‘รมว.นฤมล’หารือผู้บริหาร Google สนับสนุนงานครูด้วย AI และ Chromebook

‘รมว.นฤมล’หารือผู้บริหาร Google สนับสนุนงานครูด้วย AI และ Chromebook

‘รมว.นฤมล’หารือผู้บริหาร Google สนับสนุนงานครูด้วย AI และ Chromebook

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.15 น.

‘รมว.นฤมล’หารือผู้บริหาร Google สนับสนุนงานครูด้วย AI และ Chromebook หวังลดภาระงานครูส่งเสริมนวัตกรรมการเรียนรู้

23 กรกฎาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) อนุญาตให้ ผู้บริหาร Google for Education และทีมงาน นำโดยนายสก็อต หว่อง ผู้บริหารโครงการด้านการศึกษาของ Google ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนางสาวจารุณี สินชัยโรจน์กุล ผู้บริหารโครงการด้านการศึกษา Google for Education เข้าพบเพื่อเยี่ยมคารวะและแสดงความยินดีในวาระที่ท่านดำรงตำแหน่ง รมว.ศธ.รวมทั้งหารือเกี่ยวกับการประสานความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของครูและบุคลากรทางการศึกษา ณ ห้องวชิราวุธ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการขอขอบคุณ Google for Education ที่มีความตั้งใจและสละเวลามาหารือร่วมกันในวันนี้ จากที่ผ่านมาทราบว่า  Google for Education เคยมีความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการบางส่วนแล้ว ซึ่งอยากฝากให้ทำต่อไป อย่างไรก็ดี ในส่วนของความร่วมมือใหม่ ๆต้องฝากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน (สพฐ.)ได้หารือร่วมกับทีม Google ว่าจะสามารถกำหนดขอบข่ายการดำเนินงานร่วมกันในประเทศไทยได้อย่างไร ซึ่งแต่ละโรงเรียนและพื้นที่มีบริบทที่แตกต่างกัน อาทิ ด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และงบประมาณ

“Google มาพบเพื่อหารือเรื่องซอฟแวร์ที่กลูเกิลให้ใช้ฟรีอยู่แล้วในโรงเรียน แต่ Google อยากขยายผลแอพพลิเคชั่นที่จะมาช่วยกระทรวงศึกษาเพิ่มเติม จึงบอกว่าเรื่องรายละเอียดทางเทคนิคต้องไปคุยกับทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)เอง ส่วนในแง่นโยบาย ก็อยากจะเอาเครื่องมือที่มีมาช่วยลดงานครูลดภาระครู ตรงไหนที่ช่วยลดภาระครูได้ก็ขอให้เอามาช่วย จึงมอบโจทย์ให้เลขาธิการ กพฐ.คุยกับ Google เอง แต่เป้าหมายคือเอามาช่วยลดภาระงานครู เช่น งานที่ครูต้องกรอกแบบเยอะๆก็ให้เอามาช่วยตรงนี้ เพราะตรงกับเครื่องที่กลูเกิลมีอยู่ ส่วนเรื่องการนำ AI เข้ามาช่วยครูก็มีความเป็นไปได้“ รมว.ศธ.กล่าว

ด้านนางสาวจารุณีฯ ผู้แทน Google for Education กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ Google for Education ได้ร่วมมือกับคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการออกแบบการใช้ Generative AI เป็นตัวช่วยลดภาระงานและประหยัดเวลาการทำงานให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยประสงค์จัดอบรมให้ความรู้เพื่อแนะนำและฝึกใช้เครื่องมือของ Google โดยเฉพาะ Chromebook ในการจัดการสื่อการสอน ลดการใช้กระดาษ ให้คล่องขึ้น โดยผู้เข้าอบรมจะสามารถได้รับเกียรติบัตรผ่านการอบรม ซึ่งหากผ่านความเห็นชอบจาก รมว.ศธ. Google for Education จะนำเสนอโครงการ และหารือเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินโครงการต่อกระทรวงศึกษาธิการในลำดับต่อไป

ศธ.สั่งเขตพื้นที่ฯรับมือ’วิภา’ ย้ำโรงเรียนในเส้นทางพายุสั่งปิดได้ทันที

ศธ.สั่งเขตพื้นที่ฯรับมือ'วิภา' ย้ำโรงเรียนในเส้นทางพายุสั่งปิดได้ทันที

ศธ.สั่งเขตพื้นที่ฯรับมือ’วิภา’ ย้ำโรงเรียนในเส้นทางพายุสั่งปิดได้ทันที

วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 08.54 น.

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือน พายุโซนร้อนกำลังแรง “วิภา” คาดจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและหย่อมความกดอากาศต่ำตามลำดับ และจะเคลื่อนตัวตามแนวร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศลาวตอนบน และภาคเหนือตอนบนในระยะต่อไป และทำให้หลายพื้นที่ของไทยโดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก มีฝนตกหนักไปจนถึง 24 ก.ค.นี้ รัฐบาลขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม

ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคเหนือทั้งหมด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำชับว่าให้ทุกเขตพื้นที่การศึกษาจัดทำแผนเผชิญเหตุพร้อมแผนรับมือ โดยทุกโรงเรียนที่คาดว่าพายุจะเคลื่อนตัวผ่าน ต้องมีการเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน สิ่งของ ไปไว้ในพื้นที่ปลอดภัย และต้องมีแผนดูแลนักเรียน ครู บุคลากร ซึ่งจะต้องได้รับความปลอดภัยทุกคน หากโรงเรียนอยู่ในเส้นทางที่พายุเคลื่อนตัวผ่าน สามารถสั่งปิดโรงเรียนได้ทันที พร้อมกำชับให้ทุกโรงเรียนทำการตัดแต่งต้นไม้ที่มีลักษณะไม่ปลอดภัยเพื่อป้องกันการโค่นล้ม และกรณีของไฟฟ้า หากพบว่าน้ำท่วมสถานศึกษาต้องมีการประสานกับการไฟฟ้าภูมิภาคในพื้นที่ให้ตัดกระแสไฟฟ้าทันทีเพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุไฟฟ้าดูด ทั้งนี้ ภายหลังระดับน้ำลดลงอยู่ระดับที่ปลอดภัย ขอให้เขตพื้นที่ฯ เข้าไปตรวจสอบว่ามีอะไรที่เสียหายชำรุดบ้างเพื่อทำการปรับปรุงซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติ

“รัฐบาลขอย้ำเตือนเรื่องความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ขอให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ รับฟังการแจ้งเตือน และปฏิบัติตามคำแนะของหน่วยงานของรัฐ เพื่อลดผลกระทบและป้องกันความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น” นายอนุกูล ระบุ

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค-เวชภัณฑ์ทางการแพทย์

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค-เวชภัณฑ์ทางการแพทย์

‘ในหลวง-พระราชินี’พระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค-เวชภัณฑ์ทางการแพทย์

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.31 น.

‘ในหลวง-พระราชินี’ พระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่สถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยและทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต สุขอนามัยพื้นฐาน และโภชนาการที่ดีของเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ ทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาส ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่สถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 กรกฎาคม 2568

22 กรกฎาคม 2568 เมื่อเวลา 09.36 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ไปมอบแก่สถานสงเคราะห์ต่างๆ จำนวน 2 แห่ง ดังนี้

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้  พลอากาศเอก เชษฐา เหมือนแก้ว เชิญสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์พระราชทาน ไปมอบแก่ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ จำนวนรวม 122 คน ณ สถานคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ (บ้านเกร็ดตระการ) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี สถานคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ (บ้านเกร็ดตระการ) สังกัดกองต่อต้านการค้ามนุษย์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดตั้งขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2503  เพื่อเป็นสถานที่รองรับผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ให้การช่วยเหลือและคุ้มครองสวัสดิภาพหญิงและเด็กที่ตกเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์ อายุไม่เกิน 18 ปี หรืออายุเกิน 18 ปี ที่สมัครใจเข้ารับการคุ้มครอง โดยการให้ที่พักอาศัยที่ปลอดภัย พร้อมจัดหาอาหาร ให้การฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ รวมทั้งการศึกษาและอาชีวบำบัดให้ผู้ที่เข้ารับการคุ้มครองสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณค่า และมีสุขภาวะความเป็นอยู่ในสังคมที่ดีต่อไป

และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ พลเอก ธรรมนูญ วิถี เชิญสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์พระราชทาน ไปมอบแก่เด็ก รวมถึงเจ้าหน้าที่ จำนวนรวม 303 คน ณ สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท สังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จัดตั้งขึ้นเมื่อพุทธศักราช 2496 เดิมตั้งอยู่บนถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร แต่ด้วยจำนวนเด็กที่เพิ่มมากขึ้นและมีพื้นที่จำกัด จึงได้ย้ายสถานสงเคราะห์มาอยู่ที่ 78/24 หมู่ที่ 1 อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ให้การอุปการะเด็กกำพร้าชาย – หญิง อายุแรกเกิด – 6 ขวบ ที่ประสบปัญหาทางสังคม ให้การปกป้อง คุ้มครอง และดูแลเด็กให้ได้รับความรัก ความปลอดภัย รวมทั้งเพิ่มพูนสติปัญญา ฝึกการเรียนรู้ ให้มีพัฒนาการ ความสดใสร่าเริงตามวัยที่เหมาะสม

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นพระราชภารกิจสำคัญ ในการดูแลเพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์แข็งแรง และมีโภชนาการที่ดี อันจะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ ทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาส รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในสถานสงเคราะห์ต่างๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันคล้ายวันพระราชสมภพ วันคล้ายวันประสูติ และวันสำคัญต่างๆ มาโดยตลอด การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

สพฐ.สั่ง’สพท.-โรงเรียน’รับมือพายุ’วิภา’ ย้ำโรงเรียนในเส้นทางพายุสั่งปิดได้ทันที

สพฐ.สั่ง'สพท.-โรงเรียน'รับมือพายุ'วิภา' ย้ำโรงเรียนในเส้นทางพายุสั่งปิดได้ทันที

สพฐ.สั่ง’สพท.-โรงเรียน’รับมือพายุ’วิภา’ ย้ำโรงเรียนในเส้นทางพายุสั่งปิดได้ทันที

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.18 น.

‘บิ๊กสพฐ.‘สั่งสพท.-โรงเรียน รับมือพายุ ’วิภา‘ สพฐ.เตรียมประกาศรายการที่ครูไม่ต้องรายงาน 52 รายการ เพื่อลดภาระครู

วันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ครั้ง 27/2568  ว่า ตนได้เน้นย้ำเรื่องการติดตามสถานการณ์การเคลื่อนตัวของพายุโซนร้อนกำลังแรง “วิภา” ที่มีแนวโน้มจะเคลื่อนตัวเข้าที่บริเวณ จังหวัดน่าน เชียงราย อุตรดิตถ์ จึงได้กำชับให้ทุกเขตพื้นที่การศึกษาและทุกโรงเรียนที่คาดว่าพายุจะผ่าน ให้เฝ้าติดตามสถานการณ์ จัดทำแผนเผชิญเหตุ และเตรียมความพร้อมการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครู โรงเรียน ตามมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันอุทกภัยของ สพฐ. และให้เตรียมเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน สิ่งของ เครื่องคอมพิวเตอร์ สื่ออุปกรณ์การเรียน หนังสือห้องสมุด ให้เคลื่อนย้ายไปอยู่ในชั้นที่สูง โดยเฉพาะโรงเรียนที่อยู่ใกล้ทางน้ำให้รีบเคลื่อนย้าย และโรงเรียนที่มีพายุผ่านหรือเส้นทางน้ำผ่านให้สั่งปิดโรงเรียนได้ทันที รวมทั้งได้เน้นย้ำไปว่าให้ดูแลนักเรียนครูและบุคลากรให้ได้รับความปลอดภัยทุกคน 

นอกจากนี้ ให้มีการตรวจสอบบริเวณรอบๆโรงเรียนหากมีต้นไม้ขนาดใหญ่ให้รีบตัดแต่งต้นไม้ เพื่อไม่ให้ต้านลม เพราะเท่าที่ทราบพายุวิภาจะมาทั้งฝนทั้งรม  ส่วนโรงเรียนใดที่มีน้ำท่วมขังให้รีบประสานการไฟฟ้าเพื่อตัดหม้อแปลงไฟฟ้า หรือตัดกระแสไฟฟ้าทันที เพื่อป้องกันปัญหาไฟดูด และถ้ามีน้ำไหลเข้าไปในโรงเรียนให้ปิดโรงเรียนและไม่ให้ครูนักเรียนเข้าไปภายในโรงเรียน เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและครู และอาจจะต้องประสานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดให้เข้ามาดูแลช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบเหตุและสถานศึกษาในพื้นที่ และกำชับให้ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่งดูแลโรงเรียนในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมเตรียมเรื่องอาหารประทังชีวิตให้เด็กในพื้นที่น้ำท่วม มอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และจัดเตรียมที่พักพิงหากจำเป็นต้องมีการเคลื่อนย้ายเด็ก 

และให้มีแผนเผชิญเหตุ หากเกิดน้ำท่วมจะต้องตัดระบบไฟฟ้าทั้งหมด ไม่ให้นักเรียนและครูเข้าไปในโรงเรียนเลยเพราะอาจเกิดอันตราย และให้ทุก สพท.ในจังหวัดเดียวกัน จัดตั้ง “ศูนย์ช่วยเหลือนักเรียนฯ” และตั้งกลุ่มไลน์ “ศูนย์น้ำท่วมจังหวัด“

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า เมื่อน้ำลดแล้ว สพท. จะต้องสำรวจความเสียหายของอาคารสถานที่ อุปกรณ์การเรียน ที่ได้รับความเสียหาย เพื่อเสนอของบปรับปรุงซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานในการเรียนได้ปกติ และให้สำรวจบ้านนักเรียน ครู ที่เสียหาย เพื่อพิจารณาช่วยเหลือ รวมถึงประสานหน่วยงานในพื้นที่ หรือศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) เพื่อช่วยเหลือซ่อมแซมความเสียหา ย และรายงานเหตุให้สพฐ.ทราบทุกระยะ พร้อมทั้งติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือสถานการณ์ได้ทันท่วงที           

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องการลดภาระครู ตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ. นั้น ในวันนี้ ตนได้มอบหมายให้ นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. และทีมงานไปกำหนด เพื่อออกเป็นประกาศ สพฐ. เรื่องรายการที่ครูไม่ต้องรายงาน จาก 114 รายการ มีจำนวน 52 รายการ ที่ครูโรงเรียนเล็ก โรงเรียนกลาง และโรงเรียนขนาดใหญ่ไม่ต้องรายงานอีกแล้ว เพื่อเป็นการลดภาระครูได้อย่างเป็นรูปธรรมจับต้องได้ที่สพฐวิเคราะห์มาแล้ว  โดย สพฐ.จะออกประกาศเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติภายในสัปดาห์นี้  

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า ส่วนวัดชี้วัดและการประเมินการรับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment : ITA ) ซึ่งโรงเรียนต้องดำเนินการ ถึงแม้ที่ผ่านมาจะมีการปรับลดตัวชี้วัดที่กำหนดไว้จาก 28 ตัวชี้วัด ให้เหลือ 17 ตัวชี้วัดแล้ว แต่ก็ยังมีเสียงสะท้อนว่ายังเป็นภาระครูอีกมาก  วันนี้ ตนจึงสั่งการให้มีการประเมิน ITA เฉพาะโรงเรียนคุณภาพ และ โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาเท่านั้น ซึ่งมีอยู่ประมาณ 1,000 กว่าโรง จาก 3 หมื่นโรง  และในอนาคต สพฐ.จะประสานกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เพื่อขอลดตัวชี้วัดลงอีกเพื่อลดภาระครู เนื่องจากการประเมิน ITA ป.ป.ช.เป็นผู้กำหนด ไม่ใช่ สพฐ.กำหนดขึ้นมาเอง เพื่อวัดความโปร่งใส เรื่องการมีส่วนร่วมในการบริหารงบประมาณ การทำงานในโรงเรียน 

“การลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษาในส่วนของโครงการต่าง  ๆ ผมได้มอบให้ผู้อำนวยการสำนักงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาว่ามีโครงการใดบ้างที่จะปรับลดลงได้ เราจะทยอยลดลงไปเรื่อยๆ ซึ่งเบื้องต้นสามารถปรับลดลงได้แล้ว คือ โครงการในภาพรวมของ สพฐ. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เป็นโครงการตามแผนปฏิบัติการฯ จำนวน 114 โครงการ สามารถลดภาระตามแนวทาง 6ล ได้  80 โครงการ และยกเลิกการรายงานได้ 52 โครงการ โดยครูไม่ต้องรายงานให้เขตพื้นที่ฯและไม่ต้องรายงาน สพฐ.อีกแล้ว เพื่อลดภาระครูและให้ครูทุ่มเทเวลาให้กับนักเรียนได้มากขึ้น เป็นการคืนครูสู่ห้องเรียน” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

เปิดหลักฐานความเหลื่อมล้ำจากสารคดีชีวิต ‘คนจนเมือง’ ชวนสังคมทลายกรอบ ‘ความจน’ สู่การแก้ไขเชิงโครงสร้าง

เปิดหลักฐานความเหลื่อมล้ำจากสารคดีชีวิต 'คนจนเมือง' ชวนสังคมทลายกรอบ 'ความจน' สู่การแก้ไขเชิงโครงสร้าง

เปิดหลักฐานความเหลื่อมล้ำจากสารคดีชีวิต ‘คนจนเมือง’ ชวนสังคมทลายกรอบ ‘ความจน’ สู่การแก้ไขเชิงโครงสร้าง

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.44 น.

ถอดรหัสครึ่งทศวรรษ “คนจนเมือง” งานเท่าหรือเทียมฯ แรงกระเพื่อมที่สร้างการมีส่วนร่วม ชวนตั้งคำถาม นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ทลายกรอบความจน ขยายผลสู่การร่วมขับเคลื่อนผลักดันนโยบายแก้ไขเชิงโครงสร้าง

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดยศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ หรือ The Active ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มูลนิธิเพื่อคนไทย และภาคีเครือข่าย จัดงาน “เท่าหรือเทียม: เส้นทางความเหลื่อมล้ำ คนจนเมือง” ระหว่างวันที่ 15 – 27 ก.ค. 2568 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เพื่อสะท้อนเรื่องราวความจน ในโอกาสครึ่งทศวรรษ สารคดี คนจนเมือง สู่ข้อเสนอการแก้จนอย่างยั่งยืน โดยมีตัวแทนจากภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม องค์กรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหาความจน และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

ณาตยา แวววีรคุปต์ ผู้อำนวยการ ศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ (The Active) ไทยพีบีเอส กล่าวในหัวข้อครึ่งทศวรรษ “คนจนเมือง” สารคดีชีวิต หลักฐานความเหลื่อมล้ำตอนหนึ่งว่า สารคดี “คนจนเมือง” ที่ผลิตและเผยแพร่ต่อเนื่องยาวนานตลอด 5 ปี 5 ซีซัน 27 ตอน ถือเป็น “หลักฐานของความเหลื่อมล้ำ” ที่ซุกซ่อนอยู่ในทุกมิติของเมือง สารคดีชุดนี้มีจุดเริ่มที่ไม่ได้เพียงแค่เล่าเรื่องเพื่อให้ “รู้” เท่านั้น แต่ต้องการให้ “รู้สึก” และ “เข้าใจ” ว่าความจนไม่ได้เป็นปัญหาในระดับปัจเจกเท่านั้น แต่มีปัญหาเชิงโครงสร้างที่กดทับอยู่ นำไปสู่การตั้งคำถาม เพื่อการเปลี่ยนแปลง โดยยึดหลัก Human Interest > Public Interest > Solution & Public Policy ตั้งแต่เล่าเรื่องชีวิตให้เข้าถึงใจผู้ชม ไปจนถึงการเชื่อมโยงไปสู่นโยบายสาธารณะ

ผอ.ศูนย์สื่อสารวาระทางสังคม สะท้อนอีกว่า “คนจนไม่ใช่เพราะขี้เกียจ” เป็นประโยคสำคัญที่สะท้อนผ่านเรื่องราวของ “ตาไหม” ที่ติดกับดักความจน และการพัฒนาที่มักจะ “มาจากข้างบน” ที่ทั้งล่าช้าและไม่ทั่วถึง จนนำไปสู่ “เมืองขนมชั้น” ที่เหลื่อมล้ำด้านสิทธิและโอกาส

เสียงตอบรับของสังคมต่อสารคดีชุดนี้สะท้อนผ่านยอดเข้าชมกว่า 11.64 ล้านวิว และความคิดเห็นจากผู้ชมกว่า 11,000 ข้อความ ซึ่งส่วนใหญ่ 56.65 %แสดงความชื่นชม ให้กำลังใจ 8.64 % ติติง มีความเห็นเชิงลบ ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ และกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น การมาใช้ทรัพยากร สวัสดิการของประเทศไทย หรือเห็นว่า คนจนไม่ควรมีลูก และ 5.42.%  เรียกร้องให้รัฐเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ เช่น การจัดสรรที่อยู่อาศัย การดูแลผู้สูงอายุ การปรับค่าแรงขั้นต่ำ การจัดรัฐสวัสดิการ และเก็บภาษีคนรวย นอกจากนี้ ยังเกิดผลลัพธ์ในเชิงรูปธรรม เช่น ภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมร่วมกันพัฒนาระบบ case manager สนับสนุนทุนและทรัพยากรเพื่อเสริมกลไกรัฐ รวมถึงการหารือร่วมระหว่างหน่วยงานรัฐเพื่อผลักดันเข้าสู่ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2566-2570)

ด้าน ทองคูณ โพสลิต หรือตาไหม เจ้าของเรื่องราวในสารคดีคนจนเมือง ซีซัน 1 ตอน ซอกหลืบเยาวราช ที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งสะท้อนบนเวที “Poverty Talk” : ถอดรหัสความจน ว่า คนจนไม่ได้ขี้เกียจ แต่คนจนไม่มีงานจะทำ ถ้ามีงานทำ เขาจะไม่จน อยากฝากถึงผู้มีอำนาจ หางานให้คนจนทำ ให้เงินมันสั้น หางานจะได้กินยาว ๆ  มีเงินเช่าบ้านอยู่ได้ คนจนเมือง จึงจะไม่จนมุมขอแค่มีงานทำ และขอให้เพื่อนคนจนอย่าหมดศรัทธาในศักดิ์ศรีของตัวเอง

ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ หัวหน้าโครงการวิจัยเรื่อง “คนจนเมืองที่เปลี่ยนไปในสังคมเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง” กล่าวว่า สารคดีชุดนี้คือความพยายามสำคัญในการกระตุกสังคมไทยให้เห็นถึงกรอบความคิดและโครงสร้างอำนาจที่กดทับคนจนเมือง ไม่ว่าจะเป็นการจัดลำดับชนชั้น การผลักปัญหาให้เป็นเรื่องของปัจเจก หรือการมองความจนผ่านแว่นแห่งความสงสาร

“แม้สังคมไทยจะเต็มใจช่วยเหลือกัน แต่กลับติดอยู่ในกรอบวัฒนธรรม ศาสนา และระบบเศรษฐกิจที่ฝังรากลึก ทำให้ไม่สามารถขยับสู่ความเข้าใจเชิงโครงสร้างได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะต่อชีวิตคนจนเมืองที่เผชิญทั้งความเปราะบางทางเศรษฐกิจ และโอกาสในชีวิต”

ศ.ดร.อรรถจักร์ กล่าวย้ำว่า สารคดี “คนจนเมือง” ไม่ได้มีเป้าหมายแค่เล่าเรื่องเพื่อให้เห็นใจ แต่ต้องการเปิดพื้นที่ให้เกิด “Social Empathy” หรือความเข้าใจต่อโครงสร้างที่ไม่เท่าเทียม ดังนั้น การสื่อสารในอนาคตควรมุ่งเผยให้เห็นจักรวาลของความจน กลไกตลาด และความซับซ้อนของระบบ มากกว่าจะเล่าชีวิตเฉพาะรายบุคคล

ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ไทยพีบีเอส กล่าวว่า ปัญหาความจนเมืองคือ จักรวาลซับซ้อน ที่ต้องเปิดเผย ไม่ใช่เพียงความขาดแคลนแต่เป็นผลของโครงสร้างกดทับหลากหลายมิติ ซึ่งประกอบด้วย 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.ความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัย 2.งานและรายได้ที่ไม่มั่นคง 3.การเข้าไม่ถึงบริการพื้นฐาน 4.ความไร้ตัวตนทางกฎหมาย 5. ความเสี่ยงจากภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

“การนำเสนอของสื่อควรคิดให้พ้นจากกรอบ “เวทนานิยม” และเล่าความจนให้เห็นในฐานะปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยไม่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนจนเมือง ดังนั้น ต้องกล้าเล่า ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในการใช้ชีวิตในเมือง ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบแผนของชนชั้นกลาง แต่มีสิทธิ์เลือกชีวิตของตนเอง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดของสังคม สื่อจึงมีบทบาทสำคัญในการเปิดพื้นที่ใหม่ ๆ ที่นำไปสู่ความเข้าใจและการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง” ดร.นพ.โกมาตร ทิ้งท้าย

สำหรับงาน “เท่าหรือเทียม: เส้นทางความเหลื่อมล้ำ คนจนเมือง” ซึ่งเปิดพื้นที่ความร่วมมือของพลเมืองและภาคีเครือข่ายในการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในระดับโครงสร้างและนโยบาย โดยกิจกรรมตลอดเกือบ 2 สัปดาห์ ประกอบด้วย 6 กิจกรรม ได้แก่ 1. Exhibition “เส้นทางความเหลื่อมล้ำ” นิทรรศการแบบมีส่วนร่วมผ่านห้องจำลองชีวิต “เกิด – เรียน – งาน – เจ็บ – แก่ – ตาย”  2. Photo Gallery “หน้าตาความจน” ภาพถ่ายบุคคลต้นเรื่อง และบริบทสะท้อนความจนและความเหลื่อมล้ำ ในซีรีส์สารคดี “คนจนเมือง” ของ The Active เพื่อให้ผู้ชมเกิดความ “รู้สึก” ว่า คนเหล่านี้ก็คือเพื่อนที่อยู่ร่วมสังคมเดียวกันกับเรา 3. Data Wall “นโยบายแก้จน” เส้นทางนโยบายเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา 4. Mini Forum ชมนิทรรศการและเปิดพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยน การทำงาน ข้อเสนอการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนร่วมกับองค์กรภาคี 5. ตลาดแก้จน รวมหลากหลายบูธจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน และ 6. Policy Forum คนจนเมือง เส้นทางหลุดพ้นความเหลื่อมล้ำ พื้นที่ที่จะมาร่วมกันหา “ทางออก และ ไปต่อ” อย่างเป็นรูปธรรม

สามารถรับชมเนื้อหาจักรวาลความเหลื่อมล้ำ โดย The Active ได้ที่ https://theactive.thaipbs.or.th/topic/inequality

ทั้งนี้ สามารถชมสารคดี “คนจนเมือง” ทั้ง 5 ซีซัน ได้ทาง https://www.thaipbs.or.th/program/UrbanPoorDoc/  หรือทางแอปพลิเคชัน VIPA ที่ https://watch.vipa.me/cFD0ZrWzRUb

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : http://www.thaipbs.or.th    

▪ Application : Thai PBS

▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

​GLO มอบรางวัลประกวดหนังสั้น ปลุกพลังนักศึกษาส่งต่อความสุข สร้างสังคมแห่งการให้

​GLO มอบรางวัลประกวดหนังสั้น ปลุกพลังนักศึกษาส่งต่อความสุข สร้างสังคมแห่งการให้

​GLO มอบรางวัลประกวดหนังสั้น ปลุกพลังนักศึกษาส่งต่อความสุข สร้างสังคมแห่งการให้

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (GLO) นำโดย พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ร่วมกับ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) นำโดย นายสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสื่อโฆษณา บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) จัดพิธีประกาศผลและมอบรางวัล GLO SHORT FILM CONTEST 2025 ภายใต้แนวคิด “Happiness of Give–เป็นผู้ให้ ส่งต่อความสุข สร้างสังคมแห่งการให้” ณ โรงภาพยนตร์ SAMSUNG LED CINEMA @ SIAM PARAGON ชั้น 6 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการ GLO เปิดเผยว่า สำนักงานฯ ได้ให้การสนับสนุน โครงการประกวดภาพยนตร์สั้น GLO SHORT FILM CONTEST อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยมุ่งหวัง ในการสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงพลังความคิดสร้างสรรค์ผ่านภาพยนตร์สั้น เพื่อถ่ายทอดมุมมองต่อสังคมแห่งการให้ พร้อมส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ใช้สื่อภาพยนตร์เป็นเครื่องมือสื่อสารที่สร้างแรงบันดาลใจและปลุกพลังบวกในสังคม

สำหรับโครงการประกวดภาพยนตร์สั้น GLO SHORT FILM CONTEST ได้รับความสนใจจากนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศ สนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดกันเป็นจำนวนมาก โดยปีนี้มีจำนวนผลงานกว่า 140 ผลงาน เป็นจำนวนที่สูงที่สุดจากปีที่ผ่านๆมา ซึ่งแต่ละผลงานสะท้อนแนวคิดแห่งการให้ และการส่งต่อความสุขในรูปแบบที่หลากหลาย น่าสนใจ เป็นการส่งต่อคุณค่าแห่งการเกื้อกูลภายใต้บริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

สำหรับผลงานภาพยนตร์สั้นที่เข้าร่วมโครงการ จะผ่านการคัดเลือกโดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในวงการภาพยนตร์ไทยและวงการโฆษณามาร่วมตัดสินผลงานอย่างเข้มข้น ได้แก่ เบนซ์-ธนชาติ ศิริภัทราชัย Director, Co-Founder – Salmon House, คุ้ย-ทวีวัฒน์ วันทา Producer & Film Director, ยอร์ช-ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์ Producer & Film Director เพี่อเฟ้นหาทีมที่ได้รับรางวัลทั้งหมด 10 ทีม เพื่อรับรางวัลชนะเลิศ, รองชนะเลิศอันดับ 1, รองชนะเลิศอันดับ 2 และรางวัลชมเชยให้กับอีก 7 ทีม รวมมูลค่ากว่า 800,000 บาท

สำหรับผลการประกวด มีดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม “คาปิบาร่า” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “แค่ให้ด้วยใจ” จาก “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์” รับทุนการศึกษามูลค่า 100,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม “Thungsong Hometown” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “Give To Getters : ยิ่งให้ยิ่งได้” จาก “มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช, มหาวิทยาลัยศรีปทุม” รับทุนการศึกษามูลค่า 80,000 บาท, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ทีม “LoOne Film” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “เกื้อๆตักเเกงให้หน่อย” จาก “มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์” รับทุนการศึกษามูลค่า 50,000 บาท

ในส่วนของรางวัลชมเชย ได้แก่ รางวัลชมเชย 7 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท ได้แก่ทีม “Stella (สเตลล่า)” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “ให้ เรียนรู้” จาก “มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์”, ทีม “คิดเองหัวตื้อ” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “worthless yet worthy-ไร้ค่าแต่ทรงคุณค่า” จาก “มหาวิทยาลัยศรีปทุม”, ทีม “Breakdown” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “Generation Give รนุ่ นี้….มีแต่ให้” จาก “มหาวิทยาลัยศิลปากร” , ทีม “เบ้อเร่อ” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “คุณนายคะมีนานุชอยากบอก” จาก “มหาวิทยาลัยแม่โจ้”, ทีม “Summer Orangutan” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “Heart Again” จาก “มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี”, ทีม “FLOP FILMS” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “ของขวัญส่งต่อ the give must go on” จาก “มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม”, ทีม “Mix Media” ผลงานภาพยนตร์เรื่อง “ยิ้ม ( smile )” จาก “มหาวิทยาลัยขอนแก่น”

กิจกรรม GLO SHORT FILM CONTEST เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้แสดงความสามารถในการผลิตภาพยนตร์สั้น พร้อมส่งต่อแนวคิดดีๆสู่สังคม ผ่านพลังของการเล่าเรื่องในแบบของคนรุ่นใหม่ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมและชมผลงานที่ได้รับรางวัลได้ที่ Website : http://www.glo.or.th , Facebook : สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล , gloshortfilmcontest2025 หรือ Major Cineplex

ยกทัพ ‘Success Design Forum 2025’ ปูทางความสำเร็จเยาวชนสู่อนาคตที่ใช่!

ยกทัพ 'Success Design Forum 2025' ปูทางความสำเร็จเยาวชนสู่อนาคตที่ใช่!

ยกทัพ ‘Success Design Forum 2025’ ปูทางความสำเร็จเยาวชนสู่อนาคตที่ใช่!

วันอังคาร ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

OnDemand ผู้นำด้านแนะแนวการศึกษาในเครือ LEARN Corporation จัดงาน Success Design Forum ครั้งที่ 13 ภายใต้แนวคิด “365 วัน ไม่ทิ้งกันแน่นอน ตอกย้ำวิสัยทัศน์การพัฒนาการศึกษาไทยที่มุ่งเน้นการสร้างศักยภาพและเตรียมพร้อมเยาวชนสู่อนาคต ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ความสำเร็จด้านวิชาการ แต่รวมถึงการพัฒนาทักษะชีวิตและการค้นพบเป้าหมายที่ชัดเจนของแต่ละบุคคล

Success Design Forum เป็นกิจกรรมแนะแนวการศึกษาระดับประเทศที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 13 ปี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีนักเรียนและผู้ปกครองทั่วประเทศเข้าร่วมแล้วกว่า 100,000 คน สำหรับปีนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 20,000 คน และจัดไปกว่า 12 จังหวัดทั่วประเทศ นอกจากยังมีกิจกรรม Mini Success Design Forum งานแนะแนวพิเศษเพิ่มเติมที่กระจายตัวจัดในจังหวัดรองกว่า 8 จังหวัด เพื่อขยายโอกาสเข้าถึงการแนะแนวคุณภาพสูงให้กับเยาวชนในพื้นที่ต่างจังหวัด ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสร้างโอกาสในการเรียนรู้ที่เสมอภาคอย่างแท้จริง

นายสุธี อัสววิมล ผู้ร่วมก่อตั้ง OnDemand และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์นวัตกรรม บมจ.เลิร์น คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า เรามองเห็นว่าอนาคตของเด็กไม่ได้ถูกกำหนดด้วยคะแนนสอบเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการค้นพบตัวตน การกำหนดเป้าหมายชีวิต และการมีความมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง งาน Success Design Forum จึงเป็นมากกว่าเวทีแนะแนวการสอบ แต่คือพื้นที่ในการพัฒนาเยาวชนให้สามารถออกแบบชีวิตของตัวเองได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน เราพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเด็กทุกคนตลอด 365 วันเพื่อสนับสนุนให้เขาบรรลุเป้าหมายชีวิตที่ตั้งไว้

จะเดินหน้าพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย โดยเน้นการพัฒนาทักษะชีวิต (Life Skills) การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) และการปลูกฝังแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อสร้างเยาวชนที่มีความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายในอนาคต และเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยอย่างยั่งยืน” นายสุธี กล่าว

‘fight for นายช’ซิวแชมป์ Cyber Warrior Hackathon 2025 ตร.ไซเบอร์ผนึก’มจธ.’ปั้นยอดนักรบไซเบอร์

'fight for นายช'ซิวแชมป์ Cyber Warrior Hackathon 2025 ตร.ไซเบอร์ผนึก'มจธ.'ปั้นยอดนักรบไซเบอร์

‘fight for นายช’ซิวแชมป์ Cyber Warrior Hackathon 2025 ตร.ไซเบอร์ผนึก’มจธ.’ปั้นยอดนักรบไซเบอร์

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 23.15 น.

ปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ ศึก Cyber Warrior Hackathon 2025 ทีม “fight for นายช” คว้าชัยพร้อมเงินแสนไปครอง ก่อนไซเบอร์อรรถปิดงานอย่างเป็นทางการ

21 ก.ค.68 เวลา 18.00 น. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. ได้เป็นประธานในพิธีปิด Cyber Warrior Hackathon 2025 โดยมีแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน อาทิ, รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู รวมทั้งตัวแทนจากบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS), บริษัท เมาท์เทน จอย เทคโนโลยี จำกัด, บริษัท เซเคียวริตี้ พิทช์ จำกัด, บริษัท ล็อกซเลย์ จำกัด (มหาชน), บริษัท บีทามส์ โซลูชั่น จำกัด, บริษัท ซีพีแรม จำกัด, บริษัท แลคตาซอย จำกัด, บริษัท โบว์เบเกอรี่เฮ้าส์ จำกัด, Tether, บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด, ร้านฟาร์มรัก,สยามพิวรรธน์ อคาเดมี เป็นต้น

โดยกิจกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของ ตำรวจไซเบอร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, พร้อมด้วยกลุ่มงานส่งเสริมและจัดการการเรียนรู้ตลอดชีวิต ศูนย์การศึกษาต่อเนื่อง สำนักวิจัยและบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สวท.) และภาคเอกชนต่างๆ ซึ่งได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 มิ.ย. – 21 ก.ค.68 เพื่อลุ้นสิทธิ์เข้าร่วมฝึกประสบการณ์ทำงานจริงกับตำรวจไซเบอร์ รวมถึงประกาศนียบัตร Cyber Warrior พร้อมโอกาสต่อยอดผลงานสู่งานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน และชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 260,000 บาท โดยล่าสุด ได้มีน้องๆ ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ จำนวน 10 ทีมสุดท้าย และได้เข้าร่วมกันแข่งขันรอบชิงชนะเลิศกัน ณ SCBX NEXT TECH สยามพารากอน ในวันนี้

ตลอดระยะเวลากว่า 45 วัน โครงการได้จัดกิจกรรมอบรมและเวิร์กชอปเชิงลึกให้แก่เยาวชนที่สนใจด้านเทคโนโลยี ความมั่นคงไซเบอร์ และปัญญาประดิษฐ์ โดยแบ่งเป็นกิจกรรมหลัก 4 ครั้ง ได้แก่ การปฐมนิเทศและ Workshop ครั้งที่ 1 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี, Workshop ครั้งที่ 2 แบบออนไลน์, การแข่งขัน Hackathon รอบรองชนะเลิศ 2 วันเต็ม ณ มจธ. บางมด และปิดท้ายด้วยรอบชิงชนะเลิศในวันนี้

ภายในพิธีได้รับเกียรติจาก พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. และ รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวต้อนรับและเปิดการแข่งขันรอบสุดท้ายอย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัว 10 ทีมสุดท้าย ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยพลังและความภาคภูมิใจ ก่อนเข้าสู่ช่วงการแข่งขัน Pitching โดยแต่ละทีมมีเวลา 12 นาทีในการนำเสนอไอเดียและตอบคำถามจากคณะกรรมการ

ผลการแข่งขันปรากฏว่า

ทีมชนะเลิศได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมโล่เกียรติยศและเกียรติบัตรได้แก่ ทีม “fight for นายช”

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท ได้แก่ ทีม “Brute Force”

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท ได้แก่ ทีม “SoftShells”

นอกจากนี้ยังมีรางวัล Popular Vote ซึ่งได้แก่ทีม “ไซเบอร์ลั่น”

ส่วนทีมที่เหลือ อีก 7 ทีม ได้รับรางวัลชมเชย ทีมละ 10,000 บาท และรางวัลชมเชยอันดับ 2 อีก 20 ทีม ทีมละ 2,000 บาท

ส่วนในช่วงบ่ายยังมีการเสวนาในหัวข้อ “โอกาสของโปรแกรมเมอร์ไทยกับสายงานด้าน Cybersecurity” โดยมีผู้บริหารจากองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยพัฒนาตนเองสู่สายงานด้านความมั่นคงไซเบอร์ในระดับสากล โดยตลอดโครงการยังได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันเข้าร่วมเครือข่าย Cyber Eyes ของ บช.สอท. เพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

โครงการ Cyber Warrior Hackathon 2025 ปิดฉากลงอย่างสมบูรณ์ ด้วยความร่วมมือจากหน่วยงานภาคการศึกษา ภาครัฐ และเอกชน รวมกว่า 13 องค์กร พร้อมคำมั่นที่จะสานต่อกิจกรรมและขยายผลสู่กลุ่มเยาวชนทั่วประเทศในอนาคต โดยได้รับเกียรติจาก พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. ขึ้นกล่าว
ปิดงานอย่างเป็นทางการ

เปิด 10 คำอธิบาย‘มติมหาเถรสมาคม’ แก้กฎ 2 ฉบับ งัดยาแรงเชือด‘พระเสพเมถุน’

เปิด 10 คำอธิบาย‘มติมหาเถรสมาคม’ แก้กฎ 2 ฉบับ งัดยาแรงเชือด‘พระเสพเมถุน’

เปิด 10 คำอธิบาย‘มติมหาเถรสมาคม’ แก้กฎ 2 ฉบับ งัดยาแรงเชือด‘พระเสพเมถุน’

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 22.09 น.

เปิด 10 คำอธิบาย‘มติมหาเถรสมาคม’ แก้กฎ 2 ฉบับ งัดยาแรงเชือด‘พระเสพเมถุน’

21 กรกฎาคม 2568 นายธงทอง จันทรางศุ ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษามหาเถรสมาคม (มส.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

จากปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากความประพฤตินอกพระวินัยของพระภิกษุจำนวนหนึ่งตามที่เป็นข่าวในขณะนี้

ในวันนี้ที่ประชุมมหาเถรสมาคม ณ ตำหนักเพ็ชร วัดบวรนิเวศวิหาร ได้มีมติเห็นชอบในร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการลงนิคหกรรม (คือการวินิจฉัยตัดสินโทษพระภิกษุที่กระทำผิด) ฉบับหนึ่ง และว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ อีกฉบับหนึ่ง ซึ่งกฎมหาเถรสมาคมทั้งสองฉบับมีเนื้อหาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน

1. กฎทั้งสองฉบับบัญญัติขึ้นนานปีมากแล้ว คือตั้งแต่ปี 2521 และ 2538 (หมายความว่า 47 ปีและ 30 ปีตามลำดับ) การกล่าวหาอธิกรณ์คือข้อกล่าวหาว่าพระภิกษุกระทำผิดพระวินัย อาศัยพยานหลักฐานในยุคนั้น คือพยานบุคคลและพยานเอกสารเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความผิดฐานเสพเมถุนธรรม ที่ทำให้ขาดจากความเป็นพระภิกษุด้วยเหตุที่เรียกว่าปาราชิกนั้น ยากต่อการหาพยานหลักฐานที่แน่ชัด ซ้ำยังกำหนดกระบวนการพิจารณาให้มีการพิจารณาชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกาด้วย ทำให้กว่าที่จะปรากฏผลสุดท้ายว่าเป็นเช่นไรต้องใช้เวลานานแรมปี

2. แต่เนื่องจากปัจจุบันนี้ พยานหลักฐานที่เป็นไปตามยุคสมัยเช่น คลิปวิดีโอ การตรวจสอบข้อมูลจากการสนทนาทางโทรศัพท์ ฯลฯ เป็นข้อมูลที่ไม่ยากเกินกว่าที่จะเข้าถึงได้ หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นพยานหลักฐานเหล่านั้นมิได้สร้างขึ้นเพื่อกลั่นแกล้งรังแกผู้หนึ่งผู้ใด พยานหลักฐานเหล่านั้นย่อมมีความชัดเจนเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อชี้ขาดอธิกรณ์ได้โดยไม่ชักช้า เป็นเวลาสมควรอย่างยิ่งที่จะมีการแก้ไขกฎมหาเถรสมาคมในเรื่องนี้

3. เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ทรงใส่พระทัยในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาได้ทรงแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อยกร่างกฎมหาเถรสมาคม ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมให้เหมาะสมแก่กรณีขึ้นคณะหนึ่ง และในวันนี้เองได้ทรงมีพระวินิจฉัยเห็นชอบ ในร่างกฎมหาเถรสมาคมฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่คณะทำงานนำขึ้นถวาย และมีพระบัญชาให้นำเสนอมหาเถรสมาคมพิจารณา

4. การแก้ไขกฎมหาเถรสมาคมทั้งสองฉบับในวันนี้ ยังคงรักษาหลักการตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ซึ่งสอดคล้องกับพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา ที่กำหนดให้การวินิจฉัยอธิกรณ์และการลงนิคหกรรมเป็นเรื่องของคณะสงฆ์ดำเนินการ ไม่ใช่ภาระธุระที่ฆราวาสหรือข้าราชการจะไปเป็นผู้ชี้ขาด หากแต่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องเอื้อเฟื้อสนับสนุนในเรื่องพยานหลักฐานและการทำงานของคณะสงฆ์

5. ข้อใหญ่ใจความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในวันนี้คือ หากปรากฏหลักฐานที่เชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานที่ได้มาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ดี สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้รับมาจากแหล่งอื่นใดก็ดี ว่ามีภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง กระทำความผิดถึงปาราชิก หรือแม้ไม่ถึงปาราชิก เช่น ความผิดในระดับสังฆาทิเสส แต่เกิดผลความเสียหายร้ายแรงแก่คณะสงฆ์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติต้องนำเสนอเรื่องนั้นพร้อมพยานหลักฐานเพื่อให้ผู้มีอำนาจพิจารณาชี้ขาด

6. ในกรณีพระภิกษุทั่วไปกระทำผิด เป็นหน้าที่และอำนาจของเจ้าคณะภาคเป็นผู้ตัดสิน ถ้าเป็นกรณีพระสังฆาธิการ คือเป็นพระภิกษุผู้มีตำแหน่งในทางปกครอง เป็นหน้าที่และอำนาจของเจ้าคณะใหญ่เป็นผู้ตัดสิน ถ้าเป็นเรื่องสำคัญคือผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดเป็นเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค เจ้าคณะใหญ่ หรือเป็นพระราชาคณะ เป็นหน้าที่และอำนาจของเถรสมาคมเป็นผู้พิจารณา

7. การพิจารณาอธิกรณ์เรื่องปาราชิก หรือมีความร้ายแรง ตามที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนดังที่ว่ามาข้างต้น ผู้มีหน้าที่และอำนาจต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่เกิน 10 วัน

8. เมื่อมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้กระทำผิด ต้องสละสมณเพศแล้ว แต่ผู้นั้นยังดื้อดึงไม่ปฏิบัติตาม ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประสานขอกำลังและอารักขาจากฝ่ายบ้านเมืองเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งนั้น

9. ร่างกฎมหาเถรสมาคมสองฉบับที่ได้รับความเห็นชอบแล้วในวันนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะได้นำขึ้นถวายเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเพื่อทรงลงพระนาม และนำไปประกาศในหนังสือแถลงการณ์คณะสงฆ์ เพื่อให้มีผลใช้บังคับ ภายในเร็ววัน

10. การแก้ไขเพิ่มเติมกฎมหาเถรสมาคมทั้งสองฉบับนี้ จะเป็นผลให้การพิจารณาอธิกรณ์ร้ายแรงปรากฏผลในเร็ววัน และเชื่อได้ว่าจะทำให้พุทธศาสนิกชนมีความสบายใจที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในแนวทางเช่นนี้

‘แม่ทัพภาคที่2’มอบวิชาชีวิต-ทุนการศึกษา นักเรียนพยาบาลนครราชสีมา

'แม่ทัพภาคที่2'มอบวิชาชีวิต-ทุนการศึกษา นักเรียนพยาบาลนครราชสีมา

‘แม่ทัพภาคที่2’มอบวิชาชีวิต-ทุนการศึกษา นักเรียนพยาบาลนครราชสีมา

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.39 น.

แม่ทัพภาคที่ 2 บรรยายพิเศษและพบปะน้องนักเรียนวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนครราชสีมา

21 ก.ค.68 พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 บรรยายพิเศษและพบปะน้องๆ นักเรียนวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเสริมสร้างความรักความสามัคคีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน รวมทั้งมอบทุนไว้เพื่อเป็นทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจน จำนวน 20,000 บาท โดยมี นักเรียนวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนครราชสีมา ชั้นปีที่ 1 – 3 จำนวน กว่า 400 คน เข้ารับฟังการบรรยายพิเศษ

แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้ถ่ายทอดประสบการณ์ในการรับราชการทหาร และเตือนสติ การครองตน ครองคน ครองงาน ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี การใช้ชีวิตอย่างมีสติ ระลึกรู้เท่าทันในสิ่งที่ทำ มีความรอบครอบ ไม่ประมาทเลินเล่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว การงาน หรือการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

และการสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น หรือเพื่อส่วนรวม โดยไม่หวังผลตอบแทน การเสียสละสามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การช่วยเหลือ เล็กๆ น้อยๆ จนไปถึงการเสียสละครั้งใหญ่

ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ยังเปิดโอกาสให้น้องๆ ซักถามและได้พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทั้งร่วมให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย- กัมพูชา และบันทึกภาพ อีกด้วย