รายงานพิเศษ : บพข.หนุน ‘IoT Payload’ ฝีมือไทย ผนึก AIS ปิดช่องว่างสัญญาณพื้นที่ห่างไกล

รายงานพิเศษ : บพข.หนุน ‘IoT Payload’ ฝีมือไทย ผนึก AIS ปิดช่องว่างสัญญาณพื้นที่ห่างไกล

รายงานพิเศษ : บพข.หนุน ‘IoT Payload’ ฝีมือไทย ผนึก AIS ปิดช่องว่างสัญญาณพื้นที่ห่างไกล

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. ร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จครั้งสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย หลังดาวเทียม “แนคแซท 2 (KNACKSAT-2)” ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่เกิดจากความร่วมมือของหลากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ถูกปล่อยเข้าสู่วงโคจรจากสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) สำเร็จเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยในภารกิจนี้ บพข. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนา “IoT Payload” หรืออุปกรณ์รับส่งสัญญาณเพื่อการสื่อสาร ผ่านโครงการ “การพัฒนาอุปกรณ์ IoT ฐานอวกาศเพื่อการสาธิตในวงโคจร” ร่วมกับ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AIS)

รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. เปิดเผยว่า ความสำเร็จของ KNACKSAT-2 ถือเป็นหมุดหมายที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยไทย โดยในส่วนที่ บพข. เข้าไปมีบทบาทสนับสนุน คือการผลักดันเทคโนโลยีด้าน Digital Platform โดยเฉพาะเรื่อง Internet of Things (IoT) ซึ่งเรามองเห็นโจทย์ใหญ่ของประเทศเรื่องการเข้าถึงสัญญาณสื่อสารในพื้นที่ห่างไกล (Remote Area) จึงได้อนุมัติทุนสนับสนุนทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) นำโดย ดร.พงศธร สายสุจริต ในการพัฒนาอุปกรณ์รับส่งสัญญาณ (IoT Payload) เพื่อนำขึ้นไปทดสอบการทำงานจริงบนอวกาศ โดยอาศัยดาวเทียม KNACKSAT-2 เป็นฐานในการทดสอบ

“การสนับสนุนของ บพข. ในครั้งนี้ เรามองเห็นโอกาสในการสร้าง Use Case ทางธุรกิจ ที่ชัดเจนสำหรับการขยายขีดความสามารถด้าน Digital Connectivity ของประเทศ โดยใช้พื้นที่อวกาศเป็น Sandbox ในการทดสอบระบบ (Flight Heritage) เพื่อพิสูจน์ว่าเทคโนโลยี IoT ฝีมือคนไทย สามารถทำงานได้จริง ซึ่งจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นในการนำมาใช้งานเชิงพาณิชย์เพื่อปิดจุดบอดของสัญญาณเครือข่ายภาคพื้นดิน”

โครงการพัฒนาอุปกรณ์ IoT ฐานอวกาศฯ ที่ บพข. และ AIS ร่วมลงทุน (Co-Funding) มุ่งเน้นการพัฒนา IoT Payload (อุปกรณ์รับส่งสัญญาณ) ขึ้นไปติดตั้งบนดาวเทียม เพื่อทำหน้าที่เป็น Gateway บนอวกาศ โดยใช้ระบบ LoRaWAN บนดาวเทียม ซึ่งมีจุดเด่นคือการกินพลังงานต่ำแต่ส่งสัญญาณได้ไกล โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT ในพื้นที่ที่เสาสัญญาณมือถือเข้าไม่ถึง เช่น การติดตามตำแหน่งเรือเดินทะเลกลางมหาสมุทร การตรวจวัดสภาพอากาศในป่าลึก หรือพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ เพื่อส่งข้อมูลกลับมาประมวลผลที่สถานีภาคพื้นดินและ Cloud Server ของ AIS เพื่อประมวลผล ซึ่งถือเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่สำคัญให้กับประเทศ

รศ.ดร.กานดา กล่าวเน้นย้ำถึงทิศทางการให้ทุนวิจัยว่า แผนงานดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform) บพข. มุ่งเน้นสนับสนุนงานวิจัยที่มีศักยภาพในการขยายผลเชิงพาณิชย์ (Scalability) เป็นเทคโนโลยีที่พร้อมจะออกจากห้องแล็บ (TRL 4 ขึ้นไป) เพื่อไปสู่การใช้งานจริง หรือทดสอบในสภาวะจริง มีภาคเอกชนร่วมลงทุน (Co-Funding) อย่างเช่นโครงการนี้ที่มี AIS ร่วมสนับสนุนทุน 50% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการของตลาดจริงและมีผู้นำไปใช้ประโยชน์ต่อแน่นอน และต้องเป็นโครงการที่สร้างผลกระทบวงกว้าง (High Impact) ช่วยแก้ปัญหาระดับประเทศ หรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมไทย ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อให้เกิด Ecosystem ใหม่ๆ ในประเทศ เช่น Digital Transformation ในภาคอุตสาหกรรม

“ความสำเร็จในวันนี้ คือบทพิสูจน์ของการทำงานร่วมกันระหว่าง นักวิจัย ภาครัฐ และเอกชน เพื่อปลดล็อกขีดความสามารถการแข่งขัน ผลักดันงานวิจัยไทยสู่ตลาดจริง โครงการนี้ นับเป็นตัวอย่างความสำเร็จของ บพข. ในการสร้าง Use Case ทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง โดยความร่วมมือกับ AIS ในครั้งนี้ จะนำไปสู่การขยายโครงข่าย IoT ให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทยโดยไม่ต้องลงทุนตั้งสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยงภัยหรือพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน และเราพร้อมที่จะสนับสนุนโครงการศักยภาพสูงเช่นนี้ต่อไป เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรมอย่างแท้จริง” รศ. ดร.กานดา กล่าวทิ้งท้าย

สกู๊ปพิเศษ : 31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณ สู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก

สกู๊ปพิเศษ : 31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณ สู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก

สกู๊ปพิเศษ : 31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณ สู่ Eco-system แห่งการเรียนรู้ระดับโลก

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“31 ปี NSM จากรากฐานแห่งพระมหากรุณาธิคุณสู่นวัตกรรมแห่งอนาคต”

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เดินทางมาครบรอบปีที่ 31 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะยกระดับ อพวช.หรือ NSM สู่การเป็น “Eco-system แห่งการเรียนรู้” ที่สมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาคและสู่พิพิธภัณฑ์ระดับโลก

“รากฐานของ NSM มาจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในปี 2535 โดยรัฐบาลในขณะนั้นได้ดำเนินโครงการจัดตั้ง “พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกล พระองค์ทรงตระหนักว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มิใช่เรื่องไกลตัว แต่คือ “เครื่องมืออันทรงพลัง” ในการพัฒนาภูมิปัญญา ยกระดับงานหัตถศิลป์ และสร้างอาชีพให้พสกนิกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน จากสายพระเนตรอันกว้างไกล จึงนำมาสู่การจัดตั้งองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 ม.ค.2538 และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่ออาคารลูกบาศก์อันเป็นเอกลักษณ์ว่า “อาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี” ในวันที่ 8 มิ.ย.2543 ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ และพื้นที่จุดประกายการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ของไทยนับตั้งแต่นั้นมา” นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทน ผอ.NSM แถลงความสำเร็จของ NSM

ตลอด 31 ปีที่ผ่านมา NSM ไม่เคยหยุดนิ่ง จากอาคารเพียงหลังเดียว ได้ขยายสู่การเป็น “Eco-system แห่งการเรียนรู้” ที่สมบูรณ์ที่สุดในภูมิภาค บนพื้นที่กว่า 180 ไร่ ประกอบด้วย 5 พิพิธภัณฑ์ ที่ตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย ซึ่งในปี 2568 เรามียอดผู้เข้าชมสูงถึง 4,000,000 คน โดย NSM มีนิยามก้าวต่อไปที่ชัดเจนสำหรับพิพิธภัณฑ์ทั้ง 5 แห่ง ดังนี้ 1.พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ มุ่งสู่ภารกิจสำรวจโลกวิทยาศาสตร์ที่สนุกสนานภายใต้แนวคิด “The Ultimate Science Exploration Mission” , 2.พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา มุ่งสู่ภารกิจ ศูนย์กลางการอนุรักษ์และความหลากหลายทางชีวภาพแห่งเอเชีย ภายใต้แนวคิด “ASIA’s Hub for Biodiversity Conservation” , 3.พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ มุ่งสู่ภารกิจพื้นที่เรียนรู้ดิจิทัลสุดล้ำเพื่อการใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด ภายใต้แนวคิด “IT Museum Transforms into Future Digital Playground” , 4.พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า มุ่งสู่ภารกิจนิทรรศการที่มีชีวิตตามรอยเบื้องพระยุคลบาท รัชกาลที่ 9 ในการรักษาสมดุลธรรมชาติ ภายใต้แนวคิด “Ecosystem with Living Exhibition that Ignite Eco-Consciousness” และ 5.FUTURIUM ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต  จิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่จะเปลี่ยนเยาวชนจาก “ผู้ดู” ให้เป็น “ผู้สร้างนวัตกรรม” ผ่านการบ่มเพาะทักษะอาชีพแห่งอนาคต

“ดังนั้น NSM ในวันนี้ จึงเป็นมากกว่าพิพิธภัณฑ์ แต่เราคือ กลไกขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจฐานความรู้ ที่ทำหน้าที่ปลูกฝังทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และวางรากฐานในการสร้าง “นวัตกรไทย” เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสุวรงค์ กล่าว

แน่นอนสิ่งที่สำคัญอีกประการในก้าวที่ 31 คือ NSM จะยกระดับสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะในมิติของการบริการที่ตอบโจทย์ความหลากหลายของผู้เข้าชม เพื่อยกระดับ NSM ให้ทัดเทียมพิพิธภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก โดยมีการออกแบบนิทรรศการให้เป็น Bilingual 2 ภาษา ไทย-อังกฤษ ทั้งระบบ เพื่อให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ไร้พรมแดน พร้อมบริการ Audio Guide ในจุดไฮไลต์สำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวและผู้เข้าชมชาวต่างชาติที่นับวันจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายสุวรงค์ กล่าวว่า ความภาคภูมิใจสูงสุดอย่างหนึ่งของเราคือการได้รับรางวัลมาตรฐาน Friendly Design for MICE Venue จาก TCEB สำหรับพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า ซึ่งเป็นการยืนยันว่าพื้นที่ของเราถูกออกแบบภายใต้หลัก Universal Design ที่คำนึงถึงความสะดวกปลอดภัยของคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุหรือผู้พิการ ทำให้ NSM เป็นจุดหมายปลายทางของการเรียนรู้ที่ “เข้าถึงได้จริง” สำหรับทุกคนในสังคม

“ด้วยความพร้อมทั้งด้านสถานที่และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ NSM ได้รับความเชื่อมั่นอย่างสูง        จากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก โดยในปี 2569 นี้ เราได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญระดับนานาชาติถึง 2 งานใหญ่ คือ INTEDIF 2026 (International Directors Forum 2026: INTEDIF 2026) การประชุมผู้บริหารระดับสูงพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลก ระหว่างวันที่ 17-18 ส.ค.2569 และงาน ASPAC Conference 2026 (Asia Pacific Network of Science and Technology Centres Conference 2026) การประชุมเครือข่ายพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ระหว่างวันที่ 19–22 ส.ค.2569 นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่า วันนี้ NSM พร้อมแล้วที่จะเป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนการสื่อสารวิทยาศาสตร์ในระดับสากล และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยบนเวทีโลก” นายสุวรงค์ ระบุ

สำหรับก้าวต่อไปของ NSM นายสุวรงค์ เล่าว่า โครงการที่เป็นหัวใจสำคัญของก้าวต่อไปคือ FUTURIUM หรือ ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต ซึ่งเราวางบทบาทให้เป็น “พื้นที่บ่มเพาะนวัตกร” โดยจะเปลี่ยนประสบการณ์จากการเดินชมพิพิธภัณฑ์แบบเดิม ให้เป็นการลงมือปฏิบัติจริงผ่านทักษะอาชีพ STEM และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อปูพื้นฐานให้เยาวชนไทยมีความพร้อมในการแข่งขันบนเวทีโลกปี 2573 ได้

“ที่สำคัญ NSM กำลังยกระดับพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาให้เป็นฐานที่มั่นด้านชีวภาพของอาเซียน โดยเรามีจุดแข็งคือการเป็นคลังเก็บรักษา “ตัวอย่างสิ่งมีชีวิตอ้างอิง” กว่า 240,000 รายการ ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการวิจัยระดับภูมิภาค ในการปรับปรุงนี้ เราจะคัดสรรคอลเลกชันที่ทรงคุณค่าหมุนเวียนออกมาจัดแสดงเป็นช่วง ๆ ตามหัวข้อที่น่าสนใจ ผสานเทคโนโลยีการเล่าเรื่องล้ำสมัย เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสหลักฐานทางธรรมชาติวิทยาของจริงที่หาดูได้ยาก พร้อมบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ให้เป็นพลังสำคัญในการปกป้องมรดกทางธรรมชาติของอาเซียน โดยคาดว่าในปลายปีนี้ทุกท่านจะได้พบกับโฉมใหม่ของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา” นายสุวรงค์  กล่าว

NSM พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่ทศวรรษใหม่ ในฐานะ “Eco-system แห่งการเรียนรู้” ที่ไม่ได้เพียงแค่ให้ความรู้ แต่จะสร้างแรงบันดาลใจและมอบโอกาสให้กับคนไทยทุกคน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมฐานนวัตกรรมที่ยั่งยืนสืบไป

มูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ ประกาศรางวัลการประกวดเขียนเรียงความ พร้อมมอบทุนการศึกษา

มูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ ประกาศรางวัลการประกวดเขียนเรียงความ พร้อมมอบทุนการศึกษา

มูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ ประกาศรางวัลการประกวดเขียนเรียงความ พร้อมมอบทุนการศึกษา

วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.31 น.

มูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ จัดงานประกาศผลรางวัล การประกวดเขียนเรียงความเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษา และความคิดสร้างสรรค์ ประจำปี’69 พร้อมดึง 2 ดารา-นักเขียนดัง อาย-กมลเนตร เรืองศรี เต็ก-ชัยรัตน์ พิพิธพัฒนาปราปต์ เจ้าของผลงาน กาหลมหรทึก ร่วมขึ้นเวทีเสวนา พร้อมมอบทุนการศึกษา นักเรียนด้อยโอกาส, นิสิต, นักศึกษา ฯลฯ

มูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ โดยการสนับสนุน ของ บริษัท อาร์ ซี แอล จำกัด (มหาชน) จัดงานประกาศผลรางวัล การประกวดเขียนเรียงความเพื่อพัฒนาทักษะทางภาษา และความคิดสร้างสรรค์ ของเด็กและเยาวชน ชิงทุนการศึกษา ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 (รับโล่เกียรติยศ จากท่านองคมนตรี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย) พร้อมจัดการเสวนา โดย คุณอาย-กมลเนตร เรืองศรี นักแสดงหญิงชื่อดัง, คุณเต็ก-ชัยรัตน์ พิพิธพัฒนาปราปต์ เจ้าของผลงาน กาหลมหรทึก และ อาจารย์ธรรมวัฒน์ พัฒนาสุทธินนท์ จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมการมอบทุนการศึกษา ให้กับ นักเรียนด้อยโอกาส, นิสิต, นักศึกษา ฯลฯ

นายเอกกมล แพทยานันท์ ประธานมูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ กล่าวว่า มูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ ตระหนักถึงความสำคัญของภาษาไทยและการพัฒนาทักษะการเขียนของเด็กและเยาวชน มูลนิธิฯ จึงจัดโครงการเขียนเรียงความ เพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชน ชิงทุนการศึกษา ครั้งที่ 2 เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักรักษ์ในภาษาไทย และเป็นเวทีในการแสดงความคิด ทัศนคติของตนเองถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวอย่างสร้างสรรค์ ผ่านกระบวนการเขียนเรียงความที่ถูกต้องตามหลักภาษาไทย

โครงการประกวดการเขียนเรียงความ เพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาและความคิดสร้างสรรค์ ของเด็กและเยาวชน ชิงทุนการศึกษา ครั้งที่ 2 (รับโล่รางวัลเกียรติยศองคมนตรี) โดย มูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาทักษะการใช้ภาษาไทย ให้กับเด็กกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ เพื่อให้นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เห็นคุณค่าของวิชาภาษาไทย และได้แสดงความสามารถทางภาษาไทย ต่อสาธารณะชน เพื่อให้นักเรียน นิสิต และนักศึกษา ได้พัฒนาทักษะด้านการเขียนเรียงความของตนเองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้นักเรียน นิสิต และนักศึกษา ได้พัฒนากระบวนการคิด การค้นคว้าข้อมูล และจินตนาการผ่านการเขียนเรียงความ

ในโอกาสนี้ ยังมีการจัดการเสวนา เรื่อง นักเขียนรุ่นใหม่ในยุค AI เสาวนาโดย คุณอาย-กมลเนตร เรืองศรี นักแสดงหญิง นักเขียน และคอลัมนิสต์ประจำนิตยสาร a day, คุณเต็ก-ชัยรัตน์ พิพิธพัฒนาปราปต์ นักเขียนเจ้าของนามปากกา ปราปต์ เจ้าของผลงาน กาหลมหรทึก และ อาจารย์ธรรมวัฒน์ พัฒนาสุทธินนท์ อาจารย์ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (กรรมการตัดสินการประกวดเรียงความ)

พิธีมอบทุนการศึกษา นักเรียนด้อยโอกาส โรงเรียนวัดสังวรพิมลไพบูลย์ (จันทานุกูล) จ.นนทบุรี, นักเรียนด้อยโอกาส ในพื้นที่ กทม. และนักเรียนตาบอด โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ มอบทุนโดย นางสาวรัชฎาภรณ์ โพธิ์ทอง กรรมการและเลขานุการมูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ, นิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, นักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มอบทุนโดย นายเอกกมล แพทยานันท์ ประธานมูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ

การประกาศผลรางวัลนักเรียน/นักศึกษา ที่ได้รับรางวัลของแต่ละระดับชั้น พร้อมทั้งการอ่านผลงานที่ได้รับรางวัล มีดังนี้

รางวัลพิเศษ “ความตั้งใจดี” ได้รับทุนการศึกษา 3,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร (8 รางวัล) มอบรางวัลโดย นางสาวธนาพันธ์ เค้าสิม เจ้าหน้าที่ส่วนงานอาสาสมัคร โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ได้แก่

1. ด.ช.ธนาภัทร สุขไสย โรงเรียนวัดแม่เตย จ.สงขลา

2. ด.ญ.น้ำหวาน โรงเรียนวัดเมืองสาตร จ.เชียงใหม่

3. ด.ญ.ป้อม พรหมพรรณ โรงเรียนปริยัติรังสรรค์ จ.เพชรบุรี

4. น.ส.จิรัชญา จวงเงิน โรงเรียนนครขอนแก่น จ.ชัยภูมิ

5. น.ส.เอมี่ โรงเรียนกะปงพิทยาคม จ.พังงา

6. นายอัครเดช โคตรนายูง มหาวิทยาลัยรามคำแหง กรุงเทพฯ

7. ด.ช.ปรัชญา เอสุจินต์ โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ กรุงเทพฯ

8. ด.ญ.แสงคำ โรงเรียนวัดสังวรพิมลไพบูลย์ (จันทานุกูล) จ.นนทบุรี

รางวัลชนะเลิศ ระดับประถมศึกษาตอนต้น ในหัวข้อ “คนพิเศษของฉัน” มอบรางวัลโดย อาจารย์ธรรมวัฒน์ พัฒนาสุทธินนท์ อาจารย์ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่ ด.ญ.จิณห์วรา ครุฑจันทร์ ป.3 โรงเรียนบ้านหนองมะค่า จ.ลพบุรี ได้รับทุนการศึกษา 3,000 บาท โล่เกียรติยศ พร้อมเกียรติบัตร

รางวัลชนะเลิศ ระดับประถมศึกษาตอนปลาย ในหัวข้อ “สิ่งที่ฉันประทับใจ” มอบรางวัลโดย อาจารย์ ดร. นริศรา หาสนาม อาจารย์ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่ ด.ญ.กัญญารัตน์ อินเพ็ชร ป.6 โรงเรียนวัดท่าข้าม จ.สุพรรณบุรี ได้รับทุนการศึกษา 5,000 บาท โล่เกียรติยศ พร้อมเกียรติบัตร

รางวัลชนะเลิศ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในหัวข้อ “แต่เล็กจนโตความฝันที่เป็นจริง และความฝันที่เปลี่ยนแปลง” มอบรางวัลโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิทธิธรรม อ่องวุฒิวัฒน์ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้แก่ ด.ญ.ณัฐธิดา งามมี ม.2 โรงเรียนชุมชนเลิศพินิจพิทยาคม จ.ปทุมธานี ได้รับทุนการศึกษา 10,000 บาท โล่เกียรติยศ พร้อมเกียรติบัตร

รางวัลชนะเลิศ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ในหัวข้อ “Ai คือเพื่อน หรือแค่เสมือนคนรู้จัก” หรือ หัวข้อ “สังคมผู้สูงอายุ โอกาสและความท้าทายของอนาคตประเทศไทย” มอบรางวัลโดย นางสาวรัชฎาภรณ์ โพธิ์ทอง กรรมการและเลขานุการมูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ ได้แก่ นายอิรฟาน สามะ ม.5 โรงเรียนอุดมศาสน์วิทยา จ.ยะลา ได้รับทุนการศึกษา 15,000 บาท โล่เกียรติยศ พร้อมเกียรติบัตร

รางวัลชนะเลิศ ระดับอุดมศึกษา (ปริญญาตรี) หรือเทียบเท่า ในหัวข้อ “อิทธิพลของสื่อ และการใช้ภาษา ต่อการสร้างเจตคติของสังคมที่มีต่อคนพิการ” หรือ หัวข้อ “เงินตรา คุณค่า และความสุขของมนุษย์” มอบรางวัลโดย นายเอกกมล แพทยานันท์ ประธานมูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ ได้แก่ นางสาวณิชกานต์ ลี้สกุล นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับทุนการศึกษา 20,000 บาท โล่เกียรติยศ พร้อมเกียรติบัตร

การจัดโครงการประกวดการเขียนเรียงความในครั้งนี้ คาดว่า จะทำให้ นักเรียน, นักศึกษา สามารถพัฒนาทักษะการใช้ภาษาไทย ให้กับเด็กกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ, ได้เห็นคุณค่าของวิชาภาษาไทยและได้แสดงความสามารถทางภาษาไทยให้ปรากฏต่อสาธารณะชน, ได้พัฒนาทักษะด้านการเขียนเรียงความของตนเองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และได้พัฒนากระบวนการคิด การค้นคว้าข้อมูล และจินตนาการผ่านการเขียนเรียงความ มูลนิธิฯ ขอขอบคุณคุณครู ผู้ปกครอง และน้องๆ ทุกคน ที่ให้ความสนใจโครงการประกวดเรียงความฯ ของเรา สำหรับใครที่ไม่ได้รางวัลในปีนี้ ขอให้มาพยายามด้วยกันใหม่ในปีหน้า ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ inbox : เพจมูลนิธิเพื่อเด็กและคนพิการ, Line OA : @283muxxy, Tel : 095-9295163, Website : http://www.childrenandpwds.org, YouTube : https://www.youtube.com/@Fcd2003

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : โทร. 083-483-1618, 096-170-8638

‘ท.ป.5’จัดใหญ่! ปั้นนวัตกรยุคดิจิทัลด้วย ‘Active Learning – ปัญญาประดิษฐ์’

‘ท.ป.5’จัดใหญ่! ปั้นนวัตกรยุคดิจิทัลด้วย ‘Active Learning – ปัญญาประดิษฐ์’

‘ท.ป.5’จัดใหญ่! ปั้นนวัตกรยุคดิจิทัลด้วย ‘Active Learning – ปัญญาประดิษฐ์’

วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.51 น.

เปิดโลกแห่งความคิด! ท.ป.5 จัดใหญ่ Open House 2026 ปั้นนวัตกรยุคดิจิทัลด้วย ‘Active Learning – ปัญญาประดิษฐ์’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ลานโดมอเนกประสงค์ โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ (มัธยมวัดหัตถสารเกษตร) ในพระราชูปถัมภ์ฯ จังหวัดปทุมธานี นางณัฎฐวีภรณ์ ทิพยวาศรี ศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานเปิดกิจกรรม DP5 Academic Open Hous 2026 ประจำปี การศึกษา 2568 ภายใต้แนวคิด ‘เปิดโลกแห่งความคิด ผลิตนวัตกรรม สร้างสรรค์ด้วยพหุปัญญา’ มุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการ วิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรม และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล โดยมีนางสาวใยจิตร์ สาระนิตย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์(มัธยมวัดหัตถสารเกษตร)ในพระราชูปถัมภ์ฯ กล่าวต้อนรับและรายงานวัตถุประสงค์

ภายในงานมีการจัดแสดงผลงานทางวิชาการจากทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ การแสดงผลงานนวัตกรรมของนักเรียน กิจกรรมฐานการเรียนรู้ตามความสนใจ การแข่งขันทักษะวิชาการ ตลอดจนกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ อาทิ To Be Number One รวมถึงการนำเสนอ ผลงานโครงงานและความสามารถพิเศษของนักเรียนทุกระดับชั้นช่วงเช้าเริ่มต้นด้วย พิธีเปิดกิจกรรม DP5 Academic Open House 2026 ตามกำหนดการ และมีการเยี่ยมชมกิจกรรมจากผู้บริหารและคณะผู้บริหาร เพื่อรับชมผลงานและร่วมให้กำลังใจนักเรียน โดยการดำเนินงานเป็นไป อย่างเป็นระบบ ภายใต้คณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งตามระเบียบ เพื่อให้การจัดงานเรียบร้อย โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน

โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาผู้เรียนด้าน นวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ (AI),การเรียนรู้เชิงลงมือปฏิบัติ (Active Learning) , การค้นหาศักยภาพเฉพาะตัวของผู้เรียน (Multiple Intelligences) เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนสามารถศึกษาต่อ ประกอบอาชีพ และดำรงชีวิตในโลกอนาคตได้อย่างมั่นใจ

นอกจากนี้ โรงเรียนยังได้รับการสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนด้าน นวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ จากบริษัท เอ็มม่า อลิส (Godlike Innovators) โดย นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ประธานกรรมการผู้จัดการซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแนวคิดนวัตกรรมสมัยใหม่ให้กับครูและนักเรียนอย่างเป็นรูปธรรม

โรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์มุ่งมั่นพัฒนาการศึกษาให้ก้าวทันโลก สร้างผู้เรียนให้ ‘คิดเป็น ทําเป็น และก้าวทันเทคโนโลยี’เพื่อให้ผู้ปกครองมั่นใจว่า บุตรหลานจะได้รับการดูแลและพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งวิชาการ คุณธรรมโรงเรียนทีปังกรวิทยาพัฒน์มุ่งมั่นพัฒนาการศึกษาให้ก้าวทันโลก สร้างผู้เรียนให้ ‘คิดเป็น ทําเป็น และก้าวทันเทคโนโลยี’ เพื่อให้ผู้ปกครองมั่นใจว่า บุตรหลานจะได้รับการดูแลและพัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งวิชาการ คุณธรรม แล้วพบกันในงาน DP5 Academic Open House2026 เปิดประตูสู่โลกแห่งการเรียนรู้ ที่มากกว่าห้องเรียน และก้าวไกลกว่าคำว่า ‘อนาคต’

/////////////-026

บ.ฉ.โชว์เหนือ! อวดโฉม ‘สายรัดข้อมืออัจฉริยะ-กังหันลมแกนตั้ง’ นวัตกรรมฝีมือเด็กไทย

บ.ฉ.โชว์เหนือ! อวดโฉม ‘สายรัดข้อมืออัจฉริยะ-กังหันลมแกนตั้ง’ นวัตกรรมฝีมือเด็กไทย

บ.ฉ.โชว์เหนือ! อวดโฉม ‘สายรัดข้อมืออัจฉริยะ-กังหันลมแกนตั้ง’ นวัตกรรมฝีมือเด็กไทย

วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 17.08 น.

‘เบญจมราชรังสฤษฎิ์’โชว์เหนือ! เปิดบ้าน Open House 2026 อวดโฉม ‘สายรัดข้อมืออัจฉริยะ-กังหันลมแกนตั้ง’ นวัตกรรมเปลี่ยนโลกฝีมือเด็กไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าที่ ร.ต.เกชา กลิ่นเพ็ง ผู้อำนวยการโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เปิดบ้านต้อนรับผู้ปกครองและนักเรียนในงาน Open House 2026 ‘เปิดโลกการเรียนรู้ นิทรรศการบ้านเบญจมฯ’ โดยได้รับเกียรติจาก นายวีระพล ไชยสิทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา เป็นประธานในพิธีเปิดและเยี่ยมชมผลงานของเหล่านักเรียนอย่างใกล้ชิด

จุดที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในปีนี้ คือนิทรรศการหน้าอาคาร 8 ของห้องแผนการเรียนวิศวกรรมศาสตร์ ภายใต้การดูแลของ ครูเสรี อังศิริ ซึ่งนักเรียนได้นำกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม (Engineering Design Process) มาสร้างสรรค์เป็นผลงานที่ใช้งานได้จริง อาทิ Mood Capsule (สายรัดข้อมืออัจฉริยะ) นวัตกรรมดูแลสุขภาพจิตที่ใช้ระบบไมโครคอนโทรลเลอร์ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจและความแปรปรวนของชีพจร เพื่อประมวลผลความเครียดและสภาวะอารมณ์ผ่านแอปพลิเคชันที่นักเรียนพัฒนาขึ้นเอง และ กังหันลมแกนตั้ง (VAWT) ระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าจากลมที่ติดตั้งเครื่องวัดความเร็วลม (Anemometer) พร้อมระบบบันทึกข้อมูลแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ความคุ้มค่าเชิงพลังงานได้อย่างแม่นยำ

ความสำเร็จในครั้งนี้ยังได้รับการสนับสนุนด้านนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) จาก บริษัท เอ็มม่า อลิส (Godlike Innovators) โดย นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการ ที่มาร่วมพัฒนาหลักสูตรเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเสริมสร้างทักษะดิจิทัลให้นักเรียนก้าวทันโลกอนาคต

นางอำไพ วัฒนเหลืองอรุณ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ระบุว่างานครั้งนี้เป็นมากกว่านิทรรศการ แต่คือบทพิสูจน์ว่าโรงเรียนสามารถสร้าง ‘นักคิด นักประดิษฐ์ และนักพัฒนา’ ที่มีความพร้อมทั้งทักษะ STEM และการเขียนโปรแกรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ในยุคใหม่

/////////////-026

อนุทิน สั่งอนุมัติเงินเยียวยา 1 ล้านให้ครอบครัว ผอ.ศศิพัชร

อนุทิน สั่งอนุมัติเงินเยียวยา 1 ล้านให้ครอบครัว ผอ.ศศิพัชร

อนุทิน สั่งอนุมัติเงินเยียวยา 1 ล้านให้ครอบครัว ผอ.ศศิพัชร

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.46 น.

“รมว.นฤมล” เผย นายกฯ อนุทิน สั่งอนุมัติเงินเยียวยา 1 ล้านให้ครอบครัว “ผอ.ศศิพัชร”ขณะที่ ศธ.พิจารณาบำเหน็จความชอบพิเศษ-เปิดทางบรรจุทายาทรับราชการตามหลักเกณฑ์ ยัน ดูแลผู้บาดเจ็บและฟื้นฟูจิตใจเต็มที่ 

13 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.00 น.ศ.ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิต จากเหตุคนร้ายบุกยิงภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ จังหวัดสงขลา ว่า ภายหลังเกิดเหตุได้เร่งลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์ พร้อมให้กำลังใจครู นักเรียน และผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด และได้รายงานสถานการณ์นาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่เกิดเหตุ

โดยนายกรัฐมนตรีได้มีดำริให้ใช้งบประมาณจากสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเยียวยาครอบครัวของ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ซึ่งเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องนักเรียน โดยเห็นว่าเป็นการเสียสละอันยิ่งใหญ่ และสมควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสภาพจิตใจของครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย

รมว.ศธ. เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ภายหลังการลงพื้นที่เมื่อค่ำวานนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งจัดทำรายละเอียดเสนอไปยังคณะกรรมการกองทุนของสำนักนายกรัฐมนตรีโดยด่วน ซึ่งกระทรวงฯ ได้ส่งข้อมูลและหลักฐานประกอบการพิจารณา และล่าสุด ได้รับแจ้งว่า คณะกรรมการได้พิจารณาอนุมัติการเยียวยาให้แก่ครอบครัวของ นางศศิพัชร สินสโมสร จำนวน 1 ล้านบาท โดยในวันอังคารที่ 17 ก.พ.จะมีการมอบเงินเยียวยาดังกล่าวให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิต ในพิธีพระราชทานเพลิงศพนางศศิพัชร เพื่อร่วมไว้อาลัยและแสดงความเคารพต่อวีรกรรมอันกล้าหาญ

ส่วนกรณีผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยเฉพาะนักเรียนที่ยังอยู่ระหว่างการรักษา จะต้องรอเอกสารรับรองแพทย์เพื่อประกอบการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ ก่อนดำเนินการช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่าจะดูแลอย่างใกล้ชิด และไม่ปล่อยให้ครอบครัวใดต้องเผชิญกับผลกระทบเพียงลำพัง

นอจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำชับให้ ศธ.พิจารณาสิทธิประโยชน์และบำเหน็จบำนาญความชอบเป็นกรณีพิเศษตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยขณะนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้พิจารณาช่วยเหลือครอบครัวของ ผอ.ศศิพัชร เพื่อเป็นการตอบแทนคุณความดีและยกย่องครูผู้เสียสละ ตามหลักเกณฑ์ฯ ว 12/2562 ให้ส่วนราชการสามารถพิจารณาการสงเคราะห์และช่วยเหลือบรรจุทายาทของข้าราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่เสียชีวิต อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี เข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ได้ ซึ่ง ผอ.ศศิพัชร มีบุตรธิดา จำนวน 2 คน กำลังศึกษาในระดับชั้นอุดมศึกษา ปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามลำดับ โดยเมื่อจบการศึกษาก็สามารถดำเนินการตามหลักเกณฑ์นี้ได้ ในกรณีที่ทายาทประสงค์จะบรรจุเข้ารับราชการ

ศธ.ยืนยันดูแลครอบครัว ผอ.ศศิพัชร ให้สิทธิทายาทโดยชอบธรรมบรรจุรับราชการ

ศธ.ยืนยันดูแลครอบครัว ผอ.ศศิพัชร ให้สิทธิทายาทโดยชอบธรรมบรรจุรับราชการ

ศธ.ยืนยันดูแลครอบครัว ผอ.ศศิพัชร ให้สิทธิทายาทโดยชอบธรรมบรรจุรับราชการ

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.10 น.

ศธ.ยืนยันดูแลครอบครัว “ผอ.ศศิพัชร” เลขาฯ ก.ค.ศ. แจง ดำเนินการ “ให้สิทธิทายาทโดยชอบธรรมบรรจุเข้ารับราชการ”ได้ ตอบแทนความดีครูผู้เสียสละเพื่อปกป้องนักเรียน

13 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. เปิดเผยว่า จากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนที่ชิงมาจากตำรวจบุกเข้าไปก่อเหตุในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และผู้อำนวยการโรงเรียน “ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร” ได้เสียสละเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องนักเรียน จนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมานั้น

เบื้องต้น ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต และพิจารณาสิทธิประโยชน์และบำเหน็จบำนาญความชอบเป็นกรณีพิเศษตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการดำเนินการตามข้อสั่งการโดยเร่งด่วน นั้น

“การดำเนินการช่วยเหลือในส่วนที่สำนักงาน ก.ค.ศ. สามารถดูและช่วยเหลือครอบครัวของ ผอ.ศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ได้ เพื่อเป็นการตอบแทนคุณความดีและยกย่องครูผู้เสียสละ ตามหลักเกณฑ์ฯ ว 12/2562 ให้ส่วนราชการสามารถพิจารณาการสงเคราะห์และช่วยเหลือบรรจุทายาทของข้าราชการสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่เสียชีวิต อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี เข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ได้ ซึ่ง ผอ.ศศิพัชร มีบุตรธิดา จำนวน 2 คน กำลังศึกษาในระดับชั้นอุดมศึกษา ปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามลำดับ โดยเมื่อจบการศึกษาก็สามารถดำเนินการ
ตามหลักเกณฑ์นี้ได้ ในกรณีที่ทายาทประสงค์จะบรรจุเข้ารับราชการ” 

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะดูแลครอบครัวของผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มกำลัง พร้อมดำเนินมาตรการต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนทุกคน

กองทัพบกจับมือกลุ่มทุนปรัชญาฯลงพื้นที่บึงกาฬขับเคลื่อนหมู่บ้านเข้มแข็งชายแดนมอบทุน 15 ทุน

กองทัพบกจับมือกลุ่มทุนปรัชญาฯลงพื้นที่บึงกาฬขับเคลื่อนหมู่บ้านเข้มแข็งชายแดนมอบทุน 15 ทุน

กองทัพบกจับมือกลุ่มทุนปรัชญาฯลงพื้นที่บึงกาฬขับเคลื่อนหมู่บ้านเข้มแข็งชายแดนมอบทุน 15 ทุน

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.48 น.

กองทัพบกจับมือกลุ่มทุนปรัชญาฯ ลงพื้นที่บึงกาฬ ขับเคลื่อนหมู่บ้านเข้มแข็งชายแดน มอบทุน 15 ทุน หนุนพัฒนาอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้แทนจาก กองทัพบก ร่วมกับกลุ่มทุนปรัชญาเพื่อความมั่นคง และหน่วยงานภาครัฐ–เอกชนในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ ลงพื้นที่ติดตามและขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดนไทย–ลาว ควบคู่จัดกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนในพื้นที่

ช่วงเช้าคณะได้ประชุมหารือ ณ ห้องประชุม ศปก.ตม.บึงกาฬ โดยมี พ.อ.วาริส ทรวงโพธิ์ หน.สนผ.ฝกร.ศปก.ทบ. เป็นประธานการประชุม มีผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เข้าร่วม รวมถึงผู้แทนหอการค้าจากแขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว และสื่อมวลชน เพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินโครงการ “People to People Connectivity” มุ่งสร้างความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชน เสริมความเข้มแข็งของชุมชนชายแดนในมิติเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง

จากนั้นคณะได้เดินทางไปยัง โรงเรียนบ้านห้วยเชื่อมเหนือ ตำบลไคสี อำเภอเมืองบึงกาฬ จัดกิจกรรม CSR มอบทุนการศึกษา จำนวน 15 ทุน เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการเรียนรู้ของนักเรียนในพื้นที่ สร้างขวัญกำลังใจแก่เยาวชนและครอบครัว

ในช่วงบ่าย คณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) หลัก ตำบลโคกก่อง ติดตามการดำเนินงานตามแผนหมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนาน โดยส่งเสริมการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการสร้างอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน ก่อนปิดภารกิจด้วยการเยี่ยมชมกิจการชุมชนในพื้นที่ตำบลชัยพร

การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือบูรณาการของภาครัฐและเอกชน ในการเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน และสานความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย–ลาว ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานตะกร้าสิ่งของ มอบกำลังพลบาดเจ็บชายแดนไทย-กัมพูชา

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานตะกร้าสิ่งของ มอบกำลังพลบาดเจ็บชายแดนไทย-กัมพูชา

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานตะกร้าสิ่งของ มอบกำลังพลบาดเจ็บชายแดนไทย-กัมพูชา

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.16 น.

ในหลวง-พระราชินี รักษาราชการแทนผู้ว่าฯสุรินทร์ เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

12 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายประภาส ศรีจันทร์เวียง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ไปมอบแก่ พลทหาร ปวิวัตร์ มีมานะ กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลสุรินทร์ อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับ พลทหาร ปวิวัตร์ ฯไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ พลทหาร ปวิวัตร์ ฯ อย่างหาที่สุดมิได้

สอศ. ผุด ‘1 สอจ. 1 นิคมอุตสาหกรรม’ พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาทวิภาคี

สอศ. ผุด ‘1 สอจ. 1 นิคมอุตสาหกรรม’ พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาทวิภาคี

สอศ. ผุด ‘1 สอจ. 1 นิคมอุตสาหกรรม’ พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาทวิภาคี

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายวิทวัต  ปัญจมะวัต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดประชุมชี้แจงการขับเคลื่อนประสานความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (Public- Private -Partnership : PPP) เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา  โดยมีผอ.สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด (สอจ.) 77 จังหวัด เข้าร่วมประชุม  ณ โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

โดยกิจกรรมการประชุม ประกอบด้วย การมอบนโยบายและการเสวนาวิชาการขับเคลื่อนประสานความร่วมมือภาครัฐและเอกชน  และแนะนำการเข้าใช้งานระบบจัดเก็บข้อมูลความต้องการกำลังคนของสถานประกอบการ ระบบ DVE-PPP Management System)

นายวิทวัต  ปัญจมะวัต  รองเลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า นโยบายการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 นี้  มีเป้าหมายแนวทาง 4  ข้อ ได้แก่ 1.การเตรียมตัวผู้เรียนอาชีวศึกษาทวิภาคีก่อนไปฝึกประสบการณ์วิชาขีพในสถานประกอบการ โดยพัฒนาทั้งความรู้ ทักษะ และระเบียบวินัย รวมไปถึงทักษะที่จำเป็นในสถานประกอบการ โดยอบรมอย่างน้อย 30 ชั่วโมง และเริ่มพัฒนาตั้งแต่บัดนี้ เพื่อจะได้มีความพร้อมที่ผู้เรียนจะออกไปฝึกประสบการณ์วิชาชีพในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ , 2.การวิเทศผู้เรียนที่ออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ครูผู้สอนสามารถทำได้ทั้งแบบ Onsite และแบบ Online ซึ่งควรวิเทศ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง , 3.สถานศึกษาจะต้องจัดทำportfolioให้ผู้เรียนได้นำไปให้สถานประกอบการ เพื่อประเมินผลการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของผู้เรียน โดยสถานประกอบการจะประเมินทั้งจุดแข็ง จุดอ่อนของผู้เรียน ถ้าหากผู้เรียนมีจุดอ่อนเรื่องใด  สถานศึกษาจะต้องกลับมาพัฒนาสมรรถนะซ่อมเสริมเพิ่มเติมให้กับผู้เรียน โดยพัฒนา อย่างน้อย 30 ชั่วโมง เพื่อคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาทวิภาคี และ 4.การทำความร่วมมือกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  โดยจัดพื้นที่รับผิดชอบ 1 สำนักงานอาชีวศึกษา (สอจ.) 1  นิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งการจัดทำระบบจัดเก็บข้อมูลความต้องการกำลังคนสถานประกอบการ (ระบบ DVE – PPP Management System)เพื่อจัดทำเป็นระบบข้อมูลกลาง โดยขอความร่วมมือ สอจ.เป็นผู้รายงานและนำข้อมูลที่ผ่านมา เข้าสู่ระบบเป็นข้อมูลกลางเพื่อแชร์ข้อมูลร่วมกัน

“ศูนย์อาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ยังได้จัดทำคู่มือการดำเนินงานประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ฉบับสถานศึกษา และฉบับสถานประกอบการ  ในรูปแบบ E -book เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามแนวทางเดียวกัน รองเลขาธิการ กอศ. กล่าวและว่า

ทั้งนี้ จะมีการจัดประชุม (ระดับภูมิภาค) เพื่อชี้แจงการขับเคลื่อนประสานความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาในระดับผู้ปฏิบัติงานตามนโนบาย ซึ่งกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่  รองผอ.สถานศึกษาด้านแผนงานและความร่วมมือ และรองผอ.สถานศึกษาด้านวิชาการ หัวหน้างานความร่วมมือ และหัวหน้างานทวิภาคี  รวม 4 คนขอวแต่ละสถานศึกษา โดยกำหนดจัดประชุมภูมิภาค ดังนี้ 5 มีนาคม 2569 โซนภาคอีสานตอนบน ณ จ.ร้อยเอ็ด , 10 มีนาคม 2569  โซนภาคอีสานล่าง ณ จ.นครราชสีมา , 12 มีนาคม 2569 ภาคเหนือ ณ จ.เชียงใหม่ , 31 มีนาคม 2569 ภาคใต้ ณ จ.ภูเก็ต , 2 เมษายน 2569 ภาคกลาง   ณ จ.ลพบุรี , 7 เมษายน 2569 ภาคตะวันออก ณ จ.ชลบุรี