กรมชลฯเร่งสูบน้ำ’คลองด่าน’ เตรียมรับมือ’ทะเลหนุนสูง’อีกรอบคืนนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424372

กรมชลฯเร่งสูบน้ำ'คลองด่าน' เตรียมรับมือ'ทะเลหนุนสูง'อีกรอบคืนนี้

กรมชลฯเร่งสูบน้ำ’คลองด่าน’ เตรียมรับมือ’ทะเลหนุนสูง’อีกรอบคืนนี้

วันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 12.25 น.

กรมชลฯเร่งสูบน้ำ”คลองด่าน”ช่วยเหลือประชาชน50ครัวเรือน เตรียมพร้อมรับน้ำทะเลหนุนสูงอีกคืนนี้ ยืนยันเขื่อนกั้นน้ำเค็มริมแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้แตก ชี้เหตุจากน้ำทะเลหนุนสูง3.7เมตร ไหลทะลักท่วมคันกั้นน้ำที่อยู่ระหว่างก่อสร้างสถานีสูบน้ำชลหารพิจิตร

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2562 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สั่งการให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่ที่รับความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน จากเกิดเหตุการณ์น้ำทะเลหนุนสูงสุด ของวันที่ 4 กรกฎาคม เมื่อเวลา 20.00 น.ทำให้น้ำทะเลล้นแนวกั้นที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างสถานีสูบน้ำชลหารพิจิตร ซึ่งอยู่ที่หัวงานติดฝั่งทะเล น้ำจึงไหลเข้ามาและท่วมบ้านพัก เจ้าหน้าที่โครงการฯ ราว 50 ครอบครัว โดยยืนยันว่าเขื่อนกั้นน้ำเค็มริมแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ได้แตกตามการนำเสนอข่าวผ่านสื่อต่างๆ ขอให้ประชาชนอย่าได้ตระหนก ซึ่งเมื่อน้ำทะเลเริ่มลดระดับลงจะสามารถเดินเครื่องสูบน้ำที่สถานีชลหารพิจิตร 1 และ 2 เพื่อสูบน้ำออก ทั้งนี้หากเดินเครื่องสูบน้ำทันทีช่วงเกิดเหตุน้ำจะวนกลับมาที่เดิม

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ขอยืนยันและขอให้ความมั่นใจ น้ำที่ล้นเข้ามาจะไหลลงสู่คลองระบาย และระดับน้ำในคลองระบายก็ไม่ได้มากยังรับน้ำจำนวนนี้ได้อยู่ พร้อมนำเครื่องจักรเข้าซ่อมแซมเสริมแนวคันกั้นน้ำที่อยู่ระหว่างก่อสร้างเพิ่ม เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับน้ำทะเลที่จะหนุนสูงเช่นนี้อีก

ด้าน นายชัยพร พรหมสุวรรณ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชลหารพิจิตร จ.สมุทรปราการ เปิดเผยว่า หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมา (4 กรกฎาคม) ได้เกิดน้ำทะหนุนสูง เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.ความสูงประมาณ 3.7 เมตร จนทำให้เกิดน้ำล้นแนวคันกั้นน้ำดังกล่าวไหลท่วมบ้านพักของเจ้าหน้าที่โครงการฯ นั้น ในช่วงเช้าวันนี้ เจ้าหน้าหน้าที่ชลประทานได้นำเครื่องจักร เครื่องมือ เข้าดำเนินการซ่อมแซมแนวคันกั้นน้ำบริเวณหน้าสถานีสูบน้ำชลหารพิจิตร 3 ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เพื่อป้องกันน้ำทะเลที่จะหนุนสูงในช่วงค่ำของวันนี้อีกครั้ง

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น จะนำกระสอบทรายยักษ์หรือ Bigbag และแผ่นเหล็ก Sheet Pile ตอกลงไปเพื่อสร้างความมั่นคงแข็งแรงบริเวณด้านหน้า ส่วนน้ำที่ไหลท่วมเมื่อคืนนี้ลดลงแล้ว เหลือบางส่วนในที่ลุ่มต่ำที่น้ำยังคงท่วมขังประมาณ 10 เซนติเมตร และวันนี้จะใช้เครื่องสูบน้ำติดตั้งเพิ่ม เพื่อเร่งสูบน้ำที่ท่วมขังออกให้หมดภายในวันนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :

– ด่วน!!น้ำทะลักท่วม‘ย่านคลองด่าน’ ชป.ยันไม่ใช่‘เขื่อนแตก’ แค่น้ำทะเลหนุนสูงสุด

– ‘ผู้ว่าฯสมุทรปราการ’ลงพื้นที่พนังกั้นน้ำคลองด่านพัง สั่งเร่งสำรวจความเสียหาย

สทนช.ระดมสมองจัดทำผังน้ำ เล็งสรุปคลอดเป็นกฎหมายปี’64

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424204

x

สทนช.ระดมสมองจัดทำผังน้ำ เล็งสรุปคลอดเป็นกฎหมายปี’64

วันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า หลังพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม ซึ่งในบทเฉพาะกาล มาตรา 103 ได้กำหนดไว้ว่า ระยะเริ่มแรกให้สทนช.ทำผังน้ำและรายการประกอบผังน้ำ นำเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)ให้แล้วเสร็จใน 2 ปี นับตั้งแต่พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ซึ่งสทนช.จัดประชุมปฐมนิเทศและรับฟังความคิดเห็นโครงการจัดทำแผนหลักการจัดทำผังน้ำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ เยอรมนี เกาหลีใต้ และเนเธอร์แลนด์ เพื่อเป็นข้อมูลจัดทำผังน้ำของไทยที่ได้มาตรฐานสากลและเป็นที่ยอมรับ

ทั้งนี้ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ให้ความหมายผังน้ำว่า “เป็นแผนที่หรือแผนผังแสดงระบบทางน้ำที่มีน้ำไหลผ่าน ซึ่งเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงทางออกสู่พื้นที่แหล่งน้ำ ทะเล หรือทางออกทางน้ำระหว่างประเทศ ซึ่งระบบทางน้ำดังกล่าวครอบคลุมทั้งแม่น้ำ ลำคลอง ห้วย หนอง บึง กุด ป่าบุ่ง ป่าทาม พื้นที่ชุ่มน้ำ แหล่งกักเก็บน้ำ ทางน้ำหลาก พื้นที่น้ำหนอง ที่ลุ่มต่ำ ทางน้ำหรือพื้นที่อื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน โดยทางน้ำดังกล่าวอาจมีน้ำไหลผ่านตลอดทั้งปีหรือบางช่วงเวลาก็ได้” ในอดีตที่ผ่านมา หน่วยงานต่างๆ ทำผังระบายน้ำตามภารกิจหน้าที่ของหน่วยงาน เช่น กรมชลประทาน ทำผังระบายน้ำของแม่น้ำสายหลัก ในรูปแบบไดอะแกรมเส้นเพื่อให้มองความเชื่อมโยงของระบบระบายน้ำ หรือกรมโยธาธิการและผังเมือง จัดทำผังระบายน้ำตามพ.ร.บ.การผังเมือง (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2558 ซึ่งแสดงผลเป็น 4 ผัง ได้แก่ 1) ผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามที่ได้จำแนกประเภท 2) ผังแสดงที่โล่ง 3) ผังแสดงโครงการคมนาคมและขนส่ง และ 4) ผังแสดงโครงการกิจการสาธารณูปโภคเพื่อการระบายน้ำ แสดงถึงการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อกิจกรรมภาพรวมของแต่ละจังหวัด

“สทนช.จะนำผังน้ำดังกล่าวมาต่อยอดผนวกกับผังน้ำของต่างประเทศที่ออกแบบมาให้รับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เน้นรักษาสิ่งแวดล้อม มีการกำหนดว่า ต้องปลูกพืชชนิดใดใกล้แหล่งน้ำ เพื่อให้ได้ผังน้ำและรายการประกอบผังน้ำสมบูรณ์ที่สุด คาดว่าปี 2563 จะได้รูปแบบผังน้ำเบื้องต้น นำร่องที่ลุ่มน้ำชีหรือลุ่มน้ำเพชรบุรี โดยจะฟังความคิดเห็นภาคประชาชนด้วย ถ้าเสียงตอบรับจะนำรูปแบบที่ได้ไปต่อยอดจนครบ 22 ลุ่มน้ำของไทย ทั้งหมดจะดำเนินการภายในวันที่ 26 มกราคม 2564” ดร.สมเกียรติ กล่าว

เลขาธิการ สทนช.กล่าวต่อว่า การจัดทำผังน้ำภายใต้พ.ร.บ.น้ำฯจะครอบคลุมระบบน้ำทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไปและหน่วยงานต่างๆ ทำข้อมูล วิเคราะห์กำหนดผังน้ำ บังคับใช้ผังน้ำตามกฎหมาย ใช้ประโยชน์เพื่อไปประกอบเป็นข้อมูลดำเนินกิจกรรมด้านน้ำ ทั้งในภาวะปกติ น้ำแล้ง น้ำท่วม เช่น บ้าน หรือโรงงานในเขตพื้นที่น้ำหลากหรือไม่ นิคมอุตสาหกรรมที่จะก่อสร้างใหม่อยู่ในเขตน้ำหลากหรือไม่ ตั้งอยู่ในพื้นที่กีดขวางการระบายน้ำหรือไม่ ระดับความสูงเท่าใดที่น้ำจะไม่ท่วมซ้ำซาก ช่องทางที่ระบายน้ำหลากได้เร็ว สทนช.จึงต้องการเห็นรูปแบบและแนวคิดที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด แผนผังสมบูรณ์ที่สุด เพื่อประกาศเป็นกฎหมายต่อไป

รายงานพิเศษ : ‘3 พอ’พลิกชีวิต…ก้าวตามศาสตร์พระราชา นำความรู้ด้านบัญชีสร้างวิถีพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424205

รายงานพิเศษ : ‘3 พอ’พลิกชีวิต...ก้าวตามศาสตร์พระราชา  นำความรู้ด้านบัญชีสร้างวิถีพอเพียง

รายงานพิเศษ : ‘3 พอ’พลิกชีวิต…ก้าวตามศาสตร์พระราชา นำความรู้ด้านบัญชีสร้างวิถีพอเพียง

วันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มุ่งมั่นพัฒนาสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและเกษตรกร ให้มีระบบบริหารจัดการด้านการเงิน การบัญชีที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมุ่งให้นำ “องค์ความรู้ด้านบัญชี” ไปใช้แก้ไขจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งเพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาภาคการเกษตรได้อย่างเหมาะสม สมดุล และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตามกรอบแนวคิด 3 พอ พลิกชีวิต : น้ำพอดี ดินพอเหมาะ คนพอเพียง โดยสามารถเชื่อมโยง “ข้อมูลทางบัญชี” ในมิติต่างๆ ไปสู่การบริหารจัดการดินและน้ำในระดับครัวเรือน เพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ด้วยการยึดแนวคิด ประหยัด เรียบง่ายและประโยชน์สูงสุด

น้ำพอดี : มีเป้าหมายให้เกษตรกรรู้จักการดูทางน้ำและสร้างแหล่งน้ำเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ยามต้องการตลอดปี ด้วยการขุดหนองน้ำเพื่อสร้างแหล่งน้ำ ดูการไหลของเส้นทางน้ำเป็น มีการขุดหนองน้ำให้มีขอบคดเคี้ยวและทำลดหลั่นตามลำดับความสูง และกระจายบ่อน้ำในพื้นที่ รู้จักการคำนวณน้ำให้พอใช้เพียงพอต่อการประกอบอาชีพและใช้สอยในครัวเรือน รวมถึงบำรุงรักษาแหล่งน้ำธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์ไม่ให้เน่าเสีย

ดินพอเหมาะ : มีเป้าหมายด้านการเรียนรู้ การดูดินและสร้างคุณภาพดิน“เลี้ยงดิน ให้ดินเลี้ยงพืช” ด้วยการแกล้งดินและห่มดิน ปรับปรุงดินเพื่อการเกษตรกรรม มีการลดต้นทุนการผลิตโดยใช้หลักกสิกรรมธรรมชาติ วางแผนอนุรักษ์ดินให้อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ด้วยการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง คือ พอกิน : ป่าไม้กินได้ พอใช้ : ป่าไม้ใช้สอย พออยู่ : ป่าไม้เศรษฐกิจ และพอร่มเย็น : ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์

คนพอเพียง : มีเป้าหมายให้เกษตรกรดำเนินชีวิตตามกำลังฐานะและกำลังของครัวเรือน คิดวิเคราะห์และใช้องค์ความรู้ด้านบัญชีให้เอื้อต่อการพัฒนาอาชีพ โดยแบ่งเป็น 5 แนวทาง ประกอบด้วย การรู้จักพอประมาณ ส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถจัดการตัวเองภายในต้นทุนทางสังคม ทั้งในระบบครัวเรือนและชุมชน จัดการค่าใช้จ่ายตามกำลังของตนเอง การมีเหตุผล ส่งเสริมให้เกษตรกรรู้จักคิดและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบด้วยการคำนึงถึงเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นองค์รวมด้วยตนเองและแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้อื่น การมีคุณธรรม ส่งเสริมให้เกษตรกรดำรงชีวิตบนพื้นฐานคุณธรรมด้วยการทำความดีต่อตนเอง ช่วยเหลือผู้อื่นและชุมชนด้วยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การมีความรู้ พร้อมรับการเรียนรู้ผ่านสื่อการเรียนรู้ต่างๆ สร้างความเข้าใจแลกเปลี่ยนข้อมูล ศึกษา และทำแผนปฏิบัติการ กระจายความรู้ในพื้นที่ตนเองและชุมชน โดยศึกษาสภาพแวดล้อมดิน น้ำ อากาศ ในการวางแผนการเพาะปลูก การสร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยการคิดวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นด้วยการพึ่งตนเองเป็นหลักและพึ่งพาช่วยเหลือกันในชุมชน

ซึ่งการดำเนินการตามกรอบแนวคิด 3 พอ พลิกชีวิต : น้ำพอดี ดินพอเหมาะ คนพอเพียง ให้บรรลุตามเป้าหมายสร้างวิถีสู่ความพอเพียงที่มุ่งหวังไว้ ล้วนมีปัจจัยความสำเร็จที่ได้จากการทำบัญชีและการบันทึกข้อมูลทั้งสิ้น หากทุกฝ่ายเข้าใจกรอบแนวคิด คุณลักษณะ คำนิยามของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแจ่มชัดแล้ว ก็จะง่ายขึ้นในการนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ และจะนำไปสู่ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี

เลาะรั้วเกษตร : รอคอยคนมาดูแล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424201

281225166

เลาะรั้วเกษตร : รอคอยคนมาดูแล

วันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เอือมระอากับนักการเมืองที่รุมทึ้งเก้าอี้รัฐมนตรี แบบไม่เกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหม โชคดีที่กระทรวงที่มีข่าวแย่งเก้าอี้กันจนชาวบ้านส่ายหน้านี้ ไม่ใช่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนจะเป็นกระทรวงอะไรคงหาข้อมูลได้ไม่ยาก ข้าราชการที่อยู่กระทรวงดังกล่าวคงเตรียมตัวรับการมาของเจ้ากระทรวงกันอย่างหวาดหวั่น..

ข่าวบนหน้าสื่อในช่วงนี้ ไม่ว่าหน้า 1 หรือหน้าใน ไม่ใคร่จะมีข่าวดีสักเท่าไร ไม่ว่าจะเป็นข่าวจับขบวนการขนยาเสพติดที่เกี่ยวพันกับพรรคการเมือง ข่าวการทำร้ายร่างกายของนักเคลื่อนไหวด้านการเมือง รวมทั้งข่าวแย่งเก้าอี้รัฐมนตรีที่ว่ามานั้น ล้วนเป็นการสร้างกระแสกลบข่าวอื่นๆ ได้อย่างเนียนๆ มีข่าวการดูแลอนุรักษ์พะยูน หรือข่าวการจับลูกปลาทูมาขาย โผล่มาบ้างแล้วก็หายไป ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องของส่วนรวม แต่คนกลับสนใจน้อย..

เช่นเดียวกับข่าวการระบาดของศัตรูพืช 2 ตัวที่สำคัญ ซึ่งมาพร้อมในเวลาเดียวกัน ตัวแรกคือ หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด หรือมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Fall Armyworm เป็นแมลงศัตรูที่เพิ่งเข้ามาสู่ประเทศไทย เป็นแมลงศัตรูพืชที่ร้ายแรง หากควบคุมการระบาดไม่อยู่ เกิดระบาดรุนแรง หนอนจะเคลื่อนไหวดาหน้าเป็นกองทัพบุกทำลายพืชเลยทีเดียว ชีวประวัติของหนอนชนิดนี้ทำลายผลิตผลเกษตรไปครึ่งโลกแล้ว

มาสู่ประเทศไทยเมื่อปลายปีที่แล้ว มาได้อย่างไรไม่ยืนยัน รู้แต่ว่าผ่านมาทางอินเดีย และพม่าและแมลงชนิดนี้สามารถบินได้ไกลเฉลี่ยคืนละ 100 กิโลเมตร ที่เฉลี่ยเป็นคืน เพราะแมลงชนิดนี้เป็นผีเสื้อกลางคืนแต่ตัวที่ทำลายพืชผลเป็นระยะตัวหนอน ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วมีวงจรชีวิตจากไข่ถึงตัวเต็มวัยเพียง 1 เดือนเท่านั้น ที่สำคัญคือพืชอาหารของหนอนชนิดนี้มีมากกว่า 80 ชนิด ซึ่งรวมถึง ข้าวโพด อ้อย ข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของบ้านเราด้วย

ระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 6 เดือน การป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ยังฉุดไม่อยู่ ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาไม่กี่วันนี้ ตัวเลขการระบาดมากกว่า 4 แสนไร่ ใน 41 จังหวัด ซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวโพดที่สำคัญ นักวิชาการบอกว่าฤดูฝนนี้มีแนวโน้มจะระบาดมากขึ้นถ้าเกษตรกรยังปฏิบัติไม่ถูกต้อง

วิธีการป้องกันกำจัดหนอนชนิดนี้ตามที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ คือ หากพบหนอนขนาดเล็กให้เก็บหนอนทำลายทิ้ง และใช้ชีวภัณฑ์ ได้แก่ เชื้อ BT สายพันธุ์ไอซาไว หรือ สายพันธุ์เคอร์สตากี้ ชนิดผง อัตรา 40-80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 4-7 วัน เมื่อพบการระบาด หากพบไข่ให้ทำลายโดยเก็บกลุ่มไข่ทำลายทิ้งและใช้แมลงหางหนีบ ส่วนตัวเต็มวัยให้ทำลายโดยใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลืองจำนวน 80 กับดัก/ไร่ สำหรับหนอนขนาดใหญ่ให้ทำลายโดยใช้แมลงตัวห้ำ ได้แก่ แมลงหางหนีบหรือมวนพิฆาต และในกรณีที่ใช้เคมีให้ใช้สารเคมีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร

แค่สายพันธุ์เชื้อ BT ที่เฉพาะเจาะจงขนาดนั้น เกษตรกรจะหาได้หรือไม่ แมลงหางหนีบ ตัวห้ำ มวนพิฆาต ซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติ จะมีมากมายเท่ากับจำนวนหนอนหรือไม่ก็ไม่ทราบ ต้องเสียเวลาเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์นานเสียกว่าวงจรชีวิตของกหนอนอีกเสียละกระมังท้ายสุดก็ต้องพึ่งพาสารเคมี…

ศัตรูพืชอีกตัวหนึ่ง คือ โรคใบด่างมันสำปะหลัง เมื่อปี 2558 มีรายงานการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดรัตนคีรี ประเทศกัมพูชา ได้มีการนำไปวิเคราะห์พบว่าเกิดโรคเชื้อไวรัสชนิด ศรีลังกา คาสซาวา โมเซอิค ไวรัส (SLCMV) ในปี 2560 มีการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังชนิดนี้ทางภาคใต้ของประเทศเวียดนาม และในปี 2561/62 การระบาดเพิ่มมากขึ้นจนถึงโฮจิมินห์

ในเดือนสิงหาคม 2561 มีการตรวจพบต้นมันสำปะหลังของเกษตรกร ที่ตำบลไพรพัฒนา อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ และที่อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ มีลักษณะอาการคล้ายโรคใบด่างมันสำปะหลังกรมวิชาการเกษตรจึงเข้าไปขอให้เกษตรกรทำลายทิ้งเพราะถ้าโรคนี้แพร่กระจายออกไปจะทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังได้รับความเสียหายอย่างมาก

จากนั้นได้มีการเฝ้าระวังการแพร่กระจายของโรคมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เอาไม่อยู่อีกเช่นกัน เพราะล่าสุด พบโรคใบด่างมันสำปะหลังที่จังหวัดอื่นๆ อีกหลายจังหวัด ในภาคตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือ สาเหตุเพราะเกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์จากแหล่งที่มีโรคมาปลูก นอกจากนี้สภาพอากาศฝน
ทิ้งช่วงยังเอื้ออำนวยให้มีการระบาดของแมลงหวี่ขาวซึ่งเป็นพาหะของโรคใบด่างมันสำปะหลังนี้ด้วย

คำแนะนำสำหรับการป้องกันโรค
ใบด่างที่ดีที่สุด คือใช้ท่อนพันธุ์จากแหล่งที่ไม่เป็นโรคมาปลูก รวมทั้งใช้ศัตรูธรรมชาติและชีวภัณฑ์กำจัดแมลงหวี่ขาวซึ่งเป็นตัวพาหะของโรค

ไม่เพียงศัตรูพืช 2 ตัวนี้ ที่สร้างปัญหาให้กับเกษตรกร และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการช่วยเหลือเกษตรกร ยังมีเรื่องของสารเคมี เรื่องของอาหารปลอดภัย เรื่องของ IUU เรื่องของโครงการถนนพาราซอยซีเมนต์ที่แว่วๆ ว่าไม่ชอบมาพากล เรื่องของทรัพยากรสัตว์น้ำ เรื่องของราคาผลผลิตตกต่ำสินค้าเกษตรที่ไม่ได้คุณภาพ และปัญหาอื่นๆ
อีกไม่น้อย ที่รอการแก้ไข ใครที่จะมาดูแลกระทรวงเกษตรฯ คงต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ และต้องทำใจมาด้วยว่า เกษตรนี้มิใช่กล้วยๆ และมิใช่ หมูๆ…..

แว่นขยาย

ศรีสะเกษลุยแผนพัฒนาธุรกิจสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424203

x

ศรีสะเกษลุยแผนพัฒนาธุรกิจสหกรณ์

วันศุกร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางอัญชลี ศรีหามาตย์ สหกรณ์จังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า นโยบาย “1 อำเภอ 1 สหกรณ์” คือนโยบายหลักของกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่ผลักดันให้สหกรณ์การเกษตร ทำหน้าที่เป็นองค์กรหลักทางเศรษฐกิจและสังคมระดับอำเภอ ทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยให้สหกรณ์เป็นศูนย์กลางรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรจากสมาชิกและเกษตรกรในชุมชน รวมถึงภาครัฐใช้เป็นเครื่องมือดูแลชีวิตความเป็นอยู่ ส่งเสริมรายได้ให้ชาวบ้าน แต่ละพื้นที่มีอาชีพมั่นคง มีรายได้เพียงพอจนปลดหนี้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สำหรับปี 2562 จ.ศรีสะเกษคัดเลือกสหกรณ์การเกษตร พัฒนาให้เป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ 22 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเมืองศรีสะเกษ จำกัด สหกรณ์การเกษตรพยุห์ จำกัด สหกรณ์การเกษตรวังหิน จำกัด, สหกรณ์การเกษตรโพธิ์ศรีสุวรรณ จำกัด, สหกรณ์การเกษตรโนนคูณ จำกัด, สหกรณ์การเกษตรยางชุมน้อย จำกัด, สหกรณ์การเกษตรศรีกันทรารมย์ จำกัด, สหกรณ์การเกษตรเขื่อนช้าง จำกัด, สหกรณ์การเกษตรห้วยทับทัน จำกัด, สหกรณ์การเกษตรอุทุมพรพิสัย จำกัด, สหกรณ์การเกษตรบึงบูรพ์ จำกัด, สหกรณ์การเกษตรราษีไศล จำกัด, สหกรณ์การเกษตรปรางค์กู่ จำกัด, สหกรณ์การเกษตรเมืองจันทร์ จำกัด, สหกรณ์การเกษตรขุขันธ์ จำกัด, สหกรณ์การเกษตรภูสิงห์ จำกัด, สหกรณ์การเกษตรสวนยางขุนหาญ จำกัด, สหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์ จำกัด, สหกรณ์การเกษตรไพรบึง จำกัด, สหกรณ์การเกษตรศรีรัตนะ จำกัด, สหกรณ์การเกษตรเบญจลักษ์ จำกัด และ สหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินกันทรลักษ์ จำกัด

นางอัญชลีกล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนแผนธุรกิจสหกรณ์ นำหลักวิธีกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) มาใช้สร้างทีมงานขับเคลื่อนแผนธุรกิจของสหกรณ์ โดยปีงบประมาณ 2562 จ.ศรีสะเกษ จะคัดเลือกสหกรณ์การเกษตรเป้าหมายพัฒนาเป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ 1 แห่ง เป็นสหกรณ์นำร่องขับเคลื่อนแผนธุรกิจ ถ้าสหกรณ์ขับเคลื่อนแผนธุรกิจมีประสิทธิภาพ รวมทั้งกำหนดตัวชี้วัด และติดตามประเมินผลดำเนินงานต่อเนื่อง เป็นการส่งเสริมพัฒนาสหกรณ์ให้มีศักยภาพดำเนินธุรกิจ ตลอดจนแก้ปัญหาและพัฒนาสู่ความสำเร็จต่อไป

นายกฯเร่งอนุมัติงบ20ล้าน ช่วยเหลือเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังไร่ละ3พัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424307

นายกฯเร่งอนุมัติงบ20ล้าน ช่วยเหลือเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังไร่ละ3พัน

นายกฯเร่งอนุมัติงบ20ล้าน ช่วยเหลือเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังไร่ละ3พัน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 20.49 น.

“นายกฯเร่งอนุมัติงบ20ล้านบาท ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ไร่ละ 3 พันบาท ถอนทำลายต้นมันเกิดโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง พร้อมมาตรการฉุกเฉินยับยั้งโรคทุกมิติ”

4 กรกฎาคม 2562 นายเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์และมาตรการเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง ว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ได้มีมติเห็นชอบมาตรการและแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคและความเสียหายของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังทั้งระบบที่อาจเกิดขึ้น ในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่สามารถขายผลผลิตคุณภาพดีได้ โดยชดเชยให้เกษตรกรผู้ผลูกมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบในอัตรากิโลกรัมละ 1 บาท รายละไม่เกิน 3,000 บาทต่อไร่ (จากเดิม 1,140 บาทต่อไร่) วงเงินงบประมาณ 20 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบการดำเนินการและเบิกจ่ายงบประมาณดังกล่าวแล้ว

รวมทั้งสำนักงบประมาณได้จัดสรรงบประมาณให้กระทรวงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในส่วนกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งดำเนินการในขั้นตอนต่อไป เพื่อให้สามารถควบคุม ป้องกัน และยับยั้งการระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ไม่ให้สร้างความเสียหายต่อการผลิตและการค้ามันสำปะหลังของไทย ตลอดจนได้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดและต้องถอนทำลายต้นมันสำปะหลังทิ้งด้วย”

โรคใบด่างมันสำปะหลังมีการระบาดอยู่ในหลายประเทศในทวีปแอฟริกา เช่น ยูกันดา แทนซาเนีย และมาดากัสการ์ เป็นต้น โรคใบด่างมันสำปะหลังสามารถเข้าทำลายมันสำปะหลังได้ทุกระยะการเจริญเติบโต ลักษณะอาการของพืชที่เป็นโรค ใบแสดงอาการด่างเหลือง และลดรูป ต้นแคระแกร็น การแพร่ระบาดของโรคมีแมลงหวี่ขาว Bemisia tabaci เป็นพาหะ และสามารถติดไปกับท่อนพันธุ์ โรคใบด่างมันสาปะหลังมีพืชอาศัยหลายชนิด เช่น สบู่ดำ ละหุ่ง พืชตระกูลถั่ว และพืชวงศ์ Euphorbiaceae ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการพบโรคใบด่างมันสำปะหลังในประเทศไทย แม้ว่าขณะนี้มีรายงานการแพร่กระจายของโรคเข้ามาใกล้ชายแดนประเทศไทยมากขึ้น

โดยที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตรมีมาตรการกักกันพืชควบคุม การนำเข้าโดยกำหนดให้ไวรัสชนิดนี้เป็นศัตรูพืชกักกัน และกำหนดให้มันสำปะหลังเป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมายกักพืช ห้ามนำเข้าส่วนขยายพันธุ์มันสำปะหลังจากทุกแหล่ง ดังนั้น กรมวิชาการเกษตรจึงกำหนดให้มีมาตรการเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยทำการสำรวจตรวจสอบบริเวณพื้นที่ที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศกัมพูชา 6 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว จันทบุรี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานีอย่างต่อเนื่อง จากผลการสำรวจปัจจุบันยังไม่พบว่ามีการระบาดของโรคใบด่างมันสาปะหลังในประเทศไทย

สำหรับมาตรการเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังในระยะสั้น กระทรวงเกษตรฯ วางแนวทางไว้ดังนี้

1. ประชาสัมพันธ์/สร้างการรับรู้ โดยใช้โปสเตอร์ ภาพอินโฟกราฟิก และมอบให้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชนผู้เกี่ยวข้อง เพื่อประชาสัมพันธ์ และสร้างการรับรู้ให้แก่เกษตรกร

2. จัดประชุมชี้แจงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช ด่านศุลกากร ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ปกครองส่วนท้องถิ่น กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมวิชาการเกษตร

3. ดำเนินการสำรวจและเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสาปะหลังในพื้นที่ปลูกมันสาปะหลัง 6จังหวัด ชายแดนไทยและกัมพูชา

4. จัดทำแผนปฏิบัติงานฉุกเฉินกรณีตรวจพบโรคใบด่างมันสาปะหลังในประเทศไทย

5. ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชทุกด่านที่ติดกัมพูชาตรวจสอบสินค้านำเข้าให้เข้มงวด และรายงานให้กรมวิชาการเกษตรทราบ

ส่วนมาตรการเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังระยะยาวนั้น ได้เตรียมการไว้โดย
1. ปีงบประมาณ 2561-2563 ดำเนินการตามโครงการวิจัย “การศึกษาสถานภาพโรคใบด่างของมันสำปะหลัง ศัตรูพืชกักกันในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทย” ของกรมวิชาการเกษตร โดยดำเนินการในพื้นที่ชายแดน 6 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี สระแก้ว สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี (ดำเนินการโดย สอพ. และ สวร.)
2. ดำเนินการเฝ้าระวังและเตือนภัยโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง หากพบให้แจ้งสายด่วนเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง 061–415–2517 เพื่อป้องกันไม่ให้ เข้ามาระบาดในประเทศไทย
3. จัดทำแผนการคัดพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานต่อโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยดำเนินการในพื้นที่ระบาดของโรคในประเทศกัมพูชา

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมแผนปฏิบัติงานฉุกเฉินหลังจากตรวจพบการระบาดในประเทศไทยไว้ด้วยโดย

1. แจ้งผู้เกี่ยวข้องให้ทราบ โดยเฉพาะชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นเพื่อลงพื้นที่ทำการกำจัดทำลายโรคที่มีอยู่ให้หมดไปจากแหล่งปลูกพืช

2. การกำจัดต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคและแมลงพาหะ โดยการเผาทำลายแปลงมันสำปะหลังที่พบโรค ทำการสำรวจโรคและแมลงหวี่ขาวยาสูบทุกต้นในพื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตรจากจุดที่พบโรค และพ่นสารฆ่าแมลงเพื่อกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบบนพืชอาศัยที่อยู่ในบริเวณพื้นที่พบการระบาด

3. มาตรการทางกฎหมาย ประกาศเขตควบคุมศัตรูพืชโดยกรมวิชาการเกษตร (พ.ร.บ.กักพืช ม.17)

4. จัดทำแผนขออนุมัติงบประมาณ

5. สายด่วนเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง กลุ่มงานเฝ้าระวังศัตรูพืชกักกัน กลุ่มวิจัยการกักกันพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทร. 0–2579–8516 หรือ 061–415–2517 อีเมล์ ppspq@doa.in.th และ  LINE : สายด่วนเฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง

สสท.ติวเข้มสหกรณ์สร้างแบรนด์สินค้าทำตลาดเพิ่มมูลค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424236

สสท.ติวเข้มสหกรณ์สร้างแบรนด์สินค้าทำตลาดเพิ่มมูลค่า

สสท.ติวเข้มสหกรณ์สร้างแบรนด์สินค้าทำตลาดเพิ่มมูลค่า

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 17.00 น.

4 กรกฎาคม 2562 นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กล่าวในโครงการฝึกอบรม 4 ภูมิภาครุ่นที่ 3 หลักสูตรยกระดับมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์สหกรณ์อย่างไร รุ่นที่ 3 เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง”วันสหกรณ์สากล” ประจำปี 2562 แห่งองค์การสัมพันธภาพสหกรณ์ระหว่างประเทศ (ICA)และปีที่ 25 แห่งสหประชาชาติ 2562 ในส่วน “การส่งเสริมตราสัญญลักษณ์ coop กับการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์สหกรณ์ ไทยสู่สากล”ว่า  การพัฒนาการส่งออกสินค้าสหกรณ์ไปต่างประเทศ มีความจำเป็นจะต้องมีตราสินค้าสหกรณ์ที่ชัดเจน ในส่วนของประเทศไทยจึงใช้ตราสินค้าเป็นมาตรฐานโอออปเป็นสินค้าเดียวในการส่งออกและเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ  ซึ่งในขณะนี้ก็เป็นที่ยอมรับ

โดยเรื่องคุณภาพสินค้าของสหกรณ์ที่ผลิตโดยกลุ่มสหกรณ์ไม่มีปัญหา เพราะส่วนใหญ่ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ แต่ยังมีปํญหาต้นทุนสูง โดยจากนี้ไปสหกรณ์ต่าง ๆ ต้องพยายามที่จะมีการพัฒนาการผลิต ให้สามารถลดต้นทุนให้ได้ และมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ โดยสันนิบาตสหกรณ์พยายามมีการส่งเสริมและแนะนำสมาชิกสันนิตบานสหกรณ์ให้เรียนรู้ โดยผ่านกระบวนการศึกษาดูงาน ในบริษัทที่มีความรู้ความสามารถแปรรูปสินค้าเกษตรอาทิ  มีโรงงานแปรรูปสินค้าการเกษตรโรงงานหนึ่งที่มีการแปรรูปจากมะพร้าวทั้งระบบ ที่ใช้และนำเข้ามพร้าวจากต่างประเทศแปรรูปเพื่อส่งออก ทุกอย่างแปรรูปได้หมด  ตั้งแต่เนื้อในมะพร้าวจนถึงจาวมะพร้าวเพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่ม

ส่วนสินค้าและผลไม้อื่นที่เราจะส่งออกหรือขายในยประเทศ  สหกรณ์ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนและศึกษากลไลตลาดให้เป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภคเช่นสหกรณ์ผู้ปลูกกล้วยหอมจากเดิมที่ขายกล้วยเป็นหวีๆละ70บาท  ซึ่งผู้บริโภคปัจจุบันที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ  ก็จะไมกินหรือซื้อเป็นหวี ดังนั้นจึงควรปรับขายสี่ลูก หกลูก หรือครั้งละลูกเพื่อให้คนมีรายได้น้อย สามารถซื้อบริโภคได้ก็จะมียอดจำหน่ายเพิ่ม ส่วนข้าวสารที่จากเดิมขายถุงละ 5 กก. ก็ปรับเป็นขายถุงละ 1 กก.หรือ 2 กก. ซึ่งจะทำให้ไม่เสียโอกาสสามารถสร้างมูลค่าและเพิ่มยอดจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น

ขณะเดียวกันในส่วนสันนิบาตสหกรณ์ก็พยายามเป็นตัวกลางในการจำหน่ายสินค้าเกษตรที่เป็นสมาชิกของสันนิบาตสหกรณ์ผ่านระบบออนไลน์เพื่อเป็นอีกช่องทางในการจำหน่ายสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น สิ่งที่อยากแนะนำ ในภาครัฐเองเมื่อมีการนำสินค้าสหกรณ์ไปแสดงและจำหน่ายในต่างประเทศก็ควรทำให้มีความคุ้มค่า โดยระหว่างการแสดงสินค้าควรนำสินค้าไปจำหน่ายให้ต่างประเทศได้เห็นและรับซื้อ ทั้งวันระหว่างการแสดงสินค้าไม่ใช่เอาไปจำหน่ายแค่ช่วงเปิดงานหนึ่งวันและครึ่งวันจนคนมาทีหลังไม่รู้ว่าไทยมีสินเกษตรดีอย่างไร ไปเจอแต่ร้านเปล่า ติดป้ายว่าเป็นสินค้าเกษตรจากไทยซี่งไม่เกิดประโยนช์ต่อประทศไทยทำให้เกิดปัญหา  ต่างประเทศไม่สนใจในสินค้าเกษตรไทย

ในส่วนสันนิบาตสหกรณ์เท่าที่มีการติดตามการทำงานของระบบสหกรณ์  ๆ ถือเป็นตัวกลางจำหน่ายสินค้าสมาชิก  ซึ่งมีมากกว่าสี่พันรายที่เป็นสหกรณ์การเกษตร หากสามารถรวมกันได้ จะเป็นประโยชน์มหาศาลในการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศอย่างมาก โดยสันนิบาตสหกรณ์ในขณะนี้มีการประสานงานขอพบรองนายกฯที่ดูแลรับผิดชอบในหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และได้รับการยืนยันว่ารองนายกฯที่ดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยตรงและดูแลระบบสหกรณ์น่าจะเป็นนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ มาดูแลเอง  โดยการพูดคุยเบื้องต้น หลังมีการแต่งตั้งรัฐบาลสหกรณ์จะไปหารือและพูดคุยปัญหาเพื่อนำไปสู่การแก้ไขภาคการเกษตรผ่านกระบวนการสหกรณ์และเชื่อว่าในอนาคตการขายสินค้าเกษตรผ่านระบบสหกรณ์จะแก้ปัญหาสินค้าเกษตรได้ หากพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาแก้ไขสินค้าเกษตรอย่างมีระบบ  แต่หากยังไม่ดูแลภาคการเกษตรผ่านกระบวนการสหกรณ์ภาคการเกษตรก็จะมีปัญหาตลอดไป

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กล่าวในโครงการฝึกอบรม 4 ภูมิภาครุ่นที่ 3 หลักสูตรยกระดับมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์สหกรณ์อย่างไร รุ่นที่ 3 เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง”วันสหกรณ์สากล” ประจำปี 2562 แห่งองค์การสัมพันธภาพสหกรณ์ระหว่างประเทศ (ICA)และปีที่ 25 แห่งสหประชาชาติ 2562 ในส่วน “การส่งเสริมตราสัญญลักษณ์ coop กับการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์สหกรณ์ ไทยสู่สากล”ว่า  การพัฒนาการส่งออกสินค้าสหกรณ์ไปต่างประเทศ มีความจำเป็นจะต้องมีตราสินค้าสหกรณ์ที่ชัดเจน ในส่วนของประเทศไทยจึงใช้ตราสินค้าเป็นมาตรฐานโอออปเป็นสินค้าเดียวในการส่งออกและเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ  ซึ่งในขณะนี้ก็เป็นที่ยอมรับ

โดยเรื่องคุณภาพสินค้าของสหกรณ์ที่ผลิตโดยกลุ่มสหกรณ์ไม่มีปัญหา เพราะส่วนใหญ่ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ แต่ยังมีปํญหาต้นทุนสูง โดยจากนี้ไปสหกรณ์ต่าง ๆ ต้องพยายามที่จะมีการพัฒนาการผลิต ให้สามารถลดต้นทุนให้ได้ และมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ โดยสันนิบาตสหกรณ์พยายามมีการส่งเสริมและแนะนำสมาชิกสันนิตบานสหกรณ์ให้เรียนรู้ โดยผ่านกระบวนการศึกษาดูงาน ในบริษัทที่มีความรู้ความสามารถแปรรูปสินค้าเกษตรอาทิ  มีโรงงานแปรรูปสินค้าการเกษตรโรงงานหนึ่งที่มีการแปรรูปจากมะพร้าวทั้งระบบ ที่ใช้และนำเข้ามพร้าวจากต่างประเทศแปรรูปเพื่อส่งออก ทุกอย่างแปรรูปได้หมด  ตั้งแต่เนื้อในมะพร้าวจนถึงจาวมะพร้าวเพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่ม

ส่วนสินค้าและผลไม้อื่นที่เราจะส่งออกหรือขายในยประเทศ  สหกรณ์ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนและศึกษากลไลตลาดให้เป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภคเช่นสหกรณ์ผู้ปลูกกล้วยหอมจากเดิมที่ขายกล้วยเป็นหวีๆละ70บาท  ซึ่งผู้บริโภคปัจจุบันที่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ  ก็จะไมกินหรือซื้อเป็นหวี ดังนั้นจึงควรปรับขายสี่ลูก หกลูก หรือครั้งละลูกเพื่อให้คนมีรายได้น้อย สามารถซื้อบริโภคได้ก็จะมียอดจำหน่ายเพิ่ม ส่วนข้าวสารที่จากเดิมขายถุงละ 5 กก. ก็ปรับเป็นขายถุงละ 1 กก.หรือ 2 กก. ซึ่งจะทำให้ไม่เสียโอกาสสามารถสร้างมูลค่าและเพิ่มยอดจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น

ขณะเดียวกันในส่วนสันนิบาตสหกรณ์ก็พยายามเป็นตัวกลางในการจำหน่ายสินค้าเกษตรที่เป็นสมาชิกของสันนิบาตสหกรณ์ผ่านระบบออนไลน์เพื่อเป็นอีกช่องทางในการจำหน่ายสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น สิ่งที่อยากแนะนำ ในภาครัฐเองเมื่อมีการนำสินค้าสหกรณ์ไปแสดงและจำหน่ายในต่างประเทศก็ควรทำให้มีความคุ้มค่า โดยระหว่างการแสดงสินค้าควรนำสินค้าไปจำหน่ายให้ต่างประเทศได้เห็นและรับซื้อ ทั้งวันระหว่างการแสดงสินค้าไม่ใช่เอาไปจำหน่ายแค่ช่วงเปิดงานหนึ่งวันและครึ่งวันจนคนมาทีหลังไม่รู้ว่าไทยมีสินเกษตรดีอย่างไร ไปเจอแต่ร้านเปล่า ติดป้ายว่าเป็นสินค้าเกษตรจากไทยซี่งไม่เกิดประโยนช์ต่อประทศไทยทำให้เกิดปัญหา  ต่างประเทศไม่สนใจในสินค้าเกษตรไทย

ในส่วนสันนิบาตสหกรณ์เท่าที่มีการติดตามการทำงานของระบบสหกรณ์  ๆ ถือเป็นตัวกลางจำหน่ายสินค้าสมาชิก  ซึ่งมีมากกว่าสี่พันรายที่เป็นสหกรณ์การเกษตร หากสามารถรวมกันได้ จะเป็นประโยชน์มหาศาลในการส่งออกสินค้าเกษตรไปต่างประเทศอย่างมาก โดยสันนิบาตสหกรณ์ในขณะนี้มีการประสานงานขอพบรองนายกฯที่ดูแลรับผิดชอบในหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และได้รับการยืนยันว่ารองนายกฯที่ดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยตรงและดูแลระบบสหกรณ์น่าจะเป็นนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ มาดูแลเอง  โดยการพูดคุยเบื้องต้น หลังมีการแต่งตั้งรัฐบาลสหกรณ์จะไปหารือและพูดคุยปัญหาเพื่อนำไปสู่การแก้ไขภาคการเกษตรผ่านกระบวนการสหกรณ์และเชื่อว่าในอนาคตการขายสินค้าเกษตรผ่านระบบสหกรณ์จะแก้ปัญหาสินค้าเกษตรได้ หากพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาแก้ไขสินค้าเกษตรอย่างมีระบบ  แต่หากยังไม่ดูแลภาคการเกษตรผ่านกระบวนการสหกรณ์ภาคการเกษตรก็จะมีปัญหาตลอดไป

“สสท. มีหน้าที่หลักในการส่งเสริม การพัฒนาและให้การศึกษาด้านการสหกรณ์แก่สหกรณ์ไทยรวมทั้ง การประสานงานความร่วมมือระหว่างสหกรณ์ไทยกับสหกรณ์ระหว่างประเทศ ได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะส่งเสริมให้องค์กรสมาชิกทั่วโลกใช้เครื่องหมายตราสัญลักษณ์ coop เป็นเครื่องหมายทางการค้า และบริการเดียวกัน เพื่อบ่งชี้ความเป็นอัตลักษณ์ของสินค้าสหกรณ์ และส่งเสริมความเป็นเอกลักษณ์ของขบวนการสหกรณ์และสร้างโอกาสทางการค้าระหว่างสหกรณ์ด้วยกันทั่วโลก”

นายปรเมศวร์ กล่าวว่า เนื่องใน วันสหกรณ์สากล ทาง สสท. จึงได้เห็นโอกาสนี้ในการแก้ไขปัญหาในกลุ่มสหกรณ์ที่มีปัญหาอยู่ ให้สหกรณ์สมาชิกให้มีรายได้ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งพาตนเองได้บนพื้นฐานของเศรษฐกิจโลกในการแข่งขันปัจจุบัน เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยร่วมมือกับเครือข่ายภาคสหกรณ์ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องระบบการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้สัญลักษณ์เดียวกัน เพื่อบ่งชี้ความเป็นอัตลักษณ์ของสินค้าสหกรณ์ ให้ได้ตามมาตรฐานโคออป “การจัดอบรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าอบรมมีความรู้ความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าสหกรณ์ การออกแบบและสร้างแบรนด์สินค้า รวมถึงการทำการตลาดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และมีโอกาสประชาสัมพันธ์สินค้าผลิตภัณฑ์ของสหกรณ์ให้เป็นที่รู้จักในธุรกิจสหกรณ์ในครั้งนี้

รายงานพิเศษ : เพิ่มความรู้ทางบัญชีหนุนเพิ่มรายได้แปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423959

รายงานพิเศษ : เพิ่มความรู้ทางบัญชีหนุนเพิ่มรายได้แปลงใหญ่

รายงานพิเศษ : เพิ่มความรู้ทางบัญชีหนุนเพิ่มรายได้แปลงใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินนโยบายโครงการบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise) เพื่อเพิ่มพูนรายได้ให้เกษตรกร โดยเริ่มตั้งแต่การผลิตและจำหน่ายออกสู่ตลาดให้มีศักยภาพ สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ตามนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ภายใต้แนวทาง “การจัดทำแผนการผลิตภาคการเกษตร” (Agricultural Production Plan) และ“โครงการเกษตรแปลงใหญ่” (Mega Farm Project) ซึ่งมีเกษตรกรและ
ภาครัฐ รวมทั้งภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเกษตรแปลงใหญ่ วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบเกษตรกรรมของไทย สามารถลดต้นทุนการผลิตและมีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพได้มาตรฐาน
โดยมีเป้าหมายแปลงใหญ่ไม่น้อยกว่า 1 แปลงใหญ่ ต่อ 1 ภูมิภาค พื้นที่ติดกันรวมกันไม่น้อยกว่า 1,000 ไร่ ขึ้นไป เพื่อก่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) จากการผลิต ทำให้ต้นทุนการทำเกษตรกรรมลดลง โดยคัดเลือกจากพื้นที่ อาทิ พื้นที่ สปก.ที่มอบให้เกษตรกร พื้นที่ตามโครงการจัดทำที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.) พื้นที่ซึ่งเกษตรกรได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน พื้นที่ที่ทำการเกษตรแปลงใหญ่อยู่แล้วรวมกันอยู่หลายๆ แปลง
ในพื้นที่อำเภอเดียวกัน ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ร่วมเป็นหน่วยงานสนับสนุนตามสนองนโยบายดังกล่าว โดยร่วมบูรณาการขับเคลื่อนการนำระบบบัญชีไปวางรากฐานในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เพื่อเพิ่มพูนรายได้เกษตรกรในระดับพื้นที่ เกษตรกรสามารถจัดทำบัญชีรับ-จ่าย ในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพ และนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้วิเคราะห์อย่างเป็นระบบ สามารถวางแผนการผลิตและการตลาดให้ตรงตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ผลผลิตมีปริมาณและคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด

 

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้นำองค์ความรู้ด้าน
บัญชีเผยแพร่แก่เกษตรกรให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดทำบัญชี สามารถนำข้อมูลทางบัญชีและหลักวิชาการมาใช้วางแผนการประกอบอาชีพ วางแผนกิจกรรมทางการเกษตร มีความรู้และเข้าใจในการนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการภาคการเกษตรได้ รู้รายรับ รายจ่าย รู้เวลาที่เหมาะสม สนับสนุนให้เกิดกลไกการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อจำหน่ายผลผลิตออกสู่ตลาด สร้างเสริมให้เกษตรกรไทยพร้อมก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลง และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ทั้งนี้ เกษตรกรจำเป็นต้องรู้จักจุดแข็ง จุดอ่อน รู้ถึงขีดความสามารถของตนเอง ซึ่งหากเกษตรกรมีการบันทึกบัญชีเป็นประจำจะรู้ว่าสิ่งใดมีความจำเป็นหรือไม่จำเป็น วิเคราะห์ได้ว่าอาชีพที่ทำอยู่นั้น มีโอกาสยั่งยืนหรือไม่ มีต้นทุนที่คุ้มค่ากับผลตอบแทนที่ได้รับและมีความเสี่ยงด้านการตลาดเพียงใด สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่มีการจดบันทึก ก็เป็นการทำแบบเลื่อนลอยโดยไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบ

 

 

“บัญชีครัวเรือน หรือ บัญชีต้นทุนอาชีพ เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนที่ใช้ประกอบในการตัดสินใจของพี่น้องเกษตรกรเท่านั้น แต่การที่จะทำให้เกษตรกรประสบความสำเร็จได้ ต้องมีความรู้ด้านวิชาการอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เพราะทุกอย่างคือต้นทุน ถ้าผลตอบแทนไม่คุ้มค่าก็ควรปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม ซึ่งสิ่งเหล่านี้การบันทึกข้อมูลทางบัญชีจะช่วยได้ ซึ่งกรมฯจะดำเนินการสนับสนุนองค์ความรู้ทางบัญชีแก่เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายสนองตามนโยบาย Mega Farm Enterprise ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดไว้ ซึ่งรวมถึงโครงการอื่นๆ ทุกโครงการของกระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ด้วย” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

ประมงเร่งหาทางออกม.57แก้วิกฤติ‘ปลาทูไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423956

x

ประมงเร่งหาทางออกม.57แก้วิกฤติ‘ปลาทูไทย’

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากกรณีมีการเสนอข่าวในโซเชียลมีเดียถึงประเด็นปัญหาวิกฤตปลาทูไทยใกล้สูญพันธุ์ จากการจับลูกปลาทูขนาดเล็กไปจำหน่าย โดยขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และกรมประมงนำ พ.ร.ก.การประมง 2558 มาตรา 57 ที่มีข้อกำหนด “ห้ามมิให้ผู้ใดจับสัตว์น้ำหรือนำสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดขึ้นเรือประมง” มาบังคับใช้

นายอดิศร  พร้อมเทพ  อธิบดีกรมประมง ชี้แจงว่า  พ.ร.ก.การประมง 2558 มาตรา 57  มิได้มีข้อยกเว้นไว้กับจำนวนสัตว์น้ำที่นำขึ้นเรือประมงแต่ประการใด และหากกำหนดขนาดสัตว์น้ำที่ห้ามนำขึ้นเรือแล้ว ก็มิได้มีข้อยกเว้นกับเรือประมงพื้นบ้านหรือเรือประมงพาณิชย์ ทั้งนี้ มาตรา 57 จึงเป็นกฎหมายที่ส่งผลกระทบกับชาวประมง เสี่ยงจะทำผิดได้ง่าย และอาจทำให้ชาวประมงกระทำผิดโดยมิได้ตั้งใจ

ดังนั้น ต้องนำมาตรา 71 (2) ซึ่งมีข้อกำหนดที่ต้องปฎิบัติเกี่ยวกับสัตว์น้ำที่ถูกจับโดยบังเอิญมาพิจารณาร่วมด้วย  จะช่วยบรรเทาความเสี่ยงที่ชาวประมงจะทำผิดตามมาตรา 57 ได้  และช่วงปลายปี 2559 ได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณากำหนดขนาดสัตว์น้ำตามมาตรา 57 ร่วมพิจารณาเรื่องชนิดสัตว์น้ำ เครื่องมือประมง ปริมาณการจับที่นำมาใช้ประโยชน์ โดยคณะกรรมการพิจารณาให้ “ปลาทู” สัตว์น้ำสำคัญทางเศรษฐกิจและอยู่ในสภาวะเสื่อมโทรม ควรเป็นสัตว์น้ำชนิดแรกที่นำมากำหนดขนาด และออกประกาศกระทรวงเกษตรฯตามมาตรา 57  ประกอบกับผลวิจัยของกรมประมงระบุว่า ปลาทู ขนาด 14 เซนติเมตร เป็นปลาทูขนาดแรกสืบพันธุ์ ที่เริ่มวางไข่ครั้งแรก ดังนั้น เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูจึงไม่ควรจับปลาทูในช่วงที่ยังไม่สามารถวางไข่ได้ แต่หากกำหนดขนาดปลาทูที่เล็กที่สุดของวัยแรกสืบพันธุ์ที่ 14 เซนติเมตร ตามมาตรา 57 อาจทำให้ทั้งเรือประมงพาณิชย์และเรือประมงพื้นบ้านเสี่ยงทำผิดได้ง่าย เพราะทั้งเครื่องมือพื้นบ้านและพาณิชย์ต่างจับปลาทูขนาดต่ำกว่า 14 เซนติเมตรได้เช่นกัน

ซึ่งประเด็นดังกล่าว กรมประมงเชิญประชุมตั้งแต่ปี 2559 – 2560 รวม 6 ครั้ง เพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับขนาดของปลาทู รับฟังความคิดเห็นร่วมกับประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ และประชุมโดยคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อแก้กฎหมายอันส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบอาชีพประมง ที่แต่งตั้งโดยกระทรวงเกษตรฯหารือร่วมกันระหว่างประมงพื้นบ้านและพาณิชย์อีก 1 ครั้ง ซึ่งปัจจุบันไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันทั้งในส่วนกรมประมง ประมงพื้นบ้าน และประมงพาณิชย์ได้  โดยกลุ่มประมงพื้นบ้านยอมรับขนาดของปลาทูที่ห้ามทำประมงที่ขนาดต่ำกว่า 14 เซนติเมตร ขณะที่ทางประมงพาณิชย์ขอให้ศึกษาเพิ่มเติม โดยจะไปหารือร่วมกับสมาคมประมง ทั้ง 22 จังหวัดชายทะเลเพื่อหาข้อยุติก่อน

“การดำเนินการตามมาตรา 57 ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบชัดเจน มีความเห็นร่วมกันทั้งประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ ให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดกับการประกอบอาชีพประมง ดังนั้น ชาวประมงทั้ง 2 ฝ่าย ต้องหารือร่วมกันอีกครั้งเพื่อหาข้อยุติ”นายอดิศรกล่าว

ซอกแซกอาเซียน : 4 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/423958

566101

ซอกแซกอาเซียน : 4 กรกฎาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

การเขียนของผมจะเขียนไปเรื่อยๆ คิดอะไรได้ก็เขียนออกไป บางครั้งก็มีรายละเอียดขยายแต่กำลังเขียนเรื่องอื่นอยู่ก็เลยต้องติดค้างเรื่องนั้นไว้ ตอนนี้ก็จำไม่ได้ว่าติดค้างเรื่องอะไรอยู่บ้าง แต่นึกได้เรื่องหนึ่งว่าจะเล่าถึงระบบการปกครองของประเทศเมียนมาให้ฟัง พูดไว้นานแล้ว ก็จะถือโอกาสนี้มาเล่าเสียเลยนะครับ ก่อนที่จะไปพูดถึงการเดินทางไปตอนใต้ของ สปป. ลาวเมื่อต้นเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา

กล่าวในเบื้องต้นก่อนที่ผมอยากจะเขียนถึงระบบการปกครองของเมียนมา หาได้เป็นเพราะผมนิยมชมชอบอะไรกับการเมืองในประเทศนั้นนะครับ และก็ไม่เกี่ยวกันด้วย แต่ผมต้องการโยงให้เห็นถึงระบบการแบ่งส่วนราชการที่คล้ายคลึงกับระบบการแบ่งส่วนราชการไทยในระดับภูมิภาคของเขา เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่เหมาะสมและน่าจะนำมาประยุกต์ใช้ในยุทธศาสตร์การลดกำลังคนภาครัฐของเราครับ เรื่องของเรื่องก็คือว่า ในประเทศเมียนมาเขาแบ่งการปกครองส่วนภูมิภาคออกเป็นเพียง 7 รัฐ และ 7 ภาค คำว่ารัฐ หรือ state ของเขา คือ ดินแดนชนเผ่าอื่นๆ ที่ไม่ใช่คนพม่า แต่เคยทำสัญญาว่าจะมาอยู่ร่วมกันเป็นประเทศที่เรียกว่า สหภาพ หรือ union ส่วนคำว่าภาค หรือ region เดิมเรียก division คือ ดินแดนที่มีคนพม่าอาศัยอยู่ การแบ่งเช่นนี้ ก็แสดงว่าในเนื้อที่ของประเทศเมียนมาทั้งหมดนั้น มีคนเชื้อสายพม่าแท้ๆ เป็นส่วนใหญ่อาศัยอยู่ประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศ ในจำนวน 7 รัฐ ที่ว่า ได้แก่ คะฉิ่น คะยา กะเหรี่ยง ฉาน ชิน มอญ และยะไข่ ส่วนจำนวน 7 ภาคนั้นประกอบด้วย สะกาย พะโค ตะนาวศรี มะเกว มัณฑะเลย์ ย่างกุ้ง และอิระวดี อย่างไรก็ดีปัจจุบันมีการแยกเขตพิเศษเมืองหลวงเนปยีดอ ออกใหม่อีก 1 แห่ง

จากจำนวน 7 รัฐ 7 ภาค รวมเป็น 14 รัฐ/ภาคนี้ มีการกระจายอำนาจออกไปอย่างชัดเจน กล่าวคือ มีรัฐบาลท้องถิ่นปกครองตนเอง หมายถึง มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนประชาชนระดับรัฐ/ภาค มีการตั้งมุขมนตรี ที่เรียกว่า Chief minister เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารและรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ขณะที่บรรดาข้าราชการระดับหัวหน้าส่วนก็จะถูกส่งไปจากส่วนกลาง (สหภาพ) จากกระทรวงหรือกรมที่เกี่ยวข้อง ตัวมุขมนตรี จะมีระดับเทียบเท่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงของรัฐบาลกลาง (อันนี้น่าจะตรงกับระดับของเจ้าแขวงของลาว) ส่วนรัฐมนตรีธรรมดาของรัฐ/ภาค จะเทียบเท่ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงของรัฐบาลกลาง สำหรับระดับที่เล็กลงไปจากรัฐ/ภาค เรียกเป็นภาษาพม่าว่าอะไรไม่ทราบ แต่ใช้ภาษาอังกฤษว่า District และลงไปอีกระดับเรียก Township ส่วนเล็กสุด คือ Village

ที่น่าสนใจ คือ ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศไทยแล้ว คำว่ารัฐ หรือ ภาค ของเมียนมาแม้จะดูใหญ่เพราะมีระดับรัฐมนตรีบริหารงาน และมีสภาประชาชนก็ตาม แต่เมื่อดูหน่วยงานที่ตัวหัวหน้าส่วนถูกส่งไปประจำจากรัฐบาลกลางแล้ว ระดับรัฐหรือภาค ก็ไม่ต่างจาก “จังหวัด” ของไทยเรา (ระบบแขวงของ สปป.ลาวก็เหมือนกับจังหวัดเช่นเดียวกัน) ตัวอย่างเช่น กรมส่งเสริมการเกษตร ของประเทศเมียนมา มีหัวหน้าส่วนระดับรัฐ/ภาค เรียกว่า Director หรือ ผู้อำนวยการ ซึ่งเป็นตำแหน่งระดับเดียวกันกับ เกษตรจังหวัด สังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร ของประเทศไทย เขาจึงมีเพียง 14 คน (ของไทยเรา 77 คน) ดูแลติดตามนิเทศงานส่งเสริมการเกษตรในรัฐ/ภาคต่างๆ ซึ่งมีผู้ปฏิบัติงานในระดับ District และ Township ที่มีครบถ้วนกระจายกันทั่วประเทศ

ผมมาคำนวณได้ว่า ถ้าทีมงานระดับรัฐ/ภาค แต่ละแห่ง มีจำนวนเท่าๆ กับ 1 จังหวัดประเทศไทย สมมุติว่า ประมาณ 500 คน ประเทศเมียนมาต้องใช้คนทั้งหมด คือ 500 คูณด้วย 14 เท่ากับ 7,000 คน แต่สำหรับประเทศไทยเราใช้ 500 คูณ 77 ย่อมเท่ากับ 38,500 คน จำนวนมากกว่าประเทศเมียนมา ถึง 31,500 คน หรือเกือบ 6 เท่าตัว ผมเห็นทาง ก.พ.คิดสูตรต่างๆ ที่จะลดกำลังคนภาครัฐลง คิดกันมานานยังลดไม่ได้ ในเมื่อคนระดับจังหวัดไม่ใช่ผู้ปฏิบัติโดยตรง ทำหน้าที่เพียงติดตามนิเทศการปฏิบัติงานในระดับเล็กลงไป ระดับชั้นยศก็สูงมากสามารถรับปริมาณงานที่มากขึ้นได้ อีกทั้งบางจังหวัดมีแค่ 3-4 อำเภอ อาณาเขตเล็กกว่าอำเภอของบางจังหวัดเสียอีก ถ้าใช้แนวคิดของเมียนมาที่ดูเหมือนจะล้าหลังกว่าบ้านเรา (สมัยรัชการที่ 5 ประเทศไทยเราก็มีการแบ่งการปกครองออกเป็นมณฑล มีอยู่ด้วยกัน 22 มณฑล) เพื่อมาใช้ลดกำลังคนภาครัฐ แม้จะดูว่ายากยิ่งและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงไม่หาญเอาไปทำแน่ แต่กระนั้น ถ้าทำได้ผมว่าน่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีผลสัมฤทธิ์ชัดเจน สมกับเป็นการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริงและเข้าท่านะครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org