กมธ.ศาสนาฯ จี้สกัดคลิปลามกด้อยค่า “นวดไทย” ทำต่างชาติเข้าใจผิด หวั่นกระทบภาพลักษณ์มรดกภูมิปัญญาโลก

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:01 น.

ธิวัลรัตน์-อังกินันทน์

เอาจริง! กมธ.ศาสนาฯ จี้สกัดคลิปลามก ด้อยค่า “นวดไทย” ทำต่างชาติเข้าใจผิด หวั่นกระทบภาพลักษณ์มรดกภูมิปัญญาโลก จี้หน่วยงานรัฐสกัดเผยแพร่-แก้กฎหมายเพิ่มบทลงโทษ

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่รัฐสภา นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณากรณีคลิปวิดีโอขบวนแห่เทียนพรรษาของวัดบิง อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีการนำเสนอการนวดไทยในลักษณะล้อเลียนเชิงลามกอนาจารและสื่อไปในทางค้าประเวณี ภายใต้ชื่อ “Traditional Thai Massage Vat Bing” ก่อนถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจให้ประชาชนและกลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพนวดไทยอย่างมาก เนื่องจาก “นวดไทย” ได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโกเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ การนำเสนอในลักษณะดังกล่าวจึงอาจสร้างความเข้าใจผิดแก่ชาวต่างชาติว่า นวดไทยมีความเกี่ยวข้องหรือแอบแฝงกับการค้าบริการทางเพศ

คณะกรรมาธิการฯ จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมา เทศบาลนครนครราชสีมา เทศบาลตำบลโชคชัย และสมาคมหมอนวดไทย เข้าร่วมประชุมเพื่อกำหนดแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันอีก แม้ผู้เกี่ยวข้องจะออกมาขอโทษต่อสังคมแล้วก็ตาม

นางธิวัลรัตน์ กล่าวว่า ผู้แทนเทศบาลตำบลโชคชัยชี้แจงว่า ขบวนแห่ดังกล่าวจัดขึ้นโดยกลุ่มชุมชนในพื้นที่ มีเจตนาเพื่อสร้างความตลกขบขัน แต่เกิดขึ้นจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ผู้จัดขบวนและเทศบาลตำบลโชคชัยได้ออกแถลงการณ์ขออภัยอย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมขบวนแห่ในอนาคต ห้ามมีเนื้อหาลามกอนาจารหรือขัดต่อศีลธรรมอันดี

ขณะที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครราชสีมาชี้แจงว่า วัดบิงเป็นเพียงสถานที่ที่ชุมชนใช้เป็นจุดรวมพลในการจัดประเพณีแห่เทียนพรรษาเท่านั้น พระภิกษุสงฆ์และเจ้าอาวาสไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคิดรูปแบบ หรือเห็นชอบกับการแสดงออกเชิงลามกในขบวนแห่แต่อย่างใด

ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ที่ประชุมมีความกังวลอย่างยิ่งว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้อาจสร้างความเสียหายต่อเกียรติภูมิและสถานะของ “นวดไทย” ในฐานะมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก จึงมีข้อเสนอให้หน่วยงานรัฐเร่งวางมาตรการป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม

โดยเสนอให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ.2559 พร้อมประสานการบังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพื่อระงับการเผยแพร่ข้อความ ภาพ หรือคลิปวิดีโอออนไลน์ที่มีลักษณะด้อยค่า หรือสร้างความเสียหายต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติอย่างทันท่วงที

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมเห็นว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ.2559 ในปัจจุบัน แม้ให้อำนาจสั่งระงับการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ยังไม่มีบทลงโทษทางอาญาที่ชัดเจนสำหรับผู้ที่ละเมิดหรือด้อยค่ามรดกภูมิปัญญาที่ขึ้นบัญชีไว้ จึงเสนอให้พิจารณาแก้ไขกฎหมายเพื่อกำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ประสานกระทรวงมหาดไทยพิจารณาแก้ไขกฎหมายลำดับรองภายใต้ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 เพื่อปิดช่องไม่ให้มีการนำคำว่า “นวดไทย” ไปใช้แอบแฝงในสถานบริการประเภทอาบอบนวด ซึ่งขัดต่อวัตถุประสงค์ของศาสตร์การนวดไทยที่มุ่งด้านการดูแลสุขภาพและการบำบัดรักษา

ด้านกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ชี้แจงว่า จะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสถานประกอบการนวดเพื่อสุขภาพภายใต้ พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559 ทั้งเรื่องมาตรฐานและจริยธรรม เพื่อป้องกันการแอบแฝงค้าบริการทางเพศ พร้อมอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มข้อกำหนดด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้ให้บริการนวดให้ชัดเจนขึ้น หากพบการกระทำฝ่าฝืนศีลธรรมอันดี จะดำเนินการตามกฎหมายถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาต

“นวดไทยไม่ใช่เรื่องล้อเลียนทางเพศ หรือเครื่องมือสร้างความตลกขบขันเชิงลามกอนาจาร แต่เป็นศาสตร์แห่งการเยียวยา การดูแลสุขภาพ และเป็นเกียรติภูมิทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าระดับโลกของมนุษยชาติ คนไทยทุกคนต้องร่วมกันหวงแหน ปกป้อง และสืบทอดต่อไปอย่างภาคภูมิใจ” นางธิวัลรัตน์ กล่าว

กมธ.ศาสนานวดไทย

NIDA คว้าชัยโต้วาทีนานาชาติ! กวาดรางวัลชนะเลิศ-รองอันดับ 1 ชนะมหาลัยชั้นนำจากจีน

28 สิงหาคม 2569 เวลา 13:24 น.

NIDA คว้าชัยโต้วาทีนานาชาติ ครั้งที่ 3! กวาดรางวัลชนะเลิศ-รองอันดับ 1 ชนะมหาลัยชั้นนำจากจีน พร้อมดันเวทีวิชาการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน

ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จัดการแข่งขันโต้วาทีนานาชาติระดับบัณฑิตศึกษา ครั้งที่ 3 (The 3rd International Sustainable Development Debate) เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น อภิปรายประเด็นสำคัญระดับโลก และพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการรับฟังอย่างสร้างสรรค์ โดยมีมหาวิทยาลัยจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้าร่วม 3 แห่ง ได้แก่ Huazhong University of Science and Technology (HUST), Shanghai University of Finance and Economics (SUFE) และ Shanghai International Studies University (SISU) ในปีนี้ นิด้าส่งนักศึกษาเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 2 ทีม รวม 6 คน จากคณะบริหารธุรกิจ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ คณะภาษาและการสื่อสาร คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม และวิทยาลัยนานาชาติ ร่วมกับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำจากสาธารณรัฐประชาชนจีน

พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้แทนจาก United Nations (UN), United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization (UNESCO) และ ASEAN University Network (AUN) ร่วมกล่าวสุนทรพจน์พิเศษ สะท้อนถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศ และการส่งเสริมเยาวชนให้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน

โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 8 ท่าน จากหน่วยงานด้านนานาชาติและสถาบันอุดมศึกษาทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ ได้แก่ Fulbright Thailand, British Council Thailand, SEAMEO STEM-ED, United Nations Development Programme (UNDP), Shanghai International Studies University (SISU), Yili Normal University (YLU) และคณะภาษาและการสื่อสาร นิด้า

สำหรับการแข่งขันในรอบแรก นักศึกษาได้อภิปรายในประเด็นร่วมสมัยที่เกี่ยวข้องกับ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และความเหลื่อมล้ำ (Inequality) โดยทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบบ่าย ได้แก่ HUST, SUFE และทีมจากนิด้าทั้ง 2 ทีม (Team 1 และ Team 2)

ต่อมาในช่วงบ่าย นักศึกษาที่ผ่านเข้ารอบได้แข่งขันต่ออีก 2 รอบ ในญัตติที่เกี่ยวข้องกับ AI และการศึกษา (Education) โดยทีมจากนิด้าสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ขณะที่ HUST คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับสองไปครอง

สรุปผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ : ทีมจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA Team 1) รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง : ทีมจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA Team 2) และ รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง : ทีมจาก Huazhong University of Science and Technology (HUST) ซึ่งการแข่งขันในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากคณาจารย์ นักศึกษาและผู้เข้าร่วมจากทั้งนิด้าและสถาบันการศึกษาอื่น ๆ เป็นจำนวนมาก สะท้อนถึงความสนใจต่อประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและบทบาทของคนรุ่นใหม่ในการร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายของโลก

ทั้งนี้ นิด้ามุ่งหวังให้เวที International Sustainable Development Debate เป็นพื้นที่สำคัญในการพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สามารถ คิดอย่างมีวิจารณญาณ สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลและความท้าทายที่ซับซ้อน พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับบริบทของการปฏิบัติจริง อันนำไปสู่การสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งและการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต

InternationalDebate2569NIDANIDATeamSustainableDevelopmentข่าวการศึกษานิด้าโต้วาทีนานาชาติ

กองทัพเรือ จัดการซ้อมย่อยครั้งที่ 3 ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

27 สิงหาคม 2569 เวลา 20:00 น.

27 สิงหาคม 2569 กองทัพเรือ ได้จัดให้มีการซ้อมย่อย ครั้งที่ 3 ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เพื่อเตรียมความพร้อมของเรือพระราชพิธี ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

สำหรับรูปแบบการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ ใช้กำลังพลประจําเรือพระราชพิธี โดยได้คัดเลือกกําลังพลจากหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือ จํานวน 2,200 นาย เรือพระราชพิธี จํานวน 52 ลํา แบ่งออกเป็น 5 ริ้ว 3 สาย ความยาว 1,280 เมตร กว้าง 90 เมตร ดังนี้

– ริ้วสายกลางซึ่งเป็นเรือสายสำคัญประกอบด้วยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เป็นเรือประทับพระราชอาสน์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เป็นเรือพระที่นั่งรอง เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เป็นเรือตั้งบุษบกเชิญผ้าพระกฐิน นอกจากนี้มีเรืออีเหลือง เป็นเรือกลองนอก เรือแตงโมเป็นเรือกลองใน (เป็นเรือของผู้บัญชาการขบวนเรือ) พร้อมด้วยเรือตำรวจ และเรือแซง 7

– ริ้วสายในขนาบข้างสายเรือพระที่นั่ง มีเรือทองขวานฟ้าและเรือทองบ้าบิ่นเป็นเรือประตูหน้า เรือเสือทยานชล และเรือเสือคำรณสินธุ์เป็นเรือพิฆาต เรือรูปสัตว์ 8 ลำ ได้แก่ เรืออสุรวายุภักษ์ เรืออสุรปักษี เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือครุฑเหินเห็จ เรือครุฑเตร็จไตรจักร เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง และปิดท้ายริ้วสายในด้วยเรือเอกไชยเหินหาว และเรือเอกไชยหลาวทองเป็นเรือคู่ชัก

– ริ้วสายนอกประกอบด้วยเรือดั้ง สายละ 11 ลำ และเรือแซง สายละ 3 ลำ

สำหรับการฝึกจัดรูปกระบวน ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ ประกอบด้วย การซ้อมย่อยและซ้อมใหญ่ ก่อนที่จะมีพิธีจริงในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 โดยมีขั้นตอนที่สำคัญคือ การซ้อมย่อย 10 ครั้งในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม (วันที่ 17, 20,27 สิงหาคม วันที่ 3, 8, 17, 23 กันยายน วันที่ 2, 8, 15, 21, 28 ตุลาคม) โดยในวันนี้เป็นการซ้อมย่อยครั้งแรก

และการซ้อมใหญ่ 2 ครั้ง ในวันที่ 21 และ 28 ตุลาคม 2569 ก่อนวันพระราชพิธี ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งประชาชนสามารถมีส่วนร่วมโดยรับชมการฝึกซ้อมและร่วมรับเสด็จฯ ได้ทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่สะพานกรุงธนบุรีถึงวัดอรุณราชวราราม โดยกำลังพลกองทัพเรือทุกนายมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีอันสำคัญยิ่งนี้ และมุ่งมั่นในการทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สง่างาม และสมพระเกียรติ

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถรับชมการฝึกซ้อมได้ตลอดเส้นทางที่ขบวนเรือแล่นผ่านโดยพื้นที่สาธารณะที่สามารถรับชมได้อย่างใกล้ชิด มีดังนี้

ฝั่งธนฯ บริเวณใต้สะพานพระราม 8 ด้านพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 8 สวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ข้างโรงพยาบาลศิริราช ท่าน้ำวัดระฆังโฆษิตาราม และวัดอรุณราชวราราม ฝั่งพระนคร ที่สวนสันติชัยปราการ ข้างป้อมพระสุเมรุ ท่ามหาราช และท่าช้าง ตั้งแต่เวลา 15.30 น.ที่เรือพระราชพิธีเริ่มเคลื่อนขบวนบริเวณสะพานพระราม 8 จนเสร็จพิธีที่วัดอรุณราชวราราม

กองทัพเรือขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเรือพระราชพิธี

ศธ. ถก OECD เดินหน้าการศึกษาไทยสู่สากล เตรียมคลอด ‘กรอบทักษะ AI’ ต.ค.นี้

27 สิงหาคม 2569 เวลา 13:38 น.

ศธ. เดินหน้าการศึกษาไทยสู่สากล!! ถก OECD ยกระดับเข้าสมาชิก ชูโมเดลแก้เด็กหลุดจากระบบ พร้อมเตรียมคลอด “กรอบทักษะ AI” ต.ค. นี้

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พบปะกับ Mr. Frantisek Ruzicka รองเลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD พร้อม คณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและร่วมประชุมหารือเพื่อกระชับความร่วมมือตลอดจนขับเคลื่อนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก 0ECD ของ ประเทศไทยด้านการศึกษา ณ ห้องดํารงราชานุภาพ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

​ รมว.ศธ. กล่าวถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการเป็นสมาชิก OECD ของ ศธ. ว่า ขณะนี้ได้จัดทำรายงาน Technical Review เกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยเตรียมส่งมอบอย่างเป็นทางการภายในเดือนกันยายนนี้ ก่อนเปิดบ้านรับการลงพื้นที่ประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ OECD ในช่วงปลายปี พร้อมปั้น “Thailand Zero Dropout” ในโครงการตามตัวเด็กเปราะบาง เด็กยากจน และเด็กย้ายถิ่นฐาน กลับเข้าสู่ห้องเรียนประสบความสำเร็จอย่างมาก ศธ. จึงเตรียมแบ่งปันเป็นต้นแบบในระดับภูมิภาค โดยไทยและ UNESCO จะร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัด การประชุมด้านการศึกษาระดับโลก ปี 2027 (2027 GEM) ในเดือนมีนาคมปีหน้า

“เราเตรียม​ประกาศ “กรอบทักษะปัญญาประดิษฐ์” ภายในเดือนตุลาคมนี้ โดยดึง OECD มาร่วมให้คำแนะนำ เพื่อยกระดับเด็กไทยใช้ AI เป็น คิดวิเคราะห์ได้ และมีจริยธรรมตามมาตรฐานสากล รวมทั้งเตรียมเป็นเจ้าภาพร่วมกับ OECD นำเสนอผลการประเมิน PISA 2025 และรายงาน Education at a Glance 2026 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนการนำไทยเข้าเป็นสมาชิกศูนย์วิจัยและนวัตกรรมการศึกษา (CERI) อยู่ระหว่างเตรียมเสนอ ครม.พิจารณา” รมว.ศธ.กล่าว

​ ด้านรองเลขาธิการ OECD ได้กล่าวชื่นชมวิสัยทัศน์ของไทยที่มุ่งเน้นสร้างความเท่าเทียม โดยมองว่าการดึงเด็กเปราะบางกลับเข้าสู่ระบบคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศในอนาคต พร้อมตอกย้ำว่า OECD ยินดีสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ ทั้งยังได้ เชิญ รมว.ศธ. เข้าร่วมการประชุมระดับสูงคู่ขนานกับการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ เพื่อโชว์วิสัยทัศน์การศึกษาไทยบนเวทีโลก

​ รมว.ศธ. ได้กล่าวขอบคุณสำหรับคำเชิญและคำแนะนำจาก OECD พร้อมกล่าวว่า ศธ. จะพิจารณาคำเชิญนี้เป็นกรณีพิเศษ และพร้อมทำงานร่วมกับ OECD อย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาไทยให้มีคุณภาพ เสมอภาค และขับเคลื่อนเยาวชนให้เติบโตอย่างมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ต่อไป

ไทยพีบีเอส ปรับตัว พร้อมต่อยอดสื่อสาธารณะ จาก ‘ยาสามัญประจำบ้าน’ สู่ ‘อาหารไทยที่กินได้ทุกวัน’

27 สิงหาคม 2569 เวลา 11:40 น.

 

ไทยพีบีเอสรายงานผลงานปี 2568 ต่อวุฒิสภา ตอกย้ำบทบาทสื่อสาธารณะท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล พร้อมเดินหน้าพัฒนา Thai PBS Verify และ VIPA รับมือข่าวลวงและเทคโนโลยี AI ด้านสมาชิกวุฒิสภาชื่นชมความน่าเชื่อถือขององค์กร และเสนอให้ไทยพีบีเอสก้าวจากการเป็น “ยาสามัญประจำบ้าน” สู่ “อาหารไทยที่กินได้ทุกวัน” ของสังคม ควบคู่กับการขยายฐานผู้ชมคนรุ่นใหม่และการวัดผลด้วยผลกระทบต่อสาธารณะ

          องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส เข้ารายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2568 ต่อที่ประชุมวุฒิสภา นำโดย ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. พร้อมด้วยนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท.  คณะกรรมการนโยบายและผู้บริหารองค์กร รวม 6 คน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569

          ดร.นพ.โกมาตร กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลส่งผลให้สื่อสาธารณะต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงยึดมั่นภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยไทยพีบีเอสให้ความสำคัญกับ 5 บทบาทหลัก ได้แก่ การเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ การพัฒนาแพลตฟอร์มสื่อสาธารณะระดับชาติ VIPA การสร้างระบบนิเวศสื่อที่เชื่อมโยงข้อมูลจากท้องถิ่นสู่ส่วนกลาง การรับมือข่าวลวงและภัยจากเทคโนโลยี และการเป็นพื้นที่กลางท่ามกลางความเห็นที่หลากหลายของสังคม

          “ไทยพีบีเอสยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับฟังเสียงของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และประชาชนในพื้นที่ชายแดน ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น สถานีประชาชน ศูนย์ภัยพิบัติ นักข่าวพลเมือง และเวทีสาธารณะ เพื่อสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะสู่ผู้กำหนดนโยบาย ขณะที่ในปี 2569 คณะกรรมการนโยบายจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบ Data Governance และสถาปัตยกรรมข้อมูล เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการใช้ข้อมูลขององค์กร”ดร.นพ.โกมาตร กล่าว

          ด้าน นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า แม้ไทยพีบีเอสจะไม่ได้แข่งขันด้านเรตติ้ง แต่ได้รับการยอมรับในฐานะ “ยาสามัญประจำบ้าน” ของสังคม ที่ประชาชนเลือกใช้เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญของประเทศ ทั้งการถ่ายทอดสดพระราชพิธี การรายงานสถานการณ์ชายแดน การติดตามปัญหาสาธารณะ และการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชน

          ตลอดปี 2568 ไทยพีบีเอสยังขับเคลื่อนภารกิจด้านการศึกษา เด็กและเยาวชน รวมถึงการสื่อสารวิทยาศาสตร์ผ่านรายการและแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ควบคู่กับการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับพื้นที่ผ่านโครงการสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ ขณะเดียวกันยังพัฒนาคอนเทนต์คุณภาพทั้งสารคดี ละคร และรายการบันเทิงที่มีศักยภาพเผยแพร่สู่ระดับนานาชาติ

          สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 ไทยพีบีเอสได้รับรางวัลจากเวทีต่าง ๆ รวม 63 รางวัล และมียอดรับชมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์รวมกว่า 2,500 ล้านวิว โดยอันดับการรับชมออนไลน์ขยับจากอันดับ 7 ขึ้นสู่อันดับ 4 ของประเทศ สะท้อนการเข้าถึงผู้ชมที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในทุกแพลตฟอร์ม ขณะที่ผลสำรวจยังพบว่าประชาชนกว่าครึ่งมองว่าไทยพีบีเอสยังมีความจำเป็นต่อสังคมไทยในฐานะสื่อสาธารณะ

          ทั้งนี้ สมาชิกวุฒิสภาร่วมอภิปราย 9 คน ได้ร่วมเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะหลายประเด็น โดยชื่นชมบทบาทของไทยพีบีเอสในการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน การตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่าน Thai PBS Verify การทำหน้าที่สื่อเพื่อสันติภาพ และการเป็นพื้นที่กลางของสังคม

          นายสุทนต์ กล้าการขาย สว. กล่าวว่า ในยุคที่สังคมมีข้อมูลจำนวนมหาศาลและมีข้อมูลบิดเบือนเพิ่มขึ้น บทบาทของสื่อสาธารณะยิ่งมีความสำคัญ และยังมีความจำเป็นต่อสังคมไทย โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต ภัยพิบัติ และการนำเสนอข่าวเชิงลึก อย่างไรก็ตาม ความน่าเชื่อถือเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่สามารถเข้าถึงผู้ชมได้ จึงเสนอให้ ไทยพีบีเอส กำหนดยุทธศาสตร์ด้าน Audience อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ และออกแบบเนื้อหาแบบ Digital First ตั้งแต่ต้น พร้อมกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่าภายใน 3 ปี จะเพิ่มสัดส่วนผู้ชมกลุ่มอายุไม่เกิน 35 ปีได้อย่างไร

          “ไทยพีบีเอส ควรปรับจากการวัดผลด้วย เรตติ้ง ไปสู่การวัด Public Impact หรือผลกระทบต่อสาธารณะ เช่น ข่าวหนึ่งชิ้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย การได้รับความช่วยเหลือ หรือทำให้ประชาชนรู้เท่าทันปัญหา พร้อมเปิดเผยผลกระทบจากการดำเนินงานในแต่ละภารกิจอย่างเป็นรูปธรรม” นายสุทนต์ กล่าว

          นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ กล่าวแสดงความยินดีกับไทยพีบีเอสที่ในปีนี้สามารถทำกำไรได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี อย่างไรก็ตาม มองว่าผลกำไรไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด เพราะไทยพีบีเอสไม่ใช่สถานีโทรทัศน์ที่มุ่งแข่งขันเพื่อให้ได้เรตติ้งสูงสุด แต่จุดแข็งสำคัญของไทยพีบีเอสคือ “ความน่าเชื่อถือ” โดยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนสะท้อนว่าไทยพีบีเอสได้รับความไว้วางใจในระดับสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง จึงควรรักษาจุดแข็งดังกล่าวและต่อยอดให้เกิดความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

          นายสุนทร กล่าวอีกว่า ไทยพีบีเอสมีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวไปได้มากกว่าการเป็นเพียง “ยาสามัญ” สำหรับสังคม แต่ควรพัฒนาไปสู่การเป็น “อาหารไทยที่คนไทยบริโภคทุกวัน” คือเป็นสื่อที่ประชาชนเลือกเปิดรับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และมีส่วนช่วยยกระดับจิตสำนึกสาธารณะของสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้น

          ภายหลังการอภิปราย คณะผู้บริหารไทยพีบีเอสได้ชี้แจงและขอบคุณต่อทุกข้อเสนอแนะ พร้อมยืนยันว่าจะนำความคิดเห็นจากสมาชิกวุฒิสภาไปพัฒนาการดำเนินงานขององค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเสริมศักยภาพ Thai PBS Verify การขยายเครือข่ายการรู้เท่าทันสื่อในกลุ่มเยาวชนทั่วประเทศ และการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลและ AI ควบคู่กับการรักษามาตรฐานคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ ความเป็นอิสระ และการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสื่อสาธารณะไทยพีบีเอส

ไทยพีบีเอส

‘CE-7 MATCH’ ยังคงพร้อมปฏิบัติภารกิจ หลังเลื่อนส่ง ‘ยานฉางเอ๋อ 7’ ออกไปเป็นปีหน้า

27 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT เผยเลื่อนกำหนดการปล่อยจรวดลองมาร์ช 5 Y14 เพื่อนำส่งยานอวกาศฉางเอ๋อ 7 ขึ้นสู่อวกาศออกไปเป็นปี 2570 ยืนยันอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทย CE-7 MATCH ที่ติดตั้งอยู่กับยานยังคงพร้อมปฏิบัติภารกิจ และเป้าหมายของไทยที่จะไปสำรวจดวงจันทร์ยังคงเดินหน้าต่อ

สืบเนื่องจาก “พายุโซนร้อนนาร์รา” ที่ก่อตัวขึ้นในทะเลจีนใต้ ที่อาจส่งผลต่อมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการปล่อยจรวด จึงยกเลิกการปล่อยในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ตามกำหนดการเดิม ด้วยภารกิจฉางเอ๋อ 7 มีเป้าหมายแตกต่างจากภารกิจฉางเอ๋อก่อนหน้านี้ ในส่วนของยานลงจอดนั้น มีแผนจะลงจอดบริเวณขอบหลุมอุกกาบาตแชคเคิลตัน ใกล้ขั้วใต้ของดวงจันทร์เพื่อค้นหาน้ำแข็งบนพื้นหลุมที่แสงอาทิตย์แทบไม่ส่องถึง ขั้นตอนการลงจอด จำเป็นต้องอาศัยแสงอาทิตย์ส่องให้เห็นพื้นผิวและผลิตพลังงานให้กับแผงโซลาร์เซลล์ จึงต้องมีสภาวะมุมแสงที่เหมาะสมและมีระยะเวลาสว่างต่อเนื่องยาวนานเพียงพอ ซึ่งในช่วงปี 2569 ต่อจากนี้ ไม่เหลือช่วงเวลาที่ทิศทางของแสงเอื้อต่อภารกิจอีกต่อไป เป็นเหตุให้จำเป็นต้องเลื่อนการปล่อยฉางเอ๋อ 7 ออกไปเป็นปีถัดไป

สำหรับอุปกรณ์ CE-7 MATCH หรือ Moon-Aiming Thai-Chinese Hodoscope ในภารกิจวิทยาศาสตร์ไทยได้รับการออกแบบให้ยืดหยุ่นต่อช่วงเวลาของภารกิจเนื่องจากตัวอุปกรณ์ ไม่มีแบตเตอรี่ภายในที่ต้องกังวลเรื่องการเสื่อมสภาพจากการเก็บรักษาเป็นระยะเวลานาน และอาศัยพลังงานจากระบบพลังงานแสงอาทิตย์ของตัวยานโคจร จึงไม่มีข้อจำกัดด้านอายุการใช้งานที่ต้องกังวลจากการเลื่อนกำหนดการในครั้งนี้ หลังจากนี้ อุปกรณ์จะถูกถอดออกจากยานตามลำดับและนำไปเก็บรักษาไว้ภายใต้หน่วยงานกำกับขององค์การอวกาศแห่งชาติจีน โดยทีมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทยจะยังคงติดตามสถานะของอุปกรณ์และดำเนินการตามขั้นตอนทางวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะถึงวันกำหนดปล่อยอีกครั้ง

ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการ สดร. กล่าวว่า สำหรับทีมไทย สิ่งที่เรายืนยันได้ในวันนี้คือ CE-7 MATCH ยังคงพร้อมสำหรับการดำเนินภารกิจ การเปลี่ยนกำหนดการปล่อยไม่ได้ส่งผลต่อความพร้อมของอุปกรณ์และความตั้งใจของเรา อุปกรณ์ชิ้นนี้เกิดจากองค์ความรู้และการทำงานของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทย ตั้งแต่การพัฒนาโจทย์วิทยาศาสตร์ การออกแบบ สร้าง ประกอบ และทดสอบ จนพร้อมสำหรับการปฏิบัติงานในอวกาศ

“แม้เราอาจต้องรอวันออกเดินทางนานกว่าที่คาดไว้ แต่ทีมของเรายังคงมีความหวังและพร้อมสำหรับวันที่ CE-7 MATCH จะเดินทางสู่ดวงจันทร์ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา NARIT ดำเนินการและขับเคลื่อนโครงการนี้มาอย่างจริงจัง สิ่งสำคัญสำหรับเราคือความรู้ ประสบการณ์ระหว่างทาง และคนที่เติบโตขึ้นจากภารกิจ สิ่งเหล่านี้จะอยู่กับประเทศไทย และเป็นพื้นฐานให้เราสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและก้าวไปสู่ภารกิจอวกาศที่ท้าทายยิ่งขึ้นในอนาคต” ผู้อำนวยการ สดร. กล่าวและว่า CE-7 MATCH เป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ NARIT และมหาวิทยาลัยมหิดลร่วมพัฒนา จากโจทย์วิทยาศาสตร์ของนักวิจัยไทย ก่อนเข้าสู่กระบวนการออกแบบ พัฒนา สร้าง ประกอบ และทดสอบโดยทีมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทย เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมของอวกาศ มีเป้าหมายตรวจวัดรังสีคอสมิกหรืออนุภาคพลังงานสูงในอวกาศ รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ เพื่อเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมด้านรังสีในอวกาศ และสร้างองค์ความรู้สำหรับการสำรวจอวกาศในอนาคต

“คุณค่าของ CE-7 MATCH นั้น เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง การพัฒนาอุปกรณ์ได้สร้างประสบการณ์จริงให้กับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทย ตั้งแต่การพัฒนาโจทย์วิทยาศาสตร์ไปจนถึงการสร้างอุปกรณ์สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ รวมถึงการพัฒนากระบวนการทำงานและมาตรฐานสำหรับภารกิจอวกาศ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่นำกลับมาต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและบุคลากรของประเทศไทยได้ในระยะยาว” ดร. วิภู กล่าวเสริม

ดร.พีรพงศ์ ต่อฑีฆะ วิศวกรวิจัย NARIT และหัวหน้าวิศวกรพัฒนาอุปกรณ์ CE-7 MATCH กล่าวว่า ทีมงานทุกคนเข้าใจถึงเป้าหมายและปัจจัยความเสี่ยงของภารกิจอวกาศ ระหว่างนี้จะเดินหน้าทำงานต่อทั้งโครงการ CE-8 ALIGN และพัฒนาห้องปฏิบัติการด้านวิศวกรรมอวกาศห้วงลึกในประเทศไทย เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้และร่วมพัฒนางานด้านอวกาศ แม้ต้องรอออกไปอีกระยะหนึ่ง แต่ทีมงานยังมีกำลังใจและความมุ่งมั่นที่จะพาอุปกรณ์ของไทยไปดวงจันทร์ให้ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้เส้นทางสู่ดวงจันทร์ผ่านกลศาสตร์วงโคจรและคณิตศาสตร์ขั้นสูง ซึ่งในแง่ขององค์ความรู้ ถือว่าเราได้ไปถึงดวงจันทร์แล้ว

ทั้งนี้ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติจะติดตามสถานะและความพร้อมของ CE-7 MATCH อย่างต่อเนื่อง และจะนำมาแจ้งให้ประชาชนทราบเป็นระยะผ่านช่องทางของ NARIT ต่อไป

CE-7 MATCHnaritยานฉางเอ๋อ 7

ปส.เสริมแกร่งบุคลากร ผ่านหลักสูตร RSSM สร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงด้านนิวเคลียร์และรังสี

27 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมหลักสูตร “การบริหารจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสี (Radioactive Source Security Management: RSSM)” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคาร 1 ชั้น 2 ปส. เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสีให้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง พร้อมยกระดับวัฒนธรรมความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการ ปส. กล่าวว่า การสร้างความมั่นคงปลอดภัยด้านวัสดุกัมมันตรังสีจำเป็นต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ ความตระหนัก และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะบุคลากรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแล การใช้ และการบริหารจัดการวัสดุกัมมันตรังสี การพัฒนาศักยภาพบุคลากรจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีในอนาคต

สำหรับหลักสูตร RSSM มุ่งพัฒนาศักยภาพด้านความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสี เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่เหมาะสมด้านความมั่นคง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวคิด เพื่อร่วมสร้างวัฒนธรรมความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี โดยเนื้อหาครอบคลุมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวัสดุกัมมันตรังสี การประเมินภัยคุกคามและความเสี่ยง ความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระบบและการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัย ตลอดจนมาตรการลดความเสี่ยงและการขนส่งวัสดุกัมมันตรังสี โดยมีผู้เข้าร่วมการอบรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปส. สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน จำนวนทั้งสิ้น 30 คน นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมยังได้ศึกษาดูงานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย ณ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อเสริมประสบการณ์จากสถานที่จริงและเชื่อมโยงองค์ความรู้จากการฝึกอบรมสู่การปฏิบัติ

การจัดหลักสูตรดังกล่าวเป็นหลักสูตรทางด้านนิวเคลียร์หลักสูตรแรกของประเทศที่ได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐาน ISO29993 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ปส. ในการพัฒนาบุคลากรและยกระดับระบบการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสีของประเทศ ให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง พร้อมสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีอย่างปลอดภัย มั่นคง และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศต่อไป

นิวเคลียร์และรังสีปส.หลักสูตร RSSM

BDI เร่งปั้นบุคลากรรัฐ–เอกชนผ่าน LEAD NEXT เปลี่ยน Data & AI เป็นเครื่องมือตัดสินใจ ขับเคลื่อนองค์กรสู่ Data-Driven Organization

27 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินหน้ายกระดับศักยภาพผู้นำรับยุค AI First หลัง Data & AI เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินงานและการตัดสินใจขององค์กร มุ่งเสริมศักยภาพการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างผลลัพธ์และขับเคลื่อนองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดสร้างผู้นำรุ่นแรกกว่า 50 คน ผ่านหลักสูตร “LEAD NEXT: Hands-on Big Data & AI for Next-Level Future Leaders” จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เสริมทักษะการใช้ประโยชน์จากข้อมูลและ AI ผ่านการลงมือปฏิบัติกับโจทย์จริง ควบคู่กับการสร้างวัฒนธรรมและการกำกับดูแลข้อมูลอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้นำองค์ความรู้ไปต่อยอดกับบริบทขององค์กร และวางรากฐานสู่ Data-Driven Organization

ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการ BDI กล่าวว่า BDI ออกแบบหลักสูตร LEAD NEXT สำหรับผู้บริหารระดับต้นถึงระดับกลาง ตลอดจนบุคลากรศักยภาพสูง เพื่อสร้างความเข้าใจด้าน Big Data และ AI ตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงการเลือกใช้และประยุกต์ใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับบริบทการทำงานจริง โดยตลอดการอบรมทั้ง 4 วัน ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้ผ่านแนวคิด Hands-on Experience ที่เน้นการลงมือใช้เครื่องมือจริง ควบคู่กับ Real-World Use Cases จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับโจทย์และความท้าทายขององค์กร ตั้งแต่การวิเคราะห์และใช้ประโยชน์จากข้อมูล การใช้ AI สนับสนุนการตัดสินใจ ไปจนถึงการทำความเข้าใจแนวโน้ม AI และเทคโนโลยีที่ผู้บริหารควรรู้

หนึ่งในทักษะสำคัญของหลักสูตร LEAD NEXT คือ การเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นข้อมูลเชิงลึกและนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการเรียนรู้ด้าน Business Intelligence, Dashboard และ Data Storytelling เพื่อให้ผู้บริหารสามารถวิเคราะห์ มองเห็นประเด็นสำคัญ และสื่อสารข้อมูลที่ซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น นำไปสู่การตัดสินใจที่รวดเร็วและมีข้อมูลรองรับ นอกจากนี้ ผู้เข้าอบรมยังได้ทดลองใช้ Generative AI ผ่าน Workshop จากโจทย์การทำงานจริง ฝึกแนวทางการเขียน Prompt และเลือกใช้เครื่องมือ AI ให้เหมาะสมกับงาน รวมถึงเรียนรู้ Agentic AI ตั้งแต่แนวคิดของ AI Agent การออกแบบให้สอดคล้องกับกระบวนการทำงานในองค์กร ไปจนถึงการสร้างต้นแบบ AI Agent Solution เพื่อเปิดมุมมองและโอกาสในการนำ AI ไปยกระดับกระบวนการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร

“ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่ Data-Driven Organization ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หลักสูตรจึงให้ความสำคัญกับ “คนและวัฒนธรรมองค์กร” ผ่านแนวทางการพัฒนาทีม Data & AI การเสริมสร้าง Data Literacy และ AI Literacy การบริหารการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนการสร้าง Data-Driven Culture เพื่อให้ผู้บริหารสามารถเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการใช้ข้อมูลและ AI ให้เกิดขึ้นจริงภายในองค์กร อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญ คือ การสร้างความเข้าใจด้านการบริหารจัดการและใช้ข้อมูลอย่างรับผิดชอบ ผ่านเนื้อหา Data Governance, Data Ownership, Data Sharing, PDPA, AI Regulation และ Risk Management เพื่อให้ผู้บริหารตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบในการจัดการข้อมูล การแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างปลอดภัย ตลอดจนข้อกำหนดและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลและ AI มาใช้ในองค์กร” ผู้อำนวยการ BDI กล่าวและว่า นอกเหนือจากองค์ความรู้และการลงมือปฏิบัติ LEAD NEXT ยังเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ ระหว่างผู้บริหารและบุคลากรจากหลากหลายองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการนำข้อมูลและเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้กับบริบทที่แตกต่างกัน พร้อมสร้างเครือข่ายที่สามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในอนาคต  การสำเร็จหลักสูตร LEAD NEXT รุ่นแรก จึงไม่ใช่เพียงจุดสิ้นสุดของการอบรมแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการนำองค์ความรู้ เครื่องมือ และประสบการณ์ไปสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับองค์กร ตั้งแต่การเปลี่ยนข้อมูลให้เป็น Insight การใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสนับสนุนการตัดสินใจ ไปจนถึงการสร้างทีมและวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมใช้ประโยชน์จากข้อมูลและ AI อย่างมีประสิทธิภาพบนพื้นฐานความรับผิดชอบ

“หลักสูตรนี้ จึงสะท้อนบทบาทของ BDI ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและผู้นำองค์กรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุค AI First โดยมุ่งยกระดับจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่ “ผู้นำที่สามารถใช้เทคโนโลยีสร้างการเปลี่ยนแปลง” พร้อมผลักดันการนำ Big Data และ AI ไปสร้างผลลัพธ์จากการทำงานจริง ยกระดับการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล และวางรากฐานสู่การเป็น องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Organization) อย่างยั่งยืน” ศ.ดร.ธีรณี กล่าวสรุป

ทั้งนี้ BDI เตรียมเปิดรับสมัครหลักสูตร LEAD NEXT รุ่นถัดไปในปี 2570 สำหรับผู้บริหารและบุคลากรที่ต้องการพัฒนาศักยภาพด้าน Big Data และ AI ผ่านการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง เพื่อนำองค์ความรู้และเครื่องมือไปประยุกต์ใช้กับการทำงานและต่อยอดการพัฒนาองค์กร ผู้สนใจเข้าร่วมอบรมหลักสูตร LEAD NEXT สามารถติดตามรายละเอียดและการเปิดรับสมัครได้ที่ https://bdi.or.th/lead-next/ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง LINE OA: BDI Service https://lin.ee/X5ugXVr หรือโทร. 02-480-8833 ต่อ 9579 

BDILEAD NEXT

กระแสต้านโกงกำลังดังทั่วไทย ส่งละครเยาวชนต้านทุจริตจาก กองทุน ป.ป.ช.ทะลุ 1 ล้านวิว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 08:20 น.

663042_0

กระแสต้านโกงกำลังดังทั่วไทย ส่งละครเยาวชนต้านทุจริตจาก กองทุน ป.ป.ช.ทะลุ 1 ล้านวิว

กองทุน ป.ป.ช ปลื้ม  ละครต้านทุจริตฝีมือเด็กอัสสัมชัญระยอง นำแสดงโดย มุก วรนิษฐ์ ทะยานสู่ 1 ล้านวิว สะท้อนพิษภัยคอรัปชันปลุกพลังเยาวชน ไม่ทนคอรัปชันกระแทกใจโซเชียล

กลายเป็นกระแสไวรัลและสร้างความภาคภูมิใจให้กับกองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ที่สนับสนุน โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการและละครสร้างสรรค์ต่อต้านการทุจริต “เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน” ภาคตะวันออก เป็นอย่างมาก เมื่อผลงานละครสร้างสรรค์ต่อต้านการทุจริตจากรั้วโรงเรียนอัสสัมชัญระยอง สามารถกวาดยอดวิวทะยานทะลุ 1 ล้านวิว บนโลกออนไลน์ได้อย่างงดงาม สะท้อนให้เห็นถึงพลังเสียงของคนรุ่นใหม่ที่ปฏิเสธการคอรัปชันในทุกรูปแบบ  โดยโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการละครสร้างสรรค์ฯ มุ่งเน้นการใช้ “ละคร” เป็นสื่อกลางในการขับเคลื่อนสังคม เนื่องจากละครเป็นเครื่องมือที่เข้าถึงง่าย เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก และเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้คิดวิเคราะห์ผ่านสถานการณ์จำลอง การถ่ายทอดเรื่องราวผ่านการแสดงช่วยเปลี่ยนเรื่องการทุจริตที่ดูเป็นนามธรรมและเข้าใจยาก ให้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนสามารถสัมผัสและตระหนักถึงผลกระทบได้อย่างลึกซึ้งผ่านภาพ เสียง และการแสดงออกที่ทรงพลัง พร้อมได้ผู้กำกับมากฝีมืออย่าง มารุต สาโรวาท และทีมงานมืออาชีพ มาถ่ายทอดวิชาและฝึกทักษะการแสดงอย่างใกล้ชิด พร้อมด้วยทัพนักแสดงชื่อดังที่มาร่วมสร้างสีสันและพลังขับเคลื่อน ได้แก่ มุก วรนิษฐ์ ถาวรวงศ์ ,

ปิ๊งปิ๊ง ดร.รภัทร เอกนิธิเศรษฐ์  ,จีเกรซก้า ปวีณ์ธิดา ชาญหัตถกิจ, ท่านเพียว ชินธร แต่นโยบาย อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ,ไตตั้น นราวิชญ์ บุญฤทธิ์ และ แฮปปี้ เนรมิตร ใจสิทธิ์ ที่มาประกบคู่ร่วมแสดงกับน้องๆ นักเรียนจากโรงเรียนอัสสัมชัญระยองอย่างกลมกลืน

ความสำเร็จของละครต้านทุจริตจากโรงเรียนอัสสัมชัญระยอง ที่สามารถกวาดยอดผู้ชมสูงถึง 1 ล้านวิว มาจากปัจจัยหลักที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ทั้งกระแสสังคมไทยต่อต้านคดีโกงต่างๆ เนื้อหาสะท้อนชีวิตจริงและใกล้ตัว เรื่องราวถูกออกแบบให้หยิบยกปัญหาการทุจริตที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวันหรือในรั้วโรงเรียนมาตีแผ่ ทำให้สนุกบวกกับเนื้อหาละครแนวแฟนตาชี ทำให้ผู้ชมโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่อินตามได้ง่าย ไม่ใช่เรื่องที่ดูไกลตัว การมีส่วนร่วมของเยาวชนในการคิดบท ตัวบทละครไม่ได้ถูกเขียนขึ้นจากมุมมองของผู้ใหญ่ฝ่ายเดียว แต่น้อง ๆ นักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญระยองได้ร่วมคิด ร่วมสร้างสรรค์โครงเรื่องและสะท้อนมุมมองของตัวเอง ทำให้ภาษา แนวคิด และสถานการณ์มีความสดใหม่ ตรงใจกลุ่มวัยรุ่นบนโลกออนไลน์  การผสมผสานฝีมือระดับมืออาชีพ การที่โครงการได้ผู้กำกับมากฝีมืออย่าง “มารุต สาโรวาท” และทีมงานมืออาชีพเข้ามาถ่ายทอดวิชาการแสดงอย่างใกล้ชิด รวมถึงมีทัพนักแสดงชื่อดังมาร่วมแสดงประกบกับน้อง ๆ นักเรียน ทำให้โปรดักชันออกมามีคุณภาพสูง ดึงดูดแฟนคลับและผู้ชมทั่วไปให้เข้ามาติดตามรับชม  การเผยแพร่ผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่าย นอกจากการออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 แล้ว ตัวละครยังถูกเผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมืดเบียยอดฮิตอย่าง TikTok (@youthml) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นใช้งานเป็นประจำ ทำให้คอนเทนต์เกิดการกระจายตัวและแชร์ต่อได้อย่างรวดเร็ว พลังบวกและการบอกต่อประเด็นการต่อต้านการคอรัปชันผ่านมุมมองใส ๆ แต่ทรงพลังของเด็ก ๆ ทำให้เกิดกระแสชื่นชมในความสามารถของเยาวชนไทย จนเกิดการบอกต่อและดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาร่วมรับชมเป็นจำนวนมาก

โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการและละครสร้างสรรค์ต่อต้านการทุจริต “เยาวชนไม่ทนคอรัปชัน” ภาคตะวันออก

มีประโยชน์และสร้างคุณค่าที่สำคัญต่อทั้งตัวเยาวชน ผู้ชม และสังคมในหลาย ๆ มิติ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและการคิดวิเคราะห์ เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ลงมือคิด เขียนบท และตีความปัญหาการทุจริตด้วยตนเอง ทำให้พวกเขาเข้าใจถึงผลกระทบเชิงลบของการทุจริตอย่างลึกซึ้ง มากกว่าการท่องจำทฤษฎีจากตำรา พัฒนาทักษะชีวิตผ่านศิลปะการแสดง ใช้ละครเป็นสื่อกลางที่เข้าช่วยฝึกฝนความกล้าแสดงออก ความรับผิดชอบ การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกันเป็นทีมกับเพื่อน ๆ รวมถึงทีมงานมืออาชีพ  เปลี่ยนเรื่องไกลตัวให้เป็นเรื่องใกล้ตัวช่วยให้ทั้งผู้แสดงและผู้ชมตระหนักว่า การทุจริตไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองระดับประเทศ แต่เริ่มต้นได้จากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว เช่น การลอกข้อสอบ การเอาเปรียบ หรือการทุจริตในชีวิตประจำวัน  สร้างกระแสสังคมต้านโกง ผลงานละครที่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณชน ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของคนรุ่นใหม่ในการส่งต่อค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริต กระตุ้นเตือนให้ครอบครัว โรงเรียน และสังคมวงกว้างตระหนักถึงพิษภัยของการคอรัปชัน  สร้างแรงบันดาลใจผ่านไอดอลและศิลปิน การได้ร่วมงานกับผู้กำกับและนักแสดงแถวหน้าของเมืองไทย ช่วยสร้างความมั่นใจ แรงบันดาลใจ และใช้พลังของสื่อบุคคลในการขับเคลื่อนวาระทางสังคมให้ขยายวงกว้างออกไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช.) ให้การสนับสนุนโครงการนี้ด้วยเล็งเห็นถึงพลังของสื่อสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการสนับสนุนโครงการละครต้านทุจริต การใช้ “ศิลปะการแสดง” และ “ละคร” เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนสังคมถือเป็นแนวทางที่ทรงพลังอย่างมาก สามารถเข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย: ละครเป็นสื่อที่เข้าถึงง่าย ย่อยง่าย และใกล้ชิดกับวิถีชีวิตของประชาชน ทำให้สารเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตถูกส่งต่อไปยังผู้ชมได้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่เด็ก เยาวชน ไปจนถึงผู้ใหญ่ สร้างความตระหนักรู้ทางอารมณ์มากกว่าการท่องจำ ละครยังช่วยสะท้อนภาพปัญหาและผลกระทบของการทุจริตผ่านตัวละครและเรื่องราวที่สมจริง ทำให้ผู้ชมเกิดความอิน รู้สึกร่วม และตระหนักถึงพิษภัยของการคอรัปชันที่มีต่อสังคมส่วนรวม

โครงการนี้ยังได้ปลูกฝังภูมิคุ้มกันตั้งแต่ต้นทาง การสนับสนุนผลงานละครที่สอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม และการคิดวิเคราะห์ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้เยาวชนเติบโตขึ้นมาพร้อมกับค่านิยมที่ไม่ยอมรับการทุจริตในทุกรูปแบบ ยังได้ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ นอกจากจะได้ประโยชน์ด้านการรณรงค์แล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสและสนับสนุนพื้นที่แสดงฝีมือให้กับผู้ผลิตสื่อ ศิลปิน และคนรุ่นใหม่ที่มีไอเดียสร้างสรรค์ในการทำประโยชน์เพื่อสังคม

ยอดวิวกว่า 1 ล้านวิว เป็นอีกเครื่องการันตีถึงการสนับสนุนจาก กองทุน ป.ป.ช.ที่สร้างโครงการอันเกิดประโยชน์ต่อผู้ชม ขับเคลื่อนงานป้องกันการทุจริตในมิติเชิงวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ ช่วยจรรโลงสังคมไทยให้โปร่งใสและน่าอยู่ยิ่งขึ้นต่อไป.

กองทุนปปชต้านทุจริตละครเยาวชน

‘KU Thai Textile Fest 2026’ ดันผ้าไทยก้าวข้ามการอนุรักษ์ สู่ Soft Power และมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับสากล

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยกองกีฬา ศิลปะและวัฒนธรรม ร่วมกับ ภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ จัดงาน “KU Thai Textile Fest 2026” สืบสานผ้าไทย เทิดไท้พระพันปีหลวง ณ อาคารระพีสาคริก เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระมารดาแห่งผ้าไทย” พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนมรดกทางภูมิปัญญาผ้าไทยจากความงามดั้งเดิม สู่การขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่

ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม อธิการบดี มก. กล่าวว่า ม.เกษตรฯ มีความภาคภูมิใจและพร้อมสนับสนุนการสืบทอดมรดกผ้าไทยอย่างเต็มกำลัง ผ่านศักยภาพทางวิชาการและงานวิจัยที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ด้าน ดร.ณัฐกันย์ ชินนรานันทน์ หัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มก. และ หัวหน้าโครงการจัดงานฯ กล่าวว่า การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมในยุคปัจจุบันต้องทำควบคู่กับการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการตลาด เพื่อต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและชุดไทยพระราชนิยม จากระดับประเทศไปสู่ระดับโลก

ในการจัดงานครั้งนี้ ดร.ณัฐกันย์ ได้ให้ทัศนะเชิงลึกถึงทิศทางใหม่ของการขับเคลื่อนผ้าไทยไว้ว่า โจทย์สำคัญของสังคมในปัจจุบันต้องมองก้าวข้ามคำว่า “ผ้าไทยสวยและควรอนุรักษ์” แต่ต้องทำให้เห็นว่าผ้าไทยเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจ คนรุ่นใหม่ การตลาด และอนาคตของวัฒนธรรมไทยอย่างแท้จริง

“หัวใจสำคัญคือทำอย่างไรให้คนทั่วไป โดยเฉพาะ Gen Z และคนรุ่นใหม่ รู้สึกว่าผ้าไทยสามารถอยู่ในชีวิตประจำวันได้จริง ทั้งการเรียน การทำงาน การท่องเที่ยว หรือการเข้าสังคม การอนุรักษ์ที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงการเก็บรักษาของเดิม แต่คือการทำให้คนรุ่นใหม่ ‘อยากใช้ อยากใส่ และอยากสืบต่อ’ การอนุรักษ์ที่ดีที่สุด คือการทำให้สิ่งนั้นยังมีคนใช้” ดร.ณัฐกันย์ กล่าวและว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การบอกว่าผ้าไทยมีคุณค่า แต่คือการทำให้ผู้บริโภครับรู้คุณค่านั้น และเปลี่ยนจากความชื่นชมไปสู่การใช้จริงและการสนับสนุนจริง เมื่อวัฒนธรรมเชื่อมโยงกับความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ และเทคนิคการตลาด ผ้าไทยจะสามารถเดินทางจาก Local Wisdom ไปสู่ Global Value ได้อย่างมีความหมาย

บรรยากาศตลอดการจัดงานทั้ง 2 วันเต็มไปด้วยความคึกคักและการนำเสนอผ้าไทยในมิติที่ทันสมัย ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ แฟชั่นโชว์และศิลปะการแสดง การแสดงแบบผ้าไทยประจำถิ่น 4 ภาค โดยนิสิตชมรมนาฏศิลป์และชมรมนิสิตอีสาน มก. ร่วมด้วยแฟชั่นโชว์ชุดไทย “จากราชสำนักสู่ปวงประชา” โดยผู้บริหาร คณาจารย์ นิสิต บุคลากรจิตอาสา สมาชิกชมรมสยามภัสตราภรณ์ และเพจสูตรสยาม , เสวนาวิชาการ Soft Power หัวข้อ “ชุดไทยสู่ Soft Power การตลาดวัฒนธรรมในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์” โดย สุภาพร เอ็ลเดรจ (Founder & Creative Director แบรนด์ Supa East Glamour) และ ผศ.ดร.ลลิตา โกศการิกา ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาต่อยอดแบรนด์ผ้าไทยสู่เวทีโลก , เวิร์กชอปประยุกต์วิถีไทย สาธิตการห่มสไบสไตล์ Bangkok City และการนุ่งโจงกระเบนแบบร่วมสมัย โดยวิทยากรจากเพจสูตรสยาม การนุ่งผ้าไทยโดยไม่ตัดเย็บ รวมถึงเวิร์กชอปการทำผ้ามัดย้อมสีสันสดใส และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไทย สินค้าหัตถกรรม และบริการสตูดิโอถ่ายภาพชุดไทย เพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้และการมีส่วนร่วมระหว่างผู้ประกอบการ นิสิต และประชาชนทั่วไป

งาน “KU Thai Textile Fest 2026” จึงนับเป็นโมเดลความสำเร็จในการบูรณาการศาสตร์ด้านการบริหารธุรกิจเข้ากับทุนทางวัฒนธรรม และสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้ผ้าไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตร่วมสมัยได้อย่างเป็นรูปธรรม

KU Thai Textile Fest 2026Soft Powerผ้าไทย