสดหลังจากพืชหลักเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว

3. ถ้าปลูกพืชสดในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า เมื่อปลูกในระยะออกดอกเต็มที่แล้ว ให้ทำการตัดสับเอาส่วนของพืชปุ๋ยสดนำมาใส่ในแปลงที่จะปลูกพืชหลักแล้วไถกลบลงไปในดิน

การตัดสับและไถกลบพืชปุ๋ยสดนั้น จำเป็นต้องพิจารณาถึงอายุของพืชปุ๋ยสดเป็นสำคัญ ระยะเวลาที่เหมาะสม ในการตัดสับ และไถกลบ ควรทำขณะที่ต้นพืชปุ๋ยสด เริ่มออกดอกไปจนถึงระยะดอกบานเต็มที่ เนื่องจากในระยะนี้เป็นช่วงเจริญงอกงามสูงสุด เมื่อไถกลบแล้วจะทำให้ปริมาณอินทรียวัตถุและธาตุไนโตรเจนสะสมอยู่ในดินสูงด้วย

นาย รัตวิ

สศก.เปิดข้อมูลพืชศก.สำคัญ20จว.อีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427978

สศก.เปิดข้อมูลพืชศก.สำคัญ20จว.อีสาน

สศก.เปิดข้อมูลพืชศก.สำคัญ20จว.อีสาน

วันอังคาร ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำงานพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านพืชภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 1/2562 รับรองข้อมูลพืชเศรษฐกิจสำคัญใน 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย ข้าวนาปี (ปีเพาะปลูก 2561/62) มีเนื้อที่เพาะปลูก 20 จังหวัดรวม 36,892,659 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 32,883,508 ไร่ ผลผลิตรวม 11,731,482 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 357 กิโลกรัม/ไร่ (ณ ความชื้น 15%) เทียบกับปีเพาะปลูก 2560/61 พบว่า เนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นเพียง 1% ส่วนเนื้อที่เก็บเกี่ยวและผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยวลดลงประมาณ 2% ทำให้ผลผลิตรวมลดลง 4% แต่เนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2561/62 จึงนำที่นาร้างว่างเปล่ากลับมาทำนาอีกครั้ง ขณะที่สถานการณ์ภาวะฝนทิ้งช่วงต้นฤดูกาล มีน้ำไม่เพียงพอ และเกิดอุทกภัยหลายพื้นที่ช่วงเดือนกันยายน 2561 จึงทำให้ผลผลิตลดลง

หอมแดง (ปีเพาะปลูก 2561/62) มีเนื้อที่เพาะปลูก 6 จังหวัด รวม 26,304 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 24,731 ไร่ ผลผลิตรวม 46,513 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 1,768 กิโลกรัม/ไร่ เทียบกับปีเพาะปลูก 2560/61 พบว่า เนื้อที่เพาะปลูกลดลง 3% เนื้อที่เก็บเกี่ยวลดลง 8% ผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยวลดลง 46% และผลผลิตรวมลดลง 48% โดยเนื้อที่เพาะปลูกลดลงเนื่องมาจากเกษตรกรหันไปขายเป็นต้นหอม ประกอบกับเกิดโรคและเชื้อรารบกวนโดยเฉพาะในจ.ศรีสะเกษ แหล่งเพาะปลูกสำคัญ ส่งผลให้เนื้อที่เก็บเกี่ยว ผลผลิตต่อไร่ และผลผลิตรวมลดลง ยางพารา ปี 2561 มีเนื้อที่ยืนต้น 20 จังหวัด รวม 5,570,276 ไร่ เนื้อที่กรีด 4,641,348 ไร่ ผลผลิตรวม 1,030,364 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่กรีด 222 กิโลกรัม/ไร่ เมื่อเทียบกับปี 2560 พบว่า เนื้อที่ยืนต้นเพิ่มขึ้น 3% เนื้อที่กรีดเพิ่มขึ้น 8% ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้น 10% และผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่กรีดต่อไร่เพิ่มขึ้น 2% โดยเนื้อที่กรีดเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีต้นยางพาราที่ปลูกในปี 2554 เปิดกรีดได้แล้ว และส่วนใหญ่ต้นยางอยู่ในช่วงอายุให้อัตราน้ำยางเพิ่มขึ้น ผลผลิตต่อไร่และผลผลิตรวมเพิ่มขึ้น

สับปะรดโรงงาน ปี 2561 เนื้อที่เพาะปลูก 6 จังหวัด รวม 46,001 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 44,886 ไร่ ผลผลิตรวม 198,054 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 4,412 กิโลกรัม/ไร่ เทียบกับปี 2560 พบว่า เนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น 16% เนื้อที่เก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้น 14% ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้น 11% ในขณะที่ผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยวต่อไร่ลดลง 3% โดยเนื้อที่เพาะปลูกและเนื้อที่เก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้น เนื่องจากปี 2559-กลางปี 2560 ราคาสับปะรดค่อนข้างดี เกษตรกรจึงขยายพื้นที่ปลูกเพิ่ม ส่วนผลผลิตต่อไร่ลดลง เนื่องจากปี 2561 เกิดปัญหาสับปะรดราคาตก เกษตรกรจึงไม่ค่อยเอาใจใส่ดูแลบำรุงรักษา โดยคณะทำงานฯจะเสนอข้อมูลดังกล่าวต่อคณะอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านการเกษตรด้านพืชพิจารณาในเดือนสิงหาคม ก่อนเสนอคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านการเกษตรพิจารณาเห็นชอบ

ดีเดย์1ส.ค.ผนึกกำลังทุกเหล่าทัพทำฝนหลวงทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428062

ดีเดย์1ส.ค.ผนึกกำลังทุกเหล่าทัพทำฝนหลวงทั่วประเทศ

ดีเดย์1ส.ค.ผนึกกำลังทุกเหล่าทัพทำฝนหลวงทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 19.13 น.

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ได้ประชุมร่วมกับทุกเหล่าทัพที่จะสนับสนุนอากาศยานในการทำฝนหลวง จากที่ขณะนี้ กองทัพอากาศ สนับสนุนเครื่องบิน BT67 ในการปฏิบัติการฝนหลวงอยู่ 2 ลำ จะเพิ่มเครื่องบิน BT67 อีก 1 ลำ ที่หน่วยฝนหลวงเชียงใหม่ และเครื่องบิน AU23 จำนวน 4 ลำ ที่ จ.นครราชสีมา และ จ.สงขลา ที่ละ 2 ลำ กองทัพบก สนับสนุนเครื่องบิน CASA 1 ลำ ที่ จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นเครื่องบินที่เคยร่วมปฏิบัติการฝนหลวงแล้ว จึงพร้อมใช้งาน

ส่วน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สนับสนุนเครื่องบิน CN 235 จำนวน 1 ลำ โดยจะติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็น และเจาะท้องเครื่องบินสำหรับโปรยสารฝนหลวง นอกจากนี้ ทางกองทัพอากาศ และกองทัพบก สนับสนุนกำลังพลช่วยลำเลียงสารฝนหลวง ทั้งนี้ กำหนดปฏิบัติการพร้อมกันวันที่ 1 สิงหาคมนี้

ชาวสวนมังคุดเดือด!!! ฮึ่มประท้วง-หลังไร้คนซื้อราคาดิ่งกก.10บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428044

ชาวสวนมังคุดเดือด!!!  ฮึ่มประท้วง-หลังไร้คนซื้อราคาดิ่งกก.10บาท

ชาวสวนมังคุดเดือด!!! ฮึ่มประท้วง-หลังไร้คนซื้อราคาดิ่งกก.10บาท

วันจันทร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 18.40 น.

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่แผงรับซื้อมังคุด ทุเรียน ต.วังตะกอ อ.หลังสวน จ.ชุมพร กลุ่มแกนนำเกษตรกรสวนทุเรียน มังคุด นำโดยนายพีระพงศ์ ทองดี ประธานกลุ่มชาวสวนมังคุด ต.ท่ามะพลา และ กลุ่มประธานชาวสวนมังคุด ทั้งอำเภอหลังสวน ได้เรียกประชุมด่วน จากสถานการณ์ มังคุดใน จ.ชุมพร จำนวนกว่า 10,000 กก.ไม่มีผู้รับซื้อทำให้ปริมาณผลมังคุดตกค้าง และ ราคาเริ่มตกต่ำเหลือไม่ถึง กก.ละ 10 บาท

สาเหตุปัญหาดังกล่าว เกิดจากแผงรับซื้อมังคุดไม่ยอมรับซื้อมังคุดเพิ่มเติม เนื่องจากขาดแรงงานในการบรรจุลงกล่อง และ ขนส่ง เพราะแรงงานเกี่ยวข้องกับการจัดการผลไม้เป็นแรงงานที่เดินทางมาจาก จังหวัดภาคตะวันออกแต่ถูกเข้มงวดจับกุม จาก จนท.ของรัฐ ทำให้แรงงานด้านผลไม้ไม่กล้าเดินทางเข้ามาใน จ.ชุมพร ส่งผลต่อการดำเนินงานด้านการส่งออกผลไม้องรุนแรง อีกทั้งยังมีปัญหาการรับรอง จีเอ็มพี จากกรมวิชาการ กระทรวงเกษตร ที่มีความล่าช้า ทำให้การส่งออกมังคุดไปต่างประเทศ มีความชะงัก

ชาวสวนมังคุด ทุเรียน หลายพันราย ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุม เพื่อเรียกร้องให้ทางราชการ โดยเฉพาะ ผวจ.ชุมพรออกมารับทราบและแก้ไขปัญหาโดยด่วน ก่อนที่จะเกิดความเสียหายแก่ชาวสวน และบานปลายเป็นปัญหาด้านอื่นต่อไป

ในเวลา 15.30 น.ที่ ศูนย์ราชการ จ.ชุมพร ตัวแทนชาวสวนมังคุด20 คน ได้เดินทางเข้าพบ นายวิบูลย์ รัตนภรณ์วงศ์ ผวจ.ชุมพร พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราขการที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อยุติในการช่วยเหลือชาวสวนมังคุดที่กำลังเดือดร้อนอย่าหนัก นายวัฒนา ศรีอรุณ แกนนำชาวสวนมังคุด คนหนึ่ง กล่าวว่า เฉพาะในวันนี้มี ปริมาณ มังคุดทั้ง อำเภอหลังสวน มากถึง 600 ตัน หรือ  600,000 กม.ที่ไม่สามารถขายได้ ยังไม่นับรวมปริมาณ มังคุดจาก อ.พะโต๊ะ และใกล้เคียงคาดว่าน่าจะมาก ถึง 1ล้าน กก. ทำให้ชาวสวนมังคุดเดือดร้อนหนัก เพราะ มีพ่อค้ารายย่อย มีเริ่มเสนอราคารับซื้อที่ราคามังคุดคุณภาพ จาก 50 บาท เหลือ เพียง 10 บาท เท่านั้น ส่วนมังคุดเกรดคละ ไม่มีใครรับซื้อ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างหนัก จนถึงเวลานี้ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ในขณะที่ชาวสวน นับพันคนในพื้นที่เตรียมการเคลื่อนไหวแล้ว

‘อธิบดีปศุสัตว์’เปิดงาน’นมหน้าฟาร์ม’ รณรงค์คนไทยดื่มนมมากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/428013

'อธิบดีปศุสัตว์'เปิดงาน'นมหน้าฟาร์ม' รณรงค์คนไทยดื่มนมมากขึ้น

‘อธิบดีปศุสัตว์’เปิดงาน’นมหน้าฟาร์ม’ รณรงค์คนไทยดื่มนมมากขึ้น

วันจันทร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 16.49 น.

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 ที่สหกรณ์โคนมสันกำแพง (ป่าตึงห้วยหม้อ) จำกัด อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานพิธีเปิดร้านนมหน้าฟาร์ม สหกรณ์โคนมสันกำแพง (ป่าตึงห้วยหม้อ) จำกัด และศูนย์เรียนรู้ผลิตภัณฑ์นม กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนออนใต้ (CIV) พร้อมด้วยปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ , ปศุสัตว์จังหวัดลำปาง , ผู้อำนวยการกองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ หัวหน้าส่วนราชการ ประธานกรรมการสหกรณ์โคนมสันกำแพง (ป่าตึงห้วยหม้อ) จำกัด เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสหกรณ์โคนมสันกำแพง (ป่าตึงห้วยหม้อ) จำกัด และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจากสหกรณ์ต่างๆ วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการผลิตนมตลอดห่วงโซ่ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และรณรงค์ให้คนไทยดื่มนมมากขึ้น

สหกรณ์โคนมสันกำแพง (ป่าตึงห้วยหม้อ) จำกัด ได้รับคัดเลือกให้เป็นจุดจำหน่ายนมคุณภาพสูงล้านนา ภายใต้แบรนด์ “ร้านนมหน้าฟาร์ม” ซึ่งเป็นผลมาจากที่สหกรณ์ฯ มีการบริหารจัดการและมีการพัฒนาที่ดี โดยเริ่มตั้งแต่การพัฒนาฟาร์มเข้าสู่มาตรฐานฟาร์ม GAP และผลิตน้ำนมดิบที่มีคุณภาพดีตามเกณฑ์มาตรฐาน และศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP แสดงให้เห็นว่า สหกรณ์ฯ มีความเข้มแข็งในทุกด้าน ได้แก่ ด้านความเชื่อมั่นและร่วมมือของสมาชิก ความสามารถในการบริหารจัดการของคณะกรรมการสหกรณ์ ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ รวมถึงการประสานงานที่ดีกับหน่วยงานต่างๆ

ร้านนมหน้าฟาร์มสหกรณ์โคนมสันกำแพง (ป่าตึงห้วยหม้อ) จำกัด ภายใต้กิจกรรมนมคุณภาพสูงล้านนา ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาจากหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ โดยงบประมาณจากกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ผลิตภัณฑ์นมต่างๆ ที่จำหน่ายในร้านนมหน้าฟาร์ม มาจากน้ำนมโคของสมาชิกของสหกรณ์โคนมสันกำแพง (ป่าตึงห้วยหม้อ) จำกัด ที่มีคุณภาพสูง โดยสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานนมทั่วไป เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานนมคุณภาพสูงล้านนาของสำนักงานปศุสัตว์เขต 5 ถือเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สหกรณ์อื่นๆ ที่ทำให้เห็นว่าสหกรณ์ฯ มีความตั้งใจ พยายามพัฒนารักษาคุณภาพ และความสะอาดของน้ำนมตลอดห่วงโซ่การผลิต จนกระทั่งได้รับการรับรองมาตรฐานนมคุณภาพสูงล้านนา และร้านนมหน้าฟาร์มของสหกรณ์ฯ ยังได้รับคัดเลือกให้เป็นศูนย์เรียนรู้ผลิตภัณฑ์นมกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนออนใต้ (CIV) อีกด้วย ซึ่งจะมีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับชุมชน และเป็นร้านที่คนในชุมชนเข้าถึงได้ง่าย ผลิตภัณฑ์นมราคาไม่แพง เป็นแนวทางการรณรงค์ให้คนไทยดื่มนมมากขึ้นได้อีกทางหนึ่งด้วย

สทนช.ชี้ปริมาณฝนยังต่ำ-น้ำเขื่อนลด เร่งออก3มาตรการ’แก้ภัยแล้ง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427964

สทนช.ชี้ปริมาณฝนยังต่ำ-น้ำเขื่อนลด เร่งออก3มาตรการ'แก้ภัยแล้ง'

สทนช.ชี้ปริมาณฝนยังต่ำ-น้ำเขื่อนลด เร่งออก3มาตรการ’แก้ภัยแล้ง’

วันจันทร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 14.49 น.

สทนช.ชี้ปริมาณฝนยังต่ำ-น้ำในเขื่อนลด เร่งออก3มาตรการ”แก้ภัยแล้ง” เสนอนายกรัฐมนตรี

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช.เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 8/2562 ว่า ที่ประชุมได้พิจารณามาตรการรับมือภัยแล้งในช่วงฤดูฝนเพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีใน 3 มาตรการ คือ มาตรการเร่งด่วน มาตรการระยะสั้น และมาตรการระยะยาว

โดยมาตรการเร่งด่วน ได้แก่ 1.ตั้งศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวส่วนกลางในภาวะวิกฤติ โดย สทนช.จะทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และตั้งศูนย์ของจังหวัด เพื่อรายงานต่อนายกรัฐมนตรี 2.ปฎิบัติการฝนหลวงในพื้นที่เหนือและท้ายอ่างเก็บน้ำ 3.สนับสนุนน้ำอุปโภคบริโภคจากแหล่งน้ำใกล้เคียงในพื้นที่เสี่ยง 4.เร่งรัดขุดลอกเพิ่มความจุแหล่งน้ำต่างๆในพื้นที่ประกาศภัยแล้ง – แล้งซ้ำซาก จำนวน 144 โครงการ วงเงิน 1,226 ล้านบาท 5.ปรับแผนขุดเจาะซ่อมแซมบ่อบาดาล 6.การชดเชย เยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 7.ประชาสัมพันธ์การใช้น้ำอย่างประหยัดอย่างต่อเนื่อง

มาตรการระยะสั้น 1.เร่งรัดการก่อสร้างและซ่อมแซมฝายชะลอน้ำในพื้นที่ 67 จังหวัด จำนวน 30,000 แห่ง งบประมาณ 3,000 ล้านบาท 2.ทบทวนปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างช่วงระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม – วันที่ 31 ตุลาคม 2562 เพื่อวางแผนการใช้น้ำในฤดูแล้งปี 2563 3.สำรวจความต้องการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่ 4.บริหารจัดการน้ำฝนในแหล่งกักเก็บให้เกิดประโยชน์สูงสุด 5.ให้ทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

มาตรการระยะยาว 1.เร่งรัดโครงการแหล่งน้ำตามแผนแม่บท 20 ปี 2.เชื่อมโยงโครงข่ายในพื้นที่น้ำท่วมและพื้นที่แล้งซ้ำซาก เพื่อให้เกิดภาวะสมดุลด้านน้ำ 3.กำหนดพื้นที่เพาะปลูกให้สอดคล้องกับแหล่งน้ำและปริมาณน้ำต้นทุน

สำหรับการติดตามสถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำปัจจุบัน พบว่า มีปริมาณน้ำรวม 38,665 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 47% ของความจุอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ โดยมีปริมาณน้ำต้นทุนมากกว่าปี 2558 จำนวน 2,293 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าปี 2561 จำนวน 11,904 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยในช่วงครึ่งหลังของฤดูฝนตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม 2562 จะมีปริมาณฝนใกล้เคียงกับค่าปกติ เทียบใกล้เคียงกับปี 2550 และคาดว่าจะมีพายุพัดผ่านประเทศไทย 1-2 ลูกในช่วงเดือนสิงหาคม 2562

นายสมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มี 83 อำเภอ ใน 20 จังหวัดภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีภาวะเสี่ยงที่จะขาดแคลนน้ำ รวมทั้งจะทบทวนการระบายน้ำใน 3 เขื่อนใหญ่คือเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนอุบลรัตน์ เพื่อกักเก็บน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ส่วนที่เขื่อนไซยะบุรี ของ สปป.ลาว ล่าสุด ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย แจ้งมาว่า เมื่อวันที่ 19 – 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทางเขื่อนไซยะบุรีได้ปรับลดการระบายน้ำตามปกติแล้ว เพื่อรอให้น้ำจากเขื่อนจิ่งหง ของจีน ไหลลงมาถึงก่อน คาดว่าระดับน้ำโขงจะเข้าสู่ภาวะปกติเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าการประเมินระดับน้ำในแม่น้ำโขง เป็นการประเมินได้ยาก แต่พยายามจะทำให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด

‘ลพบุรี’ทดลองใช้จุลินทรีย์3ชนิดปราบหนอนกระทู้ลายจุด หวังเกษตรกรงดใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/427886

'ลพบุรี'ทดลองใช้จุลินทรีย์3ชนิดปราบหนอนกระทู้ลายจุด หวังเกษตรกรงดใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

‘ลพบุรี’ทดลองใช้จุลินทรีย์3ชนิดปราบหนอนกระทู้ลายจุด หวังเกษตรกรงดใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

วันจันทร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 14.00 น.

จังหวัดลพบุรีปิ๊งไอเดีย เตรียมใช้ใช้จุลินทรีย์ 3 ชนิดในการปราบหนอนกระทู้ลายจุดที่ระบาดหนักกับไร่ข้าวโพดในหลายอำเภอของจังหวัดลพบุรี พร้อมทำแปลงทดลอง

สำหรับปัญหาการแพร่ระบาดของหนอนกระทู้ลายจุดในไร่ข้าวโพดของจังหวัดลพบุรี ซึ่งมีการแระระบาดในหลายอำเภอ ประกอบด้วย บ้านหมี่ โคกสำโรง สระโบสถ์ โคกเจริญ ท่าหลวง และพัฒนานิคม โดยมีการระบาดหนักสุดของหนอนกระทู้ลายจุดอยู่ที่ อำเภอโคกเจริญและอำเภอท่าหลวง มีพื้นที่ได้รับความเสียหายแล้วกว่า 2,000 ไร่ ทางจังหวัดได้วางมาตราการในการปราบหนอนกระทู้ในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะเตรียมใช้จุลินทรีย์ 3 ชนิด ประกอบด้วย แบคทีเรีย บาซิลัส ทูริงเอนซิส ปล่อยสาร เดลต้า เอนโดท็อกซิน ทำลายระบบทางเดินอาหาร ของหนอนแมลงศัตรูพืช ใช้ไวรัส NPV นิวคลีโอ โพลิไฮโดรไรซีส สร้างผลึกเกลือภายในชั้นใต้ผิวหนัง เกิดอาการ อาการอัมพาต และตัวสุดท้ายเชื้อรา เมธาไรเซียม ทำลายเนื้อเยื่ออ่อน เชื้อรากระจายจากภายในเพิ่มปริมาณจนตาย ไม่ให้แพร่กระจายไปสู่พื้นที่อื่นๆอีก

 

 

โดยในวันนี้ทางจังหวัดได้มีการจัดทำแปลงทดลองใช้จุลินทรีย์ 3 ชนิดกับแปลงข้าวโพดของนายพิเชษย์ ชาวไร่ในตำบลชอนม่วง อำเภอบ้านหมี่ ซึ่งทำการปลูกข้าวโพดไว้ทั้งหมด 17 ไร่ มีอายุการปลูกอยู่ที่ 40 วัน และกำลังประสบปัญหาถูกหนอนกระทู้ลงกินข้าวโพดอย่างหนัก เป็นแปลงทดลอง

ในการใช้จุลินทรีย์ 3 ชนิดฉีดพ้นที่ต้นข้าวโพดและจะสามารถติดตามผลได้ภายใน 3 วัน สำหรับจุลินทรีย์ที่ใช้ในครั้งนี้หากจะให้ได้ผลดีต้องมีการฉีดพ้นในช่วงเย็น เพราะจุรินทรีย์จะทำงานได้ประสิทธิ์ภาพดีในช่วงกลางคืนและเป็นช่วงที่หนอนกระทู้ลายจุดออกมากินข้าวโพด ซึ่งหากจุรินทรีย์ที่ใช้ทดลองในครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ ทางจังหวัดจะมีการนำมาใช้กับแปลงอื่นๆของชาวไร่ เพราะทางจังหวัดไม่ต้องการให้ชาวไร่ใช้สารเคมีกำจัดหนอนกระทู้เพราะจะทำให้หนอนดื้อยาและจะมีผลกระทบตามมาอีกหลายอย่าง