ชายคาพระพิรุณ : 8 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424795

586851

ชายคาพระพิรุณ : 8 กรกฎาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงนี้ผลไม้หลายชนิดกำลังทยอยออกสู่ตลาด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ไม้ผลเศรษฐกิจของประเทศ ประจำปี 2562 ว่าไม้ผลภาคเหนือ ประกอบด้วย ลำไยใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ปีนี้มีปริมาณผลผลิต จำนวน 624,321 ตัน แบ่งเป็น ลำไยในฤดู 341,028 ตัน ลำไยนอกฤดู 283,293 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณ 675,549 ตัน ลดลง 7.5% เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเกิดฝนแล้ง ปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอ อากาศร้อน เกิดพายุร้อนและวาตภัย ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) จะอยู่ในเดือนสิงหาคม ส่วนลิ้นจี่ มีปริมาณผลผลิต จำนวน 26,278 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณ 41,220 ตัน ลดลง 36.25% สาเหตุเกิดจากภาวะฝนทิ้งช่วง อากาศร้อนจัด แห้งแล้ง เกษตรกรลดการดูแลรักษาเพราะราคาไม่จูงใจ ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) อยู่ในเดือนพฤษภาคม ผลผลิตไม่เพียงพอจำหน่าย

สำหรับสถานการณ์ไม้ผลภาคใต้ ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ปี 2562 ทุเรียน มีปริมาณผลผลิต จำนวน 445,220 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 304,267 ตัน เพิ่มขึ้น 46.33% เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น ราคาดี จูงใจให้เกษตรกรบำรุงรักษาดูแลผลผลิตดีขึ้น ทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ ออกดอกและติดผลมากขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) อยู่ในเดือนสิงหาคม มังคุด มีปริมาณผลผลิต จำนวน 156,118 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 110,364 ตัน เพิ่มขึ้น 41.46% เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น ต้นมีความสมบูรณ์ออกดอกและติดผลมากขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนกรกฎาคม – เดือนสิงหาคม เงาะ มีปริมาณผลผลิต จำนวน 69,371 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 71,884 ตัน ลดลง 3.5% สาเหตุจากอากาศร้อนจัดและน้ำไม่เพียงพอในช่วงเดือนเมษายนส่งผลให้ดอกร่วง ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนสิงหาคม – เดือนกันยายน และลองกอง มีปริมาณผลผลิต จำนวน 67,687 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา จำนวน 42,870 ตัน เพิ่มขึ้น 57.89% เนื่องจากมีช่วงแล้งเหมาะสมกับการออกดอก และต้นมีความสมบูรณ์ออกดอกเพิ่มขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนกันยายน – เดือนตุลาคม โดยที่ประชุมคณะกรรมการฯ เห็นชอบแผนบริหารจัดการผลไม้ ปี 2562 เพื่อให้จังหวัดใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการบริหารจัดการผลไม้ในฤดูกาลผลิต ปี 2562 แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง โดยผ่านกลไกคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ให้เป็นไปตามกลไกตลาดปกติ ในเชิงปริมาณเน้นการจัดสมดุลอุปสงค์และอุปทาน ในเชิงคุณภาพสอดคล้องตามยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2558 – 2564 โดยผลไม้ภาคเหนือ ได้แก่ ลำไย เน้นบริหารจัดการลำไยในฤดู ปริมาณ 341,028 ตัน แผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้เน้นผลผลิตในฤดู รวม 580,401 ตัน แบ่งเป็น ทุเรียน จำนวน 366,938 ตัน มังคุด จำนวน 145,025 ตัน เงาะ จำนวน 68,438 ตัน โดยการบริหารจัดการเชิงปริมาณ ได้แก่ การกระจายผลผลิตในประเทศ ด้วยวิธีการกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านผู้ประกอบการ (ล้ง) วิสาหกิจชุมชน ศูนย์คัดแยกผลไม้ชุมชน สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร Modern Trade ไปรษณีย์/ตลาดออนไลน์ ตลาดค้าผลไม้ภายในจังหวัด การจำหน่ายตรงผู้บริโภค การจัดงานประชาสัมพันธ์ เป็นต้น การแปรรูป ด้วยวิธีการแช่แข็ง อบแห้ง กวน ทอด และการส่งออก (ผลสด)

การทำบัญชีครัวเรือน เป็นเครื่องมือนำทางให้ผู้ทำบัญชี รู้จักคิด รู้จักจ่าย รู้จักออมและเกิดแรงจูงใจที่จะปรับเปลี่ยนตนเองสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น และก่อเกิดแนวคิดพัฒนาอาชีพ ทำให้รู้รายได้ รู้รายจ่าย มีเงินออม ซึ่งเด็กและเยาวชนเป็นอีกกลุ่มเป้าหมายที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ให้ความสำคัญ โดยมุ่งเน้นให้เยาวชนนักเรียนตระหนักและเห็นประโยชน์ของการบันทึกบัญชี และสามารถจัดทำบัญชีรับ-จ่ายของตนเอง รวมทั้ง ยังเป็นการสร้างและผลักดันให้เยาวชนนักเรียนเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการจดบันทึกบัญชีและเป็นเครือข่ายในการถ่ายทอดความรู้ด้านการจดบันทึกบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนให้กับบุคคลในครอบครัวและบุคคลผู้ใกล้ชิด ซึ่งเป็นการปลูกฝังการสร้างวินัยทางการเงินให้เยาวชนรู้จักการวางแผนการใช้จ่ายเงิน นำไปสู่การดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อเร็วๆนี้ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงมีนโยบายให้ กองประสานงานโครงการพระราชดำริ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นำโดยนางสาวปัทมนันท์ ผดุงชีวิต ผู้อำนวยการกลุ่มประสานงานและติดตามผล พร้อมด้วยบุคลากรในสังกัด เป็นวิทยากรบรรยายในโครงการ “ออมไม่อด จดไม่จน” ร่วมกับสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จัดอบรมสอนแนะการจัดทำบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 320 ราย เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีความรู้ ความเข้าใจ การจดบันทึกบัญชีรายรับ–รายจ่ายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ปลูกฝังให้เด็ก และเยาวชน รู้จักการออมเงิน รู้คุณค่าของเงิน และมีวินัยทางการเงินมากขึ้น และแจกสมุดบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่นักเรียนที่เข้ารับการอบรมพร้อมทั้งแนะนำการบันทึกบัญชีด้วยมือถือโปรแกรม “Smart Me” ซึ่งเป็นนวัตกรรมการบันทึกบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นอกจากนี้ยังมีการประกวดแต่งคำขวัญเกี่ยวกับการออม และมอบรางวัลให้แก่นักเรียนที่ชนะการประกวด ณ โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นับเป็นนโยบายที่ดี ที่จะช่วยปลูกฝังให้เยาวชนได้รู้จักการออมตั้งแต่วันนี้ เพื่อสบายในวันข้างหน้า…

ขุนเกษตรา

สทนช.เดินสายทั่วปท.แจงแผนแม่บทน้ำ20ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424796

x

สทนช.เดินสายทั่วปท.แจงแผนแม่บทน้ำ20ปี

วันจันทร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวในงานสัมมนา เรื่อง “บริบทใหม่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี และ พ.ร.บ.น้ำ พ.ศ. 2561” ว่า การสัมมนาครั้งนี้ เป็น 1 ใน 9 ครั้งที่ สทนช. จัดขึ้นในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และร่างกฎหมายลำดับรองตามพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องรับทราบ นำไปสู่การขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำต่อไป

“บริบทใหม่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศนั้น ประกอบด้วย 4 เสาหลัก คือ 1.แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 2.องค์กรกลาง ได้แก่ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) สทนช. กรรมการลุ่มน้ำ 3.พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และ 4.การพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนแผนแม่บทให้ไปสู่เป้าหมายตามวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ โดย สทนช. ให้ความสำคัญกับการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับบริบทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศของคณะกรรมการลุ่มน้ำทั่วประเทศ เนื่องจากตามพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 คณะกรรมการลุ่มน้ำจะต้องเป็นผู้ที่จัดทำแผนแม่บทการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ เสนอต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อใช้บริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพต่อไป” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

ทั้งนี้ ในการสัมมนาครั้งนี้ ยังบรรยายสร้างความรู้ความเข้าใจแนวทางคัดเลือกกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ อำนาจ หน้าที่ การดำเนินงานขององค์กรผู้ใช้น้ำ หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการก่อตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำด้วย

‘กฤษฏา’ห่วงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ฝากรมต.คนใหม่เดินหน้าขับเคลื่อน’ระบบเกษตรพันธสัญญา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424756

'กฤษฏา'ห่วงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ   ฝากรมต.คนใหม่เดินหน้าขับเคลื่อน'ระบบเกษตรพันธสัญญา'

‘กฤษฏา’ห่วงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ฝากรมต.คนใหม่เดินหน้าขับเคลื่อน’ระบบเกษตรพันธสัญญา’

วันอาทิตย์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 13.43 น.

“กฤษฎา” ฝากรัฐมนตรีใหม่เดินหน้า “ระบบเกษตรพันธสัญญา” ชี้เป็นกลไกยกระดับคุณภาพการผลิตเกษตรกรไทย ดันราคาสินค้าเกษตรพุ่ง รับประกันราคาซื้อแน่นอน-เป็นธรรมเผยล่าสุดผู้ประกอบธุรกิจด้านเกษตรชั้นนำแห่ขึ้นทะเบียนแล้ว 214 ราย​ ครอบคลุมธุรกิจพืช- สัตว์-ประมง

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีเกษตรกรและผู้ประกอบการสนใจทำเกษตรระบบพันธสัญญาเพิ่มมากขึ้น จากที่กระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนตามพ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ตั้งแต่ 27 พ.ย. 2560 จนถึงปัจจุบัน (มิ.ย. 62) การรับแจ้งการประกอบธุรกิจนั้น ล่าสุดมีผู้ประกอบการมาแจ้งประกอบธุรกิจแล้ว 225 ราย ยืนยันการรับแจ้งและขึ้นทะเบียนแล้ว 214 ราย​ ประกอบด้วย ด้านพืช 160 ราย ด้านปศุสัตว์ 39 ราย ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 11 ราย ด้านปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 1 ราย ด้านพืช ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 1 ราย ด้านพืชและด้านปศุสัตว์ 2 ราย และมีส่วนที่อยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารหลักฐาน 11 ราย

รมว.เกษตร กล่าวต่อว่า สำหรับพ.ร.บเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ถือเป็นกฎหมายใหม่ที่ผลักดันสำเร็จในสมัยรัฐบาลสมัย “คสช.” โดยมีสาระสำคัญคือ ให้ผู้ประกอบการธุรกิจทางการเกษตรเข้ารับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกร​โดยตรง กำหนดให้ทำสัญญาปริมาณการรับซื้อและรับประกันราคา ซึ่งเป็นระบบเกษตรกรรมที่จะช่วยให้เกษตรกรมีผู้รับซื้อผลผลิตแน่นอนตามราคาที่ตกลงกัน ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถจัดหาผลผลิตได้ปริมาณตามตลาดต้องการ

นอกจากนี้ กฏหมายเกษตรพันธสัญญา ถือเป็นการผลิกมิติใหม่ให้กับภาคเกษตรไทยจากเดิมเกษตรกรใช้ระบบการผลิตแบบครัวเรือนหรือในฟาร์มขนาดเล็กซึ่งต้นทุนการผลิตสูง เผชิญกับความเสี่ยงด้านรายได้ที่ไม่แน่นอน ขณะที่กลุ่มบริษัทธุรกิจการเกษตรที่เดิมเป็น “คนกลาง” นั้นไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรวบรวมสินค้าเกษตรและส่งออกแล้ว แต่เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงของโลกข้างต้นทำให้การผลิตภาคการเกษตรปรับกระบวนการเป็น “อุตสาหกรรมการเกษตร” คือ เน้นการผลิตในปริมาณที่มากขึ้น นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในผลิตและการจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต่างๆ เช่น ลดต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงของเกษตรกร เพิ่มมูลค่าของผลผลิต จนเกิดความสัมพันธ์แบบใหม่ในห่วงโซ่การผลิตที่เน้นการรวมตัวและกำกับดูแลซึ่งกันและกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่การจำหน่ายปัจจัยการผลิต การแปรรูป กระทั่งการส่งออก ที่เรียกว่า“ระบบเกษตรพันธสัญญา” (Contract Farming)โดยเกษตรกรจะได้รับประโยชน์หลายประการคือ สามารถตรวจสอบทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรจากกระทรวงเกษตรฯ ได้ก่อนทำสัญญา พ.ร.บ. ดังกล่าวยังกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรต้องจัดส่งเอกสารสำหรับการชี้ชวนและร่างสัญญาให้เกษตรกรเพื่อให้เกษตรกรได้รับทราบข้อมูลและรายละเอียดสำคัญที่จำเป็นก่อนตัดสินใจทำสัญญา

 

 

นอกจากนี้ ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรต้องจัดส่งสำเนาเอกสารสำหรับการชี้ชวนให้กระทรวงเกษตรฯ เพื่อคุ้มครองเกษตรกรในการทำสัญญาและป้องกันการโฆษณาชวนเชื่อและชี้ชวนเกินจริงในหนังสือสัญญาต้องกำหนดระยะเวลาการทำสัญญาให้สอดคล้องกับระยะเวลาคืนทุน ระบุวิธีการคำนวณราคาวัตถุดิบและผลผลิต และใช้ราคา ณ วัน เวลา วันและสถานที่ใดในการส่งมอบ ข้อยกเว้นไม่ปฏิบัติตามสัญญากรณีเกิดเหตุสุดวิสัย ใครเป็นผู้รับความเสี่ยงภัย การเยียวยาความเสียหาย สิทธิการบอกเลิกสัญญาและที่สำคัญคือ ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมจะไม่สามารถใช้บังคับได้

สำหรับฝ่ายผู้ประกอบการที่รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรคู่สัญญาจะได้รับผลผลิตทางการเกษตรในปริมาณและได้คุณภาพที่ตกลงกัน ตามเวลาที่กำหนดในสัญญา ดังเช่น บริษัท อีส เวส์ ซีด (ประเทศไทย) จำกัดซึ่งเป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชตราศรแดง มีเกษตรกรคู่สัญญา 25,000 ราย พื้นที่ 13,000 ไร่ใน 20 จังหวัดทุกภาค เมื่อบริษัทเข้าไปส่งเสริมเทคโนโลยีการผลิตแก่เกษตรกรทำให้บริษัทได้รับเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพมากขึ้น

ด้านบริษัท โดล ไทยแลนด์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตผลไม้กระป๋องต้องการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และระยองปีละ 200,000 ตัน เมื่อเข้าสู่ระบบเกษตรพันธสัญญาแล้ว ทางบริษัทได้รับผลไม้คุณภาพดีและรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรได้ตรงกับตารางการผลิตของโรงงานผลไม้กระป๋อง

ส่วนบริษัท ราชสีมา กรีน เอ็นเนอร์ยี จำกัดซึ่งผลิตแป้งมันสำปะหลัง เมื่อเข้าไปส่งเสริมปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยแก่เกษตรกรทำให้ได้หัวมันสำปะหลังที่มีปริมาณแป้งสูงตามต้องการ อีกทั้งมีปริมาณเพียงพอที่จะป้อนโรงงานที่ต้องการหัวมันสำปะหลังสด 1,200 ตันต่อวัน เพื่อให้ได้แป้งมันดิบ 350 ตัน เป็นต้น

“กรณีเกิดข้อพิพาท ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญา กฎหมายระบบเกษตรพันธสัญญากำหนดให้คู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่ายต้องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยก่อน โดยมีคณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกรุงเทพมหานครและคณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประจำจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งกำหนดมาตรการคุ้มครองระหว่างการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยห้ามมิให้คู่สัญญา ชะลอ ระงับ หรือยุติการปฏิบัติตามสัญญาในระหว่างการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หากการไกล่เกลี่ยไม่ประสบผลให้นำคดีไปสู่การพิจารณาของศาลต่อไป ที่ผ่านมาได้ไกล่เกลี่ยและยุติข้อพิพาท โดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้ว 2 เรื่องใน 2 จังหวัดและอยู่ระหว่างดำเนินการ 1 เรื่องใน 16 จังหวัด ซึ่งการทำเกษตรระบบนี้เป็นการสร้างกระบวนการพัฒนาการผลิตร่วมกันระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ ทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย อีกทั้งนำไปสู่การสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” รมว.เกษตรฯ  กล่าว

 

 

รมว.เกษตรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า  การทำระบบเกษตรพันธสัญญาเกิดขึ้นมานาน ขณะนี้มีอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของโลก ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาได้แก่สหรัฐอเมริกา ละตินอเมริกา ยุโรป เอเชีย และแอฟริกา สำหรับผลผลิตทางการเกษตรในประเทศพัฒนาแล้วอยู่ภายใต้ระบบเกษตรพันธสัญญา เช่น ฟาร์มโคนม สัตว์ปีก และอ้อยในเยอรมนี ผลิตภัณฑ์ไก่เนื้อในญี่ปุ่น

ปัจจุบันธุรกิจแปรรูปอาหารที่มาจากระบบเกษตรพันธสัญญาอยู่ระหว่างร้อยละ 60-85 ของธุรกิจทางการเกษตรในสาธารณรัฐเชคโกสโลวาเกีย และฮังการี นอกจากนี้ในจอร์เจีย เอมมาเนีย ยูเครน และรัสเซีย โดยระบบเกษตรพันธสัญญาขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการผลิตผลไม้ พืชไร่ ยางพารา อ้อย ปศุสัตว์ และประมง ทั้งเป็นทุนที่ดำเนินการมาจากภายในประเทศและต่างประเทศหรือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign DirectInvestment)

รัฐมนตรีเกษตรระบุว่า ที่ผ่านมาแม้ประเทศต่างๆ จะมีประสบการณ์ทั้งด้านบวกและด้านลบจากการทำระบบเกษตรพันธสัญญา แต่กระทรวงเกษตรฯได้นำระบบการทำเกษตรพันธสัญญามาใช้ในไทย โดยมีพ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีประสิทธิภาพมากำกับดูแลอย่างครบวงจรเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งรายได้ของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าเกษตรได้มากขึ้น ส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

” ระบบเกษตรพันธสัญญา ถือเป็นกลไกลสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงกลไกในการซื้อ-ขายผลผลิตทางการเกษตรทั้งพืชผล สินค้าปศุสัตว์ สินค้าประมงภายใต้การประกันราคารับซื้อที่แน่นอน-เป็นธรรม-ยั่งยืน โดยผู้ประกอบการจะมีการถ่ายเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย เน้นลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพการผลิตให้เกษตรไทย จึงอยากฝากรัฐมนตรีใหม่ในการรุกขับเคลื่อนกฎหมายดังกล่าวให้เดินหน้าต่อไปเพื่อเกษตรกรไทย เพื่อลดปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ ขาดเสถียรภาพเหมือนในอดีตและนำไปสู่การลดปัญหาล้นตลาดอีกทางหนึ่งด้วย” นายกฤษฎา กล่าวย้ำ

“เฉลิมชัย” ลุยน้ำท่วม พบเกษตรกรมอบถุงยังชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/388537

“เฉลิมชัย” ลุยน้ำท่วม พบเกษตรกรมอบถุงยังชีพ

วันที่ 14 กันยายน 2562 – 19:33 น.
เฉลิมชัย,ร้อยเอ็ด,เกษตร

“เฉลิมชัย” ลุยน้ำท่วม พบเกษตรกรมอบถุงยังชีพ

รัฐมนตรีเกษตรฯ “เฉลิมชัย” ลุยน้ำท่วม พบเกษตรกรมอบถุงยังชีพ ยืนยัน จ่ายเงินชดเชยเร็วที่สุด

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพบปะเกษตรกร และมอบถุงยังชีพและหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ณ บ้านท่าเยี่ยม ต.วังหลวง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ว่า ในวันนี้ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตรสำรวจพื้นที่การเกษตรที่ได้รับความเสียหาย โดยได้ประสานงานกับนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัดถึงพื้นที่ที่จะประกาศเป็นพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติ ซึ่งทางกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งดำเนินการโดยทันที และให้รายงานผลมาภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อจะได้นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีและนำเงินชดเชยมาให้เร็วที่สุด

อีกส่วนหนึ่งยังได้สั่งการให้ กรมการข้าว กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เตรียมเมล็ดพันธุ์พืชข้าว พืชที่ใช้น้ำน้อย เตรียมมาปลูกหลังจากนี้เพื่อให้พี่น้องเกษตรมีรายได้เสริม และแหล่งน้ำทุกแห่งที่นำน้ำไปเก็บไว้ หรือแหล่งน้ำสาธารณะจะให้กรมชลประทานนำพันธุ์ปลา พันธุ์กุ้งไปปล่อย เพื่อหลังจากนี้ 3-4 เดือน พี่น้องประชาชนจะได้มีรายได้จากตรงนี้ไปใช้ในครอบครัวอีกด้วย

              ทั้งนี้สำหรับมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ จะจ่ายให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับไว้ก่อนเกิดภัย จ่ายเงินช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่จริงที่ได้รับความเสียหาย รายละไม่เกิน 30 ไร่ ซึ่งกำหนดให้นาข้าวได้รับอัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ได้รับอัตราไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวนและอื่นๆ ได้รับอัตราไร่ละ 1,690 บาท ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน

“รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งรัฐบาลบูรณาการทุกหน่วยงานลงพื้นที่ดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด และแก้ไขปัญหาให้ผ่านพ้นไปโดยเร็วที่สุด” นายเฉลิมชัย กล่าว

“ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่”รับรางวัลเลิศรัฐสาขาพัฒนาการบริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/388395

“ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่”รับรางวัลเลิศรัฐสาขาพัฒนาการบริการ

วันที่ 13 กันยายน 2562 – 17:08 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์

“ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่”รับรางวัลเลิศรัฐสาขาพัฒนาการบริการ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ชูความสำเร็จแก้ปัญหาตกเขียวกาแฟอาราบิก้า หนุนชาวเขามูเซอรวมกลุ่มตั้งสหกรณ์ ผลิตกาแฟคุณภาพภายใต้แบรนด์ “ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่”รับรางวัลเลิศรัฐสาขาพัฒนาการบริการจากสำนักงานก.พ.ร.ปี 2562

วันที่ 13 ก.ย.  นายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี  พ.ศ.2562 สาขาบริการภาครัฐ ประเภทรางวัลพัฒนาการบริการ ระดับดี จากผลงาน “อาราบิก้าตกเขียว สู่แบรนด์    ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่”  ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้คัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผลงาน  ที่ได้รับรางวัลเลิศรัฐ และได้เข้ารับโล่รางวัลจากนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 กันยายน 2562  ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม  อิมแพค เมืองทองธานี

ซึ่งการได้รับรางวัลครั้งนี้ถือเป็นการเชิดชูเกียรติ เป็นขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำปาง ที่ได้มีส่วนเข้าไปช่วยเหลือชาวเขาเผ่ามูเซอที่อาศัยอยู่               บ้านปางม่วง อำเภอเมืองปาน ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่ประสบปัญหาด้านการประกอบอาชีพ เนื่องจากรายได้หลักมาจากการขายผลผลิตกาแฟพันธุ์อาราบิก้าแบบผลสดและกาแฟกะลาให้แก่พ่อค้าคนกลางในท้องถิ่น ลักษณะตกเขียว เกษตรกรต้องกู้เงินหรือนำปัจจัยการผลิตจากพ่อค้าไปลงทุน เมื่อกาแฟสุกและเก็บเกี่ยวได้ จึงนำมาขายให้พ่อค้าเพื่อชำระหนี้  ทำให้เกษตรกรไม่มีโอกาสต่อรองเรื่องราคา รายได้จึงไม่เพียงพอใช้จ่ายในครัวเรือนและมีหนี้สินพอกพูน ทำให้ไม่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้
ต่อมาในปี 2557 กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำปาง ได้รับมอบภารกิจให้เข้าไปดูแลชุมชนพื้นที่ราบสูงบ้านปางม่วง ต่อจากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง จึงได้วางกรอบการพัฒนาโดยนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้ในการพัฒนาชาวมูเซอบ้านปางม่วงอย่างเป็นลำดับขั้นตอน สร้างพื้นฐานให้คนในชุมชนได้มีพอกินพอใช้ และใช้หลักการระเบิดจากข้างใน เตรียมชุมชนให้พร้อมก่อนจะออกไปติดต่อสัมพันธ์กับภายนอก จึงได้เริ่มแนะนำให้ชาวบ้านรู้จักการพึ่งพาตนเอง ช่วยเหลือกันในชุมชน และใช้ทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์ และจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรปางม่วง จำกัด เพื่อเป็นองค์กรหลักของชุมชน ดูแลเรื่องอาชีพ ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าผลผลิตกาแฟอาราบิก้าซึ่งเป็นรายได้หลักของชาวบ้าน                          พร้อมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการเรื่องการปลูกกาแฟเพื่อให้ได้มาตรฐาน GAP สนับสนุนทั้งเรื่องอุปกรณ์  เครื่องมือการแปรรูปกาแฟ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต และสนับสนุนเงินทุนให้ชาวบ้านนำไปปรับปรุงสวนกาแฟเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และสหกรณ์ได้มีเงินทุนหมุนเวียนในการรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก
ปัจจุบันชุมชนบ้านปางม่วง  มีพื้นที่ปลูกกาแฟ 560 ไร่ ผลผลิต 300 ตันต่อปี เป็นกาแฟที่มีคุณภาพ มีกลิ่นหอม อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกสูงกว่าระดับน้ำทะเล 900 เมตร มีอุณหภูมิเย็นตลอดทั้งปี ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากชาวบ้านปางม่วงรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ สามารถลดต้นทุนการผลิตกาแฟให้กับสมาชิกและช่วยแก้ไขปัญหาการกู้หนี้นอกระบบเพื่อนำมาลงทุนประกอบอาชีพ ขณะเดียวกันผลผลิตกาแฟขายได้ราคาสูงขึ้น จากเดิมที่เคยขายกาแฟผลสดให้พ่อค้ากิโลกรัมละ 15 บาท ปัจจุบันสหกรณ์เป็นผู้รวบรวมผลผลิตจากสมาชิกมาแปรรูปเป็นกาแฟคั่วเม็ดบรรจุถุง ภายใต้ตรา “ปางม่วง โค-อ๊อฟ ค๊อฟฟี่” ส่งขายให้ร้านกาแฟสดและบดเป็นผงจำหน่ายให้ผู้บริโภคนำไปชงดื่ม สามารถเพิ่มมูลค่ากาแฟได้สูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท และสร้างตราสินค้าท้องถิ่นของชุมชนจนเป็นที่ยอมรับ ชุมชนบ้านปางม่วงนับเป็นตัวอย่างความสำเร็จจของการใช้วิธีการสหกรณ์เข้ามาช่วยแก้ปัญหาในการประกอบอาชีพและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับคนในชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ได้มีโอกาสพัฒนาอาชีพให้มีรายได้ที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์มีนโยบายให้หน่วยงานระดับภูมิภาคใช้กลไกสหกรณ์เข้าไปช่วยเสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนแต่ละพื้นที่ ให้มีความอยู่ดีกินดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่สำคัญของประเทศต่อไป

รมว.เกษตรฯชี้แจงนโยบายประกันรายได้และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/388368

รมว.เกษตรฯชี้แจงนโยบายประกันรายได้และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร

วันที่ 13 กันยายน 2562 – 15:56 น.
กระทรวงเกษตรฯ

รมว.เกษตรฯชี้แจงนโยบายประกันรายได้และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร

รมว.เกษตรฯประชุมตัวแทนสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมยางพารา ปาล์มน้ำมัน โคนมและโคเนื้อ เกือบ 2,000 คน ชี้แจงนโยบายประกันรายได้และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรตามนโยบายรัฐบาล หวังใช้กลไกสหกรณ์ขับเคลื่อนนโยบายนี้ให้บรรลุเป้าหมาย ช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรทั่วประเทศ

               วันที่ 13 กันยายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานใน              พิธีเปิดโครงการ “การสร้างการรับรู้นโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาลผ่านสถาบันเกษตรกร” และปาฐกถาพิเศษ    “ภาพรวมนโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาล” โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้นำสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ดำเนินธุรกิจด้านยางพารา ปาล์มน้ำมัน โคนมและโคเนื้อ เกือบ 2,000 คน เข้าร่วมรับฟังเพื่อสร้างการรับรู้นโยบาย                 ด้านการเกษตรส่งผ่านสถาบันเกษตรกร โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ และนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมชี้แจงนโยบายด้านการเกษตรภายใต้ภารกิจของหน่วยงาน                            ที่กำกับดูแลด้วย ณ อาคารอิมแพคฟอรั่ม ชั้น 2 ห้องประชุมแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม  อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด      จังหวัดนนทบุรี


ทั้งนี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร รวมถึงการพัฒนาภาคการเกษตร อาทิ การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและรายได้ให้กับเกษตรกร ในสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน อ้อย และข้าวโพด โดยผ่านเครื่องมือและมาตรการที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ จัดให้มีระบบการประกันภัยสินค้า การพัฒนาระบบตลาดที่เชื่อมโยงผลการผลิตของเกษตรกรถึงผู้ประกอบการแปรรูปและผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม การใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือในการขยายและเข้าถึงตลาดในรูปแบบต่าง ๆ การอำนวยสะดวกทางการค้า และการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตรที่มีประสิทธิภาพ การลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่เหมาะสม การพัฒนาองค์กรเกษตรกรและเกษตรกรรุ่นใหม่

โดยเพิ่มทักษะการประกอบการและพัฒนาความเชื่อมโยงของกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ในทุกระดับ โดยเฉพาะด้านการตลาด การค้าออนไลน์ ระบบบัญชี เพื่อขยายฐานการผลิตและฐานการตลาดของสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง  มีความสามารถในการแข่งขัน การส่งเสริม การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกร การดูแลเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ในที่ดินทํากิน แหล่งเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และปัจจัยการผลิตต่าง ๆ การส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าเป็นพืชเศรษฐกิจ การส่งเสริมการทําปศุสัตว์ให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และการฟื้นฟูและสนับสนุนอาชีพการทําประมงให้เกิดความยั่งยืนบนพื้นฐานของการรักษาทรัพยากรทางการประมงและทรัพยากรทางทะเลให้มีความสมบูรณ์อย่างต่อเนื่อง
จากนโยบายการพัฒนาภาคการเกษตรดังกล่าว รัฐบาลได้อนุมัติมาตรการต่าง ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม ได้แก่ การประกันรายได้เกษตรกร ในสินค้าเกษตรที่สำคัญ คือ ข้าว ปาล์มน้ำมัน ซึ่งได้ดำเนินการแล้ว ในส่วนของยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด ซึ่งจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว การพัฒนาระบบการตลาดสินค้าเกษตร การลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ มุ่งเป้าผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรเป้าหมาย              5 รายการ ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และสินค้าเกษตรอื่น ๆ ให้ได้มากที่สุด

มาตรการการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ในปีการผลิต 2562/63 สำหรับชาวนาผู้ปลูกข้าวที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 862,176 ครัวเรือนทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลประกาศประกันราคาข้าว 5 ประเภท ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 10,000 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี                    ตันละ 11,000 บาท และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท
นอกจากนี้รัฐบาลยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมปลูกพืชตระกูลถั่ว    เพื่อส่งเสริมการปลูกพืชระยะสั้นโดยจะแจกเมล็ดพันธุ์ฟรี การส่งเสริมให้เลี้ยงโคขุน โดยจะมีวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรกู้ไปลงทุน และรัฐบาลจัดงบประมาณชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ยให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และจะเร่งดำเนินการมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือภาคการเกษตรที่ประสบภัยพิบัติในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ                  การบรรเทาค่าครองชีพให้กับเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง และการบรรเทาความเสียหายจากอิทธิพลพายุโพดุล เป็นต้นการจัดโครงการ “สร้างการรับรู้นโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาลผ่านสถาบันเกษตรกร” ในครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสดีเกษตรกรจะทราบและรับรู้นโยบายของรัฐบาลด้านการเกษตรที่รัฐบาลได้เข้าไปช่วยเหลือพี่น้องชาวเกษตรกร              ซึ่งการขับเคลื่อนนโยบายและมาตราการต่าง ๆ ของรัฐบาล กลไกสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นสถาบันเกษตรกรที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน รวมถึงการถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายและมาตรการของรัฐบาลไปยังเกษตรกรที่เป็นสมาชิก เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาล เพื่อร่วมกันยกระดับภาคการเกษตรให้มี       ความเข้มแข็ง และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ก้าวพ้นจากความยากจน

สำหรับโครงการ “การสร้างการรับรู้นโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาลผ่านสถาบันเกษตรกร”                   กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดขึ้นเพื่อสร้างการรับรู้นโยบายในด้านการเกษตรของรัฐบาล ที่มุ่งแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผ่านสถาบันเกษตรกร โอกาสนี้ ผู้แทนกรมการค้าภายในธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรและผู้แทนการยางแห่งประเทศไทย ได้ร่วมชี้แจงแนวทางการขับเคลื่อน                 มาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลให้กับผู้แทนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรอีกด้วย

ดีเดย์ 1 ต.ค. เริ่มประกันราคายาง 60 บาทต่อกก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/388180

ดีเดย์ 1 ต.ค. เริ่มประกันราคายาง 60 บาทต่อกก.

วันที่ 12 กันยายน 2562 – 17:55 น.
ยางพารา

ชาวสวนยางเตรียมเฮ รมว.เกษตรฯ ยัน 1 ต.ค. เริ่มประกันราคายาง 60 บาทต่อ กก.

ชาวสวนยางเตรียมเฮ รมว.เกษตรฯ ยัน 1 ต.ค. เริ่มประกันรายได้ เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ยืนยัน 1 ต.ค. เริ่มประกันรายได้ยางพารา 60 บาทต่อ กก. เล็งผลักดันใช้ยางในประเทศ เงินสินเชื่อ แก้ปัญหาระยะยาว
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตอบกระทู้ถามสดด้วยวาจาของ นายนริส ขำนุรักษ์ ส.ส. จังหวัดพัทลุง เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2562 เกี่ยวกับกรณีการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำว่า มีสาเหตุมาจากอัตราการใช้ยางพาราในประเทศที่มีสัดส่วนน้อยกว่าการส่งออก และการกำหนดราคาซึ่งมาจากตลาดต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถกำหนดราคายางได้เอง ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการแก้ปัญหาเบื้องต้นเพื่อพยุงราคายาง โดยจะเริ่มดำเนินการโครงการประกันรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับการยางแห่งประเทศไทย ในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 นี้
โดยมีมาตรการที่กำหนดคือ ให้คนละไม่เกิน 25 ไร่ ต่อเกษตรกรพี่น้องชาวสวนยาง 1 ราย ยางที่จะประกันราคาคือ 1.ยางแผ่นคุณภาพดีประกันที่ราคา 60 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม 2.น้ำยางสด DRC 100% ประกันที่ราคา 57 บาท 3.ยางก้อนถ้วยซึ่งมี DRC 50% ประกันที่ราคา 23 บาท ทั้งนี้การกำหนดราคารับประกัน ทางเจ้าหน้าที่การยางแห่งประเทศไทยได้ใช้มาตรการคำนวณราคาต้นทุนต่าง ๆ และกำหนดกรอบระยะเวลาการดำเนินงานในช่วงแรกเป็นเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางจะได้รับเงินประกันรายได้ยางพารา 2 เดือนต่อหนึ่งครั้ง โดยงวดแรกจะเริ่มวันที่ 15 ธันวาคม เป็นต้นไป
ทั้งนี้เพื่อความโปร่งใส ได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 4 ชุดด้วยกัน เพื่อตรวจสอบและร่วมดำเนินการ ได้แก่ 1.คณะกรรมการบริหารโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งจะเป็นคณะกรรมการบริหารโครงการใหญ่ โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน 2.คณะกรรมการราคากลางอ้างอิง ซึ่งคณะกรรมการนี้จะประกาศราคากลาง ที่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางจะได้ส่วนต่างจากการประกันรายได้ 3.คณะอนุกรรมการบริหารประกันรายได้เกษตรกรสวนยางระดับจังหวัด ซึ่งจะมีเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นประธาน มีส่วนราชการต่าง ๆ พี่น้องตัวแทนชาวสวนยาง ธกส. ตัวแทนเกษตรจังหวัด สหกรณ์จังหวัด ประธานสภาเกษตร 4.คณะอนุกรรมการในส่วนระดับตำบล ซึ่งตรงนี้จะมีส่วนข้าราชการ ปลัดอำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารท้องถิ่น ตัวแทนการยาง ตัวแทนสวนยาง เพื่อมาตรวจสอบในการนำเสนอการรับเงินประกันรายได้

นอกจากนี้ยังมีโครงการเสริมให้ใช้ภาครัฐ โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการไปทุกกระทรวงว่าสามารถจะนำยางพาราไปใช้ในงานราชการต่าง ๆ ได้อย่างไร ซึ่งขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการพูดคุยกับกระทรวงต่าง ๆ เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงสาธรณสุข กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น ซึ่งกระทรวงต่าง ๆ เหล่านี้จะมาตัด Supply ของน้ำยางพาราออกจากตลาดได้ และยังมีโครงการหาวงเงินสินเชื่อของผู้ประกอบการผลิต เพื่อใช้ในการขยายกำลังผลิต เป็นวงกู้ที่จะประสานให้ 25,000 ล้าน โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นกองทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรที่รวบรวมยางพาราเป็นวงเงิน 10,000 ล้านบาท โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยางแห้ง ซึ่งตรงนี้จะหาเงินกู้ให้อีก 20,000 ล้านบาท

ปลูกพืชท้องถิ่นบนดินเค็ม อนุรักษ์ให้คนรุ่นหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/387607

ปลูกพืชท้องถิ่นบนดินเค็ม อนุรักษ์ให้คนรุ่นหลัง

วันที่ 10 กันยายน 2562 – 00:00 น.
ดินเค็ม,ฟื้นฟูดิน,เกษตรกร,ปลูกพืชท้องถิ่น

ปราชญ์ชาวบ้านเมืองกาฬสินธุ์ ปลูกพืชท้องถิ่นบนพื้นที่ดินเค็ม อนุรักษ์ให้คนรุ่นหลัง

9 กันยายน 2562 นายขุนเพชร ศรีกุตา ปราชญ์ชาวบ้าน จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า แต่เดิมพื้นที่บ้านโพนสิม ตำบลหัวนาคำ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ชาวบ้านประสบปัญหาดินเค็มมาก

ทั้งนี้คือทำนาหนึ่งไร่ได้ข้าวไม่ถึง 50 กิโลกรัม ทำไปก็ไม่ได้เก็บเกี่ยว หรือจะปลูกพืชอื่นก็ไม่ได้ผลแม้กระทั่งหญ้ายังไม่กล้าขึ้น จนต้องปล่อยพื้นที่ทิ้งร้างกว่า 1,000 ไร่  แล้วไปหางานทำอย่างอื่นแทน แต่พอกรมพัฒนาที่ดิน สถานีพัฒนาที่ดินกาฬสินธุ์ มาทำโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็ม ในปี 2557 มาช่วยไถปรับรูปคันนาใหม่ให้สม่ำเสมอ ปั้นคันนาให้มีขนาดใหญ่สามารถกักเก็บน้ำได้ดีขึ้น

พร้อมกับส่งเสริมให้ปลูกโสนอัฟริกัน ใส่ปุ๋ยคอก แกลบสด เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ส่วนบนคันนาให้ปลูกกระถินออสเตรเลีย (อะคาเซีย) ช่วยดูดซับน้ำเค็มไม่ให้ขึ้นมาบนผิวดิน

ตนเป็นคนหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่ดินเค็ม โดยมีพื้นที่ทั้งหมด 24 ไร่ ได้นำมาเข้าร่วมโครงการประมาณ 10 ไร่ ได้รับการสนับสนุนในการปรับคันนาและฟื้นฟูดิน แล้วได้ทดลองดำนาดู ในปีแรกยังไม่ค่อยเห็นผล แต่พอปีต่อมาดินเริ่มฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ จนสามารถปลูกข้าวหอมมะลิ 105 และข้าวเหนียว กข 6 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 300 กิโลกรัมต่อไร่ และข้อดีของข้าวที่ปลูกบนดินเค็มจะมีความหอมและมีคุณภาพดีกว่าพื้นที่อื่น

ส่วนบนคันนานอกจากปลูกอะคาเซียแล้ว ยังได้ทดลองปลูกพืชผักอีกหลายชนิด ทั้ง กล้วย มันแกว ถั่วฝักยาว พริก มะเขือ หน่อไม้ฝรั่ง ซึ่งปลูกแบบปลอดสารพิษทั้งหมด เนื่องจากสังเกตว่าพื้นที่ดินเค็มหากใช้สารเคมีแล้วจะพืชผักจะตาย ช่วยประหยัดต้นทุนและยังปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

ยังได้ร่วมมือกับอาจารย์มหาวิทยาลัยมหาสารคามในการทดลองปลูกพืชท้องถิ่นที่มีศักยภาพในพื้นที่ดินเค็ม เช่น รากสามสิบ ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรประจำถิ่นของหมู่บ้านโพนสิม (รากสามสิบมีรสเฝื่อนเย็นเป็นยาบำรุงกำลัง แก้กระษัย ช่วยลดความดันโลหิตสูง ลดไขมันและน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการทำงานของตับอ่อนช่วยขับเสมหะ ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้ ช่วยรักษาอาการประจำเดือนผิดปกติของสตรี

 

นอกจากนี้ รากสามสิบสามารถนำมาทำสบู่ และใช้ซักเสื้อผ้า อีกทั้งยังช่วยบำรุงดิน ทำให้ดินชุ่มน้ำ) โดยอาจารย์อยากให้อนุรักษ์พืชท้องถิ่นนี้ให้คงอยู่ เพราะหาไม่ได้จากแหล่งอื่น ซึ่งขณะนี้ได้ทดลองปลูกรากสามสิบบนคันนา เน้นปลูกเพื่อการอนุรักษ์ให้รุ่นลูกหลานได้รู้จักพืชประจำถิ่นของตัวเอง

 

 

 

หลังการปรับนาร้างสู่นาดี มีพืชผลบนคันนา ทำให้มีรายได้จากการขายข้าว และมีรายได้เสริมจากการขายพืชผักบนคันนา อย่างน้อยวันละ 100-200 บาท ซึ่งตลาดไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล ในหมู่บ้านมี 500 หลังคาเรือน ขายผักให้คนในหมู่บ้านก็แทบไม่พอแล้ว ตอนนี้ชาวบ้านตื่นตัวกันมากขึ้น พอเห็นคนที่เข้าร่วมโครงการประสบความสำเร็จจึงอยากเข้าร่วมโครงการบ้าง บางส่วนก็ไปปลูกผักบนคันนาตามบ้าง คนนั้นปลูกอย่างอีกคนปลูกอีกอย่าง สามารถนำมาแลกเปลี่ยนซื้อขายกันในหมู่บ้านเท่านี้ก็อยู่ได้แล้วตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

 

ผมในฐานะปราชญ์ชาวบ้านและเป็นหมอดินอาสา มุ่งมั่นที่จะทำเป็นตัวอย่างให้กับชาวบ้าน โดยจะพัฒนาพื้นที่ดินเค็มที่เหลืออีกกว่า 14 ไร่ ทำตามหลักการพัฒนาที่ดินที่ทางสถานีพัฒนาที่ดินกาฬสินธุ์ได้แนะนำไว้ ตอนนี้ปลูกโสนอัฟริกันปรับปรุงดินไปก่อน ถ้าดินดีขึ้นถึงจะเริ่มปลูกข้าว ปลูกผักบนคันนา เราต้องทำเป็นตัวอย่าง หากเราทำได้จะไปแนะนำคนอื่นเขาก็จะเชื่อมั่นแล้วนำไปทำตามเพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนในชุมชนต่อไป

 

 

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะวิธีดูแลและฟื้นฟูพืชหลังประสบอุทกภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/387613

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะวิธีดูแลและฟื้นฟูพืชหลังประสบอุทกภัย

วันที่ 9 กันยายน 2562 – 20:27 น.
กรมส่งเสริมการเกษตร

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะวิธีดูแลและฟื้นฟูพืชหลังประสบอุทกภัย

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะเกษตรกรดูแลฟื้นฟูพืชหลังประสบภัยน้ำท่วมจากพายุ “โพดุล” และ “คาจิกิ” พร้อมแจงหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยตามพื้นที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน 30 ไร่

             นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “โพดุล”และดีเปรสชั่น “คาจิกิ” กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายของพื้นที่การเกษตรหลังน้ำลดทันที พร้อมแนะนำให้เกษตรกรดูแลข้าว ไม้ผล ไม้ยืนต้น ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักสำคัญ โดยเฉพาะบางพื้นที่มีพืชต้องเร่งเก็บเกี่ยวเพื่อหนีน้ำ ดังนี้
ข้าว ในกรณีที่น้ำท่วมขังไม่นาน น้ำสูงไม่ถึงยอดข้าว และต้นข้าวยังไม่ตาย ให้รีบระบายน้ำออกจากแปลงนาให้เหลือ 5 – 10 เซนติเมตร และให้ฟื้นฟูข้าวหลังจากน้ำลด โดยที่ต้นข้าวยังเขียวอยู่เกิน 3 วัน หากต้นข้าวในนามี สีเขียวมากขึ้นไม่ต้องใส่ปุ๋ย ให้ดูแลโรคและแมลงอย่าให้รบกวนเท่านั้น แต่หากต้นข้าวในนาเริ่มมีอาการสีเหลืองที่ใบ ให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 3 – 5 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อฟื้นฟูสภาพต้นข้าว (ไม่ควรใส่ปุ๋ยยูเรียมากเกินคำแนะนำ เพราะจะทำให้ต้นข้าวเกิดโรคได้) สำหรับแปลงนาที่ข้าวออกรวง ให้ระบายน้ำจนแห้งและห้ามใส่ปุ๋ยเพราะจะทำให้ดินร้อน และต้นข้าวตายง่ายขึ้น ในกรณีที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวระยะสุกเต็มที่เพื่อหนีน้ำ ให้นำข้าวที่เก็บเกี่ยวไปตากเพื่อลดความชื้นโดยเร็ว สำหรับแปลงข้าวที่ตายเสียหายโดยสิ้นเชิง ให้เกษตรกรติดต่อขอรับการช่วยเหลือตามระเบียบของทางราชการที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ตามที่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไว้
ไม้ผล ไม้ยืนต้น หลังน้ำท่วมใหม่ ๆ ขณะที่ดินยังเปียกอยู่ ห้ามนำเครื่องจักรกลหนักเข้าไปในพื้นที่ และห้ามบุคคล รวมทั้งสัตว์เข้าไปเหยียบย่ำบริเวณโคนต้นพืชโดยเด็ดขาด เพราะต้นที่ถูกน้ำท่วมขังจะมีโครงสร้างง่ายต่อการถูกทำลาย และเกิดการอัดแน่นได้ง่าย ซึ่งเป็นผลเสียต่อการไหลซึมของน้ำ รวมทั้งจะกระทบกระเทือนต่อระบบรากของพืช ทำให้ต้นไม้ทรุดโทรมและอาจตายได้ ดังนั้น เพื่อช่วยให้ต้นพืชตั้งตัวเร็วขึ้น ควรมีการพ่นปุ๋ยทางใบให้แก่พืช เพราะในระยะนี้ระบบรากของพืชยังไม่สามารถดูดกินธาตุอาหารพืชจากดินได้ตามปกติ ปุ๋ยทางใบอาจใช้ปุ๋ยน้ำสูตร 12 – 12 – 12 หรือ 12 – 9 – 6  หรือจะใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 21 – 21 – 21 และ 16 – 21 – 27 ละลายน้ำพ่นให้แก่พืชก็ได้ นอกจากนี้ สามารถเตรียมปุ๋ยทางใบที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเด็กซ์โตรส 600 กรัม ฮิวมิคแอซิด 20 ซีซี ปุ๋ยเกล็ดสูตร 15 – 30 – 15 จำนวน 20 กรัม ผสมสารดังกล่าวในน้ำ 20 ลิตร เติมสารจับใบลงไปเล็กน้อย และอาจใส่สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามความจำเป็น และพ่นสัก 2 – 3 ครั้ง
สำหรับในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย เมื่อน้ำลดแล้ว และต้องการจะปลูกพืชใหม่ อาจทำได้ 2 วิธี คือ

1. ปลูกแบบไถพรวนน้อยครั้ง โดยใช้เครื่องมือที่มีน้ำหนักเบา และกระทำหลังจากที่ดินเริ่มแห้งเป็นการกำจัดวัชพืชไปด้วยในตัว ลดการรบกวนดิน และ                 2. ปลูกแบบไม่ไถพรวน วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ยังเปียกชื้นอยู่
รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ หากมีพื้นที่ทำการเพาะปลูกซึ่งเสียหายโดยสิ้นเชิง จะมีการให้ความช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน 30 ไร่ ได้แก่ ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่น ๆ อัตรา ไร่ละ 1,690 บาท ทั้งนี้ เมื่อเกิดภัยพิบัติและผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือฯ เกษตรกรต้องยื่นแบบความจำนงขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) โดยให้ผู้นำท้องถิ่นรับรอง ก่อนจะมีการตรวจสอบทะเบียนเกษตรกร และพื้นที่เสียหายจริง เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป หากมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอและสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน

กษัตริย์เลโซโท เสด็จเยือนประเทศไทยสานสัมพันธ์พัฒนาการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/agricultural/387612

กษัตริย์เลโซโท เสด็จเยือนประเทศไทยสานสัมพันธ์พัฒนาการเกษตร

วันที่ 9 กันยายน 2562 – 20:18 น.
เลโซโท

กษัตริย์เลโซโท เสด็จเยือนประเทศไทยร่วมสานสัมพันธ์ พัฒนาด้านเกษตรสู่ความมั่นคง

สมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 แห่งราชอาณาจักร เลโซโท เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทย ร่วมสานสัมพันธ์ พัฒนาด้านเกษตรสู่ความมั่นคง

วันที่ 9 กันยายน 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระราชาธิบดีเลตซีที่ 3 แห่งราชอาณาจักรเลโซโท เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์ พร้อมด้วย 4 รัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรเลโซโท ได้แก่ 1) รมว.กระทรวงการต่างประเทศ (H.E. Mr. Lesego Makgothi) 2) รมว.อุตสาหกรรมและการค้า (H.E. Mr. Habofanoe Lehana) 3) รมว.เหมืองแร่ (H.E. Mr. Keketso Sello) และ 4) รมว.การท่องเที่ยว (H.E. Joang Molapo)
โดยทั้งสองประเทศได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการเกษตรระหว่างกัน โดยเฉพาะการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของไทยไปใช้ของราชอาณาจักรเลโซโท เพื่อสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยทางอาหารในการผลิตสินค้าเกษตร และเป็นภูมิคุ้มกันให้กับเกษตรกรภายในประเทศ ทั้งนี้ ในอนาคต ทั้งสองประเทศจะสานความสัมพันธ์เพื่อขยายความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการด้านการเกษตรต่อไป