“ธรรมนัส”จัดหนักนำสุดยอดสินค้าเกษตรคุณภาพสู่ผู้บริโภคโดยตรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/385800

“ธรรมนัส”จัดหนักนำสุดยอดสินค้าเกษตรคุณภาพสู่ผู้บริโภคโดยตรง

วันที่ 29 สิงหาคม 2562 – 21:26 น.
ธรรมนัส

ธรรมนัส จัดหนักนำสุดยอดสินค้าเกษตรคุณภาพจากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง

กระทรวงเกษตรฯ โดยองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร จัดยิ่งใหญ่ “ORTORKOR SMART EXPO 2019” หวังพัฒนา อตก. เป็นแหล่งขายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพจากมือเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดงาน ORTORKOR SMART EXPO 2019 ณ อิมแพคฮอลล์ 7 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการการบริหารจัดการสินค้าเกษตรครบวงจร การบริหารจัดการมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่เกษตร 4.0 การบริหารตลาดสินค้าเกษตร การขยายตลาดสินค้าเกษตรและเชื่อมโยงตลาดไปยังตลาดในต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรสู่ความยั่งยืน และส่งเสริมการตลาดนำการผลิตภาคการเกษตร

โดยองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีภารกิจหลักในการพัฒนาระบบตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ สร้างโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าเกษตรคุณภาพ เพิ่มช่องทางการตลาดในการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกร สถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรฯลฯ ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ โดยการสร้างช่องทางการจำหน่ายสำหรับสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพของสินค้า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร และเป็นเวทีให้เกษตรกรเรียนรู้วิถีการตลาด การสร้างเครือข่าย และนวัตกรรมใหม่ สนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเป็นองค์ความรู้ที่ก่อให้เกิดตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพแบบถาวรและยั่งยืน
“วัตถุประสงค์สำคัญของการจัดงานในวันนี้คือ เป็นการเพิ่มช่องทางการตลาด หรือการขายสินค้าเกษตรผ่านตลาดออนไลน์ สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาจับจ่ายใช้สอยผ่านตลาดออนไลน์มากขึ้น นอกจากจะมีความสะดวกแล้ว ยังได้สินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานผ่านการคัดสรรจากตลาด อ.ต.ก. แล้วทั้งสิ้น ทั้งนี้ ถือเป็นช่องทางสำคัญสำหรับเกษตรกร ในการเพิ่มโอกาสการขายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพจากมือเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางอีกด้วย” รมช.ธรรมนัส กล่าว


งาน “ORTORKOR SMART EXPO 2019” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 1 กันยายน นี้ ณ อิมแพคฮอลล์ 7 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภายในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย กรมประมง กรมหม่อนไหม องค์การสะพานปลา ฯลฯ และภาคเอกชน เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพมาจำหน่าย เป็นการสร้างช่องทางการตลาดให้กับสินค้าเกษตรคุณภาพและตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ประชาสัมพันธ์สินค้าที่ผลิตภายใต้แบรนด์ อ.ต.ก. ( Best of อ.ต.ก. ) เผยแพร่การตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพในรูปแบบของการใช้นวัตกรรม ส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าเกษตรคุณภาพให้เป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศและสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับมาตรฐานสินค้าภาคการเกษตรสู่ความยั่งยืน
สำหรับกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงาน นอกจากการจำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ จากสมาชิกเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสถาบันเกษตรกรจังหวัดต่าง ๆ แล้ว ยังมีการจัดแสดงสินค้าเกษตรคุณภาพ นิทรรศการแสดงนวัตกรรมทางการเกษตรและตลาดสินค้าเกษตรสมัยใหม่ การจัดประกวดสินค้า ผลิตภัณฑ์การเกษตร และนวัตกรรม การจัดแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และกิจกรรมสาธิตต่าง ๆ เป็นต้น รวมทั้งการเจรจาการค้าระหว่างเกษตรกรผู้ผลิต ผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งและธุรกิจส่งออกอีกด้วย

ส.ป.ก. จัดโครงการจิตอาสาสืบสานการสร้างป่า-เกษตรกรรมยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/385798

ส.ป.ก. จัดโครงการจิตอาสาสืบสานการสร้างป่า-เกษตรกรรมยั่งยืน

วันที่ 29 สิงหาคม 2562 – 21:19 น.
สปก

ส.ป.ก. จัดโครงการจิตอาสาสืบสานการสร้างป่า-เกษตรกรรมยั่งยืน

ทีมงานรัฐมนตรีช่วย กระทรวงเกษตรฯ ร่วมมือ ส.ป.ก. จัดโครงการจิตอาสาสืบสานการสร้างป่าและเกษตรกรรมยั่งยืนในเขตปฏิรูปที่ดิน  เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

วันที่ 30 สิงหาคม 2562 ดร.ธนสาร ธรรมสอน ที่ปรึกษาร้อยเอก ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมหารือกับนายรัตนะ สวามีชัย รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ผู้ตรวจราชการ ส.ป.ก. (นางสาววรรณพร ดอกจำปา) และผู้เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการนำระบบเกษตรกรรมยั่งยืนมาเป็นแนวทางในการพัฒนาภาคการเกษตรในเขต ส.ป.ก.

อาทิ การบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมของชุมชน และการทำเกษตรกรรมยั่งยืนในเขตปฏิรูปที่ดิน ตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมืิอง จังหวัดพะเยา เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ ปัญหาหมอกควัน และฟื้นฟูสภาพแวดล้อม โดยการปลูกสร้างป่าระบบวนเกษตร ตามรูปแบบโครงการธนาคารอาหารชุมชน เน้นไม้ยืนต้นที่เป็นพืขท้องถิ่นที่ชาวบ้านสามารถนำมาบริโภคได้

ทั้งนี้ ได้กำหนดจัดโครงการจิตอาสาสืบสานการสร้างป่าและเกษตรกรรมยั่งยืนในเขตปฏิรูปที่ดิน เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน 2562 เพื่อเริ่มต้นดำเนินงานดังกล่าว รวมทั้งรับการตรวจเยี่ยมพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดพะเยาของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอก ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า) พร้อมทีมงาน (ดร.ธนสาร ธรรมสอน ที่ปรึกษา รอ.ดร. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอัครา พรหมเผ่า ประธานกรรมการฮักบ้านเกิด และคณะ) ณ บ้านต๊ำพระแล ตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

โดย ส.ป.ก. จดกิจกรรมปลูกป่าระบบวนเกษตร กลุ่มเป้าหมาย 1,000 ราย จากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชนจิตอาสาในพื้นที่ เกษตรกร ชุมชน โรงเรียนและวัด พร้อมทั้งมอบ ส.ป.ก.4-01 ให้เกษตรกร 200 ราย มอบปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์ปลา ปัจจัยฯ พด. การจัดนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเสริมสร้างระบบกสิกรรมยั่งยืนโดยส่งเสริมการใช้ประโยชน์ที่ดินผสมผสานกับการสร้างพื้นที่ป่าร่วมกับการทำการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินต่อไป

“อ.อ.ป. – ธ.กรุงไทย”ร่วมมือ “โครงการพี่เลี้ยง ปี 62”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/385637

“อ.อ.ป. – ธ.กรุงไทย”ร่วมมือ “โครงการพี่เลี้ยง ปี 62”

วันที่ 29 สิงหาคม 2562 – 04:48 น.
ออป

“อ.อ.ป. – ธ.กรุงไทย” ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการพี่เลี้ยง ปี 62” 

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2562 นายพีรพันธ์ คอทอง ประธานคณะกรรมการตรวจสอบองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พร้อมด้วย นางพรเพ็ญ วรวิลาวัณย์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสากรรมป่าไม้ และนายวิชัย อัศรัสกร กรรมการอิสระ ประธานกรรมการตรวจสอบ และกรรมการบรรษัทภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม ธนาคารกรุงไทย พร้อมด้วย นายพูลพัฒน์ ศรีเปล่ง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่      สายงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารกรุงไทย ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการสนับสนุนรัฐวิสาหกิจด้านการบริหารจัดการองค์กร ปี 2562 (โครงการพี่เลี้ยง) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับการบริหารจัดการองค์กรในด้าน 1) การบริหารจัดการสารสนเทศ 2) การตรวจสอบภายใน และ 3) การบริหารความเสี่ยง เข้าสู่ระดับมาตรฐานของ ส.คร. ณ Innovation Lab (ชั้น 3) อาคารนานาเหนือ ธนาคารกรุงไทย

              การร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ในครั้งนี้ อ.อ.ป. และ ธนาคารกรุงไทย จะร่วมมือกัน สร้างความรู้ ความเข้าใจ และการประยุกต์ใช้ทรัพยากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการของ อ.อ.ป. ทั้ง 3 ด้าน

   1) ด้านการตรวจสอบภายใน: ร่วมมือจัดทำแนวทางการจัดทำดัชนีวัดผลงานของผู้ตรวจสอบภายใน, การจัดทำแผนการตรวจสอบ (Audit Program) และกระดาษทำการ ทั้งกิจกรรมหลักและกิจกรรมสนับสนุน รวมถึงการสอบทานทางเดินของงาน (Flow Chart), การระบุความเสี่ยง และจุดควบคุมในทางเดินของงาน (Flow Chart) อย่างครบถ้วน เพื่อนำมาประเมินความเสี่ยง และประเมินความเป็นไปได้ของการเกิดทุจริตสำหรับการจัดทำแนวทางการตรวจสอบตามความเสี่ยง และการนำแนวความคิดเห็นของหน่วยรับตรวจมาปรับปรุงการจัดทำแผน
การตรวจสอบประจำปี

    2) ด้านการบริหารจัดการสารสนเทศ: ร่วมกันทบทวนแผนแม่บทสารสนเทศ และแนวทางการจัดทำศูนย์คอมพิวเตอร์สำรอง (DR Site) ของ อ.อ.ป., แนวทางการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ช่วยสนับสนุน การควบคุมภายใน และการตรวจสอบภายใน รวมถึงแนวทางการจัดหาซอฟแวร์หรือพัฒนาระบบที่ใช้ตรวจสอบงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ, แนวทางการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ช่วยสนับสนุนการบริหารความเสี่ยง และแนวทางการจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ITCP) ตลอดจนการทดสอบสถานการณ์ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับศูนย์คอมพิวเตอร์หลักตาม ITCP

 3) ด้านการบริหารความเสี่ยง: ร่วมกันประเมินความเสี่ยง และจัดทำแผนที่ความเสี่ยง (Risk map) เพื่อให้ อ.อ.ป. สามารถประเมินความเสี่ยง โดยมีการกำหนดประเภท สาเหตุของความเสี่ยง และจัดทำแผนที่ ความเสี่ยง, การจัดทำแผนบริหารความเสี่ยง เพื่อให้ อ.อ.ป. สามารถกำหนดแนวทางตอบสนองความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม, การประเมินความเสี่ยงและควบคุมภายในด้วยตนเอง (RCSA) เพื่อให้พนักงานดำเนินการตามกระบวนการ RCSA ได้อย่างถูกต้อง สามารถนำผลประเมินมาใช้บริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้,

การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจของพนักงาน เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงที่ต้องนำมาบริหารจัดการองค์กรในปัจจุบัน และการพัฒนาการบริหารความเสี่ยงในภาพรวม เพื่อพัฒนาการบริหารความเสี่ยงในภาพรวมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้

ทั้งนี้ อ.อ.ป. และ ธนาคารกรุงไทย คาดว่า จากความร่วมมือในครั้งนี้จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการองค์กรทั้ง 3 ด้าน เพื่อยกระดับการบริหารจัดการองค์กรเข้าสู่มาตรฐานของ ส.คร. และนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

“ตั๊น จิตภัสร์”เสริมทัพรมว.เกษตรฯตรวจสถานการณ์น้ำอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/385571

“ตั๊น จิตภัสร์”เสริมทัพรมว.เกษตรฯตรวจสถานการณ์น้ำอีสาน

วันที่ 28 สิงหาคม 2562 – 15:56 น.
จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร

“ตั๊น จิตภัสร์” ลุยลงพื้นที่เสริมทัพ “เฉลิมชัย” รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำอีสาน

“ตั๊น จิตภัสร์” ลุยลงพื้นที่เสริมทัพ “เฉลิมชัย” รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์น้ำอีสาน

วันที่ 28 สิงหาคม 62  จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ส.ส แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมคณะนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานการณ์น้ำพื้นที่ขอนแก่นและอุดรธานี

โดยในช่วงเช้าได้ลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานฝนหลวง ณ ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น หลังจากนั้นเดินทางเยี่ยมโครงการพัฒนาบึงแก่งน้ำต้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริบ้านกุดกว้าง อ.เมือง จ.ขอนแก่น เพื่อรับฟังสรุปแนวทางพัฒนาแก่งน้ำต้อนและพบปะเกษตรกรในพื้นที่

               และในช่วงบ่าย เดินทางไปฟังรายงานสรุปการบริหารจัดการน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ฤดูแล้งปี 2562/63 กรณีน้ำต้นทุนน้อย ก่อนเดินทางไปยังโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง ต.โคกสะอาด อ.เมือง จ.อุดรธานี และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาห้วยหลวง ต.โคกสะอาด อ.เมือง จ.อุดรธานี ต่อไป

รมว.เกษตรฯสั่งกรมฝนหลวงฯ เร่งปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/385536

รมว.เกษตรฯสั่งกรมฝนหลวงฯ เร่งปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อน

วันที่ 28 สิงหาคม 2562 – 13:43 น.
ฝนหลวง

รมว.เกษตรฯสั่งกรมฝนหลวงฯ เร่งปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อน

รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ขอนแก่น สั่งกรมฝนหลวงฯ เร่งปฏิบัติการฝนหลวง เติมน้ำในเขื่อน พร้อมกำชับกรมชลฯ เพิ่มศักยภาพอ่างเก็บกักน้ำ บรรเทาภัยน้ำท่วม-น้ำแล้ง

  นายเฉลิมชัย  ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่หน่วยฝนหลวงจังหวัดขอนแก่น โดยได้ย้ำกับนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ให้ขึ้นบินปฏิบัติการทำฝนหลวงอย่างทั่วถึงทั้งประเทศ ในห้วงเวลาที่เหลือกว่า  1 เดือน ก่อนสิ้นสุดฤดูฝน โดยเขื่อนขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางยังมีน้ำน้อย จึงต้องเพิ่มปริมาตรน้ำ

หลังจากนั้นยังได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการแก้มลิงแก่งน้ำต้อน พร้อมรับฟังบรรยายสรุปแนวทางการพัฒนาโครงการฯ ณ วัดสายราษฎร์บำรุง บ้านป่าเหลื่อม ต.ดอนช้าง อ.เมือง จ.ขอนแก่น จากนั้นเยี่ยมชมนิทรรศการ อาทิ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำสองฝั่งลำน้ำชี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ การทำเกษตรด้วยระบบน้ำหยด การสาธิตชุดสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ สาธิตชุดกังหันตีน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ก่อนเข้าสักการะพระพุทธชินราช พร้อมทั้งพบปะกับประชาชน ตำบลดอนช้าง เพื่อรับทราบปัญหาความเดือดร้อนในพื้นที่ และรับหนังสือร้องเรียนจากตัวแทนชางบ้านในตำบล และจังหวัดใกล้เคียง ตลอดจนเยี่ยมผลิตภัณฑ์ OTOP นวัตวิถี จากกลุ่มแม่บ้าน ต.ดอนช้าง จ.ขอนแก่น

ทีมงาน”ธรรมนัส”ร่วมมือ ส.ป.ก. แก้ปัญหาที่ดิน ม. พะเยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/385465

ทีมงาน”ธรรมนัส”ร่วมมือ ส.ป.ก. แก้ปัญหาที่ดิน ม. พะเยา

วันที่ 27 สิงหาคม 2562 – 20:01 น.
ธรรมนัส พรหมเผ่า

ทีมงาน”ธรรมนัส”ร่วมมือ ส.ป.ก. แก้ปัญหาที่ดิน ม. พะเยา  

ทีมงานรัฐมนตรีช่วย ก. เกษตรฯ “ธรรมนัส พรหมเผ่า” ร่วมมือ ส.ป.ก. แก้ปัญหาที่ดิน ม. พะเยา


วันที่ 27 สิงหาคม 2562  ดร.ธนสาร ธรรมสอน ที่ปรึกษา ร้อยเอก ดร. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมหารือกับ นายอัครา พรหมเผ่า ประธานกรรมการฮักบ้านเกิดพะเยา และนายรัตนะ สวามีชัย รองเลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร

การหารือครั้งนี้เกี่ยวกับการหาแนวทางแก้ไขปัญหาการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินบริเวณมหาวิทยาลัยพะเยา ในบริเวณพื้นที่ที่กำหนดขอบเขตชุมชนเพื่อการอนุญาตให้ใช้ที่ดินสำหรับกิจการอื่นที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามมาตรา 30 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งได้เร่งรัดให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม  2562

สทนช.เร่งประเมินพายุเข้าไทยช่วง 31 ส.ค.-1ก.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/385384

สทนช.เร่งประเมินพายุเข้าไทยช่วง 31 ส.ค.-1ก.ย.นี้

วันที่ 27 สิงหาคม 2562 – 13:22 น.
สทนช

สทนช.เร่งประเมินพายุเข้าไทยช่วง 31 ส.ค.-1ก.ย.นี้

ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจเกาะติดพายุเข้าทางตอนเหนือของประเทศ 31 ส.ค.-1 ก.ย.นี้ เพื่อแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงท่วม-พิจารณาแผนระบายเพื่อรับน้ำ ด้านสทนช. ประเมินฝนช่วงเดือน ส.ค.ส่งผลแหล่งน้ำขนาดใหญ่เก็บน้ำได้กว่า 7 พันล้าน ลบ.ม. ช่วยลดพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 30 จังหวัด แต่ยังลุ้นบางพื้นที่ฝนยังไม่เข้าเป้า เร่งประสาน 6 หน่วยประเมินน้ำต้นทุนคงเหลือสิ้นฝน ชง กนช.เห็นชอบก่อนประกาศแผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศในช่วงฤดูแล้งที่จะถึง

 

            ดร.สมเกียรติ  ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)  เปิดเผยว่าวันที่ 27 ส.ค.62 สทนช.ได้เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบสถานการณ์น้ำปัจจุบัน ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์ฝน และปริมาณน้ำที่ไหลลงแหล่งน้ำต่างๆ พบว่า ฝนที่ตกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักเพิ่มขึ้น และปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ประกอบกับจากการติดตามสภาพอากาศโดยศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจ พบว่า ขณะนี้ได้เกิดพายุทางทิศตะวันออกของฟิลิปปินส์ และคาดการณ์เส้นทางพายุจะเข้าทางตอนเหนือของประเทศไทยในช่วงวันที่ 31 ส.ค – 1 ก.ย ซึ่งศูนย์ฯ จะมีการติดตามประเมินสถานการณ์ใกล้ชิดร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์เส้นทางที่พายุผ่าน เพื่อแจ้งเตือนพื้นที่ที่อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน รวมถึงพิจารณาแหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำเก็กกักมาก ซึ่งอาจจะต้องพิจารณาปรับแผนการระบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้วย
ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 38 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่ 1 ส.ค. 62 – ปัจจุบัน (ณ26 ส.ค.62) พบว่า มีน้ำไหลเข้าแหล่งน้ำขนาดใหญ่จำนวน35 แห่ง ปริมาณน้ำรวม 7,110 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น ภาคเหนือ 2,272 ล้าน ลบ.ม. ภาคอีสาน 750 ล้าน ลบ.ม. ภาคกลาง 9 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออก 117 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันตก 3,554 ล้าน ลบ.ม. และภาคใต้ 409 ล้าน ลบ.ม. โดยมีแหล่งน้ำที่น้ำไหลเข้ามากกว่า 100 ล้าน ลบ.ม. มีถึง 11 แห่ง เช่น เขื่อนวชิราลงกรณ เพิ่มขึ้น 2,126 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ เพิ่มขึ้น 1,372 ล้าน ลบ.ม  เขื่อนศรีนครินทร์ เพิ่มขึ้น 1,083 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนภูมิพล เพิ่มขึ้น 602 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนลำปาว เพิ่มขึ้น 183 ล้าน ลบ.ม. ขณะเดียวกัน ก็พบว่ายังมีแหล่งน้ำที่น้ำไหลเข้าน้อยกว่า 10 ล้าน ลบ.ม. ถึง 13 แห่ง โดยมีที่น้ำไม่ไหลเข้าอ่างฯ เลย จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนทับเสลา เขื่อนลำพระเพิง เขื่อนกระเสียว ซึ่ง สทนช. ได้ประสานกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งปฏิบัติการช่วยเหลือในพื้นที่แล้ว ทั้งนี้ ฝนที่ตกสะสมตั้งแต่กลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาถึงปัจจุบันส่งผลให้จำนวนพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำลดลงจาก 48 จังหวัด คงเหลือ 18 จังหวัด

“สทนช. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางแนวทางแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือแก่พื้นที่ที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำต้นทุนผลิตประปาน้อยกว่า 15% ซึ่งเสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค จำนวน 15 จังหวัด 31 อำเภอ แบ่งเป็น ภาคเหนือ 2 จังหวัด 3 อำเภอ ภาคอีสาน 8 จังหวัด 19 อำเภอ ภาคตะวันออก 3 จังหวัด 7 อำเภอ ภาคใต้ 2 จังหวัด 2 อำเภอ ด้วยการจัดหาน้ำต้นทุนเพิ่มเติม พร้อมประกาศลดแรงดันน้ำประปา และจ่ายน้ำเป็นช่วงเวลา ขณะที่พื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักและน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนนี้บริเวณภาคเหนือตอนบน ได้แก่ น่าน แพร่ สุโขทัย แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ ภาคตะวันออก ได้แก่ นครนายก ปราจีนบุรี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ สกลนคร และร้อยเอ็ด ซึ่ง
สทนช. ได้เน้นย้ำหน่วยเกี่ยวข้องดำเนินมาตรการจัดทำแผนระบายน้ำกรณีฉุกเฉิน ป้องกันน้ำล้นทำนบดิน ในอ่างฯ ทุกขนาด และจัดการน้ำหลากเพื่อเบี่ยงน้ำโดยใช้อาคารบังคับน้ำ เช่น ประตูระบายน้ำเขื่อนระบายน้ำ และเปิดทางน้ำใหม่ เป็นต้น เพื่อเป็นการป้องกันผลกระทบล่วงหน้าด้วย” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

ขณะเดียวกัน ยังรายงานถึงมาตรการเตรียมพร้อมการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 62/63 โดยขณะนี้ สทนช.ได้มีหนังสือแจ้ง 6 หน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ตามข้อสั่งการของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จากการประชุมคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เมื่อ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อคาดการณ์ปริมาณน้ำต้นทุนคงเหลือหลังสิ้นสุดฤดูฝนในวันที่ 31 ส.ค.62 ของแหล่งน้ำทั่วประเทศ พร้อมทั้งประเมินปริมาณการใช้น้ำในช่วงเดือน ก.ย. – ต.ค. 62 และแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2562/63 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 4 ก.ย.นี้

โดยประเมินคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำในแต่ละกิจกรรมตามปริมาณน้ำต้นทุน และความจำเป็นตามลำดับความสำคัญ โดยเฉพาะการอุปโภค-บริโภคและระบบนิเวศ รวมถึงปริมาณน้ำต้นทุนในต้นฤดูฝน 2563 ด้วย ซึ่ง สทนช. จะนำข้อมูลดังกล่าวเสนอในการประชุมคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำช่วงต้นเดือน ก.ย. ก่อนจะนำเข้าเสนอในการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 และต้นฤดูฝนปี 63 ในวันที่ 12 ก.ย. นี้

โชว์การขึ้นทะเบียนเกษตรกร สู่การจัดทำผังแปลงเกษตรดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/385382

 โชว์การขึ้นทะเบียนเกษตรกร สู่การจัดทำผังแปลงเกษตรดิจิทัล

วันที่ 27 สิงหาคม 2562 – 13:12 น.
กรมส่งสเริมการเกษตร,เกษตรกรรมดิจิทัล

 โชว์การขึ้นทะเบียนเกษตรกร สู่การจัดทำผังแปลงเกษตรดิจิทัล

กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดโชว์ระบบการขึ้นทะเบียนข้อมูลเกษตรกร มั่นใจฐานข้อมูลการเกษตร มีระบบรับรองและตรวจสอบได้ นอกจากนี้ปัจจุบันยังสามารถวาดผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัล ได้ประมาณ 100 ล้านไร่

              นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยถึง การขึ้นทะเบียนเกษตรกรถือเป็นหน้าที่ที่เกษตรกรทุกคนควรถือปฏิบัติ โดยหลังจากการขึ้นทะเบียนเกษตรกร เกษตรกรจะได้รับสมุดทะเบียนเกษตรกร เพื่อเป็นเอกสารใช้แสดงสถานภาพการเป็นเกษตรกร ยืนยันความเป็นเกษตรกร โดยเกษตรกรแจ้งความประสงค์ขอปรับปรุงข้อมูลการทำการเกษตร หรือขึ้นทะเบียนใหม่ ได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง ตามที่ตั้งแปลงปลูกพืชของตัวเอง หากเกษตรกร และที่สำคัญเกษตรกรจะต้องปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ตามกรอบระยะเวลาการปลูกพืช

โดยปกติปรับปรุงหลังจากการปลูก ไม่น้อยกว่า 15 – 60 วัน ตามแต่ละชนืดพืช และหากเกษตรกรไม่มาปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี (นับถัดจากวันที่ 23 มิ.ย 60 ถึง วันที่ 22 มิถุนายน 2563) ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนถึง 896,871 ครัวเรือน ที่ยังไม่ได้มาปรับปรุงข้อมูลเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร หากครบระยะเวลาดังกล่าวแล้ว เกษตรกรจำนวนนี้จะสิ้นสถานภาพการเป็นเกษตรกรทันที และทำให้ไม่ได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือจากโครงการของรัฐบาล

ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรมีการตรวจสอบด้วยระบบโปรแกรมทั้งการตรวจสอบข้อมูลบุคคลกับสำนักทะเบียนราษฎร กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ได้ข้อมูลชื่อ สกุล สมาชิกในครัวเรือนที่เป็นปัจจุบัน รวมทั้งการตรวจสอบเนื้อที่เพาะปลูกของเกษตรกรจากการวาดผังแปลงเพาะปลูก (ผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัล) โดยซ้อนกับผังแปลงกับกรมที่ดิน สปก. และภาพถ่ายดาวเทียม

โดยมีการวาดผังแปลงแล้ว จำนวน 13,824,739 แปลง คิดเป็นพื้นที่กว่า 100 ล้านไร่ (คิดเป็น 72 % ของพื้นที่การเกษตรประมาณ 139 ล้าน) ซึ่งข้อมูลผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัลที่ได้สามารถนำมาใช้ในการวางแผนภาครัฐทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ เพื่อให้ตอบสนองกับการให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มเกษตรกรเป้าหมายมากขึ้น เช่น การตรวจสอบข้อมูลเกษตรกร ที่มีพื้นที่ที่ถูกต้อง สามารถเข้ารับสมัครฝึกอบรม เพื่อรับสิทธิ์ซื้อสารเคมี ตามมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดได้ โดยการตรวจสอบที่เป็นพื้นที่ต้นน้ำ การตรวจสอบแปลงเพาะปลูกเพื่อยืนยัน การเพาะปลูกหลังการเก็บเกี่ยว เป็นต้น

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการตรวจสอบด้วยระบบดิจิทัลแล้ว กรมส่งเสริมการเกษตรยังมีการตรวจสอบทางสังคมโดยให้คนในชุมชนร่วมกันตรวจสอบกันเองการนำข้อมูลการเพาะปลูกของเกษตรกรรายเดิม แปลงเดิม ไปปิดประกาศในหมู่บ้าน/ชุมชน เป็นเวลา 3 วัน เพื่อยืนยันหรือคัดค้านว่ามีการเพาะปลูกจริงในชุมชนนั้นหรือไม่

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาและนำเครื่องมือ เทคโนโลยี มาปรับปรุงวิธีการรับขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร รวมทั้งการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับแจ้งจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่องเพิ่มมากขึ้น เช่น การจัดทำ Application FARMBOOK หรือ สมุดทะเบียนเกษตรกรดิจิทัล เพื่อลดภาระในการเดินทาง ซึ่ง แอพฯ จะช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรสามารถแจ้งปรับปรุงข้อมูลในทะเบียนได้ด้วยตนเอง ผ่าน Smart Phone และสามารถติดตามสิทธิ์โครงการช่วยเหลือจากภาครัฐ และให้เจ้าหน้าที่สามารถวางแผนพัฒนาการผลิตและการตลาดของสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน สามารถดาวน์โหลด Androidและ iOSและเริ่มใช้งานผ่านระบบด้วยการใช้เลขที่ในทะเบียนเกษตรกร หรือหมายเลขโทรศัพท์ ที่ใช้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ 2 นำเครื่อง GPS มาใช้จับพิกัด วัดขนาดพื้นที่ และวาดผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัล นอกจากนั้นยังมี Application FAARMisสำหรับเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลออกให้บริการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรนอกสถานที่โดยสามารถขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรได้ทั้งเกษตรกรรายใหม่ และเกษตรกรรายเดิม

สำหรับ ข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ประกอบด้วย ข้อมูล 9 ด้าน ได้แก่ 1. ข้อมูลพื้นฐานครัวเรือน 2. สมาชิกในครัวเรือนและการเป็นสมาชิกองค์กร 3. การถือครองที่ดินเพื่อการเกษตรทั้งที่เป็นของตนเอง ที่ดินเช่า ประเภทเอกสารสิทธิ์ เลขที่เอกสาร และเนื้อที่ตามเอกสาร 4. การประกอบกิจกรรมการเกษตร (ประเภทกิจกรรมการเกษตร/ วันที่ และเนื้อที่ปลูก /วันที่และเนื้อที่ที่จะเก็บเกี่ยว 5. การเข้าร่วมโครงการภาครัฐ 6. รายได้ 7. หนี้สิน 8. เครื่องจักรกลการเกษตร 9. แหล่งน้ำ

นอกจากนี้การขึ้นทะเบียนเกษตรกรและการใช้ประโยชน์จากทะเบียนเกษตรกร ถือเป็นข้อมูลหลักสำหรับการทำงานของกรมฯ ช่วยตอบโจทย์โครงการต่างๆ ได้ ซึ่งปัจจุบันมีการเชื่อมโยงไปสู่ระบบของหน่วยงานอื่น รวมทั้งที่มีหน่วยงานต่างๆขอใช้ประโยชน์จากข้อมูลขึ้นทะเบียนเกษตรกร แต่อย่างไรก็ตาม กรมส่งเสริมการเกษตรจะยึดหลักการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 อย่างเคร่งครัดต่อไป

“ธรรมนัส” มอบนโยบายส.ป.ก.มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/385299

“ธรรมนัส” มอบนโยบายส.ป.ก.มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

วันที่ 27 สิงหาคม 2562 – 02:37 น.
ธรรมนัส

          รมช.เกษตรฯ”ธรรมนัส” มอบนโยบายการดำเนินงานแก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร พัฒนาอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

ร้อยเอก ดร.ธรรมนัส รมช.กษ. มอบนโยบายแก่ ส.ป.ก. ให้สืบสาน รักษา และต่อยอดศาสตร์พระราชา

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2562 ร้อยเอก ดร. ธรรมนัส  พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานมอบนโยบายแก่ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  (ส.ป.ก.) ในการสัมมนาการติดตามผลการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562  และการมอบนโยบายการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563

โดยมี นายสุรศักดิ์ เจริญศิริโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวต้อนรับ ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ ส.ป.ก. จากทั่วประเทศ เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย ณ ห้องสุนทรภู่ โรงแรมสตาร์ คอนเวนชั่น อ.เมือง จ.ระยอง

ร้อยเอกธรรมนัสเปิดเผยภายหลังมอบนโยบายการดำเนินงาน ประจำปี 2562 แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ณ โรงแรมสตาร์ คอนเวนชั่น อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) มีภารกิจในการบริหารจัดการพื้นที่ เพิ่มศักยภาพพื้นที่ พัฒนาอาชีพเกษตรกรรมให้มีความยั่งยืน สนับสนุนเงินทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และพัฒนาองค์การให้ทันสมัย

โดยนโยบายในการดำเนินงาน ปี 2562 นี้ ต้องมีความสอดคล้องกับนโยบายของคณะรัฐมนตรี ทั้ง 12 เรื่อง ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ส.ป.ก. มี 6 เรื่อง ประกอบด้วย 1. การสืบสาน ต่อยอดงานโครงการพระราชดำริ อาทิ โครงการเกษตรวิชญา โครงการผืนดินพระราชทาน 5 จังหวัด การปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติในเขตที่ดิน ส.ป.ก. ทั่วประเทศ โดยขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม สร้างความเข้มแข็ง และสร้างการรับรู้แก่ประชาชน ให้สามารถนำไปต่อยอดได้

2. การส่งเสริมการตลาดนำการผลิต พัฒนาระบบตลาดและเชื่อมโยงการผลิต โดยขับเคลื่อนให้ ส.ป.ก. เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของประเทศไทย ส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่สร้างรายได้แก่ครอบครัว และ ส.ป.ก. จะต้องเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับสินค้า ส.ป.ก. ผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกร

3. การปรับปรุงกฎหมายปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้สอดคล้องกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน 4. การพัฒนาพื้นที่ให้สมบูรณ์ก่อนการจัดให้เกษตรกร โดยบูรณาการการทำงานร่วมกัน 9 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้มีความพร้อมทั้ง ไฟฟ้า ประปา ที่อยู่อาศัย ฯลฯ

5. ลดความเหลื่อมล้ำของการถือครองที่ดินและสร้างความเท่าเทียมด้วยการปรับปรุงระบบที่ดินทำกิน โดยการเร่งออกเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 ให้กับราษฎรที่มีสิทธิ์โดยชอบตามกฎหมายโดยเร็ว รวมทั้งการกำหนดขอบเขตแผนที่ ส.ป.ก. ให้ชัดเจนโดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเร่งจัดที่ดินให้แก่ราษฎรและเกษตรกรตามหลักการของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)                      และ 6. การใช้เงินกองทุนการปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยนำมาพัฒนาและยกระดับพื้นที่ ส.ป.ก. ให้มีศักยภาพ เช่น พัฒนาระบบน้ำ พัฒนาคุณภาพดิน เป็นต้น และขอให้แต่ละจังหวัดเขียนโครงการเข้ามายังส่วนกลาง เพื่อของบดังกล่าวไปพัฒนาพื้นที่ต่อไป

“ขอให้ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนำข้อมูลไปสื่อสารให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และรองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ดูแล ได้เข้าใจและนำแนวทางของ ส.ป.ก. ไปปฏิบัติให้บังเกิดผล รวมทั้งบูรณาการการทำงานร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเต็มความสามารถ เพื่อประโยชน์ของเกษตรกร นอกจากนี้ ขอให้แต่ละจังหวัดดำเนินการจัดทำโครงการที่สอดคล้องและตอบโจทย์กับนโยบายรัฐบาลให้เห็นเป็นรูปธรรมให้ได้โดยเร็วด้วย” รมช.ธรรมนัส กล่าว

“มนัญญา”เดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางพาราเพิ่มมูลค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/385120

“มนัญญา”เดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางพาราเพิ่มมูลค่า

วันที่ 25 สิงหาคม 2562 – 17:49 น.
มนัญญา,สหกรณ์

“มนัญญา”เดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางพาราเพิ่มมูลค่า

รมช.เกษตรฯ”มนัญญา ไทยเศรษฐ์” เดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางพาราเพิ่มมูลค่า ทำข้อตกลงกระทรวงคมนาคม รับซื้อกรวยยาง แท่งแบริเออร์จากสหกรณ์ เผยรัฐเตรียมงบช่วยเหลือสหกรณ์ปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อผลิตสินค้าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านต่อแห่ง ตั้งเป้าซื้อน้ำยางเข้าโครงการราคานำตลาด 5- 10 บาทต่อกก.

      วันที่ 25 ส.ค. นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้สัมภาษณ์ระหว่าง เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานแปรรูปยางพาราของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอาชีพสหกรณ์บ้านพังดาน อ.ควนขนุน จ.พัทลุง และชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางจังหวัดสตูล จำกัด โดยกล่าวว่าเป็นการลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อตรวจเยี่ยมและเก็บข้อมูลศักยภาพการผลิตและแปรรูปยางพาราของสหกรณ์ เพื่อนำข้อมูลไปนำเสนอกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อจะหาแนวทางร่วมกันส่งเสริมให้สหกรณ์เป็นผู้ผลิตสินค้าตามที่กระทรวงคมนาคมต้องการ เช่น กรวยยางวางบนถนน และแท่งแบริเออร์ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงคมนาคมได้มีแนวทางทำข้อตกลงเพื่อร่วมมือกันผลักดันให้ปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้นโดยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งเบื้องต้นทราบว่ารัฐบาลได้เตรียมงบอุดหนุนให้สหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาทต่อแห่ง หรืออาจจะมากกว่าตามชนิดสินค้าที่ผลิต

“ไม่มีการใช้ยางเพิ่มทางใดที่จะรวดเร็วเท่ากับการใช้ในภาครัฐ ดังนั้น ทั้งสองกระทรวงจึงร่วมมือกัน และเบื้องต้นทราบว่ารัฐบาลพร้อมจะจัดงบอุดหนุนให้กับสหกรณ์ที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นการสนับสนุนการผลิตและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา และขอความร่วมมือว่าหากสหกรณ์ใดที่เข้าร่วมโครงการขอให้ช่วยรับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรในราคานำตลาดอย่างน้อย 5 – 10 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อเป็นการช่วยเหลือสมาชิกของสหกรณ์เอง “ รมช.เกษตรฯกล่าว

สำหรับเป้าหมายในการซื้อยางพาราของโครงการนั้น นางสาวมนัญญากล่าวว่า ยังไม่ลงรายละเอียดเรื่องปริมาณ แต่ต้องใช้ปริมาณมากแน่นอนเพราะอุปกรณ์การจราจร ทั้งกรวยยาง และแท่งแบริเออร์ต้องใช้ทั่วประเทศ และ รมว.คมนาคม กับรมว.เกษตรฯก็ต้องการให้เกิดโครงการนี้โดยเร็ว

รมช.เกษตรฯกล่าวว่า ขณะนี้ขอให้สหกรณ์ที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือในเรื่องของการปรับปรุงศักยภาพการผลิตของโรงงานทำรายละเอียดขอมาได้ ทางกระทรวงเกษตรฯจะช่วยดูเพื่อให้สหกรณ์มีการพัฒนากำลังการผลิตให้ดีขึ้น ซึ่งแต่ละปีกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีการสนับสนุนเงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ ช่วยเหลือสหกรณ์ที่ต้องการพัฒนาศักยภาพการแปรรูปยางพารามาอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีสหกรณ์ที่มีความพร้อมเข้าโครงการ 3 แห่งคือสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด จ.สงขลา ชุมนุมสหกรณ์อุตสาหกรรมยางพาราภาคใต้ จำกัด จ.สุราษฏร์ธานี และชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางจังหวัดสตูล จำกัด ซึ่งรัฐจะต้องช่วยในการพัฒนาและปรับปรุงเครื่องจักรสำหรับแปรรูปผลิตภัณฑ์ตามที่กระทรวงคมนาคมต้องการ ซึ่งในการลงพื้นที่วันนี้ทางสหกรณ์การเกษตรรัตภูมิยื่นเรื่องขอรับการสนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปยางพารา ซึ่งจะกลับไปพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง

สำหรับในการลงพื้นที่ของนางสาวมนัญญา ครั้งนี้ พบว่า ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรฯ และสหกรณ์การเกษตรฯ ในพื้นที่จังหวัดพัทลุงและสตูล ได้ขอให้รมช.เกษตรฯช่วยเหลือจัดหาเครื่องจักรที่จะใช้ในโรงงานแปรรูปยาง ถังเก็บน้ำยาง รถขนน้ำยางสด และรถแทรคเตอร์ในสวนปาล์ม ซึ่ง น.ส.มนัญญากล่าวตอบรับพร้อมจะช่วยทุกสหกรณ์ แต่จะต้องดูว่าสิ่งที่ขอมานั้นสหกรณ์ได้นำไปใช้ประโยชน์จริงหรือไม่ และควรมีการแบ่งปันเครื่องมือ เครื่องจักรให้กับสหกรณ์อื่นๆในพื้นที่ได้มาใช้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและเป็นการช่วยเหลือแบ่งปันกันในขบวนการสหกรณ์