ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ‘ธนาคารน้ำใต้ดิน’แก้แล้งในพื้นที่ส.ป.ก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426814

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ‘ธนาคารน้ำใต้ดิน’แก้แล้งในพื้นที่ส.ป.ก.

ทั่วทิศถิ่น ส.ป.ก. : ‘ธนาคารน้ำใต้ดิน’แก้แล้งในพื้นที่ส.ป.ก.

วันพุธ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม ถือเป็นภัยธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกรเป็นอย่างมาก จากข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า โดยปกติประเทศไทยมีปริมาณฝนรวมตลอดปีเฉลี่ยทั่วประเทศมีค่าประมาณ 1,572.5 มิลลิเมตร ปริมาณฝนแต่ละพื้นที่ เปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะภูมิประเทศแต่เนื่องจากในปี 2562 ฤดูร้อนมาเร็วอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติ ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ จึงคาดการณ์ว่าปริมาณฝนน้อยลงต่ำกว่าค่าปกติเฉลี่ยรอบ 30 ปี ร้อยละ 5 อาทิ ภาคเหนือ ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรวม 30 ปี เดิม 1,230.9 มิลลิเมตร ในปีนี้ลดลงเหลือ 1,000 มิลลิเมตร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรวม 30 ปี เดิม 1,400 มิลลิเมตร ปีนี้ลดลงเหลือ 1,100 มิลลิเมตร ภาคกลาง ค่าปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรวม 30 ปี เดิม 1,275 มิลลิเมตร ในปีนี้ลดลงเหลือ 1,000 มิลลิเมตร

ในขณะที่รายงานของกรมชลประทานเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2562 ระบุว่า สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ รวม 37,376 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 49 ของความจุอ่างและสำหรับปริมาตรน้ำใช้การได้มีเพียง 13,452 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 26 ของความจุใช้งานได้โดยปริมาตรน้ำในอ่างเมื่อเทียบกับปี 2561 (46,003 ล้าน ลบ.ม.) พบว่าปี 2562 มีปริมาตรน้ำน้อยกว่าปี 2561 จำนวน 8,627 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเพียง 98.46 ล้าน ลบ.ม แต่มีปริมาณน้ำระบายมากถึง 103.82 ล้าน ลบ.ม. จึงต้องระวังเรื่องภัยแล้งใกล้ชิดและจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้ช่วงหน้าแล้ง ซึ่งการทำ “ธนาคารน้ำใต้ดิน”เป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาภัยแล้ง แก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำขัง

โดยการขุดหลุมที่มีลักษณะก้นครก เพื่อกักเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาช่วงฤดูฝนลงสู่ใต้ดิน เป็นการกักเก็บน้ำ รักษาความชุ่มชื้นให้ผิวดินที่แห้งแล้ง ทำให้ต้นไม้บริเวณนั้นอุดมสมบูรณ์ เมื่อมีฝนตกหนักก็มีแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใต้ดิน เหมือนเป็นการฝากน้ำไว้แล้วค่อยถอน(สูบ) เอามาใช้หน้าแล้ง ซึ่งจากการทดสอบในหลายๆ พื้นที่ พบว่า ธนาคารน้ำใต้ดินที่มีขนาดกว้างเพียง 1.5 เมตร ยาว 1.5 เมตร ลึก 1.5 เมตร สามารถเติมน้ำลงเข้าใต้ดินได้ไม่น้อยกว่า 5 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมงหรือประมาณ 5,000 ลิตร/ชั่วโมง ซึ่งสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี สำหรับการทำธนาคารน้ำใต้ดินทำได้หลายขนาด ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และความจำเป็นในการใช้น้ำเพื่อการเกษตรหากเป็นหลุมขนาดใหญ่ที่เกษตรกรนิยมทำคือ บ่อขนาดกว้าง 20 เมตร ยาว 40 เมตร ลึก 7 เมตร มีความลาดชัน 45 องศา ไม่มีขอบบ่อสามารถเก็บน้ำได้ถึง3,300 ลูกบาศก์เมตร โดยต้องขุดให้ผ่านชั้นดินเหนียวไปจนถึงชั้นหินอุ้มน้ำ และที่ตั้งของบ่อให้อยู่ในทิศทางที่รับน้ำฝนที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำได้ ซึ่งจากหลักการไหลของน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ และการเคลื่อนที่ของโลก ทำให้น้ำใต้ดินไหลลงไปรวมกันและเก็บไว้ในชั้นใต้ดินกลายเป็นน้ำใต้ดินหรือน้ำบาดาล

ทั้งนี้ ขนาดความกว้าง ความยาวของบ่อขึ้นอยู่กับพื้นที่ แต่ต้องขุดให้ลึกเลยชั้นหินอุ้มน้ำที่มีรูพรุน จึงจะกักเก็บน้ำและไหลผ่านรูพรุนเพื่อสูบขึ้นมาใช้ได้ โดยการขุดบ่อเพื่อทำธนาคารน้ำใต้ดินนั้น เพียง 1 ปีสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้ตลอดหลายปี เพราะน้ำยังซึมลงไปเป็นน้ำใต้ดินได้ตลอดเวลา ส่วนน้ำบาดาลจะเกิดอยู่ในชั้นหินที่อิ่มตัว จึงกักเก็บน้ำได้ โดยหินที่จะเก็บน้ำบาดาลได้ดีต้องมีจำนวนช่องว่างมากและมีขนาดใหญ่ติดต่อถึงกัน เพื่อให้น้ำบาดาลไหลถ่ายเทได้ดี หากเป็นหินที่มีช่องว่างขนาดใหญ่ แต่ไม่ติดต่อถึงกัน ถึงแม้เก็บน้ำไว้ได้มากก็ไม่มีประโยชน์ในการเป็นแหล่งน้ำบาดาล

สำหรับในพื้นที่ส.ป.ก.ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรนำระบบธนาคารน้ำใต้ดินมาใช้แก้ปัญหาภัยแล้งหลายพื้นที่ ซึ่งช่วยแก้ภัยแล้งในพื้นที่ ส.ป.ก.ได้ดี ยกตัวอย่าง คุณกุหลาบทิพย์ แก่นลา ผู้นำเกษตรกรรุ่นใหม่ในพื้นที่ คทช.อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี ซึ่งสมัครเข้าร่วมโครงการเกษตรกรรุ่นใหม่เพื่อเข้าฝึกอบรมเป็นเวลา 6 เดือน และได้รับการจัดสรรที่ดินให้เข้ามาทำกินเมื่อปี 2561 โดยมีสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดชลบุรี เข้ามาดูแลให้คำแนะนำ แต่ช่วงแรกที่เข้ามาทำกินในพื้นที่ประสบปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ำใช้เพื่ออุปโภค บริโภคและทำการเกษตร เนื่องจากพื้นที่เดิมไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำ แม้ทดลองขุดบ่อน้ำเพื่อกักเก็บน้ำ แต่เก็บได้ไม่นาน เมื่อหมดฤดูฝน ก็ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเหมือนเดิม กระทั่งได้รับองค์ความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรจากการเข้าอบรมที่ศูนย์กสิกรรมมาบเอื้องและหาข้อมูลเพิ่มจากอินเตอร์เนต ทำให้ทราบว่าโดยธรรมชาติ เมื่อมีฝนตกลงมาน้ำจะซึมลงไปใต้ดินอยู่แล้ว และเมื่อขุดเจาะน้ำบาดาลมาใช้จำนวนมาก ทำให้น้ำบาดาลลดน้อยลงจนเกิดภาวะภัยแล้ง

ดังนั้น วิธีแก้ก็คือ ต้องเติมน้ำลงไปทดแทนด้วยการขุดบ่อลงไปเพื่อเติมน้ำหรือฝากน้ำไว้ในดินหรือที่เรียกว่าธนาคารน้ำใต้ดิน จึงนำมาปรับใช้ในพื้นที่ภายใต้การส่งเสริมและสนับสนุนทั้งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จากส่วนกลางและสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดชลบุรี ผลจากการจัดทำธนาคารน้ำใต้ดิน ทำให้มีน้ำใช้เพียงพอตลอดทั้งปี ปัจจุบันคุณกุหลาบทิพย์ สามารถทำการเกษตรได้โดยไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำ พื้นดินชุ่มชื้น เน้นทำเกษตรแบบผสมผสาน ทำกินในพื้นที่ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจัดสรรให้ได้อย่างยั่งยืน

รักษ์เกษตร : ถั่วพร้า ปุ๋ยพืชสดชั้นดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426610

x

รักษ์เกษตร : ถั่วพร้า ปุ๋ยพืชสดชั้นดี

วันอังคาร ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำตอบ

ถั่วพร้า เป็นพืชตระกูลถั่ว มีลักษณะลำต้นเป็นเถา สามารถเลื้อยสูงได้ถึง 10 เมตร ลำต้นมีเนื้อไม้แข็งเป็นแกน จึงสามารถปลูกในลักษณะไม้พุ่ม ลักษณะของใบ มีรูปร่างมนค่อนข้างกลมคล้ายรูปไข่ ยาวประมาณ 7-12 เซนติเมตร ดอกเป็นกลุ่ม มีสองชนิดคือ ถั่วพร้าเมล็ดขาว และถั่วพร้าเมล็ดแดง เมื่อฝักสุกจะมีสีเหลืองคล้ายฟางข้าว เมล็ดถั่วพร้าจะยาว มีขนาดฝักกว้างประมาณ 3-3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 15-35 เซนติเมตร เมล็ดมีสีขาวคล้ายงาช้าง มีขนาด 1.5-2 เซนติเมตร

วิธีการเพาะปลูก มี 3 วิธี คือ

1.ปลูกแบบหว่าน เป็นวิธีที่สะดวก ประหยัดเวลา และแรงงานที่สุด ทำโดยการนำเอาเมล็ดพันธุ์ที่เตรียมไว้หว่านลงไปในแปลงให้ทั่ว ในอัตรา 8-10 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนดินกลบเมล็ด

2.ปลูกแบบโรยเป็นแถว เป็นวิธีที่ได้ผลช้า และสิ้นเปลืองแรงงาน เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีแรก แต่จะทำให้ได้ต้นถั่วพร้าที่ขึ้นเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ ทำโดยใช้เมล็ดโรยลงในแถว ซึ่งมีระยะระหว่างแถว 75-100 เซนติเมตร เมื่อโรยเมล็ดลงในแถว แล้วกลบเมล็ดด้วยดินบางๆ โดยใช้เมล็ดในอัตรา 5-8 กิโลกรัมต่อไร่

3.ปลูกแบบหยอดเป็นหลุม เป็นวิธีที่ได้ผลช้า สิ้นเปลืองแรงงาน และไม่สะดวกในทางปฏิบัติที่สุด ใช้วิธีนี้ในกรณีที่มีปริมาณเมล็ดพันธุ์จำกัด ทำโดยการขุดหลุดเล็กๆ ลึกประมาณ 5-7.5 เซนติเมตร ให้ระยะระหว่างแถวของหลุมประมาณ 75-90 เซนติเมตร และระยะระหว่างหลุมในแถวเดียวกันประมาณ 45-60 เซนติเมตร หยอดเมล็ด 2-3 เมล็ดต่อหลุม แล้วกลบเมล็ดด้วยดินบางๆ โดยใช้เมล็ดในอัตรา 3-5 กิโลกรัมต่อไร่

การดูแลรักษา การปลูกในช่วงฤดูฝน ไม่จำเป็นต้องมีการดูแลรักษามากนัก แต่หากไม่มีฝน ก็ควรให้น้ำ เพื่อช่วยให้ถั่วพร้าเจริญเติบโตได้ดี

การเก็บผลผลิต สามารถเก็บฝักอ่อนไปใช้เป็นอาหารได้ เมื่อถั่วพร้าอายุได้ 3-4 เดือน และเก็บเกี่ยวเมล็ดที่โตเต็มที่ เพื่อนำไปทำเป็นเมล็ดแห้ง เมื่อถั่วพร้าอายุได้ 5-10 เดือน

การใช้เป็นปุ๋ยพืชสด โดยการไถกลบ กระทำเมื่อถั่วพร้าอายุได้ 65 วัน ให้ทำการไถกลบ ในขณะที่ไถกลบดิน ควรมีความชื้นพอเพียง เพื่อลดการสูญเสียธาตุไนโตรเจน ซึ่งในช่วงนี้ จะเป็นช่วงที่ถั่วพร้ากำลังออกดอก ต้นจะมีความสมบูรณ์ และมีธาตุอาหารสูงสุด หลังจากไถกลบไปแล้ว ควรทิ้งให้ถั่วพร้าย่อยสลายประมาณ 10-14 วัน แล้วจึงปลูกพืชที่ต้องการ ในการไถกลบถั่วพร้าพื้นที่ 1 ไร่ จะให้น้ำหนักสดประมาณ 2.5-4 ตัน ซึ่งจะได้ธาตุไนโตรเจนประมาณ 10-20 กิโลกรัม

ถั่วพร้า เป็นพืชปุ๋ยสด ที่ได้รับการยอมรับจากเกษตรกรจำนวนมาก ทำให้ดินดำ และปลูกพืชงามดี ถั่วพร้าให้น้ำหนักสดที่เป็นปุ๋ยอินทรีย์ถึง 2-3 ตันต่อไร่ เท่ากับเป็นการใส่ปุ๋ยอินทรีย์จำนวนมากให้แก่พืช โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยมาก และยังให้ปุ๋ยไนโตรเจน คิดเทียบเป็นปุ๋ยยูเรียได้ถึง 30-39 กิโลกรัมต่อไร่ จึงทำให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนลงได้มาก และทำให้พืชมีผลผลิตและคุณภาพดีขึ้นด้วย

เกษตรกรและผู้สนใจ สามารถติดต่อขอความรู้ และเมล็ดพันธุ์ตั้งต้น จากหน่วยงานของกรมพัฒนาที่ดิน ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดของท่าน นะครับ

นาย รัตวิ

‘3พอ’พลิกชีวิตก้าวตามศาสตร์พระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426608

x

‘3พอ’พลิกชีวิตก้าวตามศาสตร์พระราชา

วันอังคาร ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์มุ่งมั่นพัฒนาสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและเกษตรกร ให้มีระบบบริหารจัดการด้านการเงิน การบัญชีที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมุ่งให้นำ“องค์ความรู้ด้านบัญชี” ไปแก้จุดอ่อนเสริมจุดแข็ง ให้เอื้อต่อการพัฒนาภาคการเกษตรได้เหมาะสม สมดุลและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตามกรอบแนวคิด 3 พอ พลิกชีวิต : น้ำพอดี ดินพอเหมาะ คนพอเพียง โดยเชื่อมโยง “ข้อมูลทางบัญชี” ในมิติต่างๆ ไปสู่การบริหารจัดการดินและน้ำในระดับครัวเรือน เพื่อพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ด้วยการยึดแนวคิด ประหยัด เรียบง่ายและประโยชน์สูงสุด

น้ำพอดี : มีเป้าหมายให้เกษตรกรรู้จักดูทางน้ำและสร้างแหล่งน้ำ เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ตลอดปี ด้วยการขุดหนองน้ำ ให้มีขอบคดเคี้ยวและทำลดหลั่นตามลำดับความสูง และกระจายบ่อน้ำในพื้นที่ รู้จักการคำนวณน้ำให้พอใช้ประกอบอาชีพและใช้ในครัวเรือน รวมถึงบำรุงรักษาแหล่งน้ำธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์ไม่ให้เน่าเสีย

ดินพอเหมาะ : มีเป้าหมายด้านการเรียนรู้ ดูดินและสร้างคุณภาพดิน “เลี้ยงดิน ให้ดินเลี้ยงพืช” ด้วยการแกล้งดินและห่มดิน ปรับปรุงดินเพื่อการเกษตรกรรม ลดต้นทุนการผลิตโดยใช้หลักกสิกรรมธรรมชาติ วางแผนอนุรักษ์ดินให้อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ด้วยการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างคือ พอกิน : ป่าไม้กินได้ พอใช้ : ป่าไม้ใช้สอย พออยู่ : ป่าไม้เศรษฐกิจ และพอร่มเย็น : ระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์

คนพอเพียง : มีเป้าหมายให้เกษตรกรดำเนินชีวิตตามกำลังฐานะและกำลังครัวเรือน คิดวิเคราะห์และใช้องค์ความรู้ด้านบัญชีให้เอื้อต่อการพัฒนาอาชีพ แบ่งเป็น 5 แนวทาง ประกอบด้วย รู้จักพอประมาณ ส่งเสริมให้เกษตรกรจัดการตัวเองภายในต้นทุนทางสังคม ทั้งในระบบครัวเรือนและชุมชน จัดการค่าใช้จ่ายตามกำลังของตนเอง มีเหตุผล ส่งเสริมให้เกษตรกรรู้จักคิดวิเคราะห์เป็นระบบ ด้วยการคำนึงถึงเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นองค์รวมด้วยตนเองและแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้อื่น มีคุณธรรม ส่งเสริมให้เกษตรกรดำรงชีวิตบนพื้นฐานคุณธรรมด้วยการทำความดี ช่วยเหลือผู้อื่นและชุมชนด้วยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีความรู้ พร้อมเรียนรู้ผ่านสื่อการเรียนรู้ต่างๆ สร้างความเข้าใจแลกเปลี่ยนข้อมูล ศึกษา และทำแผนปฏิบัติการ โดยศึกษาสภาพแวดล้อมดิน น้ำ อากาศ ในการวางแผนเพาะปลูก สร้างภูมิคุ้มกัน ด้วยการคิดวิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นด้วยการพึ่งตนเองเป็นหลักและพึ่งพาช่วยเหลือกันในชุมชน

ซึ่งการดำเนินการตามกรอบแนวคิด 3 พอ พลิกชีวิตฯให้บรรลุตามเป้าหมายสร้างวิถีสู่ความพอเพียงที่มุ่งหวังไว้ ล้วนมีปัจจัยความสำเร็จที่ได้จากการทำบัญชีและการบันทึกข้อมูลทั้งสิ้น หากทุกฝ่ายเข้าใจกรอบแนวคิด คุณลักษณะ คำนิยามของเศรษฐกิจพอเพียงแจ่มชัด ก็จะง่ายในการนำไปประยุกต์เป็นแนวทางปฏิบัติ นำไปสู่ผลที่คาดว่าจะได้รับคือ การพัฒนาที่สมดุลยั่งยืน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี

ก.เกษตรเดินสายรับฟังปัญหาชาวประมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426609

x

ก.เกษตรเดินสายรับฟังปัญหาชาวประมง

วันอังคาร ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอรุณชัย พุทธเจริญ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยถึงการประชุมรับฟังความคิดเห็นปัญหาการฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ รวมถึงปัญหาประกอบอาชีพประมงจากตัวแทนกลุ่มชาวประมงทั้งพื้นบ้านและพาณิชย์ในพื้นที่ว่า ในที่ประชุมมีตัวแทนชาวประมงร่วมกันเสนอปัญหาการประกอบอาชีพประเด็นต่างๆ สรุปได้ ดังนี้ ด้านกฎหมายประมง ชาวประมงเสนอให้ปรับแก้กฎหมาย พ.ร.ก.ประมง 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 และขอให้ยกเลิกกฎหมายบางมาตรา เนื่องจากมองว่าการออกกฎหมายที่ผ่านมาไม่มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งในประเด็นดังกล่าวกระทรวงเกษตรฯได้ออกคำสั่งที่ 452/2561 แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อแก้กฎหมายอันส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบอาชีพทำการประมง และมีข้อสรุปในการแก้ พ.ร.ก.การประมง 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติมทั้งสิ้น 18 มาตรา แบ่งเป็นประมงพาณิชย์ 15 มาตรา และประมงพื้นบ้าน 3 มาตรา ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนยกร่างตัวบทกฎหมาย

ประเด็นขาดแคลนแรงงาน โดยชาวประมงให้ข้อมูลว่า แม้จะอยู่ใกล้เขตชายแดนแต่ก็ยังขาดแคลนแรงงาน อีกทั้ง มีความยุ่งยากในขั้นตอนจ้างแรงงานที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายดำเนินการเข้าสู่ระบบสูง จึงขอให้ใช้แรงงานกลุ่มที่ถือบัตรสีชมพู (บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย) ต่อไป และให้ใช้มาตรา 83 แห่ง พ.ร.ก.การประมงตลอดทั้งปี ซึ่งในประเด็นนี้ได้ชี้แจงต่อชาวประมงว่า เดิมภาครัฐได้ใช้มาตรา 83 แห่ง พ.ร.ก. การประมง พ.ศ. 2558 กรณีเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน แต่ขณะนี้แก้ปัญหาโดยนำเข้าแรงงานต่างด้าวในเรือประมงด้วยวิธี MOU ซึ่งเป็นการปกป้องตัวแรงงานและเจ้าของเรือ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ใช้แรงงานผิดกฎหมาย และตัวแรงงานได้รับค่าจ้างตามที่ตกลง โดยกระทรวงแรงงานได้ทำ MOU แล้ว 3 ประเทศ ได้แก่ พม่า กัมพูชา และลาว ส่วนการจัดตั้ง One stop service บริเวณพรมแดนเรื่องแรงงานต้องหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าดำเนินการได้หรือไม่

นอกจากนี้ ยังได้ชี้แจงประเด็นแจ้งเข้าแจ้งออก เรือประมงและเครื่องมือวีเอ็มเอส (VMS) ซึ่งได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการแจ้งเข้า-ออกเรือประมง และเงื่อนไขเอกสารที่ได้ปรับลดลงตามข้อเสนอของชาวประมงแล้ว พร้อมทั้งจะเร่งช่วยเหลือเรื่องการปิดสัญญาณ VMS กรณีเรือไม่ประสงค์ออกไปทำประมงเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ประเด็นเรื่องอวนลากแมงกะพรุน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนออกประกาศ เพื่อให้ทำประมงได้ตามข้อเสนอ ประเด็นการซื้อเรือคืน ล่าสุดได้จ่ายเงินชดเชยงวดที่หนึ่งเข้าบัญชีชาวประมง 250 รายเรียบร้อยแล้ว คงเหลือเพียง 2 ราย ที่ต้องรอคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ปัญหาการประกอบอาชีพ บางประเด็นต้องรวบรวมข้อมูลจากจังหวัดต่างๆ มาพิจารณาดำเนินการแก้ปัญหาภาพรวมต่อไป ส่วนประเด็นอื่น ชาวประมงยังเสนอให้กำหนดมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรประมง พื้นบ้าน พาณิชย์ และภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่างเหมาะสมเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนระดับจังหวัด ซึ่งมอบหมายให้ประมงจังหวัดไปขับเคลื่อนกิจกรรมต่อโดยใช้กลไกการทำงานของคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด เพื่อนำปัญหาข้อเสนอแนะของชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์มาพิจารณาหาแนวทางดำเนินงานที่เหมาะสมกับทุกฝ่ายภายใต้บริบทกฎหมาย และย้ำว่าทุกเสียงสะท้อนจะไม่ปล่อยผ่าน ขอให้ชาวประมงให้ความร่วมมือกับราชการ โดยคำนึงถึงการสร้างความยั่งยืนให้ทรัพยากรประมงเป็นสำคัญ

รายงานพิเศษ : หนุนแปรรูปปลาสลิดฯแดดเดียว สร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรบ้านนาเกตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426611

รายงานพิเศษ : หนุนแปรรูปปลาสลิดฯแดดเดียว  สร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรบ้านนาเกตุ

รายงานพิเศษ : หนุนแปรรูปปลาสลิดฯแดดเดียว สร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรบ้านนาเกตุ

วันอังคาร ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

โครงการจุฬาภรณ์พัฒนา 6 ตั้งอยู่ที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เดิมเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าดอนนา ที่กรมป่าไม้จัดถวายสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ตามพระดำริให้สร้างที่อยู่อาศัย และที่ทำกิน ให้เกษตรกรผู้ยากไร้ แต่เนื่องจากป่าเสม็ดมีน้ำท่วมขังประมาณ 3-4 เดือน ดินส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวและดินร่วนปนทราย ความเป็นกรดของดินและน้ำสูงทำให้ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในทางการเกษตรได้ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์และกรมประมงได้พิจารณาคุณลักษณะทางกายภาพและพืชพรรณของพื้นที่มีความเป็นไปได้สูง ในการใช้ประโยชน์เพื่อการเพาะเลี้ยงปลาสลิด อันเป็นอาชีพที่มั่นคงแก่เกษตรกรผู้ยากไร้

ต่อมาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2539 สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เสด็จทอดพระเนตรการจับปลาโครงการศึกษาวิจัยการเลี้ยงปลาสลิดในป่าเสม็ด ทรงมีพระหัตถเลขาให้ชื่อปลาสลิดในโครงการนี้ว่า “ปลาสลิดดอนนา”

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมปล่อยลูกปลาสลิด ลงสระน้ำหมู่บ้านในตำบลบ้านเกตุ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานีว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดปัตตานี ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบโครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพที่ยั่งยืน โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดปัตตานี ทดลองเพาะเลี้ยงปลาสลิดในพื้นที่รับผิดชอบ 197 ไร่ ตั้งแต่ปี 2538 นำผลการทดลองไปส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะเลี้ยงและแปรรูป แต่ผลงานยังอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากประสบปัญหาอุทกภัย และสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ต่อมาในปี 2560 จังหวัดปัตตานี ได้สนับสนุนงบพัฒนาจังหวัดส่งเสริมการเลี้ยงปลาสลิดดอนนาแบบพัฒนาเกษตรกร 40 ราย แต่ประสบปัญหาอุทกภัย มีเกษตรกรเพียง 1 ราย ที่สามารถผลิตปลาสลิดดอนนาครบวงจรได้ คือ เพาะพันธุ์ เลี้ยง แปรรูป และการตลาด นำไปสู่การตั้งกลุ่มเลี้ยงปลาสลิดดอนนาบ้านนาเกตุ ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิก 31 ราย และเป็นกลุ่มที่ได้รับการส่งเสริมอาชีพรูปแบบใหม่ มีการนำร่องทดลองเลี้ยงในนาข้าว รวมทั้งตั้งกลุ่มแปรรูปโดยใช้เครื่องอบแบบ Mobile dryer

สำหรับแผนการดำเนินงานของกลุ่มเลี้ยงปลาสลิดดอนนาบ้านนาเกตุ ในปี 2563-2565 นั้น ทางกลุ่มจะขอสนับสนุนงบประมาณจากกรมประมง จำนวน 636,200 บาท เพื่อดำเนินงานวิจัย รวมทั้งขอรับงบประมาณจากงบพัฒนาจังหวัด จำนวน 497,600 บาท เพื่อขยายผลการเลี้ยงปลาสลิดในกระชัง จำนวน 40 กระชัง ตลอดจนบูรณาการการทำงานร่วมกับ มทร.วิทยาเขตสุรินทร์ ผลิตเครื่องอบแห้ง (Mobile dryer) เพื่อผลิตเครื่องต้นแบบในการแปรรูปปลาสลิด และขึ้นทะเบียนเกษตรกรเป็นแปลงใหญ่ พร้อมผลิตให้ได้มาตรฐานอาหารปลอดภัย จำนวน 60 ราย จากนั้นในปี 2564-2565 จะมุ่งเน้นการตรวจสอบรับรองฟาร์มให้ได้มาตรฐานอาหารปลอดภัย และมาตรฐานอาหารฮาลาล จำนวน 90 ราย

ปัจจุบันตลาดในจังหวัดปัตตานี มีความต้องการปลาสลิดแดดเดียวปีละ 5,000 กิโลกรัม มูลค่า 1,500,000 บาทต่อปี (เดือนละ 400 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 300 บาท) ต้นทุนการผลิต 35-80 บาทต่อกิโลกรัม หากขายปลาสดได้มูลค่าเพียง 700,000 บาทต่อปี มูลค่าเพิ่มขึ้น 800,000 บาท หรือได้มูลค่าเพิ่มขึ้น 114.29 เปอร์เซ็นต์ ล่าสุดทางกลุ่มเลี้ยงปลาสลิดดอนนาบ้านนาเกตุ สามารถจับปลาสลิดได้ 645 กิโลกรัม ขายเป็นปลาสดได้ 51,600 บาท (กิโลกรัมละ 80 บาท) แปรรูปปลาตากแห้ง ได้เงิน 110,000 บาท (กิโลกรัมละ 300 บาท) ซึ่งใช้เวลาในการเลี้ยง 1 ปี พื้นที่ 1 งาน ต้นทุนค่าลูกปลา 2,500 บาท ค่าอาหาร 17,500 บาท รวมหากขายแบบแปรรูปจะได้กำไร 58,400 บาทเลยทีเดียว

นับว่าการดำเนินงานดังกล่าว สามารถช่วยเกษตรกร กลุ่มเลี้ยงปลาสลิดดอนนาบ้านนาเกตุ ลืมตาอ้าปากได้ มีอาชีพที่มั่นคง และมีรายได้ที่ยั่งยืน

รายงานพิเศษ : การันตีความสำเร็จระบบแปลงใหญ่ ปลานิล-กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์มาตรฐานGAP

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426389

รายงานพิเศษ : การันตีความสำเร็จระบบแปลงใหญ่  ปลานิล-กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์มาตรฐานGAP

รายงานพิเศษ : การันตีความสำเร็จระบบแปลงใหญ่ ปลานิล-กุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์มาตรฐานGAP

วันจันทร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กรมประมงขับเคลื่อน“โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่” ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มการผลิตและการบริหารจัดการร่วมกัน เปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยได้รวมกลุ่มบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างครบวงจร พร้อมเชื่อมโยงสู่การตลาดเพื่อสร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ

นายวิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปัจจุบันการผลิตสินค้าประมงมีการแข่งขันสูงทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ อีกทั้งยังมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้เกษตรกรต้องประสบปัญหาจัดการผลผลิตและช่องทางจัดจำหน่าย รวมทั้งขาดโอกาสเข้าถึงข้อมูลแหล่งทุน ดังนั้น เพื่อเป็นการลดข้อจำกัดดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงกำหนดแนวทางพัฒนาของกระทรวง (Road map) โดยมีโครงการที่สำคัญ คือ การปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตร ด้านสินค้าพืช ปศุสัตว์ และประมง โดยเน้นให้ความสำคัญเรื่อง การลดต้นทุนการผลิตด้วยการรวมแปลงเป็นแปลงใหญ่ เพื่อก่อให้เกิดกิจกรรมลดต้นทุนการผลิต วัดผลสัมฤทธิ์ได้เป็นรูปธรรม ตอบโจทย์เพิ่มศักยภาพ พร้อมเชื่อมโยงสู่การตลาดเพื่อสร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพได้

ในปัจจุบันมีเกษตรกรที่เข้าร่วมกลุ่มแปลงใหญ่ด้านการประมง ทั้งด้านการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด และด้านการพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งรวม 111 แปลง มีเกษตรกร ภายใต้โครงการ 6,171 ราย พื้นที่ประมาณ 59,000 ไร่ ซึ่งมีชนิดสัตว์น้ำที่หลากหลายตามความเหมาะสมของพื้นที่และศักยภาพของเกษตรกร อาทิ ปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สกเทศ ปลากะพงขาว ปลาดุก กบ ปลาหมอ ปลาแรด ปลาสลิด ปลาสวาย ปลาช่อน ปูทะเล กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล เป็นต้น โดยจำแนกเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2559 จำนวน 11 แปลง กลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2560 จำนวน 16 แปลง กลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2561 จำนวน 50 แปลงและกลุ่มแปลงใหญ่ ปี 2562 จำนวน 34 แปลง ซึ่งกรมประมงได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาแปลงใหญ่ด้านประมง ปี 2560 – 2564 ระยะเวลา 5 ปี มีเป้าหมายพัฒนาแปลงให้ได้จำนวน 300 แปลง

สำหรับการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ในจ.กาฬสินธุ์ ภายใต้การดำเนินโครงการของสำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดกาฬสินธุ์ ซึ่งเริ่มต้นโครงการในส่วนของปลานิลกระชังในปี 2559 ต่อมาปี 2560 ได้ดำเนินกาต่อในส่วนกุ้งก้ามกราม โดยมีกิจกรรมประกอบด้วย การรวมกลุ่มเกษตรกรให้อยู่ในรูปวิสาหกิจชุมชนและพัฒนาเป็นสหกรณ์ ฝึกอบรมให้ความรู้ทั้งด้านการเพาะเลี้ยงที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ การรวมกลุ่ม การแปรรูป การพัฒนาเข้าสู่มาตรฐานฟาร์ม GAP และการตลาด ซึ่งจากผลการดำเนินตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ดำเนินการ 4 แปลง ประกอบด้วย ปี 2559 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปลาในกระชัง,กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปลาในกระชังท่าเรือภูสิงห์ พื้นที่ 67 ไร่ เกษตรกร 230 ราย ปี 2560 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม ตำบลลำคลอง พื้นที่ 318 ไร่ เกษตรกร 30 ราย ปี 2561 วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงกุ้งก้ามกรามตำบลบัวบาน พื้นที่ 370 ไร่ เกษตรกร 50 ราย และ ปี 2561 กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปลาในกระชัง,กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปลาในกระชังท่าเรือภูสิงห์ พื้นที่ 370 ไร่ เกษตรกร 155 ราย

ในส่วนกุ้งก้ามกราม จ.กาฬสินธุ์ มีการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามมาตั้งแต่ปี 2520 และถือว่าเป็นแหล่งผลิตกุ้งก้ามกรามแห่งใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากมีต้นทุนแหล่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2560 กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด กำหนดให้สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์เสนอพื้นที่เพิ่มเติมในการส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามเข้าระบบแบบแปลงใหญ่ โดยได้นำเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามต.ลำคลอง อ.เมืองกาฬสินธุ์ เข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ในปี 2560 เกษตรกร 30 ราย และ ในปี 2561 นำเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามต.บัวบาน อ.ยางตลาด เข้าร่วมโครงการ 50 ราย ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการในระบบแปลงใหญ่ทั้ง 2 กลุ่ม รวม 80 ราย เนื้อที่รวม 688 ไร่ ผลดำเนินการในปี 2561 ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 187.55 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 203.88 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้น 8.71% ในขณะที่ ต้นทุนการเลี้ยงต่อกิโลกรัมลดลงจาก 137.61 บาท เหลือเพียง 126.20 บาท ลดลง 8.29%

สำหรับตัวอย่างความสำเร็จของกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามต.บัวบาน อ.ยางตลาด เกษตรกรได้รวมกลุ่มดำเนินกิจกรรมการเลี้ยงกุ้งและการขายกุ้ง รวมทั้งจัดหาปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์กุ้ง อาหารกุ้ง จำหน่ายแก่สมาชิก รวมทั้งเชื่อมโยงกับตลาดโดยตรง และจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์แปลงใหญ่ พ่อค้าที่เข้ามารับซื้อต้องติดต่อซื้อขายผ่านกลุ่มเท่านั้น และจัดเรียงลำดับการจับกุ้งหมุนเวียนกันไปแต่ละฟาร์ม การบริหารจัดการด้วยวิธีนี้ พบว่าเกษตรกรได้รับราคาหน้าฟาร์มสูงขึ้น ขายกุ้งคละไซส์ได้ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 250 บาท ซึ่งจุดเด่นของกุ้งก้ามกรามกาฬสินธุ์คือ เนื้อแน่น รสหวาน ได้มาตรฐาน GAP

ส่วนการส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลในกระชังในเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างแห่งความสำเร็จจากการรวมกลุ่มกันของเกษตรกร ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ที่ได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2560 ครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอ ประกอบด้วยอำเภอยางตลาด อำเภอสหัสขันธ์ อำเภอเมือง อำเภอห้วยเม็ก และอำเภอ หนองกุงศรี โดยปัจจุบัน มีเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลในกระชังในเขื่อนลำปาว 522 ราย 13,587 กระชัง ปริมาณการผลิตปีละ 17,504 ตัน มูลค่าประมาณ 1,050 ล้านบาทต่อปี โดยการเลี้ยงปลานิลในกระชัง ในเขื่อนลำปาว ได้กำหนดขอบเขตพื้นที่ที่ใช้เลี้ยงปลาในกระชังชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และกรมประมงยังได้ให้คำแนะนำและตรวจรับรองผลผลิตปลานิลให้เป็นไปตามมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (GAP) อีกด้วย และปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลแปลงใหญ่ในกระชังเขื่อนลำปาว ยังได้ต่อยอดสร้างความเข้มแข็งด้วยกันร่วมบริหารจัดการในรูปสหกรณ์ เพื่อบริหารจัดการภายในกลุ่มแปลงใหญ่ตั้งแต่ต้นทางไปถึงปลายทาง ซึ่งใน 1 ปี เกษตรกรเลี้ยงปลาได้ 2 ครั้ง มีตลาดรองรับที่ชัดเจน เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยต่อปีกว่า 200,000 บาท ถือเป็นความสำเร็จของการรวมกลุ่มในรูปแบบแปลงใหญ่ที่ในอนาคตมีโอกาสพัฒนาไปสู่การผลิตปลานิลที่มีคุณภาพป้อนของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ชายคาพระพิรุณ : 15 กรกฎาคม 2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426387

586851

ชายคาพระพิรุณ : 15 กรกฎาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

จากปริมาณการนำเข้าสัตว์น้ำของประเทศไทยที่เพิ่มสูงขึ้นในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากปริมาณความต้องการวัตถุดิบเพื่อนำไปผลิต
ส่งออก และความต้องการในการบริโภคในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นและยังมีการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำโดยไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดกระแสการร้องเรียนจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย ถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการไทยที่มีต้นทุนในการผลิตที่สูงกว่าวัตถุดิบที่นำเข้า เนื่องจากประเทศไทยมีการควบคุมและรับรองมาตรฐานการเลี้ยง และการจับสัตว์น้ำที่มีคุณภาพปลอดจากการประมง IUU ทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมได้ ตลอดจนการร้องเรียนของผู้บริโภคถึงความปลอดภัยของสัตว์น้ำที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศว่ามีความปลอดภัยตามเกณฑ์มาตรการที่กำหนดหรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง บอกว่า ภายใต้นโยบาย IUU Free THAILAND และ Food Safety ของประเทศไทยที่ได้มีการประกาศและแสดงเจตนารมณ์ไว้ เพื่อให้การประมงไทยทั้งจากการจับจากธรรมชาติและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมุ่งสู่ความยั่งยืนซึ่งเป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกแล้ว หลักสำคัญอีกประการหนึ่งคือการสร้างความเป็นธรรมและโปร่งใสทางธุรกิจ ซึ่งจะคุ้มครองผู้ประกอบการในการแข่งขันทางธุรกิจ และผู้บริโภคที่มีสินค้าที่บริโภคได้อย่างปลอดภัยในราคาที่เป็นธรรม ช่วงที่ผ่านมากรมประมงได้เพิ่มประสิทธิภาพระบบการนำเข้าสัตว์น้ำของไทย โดยเริ่มจากสัตว์น้ำที่มีการนำเข้ามาในประเทศไทยทางเรือ โดยใช้ “เรือขนถ่ายสัตว์น้ำ” เนื่องจากสามารถบรรทุกได้ในปริมาณมากและมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการขนส่งประเภทอื่น ทำให้มีการขนถ่ายในช่องทางนี้เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ทูน่า” ซึ่งประเทศไทยเป็น “ตลาดนำเข้าทูน่า” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายใต้มาตรการ PSMA กรมประมงได้มีการตรวจสอบสัตว์น้ำที่มากับเรือขนถ่ายทุกลำว่ามีการขนสัตว์น้ำจากเรือจับลำใด มีการทำประมงในช่วงไหน แหล่งใด ทำการประมงผิดกฎหมายหรือไม่ โดยมีการประสานงานกับรัฐเจ้าของธง รัฐชายฝั่ง หรือ RFMO อย่างใกล้ชิด เพื่อขอ “หลักฐาน” ที่จะสามารถยืนยันความถูกต้องของสัตว์น้ำเหล่านั้น อาทิ ข้อกฎหมาย พิกัดสัญญาณ VMS/AIS ใบอนุญาตการจับสัตว์น้ำ

ตลอดจนกรมประมงยังได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็นกับองค์กรต่างๆ ที่เฝ้าจับตามการประมง IUU ในน่านน้ำต่างๆ เช่น FFA ที่ดำเนินการอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก หรือ Fish-I- Afarica ที่ดูแลในพื้นที่บริเวณชายฝั่งแอฟริกา เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสัตว์น้ำที่เข้าสู่ประเทศไทยเป็นสัตว์น้ำที่ปลอดจากการทำประมง IUU ผลการดำเนินงานประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาได้มีการจับเรือประมงต่างชาติที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นเรือ IUU ถึง 5 ลำ และมีการปฏิเสธการนำเข้าสินค้าประมงที่ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนพอที่จะให้เชื่อมั่นได้ว่าไม่ได้มาจากการทำประมง IUU ไปแล้วประมาณ 400 ตัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ได้รับการยอมรับว่าประเทศไทยมีการปฏิบัติตามพันธกรณี ภายใต้ PSMA ที่ได้มีการลงนามให้สัตยาบันไว้ และทำให้ประเทศไทยหลุดจากข้อกล่าวหาว่าเป็น“แหล่งฟอกปลา IUU ของโลก” ซึ่งส่งผลเสียหายต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง และนอกจากนี้จากความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการที่ช่วยควบคุมเรือประมง หรือเรือขนถ่ายสัตว์น้ำ ทั้งประเทศมาเลเชีย เวียดนาม พม่า ที่จะเข้ามาเทียบท่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ที่ดีทางการควบคุมการทำประมงและส่งผลต่อการเจรจาความร่วมมืออื่นๆ ต่อไปในอนาคต

อธิบดีกรมประมง ยังกล่าวอย่างมั่นใจว่าภายใต้มาตรการต่างๆ ที่ดำเนินการจะช่วยให้การประมงของไทยและของโลกมุ่งไปสู่ความยั่งยืนและเป็นธรรมกับทุกภาคส่วนที่ทำอย่างถูกต้อง เพราะเป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่าการทำประมง IUU ก่อให้เกิดการล่มสลายของการประมง ตลอดจนสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทั้งภายในและภายนอกประเทศถึงความปลอดภัยในการบริโภคที่ได้รับและการมีส่วนช่วยในการผลักดันให้การประมงของโลกมุ่งไปสู่ความยั่งยืนและเป็นสมบัติของลูกหลานในอนาคต และคงต้องเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องช่วยกันทำให้คนกลุ่มดังกล่าวไม่สามารถเอาเปรียบสังคมได้ เพราะสิ่งเหล่านั้นเองจะทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นเราทุกคนคงต้องช่วยกันเพื่อให้สังคมของไทย และความยั่งยืนของทรัพยากรในอนาคต

กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกร! อย่าหลงเชื่อซื้อยาปลอมกำจัด “หนอนกระทู้” ช่วงนี้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดกำลังพบปัญหาการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพด กัดกินใบและยอดอ่อนข้าวโพด ทำให้ผลผลิตเสียหาย จึงเป็นเหตุให้กลุ่มมิจฉาชีพฉวยโอกาสทำผลิตภัณฑ์ยาปลอมขึ้นมา โดยอ้างสรรพคุณสามารถกำจัดหนอนกระทู้และมาหลอกขายให้เกษตรกร ซึ่งเป็นตัวยาที่ไม่ตรงกับที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ ดังนั้น
จึงขอแจ้งเตือนเกษตรกร อย่าหลงเชื่อโฆษณาและซื้อยาดังกล่าวมาใช้ เพราะนอกจากเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อสารเคมีมาใช้แล้วไม่ได้ผล รวมถึงใช้อย่างไม่ถูกวิธีอาจทำให้มีการระบาดเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย สำหรับวิธีการซื้อสารเคมีนั้น ควรสังเกตบนฉลากต้องระบุข้อมูลครบถ้วน เช่น ชื่อการค้า ชื่อสามัญ ทะเบียนวัตถุอันตราย ข้อบ่งใช้ บริษัทผู้ผลิต/นำเข้า เป็นต้น หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทร. 0-2579-0151-8

ขุนเกษตรา

แผนปรับสมดุลไข่ไก่ฉลุยดันราคาพุ่งต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426388

x

แผนปรับสมดุลไข่ไก่ฉลุยดันราคาพุ่งต่อเนื่อง

วันจันทร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงทิศทางราคาไข่ไก่ว่า จากผลผลิตไข่ไก่ที่เกินความต้องการบริโภคปี 2561 และภาครัฐดำเนินการมาตรการปรับสมดุลปริมาณไข่ไก่ให้สอดคล้องความต้องการของตลาด โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนที่ปรับลดการนำเข้าพ่อ-แม่ ปู่-ย่าพันธุ์ และส่งออกไข่ไก่ส่วนเกินไปจำหน่ายยังต่างประเทศ พร้อมทั้งปลดแม่ไก่ไข่ยืนกรงเพื่อให้ปริมาณในระบบอยู่ในภาวะสมดุล ส่งผลให้สถานการณ์ราคาไข่ไก่ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาไข่ไก่คละปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน ที่ราคาเฉลี่ยฟองละ 2.64 เดือนพฤษภาคม ราคาฟองละ 2.74 บาท เดือนมิถุนายน ราคาฟองละ 2.80 บาท และสัปดาห์แรกเดือนกรกฎาคม 2562 เฉลี่ยที่ฟองละ 2.83 บาท ทั้งนี้ ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ (รวมต้นทุนทั้งที่เป็นเงินสดและต้นทุนที่ไม่เป็นเงินสด) เฉลี่ยอยู่ที่ฟองละ 2.62 บาท

สำหรับผลผลิตปี 2562 กรมปศุสัตว์คาดว่าจะมีปริมาณผลผลิตไข่ไก่ 14,810 ล้านฟอง ลดลงจากปี 2561 ประมาณ 8% ซึ่งคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) รักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ด้วยการปรับสมดุลการผลิตให้เหมาะสมกับความต้องการบริโภคในประเทศ โดยมีมติให้ปรับลดแผนนำเข้าในปี 2562 ของปู่-ย่าพันธุ์ (G.P.)ให้เหลือ 3,800 ตัว และปรับลดนำเข้าพ่อ-แม่พันธุ์ (P.S.)เหลือ 460,000 ตัว พร้อมลดจำนวนแม่ไก่ไข่ยืนกรงให้อยู่ 50 ล้านตัวต่อวันหรือ 40 ล้านฟองต่อวัน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน ผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ เพื่อรักษาสมดุลผลผลิตในระบบ และเร่งรณรงค์บริโภคไข่ไก่ให้ได้ตามเป้าหมาย 300 ฟอง/คน/ปี นอกจากนี้ ยังผลักดันส่งออกไข่ไก่เพื่อลดปริมาณผลผลิตส่วนเกิน โดยช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค.2562 รวบรวมไข่ไก่ส่งออกไปต่างประเทศได้ 167.65 ล้านฟอง เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 65.64%

หลังจากนี้จะดำเนินมาตรการต่อเนื่องเพื่อให้ราคาไข่ไก่มีเสถียรภาพโดยแนวโน้มราคาอาจขยับขึ้นได้อีก ตลอดจนสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ผลิตเชื่อมโยงกับผู้ซื้อโดยตรง โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต เพื่อให้ปริมาณการผลิตและความต้องการบริโภคสมดุล ก็จะช่วยไม่ให้เกิดปัญหาราคาผลผลิตไข่ไก่ตกต่ำอีก

สภาเกษตรฯชงเป็นวาระแห่งชาติ เร่งแก้‘หนอนกระทู้ข้าวโพดฯ’ระบาดหนัก40จว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426386

x

สภาเกษตรฯชงเป็นวาระแห่งชาติ เร่งแก้‘หนอนกระทู้ข้าวโพดฯ’ระบาดหนัก40จว.

วันจันทร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานคณะกรรมการด้านพืชไร่ สภาเกษตรกรแห่งชาติเปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการพืชไร่ ครั้งที่ 2/2562 มีเรื่องสำคัญต้องพิจารณากรณีระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดที่ทำให้เกษตรกรเดือดร้อน ในประเทศไทยสำรวจพบพื้นที่ปลูกข้าวโพดระบาดเกินกว่า 60% มากกว่า 40 จังหวัดแล้ว อาทิ นครราชสีมา กาญจนบุรี พิษณุโลก เชียงใหม่ พิจิตร น่าน ลำพูน ฯลฯ ความเสียหายมีการตรวจสอบข้อมูลกันอยู่ เนื่องจากหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดสามารถบินได้ไกลเฉลี่ย 100 กิโลเมตรและหากมีลมพายุ จะไปได้ไกลและเร็วตามแรงลม พายุ และด้วยมีอายุตั้งแต่ 30 – 45 วัน มีวัยในการเจริญพันธุ์อยู่ประมาณ 5 ช่วงวัย เข้าทำลายตั้งแต่รากถึงยอดแตกต่างตามช่วงวัย ช่วงวัยที่ 3 จะทำลายและระบาดรุนแรงสุดด้วยวัยนี้จะเข้าไปอยู่ในซอกใบแล้วกัดกินทะลุยอด ช่วงอ่อนแอและควรทำลายเป็นช่วงระยะไข่ เนื่องจากหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ทำลายข้าวโพดแต่ละช่วงวัยไม่เหมือนกัน ความเสียหายที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยสิ้นเชิง จึงไม่สามารถประกาศเป็นภัยพิบัติควบคุมโรคได้ จึงขอให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งงานวิจัยที่ะพัฒนาต่อยอดเอามาป้องกัน เช่น พันธุ์ข้าวโพดต้านทานที่ไม่ใช่ GMO สารฟีโรโมนล่อตัวเต็มวัยซึ่งทำลายต้นเหตุโดยในประเทศไทยยังไม่มีการทดลอง และสั่งนำเข้ามาใช้ องค์ความรู้ที่ต้องเร่งสร้างให้เกษตรกรใช้สารชีวภัณฑ์/สารเคมีที่มีประสิทธิภาพควรใช้ระยะไหนช่วงเวลาใดด้วยสารเคมีหลายชนิดที่ใช้ในประเทศไทยฉีดเกิน 3 ครั้ง หนอนจะดื้อยา การใช้วิธีผสมผสานกำจัดและทำลาย ควรทำเป็นระบบและเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องช่วยกันทุกภาคส่วน

“ข้าวโพดเป็นอาหารที่หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดชอบที่สุด หากไม่ปลูกข้าวโพดใช่ว่าจะหยุดวงจรมันได้ เพราะมันยังหาพืชชนิดอื่นกินได้อีกกว่า 80 ชนิด เช่น ข้าว ข้าวฟ่าง กะหล่ำ ไม้ดอกไม้ประดับ พืชตระกูลแตง ตระกูลถั่ว หากควบคุมไม่อยู่จนมันเป็นศัตรูพืชประจำถิ่นหายนะจะเกิดทุกวงการไม่ว่าข้าว พืชสวน พืชไร่” นายเติมศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะกรรมการพืชไร่ ครั้งที่ 2/2562 มีมติในที่ประชุมให้นำข้อเสนอ ได้แก่ 1.ให้ภาครัฐจัดหางบประมาณกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด2.จัดหางบประมาณให้ความรู้ในการผลิตสารชีวภัณฑ์ควบคุมการระบาดของหนอนกระทู้ ข้าวโพดลายจุด ในระยะไข่และระยะตัวอ่อน 3.ให้หน่วยงานภาครัฐเร่งสร้างองค์ความรู้ให้เกษตรกรในการป้องกันการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด 4.ให้กระทรวงเกษตรฯผลิตตัวห้ำ – ตัวเบียน นำปล่อยในพื้นที่ที่ระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด 5.ขอให้นำเข้าหรือผลิตสารฟีโรโมน เพื่อนำไปควบคุมตัวเต็มวัยของหนอนกระทู้ฯ 6.เร่งศึกษางานวิจัยผลิตสายพันธุ์ข้าวโพดที่ต้านทานต่อหนอนกระทู้ฯ 7.ให้กรมวิชาการเกษตรเร่งออกใบอนุญาตให้ภาคเอกชนนำเข้าสารเคมีที่ใช้กำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดได้โดยตรง

อ.ส.ค.เซ็นMOUเสริมแกร่งสหกรณ์โคนม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/426385

x

อ.ส.ค.เซ็นMOUเสริมแกร่งสหกรณ์โคนม

วันจันทร์ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

 

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (ผอ.อ.ส.ค.)เปิดเผยว่า ภารกิจด้านการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมถือเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ของ อ.ส.ค. ในการส่งเสริมสนับสนุนการเลี้ยงโคนมให้เป็นอาชีพที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรไทย ให้เกิดความมั่นคงในอาชีพและสร้างความยั่งยืนแก่ผู้ประกอบการกิจการโคนม ทั้งนี้ อ.ส.ค.ร่วมกับสหกรณ์โคนมต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคด้านการส่งเสริมธุรกิจอุตสาหกรรมโคนมไทย นอกจากนี้ อ.ส.ค.ยังให้ความร่วมมือร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงกับ 2 สหกรณ์โคนม ได้แก่ สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว และสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี โดยอ.ส.ค.สนับสนุนถ่ายทอดความรู้ด้านวิชาการ การผลิตและการตลาด ตลอดจนการเลี้ยงโคนมแก่เกษตรกรที่เป็นสมาชิก เพื่อร่วมส่งเสริมศักยภาพให้สหกรณ์โคนม

นอกจากนี้ สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น และสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จะให้ความร่วมมือสนับสนุนด้านบุคลากรตลอดจนสมาชิกเกษตรกรผู้ลี้ยงโคนมในการแลกเปลี่ยนความรู้ การฝึกเลี้ยงโคนม และด้านอื่นที่เกี่ยวข้องของงานกิจการโคนมให้อ.ส.ค. ในฐานะที่อ.ส.ค.เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค โดยจะพิจารณาให้ทั้ง 2 สหกรณ์ เป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมให้อ.ส.ค. ในกรณีที่มีปริมาณน้ำนมดิบมากเกินกว่ากำลังการผลิตของ อ.ส.ค. หรือให้รับซื้อผลิตภัณฑ์นมจาก อ.ส.ค. โดย อ.ส.ค. จะเป็นผู้พิจารณากำหนดปริมาณการผลิต เกณฑ์ราคา เกณฑ์คุณภาพและเงื่อนไข ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตปกติของ อ.ส.ค. ซึ่งการร่วมมือระหว่างกันนี้ถือเป็นประโยชน์สูงสุดแก่สหกรณ์โคนมและสมาชิกเกษตรกรโคนม เพื่อเพิ่มโอกาส เพิ่มช่องทาง เพิ่มรายได้ขยายไปยังกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศ