สกู๊ปพิเศษ : ‘โรคไข้ดิน’ ภัยเงียบในดินและน้ำ รู้ทันก่อนสัตว์ติดเชื้อ

สกู๊ปพิเศษ : ‘โรคไข้ดิน’ ภัยเงียบในดินและน้ำ รู้ทันก่อนสัตว์ติดเชื้อ

สกู๊ปพิเศษ : ‘โรคไข้ดิน’ ภัยเงียบในดินและน้ำ รู้ทันก่อนสัตว์ติดเชื้อ

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“โรคไข้ดิน” หลายคนอาจเพิ่งเคยได้ยินชื่อ แต่โรคนี้ไม่ใช่โรคอุบัติใหม่แต่อย่างใด ข้อมูลล่าสุดจากกรมควบคุมโรคเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 18 เม.ย. 2569 นี้ พบจำนวนผู้ป่วยโรคไข้ดินสะสมแล้ว 752 ราย ต้องเข้ารับการรักษาและพักฟื้นในโรงพยาบาล 376 ราย และเสียชีวิต 23 ราย

ปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงก็เป็นโรคไข้ดินเช่นกัน เพียงแต่การรายงานสถานการณ์โรคไข้ดินในสัตว์ยังไม่เข้มข้นเท่ากับทางสาธารณสุข น.สพ.รชฎ ตันติเลิศเจริญ ผู้ช่วยคณบดีและผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์ ศูนย์ฝึกนิสิตสัตวแพทย์ จุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย จ. นครปฐม และสระบุรี กล่าวว่า เกษตรกรยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของโรค ไม่ทราบการวินิจฉัยโรค และไม่ทราบว่าจะต้องรายงานเหตุ การป้องกันโรคเป็นเชิงรับอย่างเดียว คือส่งตัวอย่างตรวจยังห้องปฏิบัติการชันสูตรโรคสัตว์ซึ่งสามารถเพาะแยกเชื้อได้ ซึ่งเราเจอโรคนี้ในสัตว์เป็นประจำทุกปี พร้อมเตือนว่ายิ่งในช่วงหน้าฝน ความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคไข้ดินยิ่งสูง เราจึงควรทำความรู้จักโรคนี้เพื่อดูแลป้องกันตัวเอง สัตว์เลี้ยง และปศุสัตว์ให้ปลอดภัย ไกลโรคที่เป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต

โรคไข้ดินมีชื่อทางการว่า โรคเมลิออยด์ หรือโรคมงคล่อเทียม เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เบอร์โคลเดอเรีย ซูโดมัลลิอาย (Burkholderia pseudomallei) ที่อาศัยอยู่ในน้ำและดิน เชื้อนี้ชอบสภาพอากาศแบบร้อนชื้นในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานหลายปี ยิ่งสภาพแวดล้อมที่มีความชื้น เชื้อยิ่งอยู่ได้นาน แม้กระทั่งน้ำสะอาดก็สามารถอยู่ได้นานเช่นเดียวกัน น.สพ.รชฎ ระบุ

ด้วยความที่เชื้อแบคทีเรียนี้ชอบอากาศชื้น จึงพบการระบาดของโรคไข้ดินมากที่สุดในหน้าฝน และช่วงที่มีพายุฤดูร้อน

น.สพ. รชฎ อธิบายว่า พายุทำให้เชื้อที่ฝังตัวอยู่ในดินฟุ้งกระจายขึ้นมาบนผิวดิน แล้วคนและสัตว์รับเชื้อนี้เข้าไปในร่างกาย ผ่าน 3 ช่องทางหลักด้วยกัน คือ การสัมผัสเชื้อผ่านผิวหนังที่มีบาดแผล การกินอาหารหรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อนเชื้อโรค และการหายใจเอาละอองน้ำหรือฝุ่นดินที่มีเชื้อเข้าไป

อย่างไรก็ดี โรคไข้ดินปกติไม่ใช่โรคติดต่อสัตว์สู่สัตว์โดยตรง แต่สามารถติดจากสัตว์สู่คนได้จากการสัมผัสสิ่งคัดหลั่งหรือสิ่งปนเปื้อน รวมถึงการบริโภคผลิตภัณฑ์ปนเปื้อนคนและสัตว์ติดเชื้อจากการรับเชื้อโรคไข้ดินจากสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนเป็นหลัก

โอกาสของคนที่ป่วยจะปล่อยเชื้อให้ผู้อื่นเป็นไปได้ยาก แตกต่างจากไข้หวัดที่เป็นการแพร่เชื้อจากคนสู่คน รวมถึงการแพร่เชื้อจากสัตว์ไปสัตว์ตัวอื่นๆก็เป็นไปได้ยากเช่นกัน น.สพ.รชฎ กล่าวและว่า สัตว์กลุ่มเสี่ยงเป็นโรคไข้ดินมี 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มที่ไวต่อเชื้อสูง เช่น แพะ แกะ ซึ่งมักแสดงอาการรุนแรงและอาจเกิดการระบาดในระดับฝูงจนถึงขั้นเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก อาการทั่วไปคือ มีไข้ ซึม เบื่ออาหาร ข้ออักเสบทำให้เดินกะเผลก บางตัวอาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น อาการชักร่วมด้วย หรือมีอาการทางเดินหายใจ และปอดบวม 2.กลุ่มที่ติดเชื้อแต่ไม่ค่อยแสดงอาการป่วยอย่างชัดเจน เช่น สุกร โค กระบือ แม้จะไม่แสดงอาการ แต่เชื้อจะสร้างฝีหนองในอวัยวะภายใน เช่น ตับม้าม และปอด มีโอกาสทำให้ตายเฉียบพลันได้ และเสี่ยงต่อการปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหาร และ 3.กลุ่มที่มีความไวต่อการรับเชื้อต่ำ ได้แก่ สัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมวที่มีความทนทานต่อเชื้อมากกว่า แต่ก็สามารถติดเชื้อผ่านบาดแผล อาการติดเชื้อไข้ดินในสุนัขและแมว เช่น ซึม มีไข้ หรือเป็นฝีหนองตามร่างกาย

การติดเชื้อในสัตว์เกิดขึ้นเมื่อไม่มีการจัดการซากสัตว์ที่ป่วยตายด้วยโรคนี้อย่างเหมาะสม เชื้อก็จะกลับลงไปปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมได้” น.สพ.รชฎ ระบุ

สำหรับคน นอกจากการติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนโดยตรงแล้ว ความเสี่ยงที่จะติดโรคนี้จากสัตว์ก็มาจากการบริโภคเนื้อหรือเครื่องในของสัตว์ที่ป่วยด้วยโรคนี้

คนมีโอกาสติดเชื้อโรคนี้ได้ในกรณีที่สัตว์ป่วยและมีเชื้ออยู่ในร่างกาย แล้วสัตว์เข้าไปสู่กระบวนการเป็นอาหารของมนุษย์ และมีกรรมวิธีการจัดการอาหารไม่ถูกต้อง ไม่ได้รับการปรุงด้วยความร้อนอย่างเหมาะสม ทำให้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียไม่ได้ แล้วคนบริโภคเนื้อดังกล่าวเข้าไป ก็จะเสี่ยงติดโรคนี้” น.สพ.รชฎ กล่าวและว่า โรคไข้ดินทั้งในคนและสัตว์สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาปฏิชีวนะกลุ่มเดียวกัน คือ cefaizidime meropenem หรือ imipenem โดยให้ต่อเนื่องเป็นเวลา 2 ถึง 4 สัปดาห์ ส่วนมากยาดังกล่าวจะใช้รักษาคนและสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขและแมว สำหรับปศุสัตว์ การรักษาโรคไข้ดินจะคำนึงถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ทำให้ส่วนใหญ่แล้ว จะใช้วิธีการกำจัด (สัตว์ป่วย) ทิ้งมากกว่าการรักษา

เมื่อปศุสัตว์ป่วย มีอาการเจ็บข้อ เดินกะเผลก หรือตายและพบรอยโรค เจ้าของสัตว์ต้องส่งตัวอย่างตรวจยังห้องปฏิบัติการชันสูตรเพื่อยืนยันว่าเป็นเชื้อ Burkholderia pseudomallei ถ้าเจ้าของสัตว์ผู้ส่งตรวจไม่ได้ระบุเฉพาะเจาะจงให้หาเชื้อไข้ดิน ผลตรวจจากห้องแล็บมีโอกาสตรวจและรายงานเป็นเชื้ออีกตัวหนึ่งซึ่งมีความใกล้เคียงกันคือ Pseudomonas ดังนั้นต้องระบุให้ชัดเจนว่าให้หาเชื้อ Burkholderia pseudomallei ซึ่งเพาะเลี้ยงและวินิจฉัยไม่ยาก น.สพ.รชฎ กล่าวพร้อมแนะว่า ผู้เลี้ยงสัตว์สามารถรับบริการการตรวจเชื้อได้ที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ศูนย์ชันสูตรโรคของกรมปศุสัตว์ในทั่วทุกภูมิภาค และห้องปฏิบัติการชันสูตรโรคสัตว์ของคณะสัตวแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยต่างๆ

การไม่ส่งตรวจซากสัตว์ตาย หรือไม่ระบุให้ตรวจหาเชื้อโรคไข้ดิน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การรักษาไม่ตรงจุด การควบคุมการระบาดช้า และการรายงานโรคไข้ดินในปศุสัตว์ต่ำกว่าความเป็นจริง

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไข้ดิน ดังนั้น เกษตรกรควรหลีกเลี่ยงการนำสัตว์ไปเลี้ยงในบริเวณที่เคยมีสัตว์ติดเชื้อไข้ดิน โดยเฉพาะสัตว์ที่มีความไวต่อเชื้อสูง (แพะ แกะ) เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสที่จะได้รับเชื้อ และเลือกแหล่งน้ำที่สะอาดให้กับสัตว์ ไม่ควรให้สัตว์ดื่มน้ำจากผิวดินโดยตรง ระวังไม่ให้สัตว์ดื่มน้ำในแหล่งน้ำงวดในหน้าแล้ง และน้ำดื่มสำหรับสัตว์ควรผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อเบื้องต้นหรือใช้น้ำประปา เป็นต้น ขณะที่สัตว์เลี้ยง ไม่ควรปล่อยให้สุนัขและแมวออกมาเล่นข้างนอกในช่วงหน้าฝน เพราะช่วงมีพายุฝน เชื้อมีโอกาสฟุ้งกระจายได้ง่าย ที่สำคัญหลังปฏิบัติงานกับสัตว์แล้วควรล้างมือทุกครั้ง และหากในพื้นที่มีสัตว์ป่วยตายจากการติดเชื้อฯ ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที

โรคไข้ดินป้องกันได้ เริ่มจากการไม่ประมาทในช่วงหน้าฝน เลี่ยงพื้นที่เสี่ยง ดูแลสัตว์อย่างถูกวิธี และเลือกบริโภคอาหารที่สะอาด ปรุงสุกทุกครั้ง เพราะการรู้ทันตั้งแต่วันนี้ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

ไทย-ฝรั่งเศส สานสัมพันธ์ 170 ปี ‘ซาบีดา’ นำทีมวัฒนธรรม หารือความร่วมมือ 5 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ไทย-ฝรั่งเศส สานสัมพันธ์ 170 ปี ‘ซาบีดา’ นำทีมวัฒนธรรม หารือความร่วมมือ 5 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ไทย-ฝรั่งเศส สานสัมพันธ์ 170 ปี ‘ซาบีดา’ นำทีมวัฒนธรรม หารือความร่วมมือ 5 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.25 น.

กระทรวงวัฒนธรรมไทย–ฝรั่งเศส เดินหน้ายกระดับความร่วมมือทางวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในหลากหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ศิลปะการแสดง และมรดกวัฒนธรรม เพื่อเสริมสร้างบทบาทของวัฒนธรรมในฐานะพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และคณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม เข้าพบหารือกับ นางกาตริน เปการ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมสาธารณรัฐฝรั่งเศส (Mrs. Catherine Pégard) เพื่อเฉลิมฉลองวาระพิเศษครบรอบ 170 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส และสานต่อสายสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 340 ปี นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรมในระดับประชาชน สังคม และภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยฝ่ายไทยได้แสดงเจตนารมณ์ในการยกระดับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ผ่านโครงการและกิจกรรมร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวซาบีดา กล่าวว่า การเยือนฝรั่งเศสครั้งนี้สะท้อนบทบาทเชิงรุกของกระทรวงวัฒนธรรมไทยในการศึกษาต้นแบบการบริหารจัดการวัฒนธรรมระดับโลกของฝรั่งเศส เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับบริบทของประเทศไทย โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ คณะผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรมยังได้พบหารือกับผู้แทนหน่วยงานวัฒนธรรมชั้นนำของฝรั่งเศส อาทิ Comité Colbert, Centre National de la Danse (CND) และ France Muséums เพื่อผลักดันความร่วมมือสำคัญใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและสร้างสรรค์ การยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ การแลกเปลี่ยนด้านศิลปะการแสดง ความร่วมมือด้านพิพิธภัณฑ์และมรดกวัฒนธรรม รวมถึงการขับเคลื่อนความร่วมมือของเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะนำไปสู่การต่อยอดความสัมพันธ์ระยะยาว และช่วยยกระดับบทบาทของประเทศไทยในเวทีวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
 

กรมสรรพาวุธฯเตรียมพร้อม สมพระเกียรติ เปิดเบื้องหลังฝึก ‘พลฉุดชักราชรถ’

กรมสรรพาวุธฯเตรียมพร้อม สมพระเกียรติ เปิดเบื้องหลังฝึก 'พลฉุดชักราชรถ'

กรมสรรพาวุธฯเตรียมพร้อม สมพระเกียรติ เปิดเบื้องหลังฝึก ‘พลฉุดชักราชรถ’

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.45 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสรรพาวุธทหารบก จัด พิธีเปิดการฝึกครูฝึกพลฉุดชักราชรถ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.69 เวลา 09.00 พลโท ณัฐพร ขวัญแย้ม เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมคณะผู้บังคับบัญชาฯ, หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงฯ, ชุดครูฝึกจิตอาสา, กำลังพลชุดครูฝึกพลฉุดชักราชรถ และกำลังพลกรมสรรพาวุธทหารบก ร่วมพิธีเปิดการฝึกครูฝึกพลฉุดชักราชรถ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับกำลังพลชุดครูฝึก ได้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง แข็งแรง มีความสง่างาม ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี และสมพระเกียรติ โดยทำการฝึกครูในท่าต่างๆ ที่ต้องใช้ในพระราชพิธี ได้แก่ ท่าเบื้องต้น, ท่าหยิบเชือก, ท่าวางเชือก, ท่าเดินตามปกติ, ท่าหยุดจากการเดิน, ท่าถวายบังคม และท่าเดินประกอบเพลงบรรเลงในพระราชพิธี โดยใช้เวลาในการฝึกชุดครูฝึกพลฉุดชักราชรถ รวมทั้งสิ้น 2 สัปดาห์

ในการนี้ เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบก ได้กล่าวให้โอวาทให้กับผู้เข้าร่วมพิธีฯ ความว่า “ ตามที่ กรมสรรพาวุธทหารบก ได้มอบหมายให้โรงเรียนทหารสรรพาวุธ รับผิดชอบในส่วนขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ในงานพระถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง นั้น นับว่าเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งและเป็นเกียรติยศสูงสุด ซึ่งการที่จะทำให้ภารกิจนี้สำเร็จได้จะต้องอาศัยความ ร่วมใจ ความเสียสละ ความอดทน จากพวกเราทุกคน ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร ก็ขอให้พวกเรามีความตั้งใจ ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ให้กับผู้เข้ารับการฝึกให้สามารถปฏิบัติตามท่าฝึกต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง แข็งแรง และพร้อมเพรียงกัน เพื่อให้การปฏิบัติใน พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สง่างาม และสมพระเกียรติ ขอให้พวกเราทุกคน จงภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการกิจอันสำคัญยิ่งนี้ เพื่อเพื่อเป็นการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

พลโท ณัฐพร ขวัญแย้ม เปิดเผยถึงความพร้อมของกำลังพลว่า ในปัจจุบันกรมสรรพาวุธทหารบก มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องของการบูรณปฏิสังขรณ์พระราชรถ พระราชยาน และเครื่องประกอบ อีกทั้งยังมีส่วนร่วมในริ้วขบวนที่ 2 ซึ่งเป็นริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอันสำคัญยิ่ง โดยขณะนี้การเตรียมกำลังพลได้ดำเนินการคัดเลือกครูฝึกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้กําลังพลชุดครูฝึกได้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง

ด้าน พันเอก สิทธิศักดิ์ ศรีนวลดี ทหารนอกราชการและครูฝึกจิตอาสา เปิดเผยว่า ความพร้อมของครูฝึกตอนนี้มีความพร้อม จากประสบการณ์การปฏิบัติภารกิจพระราชพิธีปี 2560 ครั้งที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็มีครูฝึกอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่ผ่านประสบการณ์ดังกล่าว จึงทำให้ต้องมีการฝึกครูเพื่อสานต่อภารกิจอันสำคัญยิ่งต่อไป และจากประสบการณ์ที่ผ่านมาตนได้แนะนำเหล่าทหารรุ่นใหม่เกี่ยวกับการฉุดชักราชรถ เพื่อให้พระราชพิธีเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สง่างาม และสมพระเกียรติ

สถาบันพระปกเกล้า น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

สถาบันพระปกเกล้า น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

สถาบันพระปกเกล้า น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.25 น.

22 พฤษภาคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า โดย รองศาสตราจารย์ ดร. อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า พร้อมด้วย นางสาวสุพรรณี งามวุฒิกุล ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า คณะผู้บริหาร และบุคลากรสถาบันฯ เข้าร่วมพิธีสวดพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสสำคัญแห่งการประกาศยกย่องพระเกียรติคุณพระราชกรณียกิจในวาระครบ 100 ปี โดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระราชกรณียกิจอันทรงคุณูปการด้านการศึกษา การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน และความเสมอภาคทางเพศ ซึ่งได้รับการประกาศยกย่องในระดับนานาชาติ จากองค์การยูเนสโก

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นพระราชินีผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกร และทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต และงานสาธารณประโยชน์หลากหลายด้าน อันเป็นคุณูปการที่ยังคงคุณค่าและสร้างแรงบันดาลใจแก่สังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ภายในพิธีมีการสวดพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล และพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 100 รูป โดยมีรองนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมในพิธีอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

มช. ตอกย้ำพลัง Startup คนรุ่นใหม่ ผ่าน 3 ธุรกิจนักศึกษาที่ต่อยอดสู่ตลาดจริง

มช. ตอกย้ำพลัง Startup คนรุ่นใหม่ ผ่าน 3 ธุรกิจนักศึกษาที่ต่อยอดสู่ตลาดจริง

มช. ตอกย้ำพลัง Startup คนรุ่นใหม่ ผ่าน 3 ธุรกิจนักศึกษาที่ต่อยอดสู่ตลาดจริง

วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.39 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เดินหน้าสร้างระบบนิเวศผู้ประกอบการรุ่นใหม่ผ่าน “builds CMU Startup & Entrepreneurial Program” โปรแกรมสนับสนุนการสร้าง Startup และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสำหรับนักศึกษา มช. ที่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เปลี่ยนไอเดีย ความสนใจ หรือองค์ความรู้จากห้องเรียน สู่การลงมือทำธุรกิจจริง

ปัจจุบัน builds CMU ได้กลายเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่เริ่มต้นธุรกิจได้ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ โดยมีตัวอย่างธุรกิจนักศึกษาที่น่าสนใจและสามารถต่อยอดสู่ตลาดจริงได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ธุรกิจอาหาร เทคโนโลยี AI ไปจนถึงระบบ IoT และ Robotics สำหรับภาคธุรกิจ

เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของแนวคิดธุรกิจและศักยภาพของนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ builds CMU จึงหยิบยก 3 ตัวอย่างธุรกิจที่มีจุดเริ่มต้นแตกต่างกัน ทั้งธุรกิจที่ต่อยอดจากสิ่งใกล้ตัว ธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และธุรกิจด้านนวัตกรรมเชิงลึกสำหรับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งล้วนแสดงให้เห็นว่า “ไอเดียของนักศึกษา” สามารถพัฒนาไปสู่ธุรกิจจริงได้เมื่อได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม

เริ่มจาก “MunMae (มันแม่)” แบรนด์ของกินเล่น “มันกัลยาแผ่นบางกรอบ” ที่ต่อยอดจากธุรกิจครอบครัว ด้วยการหยิบจุดเด่นเรื่อง “ความบางกรอบ” มาพัฒนาเป็นเอกลักษณ์ของสินค้า พร้อมรสชาติหลากหลาย เช่น Original, Spicy และ Nori Seaweed จนกลายเป็นสินค้าที่เข้าถึงกลุ่มนักศึกษา นักท่องเที่ยว และผู้บริโภคทั่วไปได้ง่าย สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจสามารถเริ่มต้นจากสิ่งใกล้ตัวและเติบโตได้ผ่านการสร้างแบรนด์และทดลองตลาดจริง

จากธุรกิจอาหารที่เริ่มต้นจากวัตถุดิบและเรื่องราวใกล้ตัว builds CMU ยังสะท้อนอีกมุมของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ผ่านธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความเข้าใจผู้บริโภคอย่าง “SkinNavi” แพลตฟอร์มสาย BeautyTech และ HealthTech ที่ใช้ AI วิเคราะห์สภาพผิวจากภาพถ่าย พร้อมแนะนำแนวทางดูแลผิวและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผู้ใช้งาน โดยเกิดจากการมองเห็นปัญหาที่ผู้บริโภคจำนวนมากเลือกสกินแคร์จากรีวิวหรือกระแส โดยไม่เข้าใจสภาพผิวของตนเอง จึงพัฒนาแพลตฟอร์มที่ช่วยให้การตัดสินใจดูแลผิวมีข้อมูลรองรับมากยิ่งขึ้น

ขณะที่อีกหนึ่งธุรกิจสะท้อนศักยภาพด้าน Deep Tech และการต่อยอดองค์ความรู้เชิงวิศวกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม คือ “MechCode Robotech” ธุรกิจด้าน Software, AI, IoT และ Robotics Solution ที่พัฒนาโซลูชันสำหรับภาคธุรกิจจริง ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบระบบหุ่นยนต์ การพัฒนา IoT การเขียนโปรแกรมควบคุม การออกแบบวงจร PCB ไปจนถึงการพัฒนาแอปพลิเคชัน ถือเป็นตัวอย่างของการนำทักษะเชิงลึกในมหาวิทยาลัยไปสร้างนวัตกรรมและโอกาสทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้ง 3 ธุรกิจสะท้อนภาพของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ไม่ได้รอให้เรียนจบก่อนค่อยเริ่มต้น แต่เลือกทดลอง ลงมือทำ และพัฒนาธุรกิจจริงตั้งแต่ในรั้วมหาวิทยาลัย โดยมี builds CMU เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของนักศึกษาในเส้นทางผู้ประกอบการ

สำหรับ “builds CMU Startup & Entrepreneurial Program” คือโปรแกรมสร้าง Startup และผู้ประกอบการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนนักศึกษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การสร้างแรงบันดาลใจ การต่อยอดงานวิจัยเชิงพาณิชย์ การพัฒนาไอเดียสู่ต้นแบบธุรกิจ การสร้างทีม การทดลองตลาดจริง ตลอดจนการให้คำปรึกษาจาก Mentor และผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา

นอกจากนี้ builds CMU ยังเชื่อมโยงนักศึกษาเข้ากับเครือข่ายธุรกิจ นักลงทุน และแหล่งทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อผลักดันให้ไอเดียและผลงานของนักศึกษาไม่หยุดอยู่เพียงในห้องเรียนหรือห้องแล็บ แต่สามารถเติบโตสู่ Startup ที่ยั่งยืน และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตได้จริง

ศธ.ยกระดับคุณภาพชีวิต ครูอัตราจ้าง-บุคลากรทางการศึกษา กว่า 7,500 อัตรา

ศธ.ยกระดับคุณภาพชีวิต ครูอัตราจ้าง-บุคลากรทางการศึกษา กว่า 7,500 อัตรา

ศธ.ยกระดับคุณภาพชีวิต ครูอัตราจ้าง-บุคลากรทางการศึกษา กว่า 7,500 อัตรา

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 22.00 น.

ศธ.ยกระดับคุณภาพชีวิตครูอัตราจ้างและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนทั่วประเทศ ปรับสถานะจ้างเหมาบริการ เป็นลูกจ้างชั่วคราว กว่า 7,500 อัตรา

21 พฤษภาคม 2569 นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตครูอัตราจ้างและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนทั่วประเทศ ปรับสถานะ “จ้างเหมาบริการ” เป็น “ลูกจ้างชั่วคราว” กว่า 7,500 อัตรา เพื่อเพิ่มความมั่นคงในการทำงาน เติมขวัญกำลังใจ และสร้างความต่อเนื่องในการดูแลผู้เรียน

โดยการดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตของบุคลากรในระบบการศึกษา โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติงานในโรงเรียนซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการดูแลและพัฒนาผู้เรียน

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินการปรับสถานะบุคลากรจำนวน 7,588 อัตรา ภายในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์และความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานมากยิ่งขึ้น รวมถึงได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมตามคุณวุฒิและลักษณะงาน

สำหรับอัตราค่าตอบแทนใหม่ ครูผู้ช่วยวุฒิปริญญาตรี 5 ปี หรือมีประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จะได้รับเงินเดือนสูงสุด 19,120 บาท ขณะที่วุฒิปริญญาตรี 4 ปี จะได้รับ 18,220 บาท ส่วนครูช่วยสอนและบุคลากรสนับสนุนอื่นๆ จะได้รับค่าตอบแทนรวมค่าครองชีพประมาณ 11,000 บาทต่อเดือน

พร้อมกันนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้กำชับให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ เร่งดำเนินการสรรหา คัดเลือก และจัดทำสัญญาจ้างให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กำหนด โดยยึดหลักความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ เพื่อให้บุคลากรสามารถเริ่มปฏิบัติงานภายใต้สัญญาใหม่ได้ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569

“บุคลากรในโรงเรียน คือหัวใจสำคัญของระบบการศึกษา การยกระดับสถานภาพครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับรูปแบบการจ้างงาน แต่คือการสร้างความมั่นคงและกำลังใจให้กับคนทำงานตัวจริงในโรงเรียน เพราะเมื่อครูและบุคลากรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็จะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กไทยในระยะยาว” โฆษก ศธ.กล่าว

ศธ. X TikTok พลิกโฉมสื่อการสอน ดันคอนเทนต์ 2 นาที ช่วยลดภาระงานครู

ศธ. X TikTok พลิกโฉมสื่อการสอน ดันคอนเทนต์ 2 นาที ช่วยลดภาระงานครู

ศธ. X TikTok พลิกโฉมสื่อการสอน ดันคอนเทนต์ 2 นาที ช่วยลดภาระงานครู

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.17 น.

ศธ. X TikTok พลิกโฉมสื่อการสอน ดันคอนเทนต์ 2 นาที ช่วยลดภาระงานครู – เสริมสร้างการเรียนรู้ตามวิถีคนรุ่นใหม่

21 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังหารือกับ นางชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy for Southeast Asia, บริษัท ติ๊กต๊อก (ไทยแลนด์) จำกัด และคณะ เพื่อยกระดับการผลิตสื่อการศึกษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนการอัปสกิล (Upskill) รีสกิล (Reskill) เพื่อการสร้างงาน สร้างรายได้ และปรับตัวให้เราก้าวทันตลาดแรงงาน

“วันนี้ทางผมได้คุยกับ TikTok ถึงความร่วมมือที่ผ่านมา และการขยายความร่วมมือในอนาคต เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีหรือ AI เข้ามาช่วยลดภาระงานของครู พร้อมกับผลิตสื่อทำคอนเทนต์ในลักษณะช็อตวิดีโอ เพื่อเสริมการเรียนรู้ต่าง ๆที่เข้าถึงได้ง่ายภายใน 2 นาที ที่เหมาะสมกับวิถีของคนรุ่นใหม่ รวมทั้งการส่งเสริมการเรียนรู้ และหลักสูตรต่าง ๆ ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และการการอัปสกิล รีสกิล เพื่อการสร้างงาน สร้างอาชีพด้วย โดยมีกลุ่มเป้าหมายทั้งในกลุ่มเด็กนักเรียน ครู และบุคลากร รวมไปถึงการโปรโมทข่าวสารและกิจกรรมของกระทรวงฯ ตามนโยบายหลัก 5 ด้าน เพื่อสร้างการรับรู้แก่สังคมในวงกว้างด้วย” รมว.ศธ.กล่าว

สพฐ.ชู 4 นโยบายปฏิรูปการศึกษา คืนเวลาให้ครู สร้างการศึกษาที่มีคุณภาพ

สพฐ.ชู 4 นโยบายปฏิรูปการศึกษา คืนเวลาให้ครู สร้างการศึกษาที่มีคุณภาพ

สพฐ.ชู 4 นโยบายปฏิรูปการศึกษา คืนเวลาให้ครู สร้างการศึกษาที่มีคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานเปิดการประชุมจัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 – 2570 โดยมี นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วย นายพิเชษฐร์ วันทอง และนางภัทรวรรณ ภัทรบวรวุฒิ รองเลขาธิการ กพฐ. นางอรุณี จิรมหาศาล และนางอาทิตยา ปัญญา ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เข้าร่วม ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา ผ่านการระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยยึดหลักการบริหารแบบ School-Based Management หรือ “การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน” ที่ให้ความสำคัญกับบริบทและการตัดสินใจของแต่ละโรงเรียน ภายใต้แนวคิด “เอกภาพเชิงนโยบาย แต่หลากหลายในการปฏิบัติ” ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ

“ทุกท่านที่เข้าร่วมในวันนี้ถือเป็นกำลังสำคัญในการร่วมออกแบบอนาคตการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศ ทั้งด้านคุณภาพการเรียนรู้ ความปลอดภัย การลดความเหลื่อมล้ำ และการปรับปรุงพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ตอกย้ำแนวคิด “All for Education” เน้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างการศึกษาที่มีคุณภาพและยั่งยืนสำหรับเด็กไทยทุกคน และนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาของประเทศได้อย่างแท้จริง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าวและว่า สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 – 2570 ศธ.ได้กำหนด 4 นโยบายหลักที่เกี่ยวข้องกับ สพฐ. ได้แก่ 1.คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก 2.รื้อสูตรความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณและโอกาส 3.ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง และ 4.โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้จัดกิจกรรม Workshop เพื่อวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหา และแนวทางพัฒนาในแต่ละประเด็นนโยบาย พร้อมคัดเลือกแนวทางที่มีความเป็นไปได้ โดยกำหนดกรอบเวลาดำเนินงานระหว่างเดือนมิถุนายน 2569 – กันยายน 2570 เพื่อนำไปจัดทำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ของ สพฐ. รวมถึงใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำ (ร่าง) นโยบายและจุดเน้นของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2571 ให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาการศึกษาไทยในอนาคตต่อไป

​‘SPACE-F’ ดันไทยสู่ FoodTech Hub หนุนปั้นกลุ่มทาเลนท์รับคลื่นการแข่งขันอาหารโลก

​‘SPACE-F’ ดันไทยสู่ FoodTech Hub หนุนปั้นกลุ่มทาเลนท์รับคลื่นการแข่งขันอาหารโลก

​‘SPACE-F’ ดันไทยสู่ FoodTech Hub หนุนปั้นกลุ่มทาเลนท์รับคลื่นการแข่งขันอาหารโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำทัพสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA พร้อมด้วย บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป มหาวิทยาลัยมหิดล และพันธมิตร ได้แก่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ บจก.เนสท์เล่ (ไทย) และ Foodland Ventures จากไต้หวัน ร่วมเปิดตัว “SPACE-F ปีที่ 7” โครงการบ่มเพาะและเร่งการเติบโตฟู้ดเทคสตาร์ตอัประดับสากลแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อสานต่อความสำเร็จในการแก้โจทย์ท้าทายของอุตสาหกรรมอาหารผ่านนวัตกรรมอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้มุ่งเน้นกลยุทธ์การพัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์ร่วม (Proof of Concept: POC) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ และตอบโจทย์ตลาดอย่างตรงจุด พร้อมเปิดตัวสตาร์ตอัปจำนวน 20 ราย จาก 10 ประเทศ ที่จะมีโอกาสเข้าร่วมพัฒนาและทดลองนวัตกรรมจริงกับพันธมิตรชั้นนำ เพื่อเป้าหมายสำคัญในการสนับสนุนสตาร์ตอัปให้สามารถก้าวข้ามช่วงวิกฤตของธุรกิจ และเติบโตสู่เชิงพาณิชย์ในระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รมว.อว. เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศไทย ที่กำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญจากการผลิตเพื่อปริมาณไปสู่การแข่งขันด้วยนวัตกรรมและมูลค่า ด้วยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงผลักดันนโยบาย “ครัวไทยสู่โลก” เพื่อเป็นแนวทางเชิงกลยุทธ์ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสทางรายได้ที่ยั่งยืนและมั่นคงให้กับเกษตรกรไทย ซึ่ง อว. มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของภูมิภาค โดยมีอาหารและการแพทย์เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านความหลากหลายของวัตถุดิบ GI (Geographical Indication) ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งเป็นทุนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอาหาร สะท้อนอัตลักษณ์และสร้างความโดดเด่นให้สินค้าไทยในตลาดโลก

ทั้งนี้ โครงการ SPACE-F ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยเร่งให้ประเทศไทยสามารถแปลงศักยภาพด้านอาหารไปสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะนำองค์ความรู้มาร่วมพัฒนา ต่อยอด เป็นนวัตกรรมหรือต้นแบบ และได้ทดสอบการใช้งานจริงกับพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นหัวใจในการเชื่อมงานวิจัยเข้ากับตลาดจริง ช่วยลดความเสี่ยงและช่องว่างของระบบนวัตกรรมไทย

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า สำหรับ SPACE-F ปีที่ 7 มุ่งยกระดับการพัฒนาสตาร์ตอัปผ่าน 2 โปรแกรมหลัก ได้แก่ Incubator Program ที่เน้นวางรากฐานธุรกิจและพัฒนาต้นแบบสู่ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมทดสอบตลาด และ Accelerator Program ที่มุ่งเร่งการขยายธุรกิจผ่านการเชื่อมโยงกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และนักลงทุน โดยครอบคลุม 7 สาขาสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร ได้แก่ 1.โภชนาการส่วนบุคคล 2.โปรตีนแห่งอนาคต 3.ระบบอาหารหมุนเวียน 4.การผลิตอัจฉริยะ 5.การผลิตที่ยั่งยืน 6.ความปลอดภัยอาหาร และ 7.ประสบการณ์ผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างสตาร์ตอัปที่มีศักยภาพ และสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์ความต้องการตลาดอย่างตรงจุด พร้อมแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีระดับโลก

นางสิริจิตร์ จิระเรืองเกียรติ Senior Director – Group Innovation บจก.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าวว่า ไทยยูเนี่ยนให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิตและการถนอมอาหารที่ทันสมัย ครอบคลุมตั้งแต่การคงคุณภาพและความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ การพัฒนารูปลักษณ์ให้มีความน่าสนใจ ไปจนถึงการวิจัยด้านประสาทสัมผัส เพื่อสร้างเนื้อสัมผัสและรสชาติที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ โครงการ SPACE-F ยังคงยึดมั่นในแนวทางการดำเนินงานแบบ “No Equity Taken” เพื่อเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปสามารถรักษาสิทธิความเป็นเจ้าของในผลงานนวัตกรรมได้อย่างเต็มที่ มีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และเติบโตได้อย่างอิสระและยั่งยืนในระยะยาว

รศ.ดร.พสิษฐ์ ภควัชร์ภาณุรัตน์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์อาหาร โภชนาการ เทคโนโลยีชีวภาพ และสาขาที่เกี่ยวข้อง ม.มหิดลจึงทำหน้าที่เป็นขุมพลังทางวิชาการและโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรม โดยเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปเข้าถึงห้องปฏิบัติการชั้นสูง โรงงานต้นแบบและเครื่องมือวิจัยที่ทันสมัย พร้อมรับคำปรึกษาเชิงลึกจากทีมนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเปลี่ยนผ่านงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกได้จริง ความร่วมมือในครั้งนี้จึงถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารที่ยั่งยืน และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีอาหารระดับโลก การมีส่วนร่วมของมหาวิทยาลัยมหิดลในโครงการ SPACE-F ยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหารของประเทศอีกด้วย

แลกเปลี่ยนสื่อเพื่อการเรียนรู้เด็ก ‘SMART BOY’ ละครเด็กสั้น ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในโรงเรียน

แลกเปลี่ยนสื่อเพื่อการเรียนรู้เด็ก ‘SMART BOY’ ละครเด็กสั้น ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในโรงเรียน

แลกเปลี่ยนสื่อเพื่อการเรียนรู้เด็ก ‘SMART BOY’ ละครเด็กสั้น ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ในโรงเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไทยพีบีเอส และสถานีโทรทัศน์สาธารณะไต้หวัน (PTS) ลงนามความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนสื่อเพื่อการเรียนรู้เด็กและเยาวชน ส่งละครเด็กสั้น “SMART BOY” สู่โรงเรียนในไต้หวันเป็นเวลา 3 ปี ส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมและสร้างความเข้าใจระหว่างเยาวชนของทั้งสองประเทศ

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะ (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส เปิดเผยว่า ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายในการใช้สื่อสาธารณะเป็นเครื่องมือส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม สร้างความเข้าใจระหว่างเยาวชนของทั้งสองประเทศ และเปิดโอกาสให้คอนเทนต์เด็กจากประเทศไทยได้เข้าถึงผู้ชมต่างประเทศในมิติของการศึกษาและการเรียนรู้ ซึ่งภายใต้ข้อตกลง PTS ได้รับสิทธิ์ในการเผยแพร่ละครสั้นสำหรับเด็กเรื่อง SMART BOY” ซึ่งผลิตโดยไทยพีบีเอส จากความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนของสมาชิกสหภาพการกระจายเสียงเอเชียแปซิฟิก หรือ Asia-Pacific Broadcasting Union (ABU) เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมการเรียนรู้ภายในโรงเรียนและสถาบันการศึกษาในไต้หวัน โดยไม่มีวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์ เป็นระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2569 ถึงวันที่ 30 เม.ย.2572 โดยมีข้อตกลงครอบคลุมสิทธิ์ในการจัดฉายแบบไม่แสวงหากำไร

โดยเมื่อปี 2562  SMART BOY เคยออกอากาศทาง NHK ประเทศญี่ปุ่น ผ่านช่อง NHK ETV เพื่อผู้ชมเด็กและเยาวชน และยังเคยได้รับคัดเลือกเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์เด็กและเยาวชนนานาชาติไต้หวัน หรือ Taiwan International Children’s Film Festival (TICFF) อีกด้วย

“SMART BOY” ละครสั้นเล่าเรื่องของ “เก่งกล้า” เด็กชายวัย 9 ขวบ ที่อาศัยอยู่กับพ่อซึ่งมีอาชีพช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า แม้จะเป็นเด็กเรียนดี มีน้ำใจ และใฝ่ฝันอยากเป็นนายกรัฐมนตรี แต่กลับต้องเผชิญสถานการณ์ท้าทาย เมื่อแอบนำเกมบอยของเพื่อนสนิทมาเล่นจนเกิดความเสียหาย ทำให้ต้องเรียนรู้การรับผิดชอบ การแก้ปัญหา และคุณค่าของความซื่อสัตย์ เนื้อหาสะท้อนมิตรภาพ การเติบโต และบทเรียนชีวิตของเด็กๆ ผ่านมุมมองเรียบง่ายแต่ร่วมสมัย ทำให้ “SMART BOY” ได้รับความสนใจจากสื่อสาธารณะและเวทีสื่อเด็กในต่างประเทศ และถูกนำไปต่อยอดเป็นสื่อการเรียนรู้สำหรับเยาวชนในระดับนานาชาติอีกครั้ง ผ่านความร่วมมือระหว่าง Thai PBS และ Public Television Service Foundation ในครั้งนี้