22 สิงหาคม 2569 เวลา 21:38 น.

“ประเสริฐ” ยกสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี เป็น Sandbox แก้หนี้ครู เตรียม เจรจากระทรวงเกษตร ตั้งสหกรณ์กลาง 4 ภาค แก้หนี้ครูทั้งประเทศ
วันที่ 22 สิงหาคม 2565 นายประเสริฐจันทรารวงทองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ) พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กิตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) และคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่รับฟัง หาแนวทางการแก้หนี้ครูและมอบนโยบาย ณ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี
รมว.ศธ.กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ นำทัพใหญ่มาจังหวัดกาญจนบุรี ตั้งใจเดินทางมาวันนี้นอกจากจะให้นโยบายศึกษาธิการใน 5 เรื่องแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือมาเยี่ยมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี เนื่องจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินครูได้ประสบความสำเร็จ เมื่อ2วันที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ทำข้อตกลงกับธนาคารออมสิน ในการลดดอกเบี้ยให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. ช.พ.ส. และโครงการเกื้อกูลผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จากที่เสียดอกเบี้ยร้อยละ 6- 7 ต่อปี ทางธนาคารออมสินลดดอกเบี้ยให้เหลือร้อยละ 3.5 ต่อปี ไปจนถึงเดือนธันวาคม 2570 และตั้งแต่เดือนมกราคม 2571 เป็นต้นไป ลูกหนี้กลุ่มนี้ก็จะใช้อัตราดอกเบี้ย MLR/MRR – 2% ต่อปี ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวนี้ ทำให้ครูที่ต้องผ่อนชำระหนี้ 30 ปี ก็จะเหลือระยะเวลาผ่อน 21 ปี ถ้าผ่อน 20 ปี ก็จะเหลือระยะเวลาผ่อน 16 ปี ซึ่งสามารถช่วยให้ครูปลดหนี้ได้เร็วขึ้น แต่คิดว่าเท่านั้นยังไม่พอ เนื่องจากยังมีครูที่เป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่เสียดอกเบี้ยร้อยละ 5-6 ต่อปี ทั้งที่กฎหมายกำหนดดอกเบี้ยไม่เกิดร้อยละ 4.75 ซึ่งดอกเบี้ย 4.75 ถือว่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
ดังนั้นหลังจากรับฟังแนงทางและข้อเสนอของ นายณรินทร์ ชำนาญดู ประธานสันนิบาตสหกรณ์จังหวัดกาญจนบุรี ประธานสหกรณ์ ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี แล้ว กระทรวงศึกษา คิดไว้ตรงกันประมาณ 3-4 ข้อแล้ว กระทรวงศึกษาฯก็จะเติมเต็มทั้งหมด รวมถึงแก้ไขเรื่องการล้มละลายฯ ขณะนี้ พ.ร.บ.ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พิจารณาผ่านวุฒิสภาแล้ว 90% ซึ่งถ้าวุฒิสภาเสนอกลับมาสภาฯ ซึ่งสภาฯจะเปิดสมัยประชุม ในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ หากสภาไม่มีการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ. ที่วุฒิสภาพิจารณาเสร็จแล้ว พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็จะประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะทำให้ข้าราชการครูที่เคยล้มละลายกลับมาเป็นข้าราชการครูปกติได้ ถึงวันนั้นตนก็จะเร่งประกาศให้พี่น้องครูได้รับทราบโดยเร็ว
เรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินครูแม้ไม่ใช่นโยบายที่กระทรวงศึกษาจะขับเคลื่อนโดยตรง แต่เป็นสวัสดิการและการเสริมสร้างกำลังใจให้กับพี่น้องครู ตนก็จะดำเนินการหาทางช่วยกันเติมเต็ม เพื่อทำให้ครูสามารถใช้วิชาชีพได้อย่างมีความสุข สามารถทุ่มเทให้กับการเรียนการสอนอย่างเต็มที่
นายประเสริฐ กล่าวว่า เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะให้เงินเดือนครูเหลือไว้ใช้เป็นค่าครองชีพ 30% เข้าใจดีว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่อาจทำให้ครูมีภาระหนี้สินเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ตนกำลังเร่งหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และมีการเจรจาหลังบ้านแล้ว และจะได้อัตราดอกเบี้ยต่ำด้วย เพื่อครูไม่ต้องมาแบกดอกเบี้ยร้อยละ 5 หรือ ร้อยละ 6.25 ตนไม่อยากเห็นดอกเบี้ยครูเกิน 4 บาทต่อปีด้วยซ้ำ
“เพราะฉะนั้นอันดับแรกการบ้านของผม คือไปหาแหล่งเงินทุน ซึ่งขณะนี้ได้เจรจาเบื้องต้นแล้ว ได้คุยแหล่งเงินทุน เป็นสถาบันการเงินของรัฐ ที่อยู่ในระบบเป็นธนาคารที่ถูกกฎหมาย ซึ่งเริ่มเจรจาแล้ว และมีสัญญาณเชิงบวก เพื่อจะมาช่วยแก้ปัญหาหนี้สินครูซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานมากแล้ว
นายประเสริฐ กล่าวถึงเรื่องการตั้งสหกรณ์กลาง 4 ภาค ว่า ตสขอไปหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ก่อน และขอไปทำการบ้านก่อนว่าจะสามารถดำเนินการได้ขนาดไหน รวมถึงหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ถ้าทำได้ก็จะรวมหนี้ครูที่อยู่ตามที่ต่างๆที่อัตราดอกเบี้ยสูง เอาหนี้อยู่ที่เดียวกัน ผ่านสหกรณ์กลางเป็นผู้ปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ
เพื่อช่วยให้ครูเหลือเงินส่วนต่างมากขึ้น ซึ่งตนคิดว่าแนวทางนี้สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ กระทรวงศึกษาฯพร้อมเป็นคนกลางและพร้อมเจรจาและขอความร่วมมือกับสหกรณ์ครูทั่วประเทศในการลดดอกเบี้ย เพราะสหกรณ์ก็เป็นข้าราชกาาครูด้วยกัน ดังนั้น การคิดอัตราดอกเบี้ยก็ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด คือไม่เกินร้อยละ 4.75 ส่วนสหกรณ์ออมทรัพย์ครูบางแห่ง หรือสถาบันการเงินบางแห่งที่หักเงินเดือนครูเหลือต่ำกว่า 30% ตนก็จะไปดูเรื่องระเบียบ หากมีระเบียบที่ยังติดขัดอยู่ก็พร้อมหาลือ หาทางแก้ไขกฏหมาย เพื่อให้ครูเหลือเงินเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพื่อให้คุณภาพชีวิตครูดีขึ้น
นายประเสริฐ กล่าวว่า วันที่เข้ามากระทรวงศึกษาธิการ กลุ่มคนที่ไปหาตนมากที่สุด คือราชการครูที่เป็นหนี้ มาขอพบทุกวัน ตนจึงเห็นความสำคัญของปัญหานี้ และคิดว่าหลังจากที่ทำงานไปสักพักนึงแล้ว ก็จะเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ให้ และจะนำข้อคิดดีๆของสหกรณ์ครูจังหวัดกาญจนบุรี เป็นโมเดล หรือแซนบล็อก เป็นแบบอย่าง ในการขยายผล และขอชื่นชมถึงผลสำเร็จของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูกาญจนบุรี หลังจากนี้นโยบายอย่างหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เคยประกาศไว้ 5 เรื่อง ซึ่งทำไปหลายเรื่องแล้ว แต่สิ่งที่เราจะทำต่อก็คือเรื่องแก้ปัญหาหนี้ครู เนื่องจากเข้าใจดี โดยเฉพาะข้าราชการที่จะเกษียณฯ หลังเกษียณจะได้เงินเดือนอีกอัตราหนึ่งเพราะฉะนั้น ตนจะดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อไป
“สหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดกาญจนบุรี เป็นตัวอย่างของความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยมีขั้นตอนในการบริหารจัดการที่เป็นระบบ และประสบความสำเร็จ ทำให้หนี้ครูจากสถาบันการเงิน และจากสหกรณ์ต่างๆลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยวันนี้ที่มา จะมาดูเพื่อนำไปเป็นโมเดล เป็นแนวทางการช่วยเหลือพี่น้องครูทั่วประเทศ เพราะหลังจากที่กระทรวงศึกษาร่วมกับธนาคารออมสินลดดอกเบี้ยลงเหลือ 3.5% แล้ว เรายังพบว่ามีครูจ่ายอัตราดอกเบี้ยที่สูง ถึงร้อยละ 5-6 ต่อปี ตามสหกรณ์ออมทรัพย์ครูต่างๆทั่วประเทศ ดังนั้น ตนจะนำโจทย์ และแนวทางในที่ประชุมเสนอมาวันนี้ ไปหาแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องครู โดยกระทรวงศึกษาฯ พร้อมเป็นกลาง เนื่องจากขณะมีครูที่ถูกฟ้องร้องล้มละลายกว่า 10,000 คน ซึ่งปัญหาตรงนี้ต้อรีบแก้ไข














ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีประจำประเทศไทยได้จัดการแสดง “Korean Sound” โดยวงดุริยางค์แห่งชาติเกาหลี ณ ห้องอเนกประสงค์ของศูนย์วัฒนธรรมฯ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม เวลา 18.00 น. การแสดงนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ‘2026 Touring K-Arts’ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐเกาหลี และมูลนิธิเกาหลีเพื่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างประเทศ (KOFICE) โดยมีศิลปินรุ่นใหม่สังกัดในโครงการพัฒนายุวศิลปิน จากวงดุริยางค์แห่งชาติฯ 11 คน และจากคณะชางกึกละครร้องเพลงแห่งชาติเกาหลี 1 คน มาร่วมแสดงการขับร้องและบรรเลงเครื่องดนตรีเกาหลีดั้งเดิมอันหลากหลาย เช่น คายากึม, คอมุนโก, แทกึม, พีรี, แฮกึม และแทอาแจง







































ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า บทบาทของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ เพราะปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งด้านสภาพภูมิอากาศ โครงสร้างประชากร ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้จึงไม่อาจสิ้นสุดลงแค่ในระบบการศึกษาอีกต่อไป แต่ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต(Lifelong Learning)” ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่สำคัญยิ่ง ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575) รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับทุนมนุษย์เป็นเสาหลักที่สำคัญที่สุด เพราะหากประชาชนขาดความรู้ ทักษะ และความสามารถในการปรับตัว เทคโนโลยีก็ไม่อาจเปลี่ยนเป็นความยั่งยืนได้ “วันนี้เราไม่สามารถมองหรือทำพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในรูปแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป เราจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจาก “แหล่งจัดแสดงนิทรรศการ” ไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตลอดชีวิต”ภายใต้ระบบนิเวศของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่เปิดโอกาสให้สาธารณชนเห็นว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของทุกคน และทุกคนสามารถมีปฏิสัมพันธ์ ตั้งคำถาม และนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว
ศ.ดร.ศุภชัย ได้เสนอวิสัยทัศน์ถึงบทบาทหลัก 5 ประการที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในยุคอนาคตต้องมุ่งเน้น ได้แก่ 1.เป็นรากฐานของความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ (Science Literacy) เสริมสร้างประสบการณ์ตรงนอกห้องเรียนให้เด็กและเยาวชน 2.เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกช่วงวัย รองรับการเพิ่มทักษะ (Upskill) และปรับเปลี่ยนทักษะ (Reskill) ให้คนทุกกลุ่มก้าวทันโลก3.เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านอนาคต (Future Literacy) และทักษะแห่งอนาคต ผ่านพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ เช่น อาคารฟิวเจอร์เรียม (Futurium) ของ อพวช. ที่เปิดโลกทัศน์ด้านอาชีพแห่งอนาคต 4.พัฒนาเครื่องมือนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม นำเทคโนโลยีอุบัติใหม่ เช่น AR และ VR มาสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีและเข้าถึงง่ายขึ้น และ 5.สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตามอัธยาศัย กระจายโอกาสการเข้าถึงวิทยาศาสตร์ผ่านสื่อ ชุดการเรียนรู้ (Learning kits) และช่องทางดิจิทัล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและส่งมอบความรู้ถึงชุมชนห่างไกล
นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ยังต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสาธารณชนกับชุมชนนักวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้าง “วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์” ให้ฝังรากลึกในสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ “เราอยากเห็นผู้คนเดินออกจากพิพิธภัณฑ์ไปด้วยความรู้สึกที่ว่า “ฉันเข้าใจมากขึ้น ฉันทำได้มากขึ้น และฉันสามารถมีส่วนร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้แก่ตนเองและประเทศชาติได้” อนาคตไม่ใช่สิ่งที่เราแค่ก้าวเข้าไป แต่มันคือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์คือกุญแจสำคัญสำหรับสังคมในการออกแบบอนาคตนั้น” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวทิ้งท้าย