ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยงานวิจัยไทย ‘กรมการแพทย์แผนไทยฯ-ศิลปากร’ คว้าถ้วยพระราชทานในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยงานวิจัยไทย 'กรมการแพทย์แผนไทยฯ-ศิลปากร' คว้าถ้วยพระราชทานในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยงานวิจัยไทย ‘กรมการแพทย์แผนไทยฯ-ศิลปากร’ คว้าถ้วยพระราชทานในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.54 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดพิธีมอบรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award ภายในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัล Platinum Award จะได้รับ ถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลและเกียรติบัตร โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. ผู้บริหารหน่วยงาน และผู้ได้รับรางวัลเข้าร่วม ณ เวที Highlight Stage ห้อง บางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า การจัดงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ครั้งนี้สะท้อนผลสัมฤทธิ์ของการขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ โดยมีการมอบรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award เพื่อเชิดชูหน่วยงานที่มีความโดดเด่นด้านการจัดแสดงและนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรม อันเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการเผยแพร่องค์ความรู้ พร้อมยกระดับมาตรฐานการสื่อสารผลงานวิจัยสู่สาธารณชนและการนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยปีนี้มีผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากหน่วยงานเครือข่ายทั่วประเทศร่วมจัดแสดงมากกว่า 1,000 ผลงาน ครอบคลุมหลากหลายสาขา และได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างมาก

ในงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2569 ได้มีการประกาศผลและมอบรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award เพื่อเชิดชูผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีความโดดเด่น โดยสถาบันที่พิชิตรางวัล Platinum Award จำนวน 2 รางวัล ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จากผลงาน “การยกระดับห่วงโซ่คุณค่ากระท่อมไทยตามมาตรฐาน Thailand Kratom GACP เพื่อรองรับระบบบริการบำบัดยาเสพติดอย่างครบวงจร”

และ “นวัตกรรมตำรับยาจากกระท่อมสมุนไพรเศรษฐกิจทางการแพทย์แผนไทย เพื่อบำบัดผู้มีปัญหาจากการดื่มสุราในระบบบริการสาธารณสุข” และ มหาวิทยาลัยศิลปากร จากผลงาน “นวัตกรรมการสังเคราะห์เส้นใยเมลานินชีวภาพจากดินเปรี้ยวอันเนื่องมาจากพระราชดำริในที่ดินมูลนิธิชัยพัฒนา

รางวัล Gold Award จำนวน 4 รางวัล ได้รับถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรี ได้แก่ ผลงาน “การยกระดับห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรมยางพาราไทยด้วยโมเดล BCG: นวัตกรรมสารจุ่มเต้านมโคฐานชีวภาพและการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมการผลิต ผลิตภัณฑ์จากน้ำยางพารา” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ผลงาน “การจัดการพื้นที่วัฒนธรรมเพื่อยกระดับตลาดวัฒนธรรมชุมชน บ้านไม้ริมคลองเจดีย์บูชา (หน้าวัดพระงาม) จังหวัดนครปฐม” จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ผลงาน “การยกระดับและขยายผลเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเมล็ดโกโก้ ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานและเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรในพื้นพื้นที่ภาคใต้” จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ผลงาน “ดาวเทียมคิวบ์แซท (KNACKSAT)” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

Silver Award จำนวน 6 รางวัล ได้รับถ้วยรางวัลจากรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ผลงาน “ย่านยาวโมเดล: นวัตกรรมสังคมยกระดับขมิ้นชันภาคใต้สร้างมูลค่าเพิ่มสู่เศรษฐกิจฐานราก BCG”  จาก มหาวิทยาลัยทักษิณ ผลงาน “ไหมมัดหมี่ : ศาสตร์แห่งศิลป์” จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ผลงาน “การเพิ่มประสิทธิภาพอิฐมอญด้วยสารเติมแต่งแบเรียมซัลเฟตและไทเทเนียมไดออกไซต์สำหรับกำแพงป้องกันรังสีงสีเอกซ์” จาก สถาบันพระบรมราชชนก ผลงาน “วังส้มซ่าโมเดล: การเปลี่ยนผ่านวิสาหกิจชุมชนด้วยนวัตกรรมฐานชีวภาพระดับสูง ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ผลงาน “ลูมอส: ชุดตรวจวัดสารกำจัดศัตรูพืชปนเปื้อนแบบพกพาเพื่ออาหารปลอดภัย” จาก สถาบันวิทยสิริเมธี  ผลงาน “ระบบความเค็มอัจฉริยะทะเลสาบสงขลา” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

นอกจากนี้ยังมีรางวัลประเภท Bronze Award จำนวน 8 รางวัล มีสถาบันที่ได้รับถ้วยรางวัลจากปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 4 รางวัล ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กรมการข้าว กรมอนามัย  สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา และสภากาชาดไทย รางวัลประเภทถ้วยรางวัลจากผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มีสถาบันที่ได้รับถ้วยรางวัลจำนวน 4 หน่วยงาน ได้แก่ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ  มหาวิทยาลัยสวนดุสิต  สถาบันวิจัยแสงชินโครตรอน (องค์การมหาชน)

และ รางวัลชมเชย มีสถาบันได้รับใบรางวัลและเกียรติบัตรจำนวน 18 หน่วยงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ราชภัฏสุราษฎร์ธานี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ สำนักงานกิจการยุติธรรม  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ กรมปศุสัตว์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

ผลงานวิจัยดังกล่าวสามารถพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริง ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ชุมชน และผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และพัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นจากอัตลักษณ์ไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล อันสะท้อนบทบาทของงานวิจัยไทยในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ผลการตัดสินรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต ตอกย้ำบทบาทของ “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ” ในฐานะเวทีสำคัญของประเทศที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ วช. ขอแสดงความยินดีกับทุกหน่วยงานและนักวิจัยที่ได้รับรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award โดยเชื่อมั่นว่ารางวัลดังกล่าวจะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีคุณภาพ พร้อมต่อยอดการใช้ประโยชน์องค์ความรู้สู่การพัฒนาประเทศ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ค้นพบข้อมูลใหม่โบราณคดี แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี

ค้นพบข้อมูลใหม่โบราณคดี แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี

ค้นพบข้อมูลใหม่โบราณคดี แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.42 น.

วันที่ 27 มิถุนายน 2569 ที่พระที่นั่งราชธรรมสภา พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนครคีรี  อำเภอเมืองเพชรบุรี  นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานแถลงข่าว การค้นพบข้อมูลใหม่แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี และมอบเงินชดเชยผลอาสิน ให้แก่ นางคนางค์ และนายเจน เพชรสุด เจ้าของพื้นที่ โดยมี นายชัยพล ภูต้องลม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นางธิวัลรัตน์ อังกินนันท์ สส.เพชรบุรี เขต 1 นายอำเภอเมืองเพชรบุรี นายอำเภอบ้านลาด หัวหน้าส่วนราชการ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และผู้มีเกียรติ ร่วมพิธี 

อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กรมศิลปากร โดยสํานักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เริ่มดําเนินงานขุดค้น แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อขุดกู้และชุดศึกษาหลักฐานทาง โบราณคดีจากตําแหน่งที่มีการค้นพบกลองมโหระทึกในที่นาของนางคนางค์ เพชรสุด หมู่ 6 บ้านดอนพลับ ตำบลสมอพลือ อําเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งผลการขุดค้นในช่วงต้นพบชิ้นส่วนขอบฐานของกลองมโหระทึก พร้อมทั้งพบภาชนะดินเผาหลายใบวางอยู่โดยรอบในตําแหน่งที่สัมพันธ์กับกลอง เมื่อดําเนินการขุดลึกลงไปพบชิ้นส่วนกลองมโหระทึก อีกใบในลักษณะคว่ำหน้าอยู่ในดินและเริ่มปรากฏหลักฐานสําคัญ คือ โครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังอยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยมีการวางภาชนะสําริดประกอบพิธีศพในตำแหน่งต่าง ๆ นอกจากนี้ยังพบ เครื่องประดับ ได้แก่ ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน แหวนทองคํา และกําไลทองคํา ซึ่งบางชิ้นยังคงสวมอยู่กับโครงกระดูก สะท้อนให้เห็นถึงความสําคัญ ของบุคคลผู้ถูกฝังและความเชื่อเกี่ยวกับการอุทิศสิ่งของในพิธีกรรมหลังความตาย

อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอีกว่า ภายหลังจากการค้นพบโครงกระดูก นักโบราณคดีได้ดําเนินการขุดค้นอย่างละเอียคเพื่อศึกษารูปแบบการฝังศพให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จนกระทั่งพบโครงกระดูกเพิ่มเติม มีการสวมโลหะสำริด ลักษณะคล้ายภาชนะครอบบริเวณศีรษะ ซึ่งถือเป็นลักษณะพิเศษที่ไม่พบโดยทั่วไป อีกทั้งยังพบกลุ่ม โบราณวัตถุสําคัญ เช่น เครื่องประดับทองคํา แหวนทองคํา ลูกปัดทองคํา จี้ทองคํา ต่างหูทองคํา ภาชนะดินเผาขนาดเล็ก ภาชนะสำริด และลูกปัดจํานวนมาก การดําเนินงานจนถึงปัจจุบันพบโครงกระดูกมนุษย์ รวม 9 โครง โครงกระดูกที่พบล่าสุดสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นโครงกระดูกเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี มีโลหะสำริด รูปร่างคล้ายฆ้องสำริดวางอยู่บนบริเวณลำตัว พบกลองมโหระทึกเพิ่มเติมอีก 4 ใบรวมเป็น 6 ใบ ซึ่งจะดําเนินการขุดแต่งกลองเพื่อศึกษา ลักษณะและลวดลายบนลําตัวของกลอง ตลอดจนศึกษาแบบแผนของการฝังศพและรูปแบบการวางของอุทิศให้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังพบก้อนดินเผาไฟจํานวนมาก กรามฟันสัตว์เคี้ยวเอื้อง ประเภทวัว/ควาย สภาพค่อนข้างสมบูรณ์โดยพบทั้งกรามบนและกรามล่างอยู่ในบริเวณใกล้กัน ถือเป็นหลักฐานสําคัญที่แสดงถึงการฝังสัตว์ร่วมในพิธีกรรมการฝังศพและพบร่วมกับวัตถุอุทิศ แสดงถึงความสำคัญของสัตว์เหล่านั้น อาจเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำชุมชน หรือมีความสําคัญในแง่อื่น ๆ ซึ่งต้องมีการศึกษาต่อไป

หลังจากนี้ กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม จะเข้าบันทึกหลักฐานโครงกระดูก และหลุมขุดค้นด้วยเทคนิค 3D Scan อีกครั้ง ก่อนจะทำการเก็บโครงกระดูก และโบราณวัตถุขึ้นจากหลุมในเดือน กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป โดยทีมนักโบราณคดี จากสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี และสำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีของกรมศิลปากร และนักวิทยาศาสตร์จากกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ พร้อมทั้งจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุ และนำส่งไปยังกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อทำการอนุรักษ์ จากนั้นจะทำการเคลียร์หลุมขุดค้นเพื่อคืบสู่สภาพเดิม ก่อนส่งมอบพื้นที่ให้กับเจ้าของที่นาได้ใช้ประกอบอาชีพต่อไป ทั้งนี้ ได้จัดส่งตัวอย่างถ่านที่ได้จากการขุดค้นไปหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ ทีประเทศสหรัฐอเมริกา คาดว่าจะทราบผลค่าอายุที่แน่นอนประมาณ 3 เดือน “จากการคำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าแหล่งโบราณคคีคอนยายทอง เป็นแหล่ง ฝังศพทีมีความสำคัญอย่างยิ่งในเขิงวิชาการ สะท้อนถึงรูปแบบพิธีกรรม ความเชื่อเละสถานะทางสังคมของชุมชน ในอดีต และยังคงมีศักยภาพในการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในอนาคต ทั้งในด้านโบราณคดี มานุษยวิทยาและ ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของภูมิภาค” นายพนมบุตร กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ขุดพบสุสานบุคคลชั้นสูง อายุกว่า 1,500 ปี สวมกำไลทองคำ ฝังรวมกับกลองมโหระทึก

สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เผยข้อมูลการขุดค้น พบกลองมโหระทึกใบแรกของเพชรบุรี

มารอข้ามคืน! เปิดใจ ‘ป้านิต’ คนแรกที่ได้กราบพระศพ ‘พระองค์ภา’ น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

มารอข้ามคืน! เปิดใจ 'ป้านิต' คนแรกที่ได้กราบพระศพ 'พระองค์ภา' น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

มารอข้ามคืน! เปิดใจ ‘ป้านิต’ คนแรกที่ได้กราบพระศพ ‘พระองค์ภา’ น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.58 น.

27 มิถุนายน 2569 สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง เป็นวันแรก โดยเปิดให้เข้าถวายสักการะพระศพทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น. แบ่งเป็น 3 ช่วงเวลา  

ช่วงที่ 1 เวลา 08.00 – 10.00 น.  

ช่วงที่ 2 เวลา 11.30 – 16.00 น. 

และช่วงที่ 3 เวลา 20.00 – 21.00 น.            

โดยผู้ที่เข้าถวายสักการะพระศพฯต้องผ่านจุดคัดกรองและลงทะเบียนจัดลำดับ ที่โถงอุโมงค์ทางเดินลอดถนนหน้าพระลาน โดยมีเจ้าหน้าที่และจิตอาสาคอยดูแลอำนวยความสะดวกให้ 

สำหรับวันนี้ซึ่งเป็นวันแรก ประชาชนจำนวนมากเดินทางมาเป็นครอบครัวและมาเป็นหมู่คณะด้วยชุดแต่งกายไว้ทุกข์สีดำ มาผ่านจุดคัดกรองและรับการจัดลำดับการเข้าถวายสักการะพระศพ และพระศพฯ ภายในโถงอุโมงค์ทางเดินลอดถนนหน้าพระลาน เพื่อรับสติกเกอร์โบว์สีดำ สำหรับเข้าสักการะพระศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท  และรับสติกเกอร์โบว์สีขาว เข้าถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา

จากนั้นเดินทางเข้าประตูมณีนพรัตน์ และเดินตามเส้นทางที่สำนักพระราชวังกำหนด โดยผู้ที่เดินทางเข้าถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จะเลี้ยวซ้ายผ่านประตูพรหมโสภา และพักคอยที่ใต้โถงพระที่นั่งบรมราชสถิต มโหฬาร เพื่อรอลำดับการเข้าถวายสักการะพระศพฯ บนพระที่นั่งพิมานรัตยา เมื่อเข้ากราบเสร็จแล้วเดินออกยังประตูอนงคลีลา โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง นำภาพพระโกศ และพระรูป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา มอบเป็นที่ระลึก ก่อนเดินทางออกทางประตูอุดมสุดารักษ์  

นางสุวรรณา (ป้านิด) เคนน้ำเที่ยง ชาวจังหวัดบุรีรัมย์  ซึ่งได้รับการจัดลำดับเข้าถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นคนแรก กล่าวด้วยความอาลัย ว่า  ตนเดินทางมาถึงบริเวณจุดคัดกรองตั้งแต่ 4 โมงเย็นของเมื่อวาน(ศุกร์ที่ 26 มิ.ย.)ตั้งใจอยากเข้าไปกราบพระศพพระองค์ภาเป็นคนแรก เพราะรู้สึกว่าพระองค์ท่านทรงงานหนักคอยดูแลช่วยเหลือประชาชนที่ตกทุกข์ในทุกหย่อมหญ้า ที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม ไฟไหม้ พระองค์ท่านก็ไปดูช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดโดยไม่ถือพระองค์ 

“ป้าเคยถวายเงินท่าน 100 บาท ท่านบอกว่า อ๋อเราจะไม่รับเงิน งั้นรับก็ได้แต่จะเอาไปให้มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก และป้าเคยไปช่วยบรรจุถุงยังชีพ ท่านก็ถือไอศครีมเดินแจกอย่างไม่ถือพระองค์ ท่านทรงน่ารัก ก่อนนี้เห็นพระองค์ภาฯเสด็จพร้อมพระองค์โสมฯและมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) นำถุงยังชีพไปช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยต่างๆมาโดยตลอด

“ป้าเห็นพระองค์ท่านมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และตอนท่านประชวร 3 ปีที่ผ่านมาเราก็หวังว่าพระองค์ท่านจะมีพระอาการดีขึ้น ทุกวันพระป้าก็จะไปสวดมนต์ขอพรให้พระองค์ท่านหายจากอาการประชวร แต่ก็ไม่มีปาฏิหาริย์ พอทราบข่าวว่าพระองค์ท่านสิ้นพระชนม์ก็ใจหายถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ก็ขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย“ ป้านิต กล่าวด้วยความอาลัย

นางสาว รุ่งทิวา เพ็งนาม อายุ 42 ปี ชาว จ.สมุทรปราการ กล่าวว่า นั่งรถเมล์สาย 25 จาก จ.สมุทรปราการ มาตั้งแต่เวลา 21.00 น.ของเมื่อวาน (26 มิ.ย.) มารอข้ามคืนเพื่อเข้าถวายสักการะพระศพพระองค์ภาฯ ในเช้าวันนี้  ภาพที่เห็นติดตาตอนน้ำท่วมภาคใต้ พระองค์ภาฯ เสด็จส่วนพระองค์ และทรงวิ่งระยะไกลเพื่อไปเยี่ยมราษฎรที่ถูกน้ำท่วม ท่านทรงเป็นนักกฎหมาย ทรงช่วยเหลือนักโทษอย่างเป็นกันเองเพื่อให้นักโทษมีอาชีพมีโอกาสที่ดีขึ้น ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่พระองค์ท่านทำไว้ รู้สึกประทับใจและตื้นตันใจอย่างมาก พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่เรียบง่าย และทรงเก่งด้านกีฬาดนตรีก็รู้สึกปลาบปลื้ม

“วันเกิดพระองค์ภาฯ จะสวดบทอิติปิโสเท่าอายุพระองค์และเกิน 1 จบถวายทุกๆปี และตอนที่พระองค์ท่านประชวนอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ก็ไปลงนามถวายพระพรให้กำลังใจพระองค์ท่านตลอด ก็รู้สึกเสียใจอย่างมากที่พระองค์ท่านจากพวกเราไป วันนี้ตั้งใจมาส่งเสด็จพระองค์สู่สวรรคาลัย พระองค์จะสถิตอยู่ในใจตราบนิจนิรันดร์“

ด้านนายกันหา ผาแก้ว อายุ 73 ปี อาชีพค้าขาย กล่าวว่า ตนเดินทางออกจากบ้านย่านสวนสยาม เขตมีนบุรี กทม. ตอนตี 4 มาถึงจุดคัดกรองประมาณตี 5 ได้เจอนางบุญเยี่ยม เมืองแดง เพื่อนบ้านชาวมีนบุรีเหมือนกัน

“ผมเห็นพระองค์ภาฯมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อสูญเสียพระองค์ท่านไป ก็พูดไม่ออก รู้สึกเสียใจอย่างมาก วันที่เคลื่อนพระศพ ผมก็มารอรับพระศพที่หน้าศาลฎีกา ก็ขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย“ 

ขณะที่ นางวัณเพ็ญ เสนาะจิตร ข้าราชการครูบำนาญ เดินทางมาพร้อมเพื่อนข้าราชการครูบำนาญ จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า พระองค์ภาฯ เก่งทุกอย่างก็รู้สึกปราบปลื้มมาก เสียดายที่ท่านจากไปเร็ว ถ้าท่านมีพระชนมายุอยู่ก็จะทำประโยชน์ให้กับสถาบันและประเทศชาติได้อีกมากมาย เพราะโครงการต่างๆที่พระองค์ทำขึ้น สามารถช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก รวมถึงช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิง จึงรู้สึกเสียดาย ช่วงที่พระองค์ประชวร พวกเราก็สวดมนต์ส่งกระแสจิตถวายขอให้พระองค์ภาฯหายจากอาการประชวร จนท่านสิ้นพระชนม์ วันนี้พวกเราก็นัดกันมากราบถวายสักการะพระศพด้วยความอาลัยยิ่ง

นายกฯเป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระสังฆราช 99 พรรษา

นายกฯเป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระสังฆราช 99 พรรษา

นายกฯเป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระสังฆราช 99 พรรษา

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.35 น.

นายกฯ  เป็นประธานพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.69 เวลา 07.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและภริยา เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ประธานองค์กรอิสระ ผู้บัญชาการเหล่าทัพและตำรวจ หัวหน้าส่วนราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ

โอกาสนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรีและภริยา เดินทางมาถึงวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ถวายสักการะ ณ เบื้องหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยการถวายพวงมาลัยและจุดเครื่องทองน้อย จากนั้นไปยังด้านในพระอุโบสถ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จุดเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและจุดเครื่องทองน้อยเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

จากนั้น นายกรัฐมนตรีกราบสักการะสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ จำนวน 10 รูป ให้ศีล พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์

นายกรัฐมนตรีและภริยา ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา ประธานวุฒิสภา ประธานองค์กรอิสระและส่วนราชการในพระองค์ ถวายผ้าไตรและเครื่องไทยธรรม แด่พระสงฆ์ จำนวน 10 รูป พระสงฆ์อนุโมทนา นายกรัฐมนตรีกรวดน้ำและกราบลาพระรัตนตรัย ก่อนถวายความเคารพ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาและกราบนมัสการสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราชเสด็จออก ณ ไพทีหน้าพระอุโบสถและทรงบาตรพระสงฆ์ จากนั้น สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะและพระสงฆ์จากโครงการบรรพชาอุปสมบทในพระสังฆราชูปถัมภ์ เพื่อถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา จำนวน 108 รูป เดินรับบิณฑบาต โดยมีนายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมผู้ร่วมพิธี ร่วมตักบาตรถวายพระกุศลโดยพร้อมเพรียงกัน

สำนักทดสอบฯ มศว แถลงการณ์ ฉบับ 2 ยันตรวจกระดาษคำตอบเสร็จ ใส่แฟลชไดร์ฟแล้วส่งมอบ สถ.ทันที

สำนักทดสอบฯ มศว แถลงการณ์ ฉบับ 2 ยันตรวจกระดาษคำตอบเสร็จ ใส่แฟลชไดร์ฟแล้วส่งมอบ สถ.ทันที

สำนักทดสอบฯ มศว แถลงการณ์ ฉบับ 2 ยันตรวจกระดาษคำตอบเสร็จ ใส่แฟลชไดร์ฟแล้วส่งมอบ สถ.ทันที

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.30 น.

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แถลงการณ์ฉบับที่ 2 เรื่อง การดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น

สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี พ.ศ.2568 เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สาธารณชน พร้อมยืนยันว่าการดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปตามขอบเขตของสัญญา ตามบทบาทและหน้าที่ด้วยความสุจริต รอบคอบ และเป็นกลางทางวิชาการและสามารถตรวจสอบได้

สำนักทดสอบฯ ได้มีการดำเนินการร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย โดยรับผิดชอบงานตามขอบเขตของสัญญา (TOR) ได้แก่ การจัดทำและจัดพิมพ์เอกสารเกี่ยวกับการสอบ การออกและคัดเลือกข้อสอบ การจัดพิมพ์และจัดเตรียมแบบทดสอบและกระดาษคำตอบ การขนย้ายและจัดเก็บข้อสอบ การดำเนินการจัดสอบ การตรวจกระดาษคำตอบ ตลอดจนการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อสอบ ซึ่งได้ดำเนินการครบถ้วนตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งขอบเขตของงานกำหนดให้ ภายหลังจากสอบข้อเขียน (ภาค ก และภาค ข) เรียบร้อยแล้วต้องจัดให้มีการตรวจกระดาษคำตอบที่ศูนย์สอบ ทั้ง 10 ศูนย์ โดยมีผู้แทนจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสังเกตการณ์ และเมื่อตรวจกระดาษคำตอบที่ดำเนินการสอบแล้วให้จัดทำไฟล์ข้อมูล บันทึกลงใน Flash drive แล้วส่งให้ผู้ว่าจ้างทันทีเมื่อการตรวจกระดาษคำตอบแล้วเสร็จ โดยให้เป็นความลับในระดับ “ลับที่สุด” รวมถึงการจัดทำไฟล์ข้อมูลคะแนนการตรวจกระดาษคำตอบเป็นไฟล์ .pdf และ .xlsx และจัดทำไฟล์ข้อมูลการสแกนกระดาษคำตอบเป็นไฟล์ .pdf หรือ .jpg เพื่อส่งมอบให้กับผู้ว่าจ้าง

ส่วนกระดาษคำตอบตัวจริงและแบบทดสอบที่ดำเนินการตรวจเรียบร้อยแล้วถูกเก็บรักษาไว้ห้องมั่นคงที่มีกล้องวงจรปิดตรวจสอบได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเป็นการถือกุญแจ 2 ฝ่าย คือ สำนักทดสอบฯ และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หากจะมีการเปิดห้องมั่นคง ต้องมีการดำเนินการเปิดห้องจากทั้ง 2 ฝ่าย โดยมีการเปิดห้องมั่นคง 4 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 เปิดห้องเพื่อเก็บข้อสอบ, ครั้งที่ 2 เปิดห้องเพื่อเก็บข้อสอบที่จัดสอบเพิ่มเติม, ครั้งที่ 3 เปิดห้องเพื่อให้ผู้มาอุทธรณ์ขอดูกระดาษคำตอบตามระยะเวลาที่ระเบียบการกำหนดไว้กรณีที่มีผู้เข้าสอบยื่นใบคำร้องขอดูกระดาษคำตอบตัวจริง ในช่วงเวลาที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนด ผู้ที่ได้คะแนนเป็น 0 พบว่าเกิดจากการระบายกระดาษรหัสชุดข้อสอบลงในกระดาษคำตอบผิดพลาดหรือไม่ได้ระบาย โดยยืนยันได้จากกระดาษคำตอบตัวจริงที่ได้ส่งมอบให้กับทาง ป.ป.ช. ไปแล้วและครั้งที่ 4 ตามที่ปรากฏเป็นข่าวเมื่อวานนี้ (24 มิถุนายน 2569

ต่อมา ตามที่ปรากฏในข่าวเมื่อวานนี้ (24 มิถุนายน 2569) สำนักทดสอบฯ ได้ให้ความร่วมมือส่งมอบไฟล์ข้อมูลผลการตรวจ กระดาษคำตอบตัวจริง และเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ให้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการ ของกฎหมาย

สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา ขอยืนยันว่าการดำเนินงานทุกขั้นตอนเป็นไปตามขอบเขตงานที่กำหนดไว้ทั้งสิ้น โดยได้มีการส่งมอบเอกสาร และไฟล์ข้อมูลต่าง ๆ ให้กับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว และพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบเพื่อความถูกต้องและความโปร่งใสของการดำเนินงาน

คณะทูต-หัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ วางพวงมาลาถวายอาลัยหน้าพระโกศพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

คณะทูต-หัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ วางพวงมาลาถวายอาลัยหน้าพระโกศพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

คณะทูต-หัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ วางพวงมาลาถวายอาลัยหน้าพระโกศพระศพ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.46 น.

-คณะทูต-หัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ วางพวงมาลาถวายอาลัยหน้าพระโกศพระศพ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา”

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 เวลา 16.01 น.คณะทูตต่างประเทศ และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทย เดินทางมาวางพวงมาลาถวายอาลัยหน้าพระโกศพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา พระบรมมหาราชวัง
 

สำนักพระราชวัง กำหนดเวลาและเส้นทางเข้าถวายสักการะพระศพ ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ เริ่ม 27 มิ.ย.นี้

สำนักพระราชวัง กำหนดเวลาและเส้นทางเข้าถวายสักการะพระศพ 'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา' เริ่ม 27 มิ.ย.นี้

สำนักพระราชวัง กำหนดเวลาและเส้นทางเข้าถวายสักการะพระศพ ‘เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ เริ่ม 27 มิ.ย.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.03 น.

สำนักพระราชวัง กำหนดเวลาและเส้นทางเข้าถวายสักการะพระศพ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” เริ่ม 27 มิ.ย.นี้

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 สำนักพระราชวัง ได้กำหนดเวลาและเส้นทางเข้าถวายสักการะพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง เริ่มตั้งแต่วันเสาร์ที่ 27 มิ.ย.2569 เป็นต้นไป โดยเปิดให้เข้าถวายสักการะพระศพฯ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น.แบ่งเป็น 3 ช่วงเวลา ดังนี้ 

ช่วงที่ 1 เวลา 08.00 – 10.00 น. 

ช่วงที่ 2 เวลา 11.30 – 16.00 น.

ช่วงที่ 3 เวลา 20.00 – 21.00 น.

ต้องผ่านจุดคัดกรองและรับการจัดลำดับการเข้าถวายสักการะพระศพฯฯ ภายในโถงอุโมงค์ทางเดินลอดถนนหน้าพระลาน (จุดคัดกรองปิดเวลา 20.00 น.) โดยเข้าทางประตูมณีนพรัตน์และเดินตามเส้นทางที่สำนักพระราชวังกำหนด โปรดแต่งกายสุภาพไว้ทุกข์ สุภาพบุรุษงดสวมกางเกงยีนส์ สุภาพสตรีสวมกระโปรงหรือผ้านุ่งเท่านั้น         

สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป ที่จะเดินเข้าเยี่ยมชมพระบรมมหาราชวัง และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม-เปิดให้เข้าชมฯได้ตามปกติ ตั้งแต่เวลา 08.30 -15.30 น.-เข้าทางประตูมณีนพรัตน์ และผ่านจุดคัดกรองตามมาตรการรักษาความปลอดภัย-งดเข้าชมพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท-ให้นักท่องเที่ยวเดินออกทางถนนจักรีจรัณย์ ผ่านประตูพิมานไชยศรีเลี้ยวซ้ายหน้าหอรัษฎากรพิพัฒน์ เพื่อเข้าชมพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และเดินออกพระบรมมหาราชวังทางประตูวิมานเทเวศร์ 

ม.วลัยลักษณ์ ทะยานสู่อันดับ 47 ของโลก ‘THE Impact Ratings 2026’

ม.วลัยลักษณ์ ทะยานสู่อันดับ 47 ของโลก ‘THE Impact Ratings 2026’

ม.วลัยลักษณ์ ทะยานสู่อันดับ 47 ของโลก ‘THE Impact Ratings 2026’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.53 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ทะยานขึ้นสู่อันดับ 47 ของโลก คว้าอันดับ 3 ของไทย ในการจัดอันดับ THE Impact Ratings 2026 ก้าวกระโดดจากอันดับ 93 ของโลกในปีที่ผ่านมา พร้อมคว้า Top 30 ของโลกใน 4 เป้าหมายหลัก SDGs

สถาบัน Times Higher Education (THE) สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกชื่อดัง ได้ประกาศผลการจัดอันดับ THE Sustainability Impact Ratings 2026 ซึ่งประเมินสถาบันการศึกษา 1,646 แห่ง จาก 116 ประเทศทั่วโลก ผลปรากฏว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สามารถทำคะแนนรวมได้สูงถึง 92.8 คะแนน (จากเดิม 89.7 คะแนน) ส่งผลให้ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 47 ของโลก และก้าวขึ้นเป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย

ที่สำคัญยังพบว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีผลงานที่โดดเด่นใน 4 เป้าหมายหลัก (SDGs) ที่สามารถทำคะแนนติดอันดับ Top 30 ของโลกได้สำเร็จ ประกอบด้วย 

SDG 5 (ความเท่าเทียมทางเพศ) อันดับ 5 ของโลก และอันดับ 1 ของไทย 

SDG 11 (เมืองและถิ่นฐานมนุษย์อย่างยั่งยืน) อันดับ 14 ของโลก และอันดับ 2 ของไทย

SDG 2 (ขจัดความหิวโหย) อันดับ 23 ของโลก และอันดับ 4 ของไทย

SDG 14 (ทรัพยากรทางทะเล) อันดับ 27 ของโลก และอันดับ 3 ของไทย

ผศ.ดร.อมรศักดิ์ สวัสดี ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการ ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนของ ม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า

ความสำเร็จแบบก้าวกระโดดในระดับโลกครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากเป้าหมายเชิงนโยบายที่ชัดเจนในการเป็น ‘มหาวิทยาลัยแห่งความยั่งยืน’ (Sustainability University) เราบูรณาการความยั่งยืนเข้ากับทุกภารกิจ ทั้งการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการ ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘เป็นหลักในถิ่น เป็นเลิศสู่สากล’ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนและสังคมอย่างแท้จริง

ความสำเร็จที่จับต้องได้ของ ม.วลัยลักษณ์ สะท้อนผ่านโครงการนวัตกรรมต้นแบบ อาทิ การใช้ “เชื้อราไตรโคเดอร์มา” เพื่อเกษตรปลอดภัยลดสารเคมี, “โครงการธนาคารปูม้า” เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Blue Economy), การอนุรักษ์พื้นที่ประวัติศาสตร์ “เมืองตุมปัง” และการผลักดันวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารสู่มรดกโลก รวมถึงนโยบายการเคารพความหลากหลายทางเพศที่เป็นรูปธรรม

ผศ.ดร.อมรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยใช้แนวทาง “WU Happy Tree” เป็นกลไกขับเคลื่อน โดยนำองค์ความรู้ไปปลูกฝังในชุมชนจนเห็นผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ซึ่งในปีที่ผ่านมามีโครงการบริการวิชาการกว่า 200 โครงการ และได้รับการประเมินคุณภาพตามแนวทาง AUN-QA ได้คะแนนเต็ม 7 คะแนน ยืนยันถึงคุณภาพงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน

สำหรับการจัดอันดับ THE Sustainability Ratings เป็นการประเมินศักยภาพของมหาวิทยาลัยใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ งานวิจัย (Research), การบริหารจัดการทรัพยากร (Stewardship), การบริการวิชาการ (Outreach) และการเรียนการสอน (Teaching) เพื่อรับรองบทบาทของสถาบันการศึกษาในการร่วมสร้างโลกที่ยั่งยืนตามแนวทางของสหประชาชาติ

คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล จับมือ วี-วิน ไบโอ-เมดิคอล ลงนาม MOU ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสุขภาพจากสารสกัดธรรมชาติ

คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล จับมือ วี-วิน ไบโอ-เมดิคอล ลงนาม MOU ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสุขภาพจากสารสกัดธรรมชาติ

คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล จับมือ วี-วิน ไบโอ-เมดิคอล ลงนาม MOU ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสุขภาพจากสารสกัดธรรมชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.42 น.

25 มิถุนายน 2569 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ บริษัท วี-วิน ไบโอ-เมดิคอล จำกัด (WE-WIN BIO-MEDICAL CO., LTD.) บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพด้านสารสกัดธรรมชาติชั้นนำจากไต้หวัน ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อวางกรอบความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี ในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและสารสกัดจากพืชธรรมชาติ พิธีลงนามดังกล่าวจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายในงาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 ซึ่งเป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมความงามและเครื่องสำอางที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค

นอกเหนือจากการลงนาม MOU ดังกล่าว ทั้งสององค์กรยังได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือฉบับแยก โดย วี-วิน และ PharmTOP ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตยาของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP ASEAN cosmetics จะเป็นผู้ดำเนินการผลิตผลิตภัณฑ์ซีรั่มบำรุงหนังศีรษะ APERDU Follicle Revitalizing Essence (P1) ในประเทศไทย ความร่วมมือครั้งนี้ส่งผลให้ APERDU ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางไม่กี่แบรนด์ในตลาดไทย ที่สามารถผสานนวัตกรรมสารสกัดธรรมชาติอันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ เข้ากับมาตรฐานการผลิตระดับสากล เพื่อควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้สม่ำเสมอและสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่ผู้บริโภค

ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ ทั้งสองสถาบันจะร่วมกันผลักดันโครงการวิจัยร่วม การฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เพื่อต่อยอดการศึกษาเกี่ยวกับสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากธรรมชาติ (Bioactive Ingredients) และการประยุกต์ใช้ในเชิงสุขภาพเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ พิธีลงนามดังกล่าวได้รับเกียรติจากคณะผู้แทนจากไต้หวันร่วมเดินทางมาเป็นสักขีพยาน เพื่อสนับสนุนความสัมพันธ์และยกระดับความร่วมมือด้านการวิจัยข้ามพรมแดนระหว่างทั้งสองประเทศ

นายเจมส์ เซี่ย (James Hsieh) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วี-วิน ไบโอ-เมดิคอล จำกัด กล่าวว่า “เครื่องสำอางส่วนใหญ่ในท้องตลาดมักไม่เคยผ่านการทดสอบขั้นสูง แต่สำหรับ APERDU เราได้ผ่านการศึกษาและทดสอบทางคลินิกในมนุษย์ ซึ่งได้รับการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (IRB) ในไต้หวันมาแล้ว และในวันนี้ เมื่อเราย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยภายใต้มาตรฐานโรงงานผลิตยาโดยมืออาชีพ ความล้ำหน้าทางวิทยาศาสตร์ระดับนี้จึงพร้อมส่งตรงถึงมือผู้บริโภค นี่ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจและสร้างการเติบโตของ วี-วิน ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ภก.สุรกิจ นาฑีสุวรรณ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของคณะเภสัชศาสตร์ในการสร้างพันธมิตรด้านการวิจัย เพื่อเปลี่ยนความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้และเกิดประโยชน์จริงต่อประเทศไทยรวมถึงภูมิภาคโดยรอบ เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมกันค้นคว้าและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเภสัชศาสตร์ เพื่อสร้างประโยชน์และความก้าวหน้าให้แก่ทั้งสองสถาบันต่อไป”

วี-วิน ไบโอ-เมดิคอล ผู้นำนวัตกรรมระดับโลก นำเทคโนโลยีการสกัดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Extraction Technology) ซึ่งได้รับสิทธิบัตรจากสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยประสบการณ์การวิจัยกว่าหลายทศวรรษในการพัฒนาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากพืชพรรณท้องถิ่นสายพันธุ์ต่างๆ ทั่วโลกมาร่วมในโครงการนี้ นอกจากนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์สารสกัดธรรมชาติของบริษัทยังได้รับการสนับสนุนจากการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์กับ Tokyo Natural Lab ในประเทศญี่ปุ่น เพื่อจัดหาและพัฒนาส่วนผสมฟังก์ชันนอลจากพืชพรรณญี่ปุ่นระดับพรีเมียม อาทิ สารสกัดจากดอกซากุระ และสารออกฤทธิ์จากทะเลอย่างสาหร่ายทะเลหายาก ‘กาโกเมะ คอมบุ’ (Gagome Kombu) จากฮอกไกโด ซึ่งสารออกฤทธิ์มาตรฐาน ‘Made in Japan’ เหล่านี้ ได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกในอาเซียนภายในงานนิทรรศการนี้ โดยเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายแห่งแรก

ยิ่งไปกว่านั้น ภายในงาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 วี-วิน ยังได้เปิดตัวนวัตกรรมสารออกฤทธิ์จากธรรมชาติ (Botanical Active Ingredients) ใหม่ล่าสุดอีก 8 ชนิด สำหรับอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอาง โดยผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสนวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสกัดธรรมชาติของบริษัทได้ที่ บูธ C09

หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.31 น.

หน่วยงานภาครัฐ-ภาคเอกชน ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ประชาชนเข้ากราบถวายความอาลัยเนืองแน่น

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. คณะผู้บริหารบริษัท ทีโอพี ฮาร์ดเฟซิ่ง จำกัด, บริษัท บิ๊กมันนี่ 53 จำกัด, บริษัท ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น ไทยแลนด์ จำกัด และบริษัท ซูมิ-ไทย อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, สมาคม ไว ดับยู ซี เอ กรุงเทพฯ, มูลนิธิเพื่อสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็ก ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

และในเวลา 13.00 น. คณะมูลนิธิไทย, มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา, สโมสรโรตารี่ในประเทศไทย และ บริษัทในเครือสุขสวัสดิ์กรุ๊ป รวมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

เวลา 15.00 น. นายวรญาณ บุญณราช ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมคณะ, ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ และสมาพันธ์นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ, บริษัท มีเดียอินเทลลอเจ้นซ์กรุ๊ป จำกัด รวมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

เวลา 19.00 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะผู้บริหารและข้าราชการ เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระราชกุศลและเจ้าภาพพระพิธีสวดพระอภิธรรมถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ทั้งนี้ ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. ประชาชนจำนวนมากเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ อาทิ โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ ชีวิตผู้สูงอายุ(โรงเรียนผู้สูงอายุ) เทศบาลเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง, คณะนักเรียนโรงเรียนวัดปากบ่อ ซ.อ่อนนุช 35 เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ, องค์การบริหารส่วนตำบลตะเคียนปม จ.ลำพูน, เทศบาลตำบลเมืองพรหมพิราม จ. พิษณุโลก, เทศบาล ตำบลเมืองร้อยเอ็ด จ. ร้อยเอ็ด, มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ สำนักวิชาสาธารณสุขศาสตร์ จ. นครศรีธรรมราช, โรงเรียนอนุบาลสระบุรี, หลักสูตรการบริหารเชิงนิติศาสตร์ระดับสูง รุ่นที่ 2 สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ และ มณฑลทหารบกที่ 28 เป็นต้น