ชงครม. 13 พ.ค. ไฟเขียวงบ 4.5 พันล้าน แจก 7,200 ทุน ODOS เฟสใหม่

ชงครม. 13 พ.ค. ไฟเขียวงบ 4.5 พันล้าน แจก 7,200 ทุน ODOS เฟสใหม่

ชงครม. 13 พ.ค. ไฟเขียวงบ 4.5 พันล้าน แจก 7,200 ทุน ODOS เฟสใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.13 น.

รัฐบาลเตรียมจัดเพิ่มอีกกว่า 7,200 ทุนเรียนต่อทั้งในและต่างประเทศ อังคารนี้เตรียมชงครม.ของบ 4.5 พันล้านบาท สำหรับโครงการ ODOS เฟสใหม่ ให้ทุน 3 ประเภท

11 พฤษภาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะกรรมการอำนวยการโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (Outstanding Development Opportunity Scholarship : ODOS) หรือ คกก. อำนวยการโครงการ ODOS เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบแนวทางการดำเนินโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (โครงการ ODOS)  โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดทำข้อเสนอแนวทางการดำเนินโครงการฯ และคณะกรรมการอำนวยการโครงการ ODOS เห็นชอบแล้ว ซึ่งแนวทางการดำเนินโครงการฯ  เป็นการให้ทุนการศึกษาต่อในระดับ ม. ปลาย หรือระดับ ปวช.ต่อเนื่องถึงระดับ ปวส. และ/หรือระดับปริญญาตรี ในประเทศและต่างประเทศ 

สำหรับคุณสมบัตินักเรียนที่จะได้รับทุนดังกล่าว ต้องเป็นผู้มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี มีศักยภาพแต่ขาดแคลนโอกาส โดยเป้าหมายผู้ได้รับทุน จำนวน 4,800 คน (7,200 ทุน) และจะต้องศึกษาในสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ อาทิด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สาขาวิชา STEM) ทั้งนี้ โครงการ ODOS จะใช้งบประมาณราว 4,500 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2568 – 2576 โดยแบ่งทุนออกเป็น 3 ประเภท จำนวน7,200 ทุน ประกอบด้วย

1) ทุนการศึกษาระดับ ม. ปลาย และปวช. ในประเทศเป็นทุนให้เปล่า 4,800 ทุน วงเงิน 990.14 ล้านบาท 

2) ทุนการศึกษาระดับ ปวส. และระดับ ป.ตรี ในต่างประเทศ จำนวน 200 ทุน วงเงิน 2,609.31 ล้านบาท (ศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา (60 ทุน) สหราชอาณาจักร (50 ทุน) และออสเตรเลีย (90)) (เป็นทุนการศึกษาต่อเนื่องจากทุนประเภทที่ 1)) ทั้งนี้ เมื่อสำเร็จการศึกษาจะต้องทำงานในไทย โดยเลือกปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน เน้นให้ปฏิบัติงานในภูมิภาคเป็นลำดับแรก

3) ทุนการศึกษาระดับ ป.ตรี ในประเทศ (เป็นทุนการศึกษาต่อเนื่องจากทุนประเภทที่ 1) จำนวน 2,200 ทุน วงเงิน 1,000 ล้านบาท เมื่อสำเร็จการศึกษาจะต้องทำงานในไทย ทั้งในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนตามความประสงค์

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า การของบประมาณดังกล่าว เป็นการขอรับการสนับสนุนเงินนอกงบประมาณฯ จากแหล่งทุนต่าง ๆ เช่น โครงการสลากการกุศล (ครม. ได้มีมติ 29 เม.ย. 68) เห็นชอบโครงการสลากการกุศล โดยให้มีการออกสลากการกุศลเพื่อสนับสนุนโครงการที่ผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการพิจารณาโครงการสลากการกุศล ซึ่งรวมถึงโครงการ ODOS ที่เสนอในครั้งนี้ด้วย

“รัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มุ่งให้โครงการ ODOS สร้างโอกาส ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา และเป็นการส่งเสริมการพัฒนากำลังคน ให้มีทักษะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น สามารถต่อยอดจากอุตสาหกรรมเดิม ส่งเสริมโอกาสในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้ ซึ่งจะเป็นผลให้การพัฒนาประเทศมีความต่อเนื่องและยั่งยืน สอดคล้องกับสถานการณ์โลก และเป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะทำให้ เด็ก และเยาวชนของไทย มีศักยภาพที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก” นายจิรายุ กล่าว

อุบัติเหตุพุ่ง!รัฐบาลกาง 7 กฎเหล็ก คุมเข้ม‘รถรับ-ส่งนักเรียน’

อุบัติเหตุพุ่ง!รัฐบาลกาง 7 กฎเหล็ก คุมเข้ม‘รถรับ-ส่งนักเรียน’

อุบัติเหตุพุ่ง!รัฐบาลกาง 7 กฎเหล็ก คุมเข้ม‘รถรับ-ส่งนักเรียน’

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.04 น.

รัฐบาลเข้ม‘รถรับ-ส่งนักเรียน’ ต้องผ่านการรับรองจากสำนักงานขนส่งจังหวัด ‘คนขับ’ต้องมีใบอนุญาตมาแล้ว 3 ปี ต้องมีผู้ดูแลประจำรถ เตือนละเลยโทษหนัก

11 พฤษภาคม 2568 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ข้อมูลจากสภาองค์กรของผู้บริโภค รายงานสถิติอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถรับ-ส่งนักเรียน ช่วงปี 2565 – 2566 เกิดเหตุรวมเฉลี่ย 30 ครั้ง ขณะที่ปี 2567 เพียงปีเดียวเกิดเหตุมากถึง 40 ครั้ง และมีเด็กเสียชีวิตมากถึง 10 คน และตั้งแต่ต้นปี 2568 พบ เดือน ม.ค. – ก.พ. เกิดเหตุแล้วมากถึง 6 ครั้ง ในจำนวนนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเดือน ก.พ. มากถึง 5 ครั้ง มีเด็กได้รับบาดเจ็บ 60 – 70 ราย

นายคารม กล่าวว่า  จากการรวบรวมข้อมูลโดยสภาองค์กรของผู้บริโภคยังพบว่า รถรับ-ส่งนักเรียนส่วนใหญ่ยังเป็น “รถที่ไม่ได้ขออนุญาตจากนายทะเบียน”  โดยจากข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก ณ วันที่ 31 พ.ค. 2566 ระบุว่า มีรถยนต์ส่วนบุคคลและรถยนต์สาธารณะที่ได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นรถรับส่งนักเรียนเพียง 3,342 คัน ขณะที่มีการประมาณการว่า มีรถรับ-ส่งนักเรียนมากกว่า 45,000 คัน ที่รับ-ส่งโดยไม่ได้ขออนุญาต หรือเท่ากับมีนักเรียนกว่า 540,000 คน (เปรียบเทียบรถรับ-ส่งนักเรียน 1 คัน บรรทุกนักเรียน 12 คน ตามกฎหมายกำหนด) ที่มีความเสี่ยงในการเดินทางด้วยรถรับ-ส่งนักเรียนที่ไม่มีมาตรการจัดการความปลอดภัย

รัฐบาลห่วงใยความปลอดภัยเด็ก นักเรียน เน้นย้ำให้ผู้ประกอบอาชีพรถรับ-ส่งนักเรียน ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎระเบียบของกรมการขนส่งทางบกที่ได้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียน โดยอนุญาตให้นำรถที่จดทะเบียนเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน แต่ไม่เกิน 12 คน ทั้งรถสองแถวและรถตู้มาใช้เป็นรถรับ-ส่งนักเรียนได้ ต้องมีการรับรองจากโรงเรียนหรือสถานศึกษา สำหรับมาตรฐานตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ดังนี้

1. ห้ามติดฟิล์มกรองแสงที่กระจกรอบคัน

2. ที่นั่งผู้โดยสารต้องยึดแน่นอย่างมั่นคงแข็งแรง และต้องไม่มีพื้นที่สำหรับนักเรียนยืน โดยรถสองแถวต้องมีประตูและที่กั้นป้องกันนักเรียนตก ส่วนรถตู้ต้องจัดวางที่นั่งเป็นแถวตอน ตามความกว้างของตัวรถเท่านั้น

3. รถที่รับส่งต้องผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานขนส่งจังหวัดที่โรงเรียนหรือสถานศึกษาในสังกัดที่อยู่

4. มีเครื่องมือที่จำเป็นกรณีฉุกเฉิน อาทิ เครื่องดับเพลิง หรือค้อนทุบกระจก วัสดุภายในรถส่วนของผู้โดยสารต้องไม่มีส่วนแหลมคม

5. รถรับ-ส่งนักเรียนทุกคันต้องติดแผ่นป้ายพื้นสีส้ม มีข้อความตัวอักษรสีดำว่า “รถโรงเรียน” ติดอยู่ด้านหน้าและด้านท้าย พร้อมไฟสัญญาณ

6. ผู้ขับต้องมีใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะต้องได้รับแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี และมีผู้ดูแลนักเรียนประจำอยู่ในรถ

7. เช็คชื่อนักเรียนทั้งขึ้นและลงพร้อมมีคนคอยดูแลนอกจากคนขับรถตลอดเส้นทาง

“ใกล้เปิดเทอม ปี 2568 นักเรียนจำนวนมากจำเป็นต้องใช้บริการรถรับ-ส่งไปโรงเรียน/สถานศึกษา ผู้ประกอบการรถบริการรับ-ส่งนักเรียน ต้องตรวจสอบสภาพรถและการบริการให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย มีการรับรองการใช้รถจากโรงเรียน ตามมาตรฐานตามที่กรมการขนส่งกำหนด รวมทั้งขอให้สถานศึกษาทุกแห่ง ตรวจสอบความเรียบร้อยของโครงสร้างพื้นฐานทางการจราจรที่ปลอดภัยทั้งในสถานศึกษาและบริเวณโดยรอบ เช่น การติดตั้งไฟสัญญาณและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆที่สามารถช่วยลดอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ” นายคารม กล่าว

เช็คผลโพลคนไทย‘จำวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาได้ไหม’!?

เช็คผลโพลคนไทย‘จำวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาได้ไหม’!?

เช็คผลโพลคนไทย‘จำวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาได้ไหม’!?

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.38 น.

เช็คผล‘นิด้าโพล’ คนไทย‘จำวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาได้ไหม’ พบเกินครึ่ง‘ไม่ทราบ’ความสำคัญ‘วันมาฆบูชา-วิสาขบูชา-อาสาฬหบูชา’

11 พฤษภาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “จำวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาได้ไหม” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 2-5 พฤษภาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป และนับถือศาสนาพุทธ กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการรับรู้ของประชาชนถึงความสำคัญในวันต่าง ๆ ทางพุทธศาสนา เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

เมื่อถามถึงการรับรู้ของประชาชนถึงความสำคัญทางพระพุทธศาสนา “วันมาฆบูชา” พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ทราบ และร้อยละ 59.62 ระบุว่า ไม่ทราบ

ด้านการรับรู้ของประชาชนถึงความสำคัญทางพระพุทธศาสนา “วันวิสาขบูชา” พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 ระบุว่า ทราบ และร้อยละ 52.06 ระบุว่า ไม่ทราบ

ด้านการรับรู้ของประชาชนถึงความสำคัญทางพระพุทธศาสนา “วันอาสาฬหบูชา” พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 26.87 ระบุว่า ทราบ และร้อยละ 73.13 ระบุว่า ไม่ทราบ

ด้านการรับรู้ของประชาชนถึงความสำคัญทางพระพุทธศาสนา “วันเข้าพรรษา” พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 77.94 ระบุว่า ทราบ และร้อยละ 22.06 ระบุว่า ไม่ทราบ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความพึงพอใจต่อการทำงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในการส่งเสริม ดูแล รักษา และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา พบว่า

+ ร้อยละ 43.12 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ

+ ร้อยละ 29.85 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ

+ ร้อยละ 15.73 ระบุว่า พอใจมาก

+ ร้อยละ 11.30 ระบุว่า ไม่พอใจเลย

พว.จับมือมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ประกาศผลรางวัลโครงการประกวดแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ

พว.จับมือมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ประกาศผลรางวัลโครงการประกวดแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ

พว.จับมือมหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ประกาศผลรางวัลโครงการประกวดแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.25 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ประกาศผลรางวัลโครงการประกวดแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อรองรับการประกันคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา ณ หอประชุมเจ้าพระยาพลเทพ (เฉลิม โกมารกุล ณ นคร) อาคาร 7 ชั้น 14-15 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีได้ร่วมกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) มุ่งส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษา จึงสนับสนุนให้มีโครงการประกวดแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อรองรับการประกันคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา โครงการนี้ให้ความสำคัญ ต่อการร่วมกันพัฒนานวัตกรรมในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาด้านต่าง ๆ ทั้งระบบโรงเรียนผ่านการจัดการเรียนรู้ตามแนว Active learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อให้เกิดผลเชิงประจักษ์ ที่คุณภาพผู้เรียนซึ่งเป็นหัวใจของการประกันคุณภาพภายนอก กระบวนการพัฒนานวัตกรรมของโรงเรียน ได้แก่ การระบุปัญหา การกำหนดเป้าหมาย การพัฒนากระบวนการ ผลสัมฤทธิ์ และประโยชน์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งมีการ   ถอดบทเรียนเป็นองค์ความรู้จากการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ทำให้สามารถเผยแพร่และขยายผล เป็นแรงกระตุ้นโรงเรียนอื่น ๆ ให้นำนวัตกรรมเหล่านั้นไปปรับใช้ยกระดับคุณภาพการศึกษารองรับการประกันคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีและสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ตระหนักถึงคุณค่าของการร่วมแรงร่วมใจพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา จึงจัดให้มีพื้นที่ในการแสดงผลการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ของสถานศึกษาที่ประสบผลสำเร็จ

รองศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ยิ้มสกุล (รักษาราชการแทนอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี) และ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ (ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) และที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภา ของคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) ได้ให้แนวคิดในพิธีเปิดงาน ซึ่งท่านเน้นย้ำถึงคุณภาพการจัดการศึกษาที่ประชาชนจะเชื่อมั่นต้องสะท้อนจากคุณภาพของนักเรียนซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการเรียนรู้จากการพัฒนาของโรงเรียนอย่างเป็นองค์รวม   ทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการศึกษา การพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ที่พลิกโฉมจาก Passive Learning เป็น Active learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps นักเรียนได้เรียนรู้เชื่อมโยงตนเองกับบริบทสังคม ถักทอความรู้ ทักษะกระบวนการ และเจตคติค่านิยมเป็นสมรรถนะ สามารถนำองค์ความรู้ไปสร้างนวัตกรรม ใช้เรียนรู้และแก้ปัญหาในเรื่องอื่น ๆ รวมทั้งมีค่านิยมเพื่อประโยชน์ส่วนรวม การยกย่องเชิดชูเกียรติสถานศึกษาที่ร่วมกันพัฒนาจนเป็นการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) นับเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้สถานศึกษาเป็นผู้นำ เผยแพร่ ช่วยกระตุ้นสถานศึกษาอื่น ๆ ขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้ที่เป็นหัวใจของการจัดการศึกษา

ผู้ร่วมงานได้รับชมการแสดงของนักเรียนซึ่งเป็นผลจากการจัดการเรียนรู้ตามแนว Active learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps จำนวน 2 ชุด ได้แก่ 1) อีแซวขับเคลื่อนประวัติศาสตร์ชุมชน : คนแสวงหา โดยโรงเรียนวัดรัตนาราม 2) Little โขน ตอน “ลักสีดา” โดยโรงเรียนวัดสุนันทารามและชมรมเด็กโขนสระบุรี นอกจากนี้ มีกิจกรรม “เสวนาถอดบทเรียนความสำเร็จจากครูรางวัลระดับเหรียญทอง” กิจกรรมสำคัญของงาน คือ พิธีมอบรางวัลและเกียรติบัตร เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่สถานศึกษาที่ชนะการประกวดทั้งระดับปฐมวัย ประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา

มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรีและสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ขอขอบคุณผู้บริหารโรงเรียน ครู และนักเรียน รวมถึงผู้สนใจที่ร่วมชมงานและหวังว่างานนี้จะช่วยให้ประชาชนเชื่อมั่นถึงการจัดการศึกษาของโรงเรียนตามตามแนว Active learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ว่าจะส่งผลให้โรงเรียนต่าง ๆ มีคุณภาพตามมาตรฐานและตัวชี้วัดการประกันคุณภาพภายใน ที่รองรับการประกันคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาระดับต่าง ๆ

สพฐ. เยี่ยมสนามสอบครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ

สพฐ. เยี่ยมสนามสอบครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ

สพฐ. เยี่ยมสนามสอบครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.30 น.

‘สพฐ.’ เยี่ยมสนามสอบครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ย้ำโปร่งใสตรวจสอบได้ คัดครูคุณภาพตอบโจทย์บริบทพื้นที่

10 พ.ค. 68 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มอบหมายให้ผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ สังกัด สพฐ. ประจำปี 2568 ณ สนามสอบทั่วประเทศ เพื่อติดตามการจัดสอบและมาตรการด้านความปลอดภัยให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

สำหรับภาพรวมทั้งประเทศ มีจำนวน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ที่จัดสอบ รวม 241 แห่ง จำนวนสนามสอบทั่วประเทศ 245 สนาม ดำเนินการจัดสอบแข่งขันฯ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด โดยกำหนดจัดสอบข้อเขียน ภาค ก ความรอบรู้และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความประพฤติและการปฏิบัติของวิชาชีพครู ภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2568 และสอบสัมภาษณ์ ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 พร้อมกันทั่วประเทศ มีผู้มีสิทธิสอบรวมทั้งสิ้น จำนวน 17,123 คน ในสาขาวิชาเอก 50 กลุ่มวิชา มีตำแหน่งว่าง รวม 2,857 อัตรา และกลุ่มวิชาที่มีผู้มีสิทธิสอบมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สังคมศึกษา 2,619 คน วิทยาศาสตร์ 2,045 คน คอมพิวเตอร์ 1,882 คน พลศึกษา 1,842 คน และปฐมวัย/การศึกษาปฐมวัย/อนุบาลศึกษา 1,637 คน

โดยนางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบ สพป.กาญจนบุรี เขต 1 และ สพม.กาญจนบุรี พบว่าสามารถจัดสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยสนามสอบ สพป.กาญจนบุรี เขต 1 มีผู้มีสิทธิสอบ จำนวน 36 คน ใน 5 สาขาวิชาเอก ได้แก่ สาขาวิชาเอกภาษาไทย  วิชาเอกภาษาอังกฤษ วิชาเอกสังคมศึกษา วิชาเอกการประถมศึกษา และวิชาเอกปฐมวัย/การศึกษาปฐมวัย ขณะที่ สพม.กาญจนบุรี จัดสอบ ณ โรงเรียนวิสุทธรังษี มีผู้มีสิทธิสอบ 79 คน ใน 8 สาขาวิชาเอก ได้แก่ สาขาวิชาเอกภาษาอังกฤษ วิชาเอกสังคมศึกษา วิชาเอกพลศึกษา วิชาเอกดนตรี/ดนตรีศึกษา วิชาเอกอุตสาหกรรม/อุตสาหกรรมศิลป์ วิชาเอกคอมพิวเตอร์ วิชาเอกคหกรรม/คหกรรมศาสตร์ และวิชาเอกจิตวิทยาและการแนะแนว/แนะแนว 

นายพัฒนะ พัฒนะทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบ สพป.ปทุมธานี เขต 1 และ สพม.สระบุรี โดย สพป.ปทุมธานี เขต 1 มีผู้มีสิทธิสอบ จำนวน 44 คน มีตำแหน่งว่าง 8 อัตรา ใน 7 สาขาวิชาเอก ขณะที่ สพม.สระบุรี จัดสอบ ณ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สระบุรี มีผู้มีสิทธิสอบ จำนวน 29 คน ใน 5 สาขาวิชาเอก ได้แก่ สาขาวิชาเอกคอมพิวเตอร์ สาขาวิชาภาษาไทย สาขาวิชาสังคมศึกษา สาขาบรรณารักษ์ และสาขาการเงิน/การบัญชี 

นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบศูนย์การศึกษาพิเศษ (ภาคกลางและตะวันออก) ณ โรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้มีสิทธิสอบ จำนวน 454 คน ใน 37 สาขาวิชาเอก และมีผู้เข้าสอบ รวม 445 คน

นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบ สพม.เชียงราย และ สพป.เชียงราย เขต 1, เขต 3 โดย สพม.เชียงราย จัดสอบ ณ โรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ มีผู้สมัครสอบ จำนวน 74 คน มีตำแหน่งว่าง 15 อัตรา ขณะที่ สพป.เชียงราย เขต 1 จัดสอบ ณ โรงเรียนบ้านสันโค้ง (เชียงรายจรูญราษฎร์) มีผู้มีสิทธิสอบ จำนวน 144 คน ใน 8 กลุ่มสาขาวิชาเอก จำนวนห้องสอบ 6 ห้อง และสพป.เชียงราย เขต 3 มีผู้เข้าสอบจำนวน 59 คน 

นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบ สพม.พังงา ภูเก็ต ระนอง และ สพป.พังงา โดย สพม.พังงา ภูเก็ต ระนอง  จัดสอบ ณ โรงเรียนดีบุกพังงาวิทยายน มีผู้มีสิทธิสอบ จำนวน 14 คน มีตำแหน่งว่าง 5 อัตรา ใน 5 สาขาวิชาเอก ได้แก่ วิชาเอกภาษาไทย สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ขณะที่ สพป.พังงา จัดสอบ ณ โรงเรียนบ้านทุ่งเจดีย์ จังหวัดพังงา มีผู้เข้าสอบจำนวน 20 คน ใน 5 กลุ่มสาขาวิชาเอก ได้แก่ วิชาคณิตศาสตร์ ภาษาไทย สังคมศึกษา ศิลปศึกษา และปฐมวัยฯ

 และนายศุภสิน ภูศรีโสม ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สพฐ. ลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยมสนามสอบ สพป.ร้อยเอ็ด เขต 1 ซึ่งจัดสอบ ณ โรงเรียนเมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด โดยเปิดสอบจำนวน 9 วิชาเอก มีผู้มีสิทธิสอบ 237 คน และมีผู้เข้าสอบทั้งสิ้น 224 คน

ทั้งนี้ เลขาธิการ กพฐ. ได้กำชับให้ทุกสนามสอบดำเนินการจัดสอบด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และตรวจสอบได้ ตามนโยบายของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. ที่ได้เน้นย้ำเรื่องนี้มาโดยตลอด เพื่อให้ได้ครูที่เป็นต้นแบบที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชน และได้ครูที่มีคุณภาพตอบโจทย์บริบทของพื้นที่ โดยหลังจากการสอบในวันนี้เสร็จสิ้นแล้ว จะมีการประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก ภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 และรายงานตัวเพื่อบรรจุและแต่งตั้ง ภายในวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ต่อไป

บึงกาฬรวมพลัง ‘Buengkan Zero Dropout’ ปักธงไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้กลางทาง

บึงกาฬรวมพลัง 'Buengkan Zero Dropout' ปักธงไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้กลางทาง

บึงกาฬรวมพลัง ‘Buengkan Zero Dropout’ ปักธงไม่ทิ้งเด็กคนไหนไว้กลางทาง

วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.36 น.

บึงกาฬผนึกกำลังทุกภาคส่วน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนโครงการ “Buengkan Zero Dropout” พร้อมมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ควบคู่โครงการยืดหยุ่นการเรียนรู้ มุ่งเป้าลดเด็กหลุดจากระบบให้เป็นศูนย์

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ณ หอประชุมศรีบึงกาฬ โรงเรียนบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดบึงกาฬ จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการสำคัญภายใต้ชื่อ “ตำบลต้นแบบ การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา เพื่อให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาจังหวัดบึงกาฬ ตามโครงการ (Buengkan Zero Dropout)” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการขับเคลื่อนข้อเสนอการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการด้านการศึกษาในภูมิภาค ระดับตำบล

นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดการประชุมและมอบวุฒิบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา โดยมีนายสมหวัง อารีย์เอื้อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ดร.กษมา ป้องกัน ผอ.สพม.บึงกาฬ นายนรภัทร สิทธิจักร รองผอ.สพม.บึงกาฬ ดร.ชวนะ ทวีอุทิศ ผอ.โรงเรียนบึงกาฬ และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน รวมถึงผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ กว่า 120 คนเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนแนวทางการลดจำนวนเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างยั่งยืน พร้อมให้ความช่วยเหลือเด็กนอกระบบหรือเด็กตกหล่นให้กลับเข้าสู่การเรียนรู้อีกครั้ง อันเป็นการสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาในทุกช่วงวัย นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและเชิดชูผู้สำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีความมุ่งมั่นในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน และส่งเสริมให้เยาวชนกลับเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาในชุมชนอย่างบูรณาการ

จากข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พบว่า จังหวัดบึงกาฬมีเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 3–18 ปี ที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษากว่า 4,371 คน ที่ผ่านมา จังหวัดบึงกาฬมีตำบลต้นแบบ Zero Dropout แล้ว 1 แห่ง คือ ตำบลถ้ำเจริญ อำเภอโซ่พิสัย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของภาคีเครือข่ายในการแก้ไขปัญหาเด็กตกหล่นและเยาวชนนอกระบบ จนกระทั่งนักเรียนสามารถสำเร็จการศึกษาได้

นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวเน้นย้ำว่า “การศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน จังหวัดบึงกาฬให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนทุกคนได้เข้าถึงการศึกษา โดยเฉพาะกลุ่มที่หลุดออกจากระบบ เราจะไม่ปล่อยให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การประชุมในวันนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างพลังร่วมในระดับตำบล เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป”

นางรินทิพย์ วารี ศึกษาธิการจังหวัดบึงกาฬ กล่าวเสริมว่า “สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดบึงกาฬ มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ โดยใช้พื้นที่เป็นฐานในการทำงาน ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยมีเป้าหมายให้ทุกตำบลในจังหวัดเป็นพื้นที่ที่ไม่มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างแท้จริง ที่สำคัญ เราไม่ได้มองเพียงแค่การนำเด็กกลับมาเรียน แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของเด็กแต่ละคนให้สามารถเรียนรู้ตามความถนัด และเชื่อมโยงไปสู่การมีอาชีพและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว”

โครงการ “Buengkan Zero Dropout” มีกลไกสำคัญในการค้นหา ติดตาม ฟื้นฟู และส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในระดับตำบล คาดหวังให้จังหวัดบึงกาฬเป็นต้นแบบของการดำเนินงานเชิงพื้นที่ด้านการศึกษาอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของกระทรวงศึกษาธิการที่ยึดมั่นในเรื่อง “การให้การศึกษาที่เท่าเทียมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสเรียนรู้อย่างเสมอภาคและเติบโตในสังคมอย่างมีความสุข ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของกระทรวงศึกษาธิการ

เส้นทางปลูกปัญญาและกตัญญูคู่ความดี กับ’สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11′ 12 ชีวิตเล็กๆ บนเส้นทางธรรม…เมื่อโลกแห่งสติเริ่มต้นด้วยใจเด็ก

เส้นทางปลูกปัญญาและกตัญญูคู่ความดี กับ'สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11' 12 ชีวิตเล็กๆ บนเส้นทางธรรม...เมื่อโลกแห่งสติเริ่มต้นด้วยใจเด็ก

เส้นทางปลูกปัญญาและกตัญญูคู่ความดี กับ’สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11′ 12 ชีวิตเล็กๆ บนเส้นทางธรรม…เมื่อโลกแห่งสติเริ่มต้นด้วยใจเด็ก

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.17 น.

เส้นทางปลูกปัญญาและกตัญญูคู่ความดี กับ”สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 11″ 12 ชีวิตเล็กๆ บนเส้นทางธรรม…เมื่อโลกแห่งสติเริ่มต้นด้วยใจเด็ก

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ณ สถานปฏิบัติธรรมกลางธรรมชาติอันสงบเงียบในจังหวัดนครราชสีมา เสียงระฆังดังขึ้นในยามเช้า เป็นสัญญาณที่บอกว่า การเดินทางของ “สามเณรปลูกปัญญาธรรม ปีที่ 11” ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว…เมื่อเด็กยุคดิจิทัลต้องงดจอมือถือ เพื่อจับหนังสือธรรมะ ประคองบาตร และเรียนรู้การอยู่กับตนเอง สิ่งที่ได้จึงไม่ใช่แค่การบรรพชา แต่เป็นบทเรียนชีวิตที่เปลี่ยน “ใจเด็ก” ให้กลายเป็น “ใจที่ตื่นรู้”

ปีนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงมุ่งมั่นส่งต่อคุณค่าธรรมะสู่ใจเยาวชน ผ่านรายการเรียลลิตีเชิงธรรมะ ที่พา 12 เยาวชนอายุระหว่าง 7 – 12 ปี มาสวมจีวร งดจอมือถือ และเข้าสู่การเรียนรู้ “ชีวิตจริง” ที่เต็มไปด้วยสติ สมาธิ และความกตัญญู ภายใต้แนวคิด “กตัญญูคู่ความดี” ห้องเรียนธรรมะถ่ายทอดสด “โครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม ปี 11” ณ สถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม (ไร่แสงงาม) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา อีกครั้ง…

สามเณรน้อย ก้าวสู่เส้นทางธรรม

ในปีนี้ได้รับความเมตตาจากพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ได้เมตตาประกอบพิธีบรรพชาให้แก่สามเณรน้อยทั้ง 12 รูป ผู้ทำหน้าที่เป็นพระอาจารย์ใหญ่ ได้กำหนดหลักสูตรและหัวข้อธรรมอันทรงคุณค่า ตลอดระยะเวลา 31 วัน ภายใต้แนวคิด “กตัญญูคู่ความดี” โดยมีหลักพุทธพจน์ที่ว่า “ความกตัญญูกตเวทีเป็นพื้นฐานของการเป็นคนดี” เป็นแนวทางสำคัญในการเรียนรู้ สามเณรจะได้รับการปลูกฝังให้ตระหนักถึงพระคุณของผู้มีอุปการคุณ และเข้าใจคำว่ากตัญญูต่อ “บุพการี” ต่อครูบาอาจารย์ มิตรสหาย สังคม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนชาติ ศาสนา และองค์พระมหากษัตริย์ ที่ได้สร้างคุณประโยชน์ ส่งผลต่อเรา และเพื่อให้เกิดความระลึกถึงพระคุณ ปฏิบัติตนเพื่อตอบแทนพระคุณนั้น จึงเรียกว่า “กตัญญูกตเวที” พร้อมทั้งเรียนรู้ที่จะตอบแทนด้วยการประพฤติดี ปฏิบัติชอบ เสริมสร้างศีลธรรมภายในจิตใจ เพื่อเติบโตเป็นคนดีของครอบครัว และมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ต่อไป

ในโอกาสนี้ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานกรรมการ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น และผู้ริเริ่มโครงการสามเณร ปลูกปัญญาธรรม นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ที่ปรึกษาโครงการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และบมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น นำโดย ดร. อาชว์ เตาลานนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) นายมนัสส์ มานะวุฒิเวช รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมและดิจิทัล เครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานคณะผู้บริหาร ด้านธุรกิจข้อมูลและลูกค้าองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ตลอดจนผู้สนับสนุนโครงการร่วมอนุโมทนาบุญ

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานกรรมการ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “เพื่อสร้างพื้นที่เรียนรู้ธรรมะให้เยาวชนได้เข้าถึงหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา ปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมให้กับเยาวชนไทย ผ่านการดำเนินชีวิตจริง ฝึกวินัย เข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และมีจิตสำนึกในการทำความดี เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าสานต่อโครงการ “สามเณร ปลูกปัญญาธรรม” อย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 11 โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ชมรายการนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต เสริมสร้างศรัทธา และเป็นพลังขับเคลื่อนให้พระพุทธศาสนาอยู่คู่สังคมไทยอย่างมั่นคง การเรียนรู้ปฏิบัติธรรมครั้งนี้ ถือเป็นการฝึกพัฒนาตน สำนึกและตอบแทนคุณบุพการี สั่งสมความรู้คู่คุณธรรม ณ สถานที่ที่มีรากฐานจากความกตัญญูกตเวที เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าสามเณรทั้ง 12 รูป และผู้รับชมจากทั่วโลกจะได้รับประโยชน์ไปพร้อมกัน

โดยตั้งใจจัดขึ้นเพื่อร่วมบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อีกทั้งถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 73 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคมนี้ ตลอดจนร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์”

4 สัปดาห์ แห่งการเรียนรู้ “รัก เรียน เพียร ให้”

ในปีนี้ ยังคงมุ่งเน้นแนวทาง “ธรรมะ ธรรมดา ธรรมชาติ” เพื่อเป็นแนวคิดในการดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ 4 สัปดาห์ เรียนรู้หลักธรรมที่จะน้อมนำให้ระลึกถึง “คุณค่า” ของผู้มี “พระคุณ” และพร้อมที่จะตอบแทนพระคุณนั้นด้วย “ความดี” เพื่อให้เหล่าสามเณรได้มีคุณธรรมในจิตใจ เติบโตอย่างผู้มีศีลธรรมและพร้อมเป็นผู้สร้างคุณงามความดีแก่ผู้คนรอบข้าง ครอบครัว ซึ่งการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “กตัญญูคู่ความดี” ประกอบไปด้วย “รักบุพการี” ให้รู้จัก รักแท้ จากผู้ให้ก่อน ที่ไม่หวังผลตอบแทน เริ่มจากใกล้ตัวอย่างบิดามารดา ครูบาอาจารย์  การเรียนรู้ในสัปดาห์ที่ 2 “เรียนคุณธรรม” : เรียนรู้ บทเรียนคุณธรรมที่สอดคล้องกับความกตัญญูกตเวที ลงมือสร้างแปรงผักสวนครัวเพื่อตอบแทนญาติธรรมโดยมีปราชญ์ชาวบ้านมาถวายความรู้ ทั้งผู้ให้และผู้รับ เพื่อนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง เรียนเรื่องพรหมวิหาร 4 ผ่านการเล่านิทาน สัปดาห์ที่ 3 “เพียรปฏิบัติ” เป็นสัปดาห์แห่งความเพียร และศรัทธาในพระรัตนตรัย ด้วยการปฏิบัติธุดงค์วัตร เพื่อบำเพ็ญบารมีถวายเป็นพุทธบูชาในวันวิสาขบูชา สามเณรจะได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ฝึกฝนตนเอง ค้นหาคำตอบด้วยตนเอง และบำเพ็ญเพียรเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ผ่านกิจกรรมทางธรรมที่เข้มข้น อาทิ การเดินธุดงค์ ปักกลด และบำเพ็ญเพียรบารมี ณ วัดถ้ำไตรรัตน์ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และในโค้งสัปดาห์สุดท้ายเรียนรู้การให้กตัญญูกตเวที เรียนรู้จากผู้รับ สู่การเป็นผู้ให้ก่อน ด้วยการให้ธรรม ที่ยิ่งใหญ่กว่าการให้ทั้งปวง กับสัปดาห์แห่งการแสดงธรรมเพื่อส่งต่อความหมายของการกตัญญูกตเวที นอกจากนี้ ยังมีการจัดบรรยายธรรมทุกสัปดาห์ โดยในแต่ละวันสามเณร 3 รูปจะเป็นผู้ถ่ายทอดธรรมะในหัวข้อ “กตัญญูคู่ความดี” พร้อมสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการบรรพชา รวมถึงกิจกรรมเสริมที่ช่วยให้เข้าใจหลักธรรมได้ลึกซึ้งและสนุกสนานยิ่งขึ้น

เมื่อหัวใจเล็กๆ มุ่งมั่นเป็นธรรมทายาทแห่งพระศาสนา

สามเณรณุภัค ด.ช.ณภาณุภัค กนกศิริทรัพย์ อายุ 9 ปี จากจังหวัดนครปฐม ตัดสินใจสมัครบวชสามเณรด้วยตัวเองเพราะชอบดูรายการ เล่าความรู้สึกว่า “ดีใจมากที่ได้มาบวชกับเพื่อนๆ ผมอยากบวชเพราะผมอยากสะสมความดี อยากให้คุณพ่อคุณแม่ได้บุญกุศล เป็นสามเณรได้ทำวัตรสวดมนต์ทุกวัน ทำวัตรเช้า – เย็น การเรียนรู้ธรรมะน่าจะทำให้มีสติและสมาธิดีขึ้นครับ อยากให้ทุกคนคอยติดตามรายการและเป็นกำลังใจให้สามเณรทั้ง 12 รูปด้วยครับ” เช่นเดียวกับสามเณรเซน ด.ช.กฤษกร สุวรรณโฆษิต อายุ 9 ปี จากจังหวัดฉะเชิงเทรา สามเณรเซนคือแฟนพันธุ์แท้ของรายการ เล่าว่า “ผมดูรายการทุกเช้า และได้เห็นสามเณรเรียนธรรมะผ่านกิจกรรมต่างๆ ผมเลยคิดว่าธรรมะเป็นเรื่องที่น่าสนใจครับ หน้าที่ของสามเณรคือต้องทำวัตรเช้า สวดมนต์นั่งสมาธิทำจิตใจให้สงบ การบวชครั้งนี้เป็นเวลา 1 เดือน ผมจะตั้งใจบวชให้คุณพ่อคุณแม่ครับ” สามเณรเทมส์ ด.ช.กฤษดา สุวรรณโฆษิต อายุ 11 ปี จากจังหวัดฉะเชิงเทรา พี่ใหญ่แห่งสามเณรปลูกปัญญาธรรมปี 11 และยังเป็นพี่ชายแท้ๆ ของสามเณรเซนอีกด้วย เปิดใจว่า “ผมคิดว่าการเรียนรู้ธรรมะตั้งแต่เด็กเป็นเรื่องที่ดีครับ ทำให้เราเป็นคนใจดี มีเมตตา และกลัวต่อบาปไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี ผมอยากเข้ามาบวชในโครงการสามเณรปลูกปัญญา เพราะผมเห็นรายการทางออนไลน์ดูแล้วสนุก มีกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องธรรมะมากมาย ได้สวดมนต์ เดินบิณฑบาต เลยอยากจะบวชเพื่อศึกษาธรรมะ ทดแทนผู้มีพระคุณ คุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า และคิดว่าการบวชครั้งนี้ได้ประโยชน์มากมาย ตั้งใจจะนำหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเอามาปรับในการเรียนและชีวิตประจำวัน ผมจะตั้งใจบวชให้ดีที่สุดครับ”

เดินหน้าขยายธรรม เพื่อคนทั่วโลก

ในแต่ละปี ทางโครงการฯ มีเรื่องของบทสวดและคำแปลให้เข้าถึงพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือผู้ที่ติดตามรายการให้ได้มากที่สุด โดยจะมีคิวอาร์โค้ดที่ผู้ชมทางบ้านสามารถเข้ามามีส่วนร่วมโหลดผ่านแอปพลิเคชัน ทั้งบทสวดมนต์ และคำแปลต่างๆ รวมถึงจะมีการนำเสนอผ่านดนตรีสงบสติอารมณ์ ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการสวดมนต์ภาวนาตั้งสมาธิได้ง่ายขึ้น ทำให้การสวดมนต์ภาวนาของน้องๆ สามเณร เป็นประโยชน์ต่อผู้ชมได้นำไปใช้ในทางปฎิบัติ อีกทั้ง มีการตัดต่อคลิปสั้นๆ เป็นหลักธรรม คำสอน นำเรื่องสนุกสนาน ปัญญาธรรม มาเผยแพร่ เพื่อเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่ที่ขยายผลไปในหลายๆ ภาษาทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาจีน เป็นเนื้อหาเผยแพร่ธรรมะเข้าถึงแก่คนทั่วโลก”

ฝากติดตามรายการธรรมะเรียลลิตี้

“สามเณรน้อยยังเด็ก แต่หัวใจกลับยิ่งใหญ่กว่าที่คิด” นี้คือสิ่งที่ผู้ชมทางบ้านจะได้เห็นผ่านการถ่ายทอดสด 24 ชั่วโมง หลังจากเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในทุกวัน ตั้งแต่การตื่นเช้าไปบิณฑบาตร ฝึกนุ่งห่มจีวร การท่องบทสวดมนต์ การเจริญสมาธิ หรือแม้แต่การอดทนกับความหิว แต่สามเณรไม่ยอมแพ้ โครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรมหวังให้ธรรมะเป็นรากในใจเยาวชน ซึ่งจะเติบโตเป็นต้นไม้ที่มั่นคงในอนาคต เพราะบางครั้งคำสอนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาจมาจากหัวใจเล็กๆ ที่เปิดรับแสงธรรมก็เป็นได้

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมติดตามรายการเรียลลิตี้ธรรมะได้ ตั้งแต่วันนี้ถึง 18 พฤษภาคม 2568 โดยจะมีการถ่ายทอดสดเรื่องราวการศึกษาและฝึกปฏิบัติธรรมที่ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้งอกงามในจิตใจ ร่วมเรียนรู้หลักธรรม พร้อมเป็นกำลังใจ ชื่นชมความสดใส น่ารัก และความมุ่งมั่นของเหล่าสามเณรน้อย ทางช่องเรียลลิตี ทรูวิชั่นส์ เอชดี ช่อง 119 หรือ 333 และช่องเรียลลิตี ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60 หรือ 99 หรือทางออนไลน์ที่มีช่องทางเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น ให้สามารถรับชมได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแอปพลิเคชันสามเณรปลูกปัญญาธรรม ทรูวิชั่นส์ ทรูไอดี ทรูวิชั่นส์ นาว, ออนไลน์ที่ www.truelittlemonk.com และสามารถรับชมช่วงสรุปกิจกรรมประจำวันที่จะออกอากาศทาง TNN ช่อง 16, ทรูโฟร์ยู ช่อง 24 และช่องทรูปลูกปัญญา (ทรูวิชั่นส์ ช่อง 37 และทรูวิชั่นส์ เอชดี ช่อง 111) ที่เปิดให้รับชมฟรีผ่านช่อง PSI 230 ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งติดตามข่าวสาร คลิปน่ารักๆ ของสามเณร และธรรมะดีๆ ผ่าน www.facebook.com/truelittlemonkthailand และ TikTok สามเณรปลูกปัญญาธรรม ทั้งนี้พุทธศาสนิกชน สามารถเข้ามาร่วมตักบาตรอาหารแห้งให้เหล่าสามเณรได้ทุกเช้า เวลา 07.00 น. ณ สถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม อำเภอปากช่อง 

#สามเณรปลูกปัญญาธรรม #ทรูปลูกปัญญา #บวชสามเณรภาคฤดูร้อน #truelittlemonk

ผลเสี่ยงทาย! ‘พระโคพอ-พระโคเพียง’เลือกกินอะไร ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ2568

ผลเสี่ยงทาย! 'พระโคพอ-พระโคเพียง'เลือกกินอะไร ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ2568

ผลเสี่ยงทาย! ‘พระโคพอ-พระโคเพียง’เลือกกินอะไร ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ2568

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.30 น.

9 พฤษภาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งมายังพลับพลาที่ประทับ ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อเป็น องค์ประธานในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2568 พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประกอบด้วยพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคลอันเป็นพิธีสงฆ์ ซึ่งเป็นการประกอบพระราชพิธีวันแรกที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ในวันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เป็นพิธีทำขวัญพืชพันธุ์ธัญญาหารที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอธิฐานเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) อันเป็นพิธีพราหมณ์ โดยประกอบพระราชพิธีในวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีการเพื่อความเป็นสิริมงคลและบำรุงขวัญเกษตรกร กำหนดจัดขึ้นในราวเดือนหกของทุกปี หรือเดือนพฤษภาคมที่มีฤกษ์ยามที่เหมาะสมต้องตามประเพณี ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมที่จะเริ่มต้น การทำนาอันเป็นอาชีพหลักของประชาชนคนไทยการจัดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้ ฤกษ์การไถหว่านอยู่ระหว่างช่วงเวลา 08.09 –09.09 น. ผู้ทำหน้าที่เป็นพระยาแรกนา ประจำปี พ.ศ. 2568 คือ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

ส่วนเทพีคู่หาบทอง คือ นางสาวธิรดา วงษ์กุดเลาะ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร และนางสาววราภรณ์ วิลัยมาตย์เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน กรมวิชาการเกษตร เทพีคู่หาบเงิน คือ นางสาวฉันทิสา อารีเสวต นายสัตวแพทย์ชำนาญการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และนางสาวอภิชญา ฟูแสง นักวิชาการตรวจสอบบัญชีปฏิบัติการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ จำนวน 4 ราย คู่เคียงในกระบวนแห่อิสริยยศพระยาแรกนา จำนวน 16 ราย 

พระโคแรกนา ได้แก่ พระโคพอ และพระโคเพียง โดยพระโคพอ มีความสูง 165 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 226 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก 214 เซนติเมตร อายุ 13 ปี ส่วนพระโคเพียง มีความสูง 169 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 239 เซนติเมตรความสมบูรณ์รอบอก 210 เซนติเมตร อายุ 13 ปี พระโคสำรอง ได้แก่ พระโคเพิ่ม และพระโคพูล ซึ่งเป็นโคพันธุ์ขาวลำพูน ในปีนี้ กรมการข้าวทำหน้าที่ในการจัดเตรียมพันธุ์ข้าวพระราชทานและพันธุ์พืช ซึ่งนำมาใช้ในงานพระราชพิธีฯ

โดยขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำพันธุ์ข้าวทรงปลูกในฤดูนาปี 2567 โครงการนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดามาใช้ในงานพระราชพิธีฯ ประจำปี 2568 ประกอบด้วย พันธุ์ข้าวนาสวน จำนวน 5 พันธุ์ ได้แก่ 1. ขาวดอกมะลิ 105จำนวน 1,275 กิโลกรัม 2. กข 79 จำนวน 420 กิโลกรัม 3.กข 85 จำนวน 500 กิโลกรัม 4. กข 99 (หอมคลองหลวง 72) จำนวน 710 กิโลกรัม 5) กขจ 1 (วังทอง 72) จำนวน 600 กิโลกรัม 

พันธุ์ข้าวเหนียว จำนวน 2 พันธุ์ ได้แก่ 1. กข 6 จำนวน955 กิโลกรัม และ 2. กข 24 (สกลนคร 72) จำนวน 420 กิโลกรัม เป็นน้ำหนักรวมทั้งสิ้น 4,880 กิโลกรัม ถือเป็น “พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” บรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายให้บรรดาพสกนิกร ประชาชนผู้สนใจ และชาวนา ทั่วประเทศรับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรในวันประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จะมีการพยากรณ์ถึงความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารของประเทศ 

สำหรับพระยาแรกนาได้ตั้งสัตยาธิษฐาน เสี่ยงทายหยิบผ้านุ่งแต่งกาย ซึ่งแต่ละผืนล้วนมีความหมายแตกต่างกันออกไปเป็นผ้าลายมีด้วยกัน 3 ผืน ได้แก่ หากหยิบได้ผ้า 4 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะมากสักหน่อย นาในที่ดอนจะได้ผลบริบูรณ์ดี นาใน ที่ลุ่มอาจจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่ หยิบได้ผ้า 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี หยิบได้ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่ม จะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง ไม่ได้ผลเต็มที่ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน สำหรับการอุปโภคและบริโภคอย่างเหมาะสม เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งที่อาจเกิดขึ้น

ส่วนพระโคกินเลี้ยงคือหากพระโคกิน ข้าวหรือข้าวโพด พยากรณ์ว่า ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดี พระโคกิน ถั่วเขียวหรืองาพยากรณ์ว่า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี พระโคกิน น้ำหรือหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหารผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี และหากพระโคกิน เหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่ถวายรายงานการพยากรณ์เสี่ยงทายผ้านุ่งของพระยาแรกนา และพระโคกินเลี้ยงโดยพราหมณ์จะเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่ง ที่ตั้งเลี้ยงพระโค เมื่อพระโคกินของสิ่งใด โหรหลวงจะได้ถวายคำพยากรณ์ 

โดยในปีนี้พระยาแรกนา เสี่ยงทายผ้านุ่งได้ผ้า 5 คืบผ้า 5 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี  ส่วนพระโคกินเลี้ยงปีนี้พระโคกิน น้ำ หญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหารผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี พระโคกิน เหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

ชี้ชัด! ‘ปราสาทตาเมือนธม’ มิใช่ข้อพิพาท ‘กรมศิลปากร’ขึ้นบัญชีเป็นโบราณสถานของไทยเมื่อ 90 ปีที่แล้ว

ชี้ชัด! 'ปราสาทตาเมือนธม' มิใช่ข้อพิพาท 'กรมศิลปากร'ขึ้นบัญชีเป็นโบราณสถานของไทยเมื่อ 90 ปีที่แล้ว

ชี้ชัด! ‘ปราสาทตาเมือนธม’ มิใช่ข้อพิพาท ‘กรมศิลปากร’ขึ้นบัญชีเป็นโบราณสถานของไทยเมื่อ 90 ปีที่แล้ว

วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.41 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “โบราณนานมา” โพสต์เรื่อง “ปราสาทตาเมือนธม” มีเนื้อหาระบุว่า [ นักการเมืองมาแล้วก็จากไป … แต่อธิปไตยของชาติไทยต้องอยู่แบบมั่นคงสืบไป ]

กรมศิลปากร เคยออกมาให้ข้อมูลเมื่อปี ๒๕๕๓ ว่า “ปราสาทตาเมือนธม” อยู่ฝั่งไทย โดยกรมศิลปากรทำการสำรวจพบและขึ้นบัญชีเป็นโบราณสถานของไทยตั้งแต่ปี ๒๔๗๘ หรือเมื่อ ๙๐ ปีที่แล้ว และปัจจุบันอยู่ในความดูแลของสำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี

ซึ่งที่ผ่านมากรมศิลปากรได้บูรณะ โดยทางการกัมพูชารับรู้มาตลอด อีกทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังได้สร้างเส้นทางเที่ยวชมสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย อย่างไรก็ตามหากกัมพูชาอ้างสิทธิการถือครองพื้นที่ปราสาทตาเมือนธมจริง ไทยต้องยืนยันว่าพื้นที่ชายแดนจุดนี้เป็นของเรา โดยใช้แผนที่ตามหลักสากล ซึ่งแบ่งพื้นที่ตามหลักสันปันน้ำ

อนึ่ง “ปราสาทตาเมือนธม” ตัวปราสาทอยู่บนเนินเขาสร้างคร่อมโขดหินธรรมชาติที่ศักดิ์สิทธิ์ในรูปของสยัมภูศิวลึงค์ และเป็นที่สำหรับประกอบพิธีกรรม ตั้งอยู่ในช่องเขาตาเมือน (หรือช่องเขาตาเมียง) เทือกเขาพนมดงรัก ในเขตบ้านหนองคันนาสามัคคี หมู่ ๘ ตำบลบ้านตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เป็นปราสาทขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มปราสาทตาเมือน (ธม เป็นภาษาเขมร แปลว่า ใหญ่) ซึ่งประกอบด้วยปราสาทหินสามหลัง เรียงลำดับจากขนาดใหญ่ไปขนาดเล็ก คือ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาเมือน

ดังนั้น กัมพูชารับรู้มาตลอด แต่ตีเนียน คิดแต่จะสร้างสถานการณ์ ปลุกระดมคนกัมพูชา ที่ชักจูงได้ง่าย โดยไม่ใช้สติและปัญญาไตร่ตรองถึงข้อเท็จจริงก่อน ให้ดำเนินไปเหมือนกรณี “ปราสาทพระวิหาร”

“ปราสาทตาเมือนธม” มิใช่ข้อพิพาท และอย่าพยามยามทำให้เป็น “ข้อพิพาท” และการที่ทหารกัมพูชา ขึ้นมาถึงปราสาทตาเมือนธม นั่นคือ “การรุกล้ำอธิปไตยของประเทศไทย”

ฝากถึงผู้มีอำนาจ จะได้รู้ว่าทำไม ทหารไทยถึงไม่ถอนกำลังออกจากพื้นที่ดังกล่าว เพราะทหารหาญ มีหน้าที่ปกป้องและรักษาอธิปไตยของชาติไทยให้คงอยู่

เนื้อหาบางส่วนจาก อาจารย์ พฤฒิพล ประชุมผล

#โบราณนานมา #ปราสาทตาเมือนธม #ไทย #กัมพูชา #เขมร

‘ศธ.’ปรับปรุงแผนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ เพื่อเพิ่มคุณภาพ-เท่าเทียม

'ศธ.'ปรับปรุงแผนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ เพื่อเพิ่มคุณภาพ-เท่าเทียม

‘ศธ.’ปรับปรุงแผนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ เพื่อเพิ่มคุณภาพ-เท่าเทียม

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 22.01 น.

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ครั้งที่ 2/2568 โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงแผนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 – 2570) ตามข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การดำเนินงานด้านการศึกษาสำหรับคนพิการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผลแผนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 – 2570) เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลและติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามแผนให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนด และเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำแผนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2571 -2575) เพื่อเตรียมความพร้อมในการวางแผนการศึกษาสำหรับคนพิการในระยะถัดไป

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาระบบการศึกษาที่มีคุณภาพและเท่าเทียมสำหรับคนพิการ โดยมีการวางแผนอย่างต่อเนื่อง และประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการให้มีประสิทธิภาพ