ดันพะเยาศูนย์กลางแปรรูปยางพาราภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/384039

ดันพะเยาศูนย์กลางแปรรูปยางพาราภาคเหนือ

วันที่ 17 สิงหาคม 2562 – 18:54 น.
ยางพารา

ดันพะเยาศูนย์กลางแปรรูปยางพาราภาคเหนือ

อัครา พรหมเผ่า น้องชายรมช.เกษตรฯ ดันจังหวัดพะเยาศูนย์กลางแปรรูปยางพารา ลุยเจรจาบริษัทเอกชนหารือแนวทางรับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรเพื่อนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า เตรียมผุดโครงการ “หมอนยางพาราประชารัฐ”

วันที่ 17 สิงหาคม 2562 นายอัครา พรหมเผ่า ประธานกรรมการกลุ่มฮักบ้านเกิดพะเยา ในฐานะทีมคณะทำงานของ ร.อ.ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ได้เดินทางตรวจเยี่ยมบริษัท ไทยรับเบอร์ จำกัด อำเภอแม่จัน จังหวัดชียงราย พร้อมประชุมหารือความร่วมมือในการรับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกรเพื่อนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรชาวสวนยางพาราในภาคเหนือ


ปัจจุบันในพื้นที่ภาคเหนือมีเกษตรกรหันมาปลูกยางพาราจำนวนมาก โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงรายและพะเยา แต่สถานการณ์ด้านราคาน้ำยางในปัจจุบันยังไม่ดีเท่าที่ควร จึงมีแนวคิดที่จะช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราในพื้นที่ภาคเหนือ โดยการประสานกับบริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกิจแปรรูปยางพาราเพื่อการส่งออก มาร่วมมือกันรับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรเพื่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางพาราชนิดต่าง ๆ

พร้อมทั้งจะผลักดันให้จังหวัดพะเยาเป็นศูนย์กลางในการแปรรูปยางพาราในพื้นที่ภาคเหนือ โดยจะกำหนดมาตรการในการบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ส่งเสริมการผลิต แปรรูป จนถึงการตลาด เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง และจะเดินหน้าโครงการ”หมอนยางพาราประชารัฐ” ภายในปี 2562 เพื่อผลิตหมอนยางพาราคุณภาพป้อนตลาดทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากจังหวัดพะเยา มีเขตติดต่อจังหวัดเชียงรายที่มีเขตชายแดนติดกับสปป.ลาว ซึ่งเป็นเส้นทางที่สามารถส่งสินค้าผลิตภัณฑ์ยางพาราไปสู่ประเทศจีนได้สะดวก และมีความมั่นใจว่าหากมีการบริหารจัดการยางพาราอย่างเป็นระบบ

โดยนำยางพารามาแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ มีความหลากหลาย และผลิตให้ได้มาตรฐาน ก็จะสามารถผลักดันผลิตภัณฑ์ยางพาราแปรรูปให้เป็นสินค้าส่งออกไปประเทศต่าง ๆ ได้ และจะช่วยยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางพาราให้มั่นคงยิ่งขึ้นในอนาคตต่อไป

สทนช. ปฏิวัติบริหารจัดการน้ำนำร่องพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/383808

สทนช. ปฏิวัติบริหารจัดการน้ำนำร่องพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง

วันที่ 16 สิงหาคม 2562 – 08:05 น.
สทนช

สทนช. ปฏิวัติแนวคิดการบริหารจัดการน้ำนำร่องพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง

สทนช. ปฏิวัติแนวคิดการบริหารจัดการน้ำนำร่องโครงการศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) พื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรังสทนช. บูรณาการทุกภาคส่วน เร่งศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) พื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง มั่นใจจะได้ยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำภายในก.พ.63 หวังใช้เป็นต้นแบบบริหารทรัพยากรน้ำในทุกลุ่มน้ำให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน
ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์(ขวา) เลขาธิการสทนช.

วันที่ 15 สิงหาคม 2562 นายปรีชา สุขกล่ำ ที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่บริเวณแม่น้ำสะแกกรัง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ ศึกษาวิถีชีวิตของชาวริมฝั่งแม่น้ำสะแกกรัง พร้อมร่วมพูดคุยรับฟังสภาพปัญหา และการปรับตัวในการดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับลักษณะกายภาพของพื้นที่
นายปรีชา สุขกล่ำ ที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สทนช. กล่าวว่า ลุ่มน้ำสะแกกรัง มีพื้นที่ 4,911.48 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือ อุทัยธานี นครสวรรค์ และกำแพงเพชร เป็นลุ่มน้ำที่มีความโดดเด่นแห่งวิถีชีวิต วัฒนธรรม ธรรมชาติ และเกษตรกรรม แต่มักประสบปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ง และคุณภาพน้ำ อยู่เป็นประจำ โดยพื้นที่ของลุ่มน้ำแต่ละส่วนมีปัญหาที่แตกต่างกัน ตามลักษณะทางกายภาพของลุ่มน้ำและวิถีชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่

นายปรีชา สุขกล่ำ

ซึ่งลักษณะทางกายภาพของลุ่มน้ำสะแกกรังสามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ลุ่มน้ำตอนบน มีลักษณะเป็นพื้นที่สูงชัน มีสภาพป่าไม้อุดมสมบูรณ์ พื้นที่ลุ่มน้ำตอนกลาง มีลักษณะเป็นรูปคลื่น เนื้อดินร่วนปนทรายไม่อุ้มน้ำ ทำให้พื้นดินมีความแห้งแล้ง เกิดการกัดเซาะพังทลายสูง และเกิดตะกอนทับถมจนตื้นเขินไม่สามารถระบายน้ำได้ ตลอดจนแหล่งเก็บกักน้ำและระบบกระจายน้ำมีไม่เพียงพอ จึงมักประสบปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งอยู่เสมอ และพื้นที่ลุ่มน้ำตอนล่าง มีลักษณะเป็นที่ราบลุ่ม เป็นจุดรวมของลำน้ำสาขาต่างๆ อีกทั้งมีสิ่งกีดขวางทางน้ำ เกิดตะกอนในลำน้ำทำให้ตื้นเขิน รวมทั้งได้รับอิทธิพลจากระดับน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยา จึงมักเกิดปัญหาอุทกภัยเป็นประจำ นอกจากนี้ ยังเกิดปัญหาน้ำเน่าเสียจากการขยายตัวของชุมชนเมือง การใช้สารเคมีในพื้นที่การเกษตร การขาดแหล่งเก็บกักน้ำในพื้นที่ด้านบนที่จะช่วยระบายน้ำมาเจือจางและผลักดันน้ำเสียในช่วงฤดูแล้ง
ดังนั้น การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำสะแกกรัง จะต้องพิจารณาองค์รวมเพื่อให้เกิดความสอดคล้องร่วมกันระหว่างพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยในอดีตที่ผ่านมา การวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำของพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง จะพิจารณาจากมุมมองของภาครัฐเป็นรายโครงการหรือเฉพาะด้าน ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และขาดการพิจารณาผลกระทบต่อเนื่องที่มีต่อภาคส่วนอื่น ๆ จนส่งผลให้เกิดความไม่เข้าใจกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชนในพื้นที่ สทนช. ในฐานะองค์กรหลักด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ได้บูรณาการแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยจัดให้มีการศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์พื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง เพื่อประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อม และแนวทางพัฒนาและบริหารจัดการน้ำที่สามารถนำไปสู่ความสมดุลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงเปรียบเทียบทางเลือกในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ ซึ่งสอดคล้องตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ที่อยู่ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ
“สทนช. คาดว่าจะสามารถจัดทำโครงการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์พื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งผลลัพธ์ของการศึกษาจะประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ ได้แก่ ยุทธศาสตร์การพัฒนาลุ่มน้ำสะแกกรังที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจสังคมและข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ลุ่มน้ำ และแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการในพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง โดย สทนช.จะนำผลการศึกษาที่แล้วเสร็จ เสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณา และใช้ประกอบการจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรังต่อไป โดยหวังให้เป็นต้นแบบต่อยอดขยายผลไปใช้เป็นทิศทางในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในทุกพื้นที่ลุ่มน้ำ เพื่อแก้ไขวิกฤติการณ์น้ำของประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน” ที่ปรึกษาด้านบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สทนช. กล่าว

“บิ๊กป้อม” นั่งหัวโต๊ะประชุมติดตามแก้แล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/383633

   “บิ๊กป้อม” นั่งหัวโต๊ะประชุมติดตามแก้แล้ง

วันที่ 14 สิงหาคม 2562 – 17:14 น.
สทนช

   “บิ๊กป้อม” นั่งหัวโต๊ะประชุมติดตามแก้แล้ง

“บิ๊กป้อม” นั่งหัวโต๊ะประชุมติดตามแก้แล้ง กำชับทุกหน่วยงานเร่งมือช่วยเหลือ ปชช.
เคาะงบบูรณาการน้ำ ปี 63 ราว 1.8 แสนล้าน

วันที่ 14 สิงหาคม 2562  พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และพิจารณาการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปี 2563 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล  รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า รัฐบาลมีความห่วงใยในปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น และเมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2562 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้เร่งดำเนินการมาตรการแก้ไขปัญหาภัยแล้งแบ่งเป็น 3 ระยะ โดยในส่วนของมาตรการเร่งด่วน ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินการให้สามารรถช่วยเหลือประชาชนให้ทันท่วงที พร้อมมอบ สทนช. ติดตามผลการดำเนินการรายงาน ครม. ต่อไป ในส่วนของการพิจารณางบประมาณภายใต้แผนงานบูรณาการด้านทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ 256๓  ได้กำชับให้การพิจารณาแผนงานสอดคล้องกับแผนแม่บทน้ำและนโยบายของรัฐบาล ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กำหนด จัดลำดับความสำคัญ ทั้งนี้ เพื่อลดความซ้ำซ้อนของแผนงานโครงการ จึงมอบให้สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย และ สทนช.พิจารณาความซ้ำซ้อนร่วมกับงบบูรณาการอื่นๆ งบตามภารกิจของหน่วยงาน และงบท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องด้วย

ด้านนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์น้ำในภาพรวมของประเทศไทยในปัจจุบัน ปริมาณฝนที่ตกตั้งแต่ 1 พ.ค. – 11 ส.ค.2562 มีปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเกือบทุกภาค  ยกเว้นภาคใต้ฝั่งตะวันออก ที่มากกว่าค่าเฉลี่ย 1% และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ที่มากกว่าค่าเฉลี่ย 3% สำหรับการคาดการณ์ฝนในระยะ 3 เดือนต่อจากนี้ เดือนสิงหาคม ปริมาณฝนใกล้เคียงค่าปกติ ยกเว้นภาคกลางและภาคตะวันออก เดือนกันยายน ปริมาณฝนใกล้เคียงค่าปกติ ยกเว้นภาคใต้ ส่วนเดือนตุลาคม ปริมาณฝนในทุกภาค ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ประมาณ 10% ในส่วนของการเคลื่อนตัวของพายุโซนร้อนวิภาในช่วงเวลาที่ผ่านมาส่งผลให้ภาคเหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก มีฝนเพิ่มมากขึ้น ทำให้เขื่อนใหญ่มีน้ำเพิ่ม 1,560 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำปัจจุบัน มีน้ำผิวดินทั้งประเทศ 40,062 ล้าน ลบ.ม. (49%) โดยภาคเหนือ กลาง อีสาน และตะวันออก มีน้ำน้อยกว่า 50% โดยแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำใช้การน้อยกว่า 30% ถึง 26 แห่ง ด้านสถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนหลัก ลุ่มเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำใช้การ 1,457 ล้าน ลบ.ม. ระบายวันละ 21 ล้าน ลบ.ม. หากไม่มีน้ำมาเติม จะระบายได้อีก 54 วัน

สำหรับความก้าวหน้ามาตรการเร่งด่วนที่ได้ติดตามการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย  1.ปฏิบัติการฝนหลวง เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. ถึง 11 ส.ค. 2562 จำนวน 4,214 เที่ยวบิน และมีจังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 58 จังหวัด 2.การสำรวจพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำและการสนับสนุนเครื่องจักรเครื่องมือช่วยเหลือประชาชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทานสนับสนุนเครื่องสูบน้ำสำหรับพื้นที่นาปี-พืชไร่ จำนวน 214 เครื่อง และสำหรับการอุปโภค-บริโภค 71 เครื่อง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำได้ทำการสูบน้ำ 40,154,373 ลบ.ม.  แจกจ่ายน้ำ 9,660,471 ลิตรให้กับครัวเรือน 384,346 ครัวเรือน และกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้แจกจ่ายน้ำ 8,091,370 ลิตร เป็นต้น 3. การพิจารณาปรับแผนการระบายน้ำจากแหล่งน้ำต่าง ๆ โดยเฉพาะที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุ สทนช. ได้ประชุมผู้เกี่ยวข้องวางแผนการระบายน้ำเป็นรายอ่างเก็บน้ำ ทั้งอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค. – 31 ต.ค. 2562 ในลักษณะเช่นเดียวกับการปรับลดการระบายน้ำ 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยมีเงื่อนไขคาดการณ์ปริมาณน้ำเข้าอ่างเก็บน้ำใช้ปีฝนแล้ง และน้ำในเขื่อนปลายฤดูฝนจะต้องไม่น้อยกว่าระดับน้ำต่ำสุด สำหรับมาตรการที่ 4 และ 5  การปรับลดการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและแผนการใช้น้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองเพื่อการประปานครหลวง สทนช. ร่วมกับ กฟผ. กรมชลประทาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน และการประปานครหลวง ประชุมหารือวางแผนการปรับลดการระบายน้ำจากสี่เขื่อนหลักในลุ่มเจ้าพระยาแบบขั้นบันไดเพื่อสำรองปริมาณน้ำไว้ต้นฤดูแล้ง 62/63 จำนวน 348 ล้าน ลบ.ม. และวางแผนการใช้น้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองเพื่อการประปานครหลวง จำนวน 15 ล้าน ลบ.ม.

                  ในส่วนของมาตรการที่จะต้องเร่งรัดหน่วยงานดำเนินการ ประกอบด้วย การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ และแนวทางการแก้ไขให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและประชาชนในพื้นที่รับทราบในภาพรวมโดยมีกระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพ  และการเร่งรัดผลการดำเนินงานจากหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2562 จำนวน 144 โครงการ เป็นงานในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน จำนวน 44 โครงการ มีผลการดำเนินการ 31% กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จำนวน 26 โครงการ ผลการดำเนินการ 73% การประปาส่วนภูมิภาค 2 โครงการ มีผลการดำเนินการ 48% กรมพัฒนาที่ดิน 1 โครงการ มีผลการดำเนินการ 11% และมีหน่วยงานที่อยู่ระหว่างรอการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงบประมาณ อีก 2 หน่วยงาน ได้แก่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 28 โครงการ และโครงการที่อยู่ในความร่วมมือระหว่างกองทัพบกและมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ อีก 43 โครงการ

นอกจากนี้ ที่ประชุมวันนี้ยังได้ติดตามสถานการณ์น้ำที่อ่างเก็บน้ำมรสวบ อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์    ซึ่งก่อสร้างโดยสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) เมื่อปี พ.ศ. 2539 ความจุเก็บกักน้ำ 1.6 ล้าน ลบ.ม. ที่เกิดการซึมของน้ำผ่านใต้ฐานรากอ่างเก็บน้ำ (เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2562 เวลาประมาณ 04.00 น.) สถานการณ์ปัจจุบัน กรมทรัพยากรน้ำได้เร่งระบายน้ำผ่านทางอาคารระบายน้ำและทางระบายน้ำล้น เพื่อลดระดับน้ำในอ่าง และจากการประเมินสถานการณ์ ปริมาณน้ำที่ระบายไม่ส่งผลกระทบน้ำเอ่อล้นลำน้ำเข้าท่วมชุมชนและพื้นที่การเกษตรบริเวณท้ายอ่าง ทั้งนี้  พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และได้มอบหมายให้ สทนช. เร่งประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กให้ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงที่อยู่ในความรับผิดชอบตั้งแต่ในขั้นตอนของการออกแบบ การใช้ประโยชน์และการบำรุงรักษาให้อยู่สภาพพร้อมใช้งาน

สำหรับความคืบหน้าสถานการณ์ภัยแล้งที่ จ.สุรินทร์-บุรีรัมย์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและคณะจะลงพื้นที่ไปติดตามสถานการณ์ในต้นสัปดาห์หน้านั้น สถานการณ์ล่าสุด ที่จ.สุรินทร์ พบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค การเกษตร และกระทบต่อการให้บริการของโรงพยาบาล เนื่องจากปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการผลิตประปา แหล่งน้ำสำคัญ โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง มีน้ำน้อยเนื่องจากฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้การผลิตน้ำประปา ของการประปาส่วนภูมิภาคสาขาสุรินทร์ ไม่เพียงพอ โดยแนวทางแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการ (Operation Room) ภัยแล้งจังหวัดสุรินทร์ ปี 2562 เพื่อกำกับการช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์ภัยแล้งจะคลี่คลาย และปฏิบัติการฝนหลวงดำเนินการตั้งแต่เดือนเม.ย.62 จนถึงปัจจุบัน  นอกจากนั้นยังประสานหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาขุดเจาะน้ำบาดาลในโรงพยาบาลจังหวัดสุรินทร์ จำนวน 8 บ่อแล้วเสร็จ ได้ปริมาณน้ำ 800,000 ลิตร รวมถึงใช้รถบรรทุกน้ำจากการประปาส่วนภูมิภาค สาขาสุรินทร์และส่วนราชการต่างๆ ส่งน้ำให้โรงพยาบาลเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น  ในส่วนของ จ.บุรีรัมย์ ปัจจุบันพบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค เนื่องจากสถานการณ์น้ำในอ่างฯ ขนาดใหญ่และกลาง มีปริมาณน้ำน้อย โดยเฉพาะอ่างฯ ห้วยจระเข้มาก และอ่างฯ ห้วยตลาด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาของ กปภ.สาขาบุรีรัมย์ จำเป็นต้องหาน้ำมาเพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอต่อการผลิตประปา แนวทางแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน โดยจัดทำฝนหลวงตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค.62 – ปัจจุบัน ปรับลดแรงดันน้ำประปาในช่วงกลางคืน ขุดชักเปิดทางน้ำภายในอ่างเก็บน้ำห้วยตลาดเพื่อให้ไหลเข้าบริเวณโรงสูบของการประปาโดยตรง และจัดหาแหล่งน้ำสำรองโดยผันน้ำจากเหมืองหินเอกชนมาเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ รวมทั้งมอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จัดทำแผนเร่งด่วนเจาะบ่อน้ำบาดาล บริเวณรอบอ่างฯ

ในส่วนของในส่วนของการพิจารณาการปรับปรุงแผนงบประมาณรายจ่าย แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปี 2563 ซึ่งเป็นการทบทวนแผนที่คณะกรรมการฯ ชุดเดิมได้เคยเห็นชอบไว้แล้ว ที่ประชุมวันนี้ ได้ยืนยันหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ โดยหน่วยรับงบประมาณต้องส่งคำของบประมาณผ่านรัฐมนตรีเจ้าสังกัด เพื่อให้คณะกรรมการฯ พิจารณากลั่นกรองและเสนอประธานให้ความเห็นชอบ ก่อนส่งสำนักงบประมาณพิจารณา นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบคำสั่งปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ คณะกรรมการพิจารณาการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดยมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และในวันนี้ สทนช. ได้รวบรวมแผนงบประมาณด้านน้ำที่หน่วยงานปรับปรุงคำขอเพิ่มเติมจากที่อนุมัติไว้เดิม เพื่อเสนอคณะกรรมการฯ พิจารณา จำนวน 17,283 รายการ คิดเป็นวงเงินประมาณ 180,000 ล้านบาท โดยหลังจากนี้ สทนช. จะได้นำแผนงานที่ผ่านมติที่ประชุมไปจัดลำดับความสำคัญตามหลักเกณฑ์และข้อสังเกตในที่ประชุม จากนั้นจะนำเสนอสำนักงบประมาณเพื่อพิจารณาและเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ให้ความเห็นชอบต่อไป

‘พิเชษฐ์’ฟุ้ง! ‘ไทยนิยมยั่งยืน-การตลาดนำการผลิต’เห็นผล ดันเกษตรกรรายได้พุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424755

'พิเชษฐ์'ฟุ้ง! 'ไทยนิยมยั่งยืน-การตลาดนำการผลิต'เห็นผล ดันเกษตรกรรายได้พุ่ง

‘พิเชษฐ์’ฟุ้ง! ‘ไทยนิยมยั่งยืน-การตลาดนำการผลิต’เห็นผล ดันเกษตรกรรายได้พุ่ง

วันอาทิตย์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 13.41 น.

“พิเชษฐ์”ฟุ้ง! “ไทยนิยมยั่งยืน-การตลาดนำการผลิต”เห็นผล เกษตรกรรายได้พุ่ง โชว์ผลงานเด่นสหกรณ์บุรีรัมย์ผลิตข้าวขึ้นเครื่องการบินไทย

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2562 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงสีข้าวกลุ่มเกษตรกรทำนาประเคียบ ต.ปะเคียบ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ว่า จากที่รัฐบาลมีนโยบายไทยนิยม ยั่งยืน เพื่อปฏิรูปภาคเกษตรฐานรากให้เข้มแข็ง รวมทั้ง นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ทุกหน่วยงานดำเนินนโยบายการตลาดนำการผลิต เพื่อแก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด เกษตรกรไม่มีที่ขาย ราคาตกต่ำ โดยกรมเร่งส่งเสริมเกษตรกร ร่วมกลุ่มกันขยายผลเกษตรครบวงจรใช้กลไกสหกรณ์ทั้งระบบ จะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ และภาครัฐ ภาคเอกชน เข้ามาช่วยเรื่องปัจจัยการผลิต เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งได้เห็นผลเป็นรูปธรรมแล้วหลายพื้นที่ ทำให้เกษตรกรอยู่ในอาชีพได้อย่างมั่นคงและมีรายได้ดีขึ้น อาทิ โรงสีข้าวกลุ่มเกษตรกรทำนาปะเคียบได้รับเงินอุดหนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 จำนวน 16,272,000 บาท กลุ่มเกษตรกรสมทบ จำนวน 1,808,000 บาท เพื่อจัดหาอุปกรณ์ในการดำเนินงาน เช่น โรงสีข้าว ขนาด 24 ตัน/วัน พร้อมอุปกรณ์และโรงเรือน จำนวน 1 แห่ง, เครื่องยิงสี ขนาด 130 ช่อง จำนวน 1 เครื่อง, เครื่องซีลสูญญากาศ ขนาด 1 แรงม้า จำนวน 1 เครื่อง, เครื่องชั่งและบรรจุ กึ่งอัตโนมัติ ขนาด 15 – 50 กิโลกรัม จำนวน 1 เครื่อง ซึ่งกลุ่มเกษตรกรได้กำหนดแผนการดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือก จำนวน 2,000 ตัน เพื่อแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่าย

“ขณะนี้ทางบริษัทการบินไทย จำกัด ได้สั่งซื้อข้าวสารของกลุ่มเกษตรกรทำนาปะเคียบแล้วจำนวนกว่า 100 ตัน กลุ่มเกษตรกรทำนาปะเคียบ ปัจจุบันมีสมาชิก 405 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลักทำนา โดยดำเนินธุรกิจสินเชื่อ, ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย เช่น ปุ๋ย, ธุรกิจรวบรวมผลผลิต รวบรวมข้าวเปลือกเพื่อการแปรรูป, ธุรกิจแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรและผลิตสินค้า ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยกลุ่มสหกรณ์ได้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายข้าวเปลือกกับสหกรณ์การเกษตรที่รวบรวมข้าวเปลือกในพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด สหกรณ์การเกษตรพุทไธสง จำกัด สหกรณ์การเกษตรนาโพธิ์ จำกัด กลุ่มนาแปลงใหญ่ในพื้นที่ใกล้เคียง และการเชื่อมโยงเครือข่ายข้าวสารกับกลุ่มเลี้ยงโคเนื้อวากิลบุรีรัมย์, สหกรณ์การเกษตรนาโพธิ์ จำกัด” นายพิเชษฐ์ กล่าว

ทั้งนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ให้คำแนะนำให้มีการวางแผนการผลิตทั้งปีอย่างเป็นระบบ การหาตลาดรองรับผลผลิต การเชื่อมโยงเครือข่ายกับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ และการปรับปรุงพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เป็นที่น่าสนใจ เพื่อยกระดับสินค้าของกลุ่มเกษตรกรเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าอีกด้วย

เฮได้แค่เดือนเดียว’ราคายางตกวูบ’ หวังรัฐบาลปรับอย่างที่เคยหาเสียงไว้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424744

เฮได้แค่เดือนเดียว'ราคายางตกวูบ' หวังรัฐบาลปรับอย่างที่เคยหาเสียงไว้

เฮได้แค่เดือนเดียว’ราคายางตกวูบ’ หวังรัฐบาลปรับอย่างที่เคยหาเสียงไว้

วันอาทิตย์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 12.14 น.

ชาวสวนยางได้เฮแค่เดือนเดียวเมื่อราคายางขึ้นเกือบ 60 บาท หวังได้ 65 บาทที่รัฐบาลหาเสียงไว้ แต่ต้องมาน้ำตาตกอีกครั้ง เมื่อราคาน้ำยางลดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเหลือ 42 บาท ชึ่งมีวี่แววว่าราคาคงลดต่ำมากกว่านี้

7 กรกฎาคม 2562 ที่จุดชื้อน้ำยางบ้านคลองชะมวง ม.8 ต.พรุดินนา อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ได้มีชาวสวนยางมาขายน้ำยางสดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เช้า ชึ่งระหว่างรอพ่อค้าทำเบอร์เซ็นน้ำยาง ชาวสวนก็จะมานั่งสนทนาเรื่องราคาน้ำยางว่าทำไมราคาถึงลดอย่างต่อเนื่อง ชึ่งเมื่อช่วงเปิดกรีดเดือนพฤษาคมช่วงนั้นราคาอยู่ที่ 46 บาท และราคาได้ขยับขึ้นจนถึง 52 บาท ชาวสวนเริ่มมีความหวังที่จะได้ 65 บาทที่รัฐบาลหาเสียงไว้แต่ต้องมากุมขมับเมื่อราคาน้ำยางลดอย่างต่อเนื่องถึง 42 บาท ชึ่งมีวี่แววจะลดต่อไปอีก

 

 

นางน้ำฝน ทับไทร อายุ 32 ปี ชาวสวนยาง ม.8 ต.พรุดินนา อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ได้บอกว่าตนเอง ได้กรีดยางของเถ้าแก่กับสามี ได้กรีดยางและเก็บน้ำยางตั้งแต่เวลา 01.00 น. – 08.00 น. ได้มาขายน้ำยางทุกวันช่วงน้ำยางกิโลละ 52 บาท จะขายน้ำยางสดได้วันละ 1,200 บาท แบ่งกับเถ้าแก่จะได้ 600 บาท ไปทำงานสองคนจะได้ค่าคนละ 300 บาท ชึ่งราคานี้ถามว่าอยู่ได้หรือไม่ นางน้ำฝน บอกว่าก็พออยู่ได้แต่ถ้าได้กิโลละ 65 บาทที่รัฐบาลหาเสียงไว้คงดีไม่น้อย แต่ความหวังนั้นมันริบรี่เมื่อราคาน้ำยางสดได้ลดลงทุกวัน ชึ่งขณะนี้เหลือแค่ 42 บาท รายได้ลดเหลือ 400 บาท ชึ่งตนทำงานสองคนเฉลี่ยได้ค่าแรงแค่ 200 บาทเท่านั้น ตนเองจึงขอฝากไปยังรัฐบาลที่หาเสียงไว้ 65 บาท เพื่อชาวสวนยางจะได้มีเงินไปปลดหนี้ ธกส.ไว้อยู่หลายแสน

จี้รัฐแก้ด่วน!หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาด ชี้คุมไม่อยู่จะเป็นศัตรูพืชประจำถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424479

จี้รัฐแก้ด่วน!หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาด ชี้คุมไม่อยู่จะเป็นศัตรูพืชประจำถิ่น

จี้รัฐแก้ด่วน!หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาด ชี้คุมไม่อยู่จะเป็นศัตรูพืชประจำถิ่น

วันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 17.53 น.

“เกษตรกร ร้องรัฐบาลแก้ด่วน หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด บุกทำลายไร่ข้าวโพดกว่า 40 จังหวัด หากควบคุมไม่อยู่ จะกลายเป็นศัตรูพืชประจำถิ่น หายนะจะเกิดทุกวงการไม่ว่าข้าว พืชสวน พืชไร่”

5 กรกฎาคม 2562 นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานคณะกรรมการด้านพืชไร่ สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการพืชไร่ ครั้งที่ 2/2562 มีเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาเพราะเกษตรกรร้องทุกข์เข้ามาเยอะมากจากการสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักในการระบาด หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ในประเทศไทยสำรวจพบพื้นที่ที่มีการปลูกข้าวโพดระบาดเกินกว่า 60% พื้นที่ 40 กว่าจังหวัดแล้ว อาทิ นครราชสีมา กาญจนบุรี พิษณุโลก เชียงใหม่ พิจิตร น่าน ลำพูน ฯลฯ ความเสียหายจำนวนไร่ มีการตรวจสอบข้อมูลกันอยู่เนื่องจาก หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด สามารถบินได้ไกลเฉลี่ย 100 กิโลเมตรหากมีลมพายุจะไปได้ไกลและเร็วตามแรงลมพายุ

โดยหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด มีอายุตั้งแต่ 30-45 วัน มีวัยในการเจริญพันธุ์อยู่ประมาณ 5 ช่วงวัย เข้าทำลายตั้งแต่รากถึงยอดแตกต่างตามช่วงวัย ช่วงวัยที่ 3 จะทำลายและระบาดรุนแรงสุดด้วยวัยนี้จะเข้าไปอยู่ในซอกใบแล้วกัดกินทะลุยอด ช่วงที่อ่อนแอและควรทำลายเป็นช่วงระยะไข่

เนื่องจาก หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ทำลายข้าวโพดในแต่ละช่วงวัยไม่เหมือนกัน ความเสียหายที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยสิ้นเชิง จึงไม่สามารถประกาศเป็นภัยพิบัติควบคุมโรคไม่ได้ จึงขอให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการงานวิจัยที่จะพัฒนาต่อยอดเอามาป้องกัน เช่น พันธุ์ข้าวโพดต้านทานที่ไม่ใช่ GMO,สารฟีโรโมนล่อตัวเต็มวัยซึ่งทำลายต้นเหตุโดยในประเทศไทยยังไม่มีการทดลองและสั่งนำเข้ามาใช้ องค์ความรู้ที่ต้องเร่งสร้างให้กับเกษตรกรใช้สารชีวภัณฑ์ สารเคมีที่มีประสิทธิภาพควรใช้ระยะไหนช่วงเวลาใดด้วยสารเคมีหลายชนิดที่ใช้ในประเทศไทยฉีดเกิน 3 ครั้งหนอนจะดื้อยา การใช้วิธีผสมผสานกำจัดและทำลายควรทำเป็นระบบและเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องช่วยกันทุกภาคส่วน

“ข้าวโพดเป็นอาหารที่หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ชื่นชอบที่สุด หากไม่ปลูกข้าวโพดใช่ว่าจะหยุดวงจรมันได้ เพราะมันยังหาพืชชนิดอื่นกินได้อีกกว่า 80 ชนิด เช่น ข้าว ข้าวฟ่าง กะหล่ำ ไม้ดอกไม้ประดับ พืชตระกูลแตง ตระกูลถั่ว ฯลฯ หากควบคุมไม่อยู่จนมันเป็นศัตรูพืชประจำถิ่นหายนะจะเกิดทุกวงการไม่ว่าข้าว พืชสวน พืชไร่” นายเติมศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะกรรมการพืชไร่ ครั้งที่ 2/2562 มีมติในที่ประชุมให้นำข้อเสนอ ได้แก่

1.ขอให้หน่วยงานภาครัฐจัดหางบประมาณกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด

2.ขอให้หน่วยงานภาครัฐเร่งจัดหางบประมาณเพื่อให้ความรู้ในการผลิตสารชีวภัณฑ์ควบคุมการระบาดของหนอนกระทู้ ข้าวโพดลายจุด ในระยะไข่และระยะตัวอ่อน

3.ขอให้หน่วยงานภาครัฐเร่งสร้างองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรในการป้องกันการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด

4.ขอให้หน่วยงานภาครัฐโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการผลิตตัวห้ำ– ตัวเบียน เพื่อนำปล่อยในพื้นที่ที่มีการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด

5.ขอให้หน่วยงานภาครัฐนำเข้าหรือผลิตสารฟีโรโมนเพื่อนำไปควบคุมตัวเต็มวัยของหนอนกระทู้ข้าวโพด-ลายจุด

6.ขอให้หน่วยงานภาครัฐเร่งศึกษางานวิจัยผลิตสายพันธุ์ข้าวโพดที่ต้านทานต่อหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด

7.ให้กรมวิชาการเกษตรเร่งรัดในการออกใบอนุญาตให้ภาคเอกชนสามารถนำเข้าสารเคมีที่ใช้กำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดได้โดยตรงโดยจัดทำหนังสือข้อเสนอดังกล่าวต่อประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติพิจารณาและส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อไป

อธิบดี พด.มอบบัตรดินดีแก่เกษตรกรบุรีรัมย์-สุรินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424464

อธิบดี พด.มอบบัตรดินดีแก่เกษตรกรบุรีรัมย์-สุรินทร์

อธิบดี พด.มอบบัตรดินดีแก่เกษตรกรบุรีรัมย์-สุรินทร์

วันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 17.18 น.

เมื่อเร็วๆนี้ นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ลงพื้นที่แปลงเกษตรกรนางประกาย สิทธิศรีจันทร์ บ้านหัวฝาย ต.หินเหล็กไฟ อ.คูเมือง กลุ่มวิสาหกิจข้าวอินทรีย์บ้านสวายสอ หมู่ 7 ต.สะแกโพรง อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ และกลุ่มเกษตรอินทรีย์สุรินทร์ จำกัด ของนางหอม งามเลิศ หมู่ 5 บ้านโคกอาวง ต.ตระแสง อ.เมือง จ.สุรินทร์ เพื่อมอบบัตรดินดี (ID Din Dee)ให้แก่เกษตรกร พร้อมชี้แจงสิทธิประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับจากบัตร วิธีการใช้บัตร และสร้างเครือข่ายการใช้บัตร เพื่อสนับสนุนการรวมกลุ่มการจัดการดินให้ปลูกพืชได้ รวมทั้งสร้างการประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำ พืช สัตว์ ประมง ปลูกไม้ยืนต้น สร้างป่าสร้างรายได้

สภาพการณ์การเกษตรปัจจุบัน เกษตรกรสนใจแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่ง ปรับเปลี่ยนจากพืชเชิงเดี่ยวทำเกษตรผสมผสาน มาเป็นพืชอาหารไม้ยืนต้นมีค่า และเกษตรกรต้องการรับรู้และเข้าใจการจัดการดินมากขึ้น เพื่อใช้ที่ดินแบบประณีต ได้รับผลตอบแทนสูง บัตรดินดี จะเป็นประตูเข้าสู่การรับข้อมูลข่าวสารการพัฒนาที่ดินและดูแลดิน ผ่านคิวอาร์โค๊ด รวมทั้งการยื่นบัตรรับบริการวิชาการ ปัจจัยสนับสนุนสร้างความอุดมสมบูรณ์จากหน่วยงานกรมพัฒนาที่ดิน

กรมพัฒนาที่ดินกำหนดมอบบัตรดินดีแก่เกษตรกร จำนวน 1 แสนราย เป้าหมายให้เกษตรกรเข้าใจดินและใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า มีอาหารสำหรับครอบครัว และรายได้ด้านเกษตรกรรมที่มั่นคง การใช้ที่ดินมีความยั่งยืนตลอดไป.

กรมหมอดินเตือนชาวบ้าน-เกษตรกร ระวังดินชะล้างพังทลายจากพายุมูน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424463

กรมหมอดินเตือนชาวบ้าน-เกษตรกร ระวังดินชะล้างพังทลายจากพายุมูน

กรมหมอดินเตือนชาวบ้าน-เกษตรกร ระวังดินชะล้างพังทลายจากพายุมูน

วันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 17.16 น.

จากอิทธิพลของพายุมูนทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากทั่วทั้งประเทศส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม ในแง่บวกทำให้มีน้ำเพื่อการเกษตรเพิ่มขึ้น  และแง่ลบอาจทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินหรือน้ำท่วมขังได้

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า ขณะนี้ได้แจ้งให้พี่น้องเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลจากพายุมูนระวังเรื่องการชะล้างพังทลายของดินโดยเฉพาะบริเวณที่ดอนมีความลาดชัน ที่ปลูกพืชไร่หรือไม้ผล สำหรับที่ลุ่มทั่วไปส่วนใหญ่เป็นที่นาควรใช้โอกาสนี้เก็บกักน้ำไว้ในนาหรือสระน้ำประจำไร่นาให้มากที่สุด ส่วนพื้นที่ลุ่มต่ำมีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมขังควรดูแลไม่ให้มีสิ่งกีดขวางการไหลของน้ำ และรีบเคลื่อนย้ายเครื่องมือทางการเกษตรขึ้นไว้ในที่ปลอดภัย

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวอีกว่า สำหรับฝนที่ตกลงมาแนะนำให้เกษตรกรจัดการเก็บน้ำไว้ในสระน้ำประจำไร่นาหรือที่เรียกว่าสระจิ๋ว ก็จะเป็นประโยชน์ในระยะยาวต่อไป ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 กรมพัฒนาที่ดินสนับสนุนให้เกษตรกรขุดบ่อน้ำประจำไร่นา ขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร มากกว่า 44,000 สระน้ำ โดยดำเนินการขุดในฤดูแล้งที่ผ่านมา เกษตรกรควรถือโอกาสนี้ดูแลการเบนน้ำลงสระ และป้องกันไม่ให้เกิดการชะล้างพังทลายของดินขอบสระด้วย

โดยฝนที่เกิดจากอิทธิพลของพายุมูนจะมีปริมาณมากในช่วงเวลาสั้น ทำให้เกิดการไหลของน้ำในแปลงเกษตรจากที่สูงสู่ที่ต่ำ มีผลให้เกิดการชะล้างพังทลายของดิน โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูปลูก ที่ใบของพืชยังไม่ปกคลุมดินทั่วแปลง เม็ดฝนตกลงกระทบผิวดินโดยตรง เป็นตัวเร่งให้เกิดการชะล้างของดินมากยิ่งขึ้น การใช้เศษซากพืช เช่น ฟางข้าว ใบไม้ มาคลุมผิวดินไว้จะช่วยป้องกันการชะล้างได้ดี การปลูกหญ้าแฝกก็เป็นวิธีการหนึ่งเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน การปลูกพืชตามแนวระดับและมีทางเบนน้ำออกจากแปลงสู่สระเก็บกักน้ำที่ถูกต้องก็ช่วยลดปัญหาการชะล้างของดินในพื้นที่ลาดชันได้ โดยจังหวัดที่มีโอกาสเกิดปัญหาในครั้งนี้ ได้แก่ เพชรบูรณ์ ตาก ในภาคเหนือ นครพนม อุบลราชธานี นครราชสีมา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ตราด ในภาคตะวันออก ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา นครนายก สระบุรี ในภาคกลาง และนครศรีธรรมราช ในภาคใต้

“ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดินทุกจังหวัดคอยดูแลช่วยแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน จากน้ำท่วมหรือการชะล้างพังทลายของดินอย่างรุนแรง และเชิญชวนหมอดินอาสา เกษตรกร และประชาชนทั่วไปร่วมกันปลูกหญ้าแฝกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายและรักษาหน้าดิน ชะลอการไหลของน้ำในพื้นที่เกษตรไม่ให้เกิดการกัดเซาะและช่วยเก็บรักษาน้ำไว้ในดิน สำหรับเกษตรกรและประชาชนที่ประสงค์จะได้พันธุ์หญ้าแฝกไปปลูกเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดินสามารถติดต่อได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

ปศุสัตว์เร่งสกัดอหิวาต์แอฟริกาสุกรข้ามแดนเข้าไทย ชี้เสี่ยงระบาดหน้าฝน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424445

ปศุสัตว์เร่งสกัดอหิวาต์แอฟริกาสุกรข้ามแดนเข้าไทย ชี้เสี่ยงระบาดหน้าฝน!

ปศุสัตว์เร่งสกัดอหิวาต์แอฟริกาสุกรข้ามแดนเข้าไทย ชี้เสี่ยงระบาดหน้าฝน!

วันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 16.18 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์ เร่งสกัดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ข้ามแดนเข้าไทย โอกาสเสี่ยงเกิดโรคช่วงหน้าฝน สั่งทุกพื้นที่ รู้โรคเร็ว แจ้งเรื่องเร็ว ควบคุมโรคได้เร็ว ชี้ข่าวดี ยังป้องกันโรคไม่เกิดในประเทศไทยได้ ขยายโอกาสทางธุรกิจตลาดส่งออกเพิ่ม”

5 กรกฎาค 2562 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้ประชุมทางไกลออนไลน์ (Web Conference) เรื่องการชี้แจงแนวทางการควบคุม กำจัด ป้องกันและแก้ไขปัญหา โรคระบาดในพืชและสัตว์ โดยมีนายสุรจิตต์ อินทรชิต รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมฯ จากโอกาสเสี่ยงช่วงฤดูฝนเกิดโรคได้ง่ายทำให้สถานการณ์การระบาดทั้งโรคพืชและโรคสัตว์ในหลายพื้นที่ต่างๆ หนึ่งในโรคสำคัญที่กรมปศุสัตว์เฝ้าระวัง ก็คือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร โดยกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการจัดชุดปฏิบัติการประจำพื้นที่เสี่ยงตลอดแนวชายแดนให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งและฉับไว เพื่อเป็นการควบคุมอย่างเข้มงวด กำจัด ป้องกันปัญหาการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) จากประเทศเพื่อนบ้านไม่ให้ข้ามพรหมแดนเข้าไทย

“เน้นย้ำมาตรการควบคุม ยังยั้ง สกัดกั้นโรคเชิงรุกว่า “รู้โรคเร็ว แจ้งเร็ว ควบคุมโรคได้เร็ว” โดยปัจจุบันสถานการณ์ยังไม่เกิดโรคในไทย แม้ในขณะนี้หลายประเทศเพื่อนบ้านเกิดโรคระบาดแนวโน้มจะขยายเป็นวงกว้าง ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท กรมจะจัดชุดเคลื่อนที่เร็วและเวรในการปฎิบัติงานสอบสวนทางระบาดวิทยาเบื้องต้นและเก็บตัวอย่างส่งตรวจ ในกรณีได้รับแจ้งสัตว์ป่วยตายจากการตามนิยามหรือพบวิการจากการเฝ้าระวังที่โรงฆ่าสัตว์และอบรมให้ความรู้เกษตรกรรายย่อย ซ้อมแผน และประชาสัมพันธ์ผ่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ผ่านเสียงตามสาย ประจำหมู่บ้าน ให้ประชาชนทุกพื้นที่รับทราบโดยทั่วถึง” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

นอกจากนี้ยังร่วมมือกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมและป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) แก่ด่านกักกันสัตว์ในพื่นที่เสี่ยงที่ติดกับชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยการสร้างศูนย์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อยานพาหนะสำหรับขนส่งปศุสัตว์ที่ด่านกักสัตว์ชายแดน ใน 5 จังหวัดเป้าหมาย เพื่อสร้างปราการป้องกันโรค ASF ไม่ให้เข้ามาทำลายภาคอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของประเทศไทยได้อย่างเด็ดขาด

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวว่า หากไม่มีแผนการรับมือที่ดี จะส่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออกเนื้อสุกรชำแหละ เนื้อสุกรแปรรูป เนื้อสุกรมีชีวิต คิดเป็นมูลค่า ปีละ 5,050 ล้านบาท ด้านธุรกิจเวชภัณฑ์ ปีละ 2,100 ล้านบาท ด้านธุรกิจอาหารสัตว์ปีละ 4 หมื่นล้านบาท และยังต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูอาชีพและความเป็นอยู่ของเกษตรกรเป็นจำนวนมากและใช้ระยะเวลาการฟื้นฟูนาน แต่หากมีแผนป้องกันที่ดี เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 4.4 หมื่นล้านบาท กล่าวคือประเทศเพื่อนบ้านต้องการสุกรมากขึ้น ส่งออกเพิ่ม และราคาในประเทศเพิ่มขึ้น

“โรค ASF แม้ไม่ได้เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน แต่เป็นโรคระบาดร้ายแรงในสุกร ยังไม่มีวัคซีนป้องกันและควบคุมโรค เชื้อโรคทนทานในผลิตภัณฑ์จากสุกรและสิ่งแวดล้อมสูง สุกรที่หายป่วยแล้วจะเป็นพาหะของโรคได้ตลอดชีวิต สุกรที่ติดเชื้อมีการตายเฉียบพลันเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร 210,978 ราย เป็นเกษตรกรรายย่อย 208,192 ราย เลี้ยงสุกรขุน 80,000 ตัว สุกรพันธุ์ 63,000 ตัว ลูกสุกร 733,000 ตัว เป็นเกษตรกรรายใหญ่ 2,758 ราย เลี้ยงสุกรขุน 8,800,000 ตัว สุกรพันธุ์ 1,137,000 ตัว และลูกสุกร 4,670,000 ตัว ดังนั้นหากเกิดการระบาดของโรคแล้วทำลายสุกร กรณีเกิดโรคร้อยละ 30 ของสุกรที่เลี้ยง เสียหายรวม 21,168 ล้านบาท กรณีเกิดโรคร้อยละ 50 ของสุกรที่เลี้ยง เสียหายรวม 35,280 ล้านบาท

หากเกิดโรคร้อยละ 80 ของสุกรที่เลี้ยงเสียหายรวม 56,448 ล้านบาท และถ้าเกิดการระบาดทั้งหมดจะเสียหายรวม 70,560 ล้านบาท หากประเทศไทยมีระบบการป้องกันโรคที่ดี รวมทั้งระบบการทำลายสุกรที่เป็นโรคและซากสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคระบาดเป็นไปตามมาตรฐานสากล สามารถป้องกันไม่ให้เกิดโรคในประเทศได้จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นด้านภาคการผลิตด้านปศุสัตว์ของไทยให้ได้ผลผลิตด้านปศุสัตว์ที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภครวมทั้งสร้างรายได้และโอกาสทางธุรกิจให้แก่เกษตรกรและเป็นการป้องกันและควบคุมโรคอย่างมีประสิทธิภาพ” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

อธิบดีปศุสัตว์รับมอบโค-กระบือ111ตัว กรมศุลกากรไถ่ชีวิตเข้าโครงการตามพระราชดำริ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424400

อธิบดีปศุสัตว์รับมอบโค-กระบือ111ตัว กรมศุลกากรไถ่ชีวิตเข้าโครงการตามพระราชดำริ

อธิบดีปศุสัตว์รับมอบโค-กระบือ111ตัว กรมศุลกากรไถ่ชีวิตเข้าโครงการตามพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 13.44 น.
5 กรกฎาคม 2562 เมื่อเวลา 9.00 น. นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต  อธิบดีกรมปศุสัตว์ ในนามคณะกรรมการบริหารโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ รับมอบโค-กระบือ จำนวน 111 ตัว ซึ่งกรมศุลกากรได้จัดพิธีไถ่ชีวิต เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 145 ปี กรมศุลกากร
โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระราชดำริ ให้จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2522 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีโค-กระบือไว้ใช้แรงงาน และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร โดยกรมปศุสัตว์ได้รับสนองพระราชดำริ ดำเนินการตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ถือได้ว่าก่อเกิดประโยชน์ เป็นคุณูปการแก่เกษตรกรเป็นอย่างมาก และยังมีการต่อยอดการใช้ประโยชน์จากโค-กระบือ เช่น การใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ยในไร่นา ลดการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม รวมถึงการอนุรักษ์ประเพณี วัฒนธรรมในท้องถิ่น ซึ่งการร่วมไถ่ชีวิตโค-กระบือในครั้งนี้เป็นการสนองพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้สัมฤทธิ์ผลตามพระราชประสงค์
ทั้งนี้โค-กระบือที่รับมอบในวันนี้ประกอบด้วยโคเพศเมีย จำนวน 65ตัว และกระบือเพศเมีย จำนวน 46 ตัว รวม 111 ตัว กรมปศุสัตว์จะนำไปดำเนินการตามวัตถุประสงค์ ของโครงการธนาคารโค – กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ ต่อไป