หม่อนไหม สนองนโยบายรัฐฯ “การตลาดนำการผลิต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/384962

หม่อนไหม สนองนโยบายรัฐฯ “การตลาดนำการผลิต”

วันที่ 24 สิงหาคม 2562 – 12:22 น.
หม่อนไหม

หม่อนไหม สนองนโยบายรัฐฯ “การตลาดนำการผลิต”

           กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมสนองนโยบายรัฐฯ เน้น “การตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหมแบบครบวงจร” เพื่อสร้างความเข้าใจในนโยบายการตลาดนำการผลิตและระบบเกษตรพันธสัญญาส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรเกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้เกิดรายได้ที่แน่นอนและมั่นคง นำร่องไปแล้วในพื้นที่ 7 จังหวัด เกษตรกร 800 ราย ผลผลิตรวม จำนวน 200 ตัน มูลค่าผลผลิตรวมคิดเป็นรายได้ให้กับเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท

                นางสาวศิริพร บุญชู  อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหมในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรเกี่ยวกับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สนับสนุนเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทานรวมทั้ง เป็นการสนองนโยบายการตลาดนำการผลิตของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กรมหม่อนไหมจึงได้มีการสร้างความเข้าใจในนโยบายการตลาดนำการผลิตและขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน  โดยมอบหมายให้หน่วยงานในระดับพื้นที่ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว  โดยเป็นตัวกลางในการประสานจับคู่ด้านการตลาดระหว่างกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตและผู้ประกอบการด้านหม่อนไหม

นอกจากนี้ กรมหม่อนไหมได้ดำเนินการสร้างการรับรู้ในเรื่องพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา ให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และบุคลากรของกรมหม่อนไหม  เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีในการดำเนินการตกลงซื้อขายผลผลิตตามพระราชบัญญัติ ส่งผลให้เกิดประโยชน์แก่งานด้านหม่อนไหมร่วมกันในทุกฝ่าย นำร่อง 4 ชนิดสินค้า ประกอบด้วย สินค้ารังไหม สินค้าหนอนไหม สินค้าเส้นไหม และสินค้าแผ่นใยไหม

โดยผู้ประกอบการจะดำเนินการทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้าในแต่ละชนิดสินค้าอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยมีเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์ในการนำร่องขับเคลื่อนนโยบายการตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหมราว 800 ราย ผลผลิตรวมของทุกชนิดสินค้าหม่อนไหม จำนวน 200 ตัน  มูลค่าผลผลิตรวมที่เกิดขึ้นเป็นรายได้ให้กับเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดและของประเทศในภาพรวม รวมทั้ง เพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจตามเป้าหมายของรัฐบาล

                ชนัญญา ดรเขื่อนสม ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “ฅญา” ไหมไทย หนึ่งในผู้ประกอบการในการขับเคลื่อนการตลาดนำการผลิตสินค้าหม่อนไหม เปิดเผยว่า จากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดธุรกิจงานบาติก โดยเริ่มจากผ้าเช็ดหน้าบาติก และมีแนวคิดที่จะนำงานบาติกมาใส่ลงในผ้าไหม ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะของการทำลายบาติกสไตล์ฅญา จะใช้กาวชนิดพิเศษเขียนกั้นเทียน (เขียนกาวกั้นเทียน) มีการออกแบบลวดลายที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัว บ่งบอกถึงถิ่นที่มาของภูมิลาเนาภาคอีสาน ผลงานสะท้อนสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้ง เช่น รอยแตกระแหงของ ผืนดิน ลวดลายของใบไม้

ปัจจุบัน “ฅญา” มีเครือข่ายผู้ทอผ้าไหม ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยการรับซื้อผลผลิตเส้นไหมจากกลุ่มเกษตรกรจังหวัดชัยภูมิ ก่อให้เกิดรายได้ที่เกื้อกูลและส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร ทั้งนี้ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์นอกจากจะจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ยังวางจำหน่ายที่ร้าน King Power สนามบินสุวรรณภูมิ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม ร้านค้า ในแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ เช่น หมอนรองคอผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ หมอนอิง กระเป๋าคล้องมือ และมีการต่อยอดเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของผ้าไหมไทยสู่ตลาดสากลต่อไป

เปิดโลกปศุสัตว์อันดามัน@ภูเก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/384920

เปิดโลกปศุสัตว์อันดามัน@ภูเก็ต

วันที่ 24 สิงหาคม 2562 – 05:37 น.
งานแพะแห่งชาติ

เปิดโลกปศุสัตว์อันดามัน@ภูเก็ต 

กรมปศุสัตว์จัดงานแพะแห่งชาติครั้งที่ 16 เปิดโลกปศุสัตว์อันดามัน@ภูเก็ต ส่งเสริมตลาดในและต่างประเทศ 26-28 สิงหาคมนี้  ณ ประตูเมืองภูเก็ต  โดย อำพันธ์ เวฬุตันติ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยว่ากรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานหลักที่มีภารกิจในด้านการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสัตว์และดำเนินการ ในการส่งเสริมด้านการปศุสัตว์ ให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

โดยส่งเสริมการตลาด วิจัยและพัฒนาพันธุ์สัตว์เศรษฐกิจ และสัตว์พื้นบ้าน อาทิ โคเนื้อ แพะและแกะ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนามาตรฐานการผลิต และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีความสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งสนับสนุนการออกร้านผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปสู่ตลาดโลก

  โดยกรมปศุสัตว์ ได้ให้ความสำคัญกับการเลี้ยงแพะจึงได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงแพะมาอย่างต่อเนื่อง จากสถิติในปี 2550 มีแพะที่เลี้ยงรวม 444,774 ตัว เกษตรกร 38,653 ครัวเรือน ส่วนในปี 2560 มีแพะที่เลี้ยงรวม 652,964 ตัว เกษตรกร 52,538 ครัวเรือน  ในระยะเวลา 10 ปีกว่าที่ผ่านมา มีแพะเพิ่มขึ้น 207,890 ตัว เกษตรกรเพิ่มขึ้น 13,885 ราย ซึ่งกรมปศุสัตว์ มีแผนงานโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงแพะในพื้นที่ 6 เขต ได้แก่ เขต 1 3 6 7 8 และ 9 จำนวนรวม 45 จังหวัด และ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะจำนวน 473 กลุ่ม จำนวนเกษตรกร 6,582 ราย และได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ งบประมาณจากจังหวัด งบประมาณจากกลุ่มจังหวัด และงบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นต้น

นอกจากนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ได้มีแนวทางปรับเปลี่ยนอาชีพการเกษตรที่ผลผลิตมีปัญหาด้านการตลาด ได้แก่ การทำนา สวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมัน ปรับเปลี่ยนเป็นเลี้ยงแพะเป็นอาชีพมากขึ้น จากการประมาณการ พบว่าจำนวนแพะที่ใช้บริโภคในประเทศ ประมาณปีละ 377,000 ตัว นอกจากนั้นมีการส่งออกแพะไปยังตลาดมาเลเซีย ประมาณ 100,000 ตัว/ปี ตลาดลาว และตลาดเวียดนามประมาณ 40,000 ตัว/ปี

จึงขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 16 และเปิดโลกปศุสัตว์อันดามัน @ ภูเก็ต 2562 ระหว่างวันที่ 26 – 28 สิงหาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 09.00น.-21.00น. ณ ประตูเมืองภูเก็ต ภายในงานมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าผลิตภัณ์แปรรูปแพะ สินค้าOTOP ของฝากของที่ระลึกจำนวนมาก

ขับเคลื่อนปัญหาส่งน้ำแม่ลาว น้ำก้อนเดียวกระจายมากกว่าเท่าตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/384677

ขับเคลื่อนปัญหาส่งน้ำแม่ลาว น้ำก้อนเดียวกระจายมากกว่าเท่าตัว

วันที่ 22 สิงหาคม 2562 – 13:10 น.
แม่น้ำแม่ลาว

ขับเคลื่อนปัญหาส่งน้ำแม่ลาว น้ำก้อนเดียวกระจายได้มากกว่าเท่าตัว

แม่ลาวเป็นแม่น้ำสายหลักของเชียงราย ต้นน้ำอยู่ดอยนางแก้ว ทิวเขาปันน้ำ เขตบ้านขุนลาว ต.แม่เจดีย์ใหม่ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ไหลผ่านอ.เวียงป่าเป้า อ.แม่สรวย อ.พาน อ.แม่ลาว อ.แม่สาย อ.เมืองเชียงราย อ.เวียงชัย แล้วไปสมทบกับแม่น้ำกก ก่อนไหลลงแม่น้ำโขง

              แม่ลาวจึงเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำกก ในขณะแม่น้ำกกเป็นลำน้ำสาขาแม่น้ำโขงอีกทอดหนึ่ง    ไหลจากตะวันตกเฉียงใต้ขึ้นตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยความยาว 206 กิโลเมตร
แม่น้ำแม่ลาวยังมีลำน้ำสาขาสำคัญหลายสาย อาทิ  น้ำแม่เจดีย์ น้ำแม่ปูนหลวง น้ำแม่ตาช้างและน้ำแม่สรวย  เป็นต้น
พื้นที่สองฝั่งแม่น้ำแม่ลาวอาศัยน้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่สรวยเป็นแหล่งน้ำต้นทุน โดยก่อสร้างฝายทดน้ำเป็นระยะๆ 4 ฝาย ประกอบด้วย ฝายเจ้าวรการบัญชา ฝายแม่ลาว ฝายถ้ำวอก และฝายชัยสมบัติ    โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาวประสบปัญหาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่มายาวนาน จนเห็นแม่แบบความสำเร็จจากอ่างเก็บน้ำดอยงูที่ก่อสร้างปิดกั้นลำน้ำแม่เจดีย์ และอยู่ภายใต้ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 โครงการชลประทานเชียงราย  จึงทดลองนำกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตามรูปแบบของเครือข่ายส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน (คสป.) เข้าดำเนินการบริหารจัดการน้ำ นับแต่ปลายปี 2561
เนื่องจากเป็นกระบวนกร (Facilitator) ของสำนักชลประทานที่ 2 ที่จะทำหน้าที่ Coaching ให้กับ คสป. ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และได้รับอนุมัติจากกรมชลประทานมาแล้ว อีกทั้งมีประสบการณ์ตรงจากดอยงู นายไพโรจน์ แอบยิ้ม เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน ฝ่ายจัดสรรน้ำ โครงการชลประทานเชียงราย และคณะ จึงได้รับการมอบหมายเข้าไปร่วมแก้ไขปัญหาพื้นที่ส่งน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่ลาว ซึ่งมีพื้นที่ส่งน้ำเป็น 3 ตอน รวมแล้วประมาณ 110,000 ไร่
“ปัญหาคล้ายๆ กับพื้นที่ชลประทานดอยงู น้ำไม่พอใช้ ต้นน้ำมีน้ำใช้เหลือเฟือ ปลายน้ำไม่ได้รับน้ำ เกิดการแย่งน้ำกัน ไม่ใช่รอบเวรรับน้ำก็เปิดรับน้ำไปใช้   มีท่อผีแอบลักน้ำเกือบ 200 ท่อ” นายไพโรจน์ ย้อนสภาพปัญหาซึ่งดำรงมานานนับสิบปี
ปลายปี 2561 เป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูแล้งและมีการทำนาปรัง การเข้าไปจัดทำเวทีประชาคมให้เกษตรกรได้มาพบปะสะท้อนปัญหาเป็นไปอย่างดุเดือดเหมือนทุกที่ เพราะต่างเดือดร้อนเรื่องน้ำ
“ในฐานะกระบวนกร เราต้องฟังเกษตรกรให้มาก ให้เขาเล่าประวัติศาสตร์ชุมชน สรุปปัญหาอย่างเป็นระบบ เขียนให้เห็นบนกระดานตรงนั้น นอกจากนั้นยังเดินสำรวจพื้นที่ เพื่อกลับมาจัดทำแผนที่ทำมือ ชี้ให้ทุกคนเห็นสภาพปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งให้เกษตรกรฝึกคิดเสนอทางแก้ด้วย เพราะเป็นปัญหาของเกษตรกรเอง  ไม่ใช่กรมชลประทาน แต่เราจะช่วยเติมเต็มข้อมูลหรือชุดความรู้ที่เขาขาดให้แน่นขึ้น เข้าใจง่ายขึ้น” แต่การจัดพูดคุยในลักษณะเวที 55 ครั้งก็ไม่ได้สร้างความมั่นใจให้เกษตรกร
“คณะของเราต้องลงพื้นที่ร่วมไปกับเกษตรกร ไปดูปัญหาจะๆ กันเลย ตรงไหนแก้ไขได้เอง แก้ไขเลย ตรงไหนยังไม่รู้วิธีแก้ ก็เอาความรู้ด้านการชลประทานเข้าไปช่วย จนเห็นผลเป็นรูปธรรม ความไว้เนื้อเชื่อใจจึงฟื้นกลับคืนมาได้จากการลงพื้นที่ 15 ครั้ง”
นายไพโรจน์กล่าวว่า การจัดเวทีและลงภาคสนามคือการเปลี่ยนความคิดจากที่รอให้รัฐช่วยอย่างเดียวก็หันมาพึ่งพาตัวเองจากความรู้ที่เกิดขึ้นในเวทีและภาคสนาม การได้เห็นภาพรวมของปัญหาน้ำทำให้เกิดความรู้สึกช่วยเหลือเกื้อกูล แบ่งปันมากขึ้น  แทนใช้น้ำคนเดียวหรือใช้มาก ยิ่งไปเห็นความเดือดร้อนของพื้นที่ปลายน้ำก็ยิ่งเข้าใจความยากลำบากของคนอื่น
“คนไทยมีจุดเด่นตรงที่พื้นฐานดี มีจิตใจเมตตาอยู่แล้ว พอไปเห็นปัญหาความเดือดร้อนจริงๆ เข้าก็เปลี่ยนความคิดจากที่เคยเอาเปรียบ มาเป็นการช่วยเหลือ”
ผลจากการเข้าไปมีส่วนร่วมกับเกษตรกร ปริมาณน้ำ 51 ล้านลูกบาศก์เมตรที่จัดสรรสำหรับพื้นที่ชลประทานฤดูแล้ง (1 พฤศจิกายน 2561-30 เมษายน 2562) 45,000 ไร่ สามารถขยายพื้นที่รับน้ำได้มากกว่า 100,000 ไร่ จากปริมาณน้ำก้อนเดียวกันนี้ ช่างมหัศจรรย์เหลือเชิ่อ
“เราแบ่งพื้นที่ เป็นพื้นที่ชลประทานที่รับรองได้รับน้ำแน่นอน 45,000 ไร่ และพื้นที่สุ่มเสี่ยงอีกจำนวนหนึ่ง โดยเอาเกษตรกรจาก 2 พื้นที่นี้มารับรู้ร่วมขับเคลื่อนกันตั้งแต่ต้น จะส่งน้ำ จะประหยัดน้ำอย่างไร เพื่อให้พื้นที่เป้าหมายได้รับน้ำ แม้พื้นที่สุ่มเสี่ยงจะไม่ได้น้ำเต็มที่  แต่ยังได้รับพอไม่ให้ข้าวยืนต้นตาย ดีกว่าไม่ได้น้ำเลย เกษตรกรมีความสุขมากนาข้าวใช้น้ำเฉลี่ยไร่ละ 1,500-1,600 ลูกบาศก์เมตร ส่วนหนึ่ง 1,000 ลูกบาศก์เมตร จัดสรรให้พื้นที่ชลประทานที่รับรองว่าได้น้ำแน่ อีก 500-600 ลูกบาศก์เมตร เฉลี่ยไปช่วยพื้นที่สุ่มเสี่ยง บางคนบอกว่า 20 ปี เพิ่งเห็นน้ำมาถึงที่” นายไพโรจน์กล่าว

ความสำเร็จของนาปรัง 2561/2562 ทำให้การขับเคลื่อนเวทีชาวบ้านเป็นไปอย่างคึกคัก เกษตรกรเริ่มเห็นผลของการร่วมกันคิด วางแผนและลงมือทำในลักษณะร่วมมือกันอย่างแท้จริง “เพราะเราทำหน้าที่เป็นเพียงที่ปรึกษา ช่วยคัดท้าย แต่คนที่เป็นเจ้าของงานจริงๆ และลงมือทำจริงคือเกษตรกร”
การขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำในแนวที่เกษตรกรมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ทำให้ขอบเขตงานเดิมวางแผนเฉพาะฝายแม่ลาว ขยายผลไปสู่ฝายเจ้าวรการบัญชา ฝายถ้ำวอก และฝายชัยสมลบัติ รวมพื้นที่เกือบ 300,000 ไร่ เพิ่มจากแผนเดิม 2 เท่าตัว
เป็นแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่น่าสนใจอีกมิติหนึ่ง จากการมีส่วนร่วมของเกษตรกรอย่างแท้จริง

อ.อ.ป.จัดการประชุมการป่าไม้และการประชุมช้างแห่งชาติปี 62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/384632

อ.อ.ป.จัดการประชุมการป่าไม้และการประชุมช้างแห่งชาติปี 62

วันที่ 22 สิงหาคม 2562 – 09:47 น.
ออป

อ.อ.ป. จัดการประชุมการป่าไม้ และการประชุมช้างแห่งชาติ ประจำปี 62

             องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ร่วมกับ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดการประชุมการป่าไม้ ประจำปี พ.ศ. 2562 ภายใต้แนวคิด “การป่าไม้ก้าวไกล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยก้าวหน้า” ระหว่างวันที่ 19 – 21 สิงหาคม 2562 โดยมี นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เกียรติเป็นประธานเปิดการประชุม และกล่าวปาฐกถาพิเศษภายใต้หัวข้อ นโยบายและยุทธศาสตร์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับการอนุรักษ์ ใช้ประโยชน์ และฟื้นฟู พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาราษฎรในพื้นที่ทับซ้อนกับหน่วยงานรัฐอย่างเป็นธรรม ณ อาคารกัลยาณิวัฒนาการุณย์ สถาบันคชบาลแห่งชาติในพระอุปถัมภ์ฯ จังหวัดลำปาง

        นางพรเพ็ญ วรวิลาวัณย์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เปิดเผยว่า ในปี 2562องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพหลัก จัดการประชุมการป่าไม้ ประจำปี พ.ศ. 2562 โดยการจัดงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการนำเสนอผลงานวิชาการสิ่งประดิษฐ์คิดค้นอย่างสร้างสรรค์ นำผลการประชุมทางวิชาการ และนวัตกรรมใหม่ๆ ไปใช้เป็นฐานในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเวทีกลางให้กับทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ในประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับสังคมปัจจุบัน ประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการ ด้านวิชาการ ตลอดจนเป็นการสร้างเครือข่ายผู้ดำเนินงานด้านทรัพยากรป่าไม้ เพื่อความร่วมมือในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

ภายในการประชุมการป่าไม้ในครั้งนี้ มีการบรรยายพิเศษ จาก ผศ.ดร.ขวัญชัย ดวงสถาพร หัวหน้าภาควิชาการจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “การป่าไม้ก้าวไกล เศรษฐกิจไทยก้าวหน้า” โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจาก องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้, กรมป่าไม้,
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สำนักงานการรับรองไม้เศรษฐกิจไทย, บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัด,นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และสมาคมผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย การจัดเสวนาในหัวข้อ “ขับเคลื่อนชุมชนไม้มีค่าให้ก้าวหน้าได้อย่างไร” โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจาก สำนักงานวิจัยแห่งชาติ, กรมป่าไม้, สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ร่วมพูดคุย นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ นิสิต นักศึกษา พูดคุย แสดงความคิดเห็น พร้อมนำเสนอผลงานที่เกี่ยวกับการป่าไม้ ในหัวข้อ “นิสิต คิดอย่างไร” อีกด้วย

นอกจากนี้ ผอ.อ.อ.ป. ยังกล่างเพิ่มเติมว่า ในระหว่างวันที่ 19 – 20 สิงหาคม 2562 อ.อ.ป. ได้จัดการประชุมช้างแห่งชาติ ประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิด “ช้าง คุณค่าแห่งชีวิต Worth of life” ผ่านกิจกรรมการปาฐกถาโดย ศ.สพ.ญ.ดร. อัจฉนิยา ไศละสูต, นายอเล็กซานเดอร์ ไซมอน เรนเดลล์, อ.สพ.ญ.ดร. ภัดนุช บันสิทธิ์, น.สพ. วิศิษฎ์ อาศัยธรรมกุล ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นวิทยากร ในหัวข้อต่างๆ อาทิ ป่าไม้และช้าง การบรรยายพิเศษหัวข้อ ช้าง คุณค่าแห่งชาติ การเสวนาในหัวข้อ “Five of domain/Five of freedom และหัวข้อการจัดการและดูแลรักษาช้างตามหลักสวัสดิภาพ ถือเป็นอีกวาระหนึ่งสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้อง จะได้มีเวทีแสดงความคิดเห็น ร่วมกันหาทางออก พร้อมเปิดโอกาสให้นักวิชการนำเสนอผลงาน ความก้าวหน้าทางวิชาการในการดูแลและบริบาลช้าง ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ วิทยาการและเทคนิคทางการแพทย์ต่างๆ สำหรับประยุกต์ใช้ในการดูแล รักษาและบริบาลช้างในประเทศไทยให้ยั่งยืนในอนาคต ซึ่งถือเป็นภารกิจหนึ่งของสถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้

สทนช.เล็งงานวิจัยทีมวิศวกรกองทัพสหรัฐฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/384582

สทนช.เล็งงานวิจัยทีมวิศวกรกองทัพสหรัฐฯ

วันที่ 21 สิงหาคม 2562 – 19:29 น.
สทนช

สทนช.เล็งงานวิจัยทีมวิศวกรกองทัพสหรัฐฯ หวังแลกเปลี่ยนความร่วมมือภายใต้กรอบแม่โขง-มิสซิสซิปปี

            สทนช.เล็งดึงงานวิจัยจากองค์กรวิศวกรกองทัพสหรัฐฯ ภายใต้กรอบแม่โขง-มิสซิสซิปปี รูปแบบกฏหมายพิเศษที่เอื้อต่อการบริหารจัดการ การสร้างความเข้าใจประชาชน และเทคโนโลยีที่ทันสมัย หวังเสริมศักยภาพการจัดการน้ำท่วมร่วมกับประเทศสมาชิก ชิงเสริมเขี้ยวเล็บไทยนั่งประธานคณะกรรมการร่วมMRC ปีหน้า

                  นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยในโอกาสร่วมหารือแลกเปลี่ยนความร่วมมือ พร้อมเยี่ยมชมภารกิจด้านการป้องกันน้ำท่วมขององค์กรวิศวกรกองทัพสหรัฐฯ (US Army Corps of Engineers) ณ เมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐหลุยส์เซียนา สหรัฐอเมริกา ภายใต้โครงการความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลแม่น้ำโขงและแม่น้ำมิสซิสซิปปี (Mekong-Mississippi River Commission Exchange หรือ M2RC Exchange) ในฐานะเลขาธิการสำนักเลขาธิการคณะกรรมการเเม่น้ำโขงแห่งชาติไทย และผู้แทนถาวรไทยในคณะทำงานทางวิชาการร่วมคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง พร้อมด้วย นายปรีชา สุขกล่ำ ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สทนช. และคณะผู้แทนจากประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ได้แก่ กัมพูชา ลาว และ เวียดนาม ว่า

การหารือครั้งนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารจัดการน้ำระหว่างกัน โดยได้ถอดบทเรียนพายุเฮอริเคน Katrina  ซึ่งก่อให้น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี ค.ศ. 2005 และก่อให้เกิดความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินแก่ชาวเมืองนิวร์ออร์ลีน คิดเป็นมูลค่ากว่า 81 พันล้านดอลล่าสหรัฐ มีผู้สญหายและเสียชีวิตประมาณ2000  คน บทเรียนดังกล่าวทำให้ภารกิจของ องค์กรวิศวกรกองทัพสหรัฐฯ ต้องออกแบบ ก่อสร้าง โครงการป้องกันน้ำท่วม การสร้างทำนบและกำแพงป้องกันน้ำท่วมและคลื่นพายุซัดฝั่ง โดยใช้งบลงทุนกว่า 14.6 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ รวมทั้งการขุดคลองลัดเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างทะเลสาบและแม่น้ำมิสซิสซิปปี

โดยการดำเนินการมีทั้งการใช้กฏหมายพิเศษ และหารือสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้รับรู้ถึงประโยชน์ที่จะได้รับโดยผ่านความร่วมมือทางภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจากรัฐบาลกลาง และท้องถิ่น โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยสนับสนุนการดำเนินงาน ซึ่งการหารือและการดูงานในครั้งนี้ในลุ่มน้ำโขงจะนำมาปรับใช้อย่างเหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ ในปีหน้าประเทศไทยจะเป็นประธานคณะกรรมการร่วมของ MRC จึงต้องเร่งแสวงหาความร่วมมือในงานวิจัยจากองค์กรวิศวกรกองทัพสหรัฐฯ ที่แม้ว่าจะใช้เทคโนโลยีขั้นสูงแล้วยังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและประชาชนให้เกิดความยอมรับในการพัฒนาที่สามารถใช้งานอย่างยั่งยืนด้วย

ขณะเดียวกัน สทนช.และคณะผู้แทนจากประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ยังได้ให้ข้อมูลถึงการเชื่อมโยงข้อมูลการบริหารจัดการแม่น้ำโขงระหว่างกัน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดความร่วมมือภายใต้ภายใต้โครงการความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลในเชิงเทคนิคของแม่น้ำโขงและแม่น้ำมิสซิสซิปปีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย โดยมีสาระสำคัญใน 4 ประเด็นด้วยกันคือ  1. ประเทศสมาชิก MRC ได้เน้นย้ำความสำคัญของการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านทรัพยากรน้ำระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ การพยากรณ์และประเมินผลกระทบ ตลอดจนเป็นข้อมูลสำคัญในการแจ้งเตือนไปยังประชาชนในพื้นที่ สำหรับการปรับตัวในการป้องกันและบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น                             นอกจากนั้นในการประสานข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิก ยังใช้ช่องทางแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็วมากขึ้นด้วย 2. การแจ้งข้อมูลการระบายน้ำกรณีฉุกเฉินจากเขื่อนที่อยู่ต้นน้ำจะมีการแจ้งล่วงหน้าเพื่อให้ประเทศท้ายน้ำมีการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ การแจ้งเตือนประชาชนได้ทันท่วงทีมากขึ้น

อาทิ กรณีไฟฟ้าพลังน้ำจิ่งหงของจีน ที่จะมีการปรับช่วงเวลาการแจ้งมายังประเทศสมาชิกล่วงหน้าอย่างเหมาะสม  3. กรณีใดที่เป็นสภาวะฉุกเฉิน จะมีการประสานงานผ่านช่องทางการทูตและหน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำ  4. ประเทศสมาชิกจะมีการทบทวนกิจกรรมภายใต้แผนปฏิบัติการ 5 ปี สาขาทรัพยากรน้ำของกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง เพื่อให้การดำเนินความร่วมมือเกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมให้มีกิจกรรม “การศึกษาวิจัยร่วม (Joint Study)” อันจะเป็นส่วนสำคัญในการจัดทำข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจของประเทศสมาชิกในประเด็นต่างๆ อาทิ ความจำเป็นและแนวทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ครอบคลุมทั้งลุ่มน้ำ ผลกระทบจากการบริหารจัดการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำในแต่ละพื้นที่ การบริหารจัดการและระบายน้ำของอ่างเก็บน้ำที่มีนัยสำคัญต่อระบบของแม่น้ำโขง

“ธรรมนัส” “เปิดงานฟื้นฟูปฐพี ด้วยเทคโนโลยีพัฒนาที่ดิน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/384398

“ธรรมนัส” “เปิดงานฟื้นฟูปฐพี ด้วยเทคโนโลยีพัฒนาที่ดิน”

วันที่ 20 สิงหาคม 2562 – 17:14 น.
กรมพัฒนาที่ดิน

“ธรรมนัส” “เปิดงานฟื้นฟูปฐพี ด้วยเทคโนโลยีพัฒนาที่ดิน”

รมช.ธรรมนัส เปิดงานประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ปี 2562 “ฟื้นฟูปฐพี ด้วยเทคโนโลยีพัฒนาที่ดิน” พร้อมมอบนโยบายสานต่อโครงการตามแนวทางพระราชดำริ และพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร

               ร.อ. ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการกรมพัฒนาที่ดิน ปี 2562 “ฟื้นฟูปฐพี ด้วยเทคโนโลยีพัฒนาที่ดิน” พร้อมมอบนโยบายเพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานของกรมพัฒนาที่ดิน โดยมีนางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน และข้าราชการร่วมรับฟังแนวทางนโยบาย

รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังเพิ่มเติมอีกว่า “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกระทรวงที่ต้องตอบโจทย์ให้กับเกษตรกรเป็นกระทรวงที่สำคัญ เพราะประชาชนกว่า 70% ทำอาชีพเกษตรกรรม กรมพัฒนาที่ดินจึงมีความสำคัญไม่น้อยกว่ากรมชลประทาน อยากจะฝากในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต ต้องนำนโยบายฯ ไปเสนอให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดรับทราบและนำไปปฏิบัติเพื่อดูแลเกษตรกรในพื้นที่ของตน สำหรับนโยบายที่จะมอบหมายให้ผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการ ดังนี้
1) การป้องกันและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันพระมหากษัตริย์มีความสำคัญยิ่งต่อประเทศและประชาชนชาวไทย รัฐบาลถือเป็นหน้าที่สำคัญที่จะเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์และปกป้องรักษาพระบรมเดชานุภาพด้วยความจงรักภักดี สืบสาน รักษา ต่อยอดศาสตร์พระราชา และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นหลักสำคัญในการทำงาน สร้างความตระหนักรู้ เผยแพร่ และปลูกฝังให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง และเป็นจริงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชน ตลอดจนพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์
2) ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่เหมาะสม และไม่ก่อให้เกิดภาวะทางการเงินการคลังของภาครัฐ มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดิน บูรณาการร่วมกันกับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จัดทำโครงการปุ๋ยสั่งตัด เพื่อจำหน่ายให้เกษตรกรในราคาถูก ซึ่งต่ำกว่าราคาปุ๋ยที่จำหน่ายในท้องตลาดปัจจุบัน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กับเกษตรกร โดยปุ๋ยสั่งตัด ต้องมีสูตรที่เหมาะสมกับการปลูกพืชแต่ละชนิด และแตกต่างกันตามคุณภาพของดินในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศที่แตกต่างกัน เพื่อลดต้นทุนให้กับเกษตรกรตามนโยบายของรัฐบาล
3) ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร กรมพัฒนาที่ดินต้องให้ความรู้และส่งเสริมให้เกษตร ลด ละ เลิก การใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายโดยเร็ว ศึกษาวิจัยการใช้สารทดแทนสารเคมี ส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรให้ผลิตสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าสูง และมีโอกาสทางเศรษฐกิจ อาทิ เกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ และเกษตรแปรรูป ต่อยอดไปสู่เกษตรอุตสาหกรรม ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพมาตรฐานและมีความปลอดภัย


4) แหล่งน้ำชุมชน ให้มีระบบจัดการน้ำชุมชนที่เหมาะสม พร้อมทั้งส่งเสริม ฟื้นฟู อนุรักษ์ พื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่พักน้ำ แหล่งน้ำธรรมชาติ น้ำบาดาล และส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมบริหารจัดการน้ำในชุมชน ตามแนวพระราชดำริ มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดิน พัฒนาแหล่งน้ำให้เกษตรกร โดยเฉพาะแหล่งน้ำในไร่นา ซึ่งเกษตรกรมีส่วนร่วมในการสมทบค่าใช้จ่ายบ่อละ 2,500 บาท จากแหล่งน้ำนี้ เกษตรกรจะสามารถบริหารจัดการเพาะปลูกได้ด้วยตนเอง
5) การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและพัฒนานวัตกรรม โดยจัดพื้นที่การเกษตร ให้สอดคล้องกับระบบบริหารจัดการและคุณภาพของดินตาม Agri-Map ให้กรมพัฒนาที่ดินเป็นเจ้าภาพหลักในการใช้ Agri-Map ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาการเกษตร กำหนดพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจที่เหมาะสม ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้ตลาดนำการผลิต ทั้งนี้จะทำให้เชื่อมั่นว่า กรมพัฒนาที่ดินจะเป็นหน่วยงานหนึ่งของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีความสำคัญยิ่งในการกำหนดเขตความเหมาะสมของพืชเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นต้นทางของการกำหนดปริมาณการผลิตตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “ตลาดนำการเกษตร”

ปศุสัตว์ ผนึกผู้ประกอบการติวเข้มเกษตรอีสานร่วมป้องกันโรคASF

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/384293

ปศุสัตว์ ผนึกผู้ประกอบการติวเข้มเกษตรอีสานร่วมป้องกันโรคASF

วันที่ 20 สิงหาคม 2562 – 09:16 น.
ปศุสัตว์

   กรมปศุสัตว์ ผนึกกำลังกับ ซีพีเอฟ และผู้ประกอบการติวเข้มเกษตรรายย่อยทั่วอีสานร่วมป้องกัน ASF

                 กรมปศุสัตว์ ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ บริษัทเวชภัณฑ์ และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ตั้งเป้าจัดอบรมแนะมาตรการป้องกัน ASF แก่เกษตรกรรายย่อยจนครบทั้ง 20 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือภายในเดือนสิงหาคม 2562 นี้ และเดินหน้าดำเนินการในภูมิภาคอื่นๆ อย่างต่อเนื่องให้ครอบคลุมทั่วประเทศ สร้างความพร้อมเกษตรกรทั่วไทยร่วมเป็นเครือข่ายป้องกันโรค ASF ในสุกรที่เข้มแข็ง ตอกย้ำความเชื่อมั่นผู้บริโภคกระบวนการผลิตเนื้อหมูปลอดภัย สร้างโอกาสทางอาชีพให้เกษตรกร
น.สพ.ศีลธรรม วราอัศวปติ ปศุสัตว์เขต 4 กล่าวว่า เชื้อโรค ASF ไม่ติดต่อหรือส่งผลกระทบต่อมนุษย์ แต่เป็นโรคระบาดรุนแรงในสุกรที่ยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกัน แม้ว่าในขณะนี้ยังไม่พบการระบาดโรคดังกล่าวในประเทศไทย ถ้าหากพบจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมต่ออุตสาหกรรมการผลิตปศุสัตว์  รวมถึงผลกระทบด้านสังคมและความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ กรมปศุสัตว์จึงได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนในการดำเนินมาตรการป้องกันโรค ASF อย่างเต็มที่ อาทิ จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุมโรค (War Room) ในระดับจังหวัด การตรวจเยี่ยมมาตรการป้องกันโรคของสถานประกอบการ และระดมความร่วมมือภาคเอกชน อย่าง ซีพีเอฟ จัดอบรมให้เกษตรกรทุกจังหวัดในภาคอีสาน  พร้อมลงพื้นที่ให้ความรู้เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรรายย่อยตื่นตัวและยกระดับการป้องกันโรคให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

“ภาคการเลี้ยงหมูของไทยส่วนใหญ่เป็นฟาร์มระบบปิดที่มีการป้องกันโรคที่ได้มาตรฐานอยู่แล้ว การผนึกกำลังระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยที่ส่วนใหญ่มีฟาร์มแบบเปิด ปฏิบัติตามระบบป้องกันโรคในฟาร์มอย่างเข้มงวด เป็นอีกแนวทางที่สำคัญในการช่วยป้องกันโรค ASF ในประเทศให้แน่นหนายิ่งขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของกรมฯ ในการดูแลการผลิตด้านปศุสัตว์ให้มีคุณภาพและปลอดภัย รวมทั้งสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่เกษตรกรอีกทางหนึ่ง” น.สพ.ศีลธรรมกล่าว

น.สพ.จตุรงค์ โยธารักษ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธุรกิจสุกร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ ติดตามสถานการณ์โรค ASF ในสุกรอย่างใกล้ชิดมากว่า 1 ปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งยกระดับมาตรการป้องกันโรคในสถานประกอบการ โรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์มของบริษัทและของเกษตรกรในระบบคอนแทร็คฟาร์มครบ 100% พร้อมผนึกกำลังกับกรมปศุสัตว์ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรในภูมิภาค และ คู่ค้าบริษัทเวชภัณฑ์ ประกอบด้วย บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ แอนิมอล เฮลม์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ซีวา แอนิมัล เฮลธ์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท โซเอทิส (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เอ็มเอสดี แอนิมัล เฮลธ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมจัดโครงการอบรมให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรค ASF ในสุกร ให้แก่ผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยให้ครบ 20 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเร่งเดินหน้าให้ความรู้มาตรการป้องกันโรคแก่ผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยในภูมิภาคอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีทีมงานร่วมกับปศุสัตว์อำเภอ และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านลงพื้นที่ให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงระบบป้องกันโรค และมอบน้ำยาฆ่าเชื้อและอุปกรณ์ป้องกันโรคแก่เกษตรกรรายย่อยให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

“ขณะนี้ ซีพีเอฟได้ดำเนินการอบรมเกษตรกรรายย่อยในภูมิภาคต่างๆ กว่า 20 จังหวัดทั่วประเทศ มีเกษตรกรเข้าร่วมอบรมทั้งสิ้นกว่า 3,000 ราย ในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายของเดือนสิงหาคมจะเร่งเดินหน้าอบรมให้แก่เกษตรกรรายย่อยในจังหวัดอุดรธานี บึงกาฬ สกลนคร นครพนม อำนาจเจริญ และเลย จนครบทั้งภาคอีสาน และจัดอบรมเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่อื่นๆ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศต่อไป” น.สพ.จตุรงค์กล่าว

           นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังมีส่วนร่วมในการป้องกันโรคที่อาจเกิดจากกิจกรรมขนส่งสินค้าปศุสัตว์ที่นำเข้า-นำผ่าน-นำออกตามด่านพรมแดน โดยให้การสนับสนุนจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติและเอกชน ก่อสร้างศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคยานพาหนะขนส่งสินค้าปศุสัตว์ ในจังหวัดชายแดน 2 จังหวัดที่มุกดาหาร และเชียงราย จากศูนย์ฯ ทั้งหมด 5 แห่ง เพื่อช่วยยกระดับความเข้มข้นในการป้องกันโรค ASF ระหว่างประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

เชียงใหม่ขยายผลแนวพระราชดำริทั้งจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/384291

   เชียงใหม่ขยายผลแนวพระราชดำริทั้งจังหวัด

วันที่ 20 สิงหาคม 2562 – 09:11 น.
ปิดทองหลังพระ

   เชียงใหม่ขยายผลแนวพระราชดำริทั้งจังหวัด

เชียงใหม่ขยายผลแนวพระราชดำริทั้งจังหวัด เทรนราชการ-ผู้นำชุมชน เรียนหลักการพัฒนาชุมชนแบบ  ปิดทองหลังพระ ฟื้นครัวเรือน พัฒนาอาชีพเสริมรายได้ลดรายจ่าย

จังหวัดเชียงใหม่จัดประชุมเชิงปฏิบัติ”การดำเนินงานตามแผนพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามแนวพระราชดำริ” มีปลัดอำเภอ เกษตรอำเภอ พัฒนาการ ผู้นำชุมชน 25 อำเภอ กว่า 150 คนเข้าร่วม คาดหวังนำความรู้ไปจัดทำแผนพัฒนาชุมชนที่เกิดจากความต้องการของคนในพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนให้ตรงจุดต่อไป

นายชูชีพ พงษ์ไชย หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาตามแนวพระราชดำริเพื่อที่จะนำความเจริญผาสุขมาสู่ประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้ความร่วมมือของประชาชน บนพื้นฐานหลักการทรงงานโดยเฉพาะ หลักการ “ระเบิดจากข้างใน” โดยมีภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนนำความต้องการของชุมชนมาเป็นโจทย์การพัฒนาเชิงพื้นที่

“หลังจากการอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ คาดหวังให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม นำความรู้ไปใช้ในการจัดทำแผนงาน โครงการ กิจกรรมของชุมชนเอง ที่มีหลักคิดว่าเกิดจากความต้องการของคนในชุมชนอย่างแท้จริง จากฐานข้อมูลที่เป็นจริง เกิดการจัดทำแผนพัฒนาของหมู่บ้าน แผนพัฒนาอำเภอและจังหวัด และเป็นแผนของชุมชนให้หน่วยงานต่างๆวางแผนการส่งเสริมสนับสนุน โดยกลับไปเริ่มดำเนินการได้ทันที” นายชูชีพ ระบุ

            ด้านนายชาติชาย ณ เชียงใหม่ ที่ปรึกษาสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ในฐานะวิทยากร “การพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามแนวพระราชดำริ” กล่าวว่า หลักสำคัญในการพัฒนาเชิงพื้นที่ คือทุกฝ่ายต้องมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาเป็นอย่างเดียวกัน มีความเชื่อและเข้าใจแนวพระราชดำริ มีทีมงานที่ดีและเก่ง ตลอดจนการมีโครงสร้างและความสัมพันธ์ของหน้าที่ของฝ่ายต่างๆ ที่เหมาะสมชัดเจน รวมถึงมีการบริหารโครงการและกิจกรรมให้เกิดผลสัมฤทธิ์ สามารถปรับเปลี่ยนไปตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงโดย ที่สำคัญคือการมีข้อมูลและความรู้ที่ถูกต้องพร้อมใช้งาน

ขณะที่นายสุทัศน์ บานเย็น นายกเทศมนตรีตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว ผู้เข้าร่วมฝึกอบรม กล่าวถึงหลักการพัฒนาตามแนวปิดทองหลังพระฯ ว่า เป็นแนวการพัฒนาที่มีความยั่งยืน มีการค้นหาปัญหาที่แท้จริงของชุมชน โดยเก็บข้อมูลทุกครัวเรือนเพื่อทำให้รู้ปัญหาที่แท้จริงซึ่งจะสามารถนำมาวางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาได้ถูกต้อง และเมื่อนำแนวการพัฒนาไปปรับใช้ ทำให้เกือบทุกครัวเรือนมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ลดรายจ่ายครัวเรือน  ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าแนวทฤษฏีใหม่เป็นการแก้ไขปัญหาชุมชนและสังคมได้จริง

สำหรับเทศบาลตำบลปิงโค้ง พบว่า ชุมชนประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค โดยทุกครัวเรือนต้องซื้อน้ำดื่มเฉลี่ยรวมเป็นเงินประมาณ 6 แสนบาทต่อเดือน ดังนั้น เทศบาลจึงเดินหน้าทำโครงการประปาหมู่บ้านซึ่งจะเก็บค่าน้ำในราคาที่เป็นธรรมและเมื่อมีรายได้จะเป็นกองทุนสำหรับนำมาพัฒนาสร้างและซ่อมระบบประปา โดยในระระยะต่อไป จะดำเนินการทำฝายเก็บน้ำและโครงการธนาคารอาหารชุมชน ซึ่งจะสนับสนุนให้ทุกครัวเรือนปลูกผักสวนครัว เลี้ยงไก่ รวมถึงการทำแก๊สชีวภาพจากเศษวัสดุในชุมชน ซึ่งโครงการทั้งหมด จะช่วยลดรายจ่ายครัวเรือนของสมาชิกในชุมชน

ซีพีเอฟ อินเดีย ร่วมพัฒนาประมง สู่การผลิตปลาป่นยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/384226

ซีพีเอฟ อินเดีย ร่วมพัฒนาประมง สู่การผลิตปลาป่นยั่งยืน

วันที่ 19 สิงหาคม 2562 – 17:06 น.
ซีพีเอฟอินเดีย

ซีพีเอฟ อินเดีย ร่วมโครงการพัฒนาประมง (IFFO RS IP) สู่การผลิตปลาป่นอย่างยั่งยืน  

บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (อินเดีย) จำกัด พร้อมดำเนินการภายใต้โครงการพัฒนาประมง IFFO RS Improver Program (IFFO RS IP) เพื่อปรับปรุงการจัดหาวัตถุดิบปลาป่นอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์ภายในปี 2562 นับเป็นบริษัทเอกชนรายแรกของอินเดียที่ริเริ่มดำเนินการผลิตและจัดหาปลาป่นตามาตรฐานสากลความรับผิดชอบอย่างยั่งยืน

             น.สพ.สุจินต์ ธรรมศาสตร์ ประธานคณะผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ อินเดีย มีเป้าหมายการเข้าโครงการพัฒนาประมงภายใต้ IFFO RS IP ภายในปี 2562 ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในการเดินหน้าต่อเนื่องสู่การจัดทำแผนบริหารจัดการประมงตามมาตรฐานองค์กรปลาป่นและน้ำมันปลาสากล (IFFO RS Standard) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ดีที่สุดในปัจจุบัน  สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต

“บริษัทฯ มีแนวทางในการดำเนินธุรกิจสัตว์น้ำชัดเจนทั้งในประเทศไทยและธุรกิจในต่างประเทศ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างยั่งยืน ด้วยการสนับสนุนการประมงให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลอย่างเหมาะสม และถูกต้องตามกฎหมาย” น.สพ.สุจินต์ ย้ำ

นายพิชัยยุทธ์ เตชะพงษ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านควบคุมและประกันคุณภาพ ซีพีเอฟ (อินเดีย) ไพรเวท จำกัด กล่าวว่า การเข้าสู่โครงการ IFFO RS IP นับเป็นการเริ่มต้นในการบริหารจัดการ ปรับปรุง และทบทวนระบบการจัดซื้อ-จัดหาวัตถุดิบปลาป่นที่มาจากผลพลอยได้จากโรงงานแปรรูป (by-product) ถูกต้องตามกฎหมายและมาตรฐานสากล ในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อการรักษาสมดุลธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการจับปลาด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมในเอเซียซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีปลาหลายพันธุ์ เพื่อให้มั่นใจว่าวัตถุดิบปลาป่นไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของปลาบางชนิด

“การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ IFFO RS IP เป็นจุดเริ่มต้นของ ซีพีเอฟ อินเดีย ในการพัฒนาการจัดซื้อ-จัดหา ไปสู่การรับรองมาตรฐาน IFFO RS ในอนาคต  เพื่อยืนยันวัตถุดิบปลาป่นมาจากการทำประมงที่ถูกกฎหมาย มีการรายงาน และมีการควบคุมที่ดี (Non-IUU) ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานที่กฎหมายรองรับ” นายพิชัยยุทธ์ กล่าว

นอกจากนี้ ซีพีเอฟ อินเดีย ยังให้การสนับสนุนรัฐบาลและอุตสาหกรรมน้ำมันปลาและปลาซาดีนของประเทศอินเดีย ผ่าน Omega Fishmeal and Oil Private Limited ในการจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาการประมงเพื่อความยั่งยืนของอินเดีย (Fishery Improvement Project Action Plan) เพื่อนำเสนอต่อ IFFO ในการเดินหน้าโครงการ

ปัจจุบัน ปลาป่นที่จัดหาในประเทศไทยได้รับการรับรองมาตรฐาน IFFO RS แล้ว 100% ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้ธุรกิจสัตว์น้ำของบริษัทในประเทศเวียดนามเข้าสู่โครงการ IFFO RS IP และมีเป้าหมายปลาป่นที่ใช้ในเวียดนาม 100 % จะผ่านการรับรองมาตรฐาน IFFO RS ภายในปี 2565 และยังมีแผนขยายการดำเนินงานไปยังประเทศฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย

ยกโครงการอ่างเก็บน้ำดอยงู ต้นแบบการมีส่วนร่วมของเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/384225

ยกโครงการอ่างเก็บน้ำดอยงู ต้นแบบการมีส่วนร่วมของเกษตรกร

วันที่ 19 สิงหาคม 2562 – 16:59 น.
อ่างเก็บน้ำดอนงู

ยกโครงการอ่างเก็บน้ำดอยงู ต้นแบบการมีส่วนร่วมของเกษตรกร

สำนักงานชลประทานที่ 2 อาศัยความสำเร็จโครงการอ่างเก็บน้ำดอยงู จ.เชียงราย เป็นแม่แบบขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในพื้นที่ส่งน้ำและบำรุงรักษา 4 จังหวัด ทั้งเชียงราย พะเยา น่าน และลำปาง

         สำนักงานชลประทานที่ 2 อาศัยความสำเร็จโครงการอ่างเก็บน้ำดอยงู จ.เชียงราย เป็นแม่แบบขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในพื้นที่ส่งน้ำและบำรุงรักษา 4 จังหวัด ทั้งเชียงราย พะเยา น่าน และลำปาง
กรมชลประทานกำหนดให้การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของกรม เพราะตระหนักดีว่าความสำเร็จของการชลประทานไม่อาจเกิดขึ้นได้ยั่งยืนหากประชาชนไม่มีส่วนร่วม ตั้งแต่การพัฒนาแหล่งน้ำในเบื้องต้น การบริหารจัดการน้ำในเบื้องกลาง และการบำรุงรักษาอาคารชลประทานในเบื้องปลาย
บริบทในอดีตที่เป็นคำสั่งปฏิบัติจากบนลงสู่ล่าง (Top Down) อย่างเดียวแบบเดิมๆ ไม่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันแล้วที่ต้องมีมาจากข้างล่างขึ้นสู่ข้างบน (Bottom Up) หรือการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วย
เหนืออื่นใด กำลังของกรม ไม่ว่า ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ถดถอยลงเรื่อยๆ เทียบกับพื้นที่ที่ต้องดูแล ยกตัวอย่าง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแห่งหนึ่งมีพื้นที่ส่งน้ำชลประทานนับแสนไร่ แต่มีอัตรากำลังเพียง 5-10 คน ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะดูแลพื้นที่และเกษตรกรได้ครบถ้วน
“เดิมที เจ้าหน้าที่กรมชลประทานทำเองทุกอย่าง ตั้งแต่วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำ วางแผนการใช้น้ำสำหรับพืชแต่ละอย่าง กระทั่งเปิดปิดบานประตูน้ำ และ ฯลฯ เป็นการคิดแทนเกษตรกร คิดเองทำเองไม่ตรงกับความต้องการของเกษตรกร” นายสมจิต อำนาจศาล ผู้อำนวยการส่วนบริหารจัดการน้ำและบำรุงรักษา สำนักงานชลประทานที่ 2 เล่าความเป็นมา


แม้กรมชลประทานหาทางออกด้วยการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำประเภทต่างๆ ขี้นมา เพื่อให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำและซ่อมบำรุงรักษา ซึ่งได้ผลดีขึ้นระดับหนึ่ง แต่ความเข้มแข็งของกลุ่มผู้ใช้น้ำโดยรวมถือว่ายังไม่ดีนัก ยังคงมีการแย่งชิงน้ำ ใช้น้ำมากเกินความจำเป็น ไม่สนใจปัญหาของพื้นที่ปลายน้ำที่น้ำไปไม่ถึง และ ฯลฯ
แต่สำนักงานชลประทานที่ 2 ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบครอบคลุม 4 จังหวัด ประกอบด้วย จ.เชียงราย พะเยา น่าน และลำปาง ยังไม่ยอมแพ้ อาศัยกระบวนการการมีส่วนร่วมจากกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน ช่วยขับเคลื่อนอีกแรงหนึ่ง
“เราใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรเข้าไปตามโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา ซึ่งเริ่มได้ผลตามลำดับ โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำดอยงู อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ซึ่งได้รับรางวัลการมีส่วนร่วมระดับประเทศ และเกษตรกรต่างมีความภูมิใจในตัวเอง” นายสมจิตกล่าว  “เขาเข้มแข็งถึงขั้นบริหารจัดการน้ำด้วยตัวเอง หาความต้องการน้ำ จัดสรรน้ำ ติดตามผล รวมถึงการซ่อมบำรุงอาคารชลประทาน ถ้าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เขาจัดการซ่อมแซมเองเลย ไม่รองบประมาณจากกรมชลประทาน ซึ่งจะล่าช้าไม่ทันการ”
นายสมจิตกล่าวว่า  สำนักงานชลประทานที่ 2 จึงอาศัยความสำเร็จการมีส่วนร่วมของเกษตรกรของอ่างเก็บน้ำดอยงูเป็นแม่แบบในการขยายผลไปยังโครงการอื่นๆ อาทิ  อ่างเก็บน้ำน้ำแหง จ.น่าน อ่างเก็บน้ำแม่ต๋ำและอ่างเก็บน้ำแม่ปืม จ.พะเยา และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางใน จ.ลำปาง
“อย่างโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาฝายแม่ลาวที่รับน้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่สรวย เริ่มต้นที่ฝายแม่ลาวก่อน ตอนนี้ขยายไปฝายวรการบัญชา ฝายถ้ำวอก และฝายชัยสมบัติ ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้นกว่าเดิมนับแสนๆ ไร่”
อย่างไรก็ตาม การต่อยอดโครงการดอยงูนั้น มุ่งเน้นกลุ่มผู้ใช้น้ำมีความเข้มแข็งระดับหนึ่งเป็นกลุ่มแรก ซึ่งมีโอกาสพัฒนาต่อยอดและประสบความสำเร็จได้
“พอสำเร็จก็จะเป็นตัวอย่างให้กลุ่มอื่นค่อยๆ พัฒนาตัวเองให้เข้มแข็งตาม เพราะการมีส่วนร่วมของเกษตรกรเป็นการระเบิดจากภายใน โดยกรมชลประทานเป็นเพียงพี่เลี้ยงในจุดเริ่มต้นเท่านั้น
โครงการอ่างเก็บน้ำดอยงู อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย เป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับส่งน้ำให้ฝายท้ายน้ำ 4 แห่ง ซึ่งประสบปัญหาน้ำไม่พอ เกิดการแย่งชิงทะเลาะกันเรื่อยมา กองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและโครงการชลประทานเชียงรายร่วมกันขับเคลื่อน โดยการจัดทำประวัติศาสตร์ชุมชน การจัดทำแผนที่ทำมือ ทั้งผ่านเวทีประชุมและการลงภาคสนามร่วมแก้ปัญหาเรื่องน้ำจนเป็นผลสำเร็จ สามารถจัดสรรน้ำให้ทุกพื้นที่โครงการได้ทั่วถึง ลดความขัดแย้งในพื้นที่ กลับกันทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งในตัว