ม.เนชั่น เปิด ‘คณะแพทยศาสตร์’ ยกระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ

ม.เนชั่น เปิด ‘คณะแพทยศาสตร์’ ยกระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ

ม.เนชั่น เปิด ‘คณะแพทยศาสตร์’ ยกระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเนชั่น เดินหน้ายกระดับการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เตรียมเปิด “คณะแพทยศาสตร์” และหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2569 มุ่งผลิตแพทย์รุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ ทั้งด้านองค์ความรู้ ทักษะทางการแพทย์ และจริยธรรมวิชาชีพ เพื่อรองรับความต้องการบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศในอนาคต

หลักสูตรดังกล่าวได้รับการประเมินคุณภาพจากสถาบันรับรองมาตรฐานการศึกษาแพทยศาสตร์ ภายใต้การกำกับของคณะอนุกรรมการประเมินและรับรองสถาบันผลิตแพทย์ (สมพ.) ของแพทยสภา โดยใช้ “ศูนย์แพทยศาสตร์ โรงพยาบาลสมุทรปราการ” เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติทางคลินิกสำหรับนักศึกษาแพทย์ ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาอนุมัติจากแพทยสภาอย่างเป็นทางการ

สำหรับหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต จะเปิดรับนักศึกษารุ่นแรกจำนวน 32 คนต่อปี ใช้ระยะเวลาศึกษา 6 ปี โดยในช่วง 3 ปีแรก นักศึกษาจะเรียนในระดับปรีคลินิก ณ มหาวิทยาลัยเนชั่น วิทยาเขตเชียงใหม่ ก่อนเข้าสู่การเรียนในระดับคลินิกอีก 3 ปี ณ โรงพยาบาลสมุทรปราการ

แนวทางการเรียนการสอนของหลักสูตร มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์ การบูรณาการองค์ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ และการพัฒนาทักษะการดูแลผู้ป่วยควบคู่กับจริยธรรมวิชาชีพ โดยใช้ระบบประเมินผลแบบ “ผ่าน/ไม่ผ่าน” เพื่อลดแรงกดดันด้านการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาศักยภาพอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังให้ความสำคัญกับการดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิดตลอดหลักสูตร เพื่อสร้างแพทย์รุ่นใหม่ที่พร้อมทั้งด้านวิชาการ การปฏิบัติงานจริง และความเข้าใจต่อบริบทของระบบสาธารณสุขไทย

ทั้งนี้ การเปิดคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเนชั่น ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ และก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนลำดับที่ 6 ของประเทศไทย ที่เปิดการเรียนการสอนด้านแพทยศาสตร์อย่างเป็นทางการ สะท้อนถึงความพร้อมในการพัฒนาการศึกษาแพทยศาสตร์สู่มาตรฐานระดับสากล

Pro Chef มวล. ส่งนศ.บินลัดฟ้า ฝึกทักษะอาหารสากลกับเชฟมิชลินที่ไต้หวัน

Pro Chef มวล. ส่งนศ.บินลัดฟ้า ฝึกทักษะอาหารสากลกับเชฟมิชลินที่ไต้หวัน

Pro Chef มวล. ส่งนศ.บินลัดฟ้า ฝึกทักษะอาหารสากลกับเชฟมิชลินที่ไต้หวัน

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รศ.ดร.พิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์ คณบดีสำนักวิชาการจัดการ มวล. เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักวิชาการจัดการ ได้ส่งนักศึกษาหลักสูตร Pro Chef จำนวน 28 คนและอาจารย์ 2 คน บินลัดฟ้าไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์และฝึกทักษะวิชาชีพ ณ Hungkuang University ประเทศไต้หวัน ระหว่างวันที่ 17-28 พฤษภาคม 2569 เพื่อเรียนรู้นวัตกรรมอาหารกับเชฟระดับ Michelin Star พร้อมเสริมทักษะภาษาจีน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การทำงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการระดับนานาชาติ

“ไต้หวันเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นในอุตสาหกรรมอาหาร การท่องเที่ยว และการบริการ โดยเฉพาะเอกลักษณ์ด้านนวัตกรรมและสภาพแวดล้อมที่เป็นสากล โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงการสอนให้ “ทำอาหารเป็น” แต่เป็นการฝึกให้นักศึกษามีความคิดสร้างสรรค์ สามารถใช้นวัตกรรมในการออกแบบเมนูอาหาร และปรับตัวให้ทันต่อพลวัตของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป” คณบดีสำนักวิชาการจัดการ มวล. กล่าว

นายชนะชัย ภู่สุด นักศึกษาตัวแทนโครงการฯ เปิดเผยถึงความรู้สึกในการเดินทางครั้งนี้ว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนไปศึกษาดูงานและฝึกปฏิบัติที่ไต้หวัน ทำให้ได้เรียนรู้เทคนิคการจัดการครัวระดับสากล ศิลปะการจัดจาน และการบริหารจัดการวัตถุดิบให้เกิดมูลค่าสูงสุด ซึ่งการได้สัมผัสบรรยากาศการทำงานจริงในครัวระดับมืออาชีพ ทำให้ตนเองตระหนักว่า ความละเอียด ความรวดเร็ว และการทำงานเป็นทีมคือหัวใจสำคัญ ประสบการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มทักษะและความมั่นใจ แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่ช่วยให้ผมเข้าใกล้ความฝันในการเป็นโปรเชฟได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ด้าน น.ส.นลิสา โชติทอง อีกหนึ่งตัวแทนนักศึกษา กล่าวเสริมว่า การได้มาแลกเปลี่ยนที่ไต้หวันถือเป็นโอกาสทองในการเรียนรู้เทคนิคการทำอาหารจีนจากเชฟผู้เชี่ยวชาญโดยตรง สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือการได้เห็นระบบการทำงานที่เป็นระเบียบและฉับไว ซึ่งแตกต่างจากการเรียนในภาคทฤษฎี ประสบการณ์นี้ช่วยให้เห็นแนวทางในการพัฒนาตนเองเพื่อต่อยอดวิชาชีพในอนาคต

สจล.ก้าวสู่ปีที่ 66 จัด ‘KMITL EXPO 2026’ เปิดพาวิลเลียน โชว์นวัตกรรมใช้งานได้จริง

สจล.ก้าวสู่ปีที่ 66 จัด ‘KMITL EXPO 2026’ เปิดพาวิลเลียน โชว์นวัตกรรมใช้งานได้จริง

สจล.ก้าวสู่ปีที่ 66 จัด ‘KMITL EXPO 2026’ เปิดพาวิลเลียน โชว์นวัตกรรมใช้งานได้จริง

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เตรียมสร้างปรากฏการณ์ ครั้งสำคัญ เนื่องในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 66 กับการจัดงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 69” (KMITL EXPO 2026) มหกรรมนวัตกรรม เทคโนโลยี และการศึกษาระดับนานาชาติ ภายใต้แนวคิด “From Lab to Life” จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้จริงในชีวิต ที่จะเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักเรียน นักศึกษา นักวิจัย ภาคธุรกิจ นักลงทุน และเครือข่ายจากนานาประเทศ ได้สัมผัสเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่กำลังเปลี่ยนโลก ห้ามพลาด ระหว่างวันที่ 1-6 กันยายน 2569 ณ สจล.

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า การจัดงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ สจล. ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 66 และเป็นการสานต่อประวัติศาสตร์ “ลาดกระบังนิทรรศน์” ที่เคยเป็นเวทีแสดงศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “From Lab to Life” ที่ต้องการผลักดันงานวิจัยและองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริง ทั้งในภาคอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสังคม โดยการจัดงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงนิทรรศการทางวิชาการ แต่เป็นเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติที่รวบรวมเครือข่ายมหาวิทยาลัย องค์กรวิจัย หน่วยงานด้านนวัตกรรม และภาคอุตสาหกรรมจากหลายประเทศ เพื่อร่วมขับเคลื่อนอนาคตด้าน AI เซมิคอนดักเตอร์ อวกาศ พลังงานสะอาด เมืองอัจฉริยะ เกษตรแห่งอนาคต และเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและเศรษฐกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคตของภูมิภาค

ปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหม่ ทั้งด้านพลังงาน สังคมสูงวัย ความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจดิจิทัล และเทคโนโลยีอวกาศ ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงต้องทำหน้าที่มากกว่าการผลิตบัณฑิต แต่ต้องเป็นศูนย์กลางการสร้างนวัตกรรมและระบบนิเวศทางเทคโนโลยี ที่สามารถเชื่อมโยงการศึกษา งานวิจัย และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยภายในงานจะถูกเนรมิตเป็น “Innovation Pavilion” ขนาดใหญ่ ที่เปิดให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสเทคโนโลยีจริงในรูปแบบ Immersive และ Interactive พร้อมนำเสนอทิศทางเทคโนโลยีโลกจากเครือข่ายพันธมิตรนานาชาติตลอดทั้ง 6 วัน

โดย นวัตกรรมที่โดดเด่นถูกจัดแสดงใน 9 Pavilion ดังนี้ 1.พาวิลเลียนเทคโนโลยีอวกาศ (SpaceTech Pavilion) , 2. พาวิลเลียนเทคโนโลยีการเกษตร (AgriTech Pavilion) , 3.พาวิลเลียนเทคโนโลยีพลังงาน (EnergyTech Pavilion) , 4.พาวิลเลียนสุขภาพและคุณภาพชีวิต (Health & Wellness Pavilion) , 5.พาวิลเลียนอาหารแห่งอนาคต (NextGen Food Pavilion) , 6.พาวิลเลียนเทคโนโลยีควอนตัมและนาโน (Quantum & Nanotech Pavilion) , 7.พาวิลเลียนนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยอัจฉริยะ (Smart Living Pavilion) , 8.พาวิลเลียนปัญญาประดิษฐ์และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (AI-IoT Pavilion) , 9.พาวิลเลียนองค์ความรู้และการเรียนรู้แห่งอนาคต (Knowledge Pavilion)

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือ “AI & Semiconductor Pavilion” ที่รวบรวมเทคโนโลยี AI ระบบอัจฉริยะ การประมวลผลยุคใหม่ และการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์แห่งอนาคต พร้อมนำเสนอความร่วมมือด้าน AI และ Coding จากเครือข่ายระดับโลก อาทิ 42 Bangkok สถาบันสอนโค้ดดิ้งสัญชาติฝรั่งเศส และเครือข่ายด้านเทคโนโลยีดิจิทัลจากญี่ปุ่นและเอเชีย ที่จะร่วมเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับอุตสาหกรรม AI Infrastructure Economy ซึ่งกำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทั่วโลกในอนาคต

อีกหนึ่งโซนห้ามพลาด คือ “Space & Aerospace Pavilion” ที่จะเปิดโลกเทคโนโลยีอวกาศ การบิน และระบบดาวเทียม ผ่านความร่วมมือกับเครือข่ายวิจัยจากต่างประเทศ พร้อมจัดแสดงงานวิจัยด้าน GNSS และสภาวะอวกาศ เทคโนโลยีวิเคราะห์ชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ และนวัตกรรม UAV รุ่นใหม่ที่สามารถรองรับภารกิจกู้ภัยและการลำเลียงในอนาคต รวมถึงการจำลองเทคโนโลยีอวกาศที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของมนุษย์ในอนาคต

ด้าน “Green Energy & Future Mobility Pavilion” จะนำเสนอเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ตั้งแต่แบตเตอรี่โซลิดสเตทกราฟีนควอนตัมดอท ระบบกักเก็บพลังงาน เทคโนโลยี Digital Twin ไปจนถึงแนวคิด Smart Campus และ Smart City ที่ สจล. กำลังพัฒนา เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และมหาวิทยาลัยสีเขียวแห่งอนาคต ขณะที่ “Future Food & Sustainable Agriculture Pavilion” อีกหนึ่งโซนที่เป็นความร่วมมือด้านเกษตรและความยั่งยืนจากเครือข่ายวิจัยระดับโลก โดยผู้เข้าร่วมจะได้เห็นนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ ระบบตรวจวัดอัจฉริยะ และแนวทางพัฒนา Bio Material รวมถึงการต่อยอดงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรมจริง

นอกจากนี้ ยังมี “International Partnership Pavilion” ที่รวบรวมเครือข่ายมหาวิทยาลัยและองค์กรจากทั่วโลกมาเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การศึกษาต่อ ทุนวิจัย และโอกาสด้านนวัตกรรมระดับนานาชาติ พร้อมกิจกรรม Cultural Showcase และเวทีสร้างแรงบันดาลใจจากเครือข่ายต่างประเทศตลอดทั้ง 6 วัน

อีกหนึ่งความพิเศษของงานปีนี้ คือการเตรียมเปิดตัวนวัตกรรม Deep Tech และผลงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมและสังคม อาทิ แบตเตอรี่พลังงานสะอาดรุ่นใหม่ อุปกรณ์ Skin-on-a-chip เทคโนโลยีการแพทย์แห่งอนาคต แพลตฟอร์มเซนเซอร์อัจฉริยะ และระบบอากาศยานไร้คนขับรุ่นใหม่ รวมถึงความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคธุรกิจผ่านโครงการ “Krungthai x KMITL Talent and Social Innovation Development” ที่มุ่งพัฒนาบุคลากรศักยภาพสูงผ่านการเรียนรู้จากโจทย์ธุรกิจจริง การพัฒนา Future Skills และการสร้างนวัตกรรมรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต 

รวมทั้งภายในงานยังมีเวทีเสวนาระดับนานาชาติ กิจกรรม Business Matching เวทีด้าน AI และ Future Skills ตลอดจนการแข่งขันและกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเยาวชน อาทิ การแข่งขันโต้วาทีภาษาอังกฤษ การประกวด KMITL Ambassador การประกวดชุดนานาชาติ KMITL Spectrum of Nations Costume Contest 2026 เทศกาล KMITL METAMORPHIX COSPLAY Contest 2026 และกิจกรรมด้านภาษาและวัฒนธรรมนานาชาติ เพื่อเปิดพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาศักยภาพเยาวชนรุ่นใหม่ และในส่วนของกิจกรรม Open House ยังคงเปิดโอกาสให้นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้สนใจ ได้เยี่ยมชมคณะ หลักสูตร ห้องปฏิบัติการ และผลงานวิจัยจากทุกคณะและวิทยาลัยของ สจล. อย่างใกล้ชิด พร้อม Workshop และกิจกรรมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการที่เน้นการลงมือทำจริง เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกการศึกษาและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 จะเป็นพื้นที่แห่งการต่อยอดความฝันของคนรุ่นใหม่ เปิดโอกาสให้เยาวชน นักวิจัย และภาคอุตสาหกรรม ได้ร่วมกันสร้างอนาคตผ่านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เกิดขึ้นได้จริง พร้อมเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในอนาคต

ทั้งนี้ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมเปิดโลกแห่งนวัตกรรมและโอกาสระดับสากล ในงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” (KMITL EXPO 2026) ระหว่างวันที่ 1 – 6 กันยายน 2569 ณ สจล. โดยภายในงานจะมีการจัดแสดงนวัตกรรม เทคโนโลยีแห่งอนาคต เวทีเสวนานานาชาติ กิจกรรม Open House เวิร์กชอป และกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเยาวชนตลอดทั้ง 6 วัน พร้อมเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: https://www.facebook.com/kmitlofficial    และเว็บไซต์ https://www.kmitl.ac.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-329-8000

วว.ยกระดับอุตสาหกรรมอวกาศไทย ต่อยอดวิจัย – ทดสอบชิ้นส่วนดาวเทียม

วว.ยกระดับอุตสาหกรรมอวกาศไทย ต่อยอดวิจัย - ทดสอบชิ้นส่วนดาวเทียม

วว.ยกระดับอุตสาหกรรมอวกาศไทย ต่อยอดวิจัย – ทดสอบชิ้นส่วนดาวเทียม

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จับมือ 3 องค์กรชั้นนำ ได้แก่ บจก.อุตสาหกรรมการบิน (TAI) สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (TSC) และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA  ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ เพื่อบูรณาการความเชี่ยวชาญในการวิจัย พัฒนา และทดสอบชิ้นส่วนอากาศยานและดาวเทียม มุ่งยกระดับมาตรฐานเทคโนโลยีขั้นสูงของไทยสู่ระดับสากล โดยมีผู้บริหารสูงสุดของแต่ละหน่วยงานร่วมลงนาม ได้แก่ ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. , พลอากาศเอกพิบูลย์ วรวรรณปรีชา กรรมการผู้จัดการ TAI นายชนินทร์ ขาวจันทร์ นายกสมาคม TSC และ นายพีร์ ชูศรี รองผู้อำนวยการ GISTDA ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการขยายผลความสำเร็จจากเครือข่ายเดิม โดยมุ่งเน้นการยกระดับกรอบความร่วมมือไปที่ “การทดสอบชิ้นส่วนดาวเทียม” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจอวกาศ โดยกรอบความร่วมมือดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี มุ่งเน้นการแบ่งปันองค์ความรู้และทรัพยากรห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและทดสอบชิ้นส่วนอากาศยานและดาวเทียมที่สำคัญของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

3 โรงเรียนเอกชน จับมือ พว. พลิกโฉมการเรียนรู้ ลงนาม MOU ยกระดับการศึกษาด้วย ‘GPAS 5 Steps’

3 โรงเรียนเอกชน จับมือ พว. พลิกโฉมการเรียนรู้ ลงนาม MOU ยกระดับการศึกษาด้วย 'GPAS 5 Steps'

3 โรงเรียนเอกชน จับมือ พว. พลิกโฉมการเรียนรู้ ลงนาม MOU ยกระดับการศึกษาด้วย ‘GPAS 5 Steps’

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.05 น.

3 โรงเรียนเอกชนชั้นนำจับมือ “พว.” พลิกโฉมการเรียนรู้ ลงนาม MOU ยกระดับการศึกษาด้วย “GPAS 5 Steps” มุ่งปั้น “นวัตกร” สอดรับนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ

เมื่อเร็วๆนี้ ที่สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ(พว.)ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือทางวิชาการ(MOU)ครั้งสำคัญ ร่วมกับ 3 โรงเรียนเอกชนชั้นนำ ได้แก่ โรงเรียนดาราสมุทรศรีราชา โรงเรียนปรีชานุศาสน์(โรงเรียนคาทอลิกสังกัดสังฆมณทลจันทบุรี(รสจ.) และโรงเรียนประเสริฐสุข เพื่อร่วมพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการเรียนแบบท่องจำสู่การสร้างนิสัยการคิด ผ่านนวัตกรรม “GPAS 5 Steps”พัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรและพลเมืองโลกในศตวรรษที่ 21

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร พว. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาครูและผู้เรียน โดยเน้นการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning การออกแบบการเรียนรู้แบบ Backward Design และการวัดผลตามสภาพจริง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ ทักษะ และคุณธรรมเข้าด้วยกัน พร้อมส่งเสริมศักยภาพตามแนวพหุปัญญา

ขณะที่ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวบรรยายพิเศษว่า ทิศทางการศึกษาไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ” โดยสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการให้คำตอบกับผู้เรียน แต่ต้องสร้าง “ทักษะการคิด” และ “นิสัยการคิด” ที่ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต ทั้งนี้ Active Learning  ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการปลูกฝังทักษะการสังเกต การคิดวิเคราะห์ วางแผน และการกำกับตนเอง พร้อมมุ่งสร้าง “ครูนวัตกร” ที่สามารถโค้ชให้นักเรียนสร้างนวัตกรรมได้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังช่วยเตรียมความพร้อมเด็กไทยสู่การเป็น “พลเมืองโลก” ที่มีคุณภาพในอนาคต   เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ความร่วมมือของ พว.กับ 3 โรงเรียนในครั้งนี้ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย โดยเฉพาะการพัฒนาเด็กให้ “คิดเป็น” มากกว่าการท่องจำ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเก็บข้อมูล วิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ และต่อยอดสู่นวัตกรรมได้จริง เด็กไทยต้องไม่เป็นเพียงผู้รับความรู้ แต่ต้องเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมในอนาคต การใช้ Active Learning จะช่วยสร้างนิสัยการคิด วิเคราะห์ และการประเมินตนเอง จนเกิดเป็นทักษะแห่งศตวรรษที่ 21

 “ผมขอฝากถึงโรงเรียนทั่วประเทศว่า การพัฒนาคุณภาพการศึกษาต้องเริ่มจาก “ห้องเรียน” ไม่ใช่เพียงการประชาสัมพันธ์หรือเปลี่ยนแปลงเชิงภาพลักษณ์ และขอชื่นชมทั้ง 3 โรงเรียนที่กล้าเริ่มต้นเปลี่ยนแปลง และหวังให้ความร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน”ดร.พิเชฐ กล่าว

ด้านบาทหลวง ดร.ลือชัย จันทร์โป๊ ผู้ลงนามแทนผู้รับในอนุญาต ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนดาราสมุทรศรีราชา กล่าวว่า ความร่วมมือวันนี้เกิดขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชน โดยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นกระบวนการที่ชี้ให้เห็นว่าเรามีนักวิชาการไทยที่สร้างกระบวนการเรียนรู้เป็นของเราเอง ถ้าเราใช้วิธิการของคนไทย กับบริบทของเด็กไทย เด็กจะสามารถใช้ความคิดเอง สามารถลงมือทำและเกิดความภาคภูมิในผลงานของตัวเอง ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ เด็กจะรู้สึกไม่ล้าหลังทันเหตุการณ์ ขณะที่ครูจะมีความเชื่อมั่นว่าเด็กสามารถเติบโตในยุคใหม่อย่างมีประสิทธิภาพและครูก็จะเป็นโค๊ชที่มีความเชื่อมั่นในการสอนให้เด็กกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก จนเกิดเป็นผลงาน

ในหลวง โปรดเกล้าฯ เลี้ยงอาหารกลางวันนักเรียน คณะครู บุคลากร ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ พระราชินี

ในหลวง โปรดเกล้าฯ เลี้ยงอาหารกลางวันนักเรียน คณะครู บุคลากร ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ พระราชินี

ในหลวง โปรดเกล้าฯ เลี้ยงอาหารกลางวันนักเรียน คณะครู บุคลากร ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ พระราชินี

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.12 น.

“ในหลวง”พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ  “สมเด็จพระราชินี” 3 มิถุนายน 2569 ณ โรงเรียนศรีอยุธยาในพระอุปถัมภ์ฯ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยและทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงสุขอนามัยขั้นพื้นฐานและการโภชนาการที่ดีของเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ในสถานสงเคราะห์ และสถานศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 

เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา  09.40 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ คุณหญิงจันทนี  ธนรักษ์ เป็นประธานเชิญอาหารพระราชทาน ไปพระราชทานเลี้ยงแก่นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร จำนวนรวม 3,087 คน เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 เพื่อให้นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ ได้รับประทานอาหารอิ่มอร่อย หลากหลาย และมีคุณค่าตามหลักโภชนาการ อันจะส่งผลให้มีสุขอนามัยที่ดี มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีสุขภาพจิตที่ดี สำหรับรายการอาหารในวันนี้ อาทิ สเต็กปลา ข้าวขาหมู  ข้าวหมกไก่ ก๋วยเตี๋ยวเรือ ข้าวปั้นญี่ปุ่น ทาโกะยากิ นักเก็ตและมันฝรั่งทอด ไอศกรีมกะทิสด น้ำแข็งไส รวมถึงน้ำดื่ม และเครื่องดื่มสมุนไพร จากโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เป็นต้น

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นพระราชภารกิจที่สำคัญในการดูแลพสกนิกรทุกหมู่เหล่าให้มีสุขภาพอนามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงและมีโภชนาการที่ดี โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป ในโอกาสนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานอาหารแก่เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษา และสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันคล้ายวันพระราชสมภพ วันคล้ายวันประสูติ และวันสำคัญต่าง ๆ มาโดยตลอด การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ นักเรียน คณะครู บุคลากร และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ ฯ ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ ฯ ตั้งอยู่บนถนนศรีอยุธยา แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2494 เดิมชื่อโรงเรียนรางน้ำ และเปลี่ยนชื่อโรงเรียนอย่างเป็นทางการ ว่า โรงเรียนศรีอยุธยา ต่อมา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา ทรงรับโรงเรียนศรีอยุธยาไว้ในพระอุปถัมภ์ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2542 จากนั้น โรงเรียนได้ขอพระราชทานอัญเชิญอักษรพระนามย่อ “พร” ภายใต้พระมหามงกุฎ ประดิษฐานเหนืออักษรย่อนามโรงเรียน ศ.อ. เป็นเครื่องหมายประจำโรงเรียนมาจนถึงปัจจุบัน และได้รับพระราชทานพระมหากรุณาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานชื่อ “อาคารธีรราชสุดา” 

ซึ่งเป็นอาคารเรียนพิเศษ  ชั้น ขนาด 20 ห้องเรียน ทั้งนี้ โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ ฯ ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาและพระกรุณาจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี 

กรมพระนครปฐมบรมขัตติยานี มหาธีรราชธิดา มาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ โรงเรียน ฯ ยังได้น้อมนำ พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า มาเป็นปณิธานของโรงเรียน ความว่า “เราจำต้องก้าวไปข้างหน้าเสมอ ยิ่งก้าวไปได้ไกลเพียงใดยิ่งดี เราต้องไม่ถอยหลังเลย เป็นอันขาด แม้แต่หยุดอยู่ที่ก็ไม่ได้ เพราะการหยุดก็เสมอด้วยการถอยหลัง” 

ปัจจุบัน โรงเรียนศรีอยุธยา ในพระอุปถัมภ์ ฯ เปิดการเรียนการสอนแบบสหศึกษา ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1- 6 มีนักเรียน จำนวน 2,901 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 186 คน โดยปี 2567 โรงเรียนได้รับการคัดเลือกให้เป็นสถานศึกษารางวัลพระราชทาน ระดับมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ ได้รับรางวัลคุณภาพแห่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับคัเลือกเป็นสถานศึกษา
ต้นแบบที่มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ โครงการน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบทั้ง 4 ด้าน สู่การปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา ระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 ผ่านการประเมินการประกันคุณภาพภายนอก (พ.ศ. 2568 – 2572) จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ได้รับการประเมินระบบดูแลช่วยเหลือ ระดับยอดเยี่ยม จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานครเขต 1 ได้รับการประเมินโครงการสถานศึกษาสีขาวปลอดยาเสพติด และอบายมุข ระดับเพชร นอกจากนี้ ยังเป็นศูนย์โอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นศูนย์ภาษาจีนและศูนย์ภาษาญี่ปุ่น ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ อีกด้วย
 

สพฐ.เข้มป้องกันการทุจริตสอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษปี69

สพฐ.เข้มป้องกันการทุจริตสอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษปี69

สพฐ.เข้มป้องกันการทุจริตสอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษปี69

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

สพฐ.คลอดมาตรการป้องกันการทุจริตการคัดเลือกฯ ครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ.ปี พ.ศ.2569 สั่งการทั้งส่วนกลาง -สพท.-สศศ.ถือปฏิบัติเคร่งครัด ห้ามมีเอี่ยว

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.69 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนดการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ. ปี 2569 โดยกำหนดสอบข้อเขียน ภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป และ ภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง ในวันที่ 13 มิถุนายน  สอบสัมภาษณ์ ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ ในวันที่ 14 มิถุนายน และประกาศผลการคัดเลือกฯ ภายในวันที่ 18 มิถุนายน 2569 นั้น เพื่อเป็นการเฝ้าระวังและป้องกันการทุจริต ให้การคัดเลือกฯเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยยึดถือระบบคุณธรรม ความเสมอภาค ความโปร่งไส และตรวจสอบได้ ปราศจากการทุจริตหรือส่อไปในทางไม่สุจริต สพฐ.จึงได้กำหนด “มาตรการป้องกันการทุจริตการคัดเลือกฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ.ปี พ.ศ.2569”  และให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทุกเขต และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.)ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด นอกจากนี้สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) สพฐ. ยังมีหนังสือบันทึกข้อความห้ามข้าราชการในสังกัด สพฐ.ส่วนกลาง เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดๆที่มีเจตนาเป็นการกวดวิชา จัดทำเอกสาร จำหน่าย แจก หรือกระบวนการอื่นใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เข้าสอบโดยเด็ดขาด

“ มาตรการป้องกันการทุจริตการคัดเลือกฯ ที่ให้ สพท. และ สศศ.ถือปฏิบัติ มีดังนี้ 1.ห้ามมิให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(ผอ.สพท.) และผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ(ผอ.สศศ.) รวมทั้งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัด เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทำการใด ๆ ที่มีเจตนาเป็นการกวดวิชา จัดทำเอกสาร จำหน่าย แจก หรือกระบวนการอื่นใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกโดยเด็ดขาด 2.ให้ ผอ.สพท. และ ผอ.สศศ.แจ้งคณะบุคคลในคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ. สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ แล้วแต่กรณี ห้ามเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดๆ ที่มีเจตนาเป็นการกวดวิชา จัดทำเอกสาร จำหน่าย แจกหรือกระบวนการอื่นใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้สมัครข้ารับการคัดเลือกโดยเด็ดขาด 3. สอดส่อง กำกับ ดูแล ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัด และเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเกี่ยวกับการป้องกันการทุจริต รวมทั้งป้องกันมิให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ในการคัดดีดลือก 4.กำหนดบุคคลในทางลับ เพื่อตรวจสอบ ติดตาม บุคคลที่มีพฤติการณ์ส่อไปในทางไม่สุจริตและมิให้แต่งตั้งเป็นกรรมการที่เกี่ยวกับการคัดเลือก ทั้งนี้ หากมีเหตุการณ์ใดที่ส่อไปในทางไม่สุจริต ให้ ผอ.สพท. และ 

ศธ.-ร.ร.ประสานวิทยามูลนิธิ อาลัย ครูสาวเสียชีวิต หลังคนร้ายก่อเหตุสะเทือนขวัญ คร่าชีวิต

ศธ.-ร.ร.ประสานวิทยามูลนิธิ อาลัย ครูสาวเสียชีวิต หลังคนร้ายก่อเหตุสะเทือนขวัญ คร่าชีวิต

ศธ.-ร.ร.ประสานวิทยามูลนิธิ อาลัย ครูสาวเสียชีวิต หลังคนร้ายก่อเหตุสะเทือนขวัญ คร่าชีวิต

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.28 น.

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 จากกรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนลอบยิงดาบตำรวจอดุลย์  อายุ 38 ปี ผบ.หมู่ (ป.) ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน สภ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ขณะขับรถไปรับลูกชาย 2 คน หน้าโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ ต.พงสตา อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นเหตุให้ นางฟาตีเมาะ อายุ 35 ปี ภรรยาซึ่งเป็นครูของโรงเรียนเสียชีวิต ส่วน ด.ต.อุดุลย์ ได้รับบาดเจ็บ และลูกน้อยวัย 2 เดือนบาดเจ็บเล็กน้อย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (ปัตตานีเดือด! ประกบยิง ด.ต.สภ.ยะหริ่ง ภรรยาดับคาเบาะ-ลูกสาว 2 เดือนปลอดภัย)

ล่าสุด โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ Prasanwittayamulniti ไว้อาลัยต่อการจากไปของ นางฟาตีเมาะ อายุ 35 ปี ครูของโรงเรียน โดยแชร์โพสต์ของเพจ “PS MEDIA” ที่ระบุว่า

ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

ต่อการจากไปของอาจารย์ผู้เป็นที่รักของนักเรียน

ขออัลลอฮ์ทรงเมตตา อภัยโทษ และประทานสวนสวรรค์อันสูงส่งแด่อาจารย์  (ฟาตีเมาะห์ ยาโงะ บุคลากรฝ่ายธุรการ โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ )

ขณะที่เพจ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า” รายงานว่า “ยะรังรวมพลังละหมาดฮายัต ต้านความรุนแรง หลังเหตุสะเทือนขวัญคร่าชีวิตครูสาว” ประชาชนในอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ร่วมกับผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น ส่วนราชการ คณะครู และนักเรียน โรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ ตำบลพงสตา ร่วมประกอบพิธีละหมาดฮายัต เพื่อขอความสันติสุขกลับคืนสู่พื้นที่ พร้อมชูป้ายแสดงเจตนารมณ์ต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบ ภายหลังเกิดเหตุคนร้ายแต่งกายคล้ายผู้หญิงสวมฮิญาบ ลอบยิง ดาบตำรวจอดุลย์ หะยีสุหลง ได้รับบาดเจ็บ และทำให้ นางฟาตีเม๊าะ ยาโง๊ะ ครูโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ ซึ่งกำลังอุ้มลูกวัยแรกเกิด เสียชีวิตภายในรถ

ส่วนเพจ “ศธ.360 องศา โพสต์ข้อความระบุว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดปัตตานีเมื่อวานนี้ ซึ่งสังคมได้รับทราบโดยทั่วกันแล้วนั้น กระทรวงศึกษาธิการรู้สึกสะเทือนใจและเสียใจอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ในนามของกระทรวงศึกษาธิการ ขอแสดงความเสียใจและร่วมอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของคุณครูฟาตีเม๊าะ ยาโง๊ะ ครูโรงเรียนประสานวิทยามูลนิธิ จังหวัดปัตตานี ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว นับเป็นความสูญเสียของวงการศึกษาไทยอีกครั้งหนึ่ง

กระทรวงศึกษาธิการขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามสถานการณ์และดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นในบริเวณสถานศึกษา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทุกฝ่ายควรร่วมกันปกป้อง และไม่ควรให้เกิดความรุนแรงในทุกรูปแบบ

กระทรวงศึกษาธิการยังคงให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา และสถานศึกษาทุกแห่ง โดยหลังจากนี้จะมีการกำชับความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังและป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้ขึ้นอีก 

หากมีความคืบหน้าประการใด กระทรวงศึกษาธิการจะแจ้งให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบต่อไป

นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์

โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ

26 พ.ค. 2569

มากกว่าแค่โอกาสศึกษา ‘ทุนฯ เครือซีพี’ ประตูสู่ประสบการณ์จริง

มากกว่าแค่โอกาสศึกษา ‘ทุนฯ เครือซีพี’ ประตูสู่ประสบการณ์จริง

มากกว่าแค่โอกาสศึกษา ‘ทุนฯ เครือซีพี’ ประตูสู่ประสบการณ์จริง

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในโลกยุค AI และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “คนรุ่นใหม่” คือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตประเทศ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เชื่อมั่นในศักยภาพของคนรุ่นใหม่ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนมาอย่างต่อเนื่องกว่า 48 ปี ภายใต้แนวคิด “สร้างผู้นำ สร้างอนาคต” เดินหน้ายกระดับเฟ้นหาเยาวชนคนเก่งจากทั่วประเทศ หรือ Next-Gen Talent ตามเจตนารมณ์ของ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ต้องการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้เติบโตเป็น “ผู้นำแห่งอนาคต”

โครงการทุนการศึกษาเครือซีพี สะท้อนวิสัยทัศน์ขององค์กรที่เชื่อมั่นว่า “การพัฒนาคน คือการลงทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศ” โดยตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ซีพีไม่ได้มองทุนการศึกษาเป็นเพียงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายทางการศึกษา แต่เป็น “เวทีแห่งโอกาส” ที่เปิดทางให้เยาวชนคนเก่งและมีศักยภาพ ได้ค้นพบความสามารถของตนเอง ได้เข้าถึงการศึกษา พร้อมเสริมสร้างทักษะสำคัญที่จำเป็นต่อโลกอนาคต ทั้งความเป็นผู้นำ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม และความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับทุนได้เรียนรู้ ฝึกงาน และต่อยอดสู่การทำงานจริงในเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือ ซึ่งมีธุรกิจครอบคลุมทั้งอาหาร เกษตร ค้าปลีก โทรคมนาคม ดิจิทัล เทคโนโลยี และธุรกิจแห่งอนาคต

นายภาคิน สังแก้ว หนึ่งในผู้รับสมัครทุน ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี และกำลังจะเข้าศึกษาต่อที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวว่า รู้จักโครงการทุนการศึกษาเครือซีพีจากคำแนะนำของอาจารย์และเพื่อนที่เคยได้รับทุนมาก่อน ซึ่งมองว่าโครงการนี้ไม่ได้มอบเพียงโอกาสทางการศึกษา แต่ยังเปิดโลกแห่งการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ที่สามารถนำไปต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมและสร้างประโยชน์ให้สังคมได้จริง สอดคล้องกับแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อที่ต้องการเติบโตเป็นแพทย์ที่ดี และใช้ความรู้ทางการแพทย์ในการช่วยเหลือผู้ป่วยและสังคม โดยตั้งเป้าหมายเพียงการตั้งใจเรียนและนำความรู้ไปสร้างประโยชน์ให้ประเทศต่อไป

ขณะที่ น.ส.ภูริชญา นิลวิสุทธิ์  นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม “ทุนฯ เครือซีพี” มศว ผู้สมัครรับทุน เผยว่า รู้สึกตื่นเต้นและเป็นเกียรติอย่างมากที่มีโอกาสเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการทุนการศึกษาเครือซีพี ซึ่งทุนนี้จะนำไปสู่โอกาสสำคัญ ทั้งด้านการฝึกงานในบริษัทในเครือซีพีที่เป็นองค์กรธุรกิจชั้นนำของไทยและครอบคลุมหลายธุรกิจ การพัฒนาทักษะหลากหลายมิติ และองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการทำงานในอนาคต ที่จะช่วยเพิ่มความพร้อมสู่เส้นทางอาชีพอย่างมั่นคง

ด้าน น.ส.ธิดา แซ่ลี นักเรียนจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 24 จ.พะเยา เปิดเผยความรู้สึกหลังเข้าร่วมการคัดเลือกว่า ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ท้าทาย เพราะกระบวนการคัดเลือกแต่ละรอบมีความเข้มข้นมาก หากได้รับทุนการศึกษานี้ นอกจากจะสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ตัวเองแล้ว หากประสบความสำเร็จในชีวิตและมีโอกาสเป็นผู้นำในอนาคต จะนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับกลับไปพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลที่ยังขาดโอกาสทางการศึกษา พร้อมเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันในการกระจายองค์ความรู้ ทุนการศึกษา และการเข้าถึงเทคโนโลยีให้กับเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารต่อไป

ขณะที่ บิดาของ น.ส.ธิดา กล่าวเสริมว่า ครอบครัวไม่ได้บังคับเส้นทางชีวิตของลูก และพร้อมสนับสนุนในสิ่งที่ลูกสนใจอย่างเต็มที่ โดยการสมัครขอรับทุนครั้งนี้เกิดจากข้อจำกัดด้านกำลังทรัพย์ของครอบครัว จึงหวังให้ลูกได้มีโอกาสทางการศึกษาที่ดีขึ้น และมองว่าทุนนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ลูกได้ใช้พัฒนาตนเอง เรียนรู้ในสิ่งที่ชื่นชอบได้อย่างเต็มที่ 

ทั้งนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีเยาวชนทุนซีพีจำนวนมากเติบโตเป็นบุคลากรคุณภาพในหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งภาคธุรกิจ วิชาการ เทคโนโลยี การแพทย์และงานพัฒนาสังคม โดยหลายคนได้นำองค์ความรู้กลับไปพัฒนาชุมชนและสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้าง สะท้อนให้เห็นถึงพลังของ “โอกาสทางการศึกษา” ที่สามารถต่อยอดจากการเปลี่ยนแปลงชีวิต “หนึ่งคน” ไปสู่การสร้างอนาคตที่ดีให้กับสังคมและประเทศต่อไป

ด้วยความเชื่อมั่นว่า “คน” คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ ทุนการศึกษาเครือซีพี จึงยังคงเดินหน้าสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยได้ก้าวข้ามข้อจำกัด พัฒนาศักยภาพของตนเองและเติบโตเป็น “Next-Generation Leaders” ที่พร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยในอนาคตอย่างยั่งยืน

‘พลังดี ไม่มีดรอป’ บ้านปูชวนเปิดรับสมัคร ‘BC4C’ ปีที่ 15 ชวนคนรุ่นใหม่สร้างกิจการเพื่อสังคม

‘พลังดี ไม่มีดรอป’ บ้านปูชวนเปิดรับสมัคร ‘BC4C’ ปีที่ 15 ชวนคนรุ่นใหม่สร้างกิจการเพื่อสังคม

‘พลังดี ไม่มีดรอป’ บ้านปูชวนเปิดรับสมัคร ‘BC4C’ ปีที่ 15 ชวนคนรุ่นใหม่สร้างกิจการเพื่อสังคม

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจด้านพลังงานที่หลากหลาย ร่วมกับ สถาบัน Change Fusion เปิดรับสมัครผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE) รุ่นใหม่เข้าร่วมโครงการ “พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” (Banpu Champions for Change: BC4C) ปีที่ 15 ภายใต้แนวคิด “Energy of Possibility : พลังดี ไม่มีดรอป” พื้นที่ปล่อยของ ทดสอบศักยภาพ และช่วยต่อยอดแพชชันการทำธุรกิจที่เกิดผลกระทบเชิงบวกในสังคมได้จริง ผ่านการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ เงินทุน และแรงสนับสนุนจากเครือข่ายที่จะช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ไปต่อได้แบบไม่มีดรอป ผ่าน 2 โปรแกรมหลัก ได้แก่ 1.กระบวนการบ่มเพาะกิจการระยะเริ่มต้น สำหรับคนที่มีไอเดียและอยากเริ่มต้นทำกิจการเพื่อสังคม ช่วยปูพื้นฐานด้านธุรกิจ ค้นหาแนวทางในการสร้างรายได้ที่ใช่ไปพร้อมกับการกำหนดตัวชี้วัดทางสังคม พร้อมทุนสนับสนุนการทดลองตลาด ทีมละ 80,000 บาท และทุนต่อยอดธุรกิจทีมละ 250,000 บาท หากเป็นผู้ชนะ 3 ทีมสุดท้าย และ 2.กระบวนการพัฒนาความพร้อมของกิจการในระยะขยายผล สำหรับกิจการที่ต้องการขยายผลและเติบโตอย่างเป็นระบบ ผ่านการโคชชิ่งเชิงลึก เพื่อยกระดับคุณภาพการเติบโตแบบเจาะจงตามบริบทของแต่ละกิจการ เสริมความพร้อมให้สามารถโตต่อได้อย่างยั่งยืน และโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุน ตั้งแต่การพัฒนาโมเดลธุรกิจให้แข็งแรงและยั่งยืน การสร้างรายได้และโอกาสทางการตลาด การตั้งเป้าหมายและวัดผลลัพธ์ทางสังคมอย่างชัดเจน ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ นักลงทุน และพันธมิตร เพื่อช่วยต่อยอดกิจการและผลักดันการเติบโตในระยะยาว

โดยจะเปิดรับสมัครข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันนี้ – 5 มิถุนายน 2569 และประกาศผลผู้ได้รับการคัดเลือก วันที่ 19 มิถุนายน 2569 ผู้ที่สนใจสามารถสมัครทางเพจเฟซบุ๊ก Banpu Champions for Change หรือ Incubation Program: https://forms.gle/K2hwa8e9eUsfCyM36 , Acceleration Program: https://forms.gle/qe61aS7b9B5QPmLR9