‘หมอวี’ โต้ สปสช. หลังพบข้อมูล รพ.รักษาคนไข้ แต่เบิกไม่ได้ เหตุเขียนรายงานไม่ละเอียดพอ

‘หมอวี’ โต้ สปสช. หลังพบข้อมูล รพ.รักษาคนไข้ แต่เบิกไม่ได้ เหตุเขียนรายงานไม่ละเอียดพอ

‘หมอวี’ โต้ สปสช. หลังพบข้อมูล รพ.รักษาคนไข้ แต่เบิกไม่ได้ เหตุเขียนรายงานไม่ละเอียดพอ

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.19 น.

วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 จากกรณี  ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ในฐานะโฆษก สปสช. ชี้แจงประเด็นหลังชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป และเครือข่ายยูฮอสเน็ต รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา ออกมาคัดค้านแนวทางที่จะปรับเปลี่ยนในเรื่อง การสุ่มตรวจเวชระเบียน ซึ่งไม่สะท้อนข้อมูลจริง และอาจทำให้ถูกตัดงบประมาณ เพราะวิธีดังกล่าวจะเน้นเวชระเบียน แต่ไม่ได้พิจารณาว่า แพทย์มีการรักษาจริงหรือไม่นั้น 

ล่าสุด นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา และรองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา โพสต์เฟซบุ๊กอีกครั้งถึงเรื่องนี้ โดยระบุว่า  เรื่องจริง? สปสช. ปรับลด AdjRW ย้อนหลัง จริงหรือไม่?

เมื่อวานเพิ่งจะดีใจ ที่ได้ฟังท่าน อาจารย์อรรถพร รองเลขาธิการ สปสช. ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า “ไม่มีนโยบายปรับลด RW หรือเรียกเงินคืนจาก รพ. ย้อนหลัง” ยังไม่ทันข้ามวัน… วันนี้มี โรงพยาบาลหนึ่งในจังหวัดนครนายก (ตอนเช้าข้อมูลผมเขียนผิดว่าสระบุรี ต้องขออภัยครับ) ติดต่อมาให้ข้อมูลที่น่าหนักใจ

เคสนี้เป็นแบบนี้ครับ

คนไข้ผู้ชายมาด้วยอาการปัสสาวะลำบากจาก ต่อมลูกหมากโต (BPH) แพทย์วินิจฉัยและวางแผนผ่าตัด ทำการผ่าตัด TUR-P (Transurethral Resection of Prostate) หลังผ่าตัดคนไข้หายดี ปัสสาวะได้คล่อง ไม่มีภาวะแทรกซ้อน กลับบ้านโดยปลอดภัย โรงพยาบาลเคลมกับ สปสช. โดยใช้ DRG กลุ่มที่มีการผ่าตัด (AdjRW = 2.23) และได้รับเงินค่าชดเชยเรียบร้อยแล้ว แต่…ผ่านไปไม่นาน ถูกสุ่มตรวจในกลุ่ม 3% พบว่า operative note ที่แพทย์เขียน ไม่ละเอียดพอ

สปสช สรุปว่า “ไม่พบข้อมูลยืนยันการผ่าตัด” แล้วลดปรับ DRG เป็นกลุ่มที่ไม่มีการผ่าตัด (AdjRW = 0.68) และกำลังจะมีการ เรียกเงินคืนส่วนต่างย้อนหลัง

ประเด็นคือ…
 • คนไข้หายดีจริง
 • มีผลลัพธ์ทางคลินิกที่สอดคล้องกับการผ่าตัด
 • โรงพยาบาลไม่ได้โกง หรือเบิกเกินจริง
 • เอกสารไม่ครบถ้วน = ไม่ถือว่ามีการผ่าตัด?
 • แล้วแบบนี้จะเรียกเงินคืนย้อนหลังได้หรือไม่?

เรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เกี่ยวกับ ความเชื่อมั่น ของบุคลากร และระบบที่ควรเอื้อให้ทำงานได้เต็มศักยภาพ

จึงขอฝาก อาจารย์อรรถพร และทีม สปสช. โดยเฉพาะเขต 4  ช่วยตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง และถ้าเป็นจริง… หลักการนี้จะขัดกับที่ท่านให้ข่าวไว้นะครับ หาก รพ.ใดถูกปรับลด RW อีก หรือได้รับความไม่เป็นธรรมใด  ส่งข้อมูลมาให้ผมได้ที่ veerapun.su@senate.go.th  ปัญหาเหล่านี้ต้องไม่ซุกอยู่ใต้พรมอีกต่อไป

ผมจะใช้กลไกกรรมาธิการ, รัฐสภา, และ social media พัฒนาระบบสาธารณสุขของไทยให้ยืนยงเป็นที่พึ่งของคนไทยทุกคนครับ

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย

สมาชิกวุฒิสภา

รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา

20 กรกฎาคม 2568

‘เฉลิมชัย’คิกออฟ แคมปัสทัวร์‘พระแม่พาติว ซีซัน 2’ มอบทุน-ติวเข้มฟรี เพื่อเยาวชนไทยทั่วประเทศได้โอกาสเท่าเทียม

‘เฉลิมชัย’คิกออฟ แคมปัสทัวร์‘พระแม่พาติว ซีซัน 2’ มอบทุน-ติวเข้มฟรี เพื่อเยาวชนไทยทั่วประเทศได้โอกาสเท่าเทียม

‘เฉลิมชัย’คิกออฟ แคมปัสทัวร์‘พระแม่พาติว ซีซัน 2’ มอบทุน-ติวเข้มฟรี เพื่อเยาวชนไทยทั่วประเทศได้โอกาสเท่าเทียม

วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 13.29 น.

“เฉลิมชัย”คิกออฟ แคมปัสทัวร์”พระแม่พาติว ซีซัน 2” มอบทุน-ติวเข้มฟรี เพื่อเยาวชนไทยทั่วประเทศได้โอกาสเท่าเทียม “โฆษกเจนจิรา”ชวนน้องๆคว้าโอกาส สานฝันสู่รั้วอุดมศึกษา

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2568 ที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นำโดย นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำคณะผู้บริหารพรรค อาทิ นายนริศ ขำนุรักษ์ นายสราวุธ อ่อนละมัย นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท นายธนิตพล ไชยนันทน์ พร้อมด้วย น.ส.เจนจิรา รัตนเพียร โฆษกพรรค ในฐานะผู้อำนวยการโครงการ “พระแม่พาติว” เริ่มคิกออฟ “แคมปัสทัวร์” ขึ้นที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยเป็นที่แรก เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการในซีซัน 2 ซึ่งจะมีการเปิดโครงการในวันที่ 14 สิงหาคมนี้ หลังจากที่ได้สร้างปรากฏการณ์ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สามารถนำนักเรียนชั้นมัธยมปลายจากทั่วประเทศ มีโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำมาแล้วจากซีซันแรก

น.ส.เจนจิรา ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดให้มี ซีซัน 2 ในวันนี้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ได้ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษามาโดยตลอด เพื่อมุ่งหวังให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม เยาวชนไทยทุกคนควรได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรค และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความตั้งใจจริงที่ต้องการผลักดันให้เกิดโครงการพระแม่พาติวขึ้น จากในซีซันแรก ได้มีเยาวชนจากทุกภาคของประเทศ เข้าร่วมการติวเข้มในวิชา GAT-PAT และการทำ Portfolio ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้สมัครเข้ามาติวกับโครงการร่วมพันคน สำหรับในปีนี้ นับเป็นปีที่ 2 ซึ่งเป็นโครงการพระแม่พาติว ซีซัน 2 โดยจะมีการจัดติวแบบออนไซต์ ที่พรรคประชาธิปัตย์ และมีการติวแบบออนไลน์ที่เพจ “พระแม่พาติว” จากติวเตอร์ชื่อดังระดับประเทศ ระหว่างวันที่ 14 – 22 สิงหาคมนี้

“อยากให้โครงการพระแม่พาติวนี้เป็นแรงบันดาลใจ และเป็นพื้นที่ของความความหวังให้กับน้องๆ ทุกคนที่มีฝัน เพื่อใช้โอกาสนี้นำพาตัวเองไปให้ถึงเป้าหมาย และพรรคประชาธิปัตย์ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนได้ประสบความสำเร็จ” น.ส.เจนจิรา กล่าว

ด้าน นายเฉลิมชัย กล่าวว่า โครงการพระแม่พาติว เป็นโครงการที่เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจของพรรคประชาธิปัตย์ โดยไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง และเป็นโครงการที่ตั้งใจจะให้โอกาสกับเยาวชนไทยทุกคนทั่วประเทศ และจากความสำเร็จในซีซันแรก ในซีซันที่ 2 ก็ต้องการขยายผลเพิ่มเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ 15 จุดทั่วประเทศ จึงขอเชิญชวนน้องๆ เยาวชนระดับชั้น ม.4 , ม.5 และ ม.6 ทั่วประเทศ ให้เข้ามาร่วมติวกับโครงการ “พระแม่พาติว” ซึ่งเชื่อมั่นว่าในปีนี้จะมีเปอร์เซ็นต์การสอบเข้ามหาวิทยาลัยของน้องๆ สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนหลายพันคนหรืออาจถึงหมื่นคนทั่วประเทศ

“คำว่าโอกาสผมคิดว่ามันมีสิ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด ในวันที่ผมอยู่ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โอกาสที่ผมได้รับในวันนั้นแทบจะไม่มี ต้องใช้จังหวะของชีวิตไขว่คว้าโอกาสให้เกิดขึ้น และไม่มีใครโชคดีเท่ากันทุกคน ดังนั้นวันนี้เมื่อเราอยู่ในจุดที่สามารถให้โอกาสกับคนอื่นได้ ผมจะทำทันที ผมอยากฝากทุกคนว่า วันหนึ่งถ้าเรามีโอกาสที่จะมอบโอกาสให้กับคนที่ยังไม่มี ก็ขอให้ทำ เพราะมันจะนำซึ่งความภาคภูมิใจของตัวเราเอง” นายเฉลิมชัย กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันที่บริเวณลานพระแม่ธรณี พรรคประชาธิปัตย์ นายเฉลิมชัย ได้เป็นประธานในการมอบทุนการศึกษาให้กับนิสิตใหม่ 4 คน ที่ผ่านการติวในโครงการพระแม่พาติว ซีซัน 1 และสามารถสอบเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยได้ ประกอบด้วย น.ส.ฐิรญาดา สมารักษ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นายรัญชน์ เทียนกิ่งแก้ว คณะอุตสาหกรรมเกษตร สาขานวัตกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายปฐวีกานต์ เตี๊ยะเพชรดี คณะสหวิทยาการ สาขาปรัชญาการเมือง และเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และน.ส.ลลิตา งามดี คณะสังคมศาสตร์ สาขานโยบายสังคมและการพัฒนา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สำหรับโครงการ “พระแม่พาติว Season 2” มีความมุ่งมั่นเพื่อสานต่อความสำเร็จให้กับเยาวชนทั่วประเทศได้มีโอกาสคว้าฝันทางการศึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ขอเชิญมาร่วมคว้าโอกาสด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์การศึกษาครั้งนี้ และคุณ! อาจเป็นคนต่อไปที่จะได้รับความสำเร็จนั้น สมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้

– 006

‘เด็กไทย’สร้างชื่อ! เวที’คณิตศาสตร์โอลิมปิก’ออสเตรเลีย

'เด็กไทย'สร้างชื่อ! เวที'คณิตศาสตร์โอลิมปิก'ออสเตรเลีย

‘เด็กไทย’สร้างชื่อ! เวที’คณิตศาสตร์โอลิมปิก’ออสเตรเลีย

วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 19.20 น.

ทีมเด็กไทยสร้างชื่อเวทีคณิตศาสตร์โอลิมปิก จากออสเตรเลีย พิชิต 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง 1 เกียรติคุณประกาศ

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้คัดเลือกและจัดส่งคณะผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 66 (The 66th International Mathematical Olympiad – IMO 2025) ระหว่างวันที่ 10 – 20 กรกฎาคม 2568 ณ เมืองซันไชน์โคสต์ (Sunshine Coast) เครือรัฐออสเตรเลีย มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 630 คน จาก 110 ประเทศ ผลปรากฏว่า นักเรียนไทย สามารถทำได้ 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง 1 เกียรติคุณประกาศ รายละเอียด ดังนี้

นายพัฒนแสง พินิจพิชิตกุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ : เหรียญทอง

นายดรณ์ สว่างทรัพย์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ : เหรียญเงิน

นายสิรภพ ขาวพลัด โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ : เหรียญเงิน

นายนภนต์ อภินทนาพงศ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ : เหรียญทองแดง

นายเกียรติภูมิ สิเจริญ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล กรุงเทพฯ : เหรียญทองแดง

นายกรชวัลร์ ตันติวิเศษศักดิ์ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง : เกียรติคุณประกาศ

คณะอาจารย์ผู้คุมทีม ประกอบด้วย ดร.สริตา บุณย์ศุภา บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด หัวหน้าทีม , ผศ.ดร.ธีระเดช กิตติภัสสร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองหัวหน้าทีม , ดร.ศุภณัฐ คำตื้อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ช่วยหัวหน้าทีม , นายวีรชัย นีรนาทวงศ์ นักวิชาการอิสระ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม , ดร.ธนวิทย์ จิรุพันธ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้ช่วยหัวหน้าทีม และนายจเร ปานเมือง สสวท. ผู้จัดการทีม

ทั้งนี้ คณะผู้แทนประเทศไทยคณิตศาสตร์โอลิมปิก จะเดินทางกลับถึงไทยวันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม 2568 สสวท.มีพิธีแสดงความยินดีเวลา 07.00 น.ประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า สนามบินสุวรรณภูมิ สามารถติดตามข่าวสารโอลิมปิกวิชาการได้ที่เฟซบุ๊ก Olympic ipst และเว็บไซต์ https://olympic.ipst.ac.th

– 006

‘สพฐ.’ระดม11ภาคีทำแผน Zero Dropout ยั่งยืน

'สพฐ.'ระดม11ภาคีทำแผน Zero Dropout  ยั่งยืน

‘สพฐ.’ระดม11ภาคีทำแผน Zero Dropout ยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.12 น.

สพฐ.เปิดเวทีวิชาการระดมสมอง 11 หน่วยงาน TZD จัดทำแผนทิศทางการขับเคลื่อนรวมพลังหุ้นส่วนการศึกษาสู่เป้าหมาย Zero Dropout มุ่งเป้า‘ไม่ปล่อยให้เด็กคนใดหลุดออกจากสายตาของระบบการศึกษา’

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 ที่โรงแรมบางกอกพาเลส กรุงเทพมหานคร ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) มอบหมายให้ นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาวิชาการ “Set Zero Dropout Symposium 2025” และจัดทำแผนทิศทางการขับเคลื่อนรวมพลังหุ้นส่วนการศึกษา สู่เป้าหมาย Zero Dropout  พร้อมทั้งร่วมพิธีแสดงเจตนารมย์ และมอบเกียรติบัตรให้แก่หุ้นส่วนการศึกษา จาก 11 หน่วยงาน TZD โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วม

โดย นายพัฒนะ พัฒนทวีดล กล่าวว่า ในนามสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ที่ได้ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิด และร่วมรับฟังแนวทางการขับเคลื่อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่สำคัญยิ่งของประเทศ นั่นคือ ‘การไม่ปล่อยให้เด็กคนใดหลุดออกจากสายตาของระบบการศึกษา’ และ วันนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่เรารวมพลังของหน่วยงาน 11 ภาคี ประกอบด้วย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) กระทรวงแรงงาน  กระทรวงยุติธรรม กรุงเทพมหานคร  สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่ได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) เพื่อขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout – เด็กทุกคนต้องได้เรียน และเรียนในแบบที่เหมาะกับเขา

“ สิ่งที่เรามาร่วมกันในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ ‘เวทีวิชาการ’ แต่คือ ‘เวทีของการลงมือเปลี่ยนแปลง’ ที่จะทำให้ทุกภาคส่วนเห็น ว่าโรงเรียนไม่ใช่เพียงสถานที่ แต่คือระบบที่พร้อมจะปรับตามชีวิตของเด็กแต่ละคน ทั้งในรูปแบบของหนึ่งโรงเรียนสามรูปแบบ โรงเรียนมือถือ ศูนย์การเรียน หรือ การจัดการศึกษาควบคู่อาชีพที่สะท้อน ‘ชีวิตจริงเป็นห้องเรียน’ ผมขอขอบคุณครูและโรงเรียนนำร่องทุกแห่ง ผู้แทนจากเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ และ ภาคีหุ้นส่วนจากภาครัฐ เอกชน ชุมชน ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และถอดบทเรียน เพื่อร่วมกันออกแบบทิศทางการขับเคลื่อน Zero Dropout ระยะต่อไป อย่างมีพลังและเป็นระบบ และให้การประชุมในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและเชิงพื้นที่ ที่ไม่ใช่แค่การตามเด็กกลับมาเรียนเท่านั้น แต่คือการ ‘ออกแบบระบบให้เด็กไม่ต้องหลุด’ ตั้งแต่แรก ” รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ด้าน ดร.อนุกูล ศรีสมบัติ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ในฐานะคณะกรรมการดำเนินงานโครงการฯ กล่าวว่า โครงการการประชุมสัมมนาวิชาการ “Set Zero Dropout Symposium 2025” และจัดทำแผนทิศทางการขับเคลื่อนรวมพลังหุ้นส่วนการศึกษา สู่เป้าหมาย Zero Dropout มี 3 วัตถุประสงค์หลัก คือ 1.เพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ที่ตอบโจทย์นโยบาย Thailand Zero Dropout และยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเป้าหมายประชากรวัยเรียนกลุ่มอายุ 3 – 18 ปี ที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาและเด็กตกหล่น 2.เพื่อบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลประชากรวัยเรียนกลุ่มอายุ 3 – 18 ปี กับหน่วยงานระดับจังหวัดในการค้นหา พัฒนา ส่งต่อกลุ่มเป้าหมายเด็กนอกระบบการศึกษาและเด็กตกหล่น และ 3.เพื่อสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาในระดับภูมิภาค ที่เป็น Best Practice ในการบริหารจัดการแก้ปัญหาเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาและเด็กตกหล่นให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา

“ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 54 ที่บัญญัติให้มีการดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนถึงการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย รวมทั้งสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และ มาตรา 258 จ (4) ที่ครอบคลุมทั้งการพัฒนาเด็กเล็ก การสร้างโอกาสทางการศึกษา การปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน การพัฒนาครู และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่เน้นการปฏิรูปการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ในศตวรรษที่ 21 ดังนั้น สพฐ.ในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงนำนโยบายขับเคลื่อน 4 มาตรการ Thailand Zero Dropout, นโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, และนโยบาย สพฐ.มากำหนดเป็นมาตรการในการช่วยเหลือเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาและเด็กตกหล่นให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างมีคุณภาพ จึงได้จัดทำโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” (OBEC Zero Dropout) ยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กนอกระบบการศึกษาและเด็กตกหล่นด้วยการศึกษาที่ยืดหยุ่น (Flexible Education for Out-of-School Children and Youth Project) ซึ่งการนำนโยบายสู่การปฏิบัติได้อย่างทั่วถึงครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องสร้างต้นแบบสู่การต่อยอดขยายผล และสร้างความยั่งยืนการจัดการแก้ปัญหาเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาและเด็กตกหล่นกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา”  ดร.อนุกูล กล่าว.

ปลัดศธ.แจงรมว.ศธ.ให้ใส่ชุดไปรเวทได้ในวันหยุด

ปลัดศธ.แจงรมว.ศธ.ให้ใส่ชุดไปรเวทได้ในวันหยุด

ปลัดศธ.แจงรมว.ศธ.ให้ใส่ชุดไปรเวทได้ในวันหยุด

วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.47 น.

‘ปลัด ศธ.’ แจงภารกิจแรก ’รมว.นฤมล‘ ลงใต้ ไม่เน้นพิธีรีตอง กำชับ ครู-นักเรียน วันหยุดใส่ไปรเวทได้ ไม่ต้องแต่งชุดเต็มยศมารอต้อนรับ ขอลงพื้นที่ไม่ให้ใครลำบาก

วันนี้ (20 ก.ค.) นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกระแสข่าววิพากษ์วิจารณ์ถึงการแต่งกายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ว่าเนื่องจากการลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 18 – 20 ก.ค.2568 ถือเป็นการลงพื้นที่ครั้งแรกตั้งแต่ ศ.ดร.นฤมล มารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ยังไม่ได้มีการพูดคุยและทำความเข้าใจในเรื่องการแต่งกายของคณะครูและนักเรียนที่มาร่วมกิจกรรมในวันหยุดราชการ  ซึ่งส่วนใหญ่จะมาด้วยชุดสุภาพ เพราะเห็นว่ามีผู้บริหารระดับสูง ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชามาร่วมลงพื้นที่ด้วย

 “ศ.ดร.นฤมล ได้กำชับมาว่าการลงพื้นที่ในช่วงวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ ถือว่าไม่ได้เป็นวันทำงานปกติ ดังนั้นคณะครู อาจารย์|และนักเรียน รวมถึงข้าราชการของกระทรวงศึกษาธิการ สามารถใส่ชุดไปรเวทมาร่วมงานได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องแบบหรือชุดนักเรียนตามที่ใส่ในวันทำงานปกติ ซึ่งระหว่างการลงพื้นที่ก่อนที่จะมีกระแสข่าวดังกล่าวออกไป ศ.ดร.นฤมล ก็ได้สอบถามมาแล้วว่า ทำไมเด็ก ๆ ถึงต้องใส่ชุดนักเรียนมาร่วม และก็ได้เน้นย้ำว่า การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีมีเป้าหมายเพื่อรับฟังปัญหาจากพื้นที่จริง ดังนั้น ไม่ต้องการให้มีพิธีรีตอง ไม่ต้องเป็นพิธีการ และจะต้องไม่เป็นการสร้างภาระให้แก่ครูและนักเรียน ซึ่งจะได้ยึดเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป “ ปลัด ศธ.กล่าว

‘นฤมล’พร้อมสู้ขออัตรากำลังเพิ่ม โอดไม่ได้เบ็ดเสร็จที่’ศธ.’ ขอหารือ’ก.พ.-นายกฯ’

'นฤมล'พร้อมสู้ขออัตรากำลังเพิ่ม โอดไม่ได้เบ็ดเสร็จที่'ศธ.' ขอหารือ'ก.พ.-นายกฯ'

‘นฤมล’พร้อมสู้ขออัตรากำลังเพิ่ม โอดไม่ได้เบ็ดเสร็จที่’ศธ.’ ขอหารือ’ก.พ.-นายกฯ’

วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.16 น.

“นฤมล”พร้อมสู้ขออัตรากำลังเพิ่ม โอดไม่ได้เบ็ดเสร็จที่”ศธ.” ขอหารือ”ก.พ.-นายกฯ” พร้อมหนุนแยกประเมินวิทยฐานะกลุ่มประถมฯ มัธยมฯ อาชีวะ

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมด้วยผู้บริหาร ศธ.ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษา ที่โรงเรียนสุราษฎร์ธานี จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานในสังกัด ศธ.โดยมี นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายเกรียงไกร แก้วมีศรี ผู้อำนวยการโรงเรียนสุราษฎร์ธานี ผู้บริการการศึกษา คณะครู นักเรียน ให้การต้อนรับ

โดย นางนฤมล กล่าวว่า ที่ผ่านมาเวลามาลงพื้นที่แต่ละองค์กรหลักของ ศธ.จะไม่ได้มาด้วยกัน ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกๆที่ทุกหน่วยงานมาลงพื้นที่พร้อมกัน เพราะเชื่อว่าหากจะทำงานให้สัมฤทธิ์ผลได้ ต้องมีความประสานเชื่อมโยงกันภายในกระทรวงก่อนที่จะไปบูรณาการร่วมกับกระทรวงอื่นๆ ทั้งนี้ อยากให้ทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นครอบครัวศึกษา เพราะเมื่อเป็นพี่เป็นน้องแล้ว จะทำให้การทำงานง่ายขึ้น

“ส่วนดิฉันเอง ก็ไม่ต้องเรียกท่าน เป็นหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ) คนในพรรคก็เรียก อาจารย์แหม่มๆ อยู่ที่กระทรวงก็อยากให้เรียกอะไรก็ได้ที่สบายใจ อาจารย์แหม่มก็ได้ พี่แหม่มก็ได้ การลงพื้นที่ครั้งนี้ ก็อยากมาฟังเรื่องที่เป็นความทุกข์ร้อนของพี่น้องครูและนักเรียนในพื้นที่ ว่าต้องการอะไร อยากให้ผู้บริหารกระทรวงเข้ามาช่วยสนับสนุนขับเคลื่อนในเรื่องใดได้อีก เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้ทุกคน” รมว.ศธ.กล่าว

นางนฤมล กล่าวต่อว่า จากการรับฟังปัญหา พบว่ามีทั้งเรื่องการจัดสรรอัตรากำลังคน การจัดสรรงบประมาณ ที่ยังไม่เพียงพอ ซึ่งเรื่องอัตรากำลัง ไม่ได้เบ็ดเสร็จที่ ศธ.เพราะต้องขึ้นอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และแผนยุทธศาสตร์รัฐบาลว่าจะเอาอย่างไร เราก็พยายามต่อสู้ เพื่อให้ได้อัตรากำลังเพิ่ม รวมทั้งอัตรากำลังของสายสนับสนุน เพื่อให้ครูใช้เวลาหลักในการดูแลนักเรียน หัวใจครูควรจะอยู่กับนักเรียนและงานวิชาการ ที่จะเพิ่มวิทยฐานะ ความรู้ความเชี่ยวชาญให้ตัวเอง และพัฒนาโรงเรียน ไม่ใช่ไปทำงานสนับสนุนอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่แค่เพิ่มภาระ แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงและจากการรับฟังปัญหา ก็พบว่ามีครูในโรงเรียนต่างๆ ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูล ทำให้เกิดปัญหาในชีวิต เรื่องนี้ต้องแก้ไขจัดคนให้ครบ ถ้าเรื่องใดทำได้ในกระทรวง ก็ทำก่อน แต่ถ้าต้องไปขออัตรากำลังเพิ่ม ก็ต้องสู้ ตนในฐานะฝ่ายการเมืองที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ก็ต้องคุยกับนายกรัฐมนตรี คุยกับ สำนักงาน ก.พ.ว่าจำเป็นต้องขยับ จะเพิ่มให้เท่าไร ปีละเล็กน้อยเท่าไรก็ได้ แต่ขอให้ได้เพิ่ม ส่วนภายในกระทรวงที่ทำเตรียมไว้แล้ว วันที่ 31 กรกฎาคม นี้ นายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ.จะเกลี่ยครูเกินเกณฑ์ กว่า 600 อัตรา มาจัดสรรเป็นอัตราสายสนับสนุน เริ่มต้นที่โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยก่อน ลำดับถัดไปจะมีอีกกว่า 2,000 อัตรา ซึ่งก็ต้องมาดูว่าควรจะจัดสรรไปที่ไหนอย่างไรบ้าง ที่จะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระครูได้

“ส่วนเรื่องการจัดสรรงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ก็สู้กันอยู่ในสภาฯ ขอร้องกันว่าอย่าให้ตัดงบ ศธ.เพราะถูกตัดทุกปี และหวังว่าปีนี้จะได้เพิ่ม ส่วนตัวของดิฉันเองเป็นฝ่ายการเมืองเรามาแล้วก็ไป แต่ทุกคนเป็นข้าราชการประจำที่จะอยู่กับกระทรวง อยู่กับเด็กๆ อยู่กับการศึกษาไทยไปอีกนาน ก็หวังว่าทุกคนจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน ดังนั้น จึงไม่อยากที่จะเข้ามากำหนดนโยบาย แต่ต้องฟังจากผู้ที่อยู่ในองค์กร เพื่อให้แผนและนโยบายออกมาจากบุคลากรในองค์กรเองว่าอยากเห็นองค์กรขับเคลื่อนไปในทิศทางใด ซึ่งผู้บริหารกระทรวงก็รับจะนำแต่ละพื้นที่ไปตกผลึก เพราะแต่ละหน่วยงานก็มีปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่แตกต่างกัน แต่โดยส่วนตัวมีเป้าหมายทางการเมืองที่เข้ามา หวังว่าการศึกษาจะช่วยลดความขัดแย้งในสังคมไทย ขอฝากครูและผู้บริหารช่วยส่งเสริมและเพิ่มเติมการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองให้ชัดเจนขึ้น

ส่วนเรื่องการลดภาระครู และการขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ เพื่อลดปัญหาด้านเศรษฐกิจ เพราะวิทยฐานะนอกจากจะเป็นตำแหน่งที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในวิชาชีพแล้ว ยังทำให้มีรายได้เพิ่มช่วยลดค่าของชีพครู ซึ่งได้คุยกับเลขาธิการ ก.ค.ศ.ว่า  หลักเกณฑ์ที่ผ่านมาก็เป็นหลักเกณฑ์ที่ดี แต่อาจจะต้องปรับให้ตอบโจทย์ผู้ที่ถูกประเมิน สร้างแรงจูงใจ ให้ทุกคน ในการสร้างความก้าวหน้าในอาชีพ ทั้งนี้ การศึกษาแต่ละองค์กร ก็มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่ต้องถูกประเมินไม่เหมือนกัน ทั้งประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา การศึกษานอกระบบของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) การศึกษาพิเศษ ฯลฯ ดังนั้น จึงให้ไปดูว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะแยกหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะในแต่ละรูปแบบ เพื่อที่ครูจะได้โฟกัสในสิ่งที่ต้องไปพัฒนาวิทยฐานะ และพัฒนาเด็กให้ตรงกับเรื่องที่ต้องประเมิน ถ้าใช้หลักเกณฑ์กลางมาประเมินทั้งหมด มันก็ไม่เกี่ยวกับงานที่ครูทำอยู่ และถ้าสามารถแยกวิทยฐานะแต่ละประเภทได้ ก็อยากให้มีผู้ประเมินที่เข้าใจบริบทการทำงาน เพื่อให้เกิดความเข้าใจ อย่างเช่น ตนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย หากต้องประเมินครูประถม ก็คิดว่าทำได้ไม่ดี เพราะถูกฝึกมาคนละอย่าง หากเราไปประเมินในสิ่งที่เราขาดประสบการณ์ ก็อาจจะไม่สอดคล้อง จึงขอฝากเป็นข้อคิดในการดำเนินการเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน” นางนฤมล กล่าว

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องสุดท้าย ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ไปดูเรื่องการเพิ่มสวัสดิการและเร่งวางแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ซึ่งตัวเลขปัจจุบันมีอยู่กว่า 1.4 ล้านล้านบาท โดยในสัปดาห์หน้านี้จะมาตกผลึกโครงการที่ช่วยแก้ปัญหาหนี้สินครู ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับการเพิ่มสวัสดิการ

ด้าน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวถึงนโยบายแยกวิชาประวัติศาสตร์และวิชาหน้าที่พลเมืองเป็นอีกรายวิชาเฉพาะของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ.ว่า ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีการดำเนินการจัดทำหลักสูตรอยู่แล้วและจะทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น โดยได้มอบหมายให้ ดร.สุรพงษ์ เอิมอุทัย ผู้ช่วยเลขาธิการ กอศ.ที่ดูแลเรื่องการพัฒนาหลักสูตรไปจัดทำรายวิชาให้เกิดความชัดเจนในเรื่องของวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมืองในบริบทของอาชีวศึกษา อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาอาชีวศึกษาก็มีการจัดกิจกรรมคู่ขนานในวิชาหน้าที่พลเมืองอยู่แล้ว เช่น Fix it จิตอาสา อาชีวะอาสาช่วยประชาชน ซึ่งเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งในการให้เด็กมีจิตสำนึกในการช่วยเหลือสังคม ดังนั้น การที่รมว.ศธ.มีนโยบายที่ชัดเจนออกมาเช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีที่สอศ.จะได้ไปทำหลักสูตรขึ้นมารองรับ

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการลดภาระครู จริงๆ แล้วอาชีวะมีปัญหาขาดแคลนอัตราครูเกือบ 17,000 ตำแหน่ง ซึ่ง สอศ.ได้ขออัตราจาก กพร.และงบประมาณรายปีในส่วนของอัตราจ้างงานธุรการในสถานศึกษาไปแล้วแต่ก็ยังไม่ได้ โดยปีนึงขอไป 800 กว่าอัตรา และส่วนที่เป็นครูอีกประมาณ 1,000 อัตรา ซึ่งก็ยังไม่เพียงพอ ทั้งนี้ สอศ.มีอัตราบุคลากรทางการศึกษาอื่น มาตรา 38 ค(2) ในตำแหน่งธุรการ เจ้าหน้าที่พัสดุ เจ้าหน้าที่การเงินอยู่ในโรงเรียนอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยมีปัญหาในการเกลี่ยอัตรากำลัง อีกทั้ง ครูส่วนใหญ่ของเราจบทางด้านบริหารธุรกิจ ซึ่งส่วนหนึ่งก็มีความรู้ที่จะช่วยงานธุรการได้ แต่เมื่อ รมว.ศธ.มีนโยบายลดภาระครูก็จะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในขณะที่เรากำลังเกิดวิกฤติขาดแคลนอัตรากำลังของครูได้ เพื่อให้ครูได้มีเวลากับการสอนเต็มที่ ถือเป็นการแก้วิกฤตเป็นโอกาส

นายยศพล กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องวิทยฐานะจะต้องประสานงานกับสำนักงาน ก ค.ศ.เนื่องจากในบริบทของอาชีวะเดิมจะสอนระดับ ปวช. , ปวส.แต่ปัจจุบันมีถึงระดับปริญญาตรีแล้ว เพราะฉะนั้นอัตรากำลังขาดแต่ในตัวเนื้องานที่มีการปรับเปลี่ยน เพราะครูอาชีวะมีคุณสมบัติสามารถปรับมาตรฐานตำแหน่งเพื่อให้สอนได้ถึงปริญญาตรี ขณะเดียวกันปริญญาตรีก็สอนได้ทั้งปริญญาตรี ปวส.และ ปวช.แล้วเอาภาระงานเหล่านี้มาขอความก้าวหน้าได้ เช่น ถ้าสอน ปวช. , ปวส. , ปริญญาตรี และเป็นครูที่มีวิทยฐานะอยู่ก็สามารถเอาไปขอเลื่อนฐานะได้ ขณะเดียวกันถ้าสอนปริญญาตรี , ปวส. , ปวช.อยู่ ก็สามารถขอเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการ ผศ. , รศ.ได้ แต่เรื่องนี้จะต้องประสานกับ ก.ค.ศ.โดยต้องเน้นเรื่องของปริมาณและคุณภาพของงานด้วย ทั้งนี้ เราพยามจะปรับมาตรฐานตำแหน่ง มาตรฐานงานวิชาการ มาตรฐานวิทยฐานะ เพื่อให้สามารถเลื่อนไหลได้ทั้งในส่วนของวิทยฐานะกับตำแหน่งทางวิชาการ

– 006

ทีมเด็กไทยสร้างชื่อ! คณิตศาสตร์โอลิมปิก 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง 1

ทีมเด็กไทยสร้างชื่อ! คณิตศาสตร์โอลิมปิก 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง 1

ทีมเด็กไทยสร้างชื่อ! คณิตศาสตร์โอลิมปิก 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง 1

วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.49 น.

ทีมเด็กไทยสร้างชื่อเวทีคณิตศาสตร์โอลิมปิก จากออสเตรเลีย พิชิต 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง 1 เกียรติคุณประกาศ 

20 กรกฎาคม 2568 รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้คัดเลือกและจัดส่งคณะผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 66 (The 66th International Mathematical Olympiad – IMO 2025) ระหว่างวันที่ 10-20 กรกฎาคม 2568 ณ เมืองซันไชน์โคสต์ (Sunshine Coast) เครือรัฐออสเตรเลีย มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 630 คน จาก 110 ประเทศ  ผลปรากฎว่านักเรียนไทยสามารถทำได้ 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง 1 เกียรติคุณประกาศ รายละเอียด ดังนี้

นายพัฒนแสง พินิจพิชิตกุล โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ เหรียญทอง,นายดรณ์ สว่างทรัพย์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ    เหรียญเงิน ,นายสิรภพ ขาวพลัด โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ เหรียญเงิน ,นายนภนต์ อภินทนาพงศ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ  เหรียญทองแดง , นายเกียรติภูมิ สิเจริญ โรงเรียนเซนต์คาเบรียล กรุงเทพฯ เหรียญทองแดง , นายกรชวัลร์ ตันติวิเศษศักดิ์ โรงเรียนกำเนิดวิทย์    จ.ระยอง เกียรติคุณประกาศ

คณะอาจารย์ผู้คุมทีม ประกอบด้วย ดร.สริตา บุณย์ศุภา บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด หัวหน้าทีม ผศ.ดร.ธีระเดช กิตติภัสสร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองหัวหน้าทีม ดร.ศุภณัฐ คำตื้อ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ช่วยหัวหน้าทีม นายวีรชัย นีรนาทวงศ์ นักวิชาการอิสระ ผู้ช่วยหัวหน้าทีม ดร.ธนวิทย์ จิรุพันธ์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ผู้ช่วยหัวหน้าทีม และ นายจเร ปานเมือง สสวท. ผู้จัดการทีม

ทั้งนี้ คณะผู้แทนประเทศไทยคณิตศาสตร์โอลิมปิกจะเดินทางกลับถึงไทยวันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม 2568 สสวท.มีพิธีแสดงความยินดีเวลา 07.00 น.ประตู 1 ชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า สนามบินสุวรรณภูมิ สามารถติดตามข่าวสารโอลิมปิกวิชาการได้ที่เฟซบุ๊ก Olympic ipst และเว็บไซต์ https://olympic.ipst.ac.th .

012

นักวิชาการหนุนรัฐใช้กฎกระทรวงคุมเข้มการเงินวัด ชี้เป็นการแก้ปัญหาตรงจุด

นักวิชาการหนุนรัฐใช้กฎกระทรวงคุมเข้มการเงินวัด  ชี้เป็นการแก้ปัญหาตรงจุด

นักวิชาการหนุนรัฐใช้กฎกระทรวงคุมเข้มการเงินวัด ชี้เป็นการแก้ปัญหาตรงจุด

วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.43 น.

อาจารย์นิติฯ มธ.หนุนรัฐใช้กฎกระทรวงคุมเข้มการเงินวัด  ชี้เป็นการแก้ปัญหาตรงจุด  ระบุข่าวพระสงฆ์ที่เกิดขณะนี้ ทำศรัทธาสั่นคลอน มาจากระบบบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด ที่พระชั้นผู้ใหญ่มีอำนาจบริหารจัดการ โดยไม่มีการตรวจสอบ  ยันไทยมีกฎหมายคุมวัดถือเงินสดได้ไม่เกิน แสน และต้องทำบัญชีรายรับ-จ่ายรายปี ตั้งแต่ 2564 แล้ว

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม  ผศ. ดร.กริช ภูญียามา  อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับการออกประกาศบังคับใช้กฎกระทรวง ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จัดทำไว้แล้วมาบังคับใช้  เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายของวัด ถือเป็นแนวทางที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด  เพราะจะเห็นได้ว่าพระสงฆ์ที่ปรากฏเป็นข่าวในขณะนี้ ล้วนเป็นพระระดับชั้นผู้ใหญ่ทั้งสิ้น ซึ่งมีต้นตอมาจากความไม่โปร่งใสในระบบการจัดการทรัพย์สินของวัดที่พระชั้นผู้ใหญ่มีอำนาจและสามารถเข้าถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินโดยไม่มีการตรวจสอบ

ผศ. ดร.กริช กล่าวว่า การออกกฎกระทรวงฯ เพื่อควบคุมเงินวัดนั้นสามารถทำได้ เนื่องจากวัดในพระพุทธศาสนามีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน   ขณะที่พระสังฆาธิการ หรือพระที่ดำรงตำแหน่งทางปกครองในคณะสงฆ์ ตั้งแต่ระดับเจ้าอาวาสไล่ขึ้นไปจนถึงสมเด็จพระสังฆราช พิจารณาในทางหลักการแล้ว ตำแหน่งเหล่านี้มิได้มีลักษณะแตกต่างจากเจ้าหน้าที่ของรัฐในฝ่ายบ้านเมืองเลย เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งเช่นว่านั้นต่างได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนจากรัฐที่เรียกว่า “นิตยภัต” ซึ่งมาจากงบประมาณแผ่นดินโดยตรง และประการสำคัญคือ มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะให้คุณให้โทษในเรื่องต่างๆได้

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันแล้ว กลับยังมีความไม่ชัดเจนบางประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ทั้งนี้ เพราะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตีความว่าพระไม่ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมาย ป.ป.ช. ส่งผลให้กระบวนการยื่นบัญชีและการตวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินตามกฎหมายดังกล่าว ไม่อาจนำมาใช้กับบรรดาพระสังฆาธิการเหล่านี้ได้

ผศ. ดร.กริชกล่าวว่า เมื่อศึกษาข้อกฎหมายแล้วพบว่า กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมทรัพย์สินของวัดนั้นมีอยู่แล้ว นั่นคือ “กฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564” ซึ่งระบุชัดเจนว่า วัดทุกแห่งสามารถเก็บเงินสดไว้ได้ไม่เกิน 1 แสนบาท ส่วนที่เหลือจะต้องนำฝากเข้าบัญชีธนาคารที่เปิดในนามของวัด  นอกจากนี้ กฎกระทรวงฉบับเดียวกันยังระบุให้วัดทุกแห่งต้องจัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และต้องสรุปยอดรวมพร้อมคงเหลือในทุกสิ้นปีปฏิทินอีกด้วย

สำหรับการดำเนินงานตามกฎกระทรวงข้างต้น พศ. ต้องเป็นหน่วยงานที่คอยให้คำแนะนำและตรวจสอบความถูกต้องในการปฏิบัติของวัดต่าง ๆโดยตามข้อ 10 ของกฎกระทรวงฉบับนี้กำหนดให้ พศ. เป็นผู้กำหนดแบบฟอร์มของบัญชี และแบบพิมพ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเป็นผู้ให้คำแนะนำแก่วัดในด้านการจัดทำทะเบียน การดูแล และการบริหารจัดการศาสนสมบัติอย่างเป็นระบบ

ผศ. ดร.กริชกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้สิ่งที่สมควรจับตามองคือ แนวทางการจัดทำกฎหมายฉบับใหม่ในชื่อ “พ.ร.บ. การอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา”  ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การบัญญัติโทษทางอาญาทั้งโทษปรับและโทษจำคุกแก่พระภิกษุและสีกาที่ร่วมเสพเมถุนจนต้องอาบัติปาราชิก  วัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก    อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมีข้อสังเกตว่า หากจะมีการออกกฎหมายเช่นนั้นจริงก็เป็นเรื่องที่จะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง  โดยการบัญญัติกฎหมายที่มีโทษทางอาญาต้องใช้ถ้อยคำที่ชัดเจนปราศจากความคลุมเครือ   เพราะโทษที่กฎหมายกำหนดไว้มีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอย่างรุนแรง   

“ความเห็นส่วนตัว ผมมองว่าการออกกฎหมายลงโทษพระ ที่มีความสัมพันธ์กับสีกานั้น แม้จะดูเหมือนเป็นการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แต่ก็อาจเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะในหลายกรณี ต้นตอของปัญหาอยู่ที่ระบบการเงินของวัด  ซึ่งเปิดช่องให้พระสังฆาธิการบริหารจัดการได้อย่างไม่มีกลไกการตรวจสอบที่เพียงพอ หากไม่แก้ไขเรื่องนี้ ปัญหาเดิมก็จะกลับมาอีก” ผศ. ดร.กริช กล่าว

ผศ. ดร.กริชกล่าวอีกว่า นอกเหนือจากประเด็นการกำหนดโทษทางอาญาแก่พระภิกษุและสีกา ซึ่งกำลังอยู่ในความสนใจของผู้คนแล้ว  พศ. ยังได้ใช้กระแสสังคมที่เกิดขึ้น ผลักดันให้มีการบัญญัติกฎหมายเอาผิดบุคคลซึ่งดูหมิ่น ล้อเลียน หรือบิดเบือนคำสอนของพระพุทธศาสนาไปในคราวเดียวกันด้วย  ซึ่งประเด็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล เนื่องจากบทกฎหมายเช่นนี้อาจกลายเป็นเครื่องมือในการ “ปิดปาก” สาธารณชนในการตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ และให้ข้อเสนอแนะต่างๆ เกี่ยวกับกิจการทางพระพุทธศาสนา ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ตลอดจนหลักความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในสังคมประชาธิปไตย

ดันขึ้นทะเบียนGI ‘เหล้าแป้’ของดีเมืองแพร่ สร้างรายได้ทะลุ3,600 ล้าน

ดันขึ้นทะเบียนGI 'เหล้าแป้'ของดีเมืองแพร่ สร้างรายได้ทะลุ3,600 ล้าน

ดันขึ้นทะเบียนGI ‘เหล้าแป้’ของดีเมืองแพร่ สร้างรายได้ทะลุ3,600 ล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 12.23 น.

“เหล้าแป้” ของดีจังหวัดแพร่ สร้างรายได้แล้วกว่า 3,600 ล้านบาท หลังรัฐบาลเดินหน้าสร้างโอกาส ยกระดับสินค้าแปรรูปภาคการเกษตรขึ้นทะเบียน GI แล้ว

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2568  นายอนุกูล  พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าการแข่งขันพร้อมยกระดับสินค้าแปรรูปภาคการเกษตร  รัฐบาลโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์  เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการส่งเสริมการยกระดับสินค้าด้านการเกษตร ผ่านการประกาศขึ้นทะเบียน “เหล้าแป้” สุราพื้นบ้าน ให้เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 3 ของจังหวัดแพร่ ต่อจากสินค้าผ้าหม้อห้อมแพร่ และส้มโอขาวน้ำผึ้งเมืองลอง

นายอนุกูล กล่าวว่า “เหล้าแป้” เป็นสุรากลั่น ประเภทสุราขาว ด้วยลักษณะจุดเด่นที่มีการกลั่นจากน้ำส่าหรือน้ำสุราแช่ ที่ได้มาจากการหมักข้าวด้วยลูกแป้ง ผ่านกระบวนการหมักด้วยสมุนไพรท้องถิ่นหลายชนิด และในขั้นตอนการกลั่นสุรา ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์แบบร้อนชื้น จึงทำให้มีผลกระตุ้นต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ท้องถิ่น ส่งผลทำให้เหล้าแป้ มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณะเฉพาะตัว และมีความโดดเด่น อาทิ มีรสชาติที่เผ็ดร้อน หรือนุ่มละมุน มีความใส ไม่มีสี ไม่มีตะกอน และมีกลิ่นหอม นอกจากนี้ความโดดเด่นของเหล้าแป้ ไม่เพียงแต่รสชาติที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น แต่ด้วยขั้นตอนการทำยังถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง นับวัฒนธรรมของชุมชนในพื้นที่จังหวัดแพร่ ที่ได้รับการสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ทำให้เหล้าแป้จึงเป็นสุราที่มีทั้งเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ที่โดดเด่น และเป็นที่นิยมของผู้บริโภคสุราพื้นบ้านทั่วประเทศ จนมีประโยคที่ว่า “เหล้าที่ดีที่สุด คือ เหล้าแป้” อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเหล้าแป้ได้กลายเป็นหนึ่งในสินค้าและอุตสาหกรรมสำคัญที่ได้สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้กับประชาชนในจังหวัดแพร่ ไปแล้วกว่า 3,600 ล้านบาทต่อปี

“การยกระดับสินค้าเกษตรเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลพร้อมสนับสนุนผลักดันให้เกิดขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าและรายได้ให้กับเกษตรกร ผ่านการนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการผลิตและการแปรรูป ทั้งนี้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และรายได้ให้เกษตรกรในชุมชนอย่างยั่งยืน รัฐบาลพร้อมขับเคลื่อนมาตรการส่งเสริมการค้าให้ภาคการเกษตร ผ่านการยกระดับสินค้าไทยด้วยการขึ้นทะเบียน GI ไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการคุ้มครองสินค้าท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รวมทั้งยังเป็นการควบคุมคุณภาพสินค้าเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญเพื่อขยายตลาดการส่งออกทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายอนุกูล  ระบุ

‘นิด้าโพล’ชี้ข่าว’พระฉาว’กัดกร่อนศรัทธา โดยปชช.ถึง76%ชี้สาเหตุจาก’พระไม่ตัดขาดทางโลก’

‘นิด้าโพล’ชี้ข่าว'พระฉาว'กัดกร่อนศรัทธา โดยปชช.ถึง76%ชี้สาเหตุจาก'พระไม่ตัดขาดทางโลก'

‘นิด้าโพล’ชี้ข่าว’พระฉาว’กัดกร่อนศรัทธา โดยปชช.ถึง76%ชี้สาเหตุจาก’พระไม่ตัดขาดทางโลก’

วันอาทิตย์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 09.47 น.

‘นิด้าโพล’เผยความเห็นปชช.ถึง 76% มองว่าสาเหตุปัญหาในพุทธศาสนาขณะนี้มาจาก พระไม่ตัดขาดทางโลก จึงมีข่าวฉาวเกิดต่อเนื่อง  รองลงมาสาเหตุจากความหลงในลาภ ยศ ตำแหน่ง วัตถุนิยม และคนที่มาบวชเพราะมองว่าพระเป็นอาชีพหนึ่งที่สร้างรายได้  ส่วนความศรัทธาต่อศาสนาหลังเกิดข่าวฉาว ร้อยละ 58%ยอมรับว่าศรัทธาลดลง

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม   ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “วิกฤตพระพุทธศาสนา !” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 14-16 กรกฎาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และนับถือศาสนาพุทธ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง  เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชน เกี่ยวกับสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 76.11 ระบุว่า  พระสงฆ์จำนวนหนึ่ง ตัดไม่ขาดจากทางโลก ทำให้มีข่าวฉาวเป็นประจำ เช่น เสพยาบ้า ดื่มสุรา เล่นการพนัน ยุ่งสีกา   รองลงมา ร้อยละ 45.95 ระบุว่า พระสงฆ์จำนวนหนึ่ง หลงในลาภ ยศ สรรเสริญและตำแหน่งทางสงฆ์    ร้อยละ 45.80 ระบุว่า พระสงฆ์จำนวนหนึ่ง หลงในวัตถุนิยมหรือบริโภคนิยม   

ร้อยละ 40.00 ระบุว่า พระสงฆ์จำนวนหนึ่ง ออกบวชเพราะมองว่าพระคืออาชีพหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้   ร้อยละ 29.16 ระบุว่า วัดบางแห่ง มีความเป็นพุทธพาณิชย์   ร้อยละ 27.63 ระบุว่า วัดบางแห่ง มีการบริหารจัดการทรัพย์สิน ที่ไม่โปร่งใส   ร้อยละ 25.42 ระบุว่า องค์กรที่ดูแลพระพุทธศาสนาอ่อนแอขาดประสิทธิภาพในการตรวจสอบป้องกัน   ร้อยละ 23.74 ระบุว่า พระสงฆ์จำนวนหนึ่ง ไม่อยู่ในหลักพระธรรมวินัยมีพฤติกรรมก้าวร้าว    ร้อยละ 16.72 ระบุว่า ญาติโยม/ลูกศิษย์จำนวนหนึ่ง ชอบชักนำให้พระสงฆ์ประพฤติหรือทำกิจกรรมที่ผิดหลักพระธรรมวินัย  และการปกครองภายในวัดไม่มีประสิทธิภาพทำให้มีข่าวฉาวเป็นประจำ

ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 13.59 ระบุว่า พระสงฆ์จำนวนหนึ่ง หลงตัวเอง ชอบโฆษณาอภินิหารเกินความจริง (อวดอุตริมนุสธรรม) ร้อยละ 11.60 ระบุว่า วัดบางแห่ง โฆษณาชวนเชื่อให้คนทำบุญเกินตัว/เกินเหตุจำเป็น ร้อยละ 8.32 ระบุว่า พระสงฆ์จำนวนหนึ่ง มีคำสอนที่บิดเบือนคำสอนทางพระพุทธศาสนา ร้อยละ 7.79 ระบุว่า พระสงฆ์จำนวนหนึ่ง เน้นพิธีกรรมทางไสยศาสตร์มากกว่าคำสอนทางพุทธศาสนา ร้อยละ 1.68 ระบุว่า พระสงฆ์จำนวนหนึ่ง ชอบยุ่งการเมือง/เลือกข้าง และร้อยละ 0.46 ระบุว่า พระพุทธศาสนาในปัจจุบันไม่มีปัญหาใด ๆ เลย

นิด้าโพลถามถึงด้านความศรัทธาของประชาชนต่อศาสนาและพระสงฆ์ จากกรณีข่าวฉาวของพระสงฆ์ในปัจจุบัน พบว่า   ความศรัทธาในพระสงฆ์ ตัวอย่าง ร้อยละ 58.40 ระบุว่า ลดลง และร้อยละ 41.60 ระบุว่า เท่าเดิม  ความศรัทธาในศาสนาพุทธ ตัวอย่าง ร้อยละ 68.55 ระบุว่า เท่าเดิม และร้อยละ 31.45 ระบุว่า ลดลง

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมพุทธศาสนิกชนในการอุปถัมภ์ และคุ้มครองพระพุทธศาสนาที่กำหนดโทษจำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ พระสงฆ์และ/หรือฆราวาส ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม  พบว่า   1.พระสงฆ์ที่ต้องอาบัติปาราชิก หรือประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัย ตัวอย่าง ร้อยละ 80.76 ระบุว่า เห็นด้วยมาก   รองลงมา ร้อยละ 13.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 3.82 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 1.83 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย

2. หญิงหรือชายสมัครใจเสพเมถุนกับพระภิกษุหรือสามเณร ตัวอย่าง ร้อยละ 17 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 15.03 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 3.97 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 2.60 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ

3. พระสงฆ์อวดอุตริมนุสธรรม ตัวอย่าง ร้อยละ 63 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 17.56 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 8.55 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 4.89 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย และร้อยละ 0.37 ระบุว่า ไม่ตอบ

4.ผู้ทำการล้อเลียน ดูหมิ่น ทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญของพระพุทธศาสนา ตัวอย่าง ร้อยละ 35 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 19.92 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 10.84 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย ร้อยละ 4.81 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย และร้อยละ 0.08 ระบุว่า ไม่ตอบ

5.ผู้กล่าวหาพระสงฆ์ให้มีมลทินโดยไม่มีหลักฐาน ตัวอย่าง ร้อยละ 44 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 20.84 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 11.76 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 4.96 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย