เพิ่มความมั่นคง! กรมชลฯลุยพัฒนาระบบจัดการน้ำภาคตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426376

เพิ่มความมั่นคง! กรมชลฯลุยพัฒนาระบบจัดการน้ำภาคตะวันออก

เพิ่มความมั่นคง! กรมชลฯลุยพัฒนาระบบจัดการน้ำภาคตะวันออก

วันอาทิตย์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 15.35 น.

“กรมชลประทาน”เดินหน้าพัฒนาระบบการจัดการน้ำภาคตะวันออก เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ พร้อมเสริมศักยภาพการใช้น้ำให้ทุกภาคส่วนอย่างเพียงพอและเป็นธรรม เตรียมพร้อมรับEECสร้างเสถียรภาพการใช้น้ำในพื้นที่

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2562 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้กำหนดนโยบายในการพัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออก โดยจัดทำโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งจะก่อให้เกิดการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง รวมไปถึงภาคการเกษตรและภาคบริการ ซึ่งส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำที่จะเพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กรมชลประทาน ได้วางแนวทางในการดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อรองรับการขยายตัวของทุกภาคส่วนในพื้นที่ภาคตะวันออก ด้วยการกำหนดแผนงานพัฒนาและปรับปรุงแหล่งน้ำ เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำในระยะเวลา 10 ปี อาทิ การปรับปรุงแหล่งน้ำเดิม 7 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล จ.ระยอง อ่างเก็บน้ำหนองค้อ อ่างเก็บน้ำบ้านบึง อ่างเก็บน้ำมาบประชัน อ่างเก็บน้ำคลองหลวงฯ จ.ชลบุรี และอ่างเก็บน้ำคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา การปรับปรุงแหล่งน้ำทั้ง 7 แห่งนี้ สามารถเพิ่มความจุอ่างฯได้รวมกันประมาณ 102 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) จากความจุเดิมรวมกัน 770 ล้าน ลบ.ม.เป็น 872 ล้าน ลบ.ม.

นอกจากนี้ ยังได้มีการพัฒนาแหล่งน้ำใหม่เพิ่มขึ้นอีก 4 แห่ง ในลุ่มน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำคลองประแกด อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว และอ่างเก็บน้ำวังโตนด ทำให้มีปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มมากขึ้นรวม 308.50 ล้าน ลบ.ม. สำหรับใช้ในภาคการเกษตรในลุ่มน้ำวังโตนดอย่างเพียงพอและผันน้ำส่วนเกิน ปีละประมาณ 47 ล้าน ลบ.ม.มาช่วยพื้นที่ EEC รวมไปถึงการสูบผันน้ำจากคลองสะพานไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำประแสร์ ซึ่งจะทำให้ได้น้ำใช้การได้อีกปีละประมาณ 80 ล้าน ลบ.ม.ในส่วนของการเชื่อมโยงแหล่งน้ำและระบบผันน้ำจะดำเนินการเพิ่มเติมอีก 2 แห่ง คือการปรับปรุงคลองพานทอง เพื่อผันน้ำไปลงอ่างเก็บน้ำบางพระ ได้น้ำประมาณ 20 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี และโครงการผันน้ำประแสร์-หนองค้อ-บางพระ เพื่อใช้รองรับการบริหารจัดการน้ำร่วมกันจากระบบผันน้ำจากคลองวังโตนด และน้ำที่ได้จากคลองสะพาน ซึ่งจะสามารถผันน้ำส่วนเกินไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำอื่นๆ ในการกระจายไปสู่พื้นที่ใช้น้ำต่อไป ทั้งนี้ ในปี 2562 นี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้พยากรณ์ว่าฝนจะน้อยกว่าค่าปกติ

ทั้งนี้กรมชลประทาน จึงได้เตรียมความพร้อม โดยการดำเนินการสูบผันน้ำโครงการต่างๆ ได้แก่ โครงการสูบผันน้ำท่อส่งน้ำเชื่อมโยงอ่างเก็บน้ำประแสร์-อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ วางแผนสูบน้ำประมาณ 80 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือประมาณ 275,000ลบ.ม./วัน ปัจจุบันสูบสะสมไปแล้วประมาณ 49.75 ล้าน ลบ.ม.และโครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่-อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล วางแผนผันน้ำประมาณ 80 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือประมาณ 500,000 ลบ.ม./วัน ปัจจุบันผันน้ำสะสมไปแล้วประมาณ 27.70 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับโครงการสูบผันน้ำผ่านท่อส่งน้ำเชื่อมโยงคลองพระองค์ไชยานุชิต – อ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี ปัจจุบันได้เริ่มเดินเครื่องสูบน้ำตามแผนที่ได้วางไว้ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคมเป็นต้นมา โดยจะทยอยสูบน้ำตามแผนไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2562 ในอัตราประมาณวันละ 500,000 ลบ.ม.หรือเดือนละ 14 ล้าน ลบ.ม.คาดว่าจะสามารถสูบผันน้ำมาลงอ่างเก็บน้ำบางพระ ได้ประมาณ 70 ล้าน ลบ.ม.ขณะนี้สูบน้ำสะสมไปแล้วประมาณ 2 ล้าน ลบ.ม.และระบบสูบผันน้ำแม่น้ำบางปะกง – อ่างเก็บน้ำบางพระ ของบริษัท อีสวอเตอร์ จำกัด (มหาชน) สูบผันน้ำได้วันละ ประมาณ 100,000 ลบ.ม.หรือเดือนละ 3 ล้าน ลบ.ม.คาดว่าจะสามารถสูบผันน้ำมาลงอ่างบางพระได้ประมาณ 15 ล้าน ลบ.ม.ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้กับทุกกิจกรรมการใช้น้ำในเขตจังหวัดชลบุรีได้เป็นอย่างมาก

โดยล่าสุด กรมชลประทาน ยังคงเดินหน้าหาแนวทางในการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างต่อเนื่อง โดยให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคตะวันออก รวมไปถึงภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและสร้างเสถียรภาพด้านการใช้น้ำอย่างทั่วถึง เพียงพอ และเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน

นายกสมาคมฯวอนรัฐผลักดันส่งออกไก่ไปจีน พร้อมปล่อยสินเชื่อช่วยเกษตรลืมตาอ้าปาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426355

นายกสมาคมฯวอนรัฐผลักดันส่งออกไก่ไปจีน พร้อมปล่อยสินเชื่อช่วยเกษตรลืมตาอ้าปาก

นายกสมาคมฯวอนรัฐผลักดันส่งออกไก่ไปจีน พร้อมปล่อยสินเชื่อช่วยเกษตรลืมตาอ้าปาก

วันอาทิตย์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 14.43 น.

นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย วอนรัฐบาลป้ายแดง ช่วยผลักดันการส่งออกไก่ไปประเทศจีน และการปล่อยสินเชื่อให้กับทางผู้ประกอบการทางการเกษตร

14 กรกฎาคม 2562 ดร.ฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการ เลี้ยงไก่ แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานบริหารกลุ่มฉวีวรรณกรุ๊ปได้เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2561 ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งตัวมาตลอด การส่งออกไปยังต่างประเทศ ก็ต้องมีระบบมาตรฐานมีความเข้มงวด เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยทางประเทศไทยเองก็ได้เตรียมพร้อมและทำได้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องมาตราฐานต่างๆเรื่องการผลิต

‘เราก็ผลิตเพื่อการส่งออก ไปยังสหภาพยุโรป ไปอังกฤษ ไปญี่ปุ่น หรือไปเกาหลี แต่มีอยู่แห่งเดียวที่ทำให้เราสงสัยมาก คือที่ประเทศจีน ไม่สามารถส่งออกได้ ทุกวันนี้พ่อค้าชาวจีน ต้องเดินทางมาที่ประเทศไทย เพื่อจะมาหาซื้อไก่และส่งกลับไปประเทศจีน เราจึงมีความสงสัยว่า ทำไมบางโรงงานส่งได้ แต่กลับบางโรงงานส่งไม่ได้ ทั้งที่ทางความต้องการของประเทศจีนเอง มีความต้องการสูงมากที่อยากจะได้สินค้าประเภทไก่จากประเทศไทยเรา แต่มันติดอยู่ตรงไหนเราก็สงสัยอยู่ ตลอดเวลาเลย จะว่ามาตรฐานของเราก็ระดับโลกอยู่แล้ว ความปลอดภัยก็อยู่ระดับโลกอยู่แล้ว อีกทั้งทางพ่อค้าประเทศจีนเค้ามาเค้าก็มาเทสของเค้าหมดเลย แต่มันติดอยู่ที่ว่าทางรัฐบาลจีน ยังไม่อนุมัติลายเส้นที่จะให้อีก 19-20 โรงงาน เพื่อจะส่งออกไก่ได้ มันเป็นเพราะอะไรเรายังสงสัยอยู่ แต่ถ้ามีการส่งออกได้เนี่ย จะทำให้การผลิตไก่ เพื่อการส่งออกส่งออกได้มากเพราะความต้องการของเขาเยอะมาก’  ดร.ฉวีวรรณ กล่าว

ดร.ฉวีวรรณ กล่าวต่อว่า ในฐานะที่ตนเป็น นายกสมาคมส่งเสริมการ เลี้ยงไก่ แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สิ่งที่จะชี้แนะให้คณะรัฐมนตรี ว่าประเทศไทย มีสินค้าการเกษตรจำนวนมา ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นครัวของโลก เราสามารถจะส่งสินค้าไปทั่วโลก ที่ประเทศปลายทางนั้นๆ ต้องการและมีสนธิสัญญาทางการค้า อย่างที่เรียนให้ทราบว่าติดอยู่ที่ประเทศจีน ประเทศเดียว ซึ่งอยากจะวอนขอให้คณะรัฐมนตรี ช่วยผลักดัน กาส่งออกไก่ไปประเทศจีนกัน

นอกจากนี้ตนก็อยากจะให้ ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ช่วยดูแลในเรื่องของการปล่อยสินเชื่อ ให้กับทางภาคเกษตรปศุสัตว์ เนื่องจากการเพาะปลูกต้องใช้เวลา เงินที่จะปล่อยสินเชื่อออกมาให้ก็ต้องให้สมเหตุสมผลให้มีเหตุผล เพราะกลุ่มเกษตร ก็ต้องการลืมตาอ้าปากได้บ้าง

สนองนโยบายแปลงใหญ่ เร่งเติมความรู้ทางบัญชีให้เกษตรกรพื้นที่เป้าหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425883

x

สนองนโยบายแปลงใหญ่ เร่งเติมความรู้ทางบัญชีให้เกษตรกรพื้นที่เป้าหมาย

วันศุกร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินนโยบายโครงการบริหารจัดการวิสาหกิจเกษตรแปลงใหญ่ (Mega Farm Enterprise) เพื่อเพิ่มพูนรายได้ให้เกษตรกร โดยเริ่มตั้งแต่การผลิตและจำหน่ายออกสู่ตลาดให้มีศักยภาพ สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ตามนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ภายใต้แนวทาง “การจัดทำแผนการผลิตภาคการเกษตร” (Agricultural Production Plan) และ“โครงการเกษตรแปลงใหญ่” (Mega Farm Project) ซึ่งมีเกษตรกรและภาครัฐ รวมทั้งภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเกษตรแปลงใหญ่ วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบเกษตรกรรมของไทย ลดต้นทุนการผลิตและมีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้นมีคุณภาพได้มาตรฐาน โดยมีเป้าหมายแปลงใหญ่ไม่น้อยกว่า 1 แปลงใหญ่ ต่อ 1 ภูมิภาค พื้นที่ติดกันรวมกันไม่น้อยกว่า 1,000 ไร่ ขึ้นไป เพื่อก่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) จากการผลิต ทำให้ต้นทุนทำเกษตรกรรมลดลง โดยคัดเลือกจากพื้นที่ อาทิ พื้นที่ สปก.ที่มอบให้เกษตรกร พื้นที่ตามโครงการจัดทำที่ดินทำกินแห่งชาติ (คทช.) พื้นที่ซึ่งเกษตรกรได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน พื้นที่ที่ทำการเกษตรแปลงใหญ่อยู่แล้วรวมกันอยู่หลายๆ แปลง ในพื้นที่อำเภอเดียวกัน

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ร่วมเป็นหน่วยงานสนับสนุนตามสนองนโยบายดังกล่าว โดยร่วมบูรณาการขับเคลื่อนการนำระบบบัญชีไปวางรากฐานในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร เพื่อเพิ่มพูนรายได้เกษตรกรในระดับพื้นที่ เกษตรกรสามารถจัดทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพ และนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้วิเคราะห์เป็นระบบ วางแผนการผลิตและการตลาดให้ตรงช่วงเวลาที่เหมาะสม ผลผลิตมีปริมาณและคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้นำองค์ความรู้ด้านบัญชีเผยแพร่แก่เกษตรกรให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดทำบัญชี นำข้อมูลทางบัญชีและหลักวิชาการมาใช้วางแผนการประกอบอาชีพ วางแผนกิจกรรมทางการเกษตร มีความรู้และเข้าใจในการนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการภาคการเกษตรได้ รู้รายรับ รายจ่าย รู้เวลาที่เหมาะสม สนับสนุนให้เกิดกลไกการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อจำหน่ายผลผลิตออกสู่ตลาด สร้างเสริมให้เกษตรกรไทยพร้อมก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลง และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ทั้งนี้ เกษตรกรจำเป็นต้องรู้จักจุดแข็ง จุดอ่อน รู้ถึงขีดความสามารถของตนเอง ซึ่งหากเกษตรกรมีการบันทึกบัญชีเป็นประจำจะรู้ว่าสิ่งใดมีความจำเป็นหรือไม่จำเป็น วิเคราะห์ได้ว่าอาชีพที่ทำอยู่นั้น มีโอกาสยั่งยืนหรือไม่ มีต้นทุนที่คุ้มค่ากับผลตอบแทนที่ได้รับและมีความเสี่ยงด้านการตลาดเพียงใด สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่มีการจดบันทึก ก็เป็นการทำแบบเลื่อนลอยโดยไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบ

“บัญชีครัวเรือน หรือ บัญชีต้นทุนอาชีพ เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนที่ใช้ประกอบในการตัดสินใจของพี่น้องเกษตรกรเท่านั้น แต่การที่จะทำให้เกษตรกรประสบความสำเร็จได้ ต้องมีความรู้ด้านวิชาการอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย เพราะทุกอย่างคือต้นทุน ถ้าผลตอบแทนไม่คุ้มค่าก็ควรปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม ซึ่งสิ่งเหล่านี้การบันทึกข้อมูลทางบัญชีจะช่วยได้ ซึ่งกรมจะสนับสนุนองค์ความรู้ทางบัญชีแก่เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายสนองตามนโยบาย Mega Farm Enterprise ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดไว้ รวมถึงทุกโครงการของกระทรวงเกษตรฯ” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

กยท. ยกระดับโรงงาน6แห่งสู่ISO 9001:2015 เพิ่มเชื่อมั่นหนุนชาวสวนยางขายวัตถุดิบได้เพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425880

x

กยท. ยกระดับโรงงาน6แห่งสู่ISO 9001:2015 เพิ่มเชื่อมั่นหนุนชาวสวนยางขายวัตถุดิบได้เพิ่ม

วันศุกร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กยท. เดินหน้าการบริหารจัดการระบบโรงงาน ทั้ง 6 แห่ง ของ กยท. สู่มาตรฐานสากล ISO 9001 : 2015 รับรองโดย บริษัท บูโรเวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด บรรลุความต้องการและคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพิ่มความเชื่อมั่นต่อยางพาราแปรรูปไทยให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล พร้อมหนุนชาวสวนยางเพิ่มช่องทางการขายวัตถุดิบในปริมาณที่มากขึ้น

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ดำเนินการแปรรูปยางจากน้ำยางที่รับซื้อจากเกษตรกรชาวสวนยาง ผ่านโรงงานแปรรูปยาง ทั้ง 6 โรงงาน (กองจัดการโรงงาน 1-6) ซึ่งขณะนี้ทุกโรงงานของ กยท. ได้รับการตรวจประเมินแล้ว มีความสอดคล้องกับข้อกำหนดตามมาตรฐาน ISO 9001:2015 ในด้านคุณภาพการบริหารจัดการระบบการผลิตที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญ โดย กยท. ได้รับใบรับรองมาตรฐาน ISO 9001 : 2015 จากบริษัท บูโรเวอริทัส เซอติฟิเคชั่น จำกัด

“การได้รับรองมาตรฐาน ISO9001 : 2015 มีขอบข่ายครอบคลุม กระบวนการผลิตน้ำยางข้นยางแผ่นรมควันอัดก้อน ยางแท่ง STR 5L และยางแท่ง STR 20 จึงเป็นการยืนยันว่าโรงงานทั้ง 6 แห่ง ของ กยท. มีคุณภาพสินค้าที่ตรงตามความต้องการของลูกค้า เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและส่งผลให้ลูกค้ามีคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความยั่งยืนให้กับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทำให้โรงงานสามารถรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรได้อย่างต่อเนื่องและขายวัตถุดิบยางได้ในปริมาณที่สูงขึ้น และสามารถขยายผลสู่การค้าขายในตลาดโลกต่อไป ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง” นายเยี่ยมกล่าว

รักษาการผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติมว่า การยางแห่งประเทศไทย จะธำรงไว้ซึ่งระบบบริหารคุณภาพตามมาตรฐานสากลและมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของลูกค้า รวมถึงขยายผลไปสู่มาตรฐานอื่นๆ เช่น FSC (Forest Stewardship Council) ทั้งนี้ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของการยางแห่งประเทศไทยต่อไป

สั่งเกษตรจังหวัดทั่วปท. ลุยตรวจแปลงปลูกปราบเชื้อใบด่างมันฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425886

สั่งเกษตรจังหวัดทั่วปท. ลุยตรวจแปลงปลูกปราบเชื้อใบด่างมันฯ

สั่งเกษตรจังหวัดทั่วปท. ลุยตรวจแปลงปลูกปราบเชื้อใบด่างมันฯ

วันศุกร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หลังพบการรายงานการพบโรคใบด่างมันสำปะหลัง(CMD)  กำลังระบาดในขณะนี้ ได้สั่งการให้ เกษตรจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง ที่มีอยู่ ประมาณ 8.9 ล้านไร่และแนวชายแดนโดยเฉพาะจังหวัด สระแก้ว นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ จันทบุรี ปราจีนบุรี จัดทีมเจ้าหน้าที่เกษตรและร่วมกับเกษตรกร ลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงปลูกมันสำปะหลัง ทั่วประเทศ ทุกต้น และรายงานให้กรมฯ ทราบ ภายใน 15 ก.ค. 2562 นี้

นายสำราญ  สาราบรรณ์  อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการที่มีรายงานการพบโรคใบด่างมันสำปะหลังในหลายจังหวัด ดังนั้นเพื่อควบคุมการระบาดไม่ให้กระจายไปยังพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดอื่นๆ จึงได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรทุกจังหวัด ที่มีแปลงปลูกมันสำปะหลัง ที่มีพื้นที่ปลูกประมาณ 8.9 ล้านไร่ เฝ้าติดตามการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง โดยจัดทีมลงพื้นที่สำรวจทุกต้น และรายงานให้กรมฯ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า ขอความร่วมมือเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง ตรวจสอบแปลงของตัวเอง หากพบลักษณะอาการใบเป็นด่าง เหลือง เสียรูปทรง ลดรูป และยอดที่แตกใหม่จะแสดงอาหารด่างเหลือง ลำต้นแคระแกร็น เบื้องต้นให้แจ้งเจ้าหน้าที่เกษตรในพื้นที่เข้าทำลายทันที นอกจากนี้ กำชับให้ทุกจังหวัด เตือนเกษตรกรห้ามเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ ที่ไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจน

สำหรับโรคใบด่างมันสำปะหลัง เป็นโรคที่เพิ่งพบการระบาดในประเทศไทย สาเหตุมาจากเชื้อไวรัส ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหาย 80-100 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการป้องกันโรคใบด่างมันสำปะหลัง 1.เกษตรกรควรใช้ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจากต้นที่ไม่เป็นโรคใบด่างมาปลูก ควรใช้ท่อนพันธุ์ในประเทศ ถ้านำเข้าจากต่างประเทศอาจเสี่ยงต่อการนำเอาท่อนพันธุ์ที่ติดเชื้อไวรัสเข้ามาปลูก 2.เกษตรกรควรหมั่นเดินตรวจแปลงตั้งแต่เริ่มปลูกทุก 2 สัปดาห์ หากพบอาการผิดปกติสงสัยว่าจะเป็นโรคใบด่าง เช่น ใบหงิก ใบด่าง ให้แจ้งเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร หรือกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ให้มาตรวจสอบและทำลาย จากนั้นเกษตรกรควรฉีดพ่นสารเคมีต้นที่เหลือในแปลงและแปลงข้างเคียง เพื่อทำลายแมลงหวี่ขาวยาสูบที่เป็นพาหะของโรค ติดตามการเกิดโรคใบด่างในแปลงต่อเนื่องทุก 2 สัปดาห์ 3.หากเกษตรกรมีข้อสงสัยหรือพบอาการโรคใบด่างมันสำปะหลังที่กล่าวมาข้างต้น สามารถแจ้งได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน

เลาะรั้วเกษตร : น้ำพริกไม่มีปลาทู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425884

เลาะรั้วเกษตร : น้ำพริกไม่มีปลาทู

เลาะรั้วเกษตร : น้ำพริกไม่มีปลาทู

วันศุกร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เมื่อต้นเดือนมกราคม 2562 ประเทศไทยได้ของขวัญปีใหม่จากสหภาพยุโรป ด้วยการปลดสถานะใบเหลืองภาคการประมงไทย ที่รัฐบาลสามารถแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือ IUU จนประสบผลสำเร็จ สามารถพัฒนายกระดับอุตสาหกรรมการประมงทั้งระบบให้เทียบเท่าสากลได้ โดยใช้เวลาดำเนินการต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 4 ปี

ความสำเร็จดังกล่าว น่าจะทำให้สถานการณ์ทรัพยากรประมงของไทยดีขึ้น แต่วันดีคืนร้าย กลับมีข่าวว่า ปลาทูในอ่าวไทยกำลังลดน้อยลง และพยากรณ์กันว่าอีก 5 ปีข้างหน้า ถ้าไม่มีการแก้ปัญหา ปลาทูในอ่าวไทยจะหมดไป

ปัญหาวิกฤติปลาทู มิใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีแนวโน้มมาหลายปีแล้วมีผู้คร่ำหวอดในวงการประมงบอกว่า ปริมาณปลาทูในอ่าวไทยเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2539 เพราะมีการทำประมงโดยใช้เครื่องมือจับปลาแบบทำลายล้าง โดยเฉพาะอวนลาก และเรือปั่นไฟซึ่งจับปลาได้ทุกขนาด ทุกวัย

แม้การแก้ปัญหา IUU จะเข้มงวดเกี่ยวกับเครื่องมือประมง แต่ปัจจุบันก็ยังมีชาวประมงบางรายลักลอบใช้เครื่องมือประมงที่ไม่ได้รับอนุญาต คือ อวนจมซึ่งยาวเกินกว่าที่กำหนดหลายสิบเท่าจับปลาในช่วงฤดูปลาวางไข่ ทำให้พ่อแม่พันธุ์ปลาถูกจับโดยที่ยังไม่ได้วางไข่ ขณะเดียวกันไข่ปลาบางส่วนอาจจะหลุดรอดเจริญเติบโต แต่ยังไม่โตเต็มวัย ลูกปลาก็ถูกจับมาด้วย ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้อาจทำให้ปลาสูญพันธุ์ หรือลดน้อยลง

ถึงวันนี้หลายฝ่ายเรียกร้องให้กรมประมง แก้ปัญหาวิกฤติปลาทูด้วยการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 มาตรา 57 ที่ระบุว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดจับสัตว์น้ำ
หรือนำสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดขึ้นเรือประมง” ซึ่งเรือประมงในที่นี้หมายรวมทั้งเรือประมงพื้นบ้าน และเรือประมงพาณิชย์

กรมประมงพิจารณาเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวจะส่งผลกระทบกับชาวประมงที่อาจจะทำให้ชาวประมงที่จับปลาขนาดเล็กได้โดยบังเอิญ กลายเป็นการกระทำผิดโดยไม่ตั้งใจจึงต้องนำมาตราอื่นๆ ของ พ.ร.ก. ที่เกี่ยวกับสัตว์น้ำที่จับได้โดยบังเอิญมาพิจารณาร่วมด้วย

ขณะเดียวกันกรมประมงก็ตั้งคณะกรรมการพิจารณากำหนดขนาดสัตว์น้ำตามมาตร 57 ซึ่งคณะกรรมการ ชุดนี้ได้พิจารณา “ปลาทู” เป็นสัตว์น้ำชนิดแรกที่ต้องกำหนดขนาดในการจับ ซึ่งขนาดที่กำหนดที่ได้พิจารณาแล้วว่าเหมาะสม คือ 14 เซนติเมตร ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของกรมประมงที่ระบุว่า ปลาทูขนาด 14 เซนติเมตร เป็นขนาดแรกสืบพันธุ์ หรือเริ่มวางไข่ครั้งแรก แต่ก็ยังมีข้อกังวลต่อไปอีกว่า เครื่องมือจับปลาทั้งเครื่องมือพื้นบ้าน และ ประมงพาณิชย์ สามารถจะจับปลาขนาดที่ต่ำกว่า 14 เซนติเมตรได้เท่ากัน จึงทำให้ชาวประมงเสี่ยงที่จะกระทำผิดได้โดยง่าย กรมประมงคงต้องดำเนินการอีกหลายขั้นตอนจนกว่าจะหาข้อยุติอันเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย

จะว่าไปแล้ว การหายไปของปลาทู มิได้เกิดจากการใช้เครื่องมือจับปลาแบบทำลายล้างเพียงอย่างเดียว ยังมีเรื่องของสภาพแวดล้อมในอ่าวไทยที่มีส่วนทำให้สัตว์น้ำรวมถึงปลาทู ได้รับผลกระทบไปด้วย….

เมื่อเดือนธันวาคม 2561 มีการจัดเสวนาวิชาการเรื่อง “วิกฤตอ่าวไทย รวมใจแก้ไข..มุ่งไป SDGs” รศ.ดร. เชษฐพงษ์ เมฆสัมพันธ์ คณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า จากการลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมปี 2560-2561 บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ปากแม่น้ำบางประกง ปากแม่น้ำท่าจีน ปากแม่น้ำแม่กลอง ผลสำรวจคุณภาพน้ำพบว่า น้ำเปลี่ยนสีไปจากเดิม อันเกิดจากการเพิ่มจำนวนของแพลงค์ตอน ก้นอ่าวมีออกซิเจนเบาบาง สัตว์น้ำอาศัยอยู่ไม่ได้ คุณภาพน้ำเสื่อมโทรม

คณบดีคณะประมง ยังกล่าวถึงปลาทูว่า ในอ่าวไทยรูปตัว “ก” หาลูกปลาทูไม่พบ ไม่พบการกระจายตัวของปลาวัยอ่อน…..เป็นการยืนยันถึงสถานการณ์ที่วิกฤติของปลาทู จริงๆ…..

กรมควบคุมมลพิษ ยืนยันว่า อ่าวไทยรูปตัว “ก” ที่มีสภาพผิดไปกว่าเดิมเพราะเกิดมาจากแม่น้ำ 4 สาย คือ แม่กลอง บางปะกง ท่าจีน และเจ้าพระยา แม่น้ำ 2 สายแรกคุณภาพน้ำพอใช้ แต่แม่น้ำ 2 สายหลังมีสภาพเสื่อมโทรม คูคลองในกรุงเทพฯ เสื่อมโทรมทั้งหมด โรงงานปล่อยน้ำเสีย ชุมชนไม่มีระบบจัดการน้ำเสียเบื้องต้น นี่ยังไม่รวมขยะที่กำจัดไม่ได้และไหลลงทะเลฝั่งอ่าวไทยซ้ำเติมเข้าไปอีก

จะทำอย่างไรให้คุณภาพน้ำในอ่าวไทยดีขึ้น เพื่อให้เป็นแหล่งอาศัย และวางไข่ของสัตว์น้ำ จะทำอย่างไรให้ชาวประมง ทำประมงอย่างถูกต้อง ใช้เครื่องมือประมงตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ปลาได้เจริญเติบโต แพร่พันธุ์ได้มากขึ้น อันจะนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืนต่อไป ที่สำคัญคือจะได้เห็นเมนูอหารไทยที่ขึ้นชื่อ คือ น้ำพริกกะปิเสิร์ฟคู่กับปลาทูทอดตัวงามๆ ไปจนชั่วลูกชั่วหลาน

อยากเห็นความร่วมมือของหน่วยงานด้านประมง และสิ่งแวดล้อมทำงานร่วมกับ ชาวประมง ภาคเอกชนและชุมชนในการฟื้นฟูอ่าวไทยและการทำประมงให้บังเกิดผลอย่างแท้จริง…รัฐบาลใหม่ทำได้ป่ะล่ะ….

แว่นขยาย

แนะสวนพริกเฝ้าระวังโรคกุ้งแห้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425882

แนะสวนพริกเฝ้าระวังโรคกุ้งแห้ง

แนะสวนพริกเฝ้าระวังโรคกุ้งแห้ง

วันศุกร์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศร้อนและมีฝนตกบางพื้นที่ระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกพริกเตรียมรับมือการระบาดของโรคกุ้งแห้ง สามารถพบได้ในระยะที่ต้นพริกเจริญเติบโตทางลำต้นจนถึงในระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิต มักพบแสดงอาการบนผลพริกที่เริ่มสุกหรือก่อนที่ผลพริกจะเปลี่ยนสี เริ่มแรกจะพบจุดหรือแผลช้ำยุบตัวเล็กน้อย ต่อมาแผลขยายใหญ่สีน้ำตาลหรือดำ ลักษณะเป็นวงรีหรือวงกลม บริเวณแผลพบส่วนของเชื้อราเป็นจุดสีดำขนาดเล็กเรียงเป็นวงซ้อนกัน กรณีสภาพอากาศชื้น จะเห็นเมือกเยิ้มสีส้มอ่อน ถ้าอาการรุนแรง จะทำให้ผลเน่าและร่วงก่อนเก็บเกี่ยว หากพบอาการที่ผลอ่อน จะทำให้ผลพริกโค้งงอบิดเบี้ยวลักษณะคล้ายกุ้งแห้ง

เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกสม่ำเสมอ หากพบเริ่มระบาด ให้เก็บผลพริกที่เป็นโรคไปเผาทำลายทิ้ง เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค และกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อไม่ให้แปลงปลูกมีความชื้นสูง ซึ่งเป็นสภาพที่เหมาะต่อการเกิดโรค หากพบว่าเริ่มมีการระบาดของโรค ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชอะซอกซีสโตรบิน 25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรคลอราซ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7-10 วัน

หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตพริกแต่ละรุ่นแล้ว เกษตรกรควรกำจัดวัชพืชและเก็บเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรคในแปลงไปเผาทำลายทิ้งให้หมด และควรจัดระยะปลูกพริกให้เหมาะสม ไม่ปลูกชิดกันเกินไป ก่อนเพาะ ควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น 50 องศาเซลเซียส นาน 20-30 นาที และควรเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ หรือต้นกล้าจากแหล่งปราศจากโรค กรณีเก็บเมล็ดพันธุ์เอง ควรเลือกผลพริกที่ไม่เป็นโรค สำหรับพื้นที่ที่มีการระบาดของโรครุนแรง เกษตรกรควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน เพื่อตัดวงจรของเชื้อสาเหตุโรค

อ.ส.ค.จับมือ3บริษัทเอกชน-กทม. รีไซเคิลกล่องนมUHTลดขยะรักษ์โลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425537

x

อ.ส.ค.จับมือ3บริษัทเอกชน-กทม. รีไซเคิลกล่องนมUHTลดขยะรักษ์โลก

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) สนับสนุนโครงการรีไซเคิลกล่องนม เพื่อช่วยลดปริมาณขยะจากการใช้กล่องนม ยูเอชที ร่วมกับ 3 บริษัทเอกชนและกรุงเทพมหานคร รณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ผู้บริโภค ร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคม

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า โครงการรีไซเคิลกล่องนม ยูเอชที โดยอ.ส.ค.ร่วมมือกับภาครัฐคือ กรุงเทพมหานครและภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนนำกล่องนมที่ใช้แล้ว นำไปรีไซเคิลให้เกิดประโยชน์ โดยอ.ส.ค.วางนโยบายบริหารจัดการโครงการรีไซเคิลกล่องนมยูเอชทีให้บรรลุวัตถุประสงค์ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากอีก 3 หน่วยงานภาคเอกชนคือ บริษัท เต็ดตร้า แพ้ค (ประเทศไทย) และบริษัท เอส ไอ จี คอมบิบล็อก จำกัด ผู้ผลิตกล่องกระดาษ ยูเอชที ให้การสนับสนุนส่งเสริมให้ความรู้ในกระบวนการจัดเก็บกล่องนมหลังใช้แล้ว บริษัท ไฟเบอร์พัฒน์ จำกัด รับผิดชอบนำกล่องนมที่ใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ เช่น สมุด โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ ชั้นวางของ หลังคา ที่รองแก้ว ที่วางซีดี ที่ใส่ของ กระเป๋า และเครื่องใช้สิ่งของอื่นๆอีกมากมายหลายประเภท

จากกล่องนมยูเอชที กล่องนมโรงเรียน สามารถนำมารีไซเคิลสร้างสิ่งใหม่ที่เป็นประโยชน์ได้ โครงการรีไซเคิลกล่องนมไม่เพียงแต่จะช่วยลดขยะเท่านั้น ยังมีส่วนร่วมสร้างจิตสำนึกในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ลดปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี และตระหนักถึงคุณค่าของกล่องนมใช้แล้ว นำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์แก่สังคม นอกจากนี้ โครงการรีไซเคิลกล่องนมยูเอชที ยังช่วยรณรงค์สร้างจิตสำนึกที่ดีให้กลุ่มผู้บริโภครับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อม รู้จักแยกกล่องนม รวบรวมไว้ที่จุดรับกล่องนมที่กรุงเทพมหานครจัดเตรียมให้ เพื่อนำไปรีไซเคิลให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป

ทั้งนี้ อ.ส.ค. ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค เห็นความสำคัญของการเกิดขยะจากกล่องนมที่ใช้แล้วด้วยการส่งเสริมโครงการรีไซเคิลจากกล่องนมอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกหลายแห่งขยายโครงการให้เข้าถึงพื้นที่โดยรอบ นอกจากการร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกแล้ว ภายในองค์กรอ.ส.ค. ยังนำกล่องนมรีไซเคิลมาทำรั้วคาวบอย วัวแดง และสิ่งของอื่นที่เป็นประโยชน์ที่อ.ส.ค.มวกเหล็ก และยังนำกล่องนมรีไซเคิลมาทำร้าน Eco THAI-DENMARK Milk Land สาขาที่ 9 ที่ อ.ส.ค.มวกเหล็ก โดยจะเป็น Milk Land สาขาที่ทำจากกล่องนมรีไซเคิลทั้งหมด

รายงานพิเศษ : ศรัทธา-ความเข้มแข็งของสมาชิก ดันสกต.สุรินทร์คว้าแชมป์ The Super Farmer ปีที่6

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425540

รายงานพิเศษ : ศรัทธา-ความเข้มแข็งของสมาชิก  ดันสกต.สุรินทร์คว้าแชมป์ The Super Farmer ปีที่6

รายงานพิเศษ : ศรัทธา-ความเข้มแข็งของสมาชิก ดันสกต.สุรินทร์คว้าแชมป์ The Super Farmer ปีที่6

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.สุรินทร์ จำกัด ผู้ชนะเลิศอันดับ 1 ในการประกวด The Super Farmer เกมเกษตรกรปีที่ 6 เกมแข่งขันของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศ เพื่อเฟ้นหากลุ่มเกษตรกรที่มีความรู้ความสามารถและมีความเข้มแข็งรวมกลุ่มปลูกข้าวอย่างมืออาชีพ เป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรกลุ่มอื่นได้นำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวไทยทั้งระบบ

นางสาวกมลทิพย์ พิมพ์เสน ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. สุรินทร์ จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. สุรินทร์ จำกัด หรือ สกต.สุรินทร์ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2543 มีสมาชิกประมาณ 118,000 คน ดำเนินธุรกิจหลัก 4 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย จัดหาปัจจัยการผลิต ที่มีราคายุติธรรมให้กับสมาชิก ปัจจัยการผลิตก็จะมีตั้งแต่ ปุ๋ย เคมีเกษตร เมล็ดพันธุ์ จักรกลการเกษตร ธุรกิจรวบรวม เน้นรวบรวมข้าวเปลือกเป็นหลัก เพราะว่าจังหวัดสุรินทร์มีพื้นที่ปลูกข้าวจำนวนมาก แต่ก็จะมีการรวบรวมมันสำปะหลัง ยางพารา รวมถึงข้าวโพดด้วย ธุรกิจแปรรูป แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การแปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร โดยซื้อข้าวเปลือก
คุณภาพจากสมาชิกมาแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “เอ ไรซ์” รวมทั้งผลิตส่งให้กับเทสโก้โลตัสทั่วประเทศ ยังมีข้าวเปลือกจำนวนหนึ่งที่รวบรวมจากสมาชิกส่งให้กับโรงสีข้าวส่วนพระองค์สวนจิตรลดา อีกส่วนคือการแปรรูปเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเรามีโครงการส่งเสริมการปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดี เพื่อที่จะผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพให้แก่สมาชิกซื้อไปเพาะปลูก เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะประสบปัญหาในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ปนเยอะจึงส่งเสริมให้มีกลุ่มเมล็ดพันธุ์ที่เพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ โดยเราจะหาเมล็ดพันธุ์ขยายจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุรินทร์มาแจกจ่ายให้กับสมาชิกเอาไปเพาะปลูกโดยมีกระบวนการตรวจสอบควบคุมคุณภาพอย่างถูกต้องตามหลักมาตรฐานที่กำหนด เมื่อได้เมล็ดพันธุ์ทางสหกรณ์ก็จะรวบรวมและจำหน่ายให้กับสมาชิกและบุคคลทั่วไป ธุรกิจที่ 4 คือ ธุรกิจบริการ สกต.สุรินทร์ มีศูนย์ฝึกอบรมให้บริการตั้งแต่ห้องพัก ฝึกอบรมโดยเฉพาะเน้นไปในด้านการอบรมอุดมการณ์ของสหกรณ์

สกต.สุรินทร์ มีจุดแข็งคือสมาชิกมีความศรัทธาต่อสหกรณ์ เมื่อสมาชิกเกิดความศรัทธาต่อระบบสหกรณ์เขาก็จะกลับมาร่วมทำธุรกิจกับเรา ทุกส่วนที่สมาชิกเข้ามาร่วมทำให้วงจรของสหกรณ์วิ่งไปได้ ตั้งแต่ต้นน้ำถ้าสมาชิกไม่มาซื้อปัจจัยการผลิตกับเรา ไม่มาร่วมโครงการกับเรา ก็จะไม่มีการรวบรวมข้าวเกิดขึ้น เมื่อไม่มีการรวบรวมข้าวก็จะไม่มีโรงสี แต่เมื่อสมาชิกเข้มแข็งมาร่วมมือร่วมทำธุรกิจกับสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ สกต.สุรินทร์ มีความเข้มแข็งตามไปด้วย

นอกจากความร่วมมือกันระหว่างสมาชิกกับสหกรณ์ ยังได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ในเรื่องการถ่ายทอดองค์ความรู้ ศึกษาอบรมเรื่องหลักการสหกรณ์ การดูแลให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับ กฎหมายต่างๆ ให้คำแนะนำเพื่อให้ดำเนินการเป็นไปตามหลักการสหกรณ์อย่างแท้จริง ที่สำคัญยังสนับสนุนงบประมาณในการสร้างลานตากข้าวและโกดัง เพื่อรองรับผลผลิตของสมาชิกได้อย่างเพียงพอ

หลักการของ สกต.สุรินทร์ คือมุ่งเน้นสร้างพื้นฐานให้เข้มแข็ง ดำเนินการงานตามหลัก Value Chain คือห่วงโซ่แห่งมูลค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ จัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ ราคายุติธรรม กลางน้ำคือการรวบรวมผลิตผลจากสมาชิก ปลายน้ำคือการแปรรูปทั้งเมล็ดพันธุ์และเมล็ดข้าวสารเพื่อจำหน่าย เท่ากับว่าการดำเนินการของสหกรณ์สามารถ support ได้ทั้งระบบตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการผลิต และด้วยความ
เข้มแข็งมีรูปแบบการดำเนินการอย่างชัดเจนทั้งระบบ

เมื่อมีโครงการ The Super Farmer เกมเกษตรกรปีที่ 6 ที่กรมการข้าวร่วมกับบริษัท โตโยต้า ทาง สกต.สุรินทร์จึงเข้าร่วมแข่งขันด้วย เนื่องจากเราทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวในรูปของแปลงใหญ่อยู่แล้ว โดยในระยะเวลา 4 เดือน ต้องทำภารกิจ 12 ฐาน 12 ภารกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งในการแข่งขันก็เป็นสิ่งที่ทางกลุ่มทำกันเป็นปกติ จึงไม่มีปัญหา เราไม่ได้เพิ่งสร้างขึ้นมาเพื่อการแข่งขัน เราทำกันมาตลอด มีโครงการ มีภารกิจครบถ้วน มีสมาชิกจริงๆ มีการลงมือทำจริง กระบวนการครบจริงๆ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ คณะกรรมการจึงได้ตัดสินให้ สกต.สุรินทร์ชนะเลิศการประกวดในปีนี้

“ความภาคภูมิใจที่ได้รับรางวัลชนะเลิศเกมเกษตรกรในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าสหกรณ์ที่เข้มแข็ง สมาชิกที่ให้ความร่วมมือที่มีความศรัทธากับสหกรณ์ จะทำให้มีสหกรณ์สามารถตอบสนองกับสิ่งที่สมาชิกต้องการได้ตามเจตนารมณ์ของสหกรณ์ คือ สมาชิกต้องสามารถช่วยตัวเองได้ ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สหกรณ์ทำได้แบบนั้น นี้คือความภูมิใจที่พอเราได้รับรางวัลนี้แสดงให้ทุกคนเห็นว่าเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ สกต.สุรินทร์ ในจังหวัดสุรินทร์ คือสมาชิกที่มีคุณภาพ มีความศรัทธาและมีความเข้มแข็งที่สามารถทำให้เกิดสหกรณ์ในรูปแบบของสหกรณ์ที่แท้จริง” ผู้จัดการ สกต.สุรินทร์ กล่าวย้ำ

เกษตรฯโชว์เทคโนฯผลิตอะโวคาโดคุณภาพปี’62

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/425538

x

เกษตรฯโชว์เทคโนฯผลิตอะโวคาโดคุณภาพปี’62

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายสุรเดช ปัจฉิมกุล รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลเขาค้อ และหน่วยงานภาครัฐในจ.เพชรบูรณ์ กำหนดจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตอะโวคาโดคุณภาพ ประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิด “เกษตรก้าวหน้า ตลาดนำพา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ในระหว่างวันที่ 13 – 14 กรกฎาคม 2562 ณ บริเวณจุดชมวิว อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ โดยจัดแสดงนิทรรศการผลงานทางวิชาการ “เทคโนโลยีการผลิตอะโวคาโดคุณภาพ” ภายใต้โครงการขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ ชมสาธิต การผลิตและขยายพันธุ์อะโวคาโด การประกอบอาหารจากอะโวคาโด ร่วมกิจกรรม การประกวดผลผลิตอะโวคาโด การแข่งรับประทานอะโวคาโด และการเสวนา “ทิศทางการผลิตอะโวคาโดเพื่อการค้า” เปิดบริการ คลินิกพืชให้คำปรึกษาแก่เกษตรกร และช้อปสินค้า ผลผลิตอะโวคาโดคุณภาพจากผู้ผลิตส่งตรงถึงผู้บริโภคในตลาดนัดอะโวคาโด

รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า อะโวคาโดเป็นพืชที่ผู้บริโภครักสุขภาพกำลังให้ความนิยมด้วยมีคุณค่าทางอาหารสูง มีวิตามินและสารสำคัญหลายชนิด อีกทั้ง ยังเป็นพืชที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้ที่ดีให้เกษตรกรในอ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกอะโวคาโดมากกว่า 200 ราย มีพื้นที่ปลูกแบบแปลงเดี่ยวและแปลงผสมผสานกับไม้ผลชนิดอื่นประมาณ 1,000 ไร่ และมีแนวโน้มขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาด ราคาจำหน่ายผลผลิตหน้าสวน 30-60 บาท/กิโลกรัม แต่ปริมาณผลผลิตอะโวคาโดยังมีไม่พอต่อความต้องการของตลาด ซึ่งการปลูกอะโวคาโดจากเมล็ดตามวิธีดั้งเดิมของเกษตรกร ส่งผลให้ผลผลิตอะโวคาโดไม่ตรงตามพันธุ์ มีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูง ผลผลิตด้อยคุณภาพ ยากต่อการจัดการผลผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐาน

ดังนั้น ศูนย์วิจัยเกษตรที่สูงเพชรบูรณ์ กรมวิชาการเกษตร จึงทำโครงการวิจัยพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิตอะโวคาโดคุณภาพมาตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอะโวคาโดที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด โดยจัดทำแปลงต้นแบบถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตอะโวคาโดที่ช่วยตอบโจทย์แก้ปัญหาให้เกษตรกร สำหรับประชาชนที่สนใจชมนิทรรศการผลงานทางวิชาการ “เทคโนโลยีการผลิตอะโวคาโดคุณภาพ” และเลือกซื้ออะโวคาโดคุณภาพดีได้ในงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตอะโวคาโดคุณภาพ ประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิด “เกษตรก้าวหน้า ตลาดนำพา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 13 – 14 กรกฎาคม 2562 ณ จุดชมวิว อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์