พล.อ.อ.สมคิด เป็นประธานเปิดร้าน Inspire by PRINCESS สานต่อน้ำพระทัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

พล.อ.อ.สมคิด เป็นประธานเปิดร้าน Inspire by PRINCESS สานต่อน้ำพระทัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

พล.อ.อ.สมคิด เป็นประธานเปิดร้าน Inspire by PRINCESS สานต่อน้ำพระทัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.12 น.

พล.อ.อ.สมคิด เป็นประธานเปิดร้าน Inspire by PRINCESS  สานต่อน้ำพระทัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา สู่ผู้ต้องขังในเรือนจำ

29 มิถุนายน 2569 พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และรองประธานคณะกรรมการกองทุนกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เป็นประธานเปิดร้านกาแฟและเครื่องดื่ม Inspire by PRINCESS @ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง และเปิดมุมราชทัณฑ์ปันโอกาส สร้างอาชีพ พร้อมด้วย พลตำรวจโท สายเพชร ศรีสังข์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พันตำรวจเอก อิทธิกรจิรัตนานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลตำรวจเอก ปราบพาล มีมงคล ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลตำรวจโท ธวัชชัย นาคฤทธิ์ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางจิรภา  สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม  นางสาวนุสรา วงษ์สุวรรณ รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ โดยมี พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายขวัญไชย สันติภราภพ ผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง พร้อมเจ้าหน้าที่รอรับ ณ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 

โดยร้านกาแฟ Inspire by PRINCESS @ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ถือเป็นเรือนจำแห่งแรกที่ได้น้อมนำแนวพระดำริใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง โดยเฉพาะเรื่องการจัดตั้งร้านกาแฟเพื่อฝึกอาชีพงานบริการและบาริสต้า ให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำ เพื่อเตรียมความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ โดยไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำ และเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา กรมราชทัณฑ์ จึงได้มีมติให้เรือนจำ และ ทัณฑสถาน นำชื่อร้านกาแฟ Inspire by PRINCESS  ที่เคยพระราชทานไว้ในเรือนจำ ตามโครงการกำลังใจฯ น้อมนำไปใช้ในร้านกาแฟเรือนจำทั่วประเทศ 143 แห่ง

ภายในร้านมีการจำหน่ายชา กาแฟ  เบเกอรี่ ขนมไทย และผลิตภัณฑ์ผลงานจากผู้ต้องขัง เช่น ตุ๊กตาเรซิ่น และพวงกุญแจต่าง ๆให้แก่บุคคลทั่วไป

ปฐมบทแห่งน้ำพระทัยอันแผ่ไพศาลนี้ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2560 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จไปทรงเยี่ยมร้านกาแฟ Inspire by PRINCESS  ณ เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จ.เชียงราย  เพื่อให้กำลังใจและชิมกาแฟฝีมือผู้ต้องขัง อันเป็นร้านกาแฟ ในพระดำริร้านแรก ที่ได้พระราชทานแนวทางในการจัดตั้งร้าน โดยมีบาริสต้า มาเป็นวิทยากรสอนผู้ต้องขังทุกกระบวนการ ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธ์ุกาแฟ ไปจนถึงการชงเครื่องดื่มหลากหลายประเภท และได้ประทานเงินจาก กองทุนกำลังใจในพระดำริฯ เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงร้านกาแฟให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทในสังคม 

จากนั้น คณะฯ เดินทางไปยังทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ชมการฝึกอาชีพให้แก่ผู้ต้องขัง อาทิ การทำเบเกอรี่ การแต่งหน้าเค็ก การทำขนมไทย รวมไปถึงการปลูกผักไร้ดิน  ซึ่งทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ได้น้อมนำแนวทางในพระดำริฯ ด้านต่างๆ ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่เคยพระราชทานไว้ในโอกาสเสด็จเปิดเรือนจำ เรื่องการพัฒนาอาชีพที่ไม่ต้องใช้เงินทุนมาก เช่น เสริมสวย ตัดผม ทำอาหารและการให้ความรู้ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม เป็นต้น   

 รวมทั้งแนวทางพระดำริเรื่องการจัดตั้งมุมราชทัณฑ์ปันโอกาสสร้างอาชีพ เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่องการฝึกอาชีพประเภทต่าง ๆและประกาศตำแหน่งว่างงานของสถานประกอบการ จนกระทั่งสามารถสร้างชีวิตใหม่ให้กับผู้ต้องขังในทัณฑสถานแห่งนี้

โดยมีสิ่งที่ยืนยันความสำเร็จประการหนึ่งคือ ได้รับรางวัล “ธัญญารักษ์ อวอร์ด ประจำปี 2568” อันเป็นรางวัลที่แสดงให้เห็นว่าแนวพระดำริที่ทรงให้ไว้เพื่อการพัฒนาผู้ต้องขัง ทั้งทางร่างกายจิตใจและการฝึกอาชีพเป็นแนวทางที่ทรงคุณค่า และใช้ได้ตลอดไปในการนำไปพัฒนาแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังในความดูแลของกรมราชทัณฑ์

ครูนิ่ม ยื่นหนังสือร้องเรียน ศธ. ตรวจสอบข้อเท็จจริงบรรจุข้าราชการครู รับ อุ่นใจหลังคุย รมช.

ครูนิ่ม ยื่นหนังสือร้องเรียน ศธ. ตรวจสอบข้อเท็จจริงบรรจุข้าราชการครู รับ อุ่นใจหลังคุย รมช.

ครูนิ่ม ยื่นหนังสือร้องเรียน ศธ. ตรวจสอบข้อเท็จจริงบรรจุข้าราชการครู รับ อุ่นใจหลังคุย รมช.

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.47 น.

ครูนิ่ม ยื่นหนังสือร้องเรียน ก.ศึกษาธิการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงบรรจุข้าราชการครู รับ รู้สึกอุ่นใจหลังคุยรัฐมนตรีช่วย ด้าน อัครนันท์ ยืนยัน ให้ความเป็นธรรม บอกขอตรวจสอบให้ทุกฝ่ายเป็นที่ยอมรับ ก่อนเสนอแนวทางเยียวยา-ช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา น.ส.ชณัฐดา วรสาร (ครูนิ่ม) เดินทางมายังรัฐสภาเพื่อยื่นหนังสือต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กรณีขอความเป็นธรรม และขอให้ตรวจสอบประเด็นเกี่ยวกับการตรวจสอบ และบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ (สพม.สมุทรปราการ) หลังเป็นผู้ผ่านการคัดเลือกอันดับที่ 1 ก่อนถูก สพฐ. แจ้งว่ามีการตรวจข้อสอบใหม่ส่งผลให้ตกไปอยู่อันดับที่ 2 ทั้งที่มีหนังสือเรียกตัวเพื่อบรรจุ และแต่งตั้งเข้ารับราชการแล้ว โดยมีนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็นผู้รับหนังสือ

นายอัครนันท์ กล่าวถึงแนวทางการช่วยเหลือว่า เรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการมีความห่วงใยและพยายามแก้ไขปัญหา เข้าใจถึงความรู้สึกของครูนิ่ม ซึ่งเรื่องนี้นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการได้กำชับมาว่าต้องจัดการเรื่องนี้ให้ดี ต้องให้ความยุติธรรม 

ส่วนแนวทางการเยียวยาสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องมีการตรวจสอบก่อน โดยต้องให้กระบวนการตรวจสอบมีความชัดเจน และเป็นที่ยอมรับ ซึ่งเราอาจต้องนำข้อสอบมากางดู และมีคณะกรรมการที่มีความน่าเชื่อถือมาตรวจสอบเพื่อให้คุณครูมีความสบายใจว่าการตรวจข้อสอบมีความเป็น กลางถูกต้องและแม่นยำ เพราะถ้ากระบวนการตรวจสอบไม่ถูกต้อง หรือมีความไม่ชัดเจนคุณครูก็อาจไม่ยินยอมเพื่อเข้าสู่กระบวนการเยียวยา ขั้นตอนแรกต้องทำให้ได้ก่อน จากนั้นขั้นตอนต่อไป คือ จะเยียวยาคุณครูอย่างไร จำนวนเงินกี่บาท ซึ่งทาง สพม.สมุทรปราการ มีแนวทางที่จะนำครูกลับไปสอน ถือเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วย และมีอีกหลายแนวทางให้คุณครูมีทางเลือก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการตรวจสอบในขั้นตอนแรกต้องโปร่งใส และชัดเจนก่อน

เมื่อถามว่า มีการตรวจสอบหรือไม่ว่าผิดพลาดจากส่วนใด นายอัครนันท์ กล่าวว่า เข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเซนซิทีฟ ตนเข้าใจว่าพอเรื่องนี้มีการผิดพลาด ทำให้ประชาชนไม่เกิดความเชื่อใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ จะทำอย่างไรเพื่อให้คุณครู และอีกหลายคนเชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบก่อน ถ้าตรวจสอบแล้วมีความผิดพลาดจริง จะเป็นเรื่องของสพฐ.ที่จะช่วยเหลือและเยียวยา

ด้านนายพิเชฐ กล่าวว่า รัฐมนตรีกำชับว่าเรื่องการบริหารบุคคล จะต้องดูแลให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย โปร่งใสตรวจสอบได้ ห้ามมีเรื่องทุจริต พอมีข่าวขึ้นมา เราได้ย้ำอำนวยการเขตการศึกษาทุกคนจะต้องระมัดระวัง เพราะจะมีการสอบตำแหน่งครูผู้ช่วยในวาระปกติ แต่ในส่วนของคุณครูนิ่มเป็นกรณีการจัดสอบบรรจุตำแหน่งครูผู้ช่วยในกรณีพิเศษ คือ เป็นครูอัตราจ้างมากกว่า 3 ปีขึ้นไป ซึ่งในอนาคตจะมีการสอบสนามใหญ่ สอบผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้อำนวยการเขตการศึกษา ซึ่งทุกอันถือเป็นต้นน้ำของการเจริญก้าวหน้าเรื่องการศึกษา เพราะเราต้องการได้คนดีคนเก่ง และเข้ามาในระบบอย่างถูกต้อง แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นเราต้องเร่งตรวจสอบ และต้องให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเร่งตรวจสอบ เช่น มหาวิทยาลัยที่ทำการออกข้อสอบ ให้กระทรวงศึกษาธิการซึ่งมีหลายมหาวิทยาลัยที่มาออกข้อสอบ เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต หรือมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จะต้องระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ทำอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้เน้นย้ำว่า ต่อไปนี้จะเลือกใครมาออกข้อสอบต้องดูให้ดี ซึ่งเรื่องของครูนิ่มหากมีการตรวจสอบแล้วก็จะได้ข้อสรุป และมีทางออกในการดูแลเยียวยาทั้งระยะสั้นกลางและยาว โดยเรื่องนี้จะพูดคุยด้วยความเป็นธรรมแบบไม่มีอคติ 

เมื่อถามว่า เรื่องของระเบียบการประกาศรายชื่อแล้วสามารถกลับมาแก้ย้อนหลังได้หรือไม่ นายพิเชฐ กล่าวว่า ต้องไปดูข้อเท็จจริง เพราะมหาวิทยาลัยสวนดุสิตเป็นผู้รับผิดชอบการออกข้อสอบ และประมวลผลในครั้งนี้ ได้รับการร้องขอจากบุคคลหนึ่งที่เข้าสอบที่ต้องการขอดูคะแนน และเมื่อตรวจสอบแล้วหากพบว่าคะแนนมีความคลาดเคลื่อนทางมหาวิทยาลัยสวนดุสิตจึงมีการประมวลคะแนนใหม่ ส่งผลให้ลำดับมีการเปลี่ยนแปลงและเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ซึ่งมหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการ น้อมรับความผิดที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะแก้ไข ปรับปรุง เยียวยา 

ทั้งนี้ นายอัครนันท์ กล่าวว่า ระยะเวลาการตรวจสอบต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด ช้าไม่ได้ เพราะคุณครูนิ่มได้ลาออกแล้ว คาดว่าใช้เวลา 2-3 สัปดาห์จะต้องมีคำตอบที่ชัดเจน

ขณะที่ น.ส.ชณัฐดา กล่าวว่า ตนที่เป็นผู้สอบ ยืนยันทำตามกระบวนการที่ถูกต้องทุกอย่าง ที่ทางเขตได้ให้ไปสมัครสอบ จนถึงสัมภาษณ์ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบตามที่ทางเขตได้ประกาศออกมาทุกอย่าง 

ส่วนเมื่อเช้าที่ไปคุยกับสพม.สมุทรปราการเขาพยายามจะยื่นข้อเสนอ ซึ่งเขาได้ชี้แจงก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ในกระบวนการตนเป็นแค่ผู้สอบ ไม่ได้มีอำนาจหรือรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในกระบวนการนั้น และเขาก็พูดถึงกระบวนการเยียวยาที่เขาเสนอว่าจะไปทำงานกับเขาหรือไม่ หรือว่าจะให้เขาบริจาคเงินให้กับโรงเรียนที่เราต้องการจะไปทำงานด้วย แต่ว่าทั้งหมดตนอยากได้กระบวนการที่ตรวจสอบที่มันถูกต้อง และไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็ยอมรับได้ แต่ขอให้ผ่านกระบวนการที่ตรวจสอบที่ถูกต้องเพื่อให้ปรากฏความจริงตรงนี้ก่อน

เมื่อถามว่า โอกาสที่เราเสียไปกับข้อผิดพลาดตรงนี้มีอะไรบ้าง น.ส.ชณัฐดา กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่น ว่า ตั้งแต่ที่รับรู้ว่าตัวเองสอบได้ลำดับที่ 1 ก็มีการเตรียมตัวลาออกจากงานเดิมทันที และได้ไปติดต่อห้องพัก หอพักเพื่อทำการเตรียมตัวให้พร้อมในการบรรจุข้าราชการครู เพื่อเป็นครูที่ดี ก็ทำหน้าที่แม่พิมพ์ของชาติให้ดีที่สุด และตนก็ตัดชุด และได้รับการแสดงความยินดีจากทางญาติ พี่น้องและเพื่อนร่วมงาน รวมไปถึงทางโรงเรียนเดิมที่เขาให้ตนกล่าวอำลาโรงเรียนไปแล้ว

เมื่อถามถึง กรณีปัญหาการจัดสอบข้าราชการท้องถิ่นที่เกิดขึ้นในขณะนั้นคล้ายคลึงกับปัญหาของตนหรือไม่ น.ส.ชณัฐดา  กล่าวว่า ตอนนี้อยากให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีกระบวนการตรวจสอบให้ เพื่อความถูกต้องจึงออกมาก่อน ซึ่งเราพร้อมที่จะให้ความยุติธรรมกับทุกคน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ขอให้ผ่านกระบวนการตรวจสอบที่มันถูกต้อง

น.ส.ชณัฐดา  กล่าวว่า หลังจากที่ตนได้คุย กับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็รู้สึกอุ่นใจ และสบายใจขึ้น เพราะเราไม่รู้ว่าที่ผ่านมาเขาพูดกับเรามาจะเป็นจริงหรือไม่จริงอย่างไร และท่านก็ยังมีเมตตา มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับครูอัตราจ้างตัวเล็กๆ ที่กำลังจะเตรียมตัวเข้าไปบรรจุข้าราชการ 

พสกนิกรพร้อมใจถวายสักการะพระศพ พระองค์ภา สุดอาลัยการสูญเสียครั้งใหญ่

พสกนิกรพร้อมใจถวายสักการะพระศพ พระองค์ภา สุดอาลัยการสูญเสียครั้งใหญ่

พสกนิกรพร้อมใจถวายสักการะพระศพ พระองค์ภา สุดอาลัยการสูญเสียครั้งใหญ่

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.15 น.

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง เป็นวันที่ 3 โดย เปิดให้เข้าถวายสักการะพระศพฯทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น. แบ่งเป็น 3 ช่วงเวลา ช่วงที่ 1 เวลา 08.00-10.00 น. ช่วงที่ 2 เวลา 11.30-16.00 น. และช่วงที่ 3 เวลา 20.00-21.00 น. ทั้งนี้ ขอความร่วมมือให้แต่งกายด้วยชุดสุภาพไว้ทุกข์ สุภาพบุรุษงดสวมกางเกงยีนส์ สุภาพสตรี สวมกระโปรงหรือผ้านุ่งเท่านั้น โดยจุดคัดกรองจะปิดในเวลา 20.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บริเวณจุดคัดกรองภายในโถงอุโมงค์ทางเดินลอดถนนหน้าพระลาน ตั้งแต่เช้า ได้มีประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดต่างๆ แต่งกายด้วยชุดสุภาพไว้ทุกข์ ทยอยเดินทางมาผ่านจุดคัดกรองและรับการจัดลำดับการเข้าถวายสักการะพระศพฯ ด้วยความอาลัยและสำนึกในพระกรุณาธิคุณ ถึงแม้อากาศจะร้อน แต่ทุกคนก็ไม่ย่อท้อ โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร อาสามสมัคร จิตอาสา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คอยอำนวยความสะดวกในการคัดกรอง จัดระเบียบแถว ดูแลความปลอดภัย และให้คำแนะนำแก่ประชาชนอย่างใกล้ชิดตลอดเส้นทาง และมีจุดบริการน้ำดื่มไว้รองรับประชาชนด้วย

นายเกริกพันธุ์ บัวชื่น พนักงานบริษัทเอกชน แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร  กล่าวภายหลังเดินทางเข้าถวายสักการะพระศพฯ ว่า รู้สึกเสียใจมากที่สูญเสียพระองค์ภาไปเร็ว ท่านอายุยังน้อยจึงอยากให้พระองค์ท่านมีพระชนม์ชีพอยู่ต่อไปอีกนาน ๆ ก็ขอส่งท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย ประทับใจที่พระองค์ท่านทรงงานในการช่วยเหลือผู้ต้องขังในทัณฑสถานหญิง และมูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก ช่วยเหลือประชาชนที่กำลังลำบากให้มีโอกาสและมีชีวิตที่ดีขึ้น

“ในช่วงที่ท่านประชวรผมก็ถวายพระพรผ่านทางออนไลน์เพื่อส่งกำลังใจขอให้ท่านทรงหายจากอาการประชวร และที่ผ่านมาผมเคยรับเสด็จในโอกาสต่างๆที่ท่านเสด็จพร้อมในหลวง-พระราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่หน้าพระบรมมหาราชวัง ก็รู้สึกประทับใจมาก ผมก็จะน้อมนำแนวทางที่ท่านทรงงานในเรื่องของความมีเมตตาและการช่วยเหลือมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน” 

ด้านกุ๊กไก่ ณัฐนัน เสียมทอง อายุ 46 ปี ประกอบอาชีพธุรส่วนตัว กล่าวว่า ที่ผ่านมาเคยรับเสด็จพระองค์ภา ในโอกาสวันเฉลิมพระชนม์พรรษาในหลวง ร.10 ที่พระองค์ท่านเสด็จออกมาเยี่ยมราษฎร์บริเวณหน้าพระบรมมหาราชวัง ซึ่งตนได้มีโอกาสเฝ้ารับเสด็จฯในโอกาสต่างๆ 3 ครั้ง โดยพระองค์ภาทรงมีพระปฏิสันถารด้วย ก็รู้สึกปราบปลื้มใจเป็นอย่างมาก จึงเก็บภาพถ่ายนั้นไว้อวยพรวันพระราสมภพของพระองค์มาตลอดด้วย

“สูญเสียพระองค์ท่านไปก็รู้สึกเสียใจมาก ถึงแม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่ในฐานะพสกนิกรก็รู้สึกว่าเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ความประทับในโครงการกำลังใจ ในพระดำริ ที่พระองค์ภาฯ ทรงก่อตั้งขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขัง ท่านไม่ถือองค์ให้เกียรติและให้กำลังใจเพื่อให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างยั่งยืน และทำให้สังคมไทยเจริญก้าวหน้าไปได้ ถึงแม้วันนี้พระองค์จะไม่อยู่แล้ว ในส่วนตัวของกุ๊กไก่ ก็ยังรู้สึกว่าพระองค์ท่านยังอยู่ในใจพสกนิกรทุกคนเหมือนเดิม และจะทำตามรอยที่พระองค์ท่านสร้างไว้”

ประธานศาลฎีการ่วมจุฬาราชมนตรี ลงนามไกล่เกลี่ยข้อพิพาท วิถีอิสลาม ยุติข้อขัดแย้งเพื่อประชาชน

ประธานศาลฎีการ่วมจุฬาราชมนตรี ลงนามไกล่เกลี่ยข้อพิพาท วิถีอิสลาม ยุติข้อขัดแย้งเพื่อประชาชน

ประธานศาลฎีการ่วมจุฬาราชมนตรี ลงนามไกล่เกลี่ยข้อพิพาท วิถีอิสลาม ยุติข้อขัดแย้งเพื่อประชาชน

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.48 น.

ประธานศาลฎีการ่วมจุฬาราชมนตรี ลงนามบันทึกขัอตกลงไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วยวิถีอิสลามเพื่อยุติขัอขัดแย้งอันเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

29 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการ “ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วยวิถีอิสลาม” ระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรมกับสำนักจุฬาราชมนตรี 

โดยมีนางมัณทรี อุชชิน ประธานศาลอุทธรณ์ นายอรุณ บุญชมจุฬาราชมนตรี ดร.อาลี คาน รองเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ อาคารสำนักงานศาลยุติธรรม ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร ซึ่งก่อนพิธีลงนาม ประธานศาลฎีกา สักขีพยาน คณะผู้พิพากษา ผู้บริหารสำนักงานศาลยุติธรรม และสำนักจุฬาราชมนตรีที่เข้าร่วมงานได้แสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยการยืนสงบนิ่ง 1 นาที จากนั้นนายสุรินทร์ หวังเจริญ กรรมการมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ได้อ่านพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานเพื่อความเป็นสิริมงคลของพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงด้วย

ทั้งนี้ เมื่อถึงพิธีลงนาม นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และนายประสิทธิ์ มะหะหมัด เลขานุการจุฬาราชมนตรี ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการ “ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วยวิถีอิสลาม” ซึ่งบันทึกข้อตกลงฉบับนี้มีเป้าหมายในการผลักดันกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางเลือกเพื่อยุติข้อขัดแย้งระหว่างคู่ความที่เป็นอิสลามศาสนิกอันสอดคล้องกับภารกิจของสำนักจุฬาราชมนตรีที่มีบทบาทในการกำกับดูแลกิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทยตามพ.ร.บ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 และเป็นองค์กรที่ได้รับความเชื่อถือจากอิสลามศาสนิกในการชี้ขาดและให้คำปรึกษาตามหลักชารีอะฮ์ เพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมแก่อิสลามศาสนิก 

โดยศาลอาจพิจารณาให้ดำเนินการไกล่เกลี่ยโดยผู้ประนีประนอมที่เป็นมุสลิม หรือส่งไปยังศูนย์ไกล่เกลี่ยตามที่สำนักจุฬาราชมนตรีกำหนดเป็นไปตามหลักศาสนา เมื่อคู่ความสามารถตกลงกันได้ จะมีการส่งต่อข้อพิพาทไปยังศาลยุติธรรมที่มีเขตอำนาจ เพื่อให้ศาลพิจารณาพิพากษาตามยอม ซึ่งจะมีผลผูกพันและบังคับได้ตามกฎหมายทันที ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการต่อสู้คดีในชั้นศาล อีกทั้ง ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานและศักยภาพของผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้เป็นที่ยอมรับทั้งในทางศาสนาและทางกฎหมาย

โอกาสนี้ นายอดิศักดิ์ ประธานศาลฎีกา ได้กล่าวขอบคุณจุฬาราชมนตรี และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ร่วมกันขับเคลื่อนและผลักดันให้เกิดบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ และกล่าวถึงความสำคัญการทำบันทึกข้อตกลงว่า นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ทั้งสำนักงานศาลยุติธรรมและสำนักจุฬาราชมนตรีต่างเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของการนำวิธีการระงับข้อพิพาทด้วยการไกล่เกลี่ยมาใช้เป็นเครื่องมือในการยุติข้อขัดแย้ง ซึ่งรวมถึงเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อพัฒนากระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วยวิถีอิสลาม ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป

“ศาลยุติธรรมมีนโยบายส่งเสริมการระงับความขัดแย้งด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทควบคู่ไปกับการพิจารณาพิพากษาคดีเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบความยุติธรรม ด้วยการระงับข้อพิพาทให้เสร็จไป ด้วยต่างฝ่ายยอมผ่อนผันให้แก่กัน และสามารถกลับมาอยู่ร่วมกันได้โดยสันติสุข บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนผู้นับถือศาสนาอิสลามสามารถเข้าถึงกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทซึ่งเป็นไปตามหลักศาสนาอิสลาม และมีผลบังคับในทางกฎหมาย” นายอดิศักดิ์ ประธานศาลฎีกา กล่าว.

คุรุสภาเดินหน้าเชิงรุก จัดการผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพครู เปิด 5 ช่องทางร้องเรียน

คุรุสภาเดินหน้าเชิงรุก จัดการผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพครู เปิด 5 ช่องทางร้องเรียน

คุรุสภาเดินหน้าเชิงรุก จัดการผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพครู เปิด 5 ช่องทางร้องเรียน

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.00 น.

คุรุสภาเดินหน้าจัดการผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ประพฤติผิดจรรยาบรรณอย่างจริงจัง พร้อมขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกเพื่อคุ้มครองผู้เรียน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคม และเชิญชวนผู้ปกครอง นักเรียน และประชาชน ร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม แจ้งเบาะแสผ่าน 5 ช่องทางของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ทันที

29 มิ.ย.69 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ตามนโยบายของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งให้สถานศึกษาทุกแห่งเป็นพื้นที่ปลอดภัยของผู้เรียนอย่างแท้จริง คุรุสภาในฐานะสภาวิชาชีพที่กำกับดูแลมาตรฐานและจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พร้อมดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ประพฤติผิดจรรยาบรรณ โดยเฉพาะกรณีที่ส่งผลกระทบต่อผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นความผิดทางเพศ ความรุนแรง การทุจริต หรือการพัวพันยาเสพติด

“เมื่อปรากฏข้อร้องเรียนหรือข้อมูลจากสื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ คุรุสภาจะเร่งดำเนินการตรวจสอบและพิจารณาตามกระบวนการทางจรรยาบรรณอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และเป็นธรรม โดยจะไม่ละเลยต่อการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อผู้เรียนและสังคม ไม่ปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวล ขณะเดียวกันก็ต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ชี้แจงข้อเท็จจริง คำนึงถึงความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ทั้งผู้เสียหาย ผู้ถูกร้องเรียน และผู้เกี่ยวข้อง” เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อว่าและว่า ปัจจุบันสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ปรับกระบวนการดำเนินงานด้านจรรยาบรรณให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มจากการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อรวบรวมข้อมูล พยานหลักฐาน และตรวจสอบข้อร้องเรียน หากผลการสืบสวนพบว่ามีมูล จะเสนอให้คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณ ดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียด ทั้งจากพยานบุคคล พยานเอกสาร และข้อมูลจากหน่วยงานต้นสังกัด รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงและนำพยานหลักฐานมาแสดงประกอบการพิจารณาก่อนเสนอผลต่อ กมว. เพื่อวินิจฉัยชี้ขาด ทั้งนี้การพิจารณาจะเป็นไปตามข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี และบทลงโทษมีตั้งแต่ ตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งเป็นโทษสูงสุด

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้คุรุสภายังให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงรุก เพื่อป้องกันและเฝ้าระวังการกระทำผิดจรรยาบรรณอย่างต่อเนื่อง โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ให้ส่งข้อมูลกรณีผู้ถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง ปลดออก หรือไล่ออก เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาทางจรรยาบรรณ  พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายด้านจรรยาบรรณร่วมกับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หน่วยงานทางการศึกษา และสถานศึกษาทั่วประเทศ ตลอดจนพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านจรรยาบรรณ เพื่อให้การสืบสวนสอบสวนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวย้ำว่า การคุ้มครองผู้เรียนเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน จึงขอเชิญชวนผู้ปกครอง นักเรียน และประชาชน ร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่มีพฤติกรรมส่อไปในทางประพฤติผิดจรรยาบรรณ โดยเฉพาะความผิดทางเพศ ความรุนแรง การทุจริต หรือการเกี่ยวข้องกับยาเสพติด รวมถึงเรื่องอื่นใดที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งเรื่องมายังสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ทันที ผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ 1. ยื่นเรื่องด้วยตนเอง ณ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา 2. ส่งทางไปรษณีย์ เลขที่ 128/1 ถนนนครราชสีมา แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300 3. ส่งทางอีเมลsaraban@ksp.or.th 4. ส่งผ่านเว็บไซต์ http://www.ksp.or.th และ 5. ส่งผ่านกล่องรับเรื่องร้องเรียน ณ สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

อย่างไรก็ตามคุรุสภาพร้อมดำเนินการกับผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณทุกเรื่องอย่างรวดเร็ว โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อร่วมกันคุ้มครองผู้เรียน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคม และรักษาศักดิ์ศรีของวิชาชีพครูให้สมกับการเป็นวิชาชีพควบคุมและวิชาชีพชั้นสูงต่อไป

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ร้อยกรองบทกลอน ‘สถิตนิรันดร์’ แสดงความอาลัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ร้อยกรองบทกลอน 'สถิตนิรันดร์' แสดงความอาลัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ร้อยกรองบทกลอน ‘สถิตนิรันดร์’ แสดงความอาลัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.27 น.

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ร้อยกรองบทกลอน “สถิตนิรันดร์” น้อมถวายอาลัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2536 ร่วมร้อยกรองบทกลอนสุดลึกซึ้ง “สถิตนิรันดร์” แสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สะท้อนพระกรณียกิจด้านกฎหมายและมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก

นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้โพสต์บทกลอนผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อแสดงความจงรักภักดีและแสดงความอาลัยแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

บทกลอนดังกล่าวมีชื่อว่า “สถิตนิรันดร์” ซึ่งกลั่นกรองมาจากความรู้สึกสะเทือนใจและอาลัยอย่างสุดซึ้งของประชาชนคนไทย โดยมีเนื้อความระบุว่า


“สถิตนิรันดร์”

ทรงเป็น “เพื่อนพึ่ง (ภา) พา”
ให้ประชาได้พึ่งพิง
สืบตลอดไม่ทอดทิ้ง
สรรพสิ่งมิ่งกุศล

ส่องทางให้คนทุกข์
เห็นคุณค่าความเป็นคน
รู้เหตุและรู้ผล
ประชาชนประชาธรรม

โดมทองธรรมศาสตร์
นิติศาสตร์สัมฤทธิ์นำ
กฎหมายใช่วาทกรรม
หากคูณค้ำความเที่ยงตรง

ทรงเป็นดั่งตราชู
พิทักษ์ธรรมให้ธำรง
รักษาและสืบทรง
โดยเสด็จพระเจตนา

กราบคารวาลัย
หทัยมั่นกตัญญุตา
ทรงเป็นเพื่อนพึ่งพา
สถิตในหทัยนิรันดร์ฯ

ข้าพระพุทธเจ้า เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

สกู๊ปพิเศษ : ‘Arto Sucrose-reduced Technology’ ปฏิวัติความหวาน เปลี่ยน ‘ซูโครส’ ในผลไม้เป็นพรีไบโอติก

สกู๊ปพิเศษ : ‘Arto Sucrose-reduced Technology’ ปฏิวัติความหวาน เปลี่ยน ‘ซูโครส’ ในผลไม้เป็นพรีไบโอติก

สกู๊ปพิเศษ : ‘Arto Sucrose-reduced Technology’ ปฏิวัติความหวาน เปลี่ยน ‘ซูโครส’ ในผลไม้เป็นพรีไบโอติก

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ และศูนย์ความเป็นเลิศด้านพืชผลในระดับโมเลกุล จุฬาฯ คิดค้น Arto Sucrose-reduced Technology เปลี่ยนซูโครสในผลไม้เป็นพรีไบโอติก ชูการขายในรูปแบบ “เพียวเร่” เพื่อให้ผู้ผลิตนำไปประกอบอาหารต่อ หนุนเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพในปัจจุบัน

ทุเรียน มะม่วง กล้วย ไอศกรีม เค้ก ของหวานเหล่านี้ แม้จะเป็นของโปรด แต่หลายคนก็จำต้องยั้งใจไว้เพราะกลัวน้ำตาลในเลือดจะขึ้นสูง ซึ่งจะตามมาด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ ทั้งเบาหวาน ไต หัวใจ ความดันโลหิตสูง

“เวลาถึงหน้าทุเรียน คุณหมอจะมาเตือนว่าผู้ป่วยอย่าทานทุเรียนเยอะเพราะมีน้ำตาลสูง ซึ่งก็จริงดังคำเตือนของคุณหมอ แต่ทุเรียนก็มีสารอาหารที่มีประโยชน์เหมือนกัน เพียงแต่น้ำตาลมาก เราจึงคิดว่าจะลดน้ำตาลในทุเรียนได้อย่างไร จะทำอย่างไรให้ทุเรียนเป็นผลไม้สุขภาพ” ศ.ดร.ศุภอรรจ ศิริกันทรมาศ ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นจากงานวิจัยทุเรียนและแนวคิดปฏิวัติความหวานในผลไม้ยอดนิยมของไทยเมื่อ 2565 ซึ่งต่อมา ได้ขยายไปสู่การคิดค้น Arto Sucrose-reduced Technology เทคโนโลยีการใช้เอนไซม์ เปลี่ยนความหวานของน้ำตาลซูโครสในผลไม้รสหวานให้เป็นพรีไบโอติกคงคุณค่าผลไม้ แต่ลดปริมาณน้ำตาลซูโครสลงได้ถึง 65%

“ประเทศไทยปลูกไม้ผลเศรษฐกิจหลายชนิด บางครั้งก็เกิดปัญหาผลไม้ล้นตลาด เป็นที่มาของการแปรรูปผลไม้ ตัวผลไม้เองมีปริมาณน้ำตาลสูงอยู่แล้ว เมื่อนำมาแปรรูป ปริมาณน้ำตาลก็ยิ่งสูงขึ้น หรือดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น โดยเฉพาะน้ำตาลซูโครสซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพ เราจึงอยากลดน้ำตาลที่มีอยู่ในเนื้อผลไม้เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากการรับประทานผลไม้” ศ.ดร.ศุภอรรจ เอ่ยถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ในชื่อแบรนด์ “Arto”

ศ.ดร.ศุภอรรจ อธิบายว่า Arto Sucrose-reduced Technology เป็นการใช้เทคโนโลยีเอนไซม์ โดยนำ Commercialized Enzymes มาผสมเป็นสูตรเฉพาะ เพื่อทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลซูโครสให้เป็นพรีไบโอติก ซึ่งเป็นน้ำตาลอีกกลุ่มหนึ่ง “ผมเคยได้อ่านรายงานวิธีการใช้เอนไซม์เพื่อเปลี่ยนเป็นพรีไบโอติกอยู่บ้าง แต่ยังไม่มีนักวิจัยคนใดใช้เทคโนโลยีนี้กับผลไม้ตากแห้งมาก่อน”

ศ.ดร.ศุภอรรจ จึงเริ่มทดลองใช้เทคโนโลยีนี้โดยใช้เอนไซม์สูตรเฉพาะนี้กับเพียวเร่และผลไม้ตากแห้ง และดำเนินการแปรรูปเพียวเร่ที่เปลี่ยนน้ำตาลซูโครสเป็นพรีไบโอติกที่โรงงานต้นแบบแปรรูปอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ จ.สระบุรี โดยใช้ผลไม้วัตถุดิบ เช่น มะม่วงจากบ้านวังน้ำบ่อ จ.พิษณุโลก และกล้วยที่ได้รับความร่วมมือจากชุมชนจุกกะเฌอ จ.ฉะเชิงเทรา

“ชาวบ้านปลูกกล้วยหอม กล้วยน้ำว้าอยู่แล้ว บางช่วงกล้วยก็ราคาแพง บางช่วงราคาไม่แพงและมีผลผลิตเยอะ เราจึงนำเอาวัตถุดิบมาแปรรูปเป็นกล้วยตาก เค้กกล้วยหอม และไอศกรีมที่ลดน้ำตาล” ศ.ดร.ศุภอรรจ กล่าวและว่า การแปรรูปอาหารโดยใช้ Arto Sucrose-reduced Technology ทำได้กับผลไม้ในรูปเพียวเร่หรือผลไม้สดก็ได้

“สำหรับผลไม้ตากแห้ง เรามีเทคนิคเฉพาะในการใส่เอนไซม์ลงไปในผลไม้ จากนั้นนำไปผ่านกระบวนการที่เหมาะสมเอนไซม์ก็จะทำงานเปลี่ยนน้ำตาลซูโครสให้เป็นพรีไบโอติก” ศ. ดร.ศุภอรรจ อธิบาย

ส่วนการทำ “เพียวเร่” “เราจะนำเนื้อผลไม้ เช่น มะม่วง กล้วย มาปั่นให้อยู่ในรูปแบบของเหลว ใส่เอนไซม์เข้าไป แล้วนำไปผ่านกระบวนการที่เหมาะสมเพื่อเปลี่ยนน้ำตาลเป็นพรีไบโอติก หลังจากนั้นนำเอาเพียวเร่ที่ได้ไปเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหาร เช่น สมูตตี้มะม่วง เค้กกล้วยหอม และไอศกรีมช็อกโกบานาน่า” 

ศ.ดร.ศุภอรรจ กล่าวว่าเทคโนโลยี Arto Sucrose-reduced Technology สามารถใช้ได้กับผลไม้อะไรก็ได้ที่มีรสหวาน มีปริมาณน้ำตาลซูโครสสูง เช่น ทุเรียน กล้วย สับปะรด เป็นต้น หรือพืชที่มีความหวาน เช่น น้ำตาลสด น้ำอ้อย โดยซูโครสในวัตถุดิบเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนเป็นพรีไบโอติกได้

“ตอนนี้เราตั้งการลดน้ำตาลไว้ที่ 65% แต่ก็สามารถลดน้ำตาลได้อีกขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้บริโภค”

แล้วเมื่อลดความหวานลงจะทำลายรสชาติดั้งเดิมหรือเปล่า ศ.ดร.ศุภอรรจ ตอบว่า “แล้วแต่ชนิดของวัตถุดิบ สำหรับกล้วย ไม่ได้ทำให้รสชาติเดิมเปลี่ยนไป ส่วนสมูตตี้มะม่วงจะมีรสชาติคล้ายมะม่วงกวน ส่วนเอนไซม์และกระบวนการจะไปทำลายรสชาติดั้งเดิมหรือเปล่าขึ้นอยู่กับผู้บริโภคว่าชอบหรือเปล่า บางคนชอบมะม่วงกวนอยู่แล้ว ก็จะรู้สึกว่าอร่อยดี”

ขณะนี้ผลิตภัณฑ์จาก Arto Sucrose-reduced Technology มีทั้งหมด 4 อย่างด้วยกัน ได้แก่ สมูตตี้มะม่วง , เค้กกล้วยหอมไร้แป้ง, ไอศกรีมเชอร์เบทช็อกโกบานาน่า และกล้วยตาก

“ไอศกรีมเชอร์เบทช็อกโกบานาน่า เราเอากล้วยหอมที่ลดน้ำตาลมาแล้วทำเป็นรูปแบบของเชอร์เบท ผู้ที่ได้ลองบอกว่ามีกลิ่นกล้วยชัดเจนและมีรสชาติของโกโก้ที่ใส่เข้าไป ส่วนกล้วยตากลดน้ำตาลก็ได้รับเสียงตอบรับดีว่าหวานน้อยลงและมีเทกซ์เจอร์เจอร์ของความเป็นกล้วยด้วย” ศ.ดร.ศุภอรรจ เล่าถึงผลตอบรับจากผู้บริโภค

แม้ Arto จะมีผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป แต่สิ่งที่ ศ.ดร.ศุภอรรจ ต้องการเน้นมากขึ้นคือการขายในรูปแบบ “เพียวเร่ลดน้ำตาล” “เราพยายามหาผู้ที่จะนำเอาผลิตภัณฑ์ต้นน้ำคือเพียวเร่ลดน้ำตาลเอาไปใช้ บางทีลดน้ำตาลแล้วไม่รู้ว่าไปทำอะไรได้ เราก็เลยพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ Arto เช่น ไอศกรีม เค้กกล้วยหอม ตอนนี้เรามีการคุยกับกลุ่มผู้ประกอบการที่สนใจเพียวเร่ลดน้ำตาล และอีกกลุ่มก็จะเป็นกลุ่มลูกค้าอยากจะเอาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปไปขาย เขาอาจจะไปขายแบรนด์ของเราหรือจะนำไปขายในแบรนด์ใหม่ก็ได้เช่นกัน”

ผลิตภัณฑ์จาก Arto Sucrose-reduced Technology ไม่ว่าจะเป็นเพียวเร่หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป จำหน่ายโดยบริษัท InnoPhytoTech ซึ่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งเพื่อพัฒนานวัตกรรมทางด้านชีวเคมีสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม นำเสนอเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคให้มีสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม บริษัทเป็นหนึ่งในโครงการ Chula Spin-Off แหล่งรวมนักวิจัยจากจุฬาฯ ให้พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และช่วยเหลือกัน โดยมีเป้าหมายนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย

“เราปรึกษา CU I Hub ตั้งแต่ต้นซึ่งเขาก็จะแนะนำช่องทางการบริหารจัดการ ตอนแรกก็จะให้ความรู้ การอบรมทางธุรกิจ ช่องทางการหาทุนสนับสนุน มีอีเวนต์ให้ร่วมออกบูธ แนะนำให้ไปขอทุนที่เกี่ยวข้องเพื่อไปทำการตลาด”  ศ.ดร.ศุภอรรจ กล่าว

หลังจากที่ใช้เอนไซม์ในการเปลี่ยนน้ำตาลซูโครสเป็นพรีไบโอติกแล้ว แผนงานต่อไปของ ศ.ดร.ศุภอรรจ คือการใช้เอนไซม์เปลี่ยนแป้งให้เป็นสารอาหารที่มูลค่าเพิ่มขึ้น เพื่อตอบรับเทรนด์เพื่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้

“อาหารเพื่อสุขภาพเป็นเทรนด์แน่นอน ในยุโรปการบริโภคน้ำผลไม้ลดลงมากเพราะพบว่าผลไม้มีน้ำตาลสูง ไม่ได้เป็นผลดีต่อสุขภาพ แต่ผลไม้ก็มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงด้วยเช่นกัน เราจะสามารถลดน้ำตาลที่มีอยู่ในผลไม้ได้อย่างไร ในต่างประเทศกำลังพัฒนาอาหารให้เป็นประโยชน์ต่อการบริโภคและมีคุณภาพมากขึ้น” ศ.ดร.ศุภอรรจ กล่าวและว่า เราต้องติดตามงานวิจัย มีการตรวจสอบก่อนว่างานวิจัยในการเปลี่ยนแป้งให้เป็นสารที่มีประโยชน์มีผู้วิจัยอะไรไปบ้างแล้ว และนำมาพัฒนาต่อยอด โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้ใช้ในอุตสาหกรรมด้วย ไม่เกิดปัญหาเมื่อขยายการผลิต วัตถุดิบต้องมีพอ เราต้องทำงานร่วมมือกับชุมชนที่เขามีวัตถุดิบ และกระบวนการของเราจะต้องขยายกำลังผลิตได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ

 “ด้วยความเป็นนักวิทยาศาสตร์ เราขายของไม่เป็น งานวิจัยถึงจะดีแค่ไหนถ้าไม่มีผู้ใช้ประโยชน์มันก็หยุดอยู่แค่นั้น การที่จะนำเอาไปใช้ได้จริงหรือก่อให้เกิดประโยชน์เชิงพาณิชย์ นักวิจัยก็ต้องไปพบผู้คน พบชุมชน พบผู้บริโภค พบผู้ประกอบการ เพื่อเป็นไอเดียกลับมาพัฒนางานวิจัยต่อไป” ศ.ดร.ศุภอรรจ กล่าวทิ้งท้าย

‘Esports Master Youth Champion’ เฟ้นหาตัวแทนสุดยอดทีมเยาวชน ชิงถ้วยพระราชทาน – ทุนการศึกษา

‘Esports Master Youth Champion’ เฟ้นหาตัวแทนสุดยอดทีมเยาวชน ชิงถ้วยพระราชทาน – ทุนการศึก

‘Esports Master Youth Champion’ เฟ้นหาตัวแทนสุดยอดทีมเยาวชน ชิงถ้วยพระราชทาน – ทุนการศึก

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “Esports Master Youth Champion 2569 การแข่งขันอีสปอร์ตระดับการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ตามแนวทางโครงการพระดำริ “BUFF TO BUILD NUMBER ONE” โดยมี นายฐณณ ธนกรประภา นายกสมาคมอีสปอร์ตเพื่อการศึกษาและพัฒนาส่งเสริมศักยภาพเยาวชน (CEYDA) นายแพทย์ จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ผู้แทนโครงการ TO BE NUMBER ONE ผู้แทน Garena Thailand และผู้บริหาร ศธ. ได้แก่ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา , นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน, และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

โครงการ “Esports Master Youth Champion 2569” จะเปิดโอกาสให้ทีมเยาวชนตัวแทนสถานศึกษาจากทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ร่วมประชันฝีมือใน 3 เกมยอดนิยม ได้แก่ Arena of Valor (RoV), Free Fire และ EA SPORTS FC Online เพื่อเฟ้นหาสุดยอดทีมเยาวชน ชิงถ้วยพระราชทานจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พร้อมทุนการศึกษา และของรางวัลมูลค่ารวมกว่า 3 ล้านบาท

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของอีสปอร์ตในฐานะพื้นที่การเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาทักษะแห่งอนาคต ผ่านกระบวนการการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการเตรียมความพร้อมเยาวชนไทยสู่โลกดิจิทัลและเศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยมองว่าอีสปอร์ตเป็นมากกว่าการแข่งขัน แต่เป็นเครื่องมือการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงที่ช่วยพัฒนาเยาวชนให้เป็นคนรุ่นใหม่ที่คิดเป็น ทำเป็น ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ และพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

ศธ.มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความพร้อมสำหรับโลกยุคดิจิทัล ทั้งในด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 โครงการ Esports Master Youth Champion จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ และเตรียมความพร้อมเยาวชนไทยสู่เศรษฐกิจและสังคมแห่งอนาคตต่อไป รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน นพ.จุมภฏ พรมสีดา รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการ โครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด กล่าวว่า การดำเนินโครงการ BUFF TO BUILD NUMBER ONE และ Esports Master Youth Champion ถือเป็นแนวทางหนึ่งในการใช้กิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจของเยาวชนยุคใหม่ มาสร้างพื้นที่การเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างสร้างสรรค์ อีสปอร์ตสามารถเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทักษะชีวิตที่สำคัญ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างสุขภาวะทางใจ วินัย และภูมิคุ้มกันทางสังคม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการเติบโตเป็นเยาวชนคุณภาพ และห่างไกลจากปัญหายาเสพติด สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการสร้างนักกีฬาอีสปอร์ต แต่คือการสร้างเยาวชนที่มีทั้ง IQ และ EQ พร้อมเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

ขณะที่ นายฐณณ ธนกรประภา นายก CEYDA กล่าวว่า โครงการฯเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะใช้อีสปอร์ตเป็นเครื่องมือพัฒนาเยาวชนไทย ผ่านการแข่งขันที่เชื่อมโยงการเรียนรู้กับการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต คณะทำงานเชื่อว่าอีสปอร์ตสามารถส่งเสริมทั้ง Hard Skill, Soft Skill และ Heart Skill ตั้งแต่การคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูล การทำงานเป็นทีม ไปจนถึงการมีน้ำใจนักกีฬา และการร่วมสร้างสังคมดิจิทัลที่ปราศจาก Hate Speech เพราะเป้าหมายของโครงการนี้ไม่ใช่เพียงการสร้างผู้ชนะ แต่คือการสร้างเยาวชนที่พร้อมเติบโตเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพของประเทศในอนาคต

ดร.ศรุต วานิชพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส Sea (ประเทศไทย) ในนาม การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า โครงการนี้จะเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้เยาวชนจากทั่วประเทศได้แสดงศักยภาพและต่อยอดอาชีพในเส้นทางอีสปอร์ตได้ในอนาคต ทั้งยังเป็นการต่อยอดความสนใจของเยาวชนไทยสู่การพัฒนาทักษะ เตรียมความพร้อมให้เยาวชนไทยก้าวสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศต่อไป

ขณะที่ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สพฐ. เชื่อมั่นว่าการพัฒนาเยาวชนในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ การแข่งขันอีสปอร์ตในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเกม แต่จะเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ที่ช่วยส่งเสริมการคิดอย่างเป็นระบบ การวางแผน การตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูล การบริหารจัดการตนเอง การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม ซึ่งล้วนเป็นทักษะแห่งอนาคตที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพในโลกยุคดิจิทัล

สำหรับการแข่งขัน “Esports Master Youth Champion 2569” เปิดรับสมัครทีมตัวแทนสถานศึกษาจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน – 17 กรกฎาคม 2569 ก่อนเข้าสู่เส้นทางการแข่งขันตั้งแต่ระดับสถานศึกษา ระดับจังหวัด ระดับประเทศ และรอบชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย โดยผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการรับสมัคร กำหนดการแข่งขัน และข่าวสารต่างๆ ของโครงการได้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของโครงการ TO BE NUMBER ONE, CEYDA, Garena Thailand รวมถึงช่องทางของเกม RoV, Free Fire และ EA SPORTS FC Online อีกด้วย

ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยงานวิจัยไทย ‘กรมการแพทย์แผนไทยฯ-ศิลปากร’ คว้าถ้วยพระราชทานในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยงานวิจัยไทย 'กรมการแพทย์แผนไทยฯ-ศิลปากร' คว้าถ้วยพระราชทานในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยงานวิจัยไทย ‘กรมการแพทย์แผนไทยฯ-ศิลปากร’ คว้าถ้วยพระราชทานในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.54 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดพิธีมอบรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award ภายในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)” ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัล Platinum Award จะได้รับ ถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลและเกียรติบัตร โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. ผู้บริหารหน่วยงาน และผู้ได้รับรางวัลเข้าร่วม ณ เวที Highlight Stage ห้อง บางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง กล่าวว่า การจัดงาน มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ครั้งนี้สะท้อนผลสัมฤทธิ์ของการขับเคลื่อนระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ โดยมีการมอบรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award เพื่อเชิดชูหน่วยงานที่มีความโดดเด่นด้านการจัดแสดงและนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรม อันเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการเผยแพร่องค์ความรู้ พร้อมยกระดับมาตรฐานการสื่อสารผลงานวิจัยสู่สาธารณชนและการนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยปีนี้มีผลงานวิจัยและนวัตกรรมจากหน่วยงานเครือข่ายทั่วประเทศร่วมจัดแสดงมากกว่า 1,000 ผลงาน ครอบคลุมหลากหลายสาขา และได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างมาก

ในงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2569 ได้มีการประกาศผลและมอบรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award เพื่อเชิดชูผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีความโดดเด่น โดยสถาบันที่พิชิตรางวัล Platinum Award จำนวน 2 รางวัล ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จากผลงาน “การยกระดับห่วงโซ่คุณค่ากระท่อมไทยตามมาตรฐาน Thailand Kratom GACP เพื่อรองรับระบบบริการบำบัดยาเสพติดอย่างครบวงจร”

และ “นวัตกรรมตำรับยาจากกระท่อมสมุนไพรเศรษฐกิจทางการแพทย์แผนไทย เพื่อบำบัดผู้มีปัญหาจากการดื่มสุราในระบบบริการสาธารณสุข” และ มหาวิทยาลัยศิลปากร จากผลงาน “นวัตกรรมการสังเคราะห์เส้นใยเมลานินชีวภาพจากดินเปรี้ยวอันเนื่องมาจากพระราชดำริในที่ดินมูลนิธิชัยพัฒนา

รางวัล Gold Award จำนวน 4 รางวัล ได้รับถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรี ได้แก่ ผลงาน “การยกระดับห่วงโซ่คุณค่าอุตสาหกรรมยางพาราไทยด้วยโมเดล BCG: นวัตกรรมสารจุ่มเต้านมโคฐานชีวภาพและการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมการผลิต ผลิตภัณฑ์จากน้ำยางพารา” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ผลงาน “การจัดการพื้นที่วัฒนธรรมเพื่อยกระดับตลาดวัฒนธรรมชุมชน บ้านไม้ริมคลองเจดีย์บูชา (หน้าวัดพระงาม) จังหวัดนครปฐม” จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ผลงาน “การยกระดับและขยายผลเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเมล็ดโกโก้ ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานและเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรในพื้นพื้นที่ภาคใต้” จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ผลงาน “ดาวเทียมคิวบ์แซท (KNACKSAT)” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

Silver Award จำนวน 6 รางวัล ได้รับถ้วยรางวัลจากรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ผลงาน “ย่านยาวโมเดล: นวัตกรรมสังคมยกระดับขมิ้นชันภาคใต้สร้างมูลค่าเพิ่มสู่เศรษฐกิจฐานราก BCG”  จาก มหาวิทยาลัยทักษิณ ผลงาน “ไหมมัดหมี่ : ศาสตร์แห่งศิลป์” จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ผลงาน “การเพิ่มประสิทธิภาพอิฐมอญด้วยสารเติมแต่งแบเรียมซัลเฟตและไทเทเนียมไดออกไซต์สำหรับกำแพงป้องกันรังสีงสีเอกซ์” จาก สถาบันพระบรมราชชนก ผลงาน “วังส้มซ่าโมเดล: การเปลี่ยนผ่านวิสาหกิจชุมชนด้วยนวัตกรรมฐานชีวภาพระดับสูง ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ผลงาน “ลูมอส: ชุดตรวจวัดสารกำจัดศัตรูพืชปนเปื้อนแบบพกพาเพื่ออาหารปลอดภัย” จาก สถาบันวิทยสิริเมธี  ผลงาน “ระบบความเค็มอัจฉริยะทะเลสาบสงขลา” จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย

นอกจากนี้ยังมีรางวัลประเภท Bronze Award จำนวน 8 รางวัล มีสถาบันที่ได้รับถ้วยรางวัลจากปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 4 รางวัล ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กรมการข้าว กรมอนามัย  สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา และสภากาชาดไทย รางวัลประเภทถ้วยรางวัลจากผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มีสถาบันที่ได้รับถ้วยรางวัลจำนวน 4 หน่วยงาน ได้แก่ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ  มหาวิทยาลัยสวนดุสิต  สถาบันวิจัยแสงชินโครตรอน (องค์การมหาชน)

และ รางวัลชมเชย มีสถาบันได้รับใบรางวัลและเกียรติบัตรจำนวน 18 หน่วยงาน ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ราชภัฏสุราษฎร์ธานี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ สำนักงานกิจการยุติธรรม  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ กรมปศุสัตว์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

ผลงานวิจัยดังกล่าวสามารถพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริง ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ชุมชน และผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการเศรษฐกิจฐานราก สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และพัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นจากอัตลักษณ์ไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล อันสะท้อนบทบาทของงานวิจัยไทยในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาที่ยั่งยืน

ผลการตัดสินรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต ตอกย้ำบทบาทของ “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ” ในฐานะเวทีสำคัญของประเทศที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ วช. ขอแสดงความยินดีกับทุกหน่วยงานและนักวิจัยที่ได้รับรางวัล Thailand Research Expo 2026 Award โดยเชื่อมั่นว่ารางวัลดังกล่าวจะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีคุณภาพ พร้อมต่อยอดการใช้ประโยชน์องค์ความรู้สู่การพัฒนาประเทศ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ค้นพบข้อมูลใหม่โบราณคดี แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี

ค้นพบข้อมูลใหม่โบราณคดี แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี

ค้นพบข้อมูลใหม่โบราณคดี แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.42 น.

วันที่ 27 มิถุนายน 2569 ที่พระที่นั่งราชธรรมสภา พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนครคีรี  อำเภอเมืองเพชรบุรี  นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานแถลงข่าว การค้นพบข้อมูลใหม่แหล่งอารยธรรมโบราณดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี และมอบเงินชดเชยผลอาสิน ให้แก่ นางคนางค์ และนายเจน เพชรสุด เจ้าของพื้นที่ โดยมี นายชัยพล ภูต้องลม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นางธิวัลรัตน์ อังกินนันท์ สส.เพชรบุรี เขต 1 นายอำเภอเมืองเพชรบุรี นายอำเภอบ้านลาด หัวหน้าส่วนราชการ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และผู้มีเกียรติ ร่วมพิธี 

อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กรมศิลปากร โดยสํานักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เริ่มดําเนินงานขุดค้น แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีเป้าหมายเพื่อขุดกู้และชุดศึกษาหลักฐานทาง โบราณคดีจากตําแหน่งที่มีการค้นพบกลองมโหระทึกในที่นาของนางคนางค์ เพชรสุด หมู่ 6 บ้านดอนพลับ ตำบลสมอพลือ อําเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งผลการขุดค้นในช่วงต้นพบชิ้นส่วนขอบฐานของกลองมโหระทึก พร้อมทั้งพบภาชนะดินเผาหลายใบวางอยู่โดยรอบในตําแหน่งที่สัมพันธ์กับกลอง เมื่อดําเนินการขุดลึกลงไปพบชิ้นส่วนกลองมโหระทึก อีกใบในลักษณะคว่ำหน้าอยู่ในดินและเริ่มปรากฏหลักฐานสําคัญ คือ โครงกระดูกมนุษย์ที่ฝังอยู่ในบริเวณใกล้เคียง โดยมีการวางภาชนะสําริดประกอบพิธีศพในตำแหน่งต่าง ๆ นอกจากนี้ยังพบ เครื่องประดับ ได้แก่ ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน แหวนทองคํา และกําไลทองคํา ซึ่งบางชิ้นยังคงสวมอยู่กับโครงกระดูก สะท้อนให้เห็นถึงความสําคัญ ของบุคคลผู้ถูกฝังและความเชื่อเกี่ยวกับการอุทิศสิ่งของในพิธีกรรมหลังความตาย

อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอีกว่า ภายหลังจากการค้นพบโครงกระดูก นักโบราณคดีได้ดําเนินการขุดค้นอย่างละเอียคเพื่อศึกษารูปแบบการฝังศพให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จนกระทั่งพบโครงกระดูกเพิ่มเติม มีการสวมโลหะสำริด ลักษณะคล้ายภาชนะครอบบริเวณศีรษะ ซึ่งถือเป็นลักษณะพิเศษที่ไม่พบโดยทั่วไป อีกทั้งยังพบกลุ่ม โบราณวัตถุสําคัญ เช่น เครื่องประดับทองคํา แหวนทองคํา ลูกปัดทองคํา จี้ทองคํา ต่างหูทองคํา ภาชนะดินเผาขนาดเล็ก ภาชนะสำริด และลูกปัดจํานวนมาก การดําเนินงานจนถึงปัจจุบันพบโครงกระดูกมนุษย์ รวม 9 โครง โครงกระดูกที่พบล่าสุดสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นโครงกระดูกเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี มีโลหะสำริด รูปร่างคล้ายฆ้องสำริดวางอยู่บนบริเวณลำตัว พบกลองมโหระทึกเพิ่มเติมอีก 4 ใบรวมเป็น 6 ใบ ซึ่งจะดําเนินการขุดแต่งกลองเพื่อศึกษา ลักษณะและลวดลายบนลําตัวของกลอง ตลอดจนศึกษาแบบแผนของการฝังศพและรูปแบบการวางของอุทิศให้ครบถ้วน นอกจากนี้ยังพบก้อนดินเผาไฟจํานวนมาก กรามฟันสัตว์เคี้ยวเอื้อง ประเภทวัว/ควาย สภาพค่อนข้างสมบูรณ์โดยพบทั้งกรามบนและกรามล่างอยู่ในบริเวณใกล้กัน ถือเป็นหลักฐานสําคัญที่แสดงถึงการฝังสัตว์ร่วมในพิธีกรรมการฝังศพและพบร่วมกับวัตถุอุทิศ แสดงถึงความสำคัญของสัตว์เหล่านั้น อาจเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำชุมชน หรือมีความสําคัญในแง่อื่น ๆ ซึ่งต้องมีการศึกษาต่อไป

หลังจากนี้ กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม จะเข้าบันทึกหลักฐานโครงกระดูก และหลุมขุดค้นด้วยเทคนิค 3D Scan อีกครั้ง ก่อนจะทำการเก็บโครงกระดูก และโบราณวัตถุขึ้นจากหลุมในเดือน กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป โดยทีมนักโบราณคดี จากสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี และสำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีของกรมศิลปากร และนักวิทยาศาสตร์จากกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ พร้อมทั้งจัดทำทะเบียนโบราณวัตถุ และนำส่งไปยังกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เพื่อทำการอนุรักษ์ จากนั้นจะทำการเคลียร์หลุมขุดค้นเพื่อคืบสู่สภาพเดิม ก่อนส่งมอบพื้นที่ให้กับเจ้าของที่นาได้ใช้ประกอบอาชีพต่อไป ทั้งนี้ ได้จัดส่งตัวอย่างถ่านที่ได้จากการขุดค้นไปหาค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ ทีประเทศสหรัฐอเมริกา คาดว่าจะทราบผลค่าอายุที่แน่นอนประมาณ 3 เดือน “จากการคำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าแหล่งโบราณคคีคอนยายทอง เป็นแหล่ง ฝังศพทีมีความสำคัญอย่างยิ่งในเขิงวิชาการ สะท้อนถึงรูปแบบพิธีกรรม ความเชื่อเละสถานะทางสังคมของชุมชน ในอดีต และยังคงมีศักยภาพในการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในอนาคต ทั้งในด้านโบราณคดี มานุษยวิทยาและ ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของภูมิภาค” นายพนมบุตร กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ขุดพบสุสานบุคคลชั้นสูง อายุกว่า 1,500 ปี สวมกำไลทองคำ ฝังรวมกับกลองมโหระทึก

สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี เผยข้อมูลการขุดค้น พบกลองมโหระทึกใบแรกของเพชรบุรี