“เฉลิมชัย เร่งแก้ปัญหาโรคไวรัสใบด่างมันสําปะหลัง “

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/387177

“เฉลิมชัย เร่งแก้ปัญหาโรคไวรัสใบด่างมันสําปะหลัง “

วันที่ 6 กันยายน 2562 – 20:21 น.
มันสำปะหลัง

“เฉลิมชัย เร่งแก้ปัญหาโรคไวรัสใบด่างมันสําปะหลัง ”  

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าแก้ปัญหาโรคไวรัสใบด่างมันสําปะหลัง สั่งชดเชยไร่ละไม่เกิน 3,000 บาท ตั้งเป้าทำลายไว้ที่ จำนวน 45,399 ไร่


นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   เปิดเผยภายหลังประชุม ครม.เศรษฐกิจว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ แก้ปัญหาโรคไวรัสใบด่างในมันสำปะหลังเกิดจากเชื้อไวรัส ได้มีมติเห็นชอบมาตรการและแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง เพื่อให้เกษตรกรให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคและความเสียหายของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังทั้งระบบที่อาจเกิดขึ้น ในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่สามารถขายผลผลิตคุณภาพดีได้

โดยชดเชยให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ที่ได้รับผลกระทบ ไร่ละไม่เกิน 3,000 บาท และเป็นค่าทำลาย ไร่ละ 3,000 บาท จะดำเนินการทำลายไร่มันสำปะหลังที่ติดโรค โดยการขุด ถอน และฝังดิน โดยตั้งเป้าทำลายไว้ที่ จำนวน 45,399 ไร่
ซึ่งขณะนี้คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบการดำเนินการและเบิกจ่ายงบประมาณดังกล่าวแล้ว โดยรวมวงเงินอนุมัติไว้ จำนวน 272 ล้านบาท เป็นค่าชดเชย 136ล้านบาท และค่าทำลาย 136 ล้านบาท รวมทั้ง สำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณให้กระทรวงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ด้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเร่งดำเนินการควบคุม ป้องกัน และยับยั้งการระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ไม่ให้สร้างความเสียหายต่อการผลิตและการค้ามันสำปะหลังของไทย ตลอดจนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดและต้องถอนทำลายต้นมันสำปะหลังทิ้งด้วย ซึ่งจะมีมาตรการทั้งในระยะสั้น และระยะยาว

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร มีเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั้งประเทศรวม 50 จังหวัด จำนวน 523,589 ครัวเรือน พื้นที่กว่า 8.6 ล้านไร่ จึงขอให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ 8 จังหวัดข้างต้น และพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังอื่น ๆ ทั้ง 50 จังหวัด ระมัดระวังโรคดังกล่าว โดยสามารถป้องกันการระบาดได้โดยไม่นำเข้าท่อนพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์จากต่างประเทศ ยกเว้นมันเส้นและหัวมันสด  ที่ไม่ติดเหง้าหรือส่วนขยายพันธุ์มาด้วย เลือกใช้ท่อนพันธุ์ที่ปลอดโรคและทราบแหล่งที่มา สำรวจแปลงมันสำปะหลังอย่างสม่ำเสมอ กำจัดแมงพาหะนำโรค นอกจากนี้ หากพบมันสำปะหลังที่มีอาการข้างต้นให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัดทันที
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์   ยังกล่าว เพิ่มเติมอีกว่า การแพร่ระบาดของโรคไวรัสใบด่างในมันสำปะหลังเกิดจากเชื้อไวรัส SLCMV หรือ Sri Lankan Cassava Mosaic Virus ทำให้ใบด่างเหลือง ใบเสียรูปทรง ลดรูปและยอดที่แตกใหม่จะแสดงอาการใบเหลือง ลำต้นแคระแกร็น ส่งผลทำให้ต้นโตไม่เต็มที่ ผลผลิตเสียหาย หลังจากในปีที่ผ่านมาโรคนี้ได้ถูกตรวจพบที่ จ.รัตนคีรี ประเทศกัมพูชา แล้วแพร่เข้ามาในพื้นที่จังหวัดสระแก้วแนวชายแดนติดประเทศกัมพูชา

แม้ว่าจะพยายามจำกัดพื้นที่การระบาด แต่ประกอบกับมีสถานการณ์ภัยแล้งเกิดขึ้นชาวไร่มันปลูกมันไปแล้ว   2-3 รอบเสียหายหมด ก็ต้องเริ่มต้นปลูกกันใหม่อีก เกษตรกรต้องการท่อนพันธุ์มันมากขึ้น ส่งผลให้ราคาท่อนพันธุ์ในปีนี้สูงถึง 2-3 บาท/ท่อน ซึ่งการระบาดของโรคนี้ ได้ขยายวงออกสู่จังหวัดข้างเคียง ผ่านการซื้อขายท่อนพันธุ์มัน ดังนั้น อยากขอความร่วมมือจากเกษตรกร ก่อนจะซื้อท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจากที่ใด ควรตรวจสอบว่าท่อนพันธุ์นั้นติดโรคหรือไม่ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้การระบาดของโรคลุกลามขยายวงกว้าง โดยพบการระบาดแล้วในพื้นที่ 8 จังหวัดบริเวณแนวชายแดนใกล้กับประเทศกัมพูชา ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สระแก้ว สุรินทร์ ศรีสะเกษ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และชลบุรี

รมว.เกษตรฯ สั่งเข้มหน่วยงานในสังกัดเดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/386973

รมว.เกษตรฯ สั่งเข้มหน่วยงานในสังกัดเดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วม

วันที่ 5 กันยายน 2562 – 18:24 น.
เกษตร,น้ำท่วม

รมว.เกษตรฯ สั่งเข้มหน่วยงานในสังกัดเดินหน้าเต็มกำลังแก้ปัญหาน้ำท่วม

รัฐมนตรีเกษตรฯ ส่งกำลังใจ ประชาชนและเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม พร้อมส่งหน่วยงานในสังกัดเร่งระดมลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือ และกำลังใจกับผู้ประสบภัยน้ำท่วมครั้งนี้

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึง สถานการณ์น้ำท่วมทั้งภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ พิจิตร อุบลราชธานี และร้อยเอ็ด ฯลฯ  ว่า ขณะนี้ตนเองได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงและสหกรณ์ เร่งระดมลงพื้นที่อย่างเร่งด่วนเพื่อให้ความช่วยเหลือ และกำลังใจกับประชาชน และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบกับสถานการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ เบื้องต้น ตนเองได้ลงพื้นที่ติดตามปัญหาด้วยตัวเองแล้ว

โดยได้มีการให้กำลังใจ พร้อมเร่งเยียวทันทีหลังน้ำลด โดยตนเองก็ได้สั่งให้กรมปศุสัตว์ จัดกิจกรรมจิตอาสาร่วมบรรจุถุงยังชีพสัตว์เพื่อช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฝนตกหนักในทั่วทุกภาคของประเทศ และน้ำท่วมในหลายพื้นที่  เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้รับความเดือดร้อนขาดแคลนอาหารสัตว์จำนวนมาก  ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้นำหญ้าอาหารสัตว์ไปช่วยเหลือเกษตรกรในเบื้องต้นแล้ว  แต่ยังพบว่ามีเกษตรกรที่ขาดแคลน   มีความต้องการอาหารสัตว์และวิตามินอีกเป็นจำนวนมาก กรมปศุสัตว์ได้บรรจุถุงยังชีพสัตว์กว่า  2,000 ชุด โดยในแต่ละถุงประกอบด้วย ยาฆ่าเชื้อ  วิตามินละลายน้ำ  ยากำจัดพยาธิชนิดน้ำ  แร่ธาตุก้อน  อาหารสุนัข แมว และอาหารไก่

ขณะเดียวกันยังเตรียมส่งเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร เข้าสำรวจความเสียหายพื้นที่การเกษตรทันทีหลังน้ำลด โดยล่าสุดเกษตรอำเภอและเกษตรจังหวัดได้ออกเตือนเกษตรกร เฝ้าระวังความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผลผลิตทางการเกษตร ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการดูแลข้าว พืชไร่ ไม้ผล เพราะช่วงนี้บางพื้นที่เป็นช่วงที่บางพืชเก็บเกี่ยว จึงต้องเตรียมช่วยเหลือเกษตรกร และกำชับให้ทุกจังหวัดรายงานผลสำรวจให้กรมส่งเสริมการเกษตรทราบทุกวัน

ส่วนมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยนั้น หากผู้ว่าราชการจังหวัด ประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือฯ ก็จะให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอน โดยกระทรวงเกษตรฯ จะพิจารณามาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ ตามความเหมาะสม เช่น สนับสนุนปัจจัยการผลิตสำหรับฤดูกาลเพาะปลูกต่อไป สำหรับมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ จะจ่ายให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้ก่อนเกิดภัย จ่ายเงินช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่จริงที่ได้รับความเสียหาย รายละไม่เกิน 30 ไร่ ซึ่งกำหนดให้นาข้าวได้รับอัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ได้รับอัตราไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวนและอื่นๆ ได้รับอัตราไร่ละ 1,690 บาท ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน

อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมชลประทานโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/386787

อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมชลประทานโลก

วันที่ 4 กันยายน 2562 – 22:59 น.
กรมชลประทาน

อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมชลประทานโลกครั้งที่ 3

นายทองเปลว  กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมชลประทานโลกครั้งที่ 3 ณ เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2562 โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมในพิธีเปิด 1,300 คน จาก 84 ประเทศ
รองผู้ว่าการเมืองบาหลีกล่าวต้อนรับผู้แทนจากทั่วโลกพร้อมกับได้แนะนำระบบการบริหารจัดการชลประทานของโครงการ Subak ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เก่าแก่ของบาหลี และได้รับการบันทึกโดยยูเนสโกเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของโลก
ประธาน ICID , มร . Felix B. Reinders , กล่าวถึงประเทศอินโดนีเซียว่าได้เรียนรู้เทคนิคทางเลือกทางการชลประทานเพื่อประหยัดน้ำ เช่น การชลประทานระบบน้ำหยด (drip Irrigation) เขาได้เน้นความพยายามขั้นพิเศษในการชลประทานเพื่อตอบสนองต่อความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก  ทั้งนี้ 20% ของพื้นที่ชลประทานสามารถจัดหาอาหารได้กว่า 40% ทั่วโลก เราจำเป็นต้องพยายามเป็น 2 เท่าในอนาคตข้างหน้าเพราะความต้องการอาหารจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในปี 2593 ”
ประธาน World Water Council และรัฐมนตรีงานสาธารณะและบ้านของอินโดนิเซียได้ขึ้นกล่าวในประเด็นหัวข้อหลักของการประชุมชลประทานโลกครั้งที่ 3 “ ความมั่นคงการพัฒนาด้านน้ำ , อาหารและโภชนาการในสภาพแวดล้อมทางการแข่งขัน” ว่าการตอบสนองต่อความท้าทายในปัจจุบันและอนาคตนั้นอาหารจะต้องมีการผลิตเป็น 2 เท่าในปี 2593 เนื่องจากจะมีประชากรของโลกเพิ่มเป็น 2 เท่า ขณะที่พื้นดินและน้ำกลายมาเป็นข้อจำกัด ดังนั้น เราจึงมีความจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ที่เป็นนวัตกรรมและมีความเข้มแข็ง เพื่อเอาชนะความหิวโหยและความยากจน

   ในพิธีเปิดการประชุมชลประทานโลกครั้งที่ 3 มีการมอบรางวัล World Irrigation and Drainage 2019 ให้กับศาสตราจารย์ ดร. ชันดรา มัดคามูตู จากประเทศแคนนาดาพร้อมเงินรางวัล 10,000 เหรียญสหรัฐ

นายกฯ ควง รมว.เกษตรลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/386782

นายกฯ ควง รมว.เกษตรลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม

วันที่ 4 กันยายน 2562 – 22:29 น.
รมวเกษตร,น้ำท่วม

นายกฯ ควง รมว.เกษตรลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมเร่งเยียวยาวทันที่

นายกฯ นำคณะลงพื้นที่”พิษณุโลก-สุโขทัย” ตรวจน้ำท่วม พร้อมประชุมร่วมผู้ว่าฯ 17 จว.ภาคเหนือติดตามสถานการณ์ ระบุในหลวง ร.10 ทรงห่วงปชช.รับสั่งให้ดูแลให้ดีที่สุด กำชับหาแนวทางคุยเอกชนทำพื้นที่กักเก็บน้ำ

วันที่ 4 ก.ย.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน โดยก่อนการประชุมร่วมกับผู้ว่า 17 จังหวัด นายกรัฐมนตรี ได้พบปะกับกลุ่มนักเรียนวิทยาลัยอาชีวะ สาขาอาหารและโภชนาการ จ.พิษณุโลก ที่มาจัดทำอาหารว่างให้การต้อนคณะของนายกรัฐมนตรีและผู้ว่าราชการ 17 จังหวัด

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้มาพบกันในวันนี้ ขอให้ทุกคนในฐานะคนรุ่นใหม่ได้ช่วยกัน ในส่วนของนายกฯ จะต้องทำงานให้กับคนทั้งรุ่นใหม่และรุ่นเก่า เพราะวันนี้เราไม่สามารถทิ้งคนรุ่นเก่าได้เนื่องจากทุกอย่างมีการศึกษาต่อเนื่อง มีประวัติศาสตร์ของชาติ และขอทุกคนอย่าทิ้งอัตลักษณ์ความเป็นไทย  จากนั้นได้กล่าวมอบนโยบายว่า วันนี้นำรัฐมนตรีมาด้วย ทั้งพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ส่วนรัฐมนตรีท่านอื่นบางคนติดการประชุมสภาฯเลยมาด้วยไม่ได้ แต่ก็ยังมีปลัดกระทรวงมาหลายท่าน ขอกำชับเรื่องพื้นที่กักเก็บน้ำ

โดยให้หาแนวทางคุยกับเอกชนที่มีพื้นที่ เพื่อจัดทำทำพื้นที่กักเก็บน้ำใน โครงการต่างๆเพื่อบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะในลุ่มน้ำยมพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกและจังหวัดสุโขทัย หากโครงการใหญ่ดำเนินการได้ยาก ก็ต้องเร่งดำเนินการในโครงการเล็กไปก่อน เพื่อให้สามารถได้ประโยชน์ในภาพรวม และจะต้องหาแนวทางในการบริหารจัดการน้ำอย่าให้เกิดการระบายน้ำทิ้งอย่างเดียว แต่ต้องเอาน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ด้านพื้นที่การเกษตรด้วย                 อย่างไรก็ตามรัฐบาลมีโครงการช่วยเหลือระยะสั้นประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เช่น การฝึกอาชีพหลังน้ำลด เพราะนอกเหนือจากการบริหารจัดการน้ำแล้วรัฐบาลต้องการให้ประชาชน ต้องดูในเรื่องของการประกอบอาชีพที่สามารถสร้างรายได้และเป็นที่ต้องการของตลาดไม่ว่าจะเป็นชนิดของพืชหรือการปศุสัตว์ ส่วนเรื่องงบประมาณโครงการไหนถ้ายังไม่มีงบประมาณรัฐบาลก็พยายามจะจัดหางบให้ ทั้งนี้รู้สึกเสียใจกับการสูญเสียของประชาชน ซึ่งรัฐบาลจะดูแลอย่างเต็มที่ตามระเบียบ “ในหลวง รัชกาลที่ 10 ทรงห่วงและมีพระราชกระแสรับสั่งมาโดยตลอด ให้ดูแลประชาชนให้ดีที่สุด
ด้านนายเฉลิมชัย  ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ว่าตนเองได้รับรายงานจากนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานว่า ที่อำเภอเนินมะปรางซึ่งฝนที่ตกหนักมาตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม ทำให้น้ำจากแม่น้ำชมพูล้นตลิ่งท่วมพื้นที่เกษตร แล้วไหลลงมาท่วมอำเภอบางกระทุ่ม ก่อนที่น้ำจะไหลลงสู่แม่น้ำน่านที่อำเภอเมือง จ.พิจิตร ขณะนี้เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ส่วนที่อำเภอวังทองซึ่งแม่น้ำวังทองที่ไหลผ่านมีระดับสูงขึ้นจนล้นตลิ่งเนื่องจากฝนตกหนักในเทือกเขาเพชรบูรณ์ซึ่งเป็นต้นน้ำและตกหนักในอำเภอวังทองด้วย ขณะนี้ระดับน้ำลดลงแล้ว หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่ม สถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติใน 2-3 วัน

สำหรับการแก้ปัญหาอุทกภัยอย่างยั่งยืนในจ.พิษณุโลกที่นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นโครงการที่ชาวพิษณุโลกต้องการได้แก่ โครงการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองชมพู ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง ความจุ 90 ล้านลบ. ม. ซึ่งจะสามารถบรรเทาภัยน้ำท่วมในอำเภอเนินมะปรางและบางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก รวมทั้งอำเภอเมือง จ.พิจิตร งบประมาณ 2,000 ล้านบาท ส่วนโครงการพัฒนาลุ่มน้ำวังทองซึ่งจะสร้างอ่างเก็บน้ำ 2 แห่งได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยระเบย ความจุ 40 ล้านลบ. ม. งบประมาณ 1,550 ล้านบาทและอ่างเก็บน้ำห้วยแยง ความจุ 40 ล้านลบ. ม. เช่นกันที่ตำบลบ้านแยง อำเภอนครไทย สำหรับบรรเทาอุทกภัยในอำเภอวังทองและบางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก รวมทั้งอำเภอเมือง จ.พิจิตร งบประมาณ 846 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 3,996 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถบรรเทาปัญหาอุทกภัยซ้ำซากและเก็บน้ำไว้ใช้ฤดูแล้งอย่างพอเพียง

สำหรับจ.สุโขทัยมีแผนงานปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำทั้งระบบของแม่น้ำยม โดยมีเป้าหมายให้สามารถรองรับน้ำที่ไหลผ่านอำเภอศรีสัชนาลัยได้สูงสุด1,400 ลบ. ม./วินาทีประกอบด้วยก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในลำน้ำสาขาและประตูระบายน้ำแม่น้ำยมในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบนและตอนกลางเพื่อเก็บกักน้ำในลำน้ำสาขาของแม่น้ำยม ลดยอดน้ำของแม่น้ำยมตอนบนและตอนกลางที่จะไหลลงพื้นที่แม่น้ำยมตอนล่าง ปรับปรุงคลองผันน้ำและประตูระบายน้ำเพื่อให้สามารถผันน้ำเลี่ยงเขตเศรษฐกิจเมืองสุโขทัยออกทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำยม จากเดิมที่เคยรองรับน้ำได้ศักยภาพสูงสุดประมาณ 250 ลบ. ม./วินาทีเพิ่มเป็นศักยภาพสูงสุดประมาณ 500 ลบ. ม./วินาทีลงสู่คลองยมน่าน 300 ลบ. ม./วินาที และลงสู่แม่น้ำยมสายเก่า 200 ลบ. ม./วินาที ปรับปรุงคลองระบายน้ำฝั่งขวาที่รับจากน้ำจากประตูระบายน้ำฝั่งขวาเหนือประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ให้สมบูรณ์ทั้งระบบเพื่อให้สามารถรองรับปริมาณน้ำได้ 100 ลบ. ม./วินาที และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำเข้าสู่คลองธรรมชาติทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาที่เชื่อมกับแม่น้ำยมเพื่อผันน้ำเข้าสู่ทุ่งและแก้มลิงธรรมชาติ จากเดิมที่สามารถตัดยอดน้ำได้ 130 ลบ. ม./วินาทีเพิ่มเป็นศักยภาพสูงสุดประมาณ 250 ลบ. ม./วินาทีซึ่งจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างปีหน้า
“ผมได้เน้นย้ำเจ้าหน้าที่และหน่วยงานในสังกัดให้ มีการเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง         โดยบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงาน เตรียมฟื้นฟูหลังน้ำลด ส่งความช่วยเหลือให้ประชาชนอย่างเร็วที่สุด ซึ่งจะต้องเร่งเข้าตรวจสอบข้อมูลความเสียหาย โดยกรมส่งเสริมการเกษตรเกษตรอำเภอ เกษตรตำบลทุกพื้นที่ ต้องเร่งสำรวจความเสียหาย และภายใน 1 สัปดาห์หลังน้ำลดจะต้องมีการรายงานข้อมูลเข้ามา พร้อมกับย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามจูงน้ำมาใช้ประโยชน์ ในภายหลัง และจะต้องพิจารณาแนวทางการเยียวยาที่เหมาะสม ขณะที่กรมประมงจะต้องจัดหาพันธุ์ปลาเลี้ยง เพื่อสร้างรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่ง ส่วนพืชไร่พืชสวน ที่ได้รับความเสียหาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้าไปดูเรื่องเมล็ดพันธุ์ การปลูกพืชทดแทน นายเฉลิมชัย  กล่าว

รมว. เกษตรฯ กำชับกรมชลฯ รับอิทธิพลพายุลูกใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/386281

รมว. เกษตรฯ กำชับกรมชลฯ รับอิทธิพลพายุลูกใหม่

วันที่ 2 กันยายน 2562 – 11:05 น.
รมวเกษตร

รมว. เกษตรฯ กำชับกรมชลฯ รับอิทธิพลพายุลูกใหม่ ย้ำบรรเทาผลกระทบให้มากที่สุด

รมว. เกษตรฯ ย้ำกรมชลประทานเร่งระบายน้ำจากพื้นที่ประสบอุทกภัย พร้อมติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังภาคอีสานที่จะมีฝนตกหนักอีกระลอกจากพายุลูกใหม่ ขณะเดียวกันสั่งการกรมปศุสัตว์เร่งอพยพสัตว์จากพื้นที่น้ำท่วม สนับสนุนเสบียง และดูแลสุขภาพสัตว์ของเกษตรกร

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์อุทกภัยได้เริ่มคลี่คลาย โดยเหลือพื้นที่น้ำท่วม16 จังหวัดได้แก่ แพร่ พิจิตร น่าน พิษณุโลก อุตรดิตถ์ ยโสธร ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม อุดรธานี อุบลราชธานี อำนาจเจริญ มุกดาหาร สกลนคร ส่วนพื้นที่ที่เข้าสู่ภาวะปกติแล้วมี 5 จังหวัดได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน สระแก้ว ชุมพร และระนอง ทั้งนี้ได้กำชับนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานให้เร่งสูบน้ำจากทั้งพื้นที่เกษตรเพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อเกษตรกรเนื่องจากหลายพื้นที่ใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว  ส่วนพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนที่เหลือให้เร่งระบายน้ำออกเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนด้วย

ทั้งนี้จากการที่กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนว่า พายุดีเปรสชันที่จะเคลื่อนตัวเข้าสู่เกาะไหหลำในวันนี้ (2 กันยายน 62) จะส่งผลให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนตกเพิ่มขึ้นและฝนตกหนักบางแห่ง โดยอาจน้ำท่วมฉับพลันและน้ำไหลหลากได้ จึงให้กรมชลประทานเตรียมรับสถานการณ์เพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้มีน้อยที่สุด

สำหรับพื้นที่ที่น้ำลดแล้วได้สั่งการนายสำราญ สารบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรให้มอบหมายเกษตรอำเภอและเกษตรจังหวัดเข้าสำรวจโดยด่วน รวบรวมข้อมูลความเสียหายมายังกระทรวงเกษตรฯ เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือต่อไป

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า ได้รับรายงานจากนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ถึงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ทำปศุสัตว์แล้วประสบภัยน้ำท่วม โดยสนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์เป็นหญ้าแห้งแก่เกษตรกรที่เลี้ยงโค-กระบือในอำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก ส่วนที่จังหวัดอำนาจเจริญ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดได้ช่วยอพยพสัตว์เลี้ยงของเกษตรกรได้แก่ สุกร 12 ตัวและโค 3 ตัว พร้อมมอบเวชภัณฑ์ เสบียงอาหารสัตว์ และแนะนำการดูแลสุขภาพเลี้ยงสัตว์

ส่วนที่จังหวัดร้อยเอ็ดนั้นได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมพื้นที่บ้านโนนเชียงหวาง หมู่ที่ 7และ 10 ตำบลโคกกกม่วง อำเภอโพนทอง จากนั้นได้แจกหญ้าแห้งอัดฟ่อน 200 ฟ่อนแก่เกษตรกรที่ขาดแคลนอาหารสัตว์ และที่จังหวัดยโสธร เจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอป่าติ้วมอบหญ้าแห้งอัดฟ่อน 5,000 กิโลกรัมแก่เกษตรกร  24 รายเพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเป็นโค 126 ตัวที่จุดอพยพสัตว์โรงเรียนชุมชนบ้านเชียงเพ็ง ตำบลเชียงเพ็ง

นอกจากนี้ปศุสัตว์จังหวัดยโสธรยังเข้าช่วยเหลือสุนัขที่ศูนย์พักพิงสุนัขบ้านเมตตาซึ่งประสบภัยน้ำท่วม โดยศูนย์พักพิงนี้อยู่ที่ตำบลน้ำคำใหญ่ อำเภอเมืองยโสธรซึ่งเลี้ยงสุนัขไว้ 90 ตัว โดยมอบเตียงไม้ไผ่ (ตะแคร่) สำหรับให้สุนัขหนีน้ำขึ้นมาพัก 3 เตียงและยาฆ่าเชื้อ 3 ขวด พร้อมให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพสัตว์ในช่วงฝนตกและมีน้ำท่วมขัง อีกทั้งจัดชุดเฉพาะกิจเคลื่อนที่เร็วสำหรับการให้การดูแลรักษาสุขภาพสัตว์ หรือ Farmer Center ซึ่งเข้าถึงทุกพื้นที่ได้ทันที

“ขอให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ บูรณาการดูแลติดตาม ช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติในทุกพื้นที่ แล้วรายงานมายังศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติกระทรวงเกษตรฯ ทุกวัน กรณีที่ต้องการได้รับการสนับสนุนจากส่วนกลางให้เสนอเข้ามาโดยด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ” นายเฉลิมชัยกล่าว

ธรรมนัส​ – มาดามเดียร์​ ลุยตรวจน้ำท่วม​ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น​

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/386233

ธรรมนัส​ – มาดามเดียร์​ ลุยตรวจน้ำท่วม​ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น​

วันที่ 1 กันยายน 2562 – 21:21 น.
ธรรมนัส,น้ำท่วม

ธรรมนัส​ – มาดามเดียร์​ ลุยตรวจน้ำท่วม​ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น​            

ร.อ.ธรรมนัส​ พรหมเผ่า​ รมช.เกษตรฯ พร้อม​ น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี  “มาดามเดียร์” ลงพื้นที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม พร้อมมอบถุงยังชีพช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย

วันที่ 1 ก.ย.2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ​  อาทิ “มาดามเดียร์”  น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายเอกราช ช่างเหลา ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายวัฒนา ช่างเหลา ส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังประชารัฐ และ น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ  ได้ขึ้นเครื่องบิน​เฮลิคอปเตอร์ ลงพื้นที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น เพื่อตรวจติดตามสถานการณ์น้ำท่วม จากผลกระทบพายุโซนร้อน โพดุล  สร้างความเดือดร้อนให้ประชาขนเป็นจำนวนมาก

โดย จุดแรก​ ได้เดินทางไปที่โรงพยาบาลบ้านไผ่ เพื่อมอบกระเช้าและเงินช่วยเหลือประชาชน และเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ได้รับบาดเจ็บจากการเข้าช่วยเหลือน้ำท่วม รวมทั้งมอบเงินช่วยเหลือแก่ นางศิลากร จันโทแพง ซึ่งลูกชายวัย 20 ปี เสียชีวิตจากไฟฟ้าซ็อต ขณะช่วยเพื่อนบ้านขนของ ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส ได้มอบนามบัตรส่วนตัวไว้ให้ด้วย​ สำหรับโทรติดต่อขอความช่วยเหลือในเรื่องที่เดือดร้อน​ ก่อนจะเดินทางไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ที่ศูนย์บัญชาการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจากพายุ โพดุล บริเวณหน้าโรงเรียนกรุณาศึกษา อ.บ้านไผ่ ตามลำดับ​

ร้อยเอก​ ธรรมนัส​ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในเวลาต่อมาว่า​  วันนี้มาในนามรัฐบาล​ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม​ และพลเอกประวิตร​ วงษ์สุวรรณ​ รองนายกรัฐมนตรี​ ในฐานะกำกับดูแลคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ​ มีความห่วงใยประชาชนและเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกคน จึงสั่งการให้ตนลงพื้นที่เพื่อมาติดตามสถานการณ์ พร้อมกับ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้มาพบและช่วยเหลือประชาขน ที่ อ.บ้านไผ่​ ที่ได้รับผลกระทบพายุโซนร้อน โพดุล

สำหรับสถานการณ์ที่ อ.บ้านไผ่ ณ เวลานี้ เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ถนนทุกสายสามารถใช้การได้ตามปกติ   แต่สิ่งที่ต้องดูแลหลังจากนี้  คือพี่น้อง ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ทั้งเรื่องบ้านเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า พืชผลทางการเกษตร ตลอดจนสัตว์เลี้ยงได้รับความเสียหาย ซึ่งทางรัฐบาลต้องดูแล ส่วนกรณีมีประชาชนถูกไฟฟ้าซ็อตเสียชีวิตนั้น ตนเองได้เดินทางไปพบกับแม่และญาติผู้เสียชีวิตแล้ว ขณะที่ทางจังหวัดช่วยเรื่องค่าจัดการศพ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการไปแล้ว ซึ่งเหตุการณ์น้ำหลากที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากปริมาณฝนที่ตกหนัก จากพายุ ถือเป็นเหตุสุดวิสัย หลังจากนี้ต้องไปศึกษาว่าเหตุใดการระบายน้ำจึงล่าช้า เพื่อแก้ไขไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำซ้อน

นอกจากนี้​  ร้อยเอก ธรรมนัส​ ยังเปิดเผยว่า​ ในส่วนของการเยียวยาพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมนั้น​ เบื้องต้นได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สำรวจ พื้นที่เกษตร  เพื่อเร่งเยียวยาตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

จากนั้น​ ร.อ.ธรรมนัส​ พร้อมคณะได้ เดินทางไปเยี่ยมประชาชนที่ชุมชนสะพานขาว ซึ่งหนีน้ำมาอาศัยอยู่หลายครอบครัว ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส ได้มอบหมายให้ทางจังหวัดเข้ามาสำรวจความเสียหายเพื่อเร่งช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน​ เวลาต่อมา ร.อ.ธรรมนัส พร้อมคณะเดินทางไปมอบถุงยังชีพให้แก่พี่น้องประชาชนชาว อ.บ้านไผ่ จำนวน 2 พันคน พร้อมรับปากกับประชาชนว่า รัฐบาลจะไม่ทิ้งพี่น้องประชาชน และไม่ปล่อยให้ท่านอยู่ตามลำพังอย่างแน่นอน

ทั้งนี้​ ร.อ.ธรรมนัส​ พร้อมคณะ​ ยังได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์​ ไปที่บ้านคงน้อย​ ต.แวงน่าน อ.เมือง จ.มหาสารคาม เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม และเร่งให้การช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม​ ก่อนจะเดินทางกลับไปที่สนามบินขอนแก่น​ และเข้าที่พักภายในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น​ เพื่อปฎิบัติภารกิจต่อเนื่องในวันพรุ่งนี้(2ก.ย.)

สทนช. เร่งระดมความคิดเห็น ร่วมหาทางออกการคิดค่าน้ำสาธารณะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/386160

สทนช. เร่งระดมความคิดเห็น ร่วมหาทางออกการคิดค่าน้ำสาธารณะ

วันที่ 1 กันยายน 2562 – 13:10 น.
สทนช

สทนช. เร่งระดมความคิดเห็นทุกภาคส่วน ร่วมหาทางออกการคิดค่าน้ำสาธารณะ

สทนช. เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วน เดินหน้าจัดทำหลักเกณฑ์การคิดค่าน้ำและจัดทำกฎหมายลำดับรอง      ตาม พ.ร.บ.น้ำ’61 หวังให้ทุกภาคส่วนมีน้ำใช้อย่างเพียงพอและเป็นธรรม ลดปัญหาการแย่งชิงน้ำผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม

นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวถึงแนวทางการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โครงการจัดทำหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคิดค่าน้ำและจัดทำกฎหมายลำดับรอง ตามกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรน้ำ (หมวดที่ 4 การจัดสรรน้ำและการใช้น้ำ) ว่า จากสภาพปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในหลายด้าน ทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ ที่ในแต่ละปีปัญหาเหล่านี้จะทวีความรุนแรงขึ้น

อีกทั้งความต้องการใช้น้ำสำหรับกิจกรรมของภาคส่วนต่างๆ ก็เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งสภาพภูมิอากาศที่มีความแปรปรวน ทำให้มีความเสี่ยงในการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอกับความต้องการใช้น้ำของทุกภาคส่วน ก่อให้เกิดความไม่เข้าใจกัน จนกลายเป็นความขัดแย้งและปัญหาการแย่งชิงน้ำ รวมทั้งการดำเนินการแก้ไขปัญหาทรัพยากรน้ำในอดีต เกิดขึ้นโดยหลายหน่วยงานตามอำนาจหน้าที่ซึ่งกำหนดไว้ในกฎหมายหลายฉบับ ทำให้การดำเนินงานแก้ไขปัญหาขาดความเป็นเอกภาพ

แต่ปัจจุบันพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ได้มีผลใช้บังคับแล้ว เว้นแต่บทบัญญัติในหมวดที่ 4 เรื่องการจัดสรรน้ำและการใช้น้ำ ให้ใช้บังคับเมื่อประกาศใช้กฏหมายไปแล้ว 2 ปี ประกอบด้วยมาตรา 40-55 มีรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญการจัดสรรน้ำ การแบ่งประเภทการใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะ และการออกใบอนุญาตการใช้น้ำ ซึ่ง สทนช. ได้เร่งศึกษาเพื่อจัดทำหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การจัดสรรน้ำ การใช้น้ำ การคิดค่าใช้น้ำ และกฎหมายลำดับรอง เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บังคับใช้ในหลายมาตรา

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการจัดเก็บค่าน้ำ ที่จะมีการจัดเก็บค่าใช้น้ำสาธารณะเฉพาะประเภทที่ 2 การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อการอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาและกิจการอื่น และประเภทที่ 3 การใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ หรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง

ดังนั้น เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการยอมรับและสอดคล้องกับความต้องการของทุกภาคส่วน ตลอดจนมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากที่สุด สทนช. ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินโครงการจัดทำหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข การคิดค่าน้ำ และจัดทำกฎหมายลำดับรอง ตามกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรน้ำ (หมวด 4 การจัดสรรน้ำและการใช้น้ำ) และจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็น เพื่อชี้แจงรายละเอียดของการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 หมวด 4 การจัดสรรน้ำและการใช้น้ำ ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจได้รับทราบ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการลุ่มน้ำ ภาคเอกชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กลุ่มผู้ใช้น้ำ และภาคประชาชนทั่วไป

โดยการประชุมจะมีการนำเสนอภาพรวมการดำเนินงานของโครงการฯ อาทิ พื้นที่ศึกษา ขอบเขตการศึกษา ตลอดจนแผนการดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป และที่สำคัญจะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ที่เกี่ยวข้อง และร่วมมือหาทางออก เพื่อกำหนดแนวทางการศึกษาบนพื้นฐานการมีส่วนร่วม ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพพื้นที่และภูมิสังคม โดย สทนช. จะดำเนินจัดประชุมกลุ่มใหญ่และกลุ่มย่อย จำนวน 5 ครั้ง รวม 47 เวที ให้ครอบคลุมทุกลุ่มน้ำ เพื่อเป็นช่องทางในการชี้แจง สร้างการรับรู้และเข้าใจให้กับประชาชนในวงกว้างให้แล้วเสร็จภายในกุมภาพันธ์ 2563

“สทนช. ตระหนักถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งในภาคส่วนของผู้ที่มีหน้าที่ในการอนุญาต ควบคุม ดูแล ทั้งในระดับการกำหนดนโยบาย และระดับปฏิบัติงาน รวมทั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ ที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการ ดังนั้น การประชุมในครั้งนี้ จึงนับเป็นโอกาสที่ดีที่ทุกภาคส่วนจะได้รับทราบข้อมูลและรายละเอียดโครงการ รวมทั้งจะได้แสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการโครงการ เพื่อรวบรวมปัญหา ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะต่างๆ มาประเมินและพิจารณาประกอบการปรับปรุงโครงการให้มีความเหมาะสมและเป็นไปได้ในทางปฏิบัติให้มากที่สุด”

อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ สทนช. จะดำเนินการจัดประชุมกลุ่มย่อยครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 22 ลุ่มน้ำ เพื่อให้ได้มาซึ่งเกณฑ์การจัดสรรน้ำ ประเภทการใช้น้ำ เกณฑ์กำหนดโครงสร้างราคาน้ำ และการยกร่างกฎหมายลำดับรอง ในหมวด 4 การจัดสรรน้ำและการใช้น้ำ ที่เหมาะสมและเป็นที่ยอมรับ ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเป็นไปอย่างเป็นระบบ เกิดประโยชน์กับประชาชนในทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคมปี 2564 และบรรลุตามวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561

“มนัญญา” ลั่นกลอง มหกรรมของดีเมืองอุทัยธานีปี2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/385923

  “มนัญญา” ลั่นกลอง มหกรรมของดีเมืองอุทัยธานีปี2562

วันที่ 30 สิงหาคม 2562 – 16:12 น.
อุทัยธานี

  “มนัญญา” ลั่นกลอง มหกรรมของดีเมืองอุทัยธานีปี2562

“มนัญญา” ลั่นกลอง มหกรรมของดีเมืองอุทัยธานี ประจำปี 2562 รุกสร้างโอกาสทางการค้าต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น รองรับความต้องการของผู้บริโภค

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมของดีเมืองอุทัยธานี ประจำปี 2562” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า รัตนาธิเบศร์ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ว่า การจัดงานมหกรรมของดีเมืองอุทัยธานี ประจำปี 2562 ที่กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม ถึงวันที่ 1 กันยายน2562 นี้ เป็นการบูรณาการของทุกภาคส่วนในจังหวัดอุทัยธานี เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า การพัฒนาศักยภาพ และเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ

ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มผู้ผลิตการแปรรูปสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า รวมไปถึงการนำผลิตภัณฑ์และสถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่นของจังหวัดอุทัยธานี มาเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ประกอบไปด้วย ผู้ประกอบการ OTOP, SMEs กลุ่มประมง กลุ่มสัมมาชีพและกลุ่มอาชีพ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรYoung smart farmer กลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารและการแปรรูปอาหาร

         ” อุทัยธานี เป็นจังหวัดเล็กๆ มี 8 อำเภอ แต่ละอำเภอมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน เช่น ที่อำเภอบ้านไร่ มีวัฒนธรรมชาติพันธ์ุของชาวกะเหรี่ยง ชาวมอญ ที่อำเภอแก่นมะกรูด มีดอกไม้และผลไม้เมืองหนาวรสชาติอร่อยให้รับประทาน หรือถ้าอยากดูสัตว์ป่า ก็ให้ไปดูได้ที่อำเภอลานสักนอกจากนี้ ยังมีปลาแรดที่ขึ้นชื่อในเรื่องความอร่อยอีกด้วย จึงขอเชิญชวนประชาชนทุกท่านเข้าไปเที่ยวชม อุดหนุนซื้อสินค้าของจังหวัดอุทัยธานีได้ และมาเที่ยวชม ชิม ช็อป งานมหกรรมของดีเมืองอุทัยธานี ซึ่งเป็นการรวมของดีเมืองอุทัยธานีมาให้ผู้บริโภคได้อุดหนุน

โดยนอกจากในงานจะนำศิลปวัฒนธรรมของชาวอุทัยธานี มาเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นแล้ว ยังเป็นช่องทางในการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น การต่อยอดความคิดอย่างสร้างสรรค์และสอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค อันจะเป็นการขยายตลาดและกระจายสินค้าได้มากขึ้น ซึ่งในการจัดงานครั้งนี้จะมีการเจรจาจับคู่ธุรกิจด้วย จึงเป็นการยกระดับรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอุทัยธานีให้ดียิ่งขึ้น” นางสาวมนัญญา กล่าว

การจัดงานมหกรรมของดีเมืองอุทัยธานีในครั้งนี้ มีการออกร้าน จำนวน 50 ร้านค้า จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของจังหวัดอุทัยธานี อาทิ ผ้าปัก ผ้าทอลายโบราณ กะลาบำบัดโรคกระเป๋าผ้า ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง เครื่องประดับเงิน ข้าวหอมนิลจากมือชาวนา ผัดปลอดสารGAP ข้าวโพดหวานแดงราชินีทับทิมสยาม ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกล้วย ข้าวไรซ์เบอรี่ ขนมรังผึ้งจากแป้งข้าวอินทรีย์ เมล่อน กาแฟสดแก่นมะกรูด และสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ อีกมากมายที่พร้อมให้ผู้บริโภคเข้ามาชม ชิม ช็อป

นอกจากนี้ ยังมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนและนักแสดงพื้นบ้าน ที่มาร่วมเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชาวจังหวัดอุทัยธานี การแสดงมินิคอนเสิร์ตจากนักดนตรีที่มีชื่อเสียงอีกทั้งจัดกิจกรรมช่วงสินค้านาทีทองเพื่อกระตุ้นการขาย รวมไปถึงการจับสลากชิงรางวัล เพื่อเป็นการคืนกำไรให้กับผู้ซื้อสินค้าในงานนี้อีกด้วย

“ธรรมนัส” มอบ 6 นโยบายให้อ.ต.ก. ชู ใช้ตลาดนำการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/385918

 “ธรรมนัส” มอบ 6 นโยบายให้อ.ต.ก. ชู ใช้ตลาดนำการผลิต

วันที่ 30 สิงหาคม 2562 – 15:48 น.
อตก

 “ธรรมนัส” มอบ 6 นโยบายให้อ.ต.ก. ชู ใช้ตลาดนำการผลิต

“ธรรมนัส” มอบ 6 นโยบายให้อ.ต.ก. ชู ใช้ตลาดนำการผลิต ยกระดับชีวิตเกษตรกร สั่งเข้ม ผู้บริหาร ยึดคลองเตยโมเดล จัดระเบียบ 1 คน 1 แผง ห้ามเกิดนอมินี ป้องมาเฟียคุมตลาด

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 62 ที่องค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) ร.อ.ธรรมนัส  พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางไปมอบนโยบายให้แก่คณะผู้บริหารอ.ต.ก. โดยระบุว่า การดำเนินงานของอ.ต.ก. ที่ได้ตั้งเป้าหมายว่าในปี 2564 ต้องมีมูลค่าการค้า 20,000 ล้านบาทนั้น จำเป็นจะต้องทำให้ได้ตามที่วางวิสัยทัศน์เอาไว้ ขณะเดียวกันต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และช่วยให้เกษตรกรไทยต้องอยู่ดี กินดี มีความสุขและสามารถเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน

            ร.อ.ธรรมนัส  ได้มอบนโยบายสำคัญ 6 ข้อ แก่อ.ต.ก. นำไปปฏิบัติ ประกอบด้วย 1. ต้องป้องกันและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันหลักของสังคมไทย โดยการสืบสาน รักษาและต่อยอดศาสตร์พระราชา 2. ต้องมีการบริหารจัดการตลาดให้เกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง โดยจะช่วยวางนโยบายและการบริหาร เพราะมีประสบการณ์ด้าน การบริหารตลาดมายาวนาน และมุ่งเน้นให้ใช้หลักการตลาดนำการผลิต ซึ่งอ.ต.ก. จะต้องเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนและสามารถทำงานร่วมกับส่วนราชการอื่นๆของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ได้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากกระทรวงพาณิชย์

3. ขยายตลาดอ.ต.ก.ให้มีครบทั้ง 77 จังหวัด ซึ่งหากทำได้สำเร็จจะสามารถกำหนดทิศทางการตลาดนำการผลิตได้อย่างชัดเจน 4. เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะในด้านของปัจจัยการผลิต เช่น กรณีปุ๋ยสั่งตัดตามนโยบายของรัฐบาล อ.ต.ก. ต้องทำหน้าที่ในการจำหน่ายจ่ายแจกให้แก่เกษตรกร 5. การส่งเสริมให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยการคัดเลือกสินค้าที่มีคุณภาพและแตกต่างจากทั่วไปนำมาขายในตลาด รวมไปถึงการส่งเสริมสินค้าเกษตรอินทรีย์ สินค้าเกษตรปลอดภัย ซึ่งจะป้องกันสารเคมีตกค้างไปสู่ผู้บริโภค และ 6. ยกระดับการค้าออนไลน์ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมผู้ซื้อในปัจจุบัน

ทั้งนี้ปัจจุบันตลาดอ.ต.ก. มีแผงค้ารวม 608 แผง โดยมีค่าเช่าเฉลี่ยที่ 200 บาทต่อแผงต่อวัน รวมถึงผู้ค้าจะต้องเสียภาษีโรงเรือนเฉลี่ยตามพื้นที่แผงค้าของตนเองเป็นรายปี และประสบปัญหายอดค้าลดลงอย่างต่อเนื่อง จากสาเหตุที่จอดรถไม่เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ทางผู้บริหารอ.ต.ก. ได้เปิดเผยว่า การพัฒนาพื้นที่ในตลาดอ.ต.ก. ได้คำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ และได้จัดเตรียมพื้นที่จอดรถในอาคารไว้ให้เพียงพอ และพบว่าบางกิจการมีแผนค้ากว่า 22  แผง โดยกระจายรายชื่อบุคคลเข้าทำสัญญาเช่าแผงขายสินค้า

ต่อกรณีดังกล่าว รอ.ธรรมนัส ได้สั่งการให้คณะผู้บริหารเข้มงวด ป้องกันการเกิดมาเฟียคุมตลาด โดยให้ยึดโมเดลของตลาดคลองเตย ซึ่งจะต้องวางระเบียบให้ชัดเจนและจัดการกับผู้เช่าแผงค้าให้ผู้ค้าหนึ่งรายมีสิทธิทำสัญญาโดยตรงกับอ.ต.ก. เพียงหนึ่งแผงเท่านั้นห้ามมีการปล่อยเช่าต่อ รวมถึงต้องตรวจสอบไม่ให้เกิดกรณีการใช้รายชื่อของบุคคลอื่นมาเป็นนอมินีโดยเด็ดขาด

อ.อ.ป. เตรียมพัฒนา “สวนป่าเศรษฐกิจทางภาคใต้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/385803

     อ.อ.ป. เตรียมพัฒนา “สวนป่าเศรษฐกิจทางภาคใต้”

วันที่ 29 สิงหาคม 2562 – 21:37 น.
ออป

     อ.อ.ป. เตรียมพัฒนา “สวนป่าเศรษฐกิจทางภาคใต้” เป็นศูนย์เรียนรู้ส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เล็ง “สวนป่ากะเปอร์” จ.ระนอง นำร่อง

       องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) เร่งต่อยอดพัฒนางานสวนป่าเศรษฐกิจ “สวนป่ากะเปอร์”ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ แหล่งท่องเที่ยวใหม่ใน จ.ระนอง เพื่อสานต่อนโยบายรัฐบาลในการเสริมสร้างและปลูกจิตสำนึกการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชน ในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

          นางพรเพ็ญ วรวิลาวัณย์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เปิดเผยว่า “สวนป่ากะเปอร์” อยู่ในความดูแลของ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคใต้ ตั้งอยู่ใน ต.กะเปอร์ อ.กะเปอร์ จ.ระนอง มีพื้นที่ 2,646.45 ไร่ แบ่งพื้นที่ออกเป็นโซนปลูกไม้เศรษฐกิจ จำนวน 298.54 ไร่ โซนไม้อนุรักษ์และป่าพรุ จำนวน 2,347.91 ไร่ เป็นสวนป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง อุดมไปด้วยพืชพรรณและสัตว์ประจำถิ่นมากมาย จึงเป็นสวนป่าที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาและต่อยอดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศป่าดงดิบชื้น ป่าพรุ ให้กับประชาชนทั่วไปที่สนใจศึกษาระบบได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ในพื้นที่ของสวนป่ากะเปอร์ ยังเป็นที่ตั้งของน้ำตกเขาพระนารายณ์ น้ำตกที่มีทัศนียภาพงดงาม มีน้ำไหลผ่านตลอดทั้งปี จากความสูง 11 ชั้น ไล่ระดับลดหลั่นลงมาตามไหล่เขา ทั้งยังเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับใช้อุปโภค บริโภค ของชุมชนใน อ.กะเปอร์ รวมถึงประเพณีและวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นที่น่าสนใจอีกมากมาย

อ.อ.ป. จึงได้เล็งเห็นศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและเรียนรู้เชิงระบบนิเวศของ อ.กะเปอร์ โดยอาศัยความเข้มแข็งจากภายในชุมชนผ่านการท่องเที่ยว เพื่อให้คนไทยรักและภาคภูมิในประเพณี วัฒนธรรม
ถิ่นกำเนิด สร้างความต้องการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและร่วมกันรักษาเอกลักษณ์ของท้องถิ่น และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้กับชุมชน สร้างงาน สร้างรายได้ ผ่านศูนย์การเรียนรู้ส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

ผอ.อ.อ.ป. กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้การดำเนินงานพัฒนาสวนป่ากะเปอร์แล้ว ในชั้นต้นนี้ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างอาคารศูนย์การเรียนรู้ส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เรือนพักนักท่องเที่ยว และเส้นทางสัญจรแล้วกว่า 50% ซึ่งคาดว่าในปี 2563 จะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้งานได้จริง นอกจากนี้ “สวนป่ากะเปอร์” แห่งนี้ยังจะสามารถใช้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เชิงนิเวศและประเพณี วัฒนธรรมของชุมชนในเขตภาตใต้อีกแห่งหนึ่ง