จัดเต็มธงฟ้า! ศธ.เตรียมมาตรการลดค่าชุดนักเรียน หวังช่วยผู้ปกครองสู้ภัยเศรษฐกิจ

จัดเต็มธงฟ้า! ศธ.เตรียมมาตรการลดค่าชุดนักเรียน หวังช่วยผู้ปกครองสู้ภัยเศรษฐกิจ

จัดเต็มธงฟ้า! ศธ.เตรียมมาตรการลดค่าชุดนักเรียน หวังช่วยผู้ปกครองสู้ภัยเศรษฐกิจ

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.32 น.

“ประเสริฐ-อัครนันท์“ เรียกประชุมผู้บริหารศธ.เตรียมพร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯ 9-10 เม.ย.นี้ พร้อมหามาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองรับเปิดเทอม 

7 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทระรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) ประชุมหารือผู้บริหารองค์กรหลัก ของ ศธ. เพื่อเตรียมข้อมูลความพร้อมในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาฯ ในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ และได้หารือมาตรการประหยัดพลังงาน ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ 

นายประเสริฐ กล่าวภายหลังการหารือ ว่า ที่ประชุมได้หารือเรื่องการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์วิกฤตพลังงาน อันเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกกลางยังไม่สิ้นสุด จึงต้องเตรียมยกระดับความเข้มเกี่ยวกับมาตรการณ์ในการรับมือกับสถานการณ์ และให้มีการใช้พลังงานในประเทศอย่างเหมาะสม โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา  ซึ่งในส่วนของศธ. ในเดือนพฤษภาคมนี้ จะเปิดเทอมแล้ว จึงได้ให้แนวทางกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หามาตรการในการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ครู และนักเรียน อาทิ การจัดธงฟ้า ลดราคาชุดนักเรียน  หรืออุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อช่วยเหลือผู้ปกครอง หรือมีมาตรการส่งเสริมการประหยัดค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่น อุปกรณ์การเรียนบางอย่างที่มีอยู่แล้วก็ให้ใช้ต่อได้ 

“แต่อย่างไรก็ตามถึงแม่จะมีวิกฤติ แต่เรื่องการศึกษาถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นที่จะต้องรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ เพราะเราแต่ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน และคุณภาพนักเรียนด้วย ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในช่วงปิดเทอม จึงยังไม่มีนโยบายอะไรพิเศษ ยังคงเป็นไปตามที่รัฐบาลกำหนดไว้เบื้องต้น  แต่ถ้ารัฐบาลมีนโยบายอะไร ศธ.ก็พร้อมจะดำเนินการ แต่อย่างไรก็ตาม บริบทของกระทรวงศึกษาธิการ จะให้ความสำคัญในเรื่องการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ดังนั้น ตนจึงประชุมเพื่อตรียมรับมือ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาข้อสรุปมาตรการมา ”นายประเสริฐกล่าว 

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการการทำงานที่บ้าน WFH (Work From Home)  หรือ WFA (Work From Anywhere) ทำงานจากทุกที่ที่สะดวก นั้น ก็อาจจะปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล แต่ก็ต้องรอให้เป็นมติ ครม.ก่อน

ส่วนมาตรการเรียนออนไลน์นั้น ก็เป็นหนึ่งในแนวคิด แต่ยังไม่เน้น เพราะเราเน้นเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน รวมถึงดูเรื่องภาระของผู้ปกครอง อะไรที่ลดภาระค่าใช้จ่ายผู้ปกครองได้
แต่คุณภาพการเรียนการสอนต้องไม่เสียหาย อันนี้เป็นเรื่องสำคัญเรายังยึดหลักนี้อยู่

ส่วนมาตรการช่วยเหลือครูและบุคลากรทางหารศึกษา ให้แยกกันระหว่างงานออฟฟิส กับงานการเรียนการสอน โดยเฉพาะการเรียนอาชีวศึกษาที่มีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ถ้าไม่มีออนไซด์ การเรียนก็อาจจะไม่มีประสิทธิภาพ แม้แต่ระดับมัธยมศึกษาที่ต้องมีการทดลองปฏิบัติ ก็ต้องมีเรียนออนไซต์ ในบางวิชาเช่นกัน  ส่วนการลดภาระหนี้สินครู ซึ่งปัญหานี้มีมานานแล้ว ตนจึงขอพิจารณาก่อน

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า วันศุกร์ที่ 10 เม.ย. ตนและ รมช.ศธ.จะเดินทางเข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ และวันที่ 20 เม.ย.จะมอบนโยบายในการขับเคลื่อนภารกิจของ ศธ. ทั้งควิกวิน และนโยบายที่ต้องทำในปีต่อไปแก่ข้าราชการศธ. ส่วนจะมีอะไรให้ชื่นใจหรือไม่นั้นต้องรอฟัง

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น เพลซ สาขาท่าเตียน

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น เพลซ สาขาท่าเตียน

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานเปิดร้านโกลเด้น เพลซ สาขาท่าเตียน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.55 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานพิธีเปิดร้านโกลเด้น เพลซ สาขาท่าเตียน เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

7 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นประธานในพิธีเปิดร้านโกลเด้น เพลซ สาขาท่าเตียน เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

โดยมี นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการ บริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยคณะกรรมการ และผู้บริหาร ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมในพิธีฯร้านโกลเด้น เพลซ เป็นร้านค้าที่บริหารงานโดยบริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ จากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 ที่ทรงมีพระราชประสงค์จะสร้างต้นแบบร้านค้าปลีกของคนไทย เพื่อจำหน่ายสินค้าจากโครงการส่วนพระองค์ โครงการหลวง ตลอดจนผลิตผลทางการเกษตรจากกลุ่มเกษตรกรไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสืบสานพระราชปณิธาน และทรงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาร้านค้า โกลเด้น เพลซ ให้ทำหน้าที่เสมือน “ตู้เย็นของประชาชน” 

สกร. จัดงาน ‘วันรักการอ่าน’69’ น้อมนำพระราชปณิธาน ‘อ่านเปลี่ยนชีวิต’ สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

สกร. จัดงาน ‘วันรักการอ่าน’69’ น้อมนำพระราชปณิธาน ‘อ่านเปลี่ยนชีวิต’ สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

สกร. จัดงาน ‘วันรักการอ่าน’69’ น้อมนำพระราชปณิธาน ‘อ่านเปลี่ยนชีวิต’ สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จัดงาน “วันรักการอ่าน” ประจำปี พ.ศ. 2569 เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ โดยมี ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  เป็นประธาน ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษา นักศึกษา สกร. และผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. กล่าวว่า การอ่านไม่ใช่เพียงการรับรู้ข้อมูล แต่เป็นกระบวนการสร้างความคิด เปรียบเสมือน “รากแก้ว” ของการพัฒนาชีวิต ที่ช่วยต่อยอดสู่ทักษะและการปฏิบัติจริง การอ่านจึงเป็นทั้งประตูแห่งโอกาส แรงบันดาลใจ และพลังในการขับเคลื่อนอนาคตของแต่ละบุคคล โดย สกร. มุ่งสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ให้เข้าถึงได้ทุกที่ ทุกช่วงวัย ผ่านทั้งห้องสมุด พื้นที่เรียนรู้เสมือน และการนำความรู้ไปสู่ชุมชน โดยได้ Kick Off “รถส่งเสริมการอ่าน” จำนวน 10 แห่ง เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และนำหนังสือสู่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอย่างทั่วถึง

สำหรับการจัดงาน “วันรักการอ่าน” ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเทิดพระเกียรติ หากยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการปลุกพลังการอ่านให้เป็นกลไกหลักในการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็ง เท่าเทียม และยั่งยืน

​สมัครเลย! ไม่ต้องรอเข้ามหา’ลัย มก. เปิดเรียนล่วงหน้า รุ่น 21/2 ค้นหาสิ่งที่ใช่ – ความถนัดของตนเอง

​สมัครเลย! ไม่ต้องรอเข้ามหา’ลัย มก. เปิดเรียนล่วงหน้า รุ่น 21/2 ค้นหาสิ่งที่ใช่ – ความถนัดของตนเอง

​สมัครเลย! ไม่ต้องรอเข้ามหา’ลัย มก. เปิดเรียนล่วงหน้า รุ่น 21/2 ค้นหาสิ่งที่ใช่ – ความถนัดของตนเอง

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดรับสมัครโครงการเรียนล่วงหน้า มก. (KU Advance Placement Program) รุ่นที่ 21/2 อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ตลอดจนผู้ที่ต้องการเตรียมความพร้อมสู่การศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ได้เรียนรายวิชาระดับอุดมศึกษาล่วงหน้า ผ่านระบบออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์

ทั้งนี้ การรับสมัครแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 วันที่ 30 มีนาคม 2569 – 6 เมษายน 2569 (รอบพิเศษพร้อมส่วนลดค่าลงทะเบียน) และ ช่วงที่ 2 วันที่ 7 เมษายน 2569 – 1 พฤษภาคม 2569 (รอบราคาปกติ) โดยผู้สนใจสามารถสมัครออนไลน์ได้ที่ registrar.ku.ac.th/adv หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน Line Official: @kulearn (มี @) และ Facebook: เรียนล่วงหน้า KU

สำหรับโครงการเรียนล่วงหน้าฯ เป็นหนึ่งในโครงการที่ ม.เกษตรฯ พัฒนาขึ้น เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 รวมถึงผู้ที่ต้องการเตรียมตัวเข้าศึกษาต่อ ได้สัมผัสการเรียนรู้ในระดับมหาวิทยาลัยก่อนใคร ผ่านรายวิชาพื้นฐานสำคัญ อาทิ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา

จุดเด่นของโครงการ คือ การเรียนออนไลน์ 100 เปอร์เซ็นต์ ผ่านระบบ KU Learn สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมเลือกรูปแบบการเรียนได้ทั้งแบบ Audit เพื่อเสริมความรู้ และแบบ สะสมเครดิตเพื่อใช้ยื่น Portfolio หรือเทียบโอนหน่วยกิตในอนาคต

นอกจากนี้ ผลการเรียนจากโครงการยังสามารถนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสมัครเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ตามหลักเกณฑ์ของคณะและสาขาวิชาที่กำหนด รวมถึงสามารถใช้เทียบโอนรายวิชาเมื่อเข้าศึกษาเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้

พร้อมกันนี้ เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่นิสิตที่มาจากโครงการเรียนล่วงหน้า มก. ยังมอบทุนการศึกษาแก่ผู้มีผลการเรียนดีเด่น GPAX 3.50 ขึ้นไป จำนวน 60 ทุน ทุนละ 10,000 บาท เป็นประจำทุกปี จนกว่าจะสำเร็จการศึกษา นับเป็นการสร้างโอกาสทางการศึกษาและต่อยอดศักยภาพทางวิชาการของเยาวชนไทยอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการนี้จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักเรียนที่ต้องการค้นหาความถนัดของตนเอง เตรียมความพร้อมก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย และก้าวสู่เส้นทางการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างมั่นใจ

เสกกล่องพัสดุเป็นงานศิลป์ มทร.ธัญบุรี โชว์ ‘ปุ๋ยปั้นรูปสัตว์’ ประดับพานรับน้ำรักษ์โลกรับสงกรานต์

เสกกล่องพัสดุเป็นงานศิลป์ มทร.ธัญบุรี โชว์ ‘ปุ๋ยปั้นรูปสัตว์’ ประดับพานรับน้ำรักษ์โลกรับสงกรานต์

เสกกล่องพัสดุเป็นงานศิลป์ มทร.ธัญบุรี โชว์ ‘ปุ๋ยปั้นรูปสัตว์’ ประดับพานรับน้ำรักษ์โลกรับสงกรานต์

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผลงานสร้างสรรค์ “ปุ๋ยสวยงามกับพานรับน้ำลดโลกร้อน” ของ ผศ.วินัย ตาระเวช ประธานหลักสูตรนวัตกรรมศิลปประดิษฐ์สร้างสรรค์ คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ที่นำขยะเหลือทิ้งจากกล่องพัสดุมาแปรรูปเป็นงานประติมากรรมจิ๋วที่ใช้เป็นปุ๋ยได้จริง มุ่งเน้นการสร้างโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนและส่งเสริมวัฒนธรรมไทยอย่างยั่งยืนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นำองค์ความรู้จากห้องเรียนมาตอบโจทย์ปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลก โดยการเปลี่ยนวัสดุไร้ค่าให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหมายทั้งในเชิงวัฒนธรรมและการอนุรักษ์ธรรมชาติ สอดคล้องกับนโยบายของมหาวิทยาลัยที่มุ่งสร้างบุคลากรและนวัตกรรม

ผศ.วินัย ตาระเวช เผยว่า ในปัจจุบันปัญหาขยะจากกล่องกระดาษพัสดุมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการเติบโตของการขนส่งสินค้าออนไลน์ ทางหลักสูตรฯ จึงมีแนวคิดที่จะนำวัสดุเหล่านี้กลับมาสร้างมูลค่าใหม่ (Value Added) ผ่านกระบวนการทางศิลปะและเทคโนโลยีทางคหกรรมศาสตร์ จนเกิดเป็น “ปุ๋ยสวยงาม” ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเศษกระดาษปั่นละเอียดและปุ๋ยอินทรีย์ ปั้นขึ้นรูปเป็นรูปแมลง สัตว์ตัวเล็ก และดอกไม้ เพื่อนำมาประดับตกแต่งใน “พานรับน้ำ” สำหรับเทศกาลสงกรานต์

กระบวนการผลิตเริ่มจากการนำกล่องกระดาษมาปั่นรวมกับปุ๋ยอินทรีย์จนมีเนื้อสัมผัสที่ละเอียด จากนั้นผสมด้วยกาวและครีมทาผิวเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและการยึดเกาะ ทำให้สามารถปั้นเป็นรูปทรงต่างๆ ที่มีความอ่อนช้อยและประณีตได้ตามต้องการ เมื่อทิ้งไว้จนแห้ง ปุ๋ยเหล่านี้จะกลายเป็นของตกแต่งที่มีความทนทาน แต่ยังคงคุณสมบัติทางชีวภาพในการเป็นสารอาหารให้แก่พืชได้เมื่อสัมผัสกับน้ำ ซึ่งถือเป็นการยกระดับปุ๋ยอินทรีย์ธรรมดาให้กลายเป็นงานศิลปะที่สวยงามและมีระดับ

สำหรับการจัดทำ “พานรับน้ำลดโลกร้อน” ได้เลือกใช้พรรณไม้ตามความเหมาะสมของภาชนะ จัดวางระดับสูงต่ำด้วยดิน มอส เปลือกไม้ และก้อนหิน เพื่อจำลองทัศนียภาพทางธรรมชาติ แล้วจึงนำ “ปุ๋ยสวยงาม” ที่ปั้นไว้มาจัดวางเป็นองค์ประกอบสุดท้าย พานรับน้ำนี้ไม่เพียงแต่มีความงดงามสำหรับใช้ในพิธีรดน้ำดำหัวตามประเพณีไทย แต่ยังถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ทันทีหลังจบเทศกาล

จุดเด่นสำคัญของนวัตกรรมชิ้นนี้คือ ความสามารถในการย่อยสลายที่เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจในเทศกาลสงกรานต์ ผู้ใช้สามารถนำพานรับน้ำนี้ไปตั้งประดับตกแต่งภายในบ้านหรือสวนได้ต่อ และเมื่อมีการรดน้ำต้นไม้ตามปกติ ตัวปุ๋ยสวยงามที่เป็นรูปสัตว์หรือดอกไม้จะค่อย ๆ ละลายซึมลงสู่ชั้นดิน เป็นการส่งต่อธาตุอาหารไปยังต้นไม้โดยตรง ไม่เกิดขยะทิ้งล่วงหลังเทศกาล และเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

สลช.เปิดการประกวดทักษณะลูกเสือ เนตรนารี ‘Scout Skill Challenge’ ส่งเสริมการมีระเบียบวินัย มีน้ำใจ สามัคคี

สลช.เปิดการประกวดทักษณะลูกเสือ เนตรนารี ‘Scout Skill Challenge’ ส่งเสริมการมีระเบียบวินัย มีน้ำใจ สามัคคี

สลช.เปิดการประกวดทักษณะลูกเสือ เนตรนารี ‘Scout Skill Challenge’ ส่งเสริมการมีระเบียบวินัย มีน้ำใจ สามัคคี

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการส่งเสริมทักษะลูกเสือ เนตรนารี Scout Skill Challenge” ระดับประเทศ โดยมีผู้บริหารสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ และลูกเสือ เนตรนารีเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

ดร.วรัท กล่าวว่า ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทและถูกนำมาใช้ประโยชน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ครูและนักเรียน สร้างโอกาสในการเรียนรู้ และส่งเสริมการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล จนเกิดความเสี่ยงที่เด็กและเยาวชน ที่เป็นลูกเสือ เนตรนารี จะพึ่งพา AI มากเกินไป จนขาดการฝึกฝนทักษะพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะยามจำเป็น และประสบกับภัยพิบัติต่าง ๆ การประกวดทักษะลูกเสือ เนตรนารี “Scout Skill Challenge” จึงเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่ง ที่จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้เยาวชนที่เป็นลูกเสือ เนตรนารี ได้ฝึกฝนความอดทน ความมีระเบียบวินัย และได้มีโอกาสทบทวนทักษะทางด้านลูกเสือเสมอ เพื่อเตรียมความพร้อมของตนเองให้สามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่น ตามคำปฏิญาณและกฎของลูกเสือ

เลขาธิการ สลช. กล่าวอีกว่า สำหรับการประกวดทักษะลูกเสือ เนตรนารี Scout Skill Challenge” จะมีการประกวดจำนวน 8 ทักษะประกอบด้วย ทักษะระเบียบแถวลูกเสือ, ทักษะการสร้างที่พักชั่วคราว, ทักษะการประกอบอาหารชาวค่าย, ทักษะการจัดทำคลิปสั้น, ทักษะศิลปะการออกแบบ (Scout Skill Challenge Badge), ทักษะการใช้แผนที่และเข็มทิศ, ทักษะการสร้างแบบจำลองงานบุกเบิก (Model), ทักษะนักดนตรี และกิจกรรมรอบกองไฟ (นันทนาการ) ทั้งนี้มั่นใจว่ากิจกรรมดังกล่าวจะส่งเสริมให้ลูกเสือ เนตรนารี มีทักษะทางลูกเสือ และสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองในชีวิตประจำวันได้ รวมทั้งส่งเสริมทักษะการทำงานเป็นทีม ระเบียบวินัย ความอดทน ความมีน้ำใจนักกีฬา และความคิดสร้างสรรค์ โดยมีกองลูกเสือที่ชนะการประกวดทักษะลูกเสือ เนตรนารี  “Scout Skill Challenge” ระดับจังหวัดจากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด เข้าร่วมการประกวดระดับประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 59 กอง จากสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด 59 จังหวัด จำนวน 2,908 คน

สกู๊ปพิเศษ : ระดมงานวิจัยฯ เปิดตัว ‘SRI Alert’ จัดการภัยพิบัติ เตือนภัยล่วงหน้า

สกู๊ปพิเศษ : ระดมงานวิจัยฯ เปิดตัว ‘SRI Alert’ จัดการภัยพิบัติ เตือนภัยล่วงหน้า

สกู๊ปพิเศษ : ระดมงานวิจัยฯ เปิดตัว ‘SRI Alert’ จัดการภัยพิบัติ เตือนภัยล่วงหน้า

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทุน ววน. โดย สกสว. ประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เปิดตัว “SRI Alert (ศรีเตือนภัย)” พร้อมร่วมเสริมระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศ หลังธรณีพิโรธ กทม.และปริมณฑล ขณะที่ทีมนักวิจัยแผ่นดินไหวเดินหน้าจัดการฟื้นตัวจากภัยแผ่นดินไหว โดยเฉพาะการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานแถลงข่าว “ประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือ และพิธีเปิดตัว SRI Alert (ศรีเตือนภัย)” ซึ่งเป็นการระดมงานวิจัยและองค์ความรู้จากระบบวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ (ววน.) เพื่อร่วมเสริมระบบการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศไทย เนื่องในวาระครบรอบ 1 ปี แผ่นดินไหว กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จัดโดยกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)” ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า บทเรียนจากวิกฤติจะถูกเปลี่ยนเป็นการเตรียมพร้อมของประเทศในอนาคต ความท้าทายสำคัญคือจะทำอย่างไรให้องค์ความรู้ถูกดึงมาใช้งานได้จริง และส่งต่อไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ทันท่วงที จึงเป็นบทบาทสำคัญของกองทุน ววน. ที่จะทำให้เกิดระบบสนับสนุนที่พร้อมใช้ในภาวะวิกฤติและขยายผลในระยะยาว โดยสนับสนุนการพัฒนา SRI Alert ให้เป็นแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมโยงการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อสนับสนุนการรับรู้สถานการณ์ การวิเคราะห์ข้อมูล การเตรียมพร้อม และเสริมพลังการตัดสินใจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ

ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษาและดิจิทัล และคณะนักวิจัย ม.ขอนแก่น กล่าวว่า SRI Alert เป็น ‘กองหนุนที่แข็งแกร่ง’ ให้กับหน่วยงานภาครัฐ โดยป้อนข้อมูลเชิงลึกที่ได้รับการวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว มีผลการวิเคราะห์ถูกต้องแม่นยำ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถขององค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมพร้อมใช้ สนับสนุนให้หน่วยงานหลักนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ และให้บริการประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ขณะที่งานวิจัยของ ม.นเรศวร โดย ผศ.ดร.กำพล ทรัพย์สมบูรณ์ และทีมนักวิจัย แบบจำลองสารสนเทศเมือง (Urban Information Modeling: UIM) หรือการสร้างเมืองฝาแฝดดิจิทัล มุ่งยกระดับการรับมือภัยพิบัติในเขตเมือง ทั้งปัญหาน้ำท่วม แผ่นดินไหว และฝุ่น PM2.5 ภายใต้แนวคิดสำคัญที่ตอกย้ำความโดดเด่นของเทคโนโลยี ที่ไม่ได้เพียงสร้างโมเดลอาคารสามมิติเพื่อให้เห็นภาพจำลองเท่านั้น แต่ยังเป็นระบบฐานข้อมูลเมือง โดยเฉพาะระบบทางวิศวกรรมและการจำลองสถานการณ์ ด้วยการบูรณาการข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานเข้ากับเทคโนโลยี 3 มิติ เพื่อพัฒนาแผนที่ความเสี่ยง ระบบแจ้งเตือนภัย และแบบจำลองการอพยพ โดยได้นำร่องร่วมกับโรงพยาบาลวชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนเรศวร และเทศบาลเมืองท่าโพธิ์ จ.พิษณุโลก ในการพัฒนาแผนการอพยพร่วมกัน เพื่อให้ผู้บริหารเมือง เจ้าของอาคาร และประชาชน มีข้อมูลที่แม่นยำในการรับมือเหตุฉุกเฉินและลดความสูญเสียในอนาคต 2.แอปพลิเคชันปลาปลอดภัย by Open Science ซึ่งมี อ.ศรัณย์พร เกิดเกาะ ได้ร่วมกับทีมวิจัยพัฒนาระบบที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพน้ำ ชนิดปลา และพื้นที่จับ เพื่อจำแนกปลาออกเป็นสามระดับความเสี่ยง ข้อมูลอัปเดตทุก 2-4 สัปดาห์ โดยทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์พลเมืองที่คอยรายงานข้อมูลภาคสนามและช่วยคัดกรองปลาตามสีที่ระบบแจ้งออกจากห่วงโซ่การบริโภค ทำให้สามารถทำนายความเสี่ยงโลหะหนักในปลาแม่น้ำกก จ.เชียงราย แบบรายพื้นที่และรายช่วงเวลา เพื่อให้ประชาชนได้บริโภคเฉพาะปลาที่ผ่านการยืนยันความปลอดภัยแล้ว ทั้งนี้ได้นำร่องใช้งานจริงแล้วที่ตลาดปลาเชียงแสนน้อย ร่วมกับภาคีชาวประมงจาก 4 หมู่บ้าน โดยข้อมูลการจำแนกความเสี่ยงถูกส่งตรงถึงชาวประมง ร้านขายปลา ประมงจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เพื่อให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการตัดสินใจ

“ระบบอัจฉริยะเพื่อการเตือนภัยและอพยพชุมชนจากภัยน้ำท่วมและแผ่นดินไหว : พื้นที่นำร่องระยะที่ 1 กรุงเทพมหานคร และเทศบาลเมืองแพร่” โดย ศ.ดร.อุมา สีบุญเรือง และทีมนักวิจัย สจล. ได้บูรณาการเทคโนโลยี AI, IoT และ Big Data เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ ให้เป็นระบบ End-to-End Disaster Management Platform ที่ครอบคลุมทั้งก่อนและหลังเกิดภัยพิบัติ โดยทุกโมดูลถูกเชื่อมเข้าด้วยกันผ่านแพลตฟอร์ม SRI Alert (ศรีเตือนภัย) ซึ่งทำหน้าที่เป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้า ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ แพลตฟอร์มการมีส่วนร่วมของประชาชนที่สะท้อนบทบาทของระบบ ววน. ในการเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ของประเทศที่มุ่งสู่ระบบเตือนภัยอัจฉริยะระดับประเทศ โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการจัดการภัยพิบัติของประเทศ จากการตอบสนองต่อเหตุการณ์สู่ “การคาดการณ์ ป้องกัน และตัดสินใจเชิงรุก” อย่างยั่งยืน

สำหรับแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ที่มี ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม สวทช. เป็นหัวหน้าโครงการ ระบุถึงการเปลี่ยนบทบาทประชาชนให้กลายเป็น “เซนเซอร์ที่มีชีวิต” โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรายงานเหตุภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ จากการพัฒนาระบบพัฒนาระบบรับแจ้งและแจ้งเตือนภัยพิบัติ SRI Alert (ศรีเตือนภัย) ให้เป็น “Citizen Touchpoint” เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสู่หน่วยงานที่แก้ไขปัญหาผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue และช่วยยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศไทยด้วยข้อมูลจริงจากภาคประชาชน โดยอิงจากพิกัดที่ตั้งของผู้ใช้งานหรือพื้นที่เสี่ยง ทำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้รับการแจ้งเตือนภัยพิบัติแบบทันเหตุการณ์ ลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจากเหตุภัยพิบัติด้วยการสื่อสารเชิงรุก จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและหัวใจสำคัญที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นได้จริง

ในส่วนของแผนงาน “การจัดการฟื้นตัวจากภัยแผ่นดินไหวโดยใช้ผลสำเร็จจากงานวิจัยและการสร้างฐานข้อมูลสำหรับการเตรียมความพร้อมที่ดีขึ้นในอนาคต” นำโดย ศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ กล่าวว่า แม้จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวจะอยู่ในประเทศเมียนมา แต่พื้นที่กรุงเทพฯ กลับได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ โดยพื้นที่กลุ่มชั้นดินอ่อนในกรุงเทพฯ มีค่าความเร่งสูงกว่าพื้นที่รับคลื่นปฐมภูมิในภาคเหนือและตะวันตกอย่างชัดเจน ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์การสั่นพ้องที่ชั้นดินอ่อนขยายกำลังของคลื่นแผ่นดินไหว ส่งผลให้โครงสร้างอาคารเกิดการโยกตัวรุนแรงขึ้น จากการสำรวจและประเมินความเสียหายของอาคารตามเกณฑ์ของกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้จัดแบ่งรหัสสีเพื่อความปลอดภัยในการใช้อาคาร ประกอบด้วย ป้ายสีเขียว (อาคารใช้งานได้ตามปกติ) มีความปลอดภัยหรือเสียหายเพียงเล็กน้อย ป้ายสีเหลือง (อาคารใช้งานได้แบบมีเงื่อนไข) เสียหายระดับปานกลาง พบรอยร้าวทะลุผนังก่ออิฐทั้งสองด้าน ซึ่งต้องเฝ้าระวังและรอการสำรวจอย่างละเอียด และป้ายสีแดง (ห้ามใช้งานอาคาร) อาคารมากกว่า 15 แห่งเสียหายอย่างหนัก โครงสร้างหลักได้รับผลกระทบ เช่น คอนกรีตแตกหลุดร่วง และเหล็กเสริมโก่งงอ แนวทางการรับมือและเทคโนโลยีการป้องกันเพื่อลดความสูญเสียในอนาคต จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีและแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ ระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ระยะไกล เทคโนโลยีลดการสั่นสะเทือน โดยติดตั้งอุปกรณ์ดูดซับแรงสั่นสะเทือนชนิดของเหลวในโครงสร้างอาคาร ระบบตรวจติดตามสุขภาพโครงสร้าง โดยติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดความเร่งแบบ MEMS (MEMS Acceleration Sensors) เพื่อติดตามพฤติกรรมของอาคารแบบเรียลไทม์ ซึ่งปัจจุบันได้ติดตั้งใช้งานจริงแล้วที่อาคารโรงพยาบาลใน จ.เชียงราย

ด้าน ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย เผยถึงผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวในปี 2568 ว่าปัญหาหลักคือ “ความไม่รู้นำมาซึ่งความโกลาหล และความโกลาหลนำมาซึ่งความสูญเสีย” สมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ จึงได้พัฒนาการปรับปรุงอาคารให้ปลอดภัย การตอบสนองที่รวดเร็ว รวมถึง “ระบบตรวจติดตามการตอบสนองของโครงสร้างต่อแผ่นดินไหวและระบบแจ้งเตือนความปลอดภัย” สำหรับวิศวกร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของและผู้ใช้อาคารโดยเฉพาะ ซึ่งระบบจะทำงานตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ โดยมีหน้าจอแสดงผลแบบเรียลไทม์ที่สามารถตรวจจับความเสียหายและแจ้งเตือนได้ทันที นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบสำหรับการซ้อมอพยพเพื่อเตรียมความพร้อมเมื่อเกิดเหตุการณ์จริงอีกด้วย ระบบนี้ได้ผ่านการทดสอบด้วยเครื่องจำลองแผ่นดินไหวของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เพื่อประเมินการทำงานของการแจ้งเตือนผู้ใช้อาคารผ่านระบบสัญญาณไฟ การติดตั้งระบบดังกล่าวจะช่วยให้สามารถตรวจจับความเสียหายหลังเกิดแผ่นดินไหวได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การจัดการภัยพิบัติเป็นไปอย่างตรงเป้าหมาย ลดความตื่นตระหนกและการอพยพที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะช่วยให้ผู้คนสามารถกลับคืนสู่การใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น รวมถึงสามารถตอบสนองต่อการเสื่อมสภาพของอาคารตามอายุการใช้งานและสภาพแวดล้อม นับเป็นการช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สอวช. – สจล. จัด ‘Collaborative Bootcamp’ เส้นทางการสร้างนวัตกรรมจากโจทย์จริง

สอวช. - สจล. จัด ‘Collaborative Bootcamp’ เส้นทางการสร้างนวัตกรรมจากโจทย์จริง

สอวช. – สจล. จัด ‘Collaborative Bootcamp’ เส้นทางการสร้างนวัตกรรมจากโจทย์จริง

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จัดกิจกรรมโปรแกรมการเรียนรู้พิเศษ (Collaborative Bootcamp) ภายใต้โครงการ “The Reverse Innovation Journey: เส้นทางการสร้างนวัตกรรมจากโจทย์จริง” ณ อาคาร True Digital Park เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มศักยภาพให้แก่บริษัทสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการ ในการตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมระดับประเทศ

ดร.กรัณฑรัตน์ นาขวา ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. เน้นย้ำความสำคัญของกลไก Reverse Pitching ในการพัฒนานวัตกรรมที่ตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่ง สอวช. ได้ริเริ่มทดสอบโมเดลนี้เพื่อให้สตาร์ทอัพเรียนรู้และรับโจทย์จากภาคอุตสาหกรรมโดยตรง เพื่อสร้างธุรกิจนวัตกรรมที่ยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ ได้กล่าวขอบคุณและให้กำลังใจคณะทำงาน พันธมิตรภาคเอกชน และผู้เข้าร่วมโครงการ สำหรับการดำเนินกิจกรรมร่วมกันตลอดระยะเวลาของโครงการ

ในช่วงเช้ามีการบรรยายเรื่องกลไกการสนับสนุนทุนจากภาครัฐ โดย น.สพ.ดร.สนัด วงศ์ทวีทอง ผู้จัดการกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (TED Fund) ซึ่งได้แนะนำรายละเอียดโปรแกรมสนับสนุนทางการเงินต่างๆ ของกองทุนฯ โดยเฉพาะโครงการ TED Youth Startup ที่สนับสนุนเงินทุนตั้งแต่ 150,000 ถึง 1,500,000 บาท เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมใช้เป็นแนวทางในการขอรับทุนสนับสนุนเพื่อพัฒนาแนวคิดและธุรกิจนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายจากทีมที่ปรึกษาโครงการฯ และตัวแทนจาก เครือข่ายร่วมพัฒนาผู้ประกอบการ (TED Fellow) โดยสำนักบริหารงานวิจัยและนวัตกรรมพระจอมเกล้าลาดกระบัง (KRIS) นำโดย ผศ.ดร.รัชนี กุลยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ สจล. และ ดร.อภิวัฒน์ ทองประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บจก.วิสอัพ เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับเงื่อนไขการรับทุน การให้คำปรึกษา และช่วงเวลาการรับสมัคร เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่ผ่านมา โครงการได้จัดกิจกรรม Reverse Pitching เพื่อมอบโจทย์จริงจากภาคเอกชน และคัดเลือกสตาร์ทอัพเข้าสู่โครงการเพื่อพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน โดยผู้เข้าร่วมได้รับสิทธิเข้าร่วมโปรแกรมการเรียนรู้พิเศษ (Collaborative Bootcamp) ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ เพื่อสร้างความเข้าใจในการทำธุรกิจและร่วมพัฒนานวัตกรรมร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่ด้วย โดยโครงการมีกำหนดจะสรุปผลและจัดงาน The Reverse Innovation Summit ในวันที่ 25 เมษายน 2569 นี้

กค.เปิดรับอาสาสมัครนิสิตนักศึกษา ร่วมต้อนรับผู้นำเศรษฐกิจโลกในงานประชุม 2026 IMF

กค.เปิดรับอาสาสมัครนิสิตนักศึกษา ร่วมต้อนรับผู้นำเศรษฐกิจโลกในงานประชุม 2026 IMF

กค.เปิดรับอาสาสมัครนิสิตนักศึกษา ร่วมต้อนรับผู้นำเศรษฐกิจโลกในงานประชุม 2026 IMF

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง เชิญชวนนิสิตนักศึกษาที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี ผู้ที่ได้รับการตอบรับเข้าศึกษา หรือผู้ที่จะสำเร็จการศึกษาในปี 2569 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจและความภาคภูมิใจครั้งประวัติศาสตร์ ในการต้อนรับผู้นำและคณะผู้แทนจากทั่วทุกมุมโลก โดยสมัครเข้ารับคัดเลือกเป็น “อาสาสมัครสนับสนุนการจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569” (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) งานประชุมด้านเศรษฐกิจการเงินการคลังระดับโลก ที่เปรียบเสมือนเป็น “โอลิมปิกทางการเงินของโลก” ที่รวมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารสถาบันการเงิน และผู้แทนภาคประชาสังคม รวมกว่า 15,000 คน ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

ภายใต้วิสัยทัศน์ “Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience” การได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติงานร่วมกับทีมอาสาสมัครจากประเทศไทย ในกรอบการประชุมระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ด้านการจัดงานประชุมระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันนิสิตนักศึกษาที่ได้รับคัดเลือกยังได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง พัฒนาศักยภาพ รวมถึงทักษะความรู้เกี่ยวกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกไปพร้อมกัน

คณะทำงานที่เปิดรับสมัคร 9 ด้าน รวม 230 ตำแหน่ง (ประกอบด้วยอาสาสมัคร จำนวน 208 คน และอาสาสมัครสำรอง จำนวน 22 คน) ได้แก่ 1.ด้านสถานที่จัดกิจกรรม ห้องประชุม อาหาร (Event Services, Catering, Hotels) และโรงแรมที่พัก , 2.ด้านพิธีการต้อนรับ (Liaison) , 3.ด้านยานพาหนะ (Transportation) , 4.ด้านการรักษาความปลอดภัย (Security) , 5.ด้านลงทะเบียนและบัตรเชิญ (Registration) , 6.ด้านประชาสัมพันธ์และงานข่าว (Publication) , 7.ด้านบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโสตทัศน์ (IT, Audiovisual) , 8.ด้านการจัดนิทรรศการศาลาไทย (Thailand Pavilion) , 9.ฝ่ายประสานงานกลางและเลขานุการ

คุณสมบัติ ต้องเป็นบุคคลที่มีมีสัญชาติไทย , เป็นนิสิตนักศึกษาที่อยู่ระหว่างการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือเป็นนักเรียนที่ได้รับการตอบรับเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี หรือเป็นนิสิตนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี ในปี 2569 , เป็นผู้มีใจในงานบริการ มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ และตรงเวลา , มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี และมีทักษะด้านการสื่อสาร , สุขภาพร่างกายแข็งแรง สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ , มีทักษะในการสื่อสารภาษาไทยและภาษาอังกฤษอยู่ในระดับดีมาก หากมีทักษะในการสื่อสารภาษาอื่นจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ และไม่เป็นผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้ปฏิบัติงานกับผู้จัดงานประชุมมืออาชีพซึ่งได้รับการว่าจ้างจาก สศค.

การเข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่งานอาสาสมัคร แต่คือประสบการณ์ชีวิตและโอกาสร่วมงานกับองค์กรระดับโลกอย่าง IMF และ World Bank Group ที่จะช่วยพัฒนาทักษะแบบก้าวกระโดด ในบรรยากาศการทำงานจริงระดับสากล ไม่เพียงเท่านั้นอาสาสมัครที่ผ่านการปฏิบัติหน้าที่อย่างครบถ้วน จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ซึ่งจะเป็นใบเบิกทางสำคัญสำหรับการทำงานในอนาคตทั้งในและต่างประเทศ

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัครได้จากเว็บไซต์ของ สศค.: https://www.fpo.go.th/main/Home.aspx > ภายใต้หัวข้อ “ข่าวสาร” > สมัครงาน / ประกาศ > ประกาศรับสมัครอาสาสมัครเข้าร่วมการประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 และส่งเอกสารการสมัครในรูปแบบ PDF หรือสอบถามรายละเอียด ได้ที่ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์: HR_AM2026@fpo.go.th หรือติดต่อผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 0 2273 9020 ต่อ 3669 หรือ 3289 หรือ 3264 หรือ 3269 โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ในเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2569

ในหลวงโปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯสงขลา เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพล ทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ในหลวงโปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯสงขลา เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพล ทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

ในหลวงโปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯสงขลา เชิญสิ่งของพระราชทาน มอบกำลังพล ทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.51 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯสงขลา  เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบอาสาสมัครทหารพราน กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บและทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์

5 เมษายน 2569 เวลา 15.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายรัฐศาสตร์  ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ สิบโท ศุภณัฐ พรหมสุทธิ์ อาสาสมัครทหารพราน อนาวิล จินดาพรรณ  และอาสาสมัครทหารพราน พงษ์ธร อักษรเงิน กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน 49 ขณะออกแผนยุทธการ และให้การสนับสนุนชุดคุ้มครองตำบลช้างเผือก เหตุเกิดบริเวณถนนทางหลวงหมายเลข 4271 บ้านไอร์ลาฆอ หมู่ที่ 5 ตำบลช้างเผือก อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา  

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมทรงรับกำลังพลทั้งหมดไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่กำลังพล และครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้