ซอกแซกอาเซียน : 11 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425539

566101ซอกแซกอาเซียน : 11 กรกฎาคม 2562

ซอกแซกอาเซียน : 11 กรกฎาคม 2562

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม ผมและคณะได้รับเชิญจากกระทรวงเกษตร สปป.ลาว ให้ไปร่วมส่งมอบข้าวสารให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เขื่อนแตกที่แขวงอัตตะปือ ตอนใต้ของประเทศ สมัยตอนเป็นเด็กๆ ไม่ทราบจะมีใครเหมือนรุ่นผมหรือไม่ เพื่อนๆ มักจะชอบเล่นทายชื่อเมืองในหน้ากระดาษแผนที่ โดยบอกชื่อแล้วให้คนอื่นๆ ค้นหา ใครค้นเจอก่อนก็จะเป็นผู้ชนะ พอเลือกใช้แผนที่ประเทศ สปป.ลาว มักจะถามให้ทายกันว่าแขวงอัตตะปืออยู่ตรงไหน อาจเป็นเพราะชื่อไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก และตั้งอยู่ใต้เกือบสุดของประเทศ หายากกว่าเมืองอื่น ผมจึงคุ้นหูกับชื่อแขวงอัตตะปือมาตั้งแต่เด็ก การเล่นเกมที่ว่านี้ ผมว่ามีประโยชน์มาก เพราะทำให้เก่งวิชาภูมิศาสตร์โดยไม่รู้ตัว ไม่ทราบเด็กปัจจุบันยังมีเล่นกันอยู่หรือเปล่า

เช่นเดียวกับการไป สปป.ลาว ครั้งก่อนที่แขวงคำม่วนที่ไปลงเครื่องที่นครพนม คราวนี้ผมและคณะใช้วิธีเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปทางจังหวัดอุบลราชธานี แล้วต่อไปเข้าลาวที่ด่านช่องเม็ก อำเภอสิรินธร เพื่อข้ามเข้าไปแขวงจำปาสัก แล้วจึงต่อไปแขวงอัตตะปือ จากสนามบินอุบลราชธานี ผมเช่ารถเหมาให้ไปส่งที่ด่านช่องเม็ก เพื่อผ่านแดนโดยได้นัดให้ทางการลาวมารับที่ด่านเมื่อข้ามไปแล้ว ใช้พาสปอร์ตแป๊บเดียวก็เสร็จ เดินลอดอุโมงค์ใต้เส้นพรมแดนเข้าฝั่งลาว มีรถตู้ของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม นำโดยท่านรองเจ้ากรมสวัสดิการ มารับพร้อมตัวแทนจากกระทรวงเกษตรฯ ปัจจุบันเส้นทางจากอุบลราชธานีไปด่านช่องเม็ก สะดวกมาก เป็นทาง 4 เลน วิ่งรถได้โดยไม่เสียเวลาติดขัดใดๆ ขณะเดียวกันทางฝั่งลาวจากด่านไปยังเมืองปากเซ ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำโขง ก็ได้มีการปรับปรุงถนนใหม่เช่นกัน วิ่ง 4 เลน สะดวกสบายแม้จะไม่ราบเรียบสวยงามเท่าของไทยก็ตาม ผมเคยไปปากเซครั้งหลังสุดสมัยยังอยู่ที่กรมการข้าว ประมาณ 4 ปีมานี้ ตอนนั้นถนนยังเล็กอยู่เลย แสดงว่าสปป.ลาวเองก็ได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมก้าวหน้ามากอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เพราะเส้นทางนี้ ถือเป็นเส้นทางที่นำไปสู่จุดท่องเที่ยวที่สำคัญของเขา กล่าวคือ นอกจากเมืองปากเซ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากเวียงจันทน์แล้ว เลาะลงไปทางทิศใต้ติดทางชายแดนประเทศกัมพูชา ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินชื่อแหล่งท่องเที่ยวดังของลาว คือ น้ำตกคอนพะเพ็งและน้ำตกหลี่ผี นะครับ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวไทยข้ามเข้าไปชมกันเป็นจำนวนมากทีเดียว สมัยผมไปรอบที่แล้วก็ได้ไปเยี่ยมชมมาแล้ว พิจารณาแล้ว ผมถึงทราบเหตุผลว่าทำไมฝรั่งเศสจึงบีบบังคับไทยให้ยินยอมยกดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงแถวๆ นี้ให้เป็นของลาว สมัยรัชกาลที่ 5 ก็เพราะจุดบริเวณนี้เป็นแหล่งธรรมชาติที่สวยงามมาก แม่น้ำโขงที่ไหลมาจากทางเหนือกำลังจะไหลลงสู่ที่ต่ำต่างระดับ เข้าสู่ดินแดนกัมพูชา ก่อให้เกิดน้ำตกและทัศนียภาพที่น่ายล เข้าไปลึกๆ ยังมีทางรถไฟเก่าๆ ขนาดเล็ก รวมทั้งหัวรถจักรเก่าที่พวกฝรั่งเศสสร้างทิ้งร้างไว้ให้เห็นอยู่ เป็นร่องรอยที่สามารถสืบสาวได้ว่าพวกชาวตะวันตกคงชื่นชอบที่จะมาตั้งแคมป์ชั่วคราวพักผ่อนหย่อนใจกันในบริเวณนี้ จนไม่อยากจะให้ตกเป็นของไทยเรา

รถยนต์คณะเราเป็นรถตู้ วิ่งผ่านเมืองปากเซ ไปโดยไม่ได้แวะเพราะยังไม่ถึงเวลากลางวัน เข้าสู่เส้นทางที่จะไปยังแขวงอัตตะปือ ซึ่งวิ่งไปทางทิศตะวันออก ไปทางประเทศเวียดนาม ห่างจากเมืองปากเซไปเกือบร้อยกิโลเมตร ก็ถึงเมืองปากซอง หลายคนคงรู้จักดี เป็นที่ราบสูงขึ้นไปมากจนทำให้มีอากาศเย็น จึงเป็นแหล่งสำคัญที่สุดของ สปป.ลาว ที่มีการผลิตกาแฟชื่อดังของเขา ใช่ครับ บริเวณสองฟากทางถนน 4 เลน ที่รถวิ่งผ่านไปที่ปากซอง จะพบไร่กาแฟเต็มไปหมด แถมยังมีร้านให้แวะชมไร่และพักดื่มกาแฟกันอีกเป็นระยะๆ นี่ก็เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนอกจากจะไปชมน้ำตกแล้ว ก็พากันมาแวะชมสัมผัสบรรยากาศหนาวเย็นในช่วงฤดูหนาวได้อีกแหล่งหนึ่ง กาแฟที่ปลูกกันอยู่นั้น ผมทราบมาก่อนแล้วว่าเป็นธุรกิจที่นักธุรกิจไทยเข้าไปมีหุ้นส่วนทำด้วย อีกทั้งยังมีนักวิชาการไทยที่เกษียณแล้ว เข้าไปช่วยทำอีก ซึ่งสมัยที่ผมไปครั้งที่แล้ว แม้ไม่เคยได้มาที่ปากซอง แต่ผมก็รู้จักอยู่หลายคน

ความสำราญเจริญหูเจริญตาในการเดินทางครั้งนี้ คงจะจบลงที่ปากซองนี่แหละครับ ฉบับหน้าก็จะเป็นการเล่าต่อถึงการเดินทางต่อไปยังแขวงอัตตะปือ ที่เคยคุ้นหูบนแผนที่ครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

‘กฤษฎา’พลิกตำรา จ่อลงนามทิ้งทวน สั่งยกเลิก3สารพิษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425629

‘กฤษฎา’พลิกตำรา  จ่อลงนามทิ้งทวน  สั่งยกเลิก3สารพิษ

‘กฤษฎา’พลิกตำรา จ่อลงนามทิ้งทวน สั่งยกเลิก3สารพิษ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

‘กฤษฎา’พลิกตำรา จ่อลงนามทิ้งทวน สั่งยกเลิก3สารพิษ ห้ามนำเข้าเด็ดขาด

วงการสารเคมีสะเทือน “กฤษฎา”ลั่นแม้เหลือเวลาทำงานไม่กี่วัน พร้อมสั่งยกเลิก 3 สารพิษ เผยชี้ชะตาศุกร์นี้ ดูข้อกฎหมายชัดๆ ถ้าให้อำนาจรมว.เกษตรฯ เพิกถอน-มีสารทดแทน เซ็นห้ามนำเข้าทันที ลั่นความปลอดภัยประชาชนต้องมาก่อน

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าแม้จะเหลือเวลาทำงานไม่กี่วันก็พร้อมสั่งยกเลิกสารเคมีทางการเกษตร 3ชนิด คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟรเซส ถ้ามีองค์ประกอบ2ข้อ 1.มีสารธรรมชาติหรือชีววิธีใดๆที่สามารถใช้กำจัดวัชพืชหรือศัตรูพืชแทนสารเคมีทั้ง3ชนิดได้โดยไม่เป็นพิษต่อร่างการมนุษย์และสิ่งแวดล้อม 2.มีกฎหมายกำหนดให้การยกเลิกการใช้หรือการห้ามนำเข้าสารเคมีเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นอำนาจโดยตรงของรมว.เกษตรฯ

“หากมีองค์ประกอบทั้ง2ข้อก็จะสั่งยกเลิกการใช้สารเคมี3ชนิดได้ทันที โดยปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอธิบดีกรมวิชาการเกษตร หารือหน่วยงานเกี่ยวข้อง กำลังดูข้อมูลรายละเอียดโดยเฉพาะกฏหมายให้อำนาจรมว.เกษตรฯเพิกถอนได้หรือไม่ ซึ่งจะรวบรวมส่งข้อมูลมาให้ตนวันศุกร์(12ก.ค.)นี้ ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ต้องขอดูกฎหมายนำมาพิจารณาอย่างรอบด้าน ซึ่งตนยึดความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อน”นายกฤษฎา กล่าว

วงการสารเคมีสะเทือน! ‘กฤษฎา’ลั่นพร้อมเซ็นยกเลิก3สารพิษ ชี้ชะตาศุกร์นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425558

วงการสารเคมีสะเทือน! 'กฤษฎา'ลั่นพร้อมเซ็นยกเลิก3สารพิษ ชี้ชะตาศุกร์นี้

วงการสารเคมีสะเทือน! ‘กฤษฎา’ลั่นพร้อมเซ็นยกเลิก3สารพิษ ชี้ชะตาศุกร์นี้

วันพุธ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 16.22 น.

เมื่อวันที่10 กรกฎาคม 2562 จากกรณีที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอมาตรการจำกัดใช้ 3 สารเคมีวัตถุอันตราย พาราควอต ไกลโฟรเซต คอร์ไพริฟอส เพื่อนำไปสู่การยกเลิกใช้ห้ามนำเข้าภายในสองปีนี้ โดยผ่านความเห็นชอบคณะกรรมการวัตถุอันตราย ได้ประกาศใช้กฏกระทรวง 6 ฉบับ กำหนดเกณฑ์ต่างๆจำกัดใช้สารเคมี มีผลบังคับใช้วันที่ 20 ต.ค. ซึ่งกรมวิชาการเกษตร เสนอประกาศเรื่องหลักเกณฑ์เงื่อนไข นำเข้าวัตถุอันตราย 3 ชนิด ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด นายกฤษฎา บุญราชรมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า แม้จะเหลือเวลาทำงานไม่กี่วันก็พร้อมสั่งยกเลิกสารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิด คือพาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟรเซส ถ้ามีองค์ประกอบ 2 ข้อ 1.มีสารธรรมชาติหรือชีววิธีใดๆที่สามารถใช้กำจัดวัชพืชหรือศัตรูพืชแทนสารเคมีทั้ง3ชนิดได้ โดยไม่เป็นพิษต่อร่างการมนุษย์และสิ่งแวดล้อม 2.มีกฏหมายกำหนดให้การยกเลิกการใช้หรือการห้ามนำเข้าสารเคมีเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นอำนาจโดยตรงของ รมว.เกษตรฯ

“หากมีองค์ประกอบทั้ง2ข้อก็จะสั่งยกเลิกการใช้สารเคมี3ชนิดได้ทันที โดยปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอธิบดีกรมวิชาการเกษตร หารือหน่วยงานเกี่ยวข้อง กำลังดูข้อมูลรายละเอียดโดยเฉพาะกฏหมายให้อำนาจรมว.เกษตรฯเพิกถอนได้หรือไม่ ซึ่งจะรวบรวมส่งข้อมูลมาให้ตนวันศุกร์(12ก.ค.)นี้ ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ต้องขอดูกฏหมายนำมาพิจารณาอย่างรอบด้าน ซึ่งตนยึดความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อน” นายกฤษฎา กล่าว

กษ.ลุยสแกนแปลงปลูกมันสำปะหลัง8.9ล้านไร่ คุมโรคใบด่างป้องเชื้อลามแหล่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425481

กษ.ลุยสแกนแปลงปลูกมันสำปะหลัง8.9ล้านไร่ คุมโรคใบด่างป้องเชื้อลามแหล่งใหญ่

กษ.ลุยสแกนแปลงปลูกมันสำปะหลัง8.9ล้านไร่ คุมโรคใบด่างป้องเชื้อลามแหล่งใหญ่

วันพุธ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 14.03 น.

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หลังพบการรายงานการพบโรคใบด่างมันสำปะหลัง (CMD)กำลังระบาดในขณะนี้ได้สั่งการให้ เกษตรจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง ที่อยู่แนวชายแดน เช่น สระแก้ว นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ จันทบุรี ปราจีนบุรี จัดทีมเจ้าหน้าที่เกษตร และร่วมกับเกษตรกร ลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงปลูกมันสำปะหลัง ทั่วประเทศทุกต้นมีอยู่ประมาณ 8.9 ล้านไร่ และรายงานให้กรมฯทราบภายใน 15 ก.ค.62 เพื่อควบคุมการระบาดไม่ให้กระจายไปยังพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดอื่นๆ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ขอความร่วมมือให้เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง ตรวจสอบแปลงของตัวเอง หากพบลักษณะอาการหากพบอาการ ใบเป็นด่างเหลือง เสียรูปทรง ลดรูป และยอดที่แตกใหม่จะแสดงอาหารด่างเหลือง ลำต้นแคระแกร็น เบื้องต้นให้แจ้งเจ้าหน้าที่เกษตรในพื้นที่เข้าไปทำลายทันที นอกจากนี้กำชับให้ทุกจังหวัด เตือนเกษตรกรห้ามเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ ที่ไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจน

สำหรับ โรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นโรคที่เพิ่งพบการระบาดในประเทศไทย มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย 80-100 เปอร์เซ็นต์ สำหรับ การป้องกันโรคใบด่างมันสำปะหลัง

1. เกษตรกรควรใช้ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจากต้นที่ไม่เป็นโรคใบด่างมาปลูก ควรใช้ท่อนพันธุ์ภายในประเทศ ไม่นำท่อนพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาปลูก เพราะอาจเสี่ยงต่อการนำเอาท่อนพันธุ์ที่ติดเชื้อไวรัสเข้ามาปลูก

2. เกษตรกรควรหมั่นเดินตรวจแปลงตั้งแต่เริ่มปลูกทุกๆ 2 สัปดาห์ หากพบอาการที่ผิดปกติสงสัยว่าจะเป็นโรคใบด่าง เช่น ใบหงิก ใบด่าง ให้แจ้งเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร หรือกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ให้มาตรวจสอบและทำลาย หลังจากนั้นเกษตรกรควรฉีด พ่นสารเคมีต้นที่เหลือในแปลงและแปลงข้างเคียงเพื่อทำลายแมลงหวี่ขาวยาสูบที่เป็นพาหะของโรค ติดตามการเกิดโรคใบด่างในแปลงอย่างต่อเนื่องทุก 2 สัปดาห์

3. หากเกษตรกรมีข้อสงสัยหรือพบอาการโรคใบด่างมันสำปะหลัง ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สามารถแจ้งได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน

‘ป.ปั้นสยาม’เผยโมเดลธุรกิจ’ขนมปั้นขลิบทอด’ เน้นระบบค้าส่งสร้างอาชีพเสริมให้กับสมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425436

'ป.ปั้นสยาม'เผยโมเดลธุรกิจ'ขนมปั้นขลิบทอด' เน้นระบบค้าส่งสร้างอาชีพเสริมให้กับสมาชิก

‘ป.ปั้นสยาม’เผยโมเดลธุรกิจ’ขนมปั้นขลิบทอด’ เน้นระบบค้าส่งสร้างอาชีพเสริมให้กับสมาชิก

วันพุธ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 11.00 น.

“ป.ปั้นสยาม” ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย “ขนมปั้นขลิบทอด” ขนมไทยโบราณ รสชาติดั้งเดิม สูตรต้นตำรับ แบรนด์คนไทย  รุกตลาดระบบค้าส่ง เน้นสร้างอาชีพให้กับผู้ต้องการรายได้เสริม ด้วยระบบสมาชิก  พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย เผยกลยุทธ์บุกตลาดขนมไทยด้วยรสชาติความอร่อย และวัตถุดิบเกรดคุณภาพ ข้าวสังข์หยดและปลาตาโต หรือปลาตาหวาน อุดมไปด้วยโอเมก้า มากกว่า1500 มิลลิกรัม ผสานเทคนิคการทอดเฉพาะของ “ป.ปั้นสยาม” และเทคนิคการผัดไส้ไม่อมน้ำมัน พร้อมเนื้อปลาเน้นๆ ปรุงรสด้วยสูตรต้นตำรับของ  “ป.ปั้นสยาม” ผ่านการรับรองจากสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. โดยมีรสชาติความอร่อยให้เลือกสรรถึง 5 รสชาติ ได้แก่ ไส้ปลา, ไส้ปลาและเห็ดนางฟ้าทอด, ไส้กุ้ง, ไส้ไก่หยอง และไส้มังสวิรัติ (ไส้เห็ดแครง) ซึ่งทุกไส้ผ่านการปรุงรสด้วยความพิถีพิถัน เพื่อให้ได้รสชาติความกลมกล่อมส่งถึงมือผู้บริโภค

 

 

สำหรับโมเดลธุรกิจ “ขนมปั้นขลิบทอด” แบรนด์ ป.ปั้นสยาม เน้นเข้าถึงกลุ่มคนทุกกลุ่มด้วยค่าสมัครสมาชิกเพียง 200 บาท ตลอดชีพ ซึ่งสมาชิกจะได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย อาทิ ได้กำไรค้าปลีกในราคาสมาชิก ตั้งแต่ครั้งแรกที่สมัครผ่านระบบ, รับคะแนนสะสมเพื่อแลกใช้เป็นส่วนลด หรือเก็บสะสมเพื่อแลกของรางวัล, สิทธิ์ลุ้นรางวัลทุกเดือน กับกิจกรรมโปรโมชั่น, สิทธิรับเงินจากการบอกต่อสมาชิก และรับโบนัสสิ้นปีจากคะแนนสะสมรวมทั้งปี ตามเงื่อนไขที่กำหนด เป็นต้น นอกจากนี้สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก “ขนมปั้นขลิบทอด” แบรนด์ ป.ปั้นสยาม จะได้รับเงินคืนตามลำดับขั้นของคะแนนสะสม เป็นจำนวน 2% จากคะแนนสะสมตลอดทั้งปี ตั้งแต่ 600-1,800,000 บาท ทั้งนี้รายละเอียดต่างๆ อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ระบบการตลาดกำหนด

 

 

สำหรับผู้สนใจสร้างอาชีพ และรายได้ จาก “ขนมปั้นขลิบทอด” แบรนด์ ป.ปั้นสยาม แบรนด์ขนมคนไทย พร้อมส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยธุรกิจ SME  ให้ถูกขับเคลื่อนไปอย่างยั่งยืน โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 097-945-0999 FB: https://www.facebook.com/ปปั้นสยาม-ขนมปั้นขลิบ-ทุกคำอร่อยซ้ำ-รับเงินคืน-457771421701683/  หรือ Line: @por.pansiam

คลอดแผนจัดการผลไม้ศก.ปี’62 คาดราคาดีจูงใจชาวสวนเข้มคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425257

x

คลอดแผนจัดการผลไม้ศก.ปี’62 คาดราคาดีจูงใจชาวสวนเข้มคุณภาพ

วันพุธ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรี สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ เห็นชอบแผนบริหารจัดการผลไม้ ปี 2562 เพื่อให้จังหวัดใช้เป็นแนวทางปฏิบัติบริหารจัดการผลไม้ในฤดูกาลผลิต ปี 2562 แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง โดยผ่านกลไกคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ให้เป็นไปตามกลไกตลาดปกติ ในเชิงปริมาณเน้นจัดสมดุลอุปสงค์และอุปทาน ในเชิงคุณภาพสอดคล้องตามยุทธศาสตร์พัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2558 – 2564 โดยผลไม้ภาคเหนือ ได้แก่ ลำไย เน้นบริหารจัดการลำไยในฤดู ปริมาณ 341,028 ตัน แผนบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้เน้นผลผลิตในฤดู รวม 580,401 ตัน แบ่งเป็น ทุเรียน 366,938 ตัน มังคุด145,025 ตัน เงาะ 68,438 ตัน โดยการบริหารจัดการเชิงปริมาณ ได้แก่ การกระจายผลผลิตในประเทศ ด้วยวิธีการกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านผู้ประกอบการ(ล้ง) วิสาหกิจชุมชน ศูนย์คัดแยกผลไม้ชุมชน สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร Modern Trade ไปรษณีย์/ตลาดออนไลน์ ตลาดค้าผลไม้ภายในจังหวัด การจำหน่ายตรงผู้บริโภค เป็นต้น การแปรรูป ด้วยวิธีการแช่แข็ง อบแห้ง กวน ทอด และการส่งออก (ผลสด)

ส่วนการบริหารจัดการเชิงคุณภาพ ส่งเสริมให้เกษตรกรดูแลผลผลิตแต่ละระยะ ตั้งแต่ก่อนเก็บเกี่ยว โดยถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาคุณภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผล การส่งเสริมการผลิตตามมาตรฐานและยกระดับสู่การรับรอง (GAP) ระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต รณรงค์ส่งเสริมการบริโภค มุ่งเน้นการรวมกลุ่มผู้ผลิตไม้ผลคุณภาพ โดยเฉพาะทุเรียนต้องเร่งป้องปรามผลผลิตทุเรียนด้อยคุณภาพ กำหนดมาตรการควบคุมทุเรียนอ่อน การพัฒนาล้ง/จุดรับซื้อให้ได้มาตรฐาน GMP ให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรร่วมกับตำรวจจัดชุดเฉพาะกิจออกสุ่มตรวจที่ล้ง/จุดรับซื้อ/จุดจำหน่าย และใช้กฎหมายอาญาเป็นบทลงโทษผู้กระทำผิด และระยะหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต เน้นติดตามสถานการณ์ภัยธรรมชาติ ศัตรูพืช ทั้งนี้ มั่นใจว่าปีนี้ราคาจะอยู่ในเกณฑ์ดี เป็นที่น่าพอใจของเกษตรกร เพราะเกษตรกรนำเทคโนโลยีมาพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ดีขึ้น

ส่องเกษตร : ปฏิรูปภาคเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425259

449007

ส่องเกษตร : ปฏิรูปภาคเกษตร

วันพุธ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาของการปรับเปลี่ยนหลายๆอย่าง ผมเองได้มีโอกาสศึกษายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อย่างจริงจัง พร้อมกับได้อ่านเรื่องราวแผนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งในนั้นมีประเด็นของการปฏิรูปภาคการเกษตร ในมุมมองของผม การจะปฏิรูปใดๆก็ตามจะต้องทำให้ดีขึ้น เกิดประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ปฏิรูปแล้วดีสำหรับคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นอกจากนี้การดำเนินการตามเป้าหมายของการปฏิรูปจะต้องมีแผนปฏิบัติการ แผนติดตามและประเมินผลที่ชัดเจน มีเกณฑ์วัดที่ตรวจสอบได้ ประเด็นที่เป็นจุดอ่อนของการดำเนินการเห็นจะเป็นการขาดการมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ขาดความเป็นเจ้าของร่วมกันในแผนปฏิรูปดังกล่าว นับรวมถึงการขาดการสร้างการรับรู้ทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วน ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างกัน

การปฏิรูปภาคการเกษตรมีการกล่าวถึงการปรับปรุงคุณภาพของสินค้าเกษตรในลักษณะต่างๆ ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในความคิดของผม อันที่จริงแล้วเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการมาเป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปีได้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการด้านมาตรฐานการผลิตทางการเกษตรเกษียณอายุไปหลายท่าน ซึ่งก็รวมตัวผมเองด้วย คำถามที่มักจะถูกถามเมื่อนำมาตรฐานการผลิตไปจับกับระบบการผลิตใดๆ คือ ทำแล้วได้อะไร ยุ่งยาก เสียเวลา แถมพอจะขายราคาก็ไม่แตกต่างจากคนอื่น สู้ทำไปแบบเดิมๆ สบายๆ ทำตามที่เคยทำก็ยังขายได้ คำถามเหล่านี้ผมเชื่อว่าต้องผ่านหูของเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แทบทุกคน มาตรการส่งเสริมต่างๆ จากภาครัฐถูกนำมาใช้หลายๆ รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน GAP GMP Organic ทั้งหมดนี้ ในรายที่ประสบความสำเร็จเกิดจากความต้องการของผู้ประสงค์จะขอการรับรองเอง อาจจะด้วยเล็งเห็นประโยชน์ที่ได้จากการรับรองระบบด้งกล่าว ซึ่งนับเป็นส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนทั้งหมด

คำพูดที่ว่า หากเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเราเอง ก็ต้องมีอะไรมาบังคับให้เราเปลี่ยนเสมอ การถูกบังคับกับการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง เป็นวิถีที่แตกต่างกันมาก เช่นเดียวกับประเด็นคุณภาพ เมื่อลูกค้าต้องการสินค้าคุณภาพที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานของภาครัฐ จากที่เคยสบายๆ ก็ถึงคราวลำบากเหมือนเช่น กรณีการส่งออกทุเรียนไปจีน หลังจากที่จีนกำหนดให้ต้องขึ้นทะเบียนสวน GAP และบรรจุในโรงคัดบรรจุที่ได้มาตรฐาน GMP โดยระบุในฉลากให้ชัดเจน บรรดาโรงคัดบรรจุก็ไปกดดันเจ้าหน้าที่ให้เร่งดำเนินการตรวจสอบรับรองโรงคัดบรรจุให้ได้การรับรอง GMP โดยอ้างว่าจะไม่รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร กดราคารับซื้อ และสร้างกระแสการรับซื้อผลผลิตจากแปลงที่ผ่านการรับรอง GAP ในราคาที่สูงกว่าราคาทั่วไป ทำให้เกษตรกรเร่งให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจรับรอง ทั้งที่จริงแล้ว GAP และ GMP เป็นการตรวจสอบรับรองระบบการผลิต ไม่ใช่การรับรองผลผลิต จึงมีความจำเป็นที่จะต้องตรวจสอบรับรองในระบบงาน เพื่อมั่นใจได้ว่ามีมาตรฐานความปลอดภัยเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด หากการดำเนินการตรวจสอบรับรองไม่รอบคอบ และตรวจพบปัญหาตามมา ผลที่เกิดขึ้นจะกระทบกับคนส่วนใหญ่ทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงรายใดรายหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก โดยเฉพาะประเด็นความน่าเชื่อถือในระบบตรวจสอบรับรองของรัฐบาลไทย

เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าการปฏิรูปที่ต้องยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร แต่ทุกภาคส่วนขาดการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง มองประโยชน์เฉพาะหน้าของตนเองเป็นสำคัญ ทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้น ทุกคนทุกภาคส่วนในระบบที่เกี่ยวข้อง ต้องเข้าใจและให้ความร่วมมือกันตลอดทุกขั้นตอน จึงจะทำให้การปฏิรูปเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

กรมชลฯเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำภาคใต้ จับมือท้องถิ่นแก้วิกฤติภูเก็ตฝนทิ้งช่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425261

x

กรมชลฯเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำภาคใต้ จับมือท้องถิ่นแก้วิกฤติภูเก็ตฝนทิ้งช่วง

วันพุธ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมชลประทาน แจงสถานการณ์น้ำ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนกลาง สั่งเฝ้าระวัง เตรียมความพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่ พร้อมบูรณาการแก้ปัญหาฝนทิ้งช่วงที่ จ.ภูเก็ต อ่างฯ 3 แห่ง น้ำน้อย เร่งสูบน้ำจากขุมเหมืองมาใช้อุปโภคบริโภค มั่นใจมีปริมาณน้ำเพียงพอกับความต้องการ

นายปริญญา สัคคะนายก ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 15 กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำใน 5 จังหวัดภาคใต้คือ จ.กระบี่ พังงา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราชว่า พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ ชายฝั่งทะเลฝั่งตะวันตกจ.พังงา เนื่องจากมีฝนมากช่วงที่ผ่านมา แต่สภาพลำน้ำในพังงาเป็นสายสั้นจึงระบายออกเร็ว ประกอบกับขณะนี้ฝนทิ้งช่วงทำให้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ แต่ยังเฝ้าระวังระดับน้ำ 24 ชั่วโมง

ส่วนที่ จ.ภูเก็ต ปริมาณน้ำยังไหลเข้าอ่างเก็บน้ำต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ทำให้อ่างเก็บน้ำบางวาด มีปริมาณเก็บกักเพียงร้อยละ 10 อ่างเก็บน้ำบางเหนียวดำ มีปริมาณเก็บกักเพียงร้อยละ 9 และอ่างเก็บน้ำคลองกระทะ มีปริมาณเก็บกักเพียงร้อยละ 28 ของความจุอ่างฯ เท่านั้น ถือว่าค่อนข้างต่ำ เพื่อไม่ไห้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ กรมชลประทานร่วมกับการประปาส่วนท้องถิ่นนำน้ำจากขุมเหมืองของแต่ละพื้นที่ในภูเก็ตสูบเข้ามาใช้เพื่ออุปโภคบริโภค คาดว่าประชาชนจะมีน้ำใช้พอไปจนฝนระลอกใหม่มาช่วงปลายเดือนกรกฎาคม สำหรับ จ.กระบี่ มีแหล่งเก็บน้ำ 5 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักเฉลี่ยร้อยละ 50 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ราษฎรมีน้ำพอใช้

“กรมชลประทาน เตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่ ที่จะตกช่วงปลายกรกฎาคมต่อสิงหาคม โดยตรวจอาคารชลประทานให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดี พร้อมปรับเกณฑ์ Rule Curve ของอ่างเก็บน้ำแต่ละแห่ง เนื่องจากอ่างเก็บน้ำในจ.กระบี่ พังงา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช มีหน้าที่แตกต่างกัน เบื้องต้นตรวจสอบแล้วพบระดับน้ำเก็บกักยังอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม พร้อมตรวจเช็คสถานีเฝ้าระวัง สถานีโทรมาตรทุกแห่ง จึงมั่นใจในการคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้า และจะเตือนภัยประชาชนในพื้นที่ทันต่อสถานการณ์”นายปริญญาฯกล่าว และว่า นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการน้ำในพื้นที่ เตรียมเครื่องจักร เครื่องมือให้พร้อมเผชิญเหตุ

ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 15 กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์น้ำในจ.สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ยังปกติจะเริ่มมีฝนบวกกับพายุจรช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งกรมลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับประชาชนต่อสภาพลุ่มน้ำตาปี และลุ่มน้ำคลองท่าดี ถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง เพื่อประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มน้ำได้ช่วยเหลือกัน ลดผลกระทบที่จะเกิดจากภัยพิบัติ ทั้งนี้ กรมเร่งดำเนินการ โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้เสร็จภายในปี 2565 จะช่วยลดพื้นที่น้ำท่วมในเขตเมืองนครศรีธรรมราชได้เกือบทั้งหมด

2สหกรณ์พิษณุโลกใช้งบพัฒนาแก้มลิงคุ้มค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425258

x

2สหกรณ์พิษณุโลกใช้งบพัฒนาแก้มลิงคุ้มค่า

วันพุธ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  เปิดเผยหลังลงพื้นที่จ.พิษณุโลก ติดตามผลดำเนินงานตามโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแก่สถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร (แก้มลิง) ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืนว่า ปี 2561 จ.พิษณุโลก ได้รับงบประมาณจากกรมส่งเสริมสหกรณ์  ตามโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแก่สถาบันเกษตรกรจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร (แก้มลิง) ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน  ให้สหกรณ์  6 แห่ง  รวม 12 รายการ เพื่อสนับสนุนให้สหกรณ์ดำเนินการก่อสร้างอุปกรณ์การตลาด และจัดซื้อครุภัณฑ์การเกษตรที่จำเป็นต่อธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลิตผลการเกษตร สร้างระบบกลไกการกักเก็บผลผลิตทางการเกษตร และช่วยรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตเกษตรไม่ให้ตกต่ำ

นอกจากนี้ จากการติดตามผลการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด และสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด เพื่อตรวจประเมินขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง  การจัดหาครุภัณฑ์  การดำเนินการก่อสร้างซึ่งพบว่า ดำเนินการแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยดี สหกรณ์ใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์การตลาดและครุภัณฑ์ที่ได้รับอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยปรากฏผลการรวบรวมผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป ตั้งแต่ ตุลาคม 2561 – พฤษภาคม 2562 ดังนี้ 1.ปริมาณการรวบรวมข้าวเปลือก 19,846.46 ตัน  มูลค่า 118,674,443 บาท  2. ปริมาณการรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4,270.68 ตัน มูลค่า 9,448,687 บาท ปริมาณ และ3.ปริมาณการรวบรวมมันสำปะหลัง 802.72 ตัน มูลค่า 1,760,579 บาท อย่างไรก็ตาม อยากเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ติดตามและกำชับการใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์การตลาดและครุภัณฑ์ที่ได้รับให้ตรงวัตถุประสงค์โครงการ และเป็นไปตามแผนธุรกิจที่สหกรณ์ได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดต่อไป

รายงานพิเศษ : ไทยนิยม ยั่งยืน หนุน…สหกรณ์ มั่นคง ฟาร์มพิมายยิ้มยกมาตรฐานน้ำนมดิบสู่ผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425263

รายงานพิเศษ : ไทยนิยม ยั่งยืน หนุน...สหกรณ์ มั่นคง  ฟาร์มพิมายยิ้มยกมาตรฐานน้ำนมดิบสู่ผู้บริโภค

รายงานพิเศษ : ไทยนิยม ยั่งยืน หนุน…สหกรณ์ มั่นคง ฟาร์มพิมายยิ้มยกมาตรฐานน้ำนมดิบสู่ผู้บริโภค

วันพุธ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นับตั้งแต่พ.ศ. 2505 ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จฯไปทรงเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมแห่งแรกในประเทศไทย ณ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ชาวไทยก็ได้เริ่มรู้จักกับอาชีพการเลี้ยงโคนม ในฐานะเป็นแหล่งสารอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย เกิดความต้องการบริโภคน้ำนมโคอย่างแพร่หลาย การทำฟาร์มโคนมขยายตัวไปหลายพื้นที่

สหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เป็นหนึ่งในสหกรณ์ของผู้เลี้ยงโคนมที่ดำเนินงานมานานถึง 28 ปี ปัจจุบันสหกรณ์มีบทบาทรวบรวมน้ำนมดิบจากสมาชิก เพื่อนำส่งให้บริษัทคู่ค้า ดำเนินการแปรรูปอาหารโคนมจำหน่ายให้สมาชิกในราคาต่ำกว่าท้องตลาด จัดหาสินค้า วัสดุ อุปกรณ์ ทำฟาร์ม ยาต่างๆ สำหรับโคนมมาจำหน่าย ให้บริการสินเชื่อส่งเสริมอาชีพ รวมถึงให้บริการดูแลสุขภาพโคนมแก่สมาชิก

นอกจากนั้น ยังทำ “ฟาร์มกลาง” ที่บริหารจัดการโดยสหกรณ์เอง มีการเลี้ยงโคนม รีดน้ำนมส่งเข้าสหกรณ์ และมีบริการให้สมาชิกนำโครุ่นมาขายฝาก ในรูปแบบธนาคารโคนมทดแทนฝูง โดยสหกรณ์จะนำโครุ่นจากสมาชิกมารวมกันที่ฟาร์มกลาง เลี้ยงดูตามหลักวิชาการ ให้อาหารเหมาะสม เมื่อถึงกำหนดเวลาไถ่ถอนคืน สมาชิกจะได้แม่โคที่สุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง ผลิตน้ำนมได้ปริมาณมากมีคุณภาพกลับคืนสู่ฟาร์ม

สำหรับธุรกิจหลักของสหกรณ์คือ ธุรกิจรับซื้อน้ำนมดิบนั้น สหกรณ์เน้นควบคุมคุณภาพน้ำนมดิบที่รับเข้ามา นางเกศรินทร์ นันทพิสิฐ ผู้จัดการสหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด เล่าให้ฟังว่า การควบคุมคุณภาพน้ำนมดิบของสหกรณ์ เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำ คือฟาร์มของสมาชิกผู้เลี้ยงโคนม เกษตรกรจะได้รับการอบรมเรื่องการเข้าสู่มาตรฐาน GAP ของกรมปศุสัตว์ เพื่อให้ต้นน้ำผลิตน้ำนมดิบที่ได้มาตรฐานเรื่องไขมันและองค์ประกอบต่างๆ พอมาถึงกลางน้ำ สหกรณ์จะตรวจเข้มเรื่องคุณภาพ องค์ประกอบของน้ำนมให้เป็นไปตามระเบียบการรับซื้อน้ำนมของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) โดยสหกรณ์จะให้ราคาน้ำนมดิบที่สมาชิกแต่ละคนนำมาขายตามคุณภาพ

นางสาวสมฤทัย ยอดทองหลาง สมาชิกสหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ได้ดูแลเรื่องความสะอาดของแม่โคที่ให้น้ำนมอย่างเข้มงวด และต้องตรวจสอบโรคเต้านมอักเสบเบื้องต้น ด้วยน้ำยา CMT จากตัวอย่างน้ำนมดิบทุกครั้ง เมื่อพบว่าน้ำนมสะอาด ปลอดภัย จึงเข้าสู่กระบวนการรีดและรวบรวมน้ำนมดิบส่งให้สหกรณ์ โดยฟาร์มของตนเองจะนำถังนมไปแช่น้ำ เพื่อป้องกันการเพิ่มขยายของจุลินทรีย์ ระหว่างรอการขนส่งจากฟาร์มสู่ศูนย์รับน้ำนมดิบที่สหกรณ์

ด้วยการดำเนินงานที่ใส่ใจเรื่องมาตรฐานคุณภาพของน้ำนมมาเป็นอันดับหนึ่ง ประกอบกับสหกรณ์เปิดดำเนินการมานาน ทำให้เครื่องจักร อุปกรณ์ที่ใช้รวบรวมน้ำนมดิบซ่อมบำรุงบ่อยครั้ง ให้บริการสมาชิกได้ไม่เต็มที่ สหกรณ์จึงขอรับงบประมาณอุดหนุน จากงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 (งบกลางปี) ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของรัฐบาล ผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ สนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร โดยรัฐอุดหนุนให้สหกรณ์ 16,240,000 บาท และสหกรณ์สมทบ 6,960,000 บาท งบประมาณดำเนินการทั้งสิ้น 23,200,000 บาท

สหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด จึงได้อาคารศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ขนาด 60 ตันต่อวัน ประกอบไปด้วยเครื่องจักรรวบรวมน้ำนมดิบ ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์พร้อมอุปกรณ์ตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำนม อุปกรณ์ต่าง ๆสำหรับรับน้ำนมดิบจากสมาชิกให้เป็นไปอย่างมีมาตรฐาน รวมถึงเครื่องล้างถังนมอัตโนมัติ ที่ช่วยลดเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อนในถังนม ก่อนนำมาบรรจุน้ำนมดิบส่งขายรอบต่อไป ซึ่งนับจากวันที่อาคารศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบเริ่มดำเนินการมารองรับน้ำนมดิบได้ตามความต้องการของสมาชิก เครื่องมือทันสมัย น้ำนมที่ได้ผ่านศูนย์รวบรวมนี้ จึงมีมาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย เป็นที่ไว้วางใจของผู้บริโภค

สำหรับการพัฒนา ต่อยอด การดำเนินงานของสหกรณ์ นายสมพร ช่างไม้ ประธานคณะกรรมการสหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันมีสมาชิกส่งน้ำนมให้สหกรณ์ 157 ราย ในอนาคตมีแผนรับสมาชิกเพิ่ม เพื่อขยายปริมาณน้ำนมดิบที่รับเข้ามาแต่ละวันให้อยู่ที่ 40 ตัน จากปัจจุบันที่ได้รับมาวันละประมาณ 37 ตันเศษ และมุ่งเน้นเรื่องยกระดับคุณภาพน้ำนมดิบอย่างต่อเนื่อง

“อยากให้สมาชิกทุกท่านตระหนักเรื่องคุณภาพ การจัดการในฟาร์มให้ดีที่สุด เพื่ออนาคต เพื่อความรุ่งเรืองของสมาชิกโคนมพิมาย”

และนี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างของสหกรณ์ที่ให้บริการสมาชิกครบวงจร ทำให้สมาชิกมีพร้อมทั้งความรู้ และเงินทุนประกอบอาชีพ เกิดความร่วมมือ ร่วมใจ ช่วยเหลือกันอย่างเข้มแข็ง อันเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการสร้างสรรค์ความก้าวหน้าขึ้นแก่สหกรณ์ และอาชีพเลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นอาชีพที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานให้คนไทย