นายกฯสวมสายสะพายร่วมทีม ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ชมกองทุน ป.ป.ช. เดินหน้าถูกทาง สร้างเด็กไทยไร้โกง

นายกฯสวมสายสะพายร่วมทีม ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ชมกองทุน ป.ป.ช. เดินหน้าถูกทาง สร้างเด็กไทยไร้โกง

นายกฯสวมสายสะพายร่วมทีม ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ชมกองทุน ป.ป.ช. เดินหน้าถูกทาง สร้างเด็กไทยไร้โกง

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.45 น.

นายกรัฐมนตรี สวนสายสะพายเข้าร่วมทีมยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ชมกองทุน ป.ป.ช.มาถูกทางร่วมสร้างเด็กไทยอนาคตชาติไร้ทุจริต

นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เปิดทำเนียบเป็นกรณีพิเศษ ต้อนรับคณะยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ภายใต้การสนับสนุนจาก กองทุนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช) นายกรัฐมนตรี โดยนายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ ผู้จัดการโครงการส่งทีมโรงเรียนสารสาสน์สุขสวัสดิ์ เป็นผู้แทนยุวฑูต 10 โรงเรียน ได้รับโอกาสนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีและรับคำสอนดีดีจาก โดยนายกรัฐมนตรี ขอให้เด็กๆ ทุกคนระลึกความสำคัญความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นคุณธรรมพื้นฐานสำคัญ ทั้งเรื่องเรียนและการทำงาน  พร้อมอวยพรให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการศึกษา และเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศด้วย   

นายจุลภควัฒน์ ศรีสุวรรณ ผู้จัดการโครงการยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ภายใต้การสนับสนุนจาก กองทุนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช) กล่าวว่า “รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูง และกราบขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ที่เมตตาเปิดโอกาสเป็นพิเศษสำหรับยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ให้เข้าเยี่ยมคารวะ รับคำสอนดีดีจากนายกรัฐมนตรี และยังได้เป็นไกด์วีไอพี พาคณะยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบเยี่ยมชมจุดสำคัญๆ ของทำเนียบรัฐบาล โดยไฮไลท์สุดๆคือการที่นายกรัฐมนตรีได้สวมสายสะพายยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ร่วมกับเด็กๆ เพื่อถ่ายรูป ณ บันไดทำเนียบรัฐบาล จุดรับแขกบ้านแขกเมือง เพื่อแสดงการสนับสนุนโครงการยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบที่ กองทุน ป.ป.ช.ได้ให้การสนับสนุนเด็กๆ โดยเล็งเห็นจุดหมายเดียวกันคือเพื่อพัฒนาเด็กผู้เป็นอนาคตของชาติที่จะมาร่วมกันต้านทุจริต ให้ประเทศไทยในอนาคตเป็นประเทศที่ปลอดทุจริตอย่างแท้จริง”

นางสาวสุภานิชา ภูวงศ์ ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ โรงเรียนสารสาสน์สุขสวัสดิ์ กล่าวว่า “หนูดีใจและตื่นเต้นมากๆเลยค่ะ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเมตตาให้โอกาสพวกเราเด็กๆ โดยเฉพาะตอนท่านบอกจะร่วมใส่สายสะพายเป็นยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบกับพวกเราด้วย ดีใจมากๆค่ะ ที่ผู้ใหญ่ระดับประเทศเห็นความสำคัญและสนใจสิ่งที่พวกเรากำลังทำเพื่อรณรงค์ต่อต้านการทุจริต หวังว่าประเทศของเราจะปลอดการทุจริตในอนาคตนะคะ อย่างน้อยพวกหนูที่เป็นยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ จะไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริตและจะเป็นสื่อที่ส่งความรู้นี้ไปถึงเพื่อนๆ ทั่วประเทศต่อๆไปจนโตเลยค่ะ”

นายเบญจพล เพียรธรรม ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ โรงเรียนสารสาสน์สุขสวัสดิ์ กล่าวว่า “ การได้มาร่วมโครงการยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ทำให้ความคิดพวกเราเปลี่ยนเยอะมาก เพราะได้เห็นโทษของการทุจริตและแนวทางการแก้ไขป้องกันในรุ่นของพวกเรา ผมได้เรียนรู้ว่าการทุจริตใกล้ตัวเรากว่าที่คิด เมื่อก่อนดูข่าวทุจริต เสียหายเป็นหมื่นๆ ล้าน ผมคิดว่าไกลตัวเรา แต่เมื่อผมเข้าร่วมโครงการนี้เลยรู้ว่าใกล้ตัวเรามาก และเราเองก็สามารถที่จะร่วมต้านทุจริต เป็นกระบอกเสียง เป็นต้นแบบเพื่อส่งต่อได้ครับ”

โครงการยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ภายใต้การสนับสนุนจาก กองทุนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (กองทุน ป.ป.ช) เปิดตัว 500 ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ จาก 10 สถาบันการศึกษาต้นแบบ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนตระหนักรู้ถึงโทษภัยและผลกระทบของการทุจริตคอรัปชัน พร้อมพัฒนาศักยภาพด้านการสื่อสารและการผลิตสื่อสร้างสรรค์ เพื่อเป็นกระบอกเสียงในการปลูกฝังค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริตในสังคม มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อสร้างยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ (Workshop) ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ทั้งด้านเนื้อหาเกี่ยวกับการป้องกันและต่อต้านการทุจริต ควบคู่กับการฝึกทักษะด้านการสื่อสารและการผลิตสื่อในรูปแบบที่ทันสมัย สื่อสารเข้าใจง่ายเพื่อเข้าถึงคนทุกกลุ่ม

ตลอดการดำเนินโครงการ เยาวชนจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ นักสื่อสาร และ

ครีเอเตอร์ อินฟูเอนเซอร์ ที่ประสบความสำเร็จในสายงานของตน เพื่อเสริมสร้างทั้งความรู้ด้านการต่อต้านการทุจริตและทักษะการสื่อสารสมัยใหม่ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และเทคนิคการสร้างสรรค์คอนเทนต์บนแพลตฟอร์มดิจิทัล  โดนรวบรวมวิทยากรระดับมืออาชีพมาให้ความรู้กับเด็กๆ ในโครงการ เช่น ครูรัก ศรัทธา ศรัทธาทิพย์ นักแสดง ครูสอนการแสดง ผู้กำกับการแสดง , ครูพี่วี รัชพล สุวรรณโชติ ประสบการณ์สอนผลิตสื่อเด็กมากกว่า 30 ปี เจ้าของรางวัลสื่อเด็กชนะเลิศอันดับ 1 ของโลก (International Emmy Awards) ณ กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา รางวัลเกียรติยศสูงสุดของวงการโทรทัศน์โลก เปรียบเสมือนรางวัลออสการ์ของฝั่งภาพยนตร์ , ครูเป๊ป เขมิกา สุขประสงค์ดี อินฟลูเอนเซอร์คนดังมีผู้ติดตามกว่า 2.9 ล้าน และยอดรับชมกว่า 1,000 ล้านวิว นักแสดงผู้มีประสบการณ์ทั้งในวงการบันเทิงและสื่อดิจิทัล, ครูลูกตาล ชลธิชาศ์ (ลูกตาล อาร์สยาม) นักร้อง นักแสดง ดีเจ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ผู้มีประสบการณ์ด้านสื่อบันเทิงและสื่อดิจิทัล , ครูพอร์ช พงษกร นักแสดง พิธีกร ผู้ประกาศข่าว ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการสื่อสารต่อหน้าสาธารณชน การเป็นพิธีกร ,ครูอีฟ อรวรรณ นักร้องค่ายรถไฟดนตรี พิธีกร และนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ,คุณปริญญ์ ตันประดิษฐ์ จากช่อง  Prinmill ครีเอเตอร์และ TikToker ชื่อดัง ผู้สร้างกระแสความฮิตด้วยคอนเทนต์ ,ครูพลับบี้ จากช่อง Plubby.27(ผู้ติดตาม 3.6 แสนคน) TikToker และคอนเทนต์ครีเอเตอร์รุ่นใหม่

นอกจากการเรียนรู้ในห้องอบรมแล้ว ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้ลงมือปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอนของการผลิตสื่อ ตั้งแต่การคิดประเด็น การวางแผนเนื้อหา การสัมภาษณ์ การเป็นพิธีกร การถ่ายทำ และการนำเสนอ โดยมีทีมวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เปรียบเสมือนการทำงานจริงในสายวิชาชีพสื่อสารมวลชนและสื่อดิจิทัล ภายหลังการอบรม ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ จะร่วมกันผลิตผลงานสื่อรณรงค์ต่อต้านการทุจริต โดยเตรียมลงพื้นที่สัมภาษณ์บุคคลสำคัญและบุคคลต้นแบบจากหลากหลายสาขา เพื่อนำข้อมูลและมุมมองที่ได้รับมาสร้างสรรค์เป็นคอนเทนต์ที่มีคุณค่าและสร้างแรงบันดาลใจแก่สังคมต่อไป ผลงานการผลิตสื่อของยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ จะเผยแพร่ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 และสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ได้มีโอกาสสื่อสารแนวคิดเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตจากเด็กสู่เด็ก ผู้ปกครอง และไปสู่สาธารณชนในวงกว้าง พร้อมสร้างการรับรู้และปลูกฝังค่านิยมการไม่ยอมรับการทุจริตให้แก่สังคมไทย

นอกจากนี้ โครงการยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ กองทุน ป.ป.ช.ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของเด็กเยาวชน ในฐานะ “ยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ” ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสาร แต่สามารถเป็นผู้ผลิตสื่อและผู้ส่งต่อแนวคิดเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตสู่สังคมได้ ผ่านการใช้ความคิดสร้างสรรค์และความเข้าใจพฤติกรรมของคนรุ่นเดียวกัน เพื่อพัฒนาคอนเทนต์ที่เข้าถึงง่าย น่าสนใจ และสามารถกระตุ้นให้เกิดการตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาการทุจริตในชีวิตประจำวัน ความสำเร็จของโครงการจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วม แต่คือการสร้าง

“ยุวฑูตต้านทุจริตต้นแบบ” ที่สามารถใช้ทักษะการสื่อสารและพลังของสื่อสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนสังคม สร้างแรงบันดาลใจ และส่งต่อแนวคิดความซื่อสัตย์สุจริตสู่สังคมได้อย่างยั่งยืน

โดย 10 สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการยุวทูตต้านทุจริตต้นแบบ ที่กองทุน ป.ป.ช.ได้สนับสนุน ได้แก่

1.โรงเรียนสิริรัตนาธร

2.โรงเรียนปราโมชวิทยารามอินทรา

3.โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสมุทรปราการ

4.โรงเรียนสารสาสน์สุขสวัสดิ์

5.โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ​ ปทุมธานี

6.โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์

7.โรงเรียนอัสสัมชัญ

8.โรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม ในพระบรมราชินูปถัมภ์

9.โรงเรียนวัดสุทธิวราราม

10.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ 

‘ยศชนัน’ ชู MOIP ระดมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกแลกเปลี่ยนแนวคิดขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรมเชิงพันธกิจ

'ยศชนัน' ชู MOIP ระดมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกแลกเปลี่ยนแนวคิดขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรมเชิงพันธกิจ

‘ยศชนัน’ ชู MOIP ระดมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกแลกเปลี่ยนแนวคิดขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรมเชิงพันธกิจ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.44 น.

“ศ.ดร.ยศชนัน” ชู MOIP พลิกโฉมนโยบาย อววน. ไทย สอวช. เปิดเวทีประชุมวิชาการนโยบายสาธารณะครั้งแรก ระดมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกแลกเปลี่ยนแนวคิดขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรมเชิงพันธกิจ

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการประชุมวิชาการนโยบายสาธารณะของ สอวช. ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ “พลิกโฉมประเทศไทยด้วย Mission-Oriented Innovation Policy (MOIP)” หรือ “The 1st NXPO Public Policy Conference: Thailand Strategic Leap through MOIP” โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และประธานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการประชุม ณ ห้องอินฟินิตี้ บอลรูม โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้กำหนดนโยบายของประเทศเข้าร่วมกว่า 200 คน

ศ. ดร. ยศชนัน เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้นโยบายนวัตกรรมที่มุ่งเน้นภารกิจ (MOIP) เป็นกลไกสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศและการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดย สอวช. มีแนวทางปรับการจัดทำนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำแนวคิด MOIP มาใช้สนับสนุนการจัดทำกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ อววน. ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571–2575) เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศผ่านภารกิจที่ชัดเจน และเชื่อมโยงการทำงานของทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ

ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ประเทศไทยมีฐานความรู้ งานวิจัย และศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์ แต่ต้องนำองค์ความรู้ที่มีมาต่อยอดให้สามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้จริง โดยศึกษาบทเรียนจากต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการใช้ MOIP เพื่อยกระดับประเทศและก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งการกำหนดภารกิจที่ชัดเจนจะช่วยให้ประเทศมองเห็นว่าต้องพัฒนางานวิจัยด้านใด ต้องการกำลังคนประเภทใด ต้องดึงดูดการลงทุนเท่าใด และต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างไร เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้ที่เพียงพอต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

สำหรับความท้าทายสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการ มี 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. การรับมือการแข่งขันด้านเทคโนโลยีของโลก (Tech War) ผ่านการพัฒนา AI, Semiconductor, Advanced Manufacturing, Robotics และการยกระดับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม

2. การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการขับเคลื่อน Circular Economy, Green Energy, Space Economy รวมถึงการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีอวกาศ ตลอดจนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)

3. การรองรับสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงทางประชากร และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ผ่านการพัฒนา Wellness Economy, Precision Medicine, Future Food และ Creative Economy เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ

ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวอีกว่า การขับเคลื่อนนโยบายจะต้องอาศัยการบูรณาการของทุกกระทรวง การใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่หลากหลาย การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการติดตามประเมินผล และการวัดผลกระทบ เพื่อให้สามารถปรับนโยบายได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการวิจัยของประเทศไทยให้สอดคล้องกับแนวทางขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อคุณภาพงานวิจัย ระบบการให้ทุน และมาตรฐานการดำเนินงานของประเทศ รองรับความร่วมมือกับนักวิจัยและองค์กรระดับนานาชาติในอนาคต

ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยต้องเปิดกว้างสู่ความร่วมมือกับนานาชาติ เชื่อมโยงหน่วยงานไทยกับเครือข่ายระดับโลก เพื่อร่วมกันสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์อนาคต พร้อมแสดงความหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการยกระดับนโยบาย อววน. ของประเทศไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ รวมทั้งเปิดเวทีหารือระหว่างหน่วยงานนโยบายสำคัญของประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมในการนำแนวคิด MOIP มาประยุกต์ใช้ในการจัดทำกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ พ.ศ. 2571–2575

ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายนวัตกรรมระดับโลก ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดีจากต่างประเทศ อาทิ Philippe Larrue จาก OECD บรรยายในหัวข้อ “MOIP: Global Lessons on Mission Design, Governance, and Delivery” พร้อมด้วย Mariana Mazzucato จาก University College London ผู้บุกเบิกแนวคิด Mission-Oriented Innovation Policy บรรยายพิเศษในหัวข้อ “From Ambition to Implementation: Missions, Portfolios, and Government Capacity”

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ ได้แก่ Hazami Habib จาก Academy of Sciences Malaysia และ Benjamin Kumpf และ Charles McIvor จาก OECD ในประเด็น “What Good MOIP Looks Like in Practice” เพื่อนำเสนอแนวทางการออกแบบและขับเคลื่อนนโยบายเชิงพันธกิจให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

ในช่วงบ่ายเป็นการเสวนาระดับนโยบายว่าด้วยการประยุกต์ใช้ MOIP ในบริบทประเทศไทย โดย ดร.สุรชัย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับนายอธิพงศ์ หิรัญเรืองโชค และนางอารีย์พันธ์ เจริญสุข ซึ่งเป็นผู้แทนหน่วยงานด้านยุทธศาสตร์และการปฏิรูประบบราชการของประเทศ รวมถึงการเสวนาหัวข้อ “Thailand’s MOIP: What it should look like and how to make it work” ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิร่วมอภิปราย ได้แก่ ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร รศ. ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล และ ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ เพื่อร่วมกันเสนอแนวทางการกำหนด “ภารกิจสำคัญของประเทศ” ที่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว

จบด้วยดี! ‘ครูนิ่ม’ รับข้อเสนอ ‘คืนถิ่น’ สอนฟิสิกส์ ที่ ร.ร.เก่า มสด.มอบ 4 แสนเยียวยา

จบด้วยดี! ‘ครูนิ่ม’ รับข้อเสนอ ‘คืนถิ่น’ สอนฟิสิกส์ ที่ ร.ร.เก่า มสด.มอบ 4 แสนเยียวยา

จบด้วยดี! ‘ครูนิ่ม’ รับข้อเสนอ ‘คืนถิ่น’ สอนฟิสิกส์ ที่ ร.ร.เก่า มสด.มอบ 4 แสนเยียวยา

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.26 น.

จบด้วยดี! “ครูนิ่ม” รับข้อเสนอ ‘คืนถิ่น’ สอนฟิสิกส์ ที่ รร.เก่า ยินดีได้กลับไปดูแลแม่ มสด.มอบ 4 แสนเยียวยา-ยันเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค พร้อมทบทวนปรับปรุงให้ดีขึ้น

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานครนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงกรณีการประกาศผลสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปี พ.ศ. 2569 ที่มีความคลาดเคลื่อน ส่งผลให้ น.ส.ชณัฐดา วรสาร หรือ “ครูนิ่ม” ผู้ที่สอบได้เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมและขอให้ตรวจสอบกระบวนการจัดสอบ โดยผมได้มอบให้นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รับเรื่องไว้

รมว.ศธ. กล่าวว่า ภายหลังกระทรวงศึกษาธิการ โดย สพฐ. มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) และ “ครูนิ่ม” พร้อมครอบครัว (คุณแม่และพี่สาว) ได้ร่วมประชุมหารือเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน ภายหลังมีการยืนยันว่า ผลการตรวจสอบเป็นไปตามการประกาศผลสอบ ครั้งที่ 2 โดยครูนิ่มรับข้อเสนอกลับไปเป็นครูอัตราจ้างสอนวิชา “ฟิสิกส์” ที่โรงเรียนเขาวงพิทยาคาร อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าในบ้านเกิดที่เคยเรียนจบมา ส่วนทางโรงเรียนฯ ก็ยินดีรับเข้าทำงานทันที เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการศึกษา ในรายวิชาฟิสิกส์ ซึ่งเป็นวิชาสำคัญที่โรงเรียนกำลังขาดแคลนอยู่พอดี

“บรรยากาศและผลการเจรจาจบลงด้วยดี โดยเจ้าตัวยินดีกลับไปสอนในโรงเรียนที่เคยเรียนจบมา ส่วนทางโรงเรียนก็ยินดีรับเข้าทำงานทันที เพราะกำลังขาดครูฟิสิกส์ ในเวลาเดียวกันก็จะได้กลับไปดูแลคุณแม่ด้วย นอกจากนี้ ทางมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการมอบเงินเยียวยาจำนวน 400,000 บาท เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ พร้อมยอมรับในความผิดพลาด และจะนำไปปรับปรุงพัฒนาในระบบการจัดสอบดียิ่งขึ้นต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

ด้านเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ได้รับนโยบายจาก รมว.ศธ. ให้ดูแลทั้งครูและนักเรียนอย่างดีที่สุด พร้อมกล่าวแสดงความยินดีกับคุณแม่ของครูนิ่มที่ได้ลูกสาวกลับไปทำงานใกล้บ้าน และขอเป็นกำลังใจให้ครูนิ่มตั้งใจทำหน้าที่เป็นครูต้นแบบ มุ่งมั่นสอนเด็ก ๆ และขอให้สอบบรรจุเป็นข้าราชการครูให้สำเร็จในอนาคต

ขณะที่ รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคในขั้นตอนการดำเนินงาน ยืนยันว่าไม่มีเรื่องของการทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน ซึ่งหลังจากนี้จะมีการนำข้อผิดพลาดดังกล่าวไปทบทวนและตรวจสอบอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นอีก

น.ส.ชณัฐดา วรสาร หรือ “ครูนิ่ม” กล่าวว่า ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่ได้เล็งเห็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและได้ให้ความสำคัญรวมถึงให้ความเป็นธรรมกับตนอย่างมากที่สุดหลังจากนี้ตนก็อยากกลับไปทำงานเป็นคุณครูเหมือนเดิม ไปเป็นครูอัตราจ้างที่โรงเรียนเขาวงวิทยาคาร ไปพัฒนาเด็กเด็กที่บ้านเกิดและได้กลับไปดูแลคุณแม่ที่บ้านด้วย 

“ก็อยากให้กรณีที่เกิดขึ้นของตนนี้เป็นกรณีตัวอย่าง ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นอีก และอยากให้ปรับปรุงพัฒนาระบบของเราดียิ่งๆขึ้น” ครูนิ่ม กล่าว

คุรุสภา พุ่งเป้าถอดรหัสครูต้นแบบ ยกระดับองค์ความรู้ครูไทยรับโลกยุคใหม่

คุรุสภา พุ่งเป้าถอดรหัสครูต้นแบบ ยกระดับองค์ความรู้ครูไทยรับโลกยุคใหม่

คุรุสภา พุ่งเป้าถอดรหัสครูต้นแบบ ยกระดับองค์ความรู้ครูไทยรับโลกยุคใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.02 น.

คุรุสภาเดินหน้าพัฒนาวิชาชีพครูเชิงรุก เร่งสังเคราะห์องค์ความรู้จากผลงานครูรางวัลทั่วประเทศพัฒนาเป็นคลังความรู้คุณภาพ พร้อมดึงครูต้นแบบถ่ายทอดประสบการณ์จริงผ่านเวทีวิชาการและ “คุรุแพลตฟอร์ม” หวังสร้างแรงบันดาลใจและยกระดับการศึกษาไทยสู่ศตวรรษที่ 21

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาเชิงรุกด้วยการยกระดับการบริหารจัดการองค์ความรู้ให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พร้อมนำผลงานของครูต้นแบบและผู้ได้รับรางวัลจากคุรุสภามาต่อยอดเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้และสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกันทั่วประเทศ  ล่าสุดสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้จัดประชุมผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารจัดการองค์ความรู้ เพื่อร่วมวิเคราะห์ คัดเลือก และสังเคราะห์ผลงานคุณภาพจากรางวัลต่าง ๆ ของคุรุสภา อาทิ รางวัลผลงานวิจัยคุรุสภา รางวัลหนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม รางวัลครูผู้สอนดีเด่น รางวัลครูภาษาไทยดีเด่น รางวัลครูภาษาฝรั่งเศสดีเด่น และรางวัลคุรุสภา โดยปีงบประมาณ 2569 มีผลงานที่ผ่านการรวบรวมจำนวน 93 ผลงาน และเตรียมคัดเลือกไม่น้อยกว่า 80 ผลงาน เพื่อนำมาพัฒนาเป็นองค์ความรู้ต้นแบบ ถ่ายทอดสู่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า สำหรับองค์ความรู้ดังกล่าวจะได้รับการสังเคราะห์เป็น 11 กลุ่มองค์ความรู้สำคัญ ครอบคลุมการจัดการเรียนรู้ เทคโนโลยีดิจิทัล วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ การศึกษาปฐมวัย การอ่านและการเขียน การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา การปฏิรูปโรงเรียน ทักษะชีวิต การเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม และการพัฒนาทักษะอาชีพ เพื่อให้ครูสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับทักษะที่ผู้เรียนจำเป็นต้องมีในศตวรรษที่ 21 ทั้งนี้คุรุสภาให้ความสำคัญกับการต่อยอดผลงานของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณค่า ทั้งการยกย่องเชิดชูเกียรติครูด้วยการมอบรางวัล และสนับสนุนผลักดันให้ผลงานเหล่านั้นกลายเป็นองค์ความรู้ที่สามารถถ่ายทอด แลกเปลี่ยนและขยายผลสู่ครูทั่วประเทศ โดยเปิดโอกาสให้เจ้าของผลงานเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ เทคนิค และแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ ผ่านเวทีประชุมวิชาการของคุรุสภาและสื่อออนไลน์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ การพัฒนาวิชาชีพครูเชิงรุกและการบริหารจัดการองค์ความรู้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพวิชาชีพครู โดยที่ผ่านมาการประชุมทางวิชาการของคุรุสภา KSP Webinarผ่าน คุรุแพลตฟอร์ม (Khuru Platform) มีผู้เข้าร่วมรับฟังแล้วกว่า 607,431 คน สะท้อนถึงความตื่นตัวของครูในการพัฒนาตนเอง

“ขอเชิญชวนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจ สามารถศึกษาหรือพัฒนาตนเองร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับครูไทย รับโลกยุคใหม่ โดยเข้าเรียนรู้ออนไลน์ผ่านคุรุแพลตฟอร์ม ที่เว็บไซต์ https://khuruplatform.ksp.or.th โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้จากครูต้นแบบ ที่เปรียบเสมือนคลังความรู้คุณภาพ และมีองค์ความรู้จากผลงานครูรางวัลทั่วประเทศ พร้อมที่จะสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการพัฒนาวิชาชีพแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทุกคน” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

BU จุดประกายนักออกแบบรุ่นใหม่ ผ่านเวที ‘Furniture Design Contest 2026’ โจทย์จริงจากวงการ Healthcare

BU จุดประกายนักออกแบบรุ่นใหม่ ผ่านเวที ‘Furniture Design Contest 2026’ โจทย์จริงจากวงการ Healthcare

BU จุดประกายนักออกแบบรุ่นใหม่ ผ่านเวที ‘Furniture Design Contest 2026’ โจทย์จริงจากวงการ Healthcare

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ บริษัท แพรคติก้า จำกัด และบริษัท พาเนล พลัส จำกัด จัดการประกวดออกแบบเฟอร์นิเจอร์ระดับมืออาชีพ ภายใต้ชื่อ BU x Practika x Panel Plus: Furniture Design Contest 2026 เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้ลงมือแก้โจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม

ปีนี้กำหนดธีมหลักที่ท้าทายและทันสมัยในหัวข้อ “เฟอร์นิเจอร์ Healthcare: ธุรกิจบริการทางการแพทย์และการรักษาพยาบาล” มุ่งให้นักศึกษาออกแบบผลงานที่ไม่เพียงสวยงาม แต่ต้องตอบโจทย์การใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมทางการแพทย์ ความพิเศษของการประกวดครั้งนี้คือการมีผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญจากภาคธุรกิจเข้าร่วมด้วย นำโดย พิมภัทรา ทันด่วน Assistant Managing Director บจก.แพรคติก้า และ พักตร์พิมล กัมพลานุวัตร VP of Sales and Marketing บจก.พาเนล พลัส ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และทำหน้าที่คณะกรรมการตัดสิน เพื่อให้นักศึกษาได้รับ Feedback ที่ใกล้เคียงกับสถานการณ์การทำงานจริงมากที่สุด

โดยผลการตัดสิน ทีมชนะเลิศตกเป็นของผลงาน “แท่นวางสำหรับเครื่องวัดความดันโลหิต” ซึ่งนำเสนอการออกแบบที่ผสานประโยชน์ใช้สอยเข้ากับความเข้าใจในบริบทการแพทย์ได้อย่างโดดเด่น สมาชิกประกอบด้วย น.ส.จินต์จุฑา เพ็ชร์จันทร์, นายพงศกร อ่อนสำลี, น.ส.ปณิดา แซ่หลี่ และนายนุกูล ภิรมย์โพล้ง คว้าทุนการศึกษามูลค่า 20,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตร

การประกวดนี้สะท้อนแนวทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยกรุงเทพที่มุ่งสร้าง “บัณฑิตพร้อมทำงาน” ผ่านการบูรณาการระหว่างห้องเรียนและภาคธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม อันเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพนักออกแบบไทยสู่เวทีระดับสากล

มน.จับมือ 10 สถาบัน MOU รับมือความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ

มน.จับมือ 10 สถาบัน MOU รับมือความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ

มน.จับมือ 10 สถาบัน MOU รับมือความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวรมหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกปฏิบัติงานร่วมกับ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสุโขทัย สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 2 ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก เกษตรจังหวัดสุโขทัย ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุโขทัย เกษตรและสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก เกษตรจังหวัดพิษณุโลก  สำนักงานชลประทานที่ 3 และเกษตรอำเภอบางระกำ เพื่อขับเคลื่อนการจัดตั้งและส่งเสริมแปลงปฏิบัติการเชิงพื้นที่หลัก และแปลงขยายผล ภายใต้แผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ปีงบประมาณ พ.ศ.2569 โดยใช้เงินงบประมาณสนับสนุน Co-Finance ซึ่งอยู่ในกิจกรรมของผลผลิตที่ 3 ภายใต้โครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทย ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน ณ ห้องนเรศวร 304 อาคารสำนักงานอธิการบดี ชั้น 3 มหาวิทยาลัยนเรศวร

รศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ เพื่อลดความผันผวนของการดำรงชีพของเกษตรกร โดยการเสริมสร้างศักยภาพในการปรับตัวของท้องถิ่นและเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งโครงการดังกล่าว เกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ร่วมกับกรมชลประทาน โดยได้รับการสนับสนุนเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF) ซึ่งถือเป็นกลไกและฟันเฟืองสำคัญในการสนับสนุนให้เกษตรกร รวมถึงชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่าน สามารถตั้งรับ ปรับตัว และพร้อมรับมือต่อความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ ทรัพยากร บุคลากร และศักยภาพของทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถพัฒนาระบบการผลิตที่เท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของสินค้าเกษตร อันจะนำไปสู่ความมั่นคงในวิถีชีวิตและการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการเสริมสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี การจัดการระบบการผลิต ตลอดจนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและตลาด โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในพื้นที่อย่างแท้จริง” รศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : สทน. ต่อยอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ พัฒนา ‘บึงประดิษฐ์’ กำจัดโลหะหนัก ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : สทน. ต่อยอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ พัฒนา ‘บึงประดิษฐ์’ กำจัดโลหะหนัก ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : สทน. ต่อยอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ พัฒนา ‘บึงประดิษฐ์’ กำจัดโลหะหนัก ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. นำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง “การเพิ่มประสิทธิภาพพืชบำบัดโลหะหนักด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2569 (Thailand Research Expo 2026) โดยเป็นผลงานวิจัยที่มุ่งแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนโลหะหนักในแหล่งน้ำจากบ่อเหมืองร้าง ผ่านการพัฒนาระบบ บึงประดิษฐ์ (Constructed Wetland) ร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์และเทคนิควิเคราะห์ขั้นสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฟื้นฟูคุณภาพน้ำและสร้างต้นแบบที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

จุดเริ่มต้นของงานวิจัยเกิดจากการสำรวจคุณภาพน้ำในบ่อเหมืองร้าง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่หลงเหลืออยู่หลังการปิดกิจการเหมือง ในช่วงที่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำ ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ได้นำน้ำจากบ่อดังกล่าวมาใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ส่งผลให้เกิดอาการแพ้และผื่นคันในบางราย จึงมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างละเอียด

ผลการวิเคราะห์พบว่า น้ำในบ่อเหมืองมีค่าความเป็นกรดสูงและมีการปนเปื้อนของโลหะหนัก โดยเฉพาะ แมงกานีส” (Manganese: Mn) ซึ่งหากมีการสะสมในปริมาณสูงเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ตลอดจนระบบนิเวศและทรัพยากรน้ำในพื้นที่

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์ไม่ได้มีบทบาทเฉพาะด้านพลังงานหรือการวิจัยพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ช่วยให้นักวิจัยสามารถวิเคราะห์และติดตามการสะสมของโลหะหนักได้อย่างแม่นยำ ทำให้เราสามารถพัฒนาระบบบึงประดิษฐ์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และนำไปสู่แนวทางการฟื้นฟูแหล่งน้ำที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในพื้นที่ต่างๆของประเทศ

หัวใจสำคัญของงานวิจัยคือการพัฒนาระบบ บึงประดิษฐ์” (Constructed Wetland) ซึ่งเป็นระบบบำบัดน้ำตามธรรมชาติที่ออกแบบขึ้นเพื่ออาศัยกระบวนการทางชีวภาพร่วมกับพืชน้ำในการดูดซับ กักเก็บ และลดปริมาณสารปนเปื้อนในน้ำ ก่อนปล่อยกลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม โดยทีมวิจัยได้คัดเลือกพืชน้ำที่มีศักยภาพในการดูดซับโลหะหนักจำนวน 6 ชนิด ได้แก่ บัวอเมซอน กก พุทธรักษา สาหร่ายหางกระรอก ผักตบชวา และจอกแหน เพื่อนำมาศึกษาประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำปนเปื้อนโลหะหนัก

ดร.วลีพร​ พงค์เกื้อ​ หัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่า ความโดดเด่นของงานวิจัยนี้อยู่ที่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์และเทคนิควิเคราะห์ขั้นสูง เพื่อศึกษาและติดตามพฤติกรรมของโลหะหนักภายในระบบบึงประดิษฐ์ได้อย่างละเอียด โดยใช้เทคนิค Neutron Activation Analysis (NAA) ร่วมกับเทคนิค Inductively Coupled Plasma–Optical Emission Spectrometry (ICP-OES) และ Stable Isotope Ratio Analysis (SIRA) ในการวิเคราะห์การดูดซับ การเคลื่อนย้าย และการสะสมของโลหะหนักภายในส่วนต่างๆของพืช

การศึกษาดังกล่าวช่วยให้สามารถประเมินศักยภาพของพืชแต่ละชนิดได้อย่างแม่นยำ ระบุได้ว่าพืชชนิดใดมีความเหมาะสมต่อการนำมาใช้ในระบบบึงประดิษฐ์สำหรับการบำบัดน้ำปนเปื้อนโลหะหนัก และสามารถออกแบบระบบบำบัดน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นบนพื้นฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ ผลการวิจัยจะนำไปสู่การพัฒนาต้นแบบระบบบึงประดิษฐ์สำหรับฟื้นฟูแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนโลหะหนักจากเหมืองร้าง รวมถึงสามารถประยุกต์ใช้กับแหล่งน้ำที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมอุตสาหกรรมและพื้นที่เสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ช่วยลดผลกระทบต่อชุมชน ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพและเพิ่มความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำของประเทศในระยะยาว

ผลงานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนบทบาทของ สทนในการนำเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม และยืนยันถึงศักยภาพของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในการสร้างประโยชน์ต่อสังคม ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด จากวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์สู่การนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

วว.จับมือเครือข่ายเกษตรกร ยกระดับการผลิตดาวเรืองคุณภาพสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

วว.จับมือเครือข่ายเกษตรกร ยกระดับการผลิตดาวเรืองคุณภาพสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

วว.จับมือเครือข่ายเกษตรกร ยกระดับการผลิตดาวเรืองคุณภาพสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับ บจก.โฮมซีดเมล็ดพันธุ์ บจก.สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น ขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เพื่อพัฒนาการผลิตดาวเรืองคุณภาพสูง ภายใต้การดำเนิน “ศูนย์กลางองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านไม้ดอกไม้ประดับ (Floriculture Innovation Hub)” เพื่อยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรไทย และสร้างความมั่นคงด้านการผลิตไม้ดอกเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน 

โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมี ผศ. ดร.ณัฐพงค์ จันจุฬา นักวิจัย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. ในฐานะหัวหน้าศูนย์กลางองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านไม้ดอกไม้ประดับ และหัวหน้าโครงการวิจัยการพัฒนาศักยภาพชุมชนต้นแบบระดับภูมิภาคในการจัดการน้ำและแปลงไม้ดอกเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัย ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกร เพื่อพัฒนาระบบการผลิตดาวเรืองคุณภาพสูงแบบครบวงจร ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ การผลิตต้นกล้ามาตรฐาน การจัดการแปลงปลูก การใช้เครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่ ตลอดจนการวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการและผู้รับซื้อดอกไม้รายใหญ่จากปากคลองตลาด ซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนการผลิตและกำหนดมาตรฐานคุณภาพผลผลิต เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตดอกดาวเรืองได้ตรงตามความต้องการของตลาด ทั้งด้านคุณภาพ สี ขนาด และช่วงเวลาการจำหน่าย ช่วยลดความเสี่ยงด้านการตลาดและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคการผลิต สร้างต้นแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมไม้ดอกไม้ประดับไทยที่มีประสิทธิภาพ สามารถแข่งขันได้ในระดับประเทศและนานาชาติ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

เปิดตัว 61 เด็กไทย 12 สาขา ลุยแข่งโอลิมปิกวิชาการ 2569

เปิดตัว 61 เด็กไทย 12 สาขา ลุยแข่งโอลิมปิกวิชาการ 2569

เปิดตัว 61 เด็กไทย 12 สาขา ลุยแข่งโอลิมปิกวิชาการ 2569

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.37 น.

เปิดตัว 61 เด็กไทย 12 สาขา ลุยแข่งโอลิมปิกวิชาการ 2569 -ศธ.-สอวน.-สสวท. ผนึกกําลังปั้นเยาวชนศักยภาพสูง ขับเคลื่อนประเทศสู่สากล

1 กรกฎาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) แถลงข่าวเปิดตัวคณะผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 โดยมี ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา รองประธานมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนาวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (มูลนิธิ สอวน.)  และรองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนหน่วยงาน คณะอาจารย์ และนักเรียนตัวแทนประเทศไทย จำนวน 12 สาขาวิชา รวม 61 คน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชั้น 3 อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ

โดยนายประเสริฐ เน้นย้ำนโยบายการศึกษาที่ให้โอกาสและบ่มเพาะผู้เรียนตามศักยภาพ ซึ่งมีความสำคัญในการพัฒนากำลังคนที่มีสมรรถนะสูงของประเทศ ให้ประเทศพร้อมรับมือกับโลกที่ผันผวน และยืนยันว่าโอลิมปิกวิชาการ เป็นโครงการที่กระตุ้นให้เยาวชนได้พัฒนาตนเองต่อไปให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ 

”การไปเข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการของเยาวชนไทยที่ผ่านมาก็สามารถคว้ารางวัลสำคัญๆกลับมาได้หลายรางวัล  การไปแข่งขันโอลิมปิกวิชาการครั้งนี้ ก็ขอให้ตัวแทนประเทศไทยใช้ความรู้ความสามารถให้เต็มที่ ก็ขอเป็นกำลังใจและขออวยพรให้ตัวแทนประเทศไทยคว้าชัยกลับมาเป็นของขวัญให้ประเทศ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป“

ด้านศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา รองประธานมูลนิธิ สอวน. ยืนยันพันธกิจของมูลนิธิ สอวน. ในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านการดำเนินงานของศูนย์ สอวน. ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ 14 แห่ง และใน กรุงเทพฯ 5 แห่ง ซึ่งให้นักเรียนในจังหวัดต่างๆ และพื้นที่ห่างไกล ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางโอลิมปิกวิชาการ ให้ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพของตนเอง ขอให้กำลังใจนักเรียนผู้แทนประเทศไทย ให้มองไปไกลกว่าเหรียญรางวัล ไปสู่การต่อยอดด้านความรู้ สร้างประสบการณ์ชีวิต และให้พัฒนาตนเองอย่างไม่สิ้นสุด

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. กล่าวถึงความพร้อมของผู้แทนประเทศไทยฯ และยืนยันว่า สสวท. ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีของประเทศ ให้ครอบคลุมสำหรับนักเรียนทุกกลุ่ม และยังคงพัฒนาหลักสูตร สื่อการเรียนรู้และพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอบคุณเบื้องหลังผู้มีส่วนสนับสนุนโครงการนี้มาโดยตลอด รวมถึงการร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้ผู้แทนประเทศไทยได้รับการพัฒนา ให้เป็นผู้นำทางการศึกษา วิจัย นวัตกรรม และกลับมาเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป 

ทั้งนี้ ในปี 2569 มีนักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้แทนประเทศไทยเดินทางไปแข็งขัน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ประจำปี 2569 จำนวน 12 สาขาวิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ ภูมิศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น วิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และโครงการ Asian Science Camp รวมจำนวน 61 คน ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – พฤศจิกายน นี้

โอลิมปิกวิชาการไม่ได้สิ้นสุดที่เหรียญทอง แต่เป็นการพัฒนาศักยภาพของเด็กไทย และเป็นจุดเริ่มของการบ่มเพาะกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของชาติ ขอเชิญร่วมเป็นแรงใจให้กับนักเรียนผู้แทนประเทศไทย ได้มุ่งมั่น สร้างสรรค์ แก้ปัญหา บนเวทีโอลิมปิกวิชาการระหว่างประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหว ผลการแข่งขัน และร่วมส่งแรงใจเชียร์ได้ผ่านทางเว็บไซต์ www. ipst.ac.th หรือเพจเฟซบุ๊ก “Olympic IPST” และสื่อประชาสัมพันธ์ของ ศธ., สสวท. และมูลนิธิ สอวน.

อธ.อัยการภ.4 เปิดนิทรรศการน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ พระองค์ภา เปิดชมห้องทรงงาน

อธ.อัยการภ.4 เปิดนิทรรศการน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ พระองค์ภา เปิดชมห้องทรงงาน

อธ.อัยการภ.4 เปิดนิทรรศการน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ พระองค์ภา เปิดชมห้องทรงงาน

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.03 น.

อธ.อัยการภาค4 เป็นประธานเปิดนิทรรศการน้อมรำลึกพระกรุณาธิคุณ ”พระองค์ภา“เปิดชมห้องทรงงานที่สนง.อัยการจ.อุดรธานีให้ ปชช.เรียนรู้พระกรณียกิจ ด้านกฎหมายกระบวนการยุติธรรม

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา สำนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี โดยนายประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการภาค 4 เป็นประธานใน
พิธีเปิดนิทรรศการน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา 

โดยมี นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พ.ต.ต.สันติ มุริจันทร์ อัยการจังหวัดอุดรธานี พร้อมด้วยผู้บริหารบุคลากรสำนักงานอัยการ และหัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ภายในงานได้จัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม รวมถึง ห้องทรงงานและโต๊ะทรงงาน ซึ่งพระองค์เคยทรงใช้ระหว่างทรงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะอัยการผู้ช่วยจังหวัดอุดรธานีและรองอัยการจังหวัดอุดรธานี ระหว่างปี2551-2553 ซึ่งนับเป็นสำนักงานอัยการแห่งแรกที่พระองค์ทรงเลือกเป็นสถานที่ทรงงาน 

นายประยุทธ เพชรคุณ กล่าวว่า สำนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี เป็น 1 ใน 6 แห่งของประเทศที่จัดนิทรรศการน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านกฎหมาย การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ตลอดจนการส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชน เยาวชน และผู้สนใจ ได้เรียนรู้และชาบซึ้งในพระวิริยะอุตสาหะและพระราชปณิธานในการทรงงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
ทั้งนี้ สำนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี เปิดให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เข้าชมนิทรรศการได้ในวันและเวลาราชการ ตั้งแต่ เวลา 09.00-15.00 น.