มมส ยกระดับมาตรฐานสากล ติดทำเนียบ THE Asia University Rankings 2026

มมส ยกระดับมาตรฐานสากล ติดทำเนียบ THE Asia University Rankings 2026

มมส ยกระดับมาตรฐานสากล ติดทำเนียบ THE Asia University Rankings 2026

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.01 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ก้าวสู่ความสำเร็จบนเวทีโลกอีกครั้ง หลังได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของภูมิภาคเอเชียจากการประกาศผล Times Higher Education (THE) Asia University Rankings 2026 โดยมหาวิทยาลัยใหาสารคาม ได้รับการจัดให้อยู่ในกลุ่มอันดับ 801+ สะท้อนถึงมาตรฐานการศึกษาและการวิจัยที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

การจัดอันดับโดย Times Higher Education (THE) ถือเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพมหาวิทยาลัยที่ได้รับความเชื่อถือสูงสุดระดับโลก โดยใช้เกณฑ์การประเมินที่เข้มงวดครอบคลุม 5 มิติหลัก ได้แก่ การสอน (Teaching) พิจารณาสภาพแวดล้อมการเรียนรู้และชื่อเสียงทางวิชาการ , สภาพแวดล้อมการวิจัย (Research Environment): ประเมินจากปริมาณงานวิจัยและรายได้จากการวิจัย , คุณภาพการวิจัย (Research Quality) วัดอิทธิพลจากการอ้างอิงผลงานวิจัย (Citation Impact) และความเป็นเลิศที่สร้างผลกระทบต่อวงวิชาการ , ความเป็นนานาชาติ (International Outlook) ประเมินสัดส่วนบุคลากรและนักศึกษาต่างชาติ รวมถึงความร่วมมือด้านวิจัยระดับสากล , ภาคอุตสาหกรรม (Industry) วัดความสามารถในการถ่ายทอดนวัตกรรม สิทธิบัตร และการสร้างรายได้จากงานวิจัย

ความสำเร็จในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการเป็น “มหาวิทยาลัยที่พึ่งของชุมชนและสังคม” ที่สามารถบูรณาการองค์ความรู้ระดับสากลเข้ากับบริบทท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะความเชี่ยวชาญในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ บรรพชีวินวิทยา วิทยาศาสตร์สุขภาพ และการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอีสาน ซึ่งผลงานวิจัยเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างคุณค่าทางวิชาการ แต่ยังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มมส ได้มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพผลงานตีพิมพ์ในฐานข้อมูลระดับนานาชาติ และขยายเครือข่ายความร่วมมือ (MoU) กับสถาบันชั้นนำทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สัดส่วนความเป็นนานาชาติและคุณภาพงานวิจัยพัฒนาขึ้นจนผ่านเกณฑ์มาตรฐานอันเข้มงวดของ Times Higher Education

มมส ก้าวเข้าสู่ทำเนียบการจัดอันดับ THE Asia University Rankings 2026 จึงไม่เพียงแต่เป็นความภาคภูมิใจของบุคลากรและนิสิตเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์และมาตรฐานอุดมศึกษาไทยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

สานต่อพระราชดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ พช. ยกระดับ OTOP 4 ภาค ปั้น 200 ผู้ประกอบการลุยตลาดแฟชั่นยั่งยืน

สานต่อพระราชดำริ 'ผ้าไทยใส่ให้สนุก' พช. ยกระดับ OTOP 4 ภาค ปั้น 200 ผู้ประกอบการลุยตลาดแฟชั่นยั่งยืน

สานต่อพระราชดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ พช. ยกระดับ OTOP 4 ภาค ปั้น 200 ผู้ประกอบการลุยตลาดแฟชั่นยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.39 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมด้วยนวัตกรรมสู่ความยั่งยืนเพื่อยกระดับผู้ประกอบการชุมชนให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่ 4 ภูมิภาค

การดำเนินงานดังกล่าวเป็นการสานต่อพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ภายใต้แนวคิด “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่ทรงมุ่งส่งเสริมให้ผ้าไทยก้าวสู่แฟชั่นร่วมสมัยระดับสากล พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภูมิปัญญาท้องถิ่น และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

การอบรมมุ่งเน้นการต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ด้วยการผสานนวัตกรรมและการออกแบบที่ทันสมัย ภายใต้แนวคิด Sustainable Fashion หรือแฟชั่นแห่งความยั่งยืน ที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของผู้ผลิตและผู้บริโภค และการสร้างรายได้อย่างมั่นคงให้กับชุมชน 

โดยสร้างกลุ่มเป้าหมายมากกว่า 200 ผู้ประกอบการ OTOP ทั้ง 4 ภูมิภาค ภายในกิจกรรมมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการย้อมสีธรรมชาติ การออกแบบสิ่งทอ ครอบคลุมตั้งแต่การเลือกใช้เส้นใยธรรมชาติ การย้อมสีจากพืช เช่น “คราม” การออกแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอร่วมสมัย ไปจนถึงการใช้เครื่องมือดิจิทัลและการทำตลาดออนไลน์ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและขยายตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม

กรมการพัฒนาชุมชนเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการ OTOP ปรับตัวให้ทันต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง โดยการสร้างอัตลักษณ์สินค้า ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างในตลาดยุคปัจจุบัน

โครงการดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน ผ่านการยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรม จาก “สินค้าพื้นถิ่น” สู่ “สินค้ามูลค่าสูง” ที่สามารถแข่งขัน ส่งออกได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญภายใต้โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในการเป็นพื้นที่ต้นแบบของการพัฒนา OTOP ไทย สู่แฟชั่นร่วมสมัยพร้อมสร้างรายได้และโอกาสให้กับชุมชนอย่างแท้จริง

‘Dek-D’s TCAS Fair 2026’ CRA ปั้นคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขของประเทศ

‘Dek-D’s TCAS Fair 2026’ CRA ปั้นคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขของประเทศ

‘Dek-D’s TCAS Fair 2026’ CRA ปั้นคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขของประเทศ

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สถาบันการศึกษาชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์ เข้าร่วมจัดกิจกรรมแนะแนวการศึกษาต่อในงานมหกรรม Dek-D’s TCAS Fair 2026 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 25-26 เมษายนที่ผ่านมา โดยได้รับความสนใจจากนักเรียนและผู้ปกครองจำนวนมาก สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของสถาบันในการผลิตบุคลากรด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ เพื่อรองรับความต้องการของระบบสาธารณสุขของประเทศในยุคดิจิทัล สำหรับการเข้าร่วมงานครั้งนี้นับเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ขนทัพ 6 คณะ ร่วมแนะแนวการศึกษาต่อพร้อมนำเสนอหลักสูตรที่ทันสมัยและตอบโจทย์สาขาวิชาชีพที่ขาดแคลน นำโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญและรุ่นพี่ที่มาร่วมแบ่งปันเทคนิคการเตรียมตัวเพื่อสร้างความพร้อมสู่มหาวิทยาลัยอย่างมั่นใจ โดยมีไฮไลท์จุดเด่นของแต่ละหลักสูตร ดังนี้

รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.พีรุทย์ เชียรวิชัย อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ระบุถึงจุดเด่นของคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน มี 2 สาขา ได้แก่ หลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต ซึ่งเป็นหลักสูตร 7 ปี หลังเรียนจบจะได้ทั้งหมด 2 ปริญญา คือ ปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต และปริญญาโทตามสาขาควบที่ทางนักศึกษาเลือกเรียน และหลักสูตรวิทยาศาสตร์ข้อมูลสุขภาพลักสูตร 4 ปี ซึ่งเป็นหลักสูตรร่วมระหว่าง คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งนักศึกษาจะได้เรียนทั้งกับอาจารย์แพทย์และอาจารย์ทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์โดยตรง

อาจารย์ฉัตรพร เรืองทอง อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ กล่าวว่า คณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ มี 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวและสุขภาพ เป็นหลักสูตรปริญญาตรีแห่งแรกและแห่งเดียวซึ่งมีจุดเด่นที่ความเชี่ยวชาญด้านกระดูกและกล้ามเนื้อ องค์ประกอบร่างกาย สรีรวิทยา วิเคราะห์การเคลื่อนไหว และการออกแบบการออกกำลังกายเฉพาะบุคคล หลักสูตรฉุกเฉินการแพทย์ ความพิเศษของหลักสูตรนี้ คือ ความเชี่ยวชาญด้านการจัดการสาธารณภัยและภัยพิบัติ และหลักสูตรรังสีเทคนิค ที่มุ่งเน้นการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี เพื่อผลิตนักรังสีเทคนิคที่สามารถสอนบุคคลอื่นได้ ซึ่งถือเป็นการเรียนรู้สูงสุด

ดร.จารุ เตชะเลิศไพศาล อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ ชูหลักสูตรนวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มุ่งเน้นการบูรณาการระหว่างความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผสานการใช้นวัตกรรม เพื่อให้ผู้เรียนได้นำความรู้มาต่อยอดสู่นวัตกรรมที่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยได้จริงในอนาคต

อาจารย์อัฐ เข็มทอง อาจารย์ประจำคณะนวัตกรรมอาหารและโภชนาการ กล่าวถึงหลักสูตรเทคโนโลยีอาหารทางการแพทย์และสุขภาพ ว่าเป็นหลักสูตรที่บูรณาการระหว่างเทคโนโลยีอาหาร โภชนาการและวิทยาศาสตร์สุขภาพ ร่วมกับนวัตกรรม รวมถึงการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนเพื่อให้นักศึกษาสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้จริง

อาจารย์ไตรศักดิ์ แย้มสอาด อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ ให้ข้อมูลหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ว่าเป็นหลักสูตรพหุวิทยาการที่บูรณาการความรู้ระหว่างวิศวกรรมศาสตร์กับวิทยาศาสตร์สุขภาพเข้าด้วยกัน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายทางการแพทย์และวิศวกรรม อาทิ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ศูนย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมศาสตร์และการแพทย์ มาร่วมพัฒนาองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้สามารถก้าวออกไปสู่อนาคตได้อย่างเชี่ยวชาญและมั่นใจ

อาจารย์ ดร.กฤษดา ทองทับ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี กล่าวว่า ในส่วนของหลักสูตรพยาบาลบัณฑิต คณะพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี มีหลักสูตร 4 ปี และหลักสูตรสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาอื่น หลักสูตร 2.5 ปี จุดเด่นของหลักสูตรคือการใช้กระบวนการวิจัยในการสอน และถ่ายทอดความรู้ ฝึกให้คิดอย่างเป็นระบบ โดยจะมุ่งเน้นในคุณธรรมและจริยธรรมพร้อมกับการเป็นจิตอาสา นอกจากองค์ความรู้ที่ได้แล้ว นักศึกษาจะได้รับการปลูกฝังด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้พร้อมกับการเป็นพยาบาลที่ดีของสังคม

ภายในงาน นอกจากการแนะนำหลักสูตรจาก 6 คณะแล้วยังมุ่งเน้นการสร้างเสริมประสบการณ์ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การค้นหาตัวตนและการเจาะลึกเส้นทางอาชีพทางด้านสุขภาพโดยรุ่นพี่ที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตรง กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมากจากทั้งนักเรียนและผู้ปกครอง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในมาตรฐานการเรียนการสอนระดับสากล และวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลและปณิธานที่แน่วแน่ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการศึกษาและการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและเทคโนโลยีทางการแพทย์ ในการเป็นรากฐานสำคัญเพื่อขับเคลื่อนสาธารณสุขไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

สำหรับนักเรียน นักศึกษา ที่สนใจเข้าศึกษาต่อสายวิทย์-สุขภาพ กับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สามารถติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.cra.ac.th

สลช.สนองนโยบายลดค่าครองชีพผู้ปกครอง ‘ยืดหยุ่น’ ชุดนักเรียน ลดการซื้อใหม่

สลช.สนองนโยบายลดค่าครองชีพผู้ปกครอง ‘ยืดหยุ่น’ ชุดนักเรียน ลดการซื้อใหม่

สลช.สนองนโยบายลดค่าครองชีพผู้ปกครอง ‘ยืดหยุ่น’ ชุดนักเรียน ลดการซื้อใหม่

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ตามที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ได้มีนโยบายและข้อสั่งการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ปกครองในช่วงใกล้เปิดภาคเรียน ซึ่งหนึ่งในข้อสั่งการ คือ ปรับลดข้อบังคับด้านเครื่องแต่งกายให้มีความยืดหยุ่น เพื่อลดการซื้อใหม่ให้มากที่สุด ได้แก่ ชุดนักเรียน อนุโลมให้ใส่ชุดเดิมได้แม้เลื่อนชั้นหรือย้ายโรงเรียน และให้โรงเรียนพิจารณาเพิ่มสัดส่วนวันใส่ชุดพละหรือชุดไปรเวทสุภาพ เช่นเดียวกับชุดลูกเสือ-เนตรนารี ที่อนุโลมให้ใส่เครื่องแบบลำลอง “ผ้าผูกคอและหมวก” ร่วมกับชุดนักเรียนหรือชุดพละในการฝึกอบรมในสถานศึกษาได้นั้น

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัด ศธ. ทำหน้าที่เลขาธิการ สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) เปิดเผยว่า เพื่อตอบรับนโยบายรับมือวิกฤตพลังงานและค่าคลองชีพ สลช.ได้เคยมีหนังสือคำสั่งแจ้งแนวปฏิบัติการแต่งกายเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี ในสถานศึกษา เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2568 ไปยังหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในกำกับดูแล อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ผู้อำนวยการลูกเสือจังหวัด ผู้อำนวยการลูกเสือกรุงเทพมหานคร กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงมหาดไทย (มท.)

โดยสาระสำคัญของแนวปฏิบัติดังกล่าวระบุว่า 1.การแต่งเครื่องแบบลูกเสือตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2510) ออกตามความในพระราชบัญญัติถูกเสือ พ.ศ. 2507 ประกอบด้วย หมวก เสื้อกางเกง/กระโปรง ผ้าผูกคอ เข็มขัด ถุงเท้า รองเท้า และเครื่องหมายประกอบเครื่องแบบ ให้ใช้สำหรับงานพิธีเข้าประจำกองลูกเสือ งานพิธีของลูกเสือ หรืองานพิธีอื่นๆ ที่สถานศึกษา จังหวัด สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดขึ้น และในการฝึกอบรมหรืออยู่ค่ายพักแรม 2.การแต่งเครื่องแบบลูกเสือสำรองแบบลำลองและเครื่องแบบลูกเสือสามัญแบบลำลอง ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2529) ออกตามความในพระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ. 2507 ซึ่งประกอบด้วยเครื่องแบบนักเรียน, ผ้าผูกคอ, เครื่องหมายลูกเสือ ใช้สำหรับการฝึกอบรม การอยู่ค่ายพักแรม เท่านั้นและการแต่งเครื่องแบบลำลอง อนุโลมให้ใช้ชุดพลศึกษาได้

และ 3.การแต่งเครื่องแบบลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่และลูกเสือวิสามัญแบบลำลอง อนุโลมให้แต่งเครื่องแบบตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2529) ออกตามความในพระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ. 2507 ในการนี้การจัดกิจกรรมฝึกอบรมลูกเสือ เนตรนารี ที่เป็นกิจกรรมกลางแจ้ง ให้สถานศึกษาพิจารณาปรับรูปแบบลักษณะการจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และสภาพอากาศ และกำหนดการแต่งเครื่องแบบลูกเสือ เนตรมารี ตามข้อ 1-3 ได้ตามความเหมาะสม

มทร.กรุงเทพ พัฒนาเครื่องแปรสภาพขยะอินทรีย์เป็นปุ๋ย ช่วยชาวไร่อ้อยลดต้นทุน-มลพิษ แถมมีรายได้เพิ่ม

มทร.กรุงเทพ พัฒนาเครื่องแปรสภาพขยะอินทรีย์เป็นปุ๋ย ช่วยชาวไร่อ้อยลดต้นทุน-มลพิษ แถมมีรายได้เพิ่ม

มทร.กรุงเทพ พัฒนาเครื่องแปรสภาพขยะอินทรีย์เป็นปุ๋ย ช่วยชาวไร่อ้อยลดต้นทุน-มลพิษ แถมมีรายได้เพิ่ม

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รศ.ดร.พิชัย จันทร์มณี อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เปิดเผยว่า คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.กรุงเทพ ได้พัฒนาเครื่องแปรสภาพขยะอินทรีย์เป็นปุ๋ย และการวิจัยปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพ เพื่อเป็นทางเลือกแทนปุ๋ยเคมีราคาแพง โดย ผศ.ชนิดา ป้อมเสน อาจารย์คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ได้ทำโครงการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาชุมชนไร่อ้อยใน อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ด้วยเทคโนโลยีพร้อมใช้และนวัตกรรมที่เหมาะสม” เพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจฐานชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) ได้ทำวิจัยปุ๋ยชีวภาพจากวัสดุในท้องถิ่น เพื่อลดต้นทุนปุ๋ยแพงให้เกษตรกรเครื่องแปรสภาพขยะเป็นปุ๋ย

ผศ.ชนิดา  กล่าวว่า ทีมวิจัย มทร.กรุงเทพ ได้ลงพื้นที่ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ปลูกอ้อยเป็นอันดับ 2 ของ จ.สุพรรณบุรี คือ ปลูกอยู่แสนกว่าไร่ ทุกครั้งที่เก็บเกี่ยวแล้วจะมีวัสดุเหลือทิ้งที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์จำนวนมาก โดยเฉพาะใบอ้อยและชานอ้อย ซึ่งบางส่วนถูกปล่อยทิ้งในแปลง บางส่วนถูกจำหน่ายในราคาต่ำ หรือถูกกำจัดด้วยวิธีการเผา ส่งผลให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศและการสูญเสียทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ จากการลงพื้นที่สอบถามความต้องการของชุมชน ทราบว่า รูปแบบการจัดการเศษใบอ้อยที่แตกต่างกันส่งผลต่อการเจริญเติบโตของอ้อยตอในฤดูถัดไป เกษตรกรบางแปลงที่ใช้รถตัดอ้อยจะมีเศษใบที่เหลืออยู่ในไร่ก็จะจัดการยาก แต่บางแปลงที่จ้างตัดแล้วเหลือเศษใบไว้ก็จะส่งผลต่อการเติบโตของอ้อยซึ่งจะไม่สม่ำเสมอ ส่วนแปลงที่ใช้รถตัดและเก็บใบไปด้วยอ้อยก็โตช้า เพราะไม่มีวัสดุคลุมดิน  นักวิจัยก็เข้ามาช่วยแก้ปัญหาจัดการไร่อ้อยด้วยการใช้เครื่องม้วนใบอ้อยที่สามารถปรับระยะในการเก็บใบได้ ที่จากเดิมเก็บใบทั้ง 100% ร้อยก็เก็บ 50% เพื่อเหลือไว้คลุมดิน อีก 50% ก็เอาใบทำปุ๋ย ซึ่งสามารถลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้ถึง 2 พันบาทต่อไร่ และไม่ต้องมีเศษวัสดุเหลือใช้ที่จะเป็นปัญหาให้เกษตรกร หรือเป็นมลพิษกับสิ่งแวดล้อม

“ปัญหา คือการจัดการวัสดุเหลือใช้หลังการเก็บเกี่ยว บางชุมชนแก้ปัญหาโดยการเผา ซึ่งก็จะเป็นปัญหากับสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นเราจึงเลือกเทคโนโลยีพร้อมใช้ที่เหมาะสมกับชุมชน เช่น เทคโนโลยีอัดก้อนใบอ้อยแบบม้วนกลมในการเก็บเกี่ยวของเกษตรกรแบบ 100% คือ ไม่เหลือใบอ้อยไว้คลุมดินเลย นักวิจัยก็ได้แนะนำเกษตรกรให้เก็บเกี่ยวใบอ้อย 50% เหลือทิ้งไว้ 50% เพื่อช่วยรักษาความชื้นในดิน ลดการสูญเสียน้ำ ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตของอ้อยตอที่มีความสม่ำเสมอมากขึ้น  ส่วนเทคโนโลยีที่สอง คือ กระบวนการทำปุ๋ยแบบไม่พลิกกลับกอง โดยเกษตรกรจะนำใบที่เก็บออกมา 50% มาทำปุ๋ย โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์หรือโซล่าเซลล์เติมอากาศให้ปุ๋ยแบบไม่พลิกกลับกอง และเทคโนโลยีที่สาม คือ เครื่องสับย่อยเศษอ้อยเหลือทิ้ง จากเดิมที่เกษตรกรอ้อยคั้นน้ำแล้วสุมกองเศษชานอ้อยไว้ทำให้เกิดเชื้อราและไม่เกิดประโยชน์ เทคโนโลยีนี้จะมาสับย่อยชานอ้อยแล้วเอามาทำปุ๋ยแบบไม่พลิกกลับกอง  ซึ่งปุ๋ยนี้จะเป็นปุ๋ยที่ได้มาตรฐานของปุ๋ยอินทรีย์ เกษตรกรสามารถนำไปจำหน่ายให้เกษตรกรที่ปลูกพืชผักสวนครัวชนิดอื่นได้ เช่น  มะเขือเทศ พริก ตันละ 4,000 บาท” ผศ.ชนิดา กล่าว

ผศ.ชนิดา กล่าวอีกว่า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการนำแนวคิด BCG Economy มาประยุกต์ใช้ในระดับชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้จากการแปรรูปวัสดุเหลือใช้ และลดการเผาในพื้นที่  ซึ่งช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันชุมชนยังเกิดการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านการจัดการทรัพยากรไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ความสำเร็จของโครงการไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากการพัฒนาเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเกิดจากความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและชุมชนในพื้นที่ ซึ่งให้การสนับสนุน เปิดรับองค์ความรู้ใหม่ และร่วมทดลองปฏิบัติ เพื่อพัฒนาระบบการจัดการไร่อ้อยร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ความภาคภูมิใจสำคัญของโครงการ คือ การที่เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นภายใต้แนวทางการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตามหลักการของเศรษฐกิจ BCG ของประเทศไทย

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค แก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่สุพรรณบุรี

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค แก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่สุพรรณบุรี

ในหลวง โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค แก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่สุพรรณบุรี

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.05 น.

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี

 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบวาตภัย  ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรี  ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค  ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี

วันที่ 11 พฤษภาคม  2569  เวลา  15.18  น.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอกไพบูลย์  คุ้มฉายา องคมนตรี  ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 1,000 ถุง  ไปมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ซึ่งเป็นตัวแทนราษฎร เพื่อเชิญไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีต่อไป และมอบแก่ราษฎรตำบลดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ ณ  หอประชุมที่ว่าการอำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี  เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น และเป็นขวัญกำลังใจ

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบวาตภัย และเจ้าหน้าที่ได้รับทราบ  ในการนี้ องคมนตรี ได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่หมู่ที่ 2 ตำบลไร่รถ อำเภอดอนเจดีย์ จำนวน 3 ครอบครัว  ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ และราษฎรกลุ่มเปราะบาง ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณา ทั้งนี้ องคมนตรี ได้พูดคุยให้กำลังใจและขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ  และเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง 

รวมทั้งจิตอาสาพระราชทาน ในการปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ในการนี้  องคมนตรี  ได้ร่วมประชุมติดตามการแก้ไขสถานการณ์การเกิดวาตภัยในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี  โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  นายอำเภอ และหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  เข้าร่วมประชุมและรายงานการเกิดวาตภัย รวมทั้ง รายงานการให้ความช่วยเหลือราษฎรที่ประสบวาตภัย 

โดยองคมนตรี ได้ให้ข้อแนะนำเพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และทั่วถึง ไม่ซ้ำซ้อน รวมทั้งให้ประสานความร่วมมือเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความคล่องตัวและทันกับสถานการณ์

จังหวัดสุพรรณบุรี ได้เกิดพายุฤดูร้อน เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ในช่วงเย็นและค่ำที่ผ่านมา ทำให้เกิดฝนตกหนัก บางพื้นที่มีลูกเห็บตก และลมกระโชกแรง ทำให้เสาไฟฟ้าแรงสูงในแนวเขตถนนสายสุพรรณบุรี – ดอนเจดีย์ โคนล่มหักเสียหายจำนวน 120 ต้น มูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลตลิ่งชัน ตำบลบ้านโพธิ์อำเภอเมืองสุพรรณบุรี และตำบลไร่รถ อำเภอดอนเจดีย์ ส่งผลทำให้กระแสไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง กับบ้านเรือนราษฎร ทรัพย์สิน  สิ่งสาธารณประโยชน์ และพื้นที่เกษตรกรรม ได้รับความเสียหายและได้รับผลกระทบใน  4 อำเภอ  28 ตำบล 140 หมู่บ้าน 3 ชุมชน และราษฎรได้รับความเดือดร้อนและผลกระทบ 1,976 ครัวเรือน  โดยจังหวัดได้เร่งดำเนินการสำรวจและให้ความช่วยเหลือราษฎรใน
ด้านต่าง ๆ อาทิ ประสานกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสุพรรณบุรีดำเนินการเคลื่อนย้ายเสาไฟฟ้าแรงสูงและตั้ง

เสาไฟฟ้าใหม่เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับราษฎรใช้เป็นการเร่งด่วน  จัดหาเครื่องอุปโภคบริโภค ที่พักอาศัยชั่วคราว  เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น ให้ราษฎรสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติสุขโดยเร็วด้วยแล้ว
 

​เปิดยุทธศาสตร์ Digital Education ไทย-จีน ยกระดับ HSK และ AI ปูทางสู่เบอร์หนึ่งอาเซียน

​เปิดยุทธศาสตร์  Digital Education ไทย-จีน ยกระดับ HSK และ AI ปูทางสู่เบอร์หนึ่งอาเซียน

​เปิดยุทธศาสตร์ Digital Education ไทย-จีน ยกระดับ HSK และ AI ปูทางสู่เบอร์หนึ่งอาเซียน

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.15 น.

​เปิดยุทธศาสตร์  “Digital Education” ไทย-จีน ยกระดับ HSK และ AI ปูทางสู่เบอร์หนึ่งอาเซียน

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หารือทวิภาคี ร่วมกับ นายหวย จิ้นเผิง (H.E. Mr. Huai Jinpeng) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมระดับโลกด้านการศึกษาดิจิทัล ประจำปี 2569 (2026 World Digital Education Conference : WDEC 2026) ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

รมว.ศธ. กล่าวชื่นชมการบริหารงานของรัฐมนตรีจีน ที่นำพื้นฐานด้านวิศวกรรมมาขับเคลื่อนการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดยฝ่ายไทยได้เสนอนโยบายปฏิรูปการศึกษา 5 ด้านหลัก ที่เน้นการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบท การปรับปรุงหลักสูตรด้วยดิจิทัล และการสร้างทักษะแห่งอนาคต เช่น AI, Coding และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมเน้นย้ำความประสงค์ที่จะขยายผลโครงการ Luban Workshop ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วไทย เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมจีนในไทย รวมทั้งการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการเรียนภาษาจีนในอาเซียน พร้อมยกระดับมาตรฐานการสอบ HSK และพัฒนาศักยภาพครูไทยให้มีความเชี่ยวชาญสูงขึ้น

โอกาสนี้ รมว.ศธ.สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้แสดงความชื่นชมในประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐมนตรีไทย พร้อมเน้นย้ำว่า AI และเทคโนโลยีสมัยใหม่ คือหัวใจสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ช่วยสร้างบุคลากรคุณภาพสูง รวมทั้งยินดีแบ่งปันโมเดลความสำเร็จด้านอาชีวะของมหาวิทยาลัย Shenzhen Polytechnic University ที่ร่วมมือกับภาคเอกชนใหญ่ อาทิ Huawei, BYD และ Tencent เพื่อสร้างบุคลากรให้ตรงจุด พร้อมเสนอให้ทั้งสองประเทศจัดทำกรอบความร่วมมือแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) เพื่อประสานงานระหว่างหน่วยงานระดับกรมให้ชัดเจน รวมทั้งการทำ MOU ด้าน AI พร้อมสนับสนุนด้านการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้วย  
 

ข่าวดี! กยศ. ใจดีขยายเวลาสมัคร ‘สถานศึกษาต้นแบบ’ โอกาสสุดท้ายถึง 30 มิ.ย.69

ข่าวดี! กยศ. ใจดีขยายเวลาสมัคร 'สถานศึกษาต้นแบบ' โอกาสสุดท้ายถึง 30 มิ.ย.69

ข่าวดี! กยศ. ใจดีขยายเวลาสมัคร ‘สถานศึกษาต้นแบบ’ โอกาสสุดท้ายถึง 30 มิ.ย.69

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.06 น.

“ข่าวดี รีบสมัครด่วน” กยศ. ขยายเวลารับสมัครสถานศึกษาต้นแบบด้านจิตสาธารณะ เพื่อรับรางวัลเชิดชูคนดี กยศ. ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เดินหน้าส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรม “เชิดชูคนดี กยศ. ประจำปี 2569” เฟ้นหาผู้กู้ยืมและสถานศึกษาที่เป็นแบบอย่างที่ดีด้านจิตสาธารณะ โดยล่าสุดได้ขยายระยะเวลาการรับสมัครสถานศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้สถานศึกษาที่มีความพร้อมได้เข้าร่วมมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 

ขณะนี้ กยศ. ได้ขยายระยะเวลารับสมัครคัดเลือกสถานศึกษาต้นแบบ ภายใต้กิจกรรม “เชิดชูคนดี กยศ. ประจำปี 2569” ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้สถานศึกษาที่มีความพร้อมและมีผลงานด้านการทำจิตสาธารณะ มีการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคมให้แก่นักเรียนนักศึกษาอย่างต่อเนื่องได้สมัครเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่ง กยศ. จะดำเนินการคัดเลือกสถานศึกษาต้นแบบ จำนวน 12 แห่ง เพื่อรับรางวัล โดยจะได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติสถานศึกษาต้นแบบที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานของ กยศ. ทั้งในด้านการบริหารจัดการเงินกู้ยืมอย่างมีประสิทธิภาพการส่งเสริมวินัยทางการเงินในการชำระหนี้คืน ตลอดจนการปลูกฝังจิตสาธารณะและสนับสนุนให้นักเรียนนักศึกษาได้มีโอกาสทำความดี   เพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

กยศ. จึงขอเชิญชวนสถานศึกษาทุกแห่งที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนานักเรียน นักศึกษาให้เป็นคนดีมีวินัย และมีความรับผิดชอบต่อสังคม สมัครเข้าร่วมกิจกรรม “เชิดชูคนดี กยศ. ประจำปี 2569” ตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.studentloan.or.th
 

ซีพีเดินหน้าสร้างคนเก่ง ‘ทุนการศึกษาปีที่ 48’ มุ่งปั้นผู้นำเปลี่ยนประเทศ

ซีพีเดินหน้าสร้างคนเก่ง 'ทุนการศึกษาปีที่ 48' มุ่งปั้นผู้นำเปลี่ยนประเทศ

ซีพีเดินหน้าสร้างคนเก่ง ‘ทุนการศึกษาปีที่ 48’ มุ่งปั้นผู้นำเปลี่ยนประเทศ

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.49 น.

ท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ เดินหน้ายกระดับ “โครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์” ภายใต้แนวคิด “สร้างคน สร้างอนาคต” มุ่งเฟ้นหาเยาวชนคนเก่งระดับแนวหน้าของประเทศ หรือ Next-Gen Talent ที่มีทั้งความสามารถ ภาวะผู้นำ ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต เพื่อพัฒนาให้เติบโตเป็น “ผู้นำแห่งอนาคต” ขององค์กร สังคม และประเทศไทย ท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และการแข่งขันระดับโลก พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับทุนได้เรียนรู้ ฝึกงาน และต่อยอดสู่การทำงานจริงในเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือ ซึ่งมีธุรกิจครอบคลุมทั้งอาหาร เกษตร ค้าปลีก โทรคมนาคม ดิจิทัล เทคโนโลยี และธุรกิจแห่งอนาคต

โครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประจำปี 2569 ได้จัดกิจกรรม “CP Scholarship Talent Screening Day 2026” ครอบคลุม 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อคัดเลือกนักเรียน นิสิต และนักศึกษาที่มีศักยภาพสูง จำนวน 500 คน จากผู้สมัครกว่า 2,000 คน เข้าสู่กระบวนการคัดเลือกเชิงลึก ผ่านทั้งการสัมภาษณ์แบบ 1:1 และกิจกรรมกลุ่ม เพื่อประเมินศักยภาพรอบด้าน ทั้งภาวะผู้นำ ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม ทักษะการสื่อสาร และความสามารถในการแก้ปัญหาในโลกอนาคต โดยล่าสุดได้จัดกิจกรรมครั้งที่ 5 ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ ต้อนรับนักเรียน นิสิต และนักศึกษาจากกรุงเทพฯ และภาคกลางกว่า 100 คน เข้าสู่เวทีค้นหา “ผู้นำแห่งอนาคต” ของประเทศ ทั้งนี้ โดยได้รับเกียรติจากคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และกรรมการบริหารโครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วย ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ นางสาวศิริพร เดชสิงห์  นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า  นางสาวเบญจวรรณ อ่องศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจศูนย์การค้า กลุ่มงานศูนย์การค้าและอสังหาริมทรัพย์ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)     ดร.อดิภัทร ชัยชนะสกุล และ รองศาสตราจารย์ ดร. เรืองศักดิ์ แก้วธรรมชัย และกรรมการบริหารโครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจากกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ร่วมสัมภาษณ์และคัดเลือกผู้สมัครทุนในครั้งนี้

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา กรรมการบริหารโครงการทุนการศึกษา เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวให้โอวาทและกำลังใจแก่นักเรียนนิสิตนักศึกษาผู้สมัครรับทุนฯ โดยสรุปว่า แม้ผลการคัดเลือกจะออกมาอย่างไร แต่เพียงการได้ก้าวเข้าสู่เวทีคัดเลือกรอบสุดท้ายของทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ ก็ถือเป็น “โอกาสสำคัญ” ที่หาได้ยากแล้ว เพราะเยาวชนทุกคนจะได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ “ครอบครัวซีพี” ซึ่งเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากผู้บริหารระดับแนวหน้าของประเทศ ทั้งแนวคิด วิธีทำงาน วิธีตั้งคำถาม และมุมมองของผู้นำที่แท้จริง ขณะเดียวกัน ผู้สมัครที่มาจากทั่วประเทศในวันนี้ ยังจะกลายเป็น “เครือข่ายแห่งการเรียนรู้” ของกันและกันในอนาคต เพราะคนที่ยืนอยู่ในห้องเดียวกันวันนี้ อาจไม่ได้เป็นคู่แข่งขันตลอดไป แต่อาจเติบโตขึ้นเป็นพันธมิตรและกำลังสำคัญในการร่วมสร้างสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมและประเทศในอนาคตต่อไป

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า โครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 48 ปี นับตั้งแต่ปี 2522 จากเจตนารมณ์ของท่านประธานอาวุโส จรัญ เจียรวนนท์ และสืบสานต่อโดยท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา และเชื่อมั่นว่า “การลงทุนในคน คือการลงทุนที่ยั่งยืนที่สุด” โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้มอบทุนแก่เยาวชนไทยแล้วกว่า 6,600 ทุน ซึ่งในปีนี้ ท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ ได้มีนโยบายยกระดับโครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้แนวคิด “สร้างคน สร้างอนาคต” เพื่อเฟ้นหาเยาวชนคนเก่งระดับแนวหน้าของประเทศ หรือ Next-Gen Talent ที่มีทั้งความสามารถ ภาวะผู้นำ ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพในการขับเคลื่อนประเทศในอนาคต โดยท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ กล่าวว่า “เราต้องให้โอกาสกับผู้นำ เพราะการส่งเสริมผู้นำเพียงหนึ่งคน สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและยั่งยืนได้ ทุนการศึกษาไม่ใช่เพียงการให้โอกาสทางการศึกษา แต่คือการสร้างการเปลี่ยนแปลง ให้ผู้นำได้เรียนรู้ แก้ไขปัญหา เกิดปัญญา และต่อยอดสิ่งเดิมให้ดียิ่งขึ้น”

ในการนี้ ดร.ธีระพล ระบุว่า ทุนการศึกษาในครั้งนี้ไม่ได้มองหาเพียง “คนเก่ง” แต่กำลังมองหาคนรุ่นใหม่ที่มีภาวะผู้นำ มีคุณธรรม มีความกตัญญู และเห็นคุณค่าของโอกาส เพราะเมื่อไม่สามารถมอบโอกาสให้กับทุกคนได้ สิ่งสำคัญคือการมอบโอกาสให้กับคนที่พร้อมจะเติบโต และสามารถนำโอกาสนั้นไปสร้างประโยชน์ต่อผู้คนอีกมากมายในอนาคต การเป็นผู้นำจึงไม่ใช่เพียงการประสบความสำเร็จเพื่อตัวเอง แต่คือการใช้ความสามารถ ความคิด และประสบการณ์ของตนเองในการช่วยเหลือผู้อื่น สร้างคุณค่าให้สังคม และส่งต่อโอกาสให้กับคนรุ่นต่อไป

“ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งสำคัญคือการมีหัวใจของการเรียนรู้ตลอดชีวิต กล้าที่จะคิด กล้าลงมือทำ กล้าทดลอง และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง เพราะโอกาสสำคัญในชีวิตอาจเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ และคนที่เตรียมพร้อมเท่านั้น ที่จะสามารถเปลี่ยนโอกาสนั้นให้กลายเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตได้” ดร.ธีระพล กล่าว

ดังนั้น ทุนการศึกษาจึงไม่ใช่เพียงการสนับสนุนด้านการศึกษา แต่เป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ได้คิด ได้ลงมือทำ และพัฒนาตัวเอง เพื่อเติบโตเป็นคนรุ่นใหม่ที่ “คิดเป็น ทำเป็น นำเป็น” และพร้อมสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศในอนาคต

ทั้งนี้ ผู้ได้รับทุนจะได้รับโอกาสในการฝึกงานกับเครือฯและบริษัทในเครือฯ เพื่อได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงในองค์กรชั้นนำของประเทศ และเมื่อจบการศึกษายังเปิดโอกาสให้ทำงานกับเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจชั้นนำของประเทศไทยที่มีธุรกิจครอบคลุมทั้งอาหาร เกษตร ค้าปลีก โทรคมนาคม ดิจิทัล เทคโนโลยี อีคอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ และธุรกิจแห่งอนาคต นอกจากนี้ในระหว่างรับทุนฯยังจะได้เข้าร่วมโปรแกรมพัฒนาศักยภาพผู้นำ ผ่านแนวทางการเรียนรู้แบบ Action-Based Learning เช่นเดียวกับหลักสูตรพัฒนาเถ้าแก่ของเครือฯ เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงธุรกิจ การแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการเป็นผู้นำในโลกยุคใหม่

สำหรับโครงการทุนการศึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประจำปี 2569 แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ทุนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ทุนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ทุนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และทุนระดับปริญญาตรี โดยมีมูลค่าทุนละ 50,000 บาทต่อคน ปีนี้มีนักเรียน นิสิต และนักศึกษาจากทั่วประเทศสมัครขอรับทุนจำนวน 1,507 คน ก่อนคัดเลือกเข้าสู่รอบ Screening Day ประมาณ 500 คน ผ่านศูนย์สัมภาษณ์ใน 5 ภูมิภาค ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) มหาวิทยาลัยบูรพา (ภาคตะวันออก) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ภาคเหนือ) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ภาคใต้) และทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ (ภาคกลาง) เพื่อค้นหาเยาวชนคนเก่งที่มีศักยภาพและวัดแววความเป็นผู้นำ เข้าสู่การเป็น “ผู้นำแห่งอนาคต” ภายใต้โครงการทุนการศึกษาของเครือเจริญโภคภัณฑ์ต่อไป

ไทย-รัสเซีย จับมือยกระดับการศึกษา สานโครงการพระราชดำริฯ เพิ่มโควตาทุนรัสเซียและภาษา

ไทย-รัสเซีย จับมือยกระดับการศึกษา สานโครงการพระราชดำริฯ เพิ่มโควตาทุนรัสเซียและภาษา

ไทย-รัสเซีย จับมือยกระดับการศึกษา สานโครงการพระราชดำริฯ เพิ่มโควตาทุนรัสเซียและภาษา

วันจันทร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.21 น.

ไทย-รัสเซีย จับมือยกระดับการศึกษา สานโครงการพระราชดำริฯ เพิ่มโควตาทุนรัสเซียและภาษา

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 สถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่รายละเอียดและภาพบรรยากาศการหารือทวิภาคีเพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างสหพันธรัฐรัสเซียและราชอาณาจักรไทย ดังนี้

“เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย นายเยฟกินี โทมิคิน (Evgeny Tomikhin) เข้าพบหารือกับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งสองฝ่าย ได้หารือในประเด็นความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศรัสเซียและไทย รวมถึงการแลกเปลี่ยนทางด้านมนุษยธรรม และการส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาของทั้งสองประเทศได้มีการติดต่อกันโดยตรง โดยให้ความสำคัญกับโครงการต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เช่น เทศกาลคณิตศาสตร์ที่จัดขึ้นประจำปีโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นต้น

อีกประเด็นหนึ่งที่ได้หารือกันคือการส่งเสริมให้นักศึกษาจากประเทศไทยได้มีโอกาสไปศึกษาต่อที่ประเทศรัสเซียผ่านโครงการของทุนรัฐบาลรัสเซีย ทั้งสองฝ่ายแสดงความตั้งใจในการผลักดันการเรียนการสอนภาษารัสเซียและภาษาไทยให้มากยิ่งขึ้นสำหรับทั้งสองประเทศ 

ทั้งสองฝ่ายแสดงความเชื่อมั่นว่า การพัฒนาการศึกษาและการแลกเปลี่ยนทางมนุษยธรรมนั้นจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรัสเซียและไทยให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้นต่อไป”

ทุนรัฐบาลรัสเซีย
เรียนภาษารัสเซีย