รักษ์เกษตร : เรื่องควรรู้ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425016

รักษ์เกษตร : เรื่องควรรู้ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ

รักษ์เกษตร : เรื่องควรรู้ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ

วันอังคาร ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีปลูกไม้ดอกไม้ประดับให้ได้ดี ทำอย่างไรครับ ขอบคุณครับ

รังสิต อุทัยธรรม

อ.เมือง จ.อุทัยธานี

คำตอบ

ไม้ดอกไม้ประดับ สามารถนำมาปลูกได้หลากหลายรูปแบบ อาจปลูกลงดินเป็นต้นเดียว เป็นกอ เป็นแถว ปลูกลงในแปลง หรืออาจจะการปลูกลงในกระถาง เพื่อตกแต่งอาคาร โดยต้องพิจารณาดูว่า ควรจะใช้กระถางรูปทรงแบบใด ขนาดใด จึงจะสวยงาม เหมาะสมกับต้นไม้และอาคารสถานที่นั้นๆ ในการปลูกต้นไม้ประดับชนิดไม้ใบ อาจจะปลูกรวมกันหลายชนิด ในกระถางเดียวกันก็ได้ โดยเลือกความสูงของต้น สีของต้น และใบให้ต่างกัน ก็จะแลดูสวยงามยิ่งขึ้น ถ้าเป็นต้นไม้สำหรับตกแต่งอาคาร เช่น นำมาปลูกไว้ภายในบ้าน ต้องเลือกกระถาง ที่สวยงามพอสมควร หรือนำต้นไม้ที่ปลูกไว้ ในกระถางแล้วมารวมลงในกระถางที่สวยงามนั้นก็ได้ การวางกระถาง ต้องมีจานสำหรับรองน้ำ เพื่อกันไม่ให้น้ำไหลออกมาภายนอกเมื่อเวลารดน้ำ สำหรับต้นไม้ที่นำมาไว้ในอาคาร บางชนิดจะต้องเปลี่ยนอยู่เสมอ ต้องนำมารับแดดไว้สัก 1 สัปดาห์ แล้วต้องเปลี่ยนออกเอาต้นอื่นมาแทน ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้ต้นไม้ทรุดโทรม

การปลูกไม้ดอกไม้ประดับลงกระถาง  มีวิธีปลูกดังนี้

1) การเตรียมกระถาง จะต้องเลือกกระถางให้มีขนาดพอเหมาะกับต้นไม้ จากนั้น นำกระเบื้องแตก ประมาณ 2-3 ชิ้น มาวางปิดรูก้นกระถาง และทุบอิฐมอญเป็นก้อนเล็กๆ ใส่ลงก้นกระถางสูงประมาณ 1 นิ้ว เพื่อช่วยในการระบายน้ำได้ดีขึ้น

2) การเตรียมดิน ให้ผสมดินสำหรับปลูกต้นไม้ ในอัตรา ดินร่วน 1 ส่วน ใบไม้ผุ 1 ส่วน ปุ๋ยอินทรีย์ 1 ส่วน ผสมคลุกเค้าให้เข้ากัน

3) การปลูก นำดินที่เตรียมไว้ ใส่ลงไปประมาณครึ่งกระถาง จากนั้น นำเอาต้นไม้วางลง ใส่ดินที่ผสมไว้ใส่ลงเกือบเต็มกระถาง เหลือไว้ประมาณ 1 นิ้ว แล้วกดดินให้แน่น เพื่อไม่ให้ต้นไม้ล้ม รดน้ำให้ชุ่มแล้วยกวางในที่ร่ม หรือที่ร่มรำไร หรือพักไว้ในเรือนต้นไม้ ประมาณ 1 สัปดาห์ จนกว่าต้นไม้จะแข็งแรงและทรงตัวได้ แล้วจึงออกวางเป็นไม้ประดับได้ตามความต้องการ

การปลูกต้นไม้ลงในหลุม มีวิธีปลูกดังนี้

1) การเตรียมสถานที่ ก่อนที่จะปลูกต้นไม้ลงในหลุม จะต้องพิจารณาดูเสียก่อนว่า ต้นไม้ที่จะนำมาปลูก เป็นเป็นต้นไม้ที่ชอบดินลักษณะอย่างไร เช่น ต้นไม้ที่ชอบที่ลุ่มมีน้ำขัง ถ้าเอาต้นไม้ที่ไม่ชอบน้ำชื้นแฉะมาปลูกแล้ว ต้นไม้นั้นก็ไม่เจริญเติบโต หรืออาจตายได้ และถ้าเป็นพื้นที่ดินเลนน้ำกร่อย หากเอาต้นไม้ที่ไม่ชอบน้ำเค็มไปปลูกแล้ว ต้นไม้ก็อาจตาย หรือไม่เจริญเติบโต ไม่ออกดอกออกผล เป็นต้น หากพื้นที่นั้น เป็นพื้นที่ลุ่ม ควรมีการพูนโคนไว้ด้วย

2) การเตรียมดิน ให้ขุดหลุมตามขนาดของต้นไม้ ถ้าเป็นต้นไม้เล็กก็ขุดหลุมขนาดเล็ก ถ้าเป็นต้นไม้ใหญ่ ควรขุดหลุมกว้างและลึก ไม่ต่ำกว่า 50 ซม. หรือลึกเท่ากับความยาวของรากแก้ว เมื่อขุดดินแล้ว ต้องตากดินนั้นไว้ที่ปากหลุม ประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อฆ่าวัชพืชที่ไม่ต้องการ จากนั้น นำผสมกับปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ 1 ส่วน ปูนขาวที่ทำจากเปลือกหอย 1 ส่วน ผสมกับดินให้เข้ากัน หากบริเวณที่ปลูกเป็นที่จัดสรร ดินบริเวณนั้น อาจเป็นดินที่ผสมวัสดุที่เหลือจากการก่อสร้าง ควรขุดทิ้งไปถมเป็นทางเดิน เพราะเป็นดินที่ไม่เหมาะสมแก่การปลูกพืช

3) การปลูก นำดินที่เตรียมไว้ใส่ก้นหลุม วางต้นไม้ที่เตรียมไว้ลงบนดิน ต้องปักหลักแล้วผูกต้นไม้ไม่ให้ล้ม ถ้าเป็นต้นไม้ที่มีลำต้นแข็งแรง อาจจะไม่ต้องปักหลักก็ได้ ต้องกดดินให้แน่น เพื่อมิให้ต้นไม้เอนไปมา หาวัสดุพวกหญ้าแห้ง ฟาง แกลบ มาคลุมดิน เพื่อรักษาความชิ้นไว้ เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่ม

การปลูกต้นไม้ในแปลง มีวิธีปลูกดังนี้

1) การเตรียมสถานที่ ต้องทำแปลงขนาดกว้างยาวตามพื้นที่ แต่ความกว้างไม่ควรเกิน 1 เมตร ถ้าแปลงกว้างเกิน 1 เมตร ทำให้ดูแลรักษายาก เก็บวัชพืชที่อยู่ในดินออก แล้วตากไว้ให้ดินแห้ง ประมาณ 1 สัปดาห์ ต้องพิจารณาดูว่า จะทำเป็นรูปแปลงปลูกอย่างไร ต้นไม้ที่จะนำมาปลูกนั้น จะปลูกเป็นแถวติดกัน หรือห่างกัน ถ้าจะปลูกห่างกัน ต้องขุดดินเป็นหลุมเล็กๆ ตามระยะที่เห็นสมควร ถ้าจะปลูกเป็นแถว ก็ต้องทำแนวดินให้เป็นรางติดต่อกัน เพื่อเตรียมที่จะปลูกต้นไม้ต่อไป

2) การเตรียมดิน ผสมดินปลูกในอัตรา ปุ๋ยคอก 1 ส่วน ปูนขาว 1 ส่วน และปุ๋ยอินทรีย์ 1 ส่วน ผสมให้เข้ากันดี จากนั้น ทำการถอนกล้ามาปลูก ให้ใช้ที่ขุด โดยขุดให้มีดินติดมาด้วย อย่าให้รากขาด ถ้ารากขาดจะทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตช้า เมื่อถอนกล้ามาแล้ว ก็นำมาปลูกลงในแปลงนั้น การถอนย้ายกล้ามาปลูก ให้ตั้งต้นกล้าลงในหลุมให้ต้นตรง เอาดินกลบ แล้วกดดินให้แน่น เพื่อให้รากเกาะกับดิน หาหญ้าหรือฟางคลุมดิน แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

ที่สำคัญ ถ้าต้นไม้นั้น ยังเล็ก ไม่แข็งแรง ต้องทำร่มให้ต้นไม้จนกว่าต้นไม้จะทรงตัวได้ ถ้าหากต้นไม้นั้น เป็นต้นไม้ที่ถอนกล้าต้นเล็กมาปลูก ก็ต้องทำที่กำบังแดด จนกว่าต้นไม้จะทรงตัวดีแล้ว จึงเอาออกได้ การปลูกควรจะปลูกในตอนเย็น นะครับ

นาย รัตวิ

รายงานพิเศษ : 4 เสาหลัก…ปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425017

รายงานพิเศษ : 4 เสาหลัก…ปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

รายงานพิเศษ : 4 เสาหลัก…ปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

วันอังคาร ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำมาโดยตลอด ซึ่งได้จัดตั้ง 3 เสาหลักขึ้นมาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ทำให้รัฐบาลสามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับน้ำทั้งระบบและการจัดหาแหล่งน้ำต้นทุน ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำทั้งในปัจจุบัน และในอนาคตที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน สร้างรู้ สื่อสาร การบริหารจัดการน้ำฤดูฝน ปี 2562 ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เมื่อเร็วๆนี้

อย่างไรก็ตาม ต่อมาได้ปรับปรุงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยเพิ่มเสาหลักที่ี่สี่คือ การพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนแผนแม่บท

ทั้งนี้ ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ รัฐบาลได้จัดตั้ง 4 เสาหลักขึ้นมา เพื่อบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีความมั่นคงยั่งยืน ประกอบด้วย เสาหลักแรกพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2562 เสาหลักที่สอง แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา มีทั้ง 6 ด้าน ประกอบด้วย 1.การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค 2.การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิตน้ำเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม 3.การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย 4.การจัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ 5. การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและการป้องกันการพังทลายของดิน และ6. การบริหารจัดการ

สำหรับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ตั้งเป้าหมายให้ทุกหมู่บ้านเข้าถึงดื่มสะอาดได้มาตรฐานและราคาที่เหมาะสม 75,032 หมู่บ้าน ภายในปี 2573 พัฒนาน้ำต้นทุน 27,299 ล้าน ลบ.ม. ทั้งแหล่งน้ำใหม่และพื้นที่เกษตรน้ำฝน เพิ่มพื้นที่กระจายน้ำ 31 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ชลประทาน 18 ล้านไร่ และพื้นที่เกษตรน้ำฝน 13 ล้านไร่ พัฒนาแหล่งน้ำชุมชนเพื่อการเกษตร 10,000 แห่ง ได้ปริมาณน้ำ 6,000 ล้าน ลบ.ม. ป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ 764 แห่ง ลดผลกระทบจากอุทกภัย 15 ล้านไร่ พัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย 741 แห่ง ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ 3.5 ล้านไร่ ก่อสร้างฝายชะลอน้ำ541,894 แห่ง

ส่วนเสาหลักที่สาม รัฐบาลตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ขึ้นมาให้เป็นหน่วยงานหลักด้านนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานด้านน้ำที่มีอยู่กว่า 40 หน่วยงานใน 7 กระทรวง และเสาหลักที่สี่ การพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนแผนแม่บทนั้น รัฐบาลเห็นความสำคัญของการนำรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับน้ำทั้งหมดมารวมไว้ในที่เดียว และจัดทำนวัตกรรมการบริหารจัดการน้ำในรูปแบบ Nearly Real time Analytic ช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลและการใช้งานสะดวก รวดเร็วทันท่วงที การตัดสินใจบริหารจัดการน้ำแม่นยำขึ้น เรียกนวัตกรรมนี้ว่า “One Map” และยังพัฒนา Application และงานวิจัยนำความรู้ใหม่ผสมผสานกับศาสตร์พระราชา และปราชญ์ชาวบ้านมาใช้บริหารจัดการน้ำในรูปแบบปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า การรบริหารจัดการน้ำของประเทศภายใต้ 4 เสาหลักดังกล่าว มีสทนช.ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางกำกับขับเคลื่อนแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี รวมทั้งติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ ล่าสุด สทนช.ยังนำเสาหลักที่สี่ นวัตกรรมและเทคโนโลยีของหน่วยงานต่างๆมาที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการใช้รับมือสถานการณ์ฤดูฝน ปี 2562 อีกด้วย โดยเฉพาะการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม แนวทาง เงื่อนไข การแจ้งเตือนและกำหนดเกณฑ์ปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการรับมือสถานการณ์น้ำในฤดูฝนตามระดับความรุนแรง และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น มีทั้งหมด 3 ศูนย์ปฏิบัติการ ได้แก่

1. ระดับที่ 1 ระดับสีเขียว เมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน “ศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ” ของ สทนช. จะเป็นหน่วยงานหลักในการประสาน ติดตาม ข้อมูลจากหน่วยงานด้านน้ำเพื่อวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์ประจำวัน 2. ระดับที่ 2/3 หรือ ระดับสีเหลือง/ส้ม เมื่อมีพายุก่อตัวและคาดว่าจะมีผลกระทบต่อประเทศไทย หรือความกดอากาศต่ำพาดผ่าน มีปริมาณฝนตกชุกหนาแน่นครอบคลุมหลายจังหวัด คิดเป็นปริมาณฝนสะสม 3 วัน มากกว่า 200 มม. ปริมาณน้ำในลำน้ำมากกว่า 60% ของความจุลำน้ำ และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมากกว่า 60% และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือสูงกว่าเส้นควบคุมบนของ Rule Curve “ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ” จะเริ่มปฏิบัติงานทันทีคาดว่าภายในกลางเดือนกรกฏาคมนี้ และ3. ระดับ 4 ระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เมื่อมีสถานการณ์รุนแรงและมีผลกระทบในวงกว้าง การดำเนินการจะถูกยกระดับเป็น “ศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ” มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บัญชาการศูนย์ฯ ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 โดยทุกหน่วยงานต้องรายงานข้อมูลต่อ สทนช. ทุก 3 ชั่วโมง ส่วนในพื้นที่วิกฤติต้องรายงานความเคลื่อนไหวทุกชั่วโมง โดยข้อมูลดังกล่าวจะส่งต่อไปยังกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลางของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนต่อไป

การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น มีเอกภาพ ไม่ซ้ำซ้อน สามารถวางแผนพัฒนา ป้องกัน และแก้ไขปัญหาน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลสูงสุด และยั่งยืน

เสาหลักทั้ง 4 เสา จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญสำหรับการปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้มีความสมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

เกษตรฯพร้อมจัดงานชุมนุมยุวเกษตรกรปี’62 เกษตร-และสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425015

x

เกษตรฯพร้อมจัดงานชุมนุมยุวเกษตรกรปี’62 เกษตร-และสิ่งแวดล้อม

วันอังคาร ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กลุ่มยุวเกษตรกร หรือ 4-H Clubจัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะอาชีพการเกษตรให้เยาวชน โดยเน้นวิธีการเรียนรู้จากประสบการณ์และการปฏิบัติจริง ให้ยุวเกษตรกรมีความสามารถและพร้อมสืบทอดอาชีพการเกษตร โดยให้จัดงานชุมนุมยุวเกษตรกรระดับจังหวัด ระดับเขตและระดับประเทศ เพื่อให้สมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรและที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกรได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานนำไปพัฒนา สร้างแรงจูงใจ รวมถึงสร้างเครือข่ายให้ยุวเกษตรกรและที่ปรึกษายุวเกษตรกรที่เข้มแข็งและขับเคลื่อนการพัฒนางานยุวเกษตรกรให้มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การส่งเสริมยุวเกษตรกรไทยเริ่มขึ้นเมื่อปี 2495 โดยผู้เชี่ยวชาญองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations หรือ FAO) ได้เสนอโครงการให้มีการฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติสำหรับเกษตรกรผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวและเกษตรกรวัยรุ่น และปี 2496 ได้ดำเนินโครงการทดลองส่งเสริมการปลูกพืช ทำสวนครัว และเลี้ยงสัตว์แก่เยาวชนที่โรงเรียนพรหมานุเคราะห์ จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นครั้งแรก และตั้ง 4-H Club ขึ้นในประเทศไทย โดยนำรูปแบบมาจากสหรัฐฯ รวมถึงมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯเป็นหน่วยงานรับผิดชอบส่งเสริมและจัดตั้งหน่วยยุวกสิกร ต่อมาโอนมาเป็นภารกิจกรมส่งเสริมการเกษตรเมื่อปี 2510 และเปลี่ยนชื่อเป็น “กลุ่มยุวเกษตรกร” ในปี 2518

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวต่อว่า ในปี 2562 กรมกำหนดจัดงานชุมนุมยุวเกษตรกรและที่ปรึกษายุวเกษตรกรระดับประเทศ ประจำปี 2562 ระหว่างวันที่ 22-26 กรกฎาคม 2562 ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จ.นครนายก ภายใต้แนวคิด “จิตวิญญาณของกลุ่มยุวเกษตรกรคือ พลังที่ไม่สิ้นสุดในการขับเคลื่อน สร้าง และพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศไทย (Infinite Power The Spirit of 4-H club)” โดยกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเป็นองค์ประธานเปิดงานและทอดพระเนตรนิทรรศการ ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดแสดงนิทรรศการ กิจกรรมด้านวิชาการ กิจกรรมประกวดและแข่งขันและกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์/นันทนาการ ซึ่งจะเน้นส่งเสริมกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่มยุวเกษตรกรทั่วประเทศ ให้มีใจรักอาชีพเกษตรกรรม พร้อมสืบทอดทายาทเกษตรอาชีพหลักคนไทย

เจรจาส่งออกข้าว-ผลไม้ไทยไปจีนฉลุย ป้องตลาดสำคัญมูลค่า2หมื่นล้านสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425009

x

เจรจาส่งออกข้าว-ผลไม้ไทยไปจีนฉลุย ป้องตลาดสำคัญมูลค่า2หมื่นล้านสำเร็จ

วันอังคาร ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยหลังหารือร่วมกับกระทรวงศุลกากรของจีน ประเด็นการนำเข้าส่งออกสินค้าพืช ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ว่า ผลประชุมครั้งนี้ไทยได้ประโยชน์ต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไปจีนหลายด้าน ได้แก่ การขึ้นทะเบียนผู้ผลิตและแปรรูปข้าวส่งออกไปจีน   ซึ่งที่ผ่านมาจีนกำหนดให้ผู้ผลิตและแปรรูปข้าวเพื่อการส่งออกไปจีนต้องได้รับขึ้นทะเบียนจากกระทรวงศุลกากรของจีน โดยให้กรมวิชาการเกษตรตรวจประเมินตามมาตรฐานที่จีนกำหนด แล้วเสนอรายชื่อผู้ผลิตและแปรรูปข้าวให้จีนพิจารณาก่อนที่จีนจะเดินทางมาตรวจประเมินที่ประเทศไทย โดยในชุดแรกมีผู้ผลิตฯผ่านการตรวจประเมินและได้รับขึ้นทะเบียนจากกระทรวงศุลกากรของจีนแล้ว 49 ราย ผู้ผลิตฯ ชุดที่ 2 อยู่ระหว่างรอจีนพิจารณา

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวต่อว่า จีนยังแจ้งว่าจะปรับปรุงรูปแบบการตรวจประเมินใหม่ โดยจะอำนวยความสะดวกให้ผู้ผลิตและแปรรูปข้าวของไทยขึ้นทะเบียนได้เร็วขึ้น ซึ่งจีนจะรับขึ้นทะเบียนและประกาศรายชื่อผู้ผลิตและแปรรูปข้าวของไทยเฉพาะรายที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบและเกณฑ์การตรวจประเมินที่จีนกำหนดเท่านั้น จึงนับเป็นข่าวดีของไทย เพราะจีนเป็นตลาดส่งออกข้าวของไทยที่สำคัญอันดับ 2  ด้วยมูลค่าการส่งออกกว่า 14,000 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือประเด็นส่งออกผลไม้สดจากไทยไปจีน มูลค่าปีละไม่ต่ำ 10,000 ล้านบาท  โดยทั้ง 2 ประเทศ เห็นชอบให้แลกเปลี่ยนข้อมูลรายชื่อสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้สด โดยผลไม้ที่ไทยส่งออกไปจีนตามพิธีสารที่ลงนามร่วมกันมี 5 ชนิด ได้แก่ มะม่วง  ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ และมังคุด เพื่อช่วยตรวจสอบย้อนกลับ กรณีพบปัญหาไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด จะระงับนำเข้าเฉพาะโรงคัดบรรจุที่เกี่ยวข้องชั่วคราวแทนที่จะระงับการส่งออกทั้งประเทศ

ปัจจุบันจีนประกาศรายชื่อสวนและโรงคัดบรรจุของไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วในเว็บไซต์ โดยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม  2562 เป็นต้นไป การส่งออกผลไม้ไทยไปจีนทั้ง 5 ชนิดดังกล่าวต้องระบุหมายเลขทะเบียนโรงคัดบรรจุในใบรับรองสุขอนามัยพืช (PC) และระบุหมายเลขทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุในบรรจุภัณฑ์ทุกชิ้น ถ้าไม่เป็นไปตามข้อกำหนดนี้สินค้าผลไม้จะถูกส่งกลับหรือนำไปทำลาย หรือกรณีพบปัญหาร้ายแรง จะแจ้งเตือนมายังกรมวิชาการเกษตร และจีนจะระงับการส่งออกจากโรงคัดบรรจุที่เกี่ยวข้องชั่วคราว

นอกจากนี้ ไทยยังประสบความสำเร็จในการให้จีนอัพเดทข้อมูลรายชื่อสวนและโรงคัดบรรจุให้บ่อยขึ้น จึงขอให้เกษตรกร และผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ส่งออกไปจีน เร่งขอเข้ารับการตรวจรับรองดังกล่าวกับสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร กรมวิชาการเกษตรในพื้นที่เร็วที่สุด เพื่อมิให้เสียโอกาสส่งออกผลไม้ของไทย

‘ไบโอไท’ชี้อำนาจห้ามใช้-ยกเลิกนำเข้าอยู่ที่รมว.เกษตรฯ จี้แบน3สารพิษทันที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425111

'ไบโอไท'ชี้อำนาจห้ามใช้-ยกเลิกนำเข้าอยู่ที่รมว.เกษตรฯ  จี้แบน3สารพิษทันที

‘ไบโอไท’ชี้อำนาจห้ามใช้-ยกเลิกนำเข้าอยู่ที่รมว.เกษตรฯ จี้แบน3สารพิษทันที

วันจันทร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 19.38 น.

“วิฑูรย์ ชี้อำนาจห้ามใช้ -ยกเลิกนำเข้า อยู่ที่ รมว.เกษตรฯมีอำนาจเต็ม จี้แบน3สารพิษทันที เผยมติลับคณะกรรมการวัตถุอันตราย มีตัวแทนกระทรวงเกษตรอยู่ในฝ่าย15:6 ไม่แบนทำให้เด็กไทยทุก 1 ใน 2 คนมีโอกาสเกิดมาพร้อมพาราควอตปนเปื้อน

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม นายวิฑูรย์​ เลี่ยน​จำ​​รู​ญ​ ผู้​อำนวยการ​มูลนิธิชีววิถี​ (ไบโอไท) กล่าว​ถึงข้อสั่งการ​ของ นายกฤษฎา​ บุญ​ราช​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้หน่วยราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรตอบว่า รัฐมนตรี​เกษตร​ฯ​ มีอำนาจห้ามการใช้สารเคมีทางการเกษตรหรือไม่
โดยระบุ​ถึงการลงมติแบบไม่เปิดเผยของคณะกรรมการ​วัตถุ​อันตราย​ก่อนหน้านี้​ที่ไม่แบน​3 สารพิษ ด้วยคะแนน 16:5 ซึ่ง​จะทำให้เด็กไทยทุก 1 ใน 2 คนมีโอกาสเกิดมาพร้อมพาราควอตปนเปื้อน จึงเรียกร้องให้แบนพาราควอตโดยทันที ที่ผ่านมาผู้มีอำนาจปัดความรับผิดชอบว่า​ การยกเลิกการใช้สารพิษนั้นไม่ใช่อำนาจของตน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีบทบาทเต็มตามกฎหมาย และบทบาทหน้าที่ในการยกเลิกการใช้พาราควอต แต่ก็ไม่ดำเนินการ​ อีก​ทั้งชี้ว่า​ ​กระทรวง​เกษตร​ฯ​ สามารถ​ดำเนินการ​ได้ดังนี้​

1. เมื่อเห็นว่าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชใดมีอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรสามารถเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย เพื่อพิจารณาให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ก็ทำได้ แต่กระทรวงเกษตรฯกลับไม่ได้ทำตามข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุขและคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง 4 กระทรวงหลัก ก่อนการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายนายกฤษฎา บุญราชให้ข่าวว่าจะเสนอแบนภายในไม่เกิน 3 ปี แต่เมื่อถึงเวลาประชุม ตัวแทนของกระทรวงเกษตรทั้ง 5 คน ที่เข้าประชุมตามคำสั่งของรัฐมนตรี กลับมิได้เสนอให้มีการ “แบนภายในไม่เกิด 3 ปี” แต่กลับเสนอ “จำกัดการใช้” โดย “เมื่อพ้นระยะเวลา 2 ปี แล้วค่อยให้มีการพิจาณากันใหม่” ดังปรากฏหลักฐานข้อเสนอของกระทรวงเกษตรที่เสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตราย

แนวปฏิบัติในคณะกรรมการวัตถุอันตรายนั้น หากกระทรวงเกษตรซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลวัตถุอันตรายประเภทใด กรรมการวัตถุอันตรายก็จะลงมติไปตามนั้น ดังคำให้สัมภาษณ์ของนายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อดีตอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมว่า “ในทางปฏิบัติคณะกรรมการวัตถุอันตรายจะไม่ค่อยได้ออกความเห็น ถ้าสารเคมีชนิดใดเกี่ยวข้องกับกระทรวงไหน จะให้คณะกรรมการและอนุกรรมการที่มาจากกระทรวงนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ โดยเมื่อคณะอนุกรรมการพิจารณาเสนอเรื่องขึ้นมาแล้ว คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะเห็นชอบตามนั้นและออกมาเป็นมติสิ้นสุด”

ดังนั้นการที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมิมติไม่แบนพาราควอตจึงมาจากข้อเสนอของกระทรวงเกษตรเอง ไม่ใช่หน่วยงานอื่น

2. หากกระทรวงเกษตรมีความประสงค์จะให้มีการแบนพาราควอตภายใน 3 ปีจริง ผู้แทนของกระทรวงเกษตร 5 คน ย่อมลงมติให้มีการแบนสารพิษนี้ แต่จากการตรวจสอบ ผู้ที่ลงมติแบนพาราควอต 5 คน ได้แก่ ผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข 3 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 1 คน และอีก 1 คนนั้นก็มิใช่ตัวแทนของกระทรวงเกษตรแต่ประการใด การอ้างว่า “ผู้แทนกระทรวงเกษตรมี 5 คน โหวตไปก็แพ้เขา” จึงเป็นการโยนบาปให้แก่หน่วยงานอื่น

3. นอกเหนือจากการมีสิทธิในการเสนอให้แบน และลงมติให้แบนโดยการพิจารณาให้พาราควอตเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 แล้ว กระทรวงเกษตรยังมีอำนาจเต็มในการพิจารณาการต่อทะเบียนหรือไม่ต่อทะเบียนวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ได้ด้วย ดังที่ในปี 2555-2556 แม้คณะกรรมการวัตถุอันตรายยังไม่ประกาศให้คาร์โบฟูราน และเมโทมิล เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 แต่กรมวิชาการเกษตร ที่มีนายดำรง จิระสุทัศน์ เป็นอธิบดี และมีนายยุคล ลิ้มแหลมทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ก็ไม่อนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียน ตามอำนาจหน้าที่ ในประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2551 เรื่อง “การขึ้นทะเบียน การออกใบสำคัญและการต่ออายุใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรรับผิดชอบ” เมื่อกระทรวงสาธารณสุขจี้ให้เลิกใช้ จนกระทั่งบัดนี้คาร์โบฟูราน และเมโทมิล ก็มิได้รับอนุญาตให้มีการนำเข้า จำหน่าย และมีไว้ในครอบครองอีกเลย

4. น่าตระหนกที่กระทรวงเกษตรฯได้เพิกเฉยต่อข้อมูลและข้อเสนอแนะของ 1) กระทรวงสาธารณสุข และคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง (ซึ่งมีตัวแทนจาก 4 กระทรวงหลักรวมทั้งกระทรวงเกษตรฯด้วย) 2) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ 3) คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข 4) คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5) ผู้ตรวจการแผ่นดิน 6) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 7) สภาเกษตรกรแห่งชาติ 8) สภาเภสัชกรรม 9) แพทยสภา 10) เครือข่ายประชาคมวิชาการ 11) เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 12) องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) และ13) เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษที่มีอันตรายร้ายแรง 686 องค์กร ซึ่งอาจถือได้ว่าแทบจะเป็นฉันทามติทางวิชาการและสังคมไทยได้ แต่กลับไปให้ความเชื่อถือแก่ นักวิชาการบางกลุ่มแทน

“มติลับ 16:5 คือมติที่จะทำให้ทารกน้อย 1 ใน 2 คนที่เกิดมา มีพาราควอตปนเปื้อนผ่านครรภ์มารดา โดยตรวจพบได้จาก “ขี้เทา” หลังคลอดส่วนใครจะ “โยนขี้” เรื่องการไม่แบนพาราควอตให้ใคร สังคมไทยจะตัดสินใจเองจากเหตุผลสำคัญ 4 ข้อข้างต้น” นายวิฑูรย์​กล่าว​

รมว.เกษตรฯฉุน!ฟันค่าอบรม เกษตรกรรับจ้างพ่น3สารเคมีอันตราย หัวละ4-5ร้อยบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425051

รมว.เกษตรฯฉุน!ฟันค่าอบรม เกษตรกรรับจ้างพ่น3สารเคมีอันตราย หัวละ4-5ร้อยบาท

รมว.เกษตรฯฉุน!ฟันค่าอบรม เกษตรกรรับจ้างพ่น3สารเคมีอันตราย หัวละ4-5ร้อยบาท

วันจันทร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 16.37 น.

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 รายงานข่าวกระทรวงเกษตรฯ เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอมาตรการจำกัดใช้ 3 สารเคมีวัตถุอันตราย พาราควอต ไกลโฟรเซต คอร์ไพริฟอส เพื่อนำไปสู่การยกเลิกใช้ห้ามนำเข้าภายในสองปีนี้ โดยผ่านความเห็นชอบคณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้ประกาศใช้กฏกระทรวง 6 ฉบับ กำหนดเกณฑ์ต่างๆจำกัดใช้สารเคมี มีผลบังคับใช้วันที่ 20 ต.ค.ซึ่งกรมวิชาการเกษตร เสนอประกาศเรื่องหลักเกณฑ์เงื่อนไข นำเข้าวัตถุอันตราย 3 ชนิด

พร้อมกับผู้ใช้ผ่านการอบรม รวมทั้งคนรับจ้างพ่นสาร มีใบอนุญาตครอบครอง ได้รับอบรมอย่างเข้มข้น ที่ต้องใช้อย่างปลอดภัย และผู้ขายผ่านการอบรม วิธีการจำหน่าย จัดวางแยกชัดเจน เป็นวัตถุอันตราย ที่จำกัดการใช้ กำหนดฉลาก 3 ชนิด ต่างจากสารตัวอื่น ขนาดควรเป็นเท่าไหร่ เช่น ครึ่งลิตรต่อไร่ สำหรับพืชไร่ เช่น อ้อย ต่อรอบการปลูก และแต่งตั้งเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ท้องถิ่นเป็นเจ้าหน้าที่ ตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย ควบคุมคนใช้ คนรับจ้าง โดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต.เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ควบคุมการใช้สารด้วย

ทั้งนี้ก่อนที่กฏกระทรวงจะมีผลบังคับใช้ ได้วางมาตราการอบรมเกษตรกร ผู้รับจ้างพ่นสาร โดยกรมวิชาการเกษตร ได้ของบประมาณจากสำนักงบประมาณ 98 ล้านบาท เพื่อมาใช้จ่ายในการอบรมเกษตรกร 1.5 ล้าน ครอบครัว ที่จะได้เพียงครอบครัวละ 1 ใบอนุญาต เมื่อผ่านการอบรมจะสามารถใช้เลขที่บัตรประชาชน ไปแจ้งขอซื้อสารเคมีดังกล่าวได้ที่ร้านค้า หากไม่ผ่านการอบรมจะไม่มีสิทธิ์ซื้อ ส่วนผู้รับจ้างพ่นสารเคมี หากไม่ผ่านจะพ่นสารไม่ได้ โดยร้านค้าที่จำหน่ายจะต้องให้มีการอบรมวิธีการเก็บสารเคมี และการจำหน่ายให้กับผู้ใช้อย่างถูกต้อง หากกระทำผิดจะมีโทษตามกฎหมายทั้งจำและปรับ

แต่กลับมีเรื่องร้องเรียนจากหลายพื้นที่ ถึงการลักลอบนำเข้าสารจากต่างประเทศจำนวนมาก และในการจัดอบรม เจ้าหน้าที่ได้เรียกค่าอุปกรณ์การอบรมจากเกษตรกรและผู้รับจ้างพ่นยา รายละ 450-500 บาท มาถึง รมว.เกษตรฯ ทำให้ไม่พอใจอย่างมาก จึงตัดสินใจที่จะหาช่องกฏหมายห้ามนำเข้า 3 สาร เพราะก่อนหน้านี้มีการหารือถึงค่าใช้จ่ายอุปกรณ์ในการอบรม ควรให้บริษัทเอกชน ห้างร้านต่างๆที่จำหน่ายสารเคมี ออกค่าใช้จ่ายร่วมกับภาครัฐในการจำกัดการใช้สารด้วย

นอกจากนี้ตัวเลขการนำเข้ากลับไม่ได้ลดลง 50% ตามที่เสนอไว้กับคณะกรรมการวัตถุอันตราย โดยกรมวิชาการเกษตร ได้รายงานปริมาณนำเข้า วัถตุอันตราย3ชนิด ช่วงปี 57-61 เช่น สารพาราควอต 21,325 ตัน /30,388 ตัน/31,508ตัน/44,501 ตัน/21,412ตัน ตามลำดับ สารไกลโฟรเซต 63,104 ตัน/59,088 ตัน/62,363 ตัน/59,872ตัน/48,822ตัน และสารคอร์ไพริฟอส 2,380ตัน/1,983ตัน/2,071ตัน/3,324ตัน/1,928ตัน

ทั้งนี้เอกชนได้เสนอขอโควตานำเข้าล่าสุดปี62 สารพาราควอต 21,709 ตัน ไกลโฟรเซต 48,501 ตัน คอร์ไพริฟอส 932ตัน

กรมการข้าวแนะรับมือฝนทิ้งช่วง! ชวนทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ประหยัดน้ำลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425042

กรมการข้าวแนะรับมือฝนทิ้งช่วง! ชวนทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ประหยัดน้ำลดต้นทุน

กรมการข้าวแนะรับมือฝนทิ้งช่วง! ชวนทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ประหยัดน้ำลดต้นทุน

วันจันทร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 16.17 น.

“กรมการข้าว แนะชาวนารับมือฝนทิ้งช่วง ชวนทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ประหยัดน้ำ30-50% ลดต้นทุนร้อยละ30”

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 นายประสงค์ ประไพตระกูล อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากข้อมูลของสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ได้ออกเตือนเกษตรกรถึงการเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคมเป็นต้นไป จนถึงเดือนกันยายน 2562 จึงจำเป็นต้องวางแผนในการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนหลัก ที่มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำไม่ถึงร้อยละ 30 ให้มีประสิทธิภาพ โดยในปลายปี 2562 ถึงต้นปี 2563 อาจจะเกิดวิกฤตภัยแล้งได้ จึงขอให้พี่น้องชาวนา-เกษตรกรบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เพียงพอต่อการอุปโภค/บริโภค รวมไปถึงการทำนาปลูกข้าว ที่จำเป็นจะต้องใช้น้ำในการดูแลผลผลิต

จากสถานการณ์น้ำข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะฝนทิ้งช่วงย่อมมีปัญหาต่อการปลูกข้าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามกรมการข้าวได้มีงานวิจัยการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งในการทำนา พบว่า สามารถช่วยประหยัดน้ำได้ถึงร้อยละ 30-50 ขึ้นอยู่กับชนิดของดินและสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ ซึ่งการทำนาแบบให้น้ำขังตลอดฤดูปลูกซึ่งเป็นวิธีปกติของชาวนาทั่วไปจะต้องใช้น้ำประมาณ 1,200 ลบ.ม./ไร่/ฤดู อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสูบน้ำได้ 30%

นอกจากนี้ในสภาพดินแห้ง รากข้าวได้รับอากาศสามารถแตกรากข้าวใหม่มากขึ้นเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซับธาตุอาหารได้ดีขึ้น ต้นข้าวแข็งแรงขึ้น ทนต่อโรคและแมลงศัตรูข้าวได้ดีขึ้น เป็นผลให้ลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูข้าวอีกทางหนึ่ง

ขั้นตอนของการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งในนาข้าว มีดังนี้ 1.การเตรียมดิน 2.ปรับให้พื้นที่สม่ำเสมอ 3.ปลูกข้าว (หว่าน ปักดำ หรือหยอด) 4.ถ้าปลูกด้วยวิธีการหว่าน หลังหว่านข้าวให้ระบายน้ำให้แห้งเพื่อให้เมล็ดข้าวงอกสม่ำเสมอ พ่นสารคุม-ฆ่าวัชพืชหลังหว่านข้าว 10 วัน และเอาน้ำเข้าแปลงหลังพ่นสารภายใน 2 วัน ประมาณ ครึ่งต้นข้าว รักษาระดับน้ำไว้จนถึงช่วงการใส่ปุ๋ยรองพื้น 5.เมื่อข้าวอายุ 20-25 วันให้ใส่ปุ๋ยรองพื้น 6.หลังจากหว่านปุ๋ยรองพื้น ปล่อยน้ำในนาให้แห้งไปโดยธรรมชาติจนน้ำอยู่ที่ระดับ 15 เซนติเมตรใต้ผิวดิน สูบน้ำเข้าแปลงจนระดับน้ำสูง 5 เซนติเมตรเหนือผิวดิน

จากนั้นปล่อยน้ำให้แห้งไปตามธรรมชาติ ทำสลับกันไปจนถึงช่วงการใส่ปุ๋ยแต่งหน้า ที่ระยะกำเนิดช่อดอก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าระยะข้าวแต่งตัว และ7.ใส่ปุ๋ยแต่งหน้า และรักษาระดับน้ำในแปลงให้อยู่ที่ 5 เซนติเมตรเหนือผิวดิน จนถึงก่อนเก็บเกี่ยว 10 วัน จึงปล่อยให้แปลงแห้งเพื่อให้ข้าวสุกแก่สม่ำเสมอและสะดวกต่อการเก็บเกี่ยว

ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการดูระดับน้ำ ให้ติดตั้งท่อดูน้ำ 1-2 จุด ในแปลงนา (ท่อดูระดับน้ำเป็นท่อพีวีซีขนาดความยาว 25 ซม.เส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว เจาะรูด้วยสว่านเส้นผ่านศูนย์กลางหุนครึ่งถึงสองหุน 4-5 แถวรอบๆ ท่อ แต่ละรูห่างกัน 5 ซม. ฝังลงไป 20 ซม. ให้ปากท่อโผล่ขึ้นพ้นผิวดิน 5 ซม.)

เพื่อให้เกษตรกรผลิตข้าวในสภาวะน้ำชลประทานมีจำกัดให้เกิดประโยชน์และประสิทธิสูงสุด กรมการข้าว มีเป้าหมายส่งเสริมแก่เกษตรกรทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องไม่เฉพาะในช่วงฤดูแล้งหรือฝนทิ้งช่วงเท่านั้น เนื่องจากน้ำเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไปต้องรณรงค์ให้ใช้อย่างประหยัดรู้ค่าเพื่อความมั่นในอนาคต ชาวนาที่สนใจหรือมีข้อสงสัย สามารถสอบถามได้ที่ศูนย์วิจัยข้าวหรือศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวใกล้บ้านท่าน

‘กฤษฏา’ประกาศแตกหัก! 3สารเคมีการเกษตรอันตราย พิจารณากม.ห้ามนำเข้า-ห้ามใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425008

'กฤษฏา'ประกาศแตกหัก! 3สารเคมีการเกษตรอันตราย พิจารณากม.ห้ามนำเข้า-ห้ามใช้

‘กฤษฏา’ประกาศแตกหัก! 3สารเคมีการเกษตรอันตราย พิจารณากม.ห้ามนำเข้า-ห้ามใช้

วันจันทร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 15.13 น.

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการด่วนที่สุดถึงปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ให้เร่งดำเนินการพิจารณาข้อกฏหมายหรือผู้เกี่ยวข้องให้ไปช่วยกันพิจารณาหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงว่า 1.ปัจจุบันมีสารธรรมชาติหรือวิธีการกำจัดวัชพืช ศัตรูพืชอื่นใดที่สามารถใช้แทน 3 สารเคมีวัตถุอันตรายที่ใช้ในการเกษตร คือพาราควอต ไกลโฟเซส คอร์ไพริฟอส ได้แล้วหรือไม่ 2.ตามกฎหมายวัตถุอันตรายและหรือกฎหมายอื่นๆ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ มีอำนาจออกคำสั่งห้ามใช้หรือห้ามนำเข้า สารเคมีทั้ง 3 ชนิดได้ทันทีหรือไม่

“ถ้ามีองค์ประกอบครบทั้ง 2 ข้อ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯ จะใช้อำนาจตามกฎหมายนั้นสั่งหยุดหรือห้ามนำสารเคมีทั้ง 3 ชนิดเข้ามาในประเทศทันที เพราะรมว.กระทรวงเกษตรฯก็ไม่ต้องการทำร้ายประชาชนครับ” นายกฤษฎา กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ได้โทรสายตรงย้ำกับปลัดเกษตรฯและอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ให้เวลาภายใน7วันนี้ ต้องได้ข้อกฏหมายที่เป็นลายอักษร บันทึกผ่านปลัดกระทรวงเกษตรฯ ส่งมาถึงรมว.เกษตรฯ ถ้ากฏหมายเปิดช่องให้ทำได้ ตนพร้อมจะเซ็นลงนามก่อนออกจากตำแหน่ง เพราะขณะนี้แม้มีมาตรการจำกัดการใช้ 3 สารเคมี แต่กลับพบมีการกล่าวหาร้องเรียนเข้ามา ว่ายังมีการลักลอบนำเข้าสารเคมีมาในราชอาณาจักรได้ และส่งผลการลดนำเข้าอาจไม่ได้ผลเป็นรูปธรรม

ซึ่งหากหน่วยงานยังไม่เห็นด้วยกับการห้ามนำเข้าทันที จะมีมาตรการเข้มงวดที่ได้ผลมีประสิทธิภาพกว่าปัจจุบันได้หรือไม่ เป็นเรื่องจำเป็นที่หน่วยงงานที่รับผิดชอบต้องชี้แจงต่อสาธารณะชน ว่าจะป้องการลักลอบนำเข้าสารเคมีอย่างไร ถ้าจะยกเลิกใช้สารอีก 2 ปีข้างหน้า ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย

“มาตรการทั้งหมดก็จะพยายามทำให้เป็นผลสำเร็จ เพราะหลายฝ่ายบอกว่ายกเลิกนำเข้าได้ ต้องสั่งให้ข้าราชการที่มีหน้าที่ไปตรวจสอบว่าเลิกได้หรือไม่ ถ้ามีทั้ง 2 ข้อ พร้อมจะสั่งทันที” นายกฤษฏา กล่าว

กษ.ไฟเขียวมาตรการบริหารผลไม้เหนือ-ใต้ปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424797

x

กษ.ไฟเขียวมาตรการบริหารผลไม้เหนือ-ใต้ปี’62

วันจันทร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ครั้งที่ 3/2562 โดยมีว่าที่ร้อยตรีสมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เข้าร่วมประชุม พร้อมผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร โดยสถานการณ์ไม้ผลภาคเหนือ ประกอบด้วย ลำไย 8 จังหวัดภาคเหนือ ปี 2562 มีปริมาณผลผลิต 624,321 ตัน แบ่งเป็น ลำไยในฤดู 341,028 ตัน ลำไยนอกฤดู 283,293 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณ 675,549 ตัน ลดลง 7.5% เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเกิดฝนแล้ง ปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอ อากาศร้อน เกิดพายุและวาตภัย ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak)เดือนสิงหาคม ส่วนลิ้นจี่ ปี 2562 มีปริมาณผลผลิต 26,278 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ปริมาณ 41,220 ตัน ลดลง 36.25% เกิดภาวะฝนทิ้งช่วง อากาศร้อนจัด แห้งแล้ง เกษตรกรลดการดูแลรักษาเพราะราคาไม่จูงใจ ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนพฤษภาคม

สำหรับสถานการณ์ไม้ผลภาคใต้ ประกอบด้วย ทุเรียน มังคุด เงาะและลองกอง ปี 2562 ทุเรียน มีปริมาณผลผลิต 445,220 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา 304,267 ตัน เพิ่มขึ้น 46.33% เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้นราคาดี จูงใจให้เกษตรกรบำรุงรักษาดูแลผลผลิตดีขึ้น ทำให้ต้นสมบูรณ์ ออกดอกและติดผลมากขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนสิงหาคม มังคุด มีปริมาณผลผลิต 156,118 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา 110,364 ตัน เพิ่มขึ้น 41.46% เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น ต้นสมบูรณ์ออกดอกและติดผลมากขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนกรกฎาคม – เดือนสิงหาคม เงาะ มีปริมาณผลผลิต 69,371 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา 71,884 ตัน ลดลง 3.5% สาเหตุจากอากาศร้อนจัดและน้ำไม่เพียงพอช่วงเดือนเมษายนส่งผลให้ดอกร่วง ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนสิงหาคม – เดือนกันยายน และลองกอง มีปริมาณผลผลิต 67,687 ตัน เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา 42,870 ตัน เพิ่มขึ้น 57.89% เนื่องจากมีช่วงแล้งเหมาะสมกับการส่งออก และต้นสมบูรณ์ออกดอกเพิ่มขึ้น ช่วงที่ผลผลิตออกมาก (peak) เดือนกันยายน – เดือนตุลาคม

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นชอบแผนบริหารจัดการผลไม้ ปี 2562 โดยผลไม้ภาคเหนือ ได้แก่ ลำไย เน้นบริหารจัดการลำไยในฤดูปริมาณ 341,028 ตัน แผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้เน้นผลผลิตในฤดู รวม 580,401 ตัน แบ่งเป็น ทุเรียน 366,938 ตัน มังคุด 145,025 ตัน เงาะ 68,438 ตัน โดยบริหารจัดการเชิงปริมาณเน้นกระจายผลผลิตในประเทศ แปรรูปและส่งออก ส่วนการบริหารจัดการเชิงคุณภาพ ส่งเสริมให้เกษตรกรดูแลผลผลิตตั้งแต่ระยะก่อนเก็บเกี่ยว เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว และหลังเก็บเกี่ยว พัฒนาคุณภาพผลผลิตไม้ผลสู่มาตรฐานและยกระดับสู่การรับรอง GAP โดยเฉพาะทุเรียนต้องเร่งป้องปรามผลผลิตทุเรียนด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด กำหนดมาตรการควบคุมทุเรียนอ่อน พัฒนาล้ง/จุดรับซื้อให้ได้มาตรฐาน GMP เป็นต้น

รายงานพิเศษ : ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’บรรเทาทุกข์เกษตรกรเขาสวนกวาง ขยายธุรกิจแปรรูปมันเชื่อมเครือข่ายสหกรณ์โคนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/424798

รายงานพิเศษ : ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’บรรเทาทุกข์เกษตรกรเขาสวนกวาง  ขยายธุรกิจแปรรูปมันเชื่อมเครือข่ายสหกรณ์โคนม

รายงานพิเศษ : ‘ไทยนิยม ยั่งยืน’บรรเทาทุกข์เกษตรกรเขาสวนกวาง ขยายธุรกิจแปรรูปมันเชื่อมเครือข่ายสหกรณ์โคนม

วันจันทร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดและราคาตกต่ำ เป็นปัญหาหลักของภาคการเกษตรในบ้านเรา สหกรณ์การเกษตรหลายแห่ง ได้เข้ามามีบทบาทแก้ปัญหานี้ให้สมาชิก และหลายแห่งก็มีผลการดำเนินงานน่าพอใจ หนึ่งในนั้นคือสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น

พื้นที่อำเภอเขาสวนกวาง เป็นที่ราบสูง เกษตรกรปลูกพืชไร่เป็นหลัก และประสบปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ขาดปัจจัยการผลิตและเงินทุน จึงรวมกลุ่มตั้งสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง จำกัด เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2521 จวบจนวันนี้ กลายเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ มีสมาชิกถึง 1,700 กว่าคน ปลูกมันสำปะหลังเป็นพืชหลัก โดยสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง จำกัด มีบทบาทรวบรวมผลผลิตหัวมันสดให้แก่โรงงานในพื้นที่ ในลักษณะซื้อมาขายไป แต่ประสบปัญหาการขนส่งไม่สะดวกให้บริการสมาชิกได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากตัวสหกรณ์ (ตั้งอยู่ในตำบลคำม่วง) ห่างไกลจากพื้นที่เพาะปลูก อีกทั้ง สหกรณ์มีพื้นที่ลานตากไม่เพียงพอ ไม่สามารถสร้างเพิ่มได้ เกษตรกรจำต้องนำผลผลิตขายให้ผู้รับซื้อเอกชนในพื้นที่ จึงขาดอำนาจต่อรอง ทำให้ขายได้ราคาต่ำ สหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง จำกัด จึงได้ขอรับเงินอุดหนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ในส่วนที่เป็นงบประมาณพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแก่สถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร (แก้มลิง) ในการจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

นางปริยากร ศิริพากุล ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง จำกัด เล่าถึงงบประมาณจากโครงการนี้ว่า ได้รับการสนับสนุน 5,696,000 บาท นำมาจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บผลผลิตสินค้าเกษตร 3 รายการ ได้แก่ ลานตาก ขนาด 4,000 ตารางเมตร, ฉาง ขนาด 500 ตัน และเครื่องชั่งพร้อมโรงคลุม ขนาด 50 ตัน ในพื้นที่ตำบลนางิ้ว ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูก เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่ง ทำให้สหกรณ์รวบรวมผลผลิตได้มากขึ้น โดยเฉพาะมันสำปะหลังที่ส่วนใหญ่จะนำมาแปรรูปเป็นมันเส้น ส่งขายให้ชุมนุมสหกรณ์โคนมในจังหวัดขอนแก่น ที่ให้ราคาดีกว่าการจำหน่ายเป็นหัวมันสดแบบที่ผ่านมา

“สำหรับการรวบรวมมันสำปะหลัง คิดว่าเป็นธุรกิจหนึ่งของสหกรณ์ที่ดี เพราะว่าถ้าแปรรูปแล้ว เราสามารถกำหนดราคาได้ ตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 เป็นต้นมา เราก็รวบรวมได้ประมาณพันกว่าตัน ผลการดำเนินงานปีบัญชีล่าสุด (31 มีนาคม พ.ศ. 2562) มีผลกำไรสุทธิประจำปี 9 ล้าน 6 แสนบาทเศษ ถือว่างบอุดหนุนของรัฐบาล ผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ทำให้ธุรกิจของสหกรณ์เพิ่มขึ้น สามารถบริการสมาชิกเกือบครบวงจร เมื่อก่อนแค่ซื้อมาขายไป ปัจจุบันก็ทำแปรรูป คู่ค้ายืนยันได้ว่า มันเส้นเรามีคุณภาพ ไม่พอต่อความต้องการ”

นางนิตยา ไสววรรณ เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเขาสวนกวาง จำกัด ได้สะท้อนถึงการดำเนินงานของสหกรณ์ว่า สหกรณ์มีส่วนช่วยเหลือด้านเงินทุน ปัจจัยการผลิต แนะนำส่งเสริมการเพาะปลูกมาโดยตลอด จนเธอมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ต่อมาเมื่อได้ก่อสร้างลานตากผลผลิต พร้อมเครื่องชั่ง และฉาง ด้วยงบประมาณอุดหนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ยิ่งทำให้สหกรณ์สามารถช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการรับซื้อผลผลิตได้ในปริมาณมากขึ้น และให้ราคาสูงขึ้นเมื่อนำไปแปรรูป เธอและคนอื่นๆ ในชุมชนไม่ต้องขนไปขายไกล ทั้งยังสามารถไว้ใจในระบบบริหารจัดการ มั่นใจในตราชั่งที่ได้มาตรฐาน มีความแม่นยำ ทำให้ขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม

“พอมีสหกรณ์มารองรับ เราขายได้ในราคาที่เป็นธรรม เราก็พอใจ สหกรณ์เขาก็รองรับของเรา เกษตรกรทั่วไปก็มาใช้บริการได้ ไม่ใช่แต่สมาชิกอย่างเดียวค่ะ เขาก็ดีมากๆ อันนี้คือประโยชน์ที่ดีของสหกรณ์”

ด้านนางยุพดี สารทอง ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดขอนแก่น กล่าวถึงประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการนี้ว่าในส่วนของสหกรณ์เอง เมื่อได้มีการเพิ่มธุรกิจแปรรูปผลผลิตขึ้นมา ทำให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายกับสหกรณ์โคนม ที่มีความต้องการมันเส้นเพื่อการผลิตอาหารสัตว์ นอกเหนือจากเครือข่ายหรือโรงงานแป้งที่รับซื้อมันสำปะหลังสด ส่วนสมาชิกเอง ก็ไม่ต้องกังวล เพราะมีตลาดรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน และเป็นตลาดที่ให้ความยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของราคา เรื่องของตาชั่ง

“รวมทั้งการที่สหกรณ์ได้เป็นผู้รวบรวมผลผลิตนี้ ยังเป็นการชะลอไม่ให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมากเกินไป ชะลอไว้เพื่อที่จะขายให้กับตลาดภายนอก หรือชะลอไว้เพื่อที่จะแปรรูปเป็นมันเส้น เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรเพิ่มมากขึ้น” คุณยุพดี กล่าวทิ้งท้าย ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่ได้จากงบประมาณสนับสนุนของโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ที่มีต่อการแก้ปัญหาหลักของภาคการเกษตร

นับเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการบริหารจัดการงบประมาณที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการยกระดับความเข้มแข็งของเกษตรกรและสหกรณ์ให้เป็นกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มขีดความสามารถของชุมชนอย่างยั่งยืน