‘สศร.’จับมือ‘มัณฑนศิลป์-ศิลปากร’ร่วมพัฒนางานศิลปะร่วมสมัย

‘สศร.’จับมือ‘มัณฑนศิลป์-ศิลปากร’ร่วมพัฒนางานศิลปะร่วมสมัย

‘สศร.’จับมือ‘มัณฑนศิลป์-ศิลปากร’ร่วมพัฒนางานศิลปะร่วมสมัย

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.18 น.

24 มี.ค. 2568 ที่คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร รองผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) เป็นตัวแทนของ สศร. ในพิธีลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง สศร. กับคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยทางคณะมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร มี รศ.อาวิน อินทรังษี คณบดี เป็นตัวแทน

ซึ่ง นางเกษร กล่าวว่า  บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี โดยทั้งสองหน่วยงานมีความประสงค์ที่จะประสานความร่วมมือด้านการส่งเสริมและสนับสนุน การพัฒนางานศิลปะร่วมสมัย  ส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินกิจกรรมในด้านศิลปะร่วมสมัย  ระหว่างกัน อาทิ การประกวด การจัดนิทรรศการ การถ่ายทอดองค์ความรู้ การศึกษา การวิจัย ด้านศิลปะร่วมสมัย เป็นต้น

ตลอดจนส่งเสริม สนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ด้านศิลปะร่วมสมัย ผ่าน การจัดกิจกรรม หรือการสื่อสารประชาสัมพันธ์ของหน่วยงาน  ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทยให้แพร่หลายสู่ไปสู่การรับรู้อย่างกว้างขวางในหลายมิติ โดยในเร็วๆนี้ จะเริ่มต้นด้วยการขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านการออกแบบ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของทั้งสองหน่วยงาน  

ทั้งนี้ สศร. ยังคงมีความพยายามเร่งมือขยายเครือข่ายการพัฒนางานด้านศิลปะร่วมสมัยไปสู่สถานศึกษา โดยเฉพาะ ในช่วงที่มีการจัดมหกรรมศิลปะนานาชาติ  ไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2025 ภายใต้แนวคิด “นิรันดร์กัลป์”  ระหว่างเดือน พ.ย.2568-เม.ย. 2569  จะต้องสร้างความร่วมมือกันจัดกิจกรรทางศิลปะ กระจายไปทุกพื้นที่  จ. ภูเก็ต

“ดังนั้นจะประสานงานไปยังสถาบันการศึกษาในพื้นที่ภาคใต้  ให้เข้ามาร่วมจัดกิจกรรมทางศิลปะร่วมสมัย ทั้ง เวิร์กช็อป การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเพื่อนำมาจัดแสดงนิทรรศการคู่ขนานไปด้วยกัน ตลอดจนให้ช่วยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสร้างการรับรู้ ในกาดำเนินงาน กิจกรรมต่างๆทางศิลปะ สถานที่ท่องเที่ยว ไปสู่นักท่องเที่ยวทั่วโลก ให้เข้ามาเที่ยว จ. ภูเก็ต ยกระดับให้เป็นเมืองศิลปะระดับโลกให้ได้” รอง ผอ.สศร. กล่าว

มท.2 เปิดงานวันสถาปนาครบรอบ 14 ปี จังหวัดบึงกาฬ อย่างยิ่งใหญ่

มท.2 เปิดงานวันสถาปนาครบรอบ 14 ปี จังหวัดบึงกาฬ อย่างยิ่งใหญ่

มท.2 เปิดงานวันสถาปนาครบรอบ 14 ปี จังหวัดบึงกาฬ อย่างยิ่งใหญ่

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.13 น.

มท.2 เปิดงานวันสถาปนาครบรอบ 14 ปี จังหวัดบึงกาฬ อย่างยิ่งใหญ่ 

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา จังหวัดบึงกาฬได้จัดพิธีเปิดงานวันสถาปนาจังหวัดครบรอบ 14 ปี ณ อุทยานพระพุทธโลกนาถนาคาไชยบุรี โดยมี ดร.ทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนางแว่นฟ้า ทองศรี นอกจากนี้ นายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ และนางวีณา วรรณฉัตรสิริ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ ก็ได้เข้าร่วมงานด้วย รวมถึงรองผู้ว่าราชการจังหวัด รองนายกเหล่ากาชาด หัวหน้าส่วนราชการ นายอุดม วงไกลสอน สมาชิกสภาแห่งชาติลาว หัวหน้าแผนกการต่างประเทศ แขวงบอลิคำไซ ผู้แทนเจ้าแขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว ร่วมกล่าวแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันสถาปนาครบรอบ 14 ปีแห่งการก่อตั้งจังหวัดบึงกาฬ และประชาชนทั่วไปร่วมพิธี

งานสถาปนาจังหวัดบึงกาฬในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 – 30 มีนาคม 2568 เพื่อเฉลิมฉลองและส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัด กิจกรรมภายในงานประกอบด้วยการแสดงอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) แปรอักษรกว่า 500 ลำ ประกอบดนตรีแสงสีเสียง การรำบวงสรวงศาลเจ้าแม่สองนาง การแสดงพลุดอกไม้ไฟ และการแสดงของศิลปินที่มีชื่อเสียง

การจัดงานในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองความเป็นมาของจังหวัด แต่ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยการนำเสนอศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นในรูปแบบที่ทันสมัยและน่าสนใจ

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงาน สามารถเข้าชมกิจกรรมต่าง ๆ ได้จนถึงวันที่ 30 มีนาคม 2568 ณ บริเวณถนนข้าวเม่าริมโขง และอุทยานพระพุทธโลกนาถนาคาไชยบุรี เขตเทศบาลเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

มท.2 ชื่นชม วช. ผลักดันเปิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีหนุนเสริมการท่องเที่ยวพัฒนาอาชีพเยาวชนไทย

มท.2 ชื่นชม วช. ผลักดันเปิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีหนุนเสริมการท่องเที่ยวพัฒนาอาชีพเยาวชนไทย

มท.2 ชื่นชม วช. ผลักดันเปิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยีหนุนเสริมการท่องเที่ยวพัฒนาอาชีพเยาวชนไทย

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.53 น.

มท.2 ชื่นชม วช. ผลักดันเปิดศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยี (โดรน) หนุนเสริมการท่องเที่ยว พัฒนาอาชีพเยาวชนไทย

ที่โรงเรียนบึงกาฬ เมื่อวันที่ 23 มี.ค.68 นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยแห่งชาติ และ ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ร่วมกันเป็นประธานเปิดศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี (โดรน) ประยุกต์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่โรงเรียนบึงกาฬ เป็นแห่งแรกของจังหวัด 

ภายในงานมีนายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ นำนักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญในการเขียนโปรแกรม มาฝึกสอน ให้กับเยาวชน และมอบโดรน 3 ลำ พร้อมเครื่องคอมพิวเตอร์ สำหรับการเขียนโปรแกรมและตัดต่อ ให้กับทางโรงเรียนเพื่อการฝึกสอน

นอกจากนี้ ยังได้ให้นักเรียนฝึกภาคปฏิบัติ และทำการทดสอบชิงรางวัลจากสมาคม ก่อนที่จะมีพิธีมอบเกียรติบัตร เพื่อเป็นผลงานเชิงประจักษ์ให้เยาวชนเหล่านี้ได้นำไปประกอบเพื่อศึกษาต่อ 

นายทรงศักดิ์ กล่าวขอบคุณสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ที่มองเห็นประโยชน์ของการใช้เทคโนโลยีและนำมาประยุกต์โดยฝีมือคนไทย และยังเลือกถ่ายทอดให้กับเยาวชนตามท้องถิ่น เพื่อให้เด็กๆ ได้เข้าถึงเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยคนไทย และขอบคุณแทนชาวบึงกาฬ ที่ วช. ได้มอบศูนยการเรียนรู้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นศูนย์ถาวรที่โรงเรียนบึงกาฬ ซึ่งจากนี้จะใช้งบประมาณส่วนตัวในการสนับสนุนทางโรงเรียนเดือนละ 10,000 บาท เพื่อให้ทางโรงเรียนนำเยาวชนออกไปแสดงนอกพื้นที่ให้ประชาชนได้ชมและถ่ายทอดไปยังเยาวชนกลุ่มอื่นๆต่อไป

ทั้งนี้ ยอมรับว่าที่ผ่านมาได้พยายามผลักดันให้มีการจัดซื้อเทคโนโลยีโดยเฉพาะโดรน เพื่อการเกษตร แต่กลับถูกตัดงบประมาณเพียงเพราะขาดผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่น ดังนั้นจากนี้ไปหากเยาวชนได้รับความรู้ และถ่ายทอดได้จากรุ่นสู่รุ่น ก็จะทำให้เกิดความชำนาญมากขึ้น ขจัดปัญหาความไม่รู้ซึ่งเป็นอุปสรรคหลักในการจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้อเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในภาคการเกษตร และส่งเสริมการท่องเที่ยวต่อไปในอนาคต

ด้านผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า บึงกาฬเป็นจังหวัดที่สามแล้วที่มีการเปิดศูนย์ถาวรในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยก่อนหน้านี้ได้เปิดไปที่จังหวัดบุรีรัมย์และกาฬสินธิ์  และในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนนี้ก็จะเดินทางไปเปิดศูนย์ที่สองในพื้นที่ภาคใต้ คือจังหวัดกระบี่ โดยก่อนหน้านี้เปิดศูนย์แรกที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ จะเดินหน้าให้การสนับสนุนการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เยาวชนไทยได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะเพื่อนำมาใช้ในการประกอบอาชีพ รวมถึงส่งเสริมภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของท้องถิ่น 

ด้านนายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ บอกว่า จะเดินหน้าเปิดศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีแบบนี้ในทุกจังหวัดของประเทศไทย แต่จะทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้เยาวชนได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และนำไปใช้อย่างจริงจังในทุกภารกิจ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว การป้องกันไฟป่า การลาดตระเวนชายแดน ไปจนถึงการแก้ปัญหาอุทกภัย เพราะโดรนที่สมาคมพัฒนาจนถึงขณะนี้ สามารถทำภารกิจอย่างหลากหลาย รวมถึงการบรรทุกสิ่งของ และเวชภัณฑ์ เข้าไปในพื้นที่เสี่ยงภัย ซึ่งทางสมาคมม่วงว่าการสืบสาน รักษา และต่อยอด ให้กับเยาวชนรุ่นใหม่จะเป็นการเสริมสร้างให้ประเทศชาติมีความเจริญมั่นคงและมั่งคั่งในอนาคต ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นภารกิจหลักของสมาคม เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลปัจจุบัน

ผลวิเคราะห์ การศึกษาไทยรั้งท้ายอาเซียน จริงหรือไม่? เลขาฯ สกศ.’แนะ 3 แนวทาง ดูผลอย่างมีสติ

ผลวิเคราะห์ การศึกษาไทยรั้งท้ายอาเซียน จริงหรือไม่? เลขาฯ สกศ.'แนะ 3 แนวทาง ดูผลอย่างมีสติ

ผลวิเคราะห์ การศึกษาไทยรั้งท้ายอาเซียน จริงหรือไม่? เลขาฯ สกศ.’แนะ 3 แนวทาง ดูผลอย่างมีสติ

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.26 น.

‘เลขาฯ สกศ.‘  เผย ‘ผลวิเคราะห์การจัดอันดับ การศึกษาไทยรั้งท้ายอาเซียน จริงหรือไม่‘ แนะ 3 แนวทางการดูผลจัดอันดับการศึกษาอย่างมีสติ เท่าทัน”

วันที่ 24 มีนาคม 2568  ตามที่ เว็บไซต์ World Population Review ได้เผยแพร่ผลการจัดอันดับทางการศึกษาของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก 203 ประเทศ โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 107 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ได้ระดมข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา วิเคราะห์ผลการจัดอันดับดังกล่าว เพื่อตอบคำถาม การศึกษาไทยรั้งท้ายอาเซียนจริงหรือไม่ โดยผลการวิเคราะห์เชิงลึก พบประเด็นที่น่าสนใจ น่าเป็นห่วง และพึงระวังสำหรับการศึกษาไทย ซึ่งอยู่ในระหว่างการจัดทำข้อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว   

รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา  กล่าวว่า “ผลการจัดอันดับทางการศึกษาของเว็บไซต์ World Population Review เป็นการรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจ The annual Best Countries Report ที่จัดทำโดย US News and World Report, BAV Group, และ the Wharton School of the University of Pennsylvania ซึ่งเป็นการสำรวจความคิดเห็นของคนทั่วโลกื ประมาณ 17,000 คน จาก 73 ประเทศ โดยผลการสำรวจดังกล่าวในด้านการศึกษา ประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 48 เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากประเทศสิงคโปร์ (อันดับ 22) และประเทศมาเลเซีย (อันดับ 37) โดยประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศเวียดนาม ประเทศเมียนมาร์ ประเทศกัมพูชา ล้วนมีอันดับที่ต่ำกว่าประเทศไทยทั้งสิ้น ขณะที่ประเทศลาว และประเทศบรูไน ไม่พบข้อมูลในการสำรวจดังกล่าว และเมื่อพิจารณารายละเอียดอื่น ๆก็พบว่า เว็บไซต์ดังกล่าว ไม่ได้ให้ข้อมูลอื่น ๆที่ใช้ในการจัดอันดับทางการศึกษาที่สามารถเชื่อมโยงกับไปยังข้อมูลสถิติทางการศึกษาอื่น ๆที่จะสื่อให้เห็นเกี่ยวกับคุณภาพของระบบการศึกษาแต่ละประเทศ 

ผลการวิเคราะห์เบื้องต้น จึงสรุปได้ว่า ผลการจัดอันดับดังกล่าว ยังมีความย้อนแย้งกันอยู่ระหว่างข้อมูลผลการสำรวจที่ใช้ในการจัดอันดับกับผลการจัดอันดับของเว็บไซต์ World Population Review การตีความ และอธิบายผลการจัดอันดับ จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างสูง ดังนั้น การที่จะกล่าวว่าการศึกษาของประทศไทยรั้งท้ายอาเซียน จึงอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนเท่าใดนัก อย่างไรก็ตาม หากเราเปรียบเทียบผลการจัดอันดับกับทุกประเทศทั่วโลก ก็พบข้อเท็จจริงที่ชัดเจนและไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ระบบการศึกษาของประเทศไทย ยังมีคุณภาพและมาตรฐานน้อยกว่าอีกมากมายหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศในทวีปยุโรป และมีประเด็นอีกมากมายที่ประเทศไทย ต้องเร่งพัฒนา 

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ที่ได้จากผลการจัดอันดับครั้งนี้ คือ ผลการจัดอันดับในครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนให้ประเทศไทยต้องตื่นตัวและเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาและพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยมากกว่าเดิม มิเช่นนั้นแล้ว ประเทศไทยก็จะถูกประเทศอื่น ๆที่ตามหลังเราอยู่แซงหน้าเราไปในไม่ช้านี้”

รศ.ดร.ประวิต ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “อีกหนึ่งข้อมูลทางการศึกษาที่น่าสนใจที่ปรากฎอยู่ในเว็บไซต์ World Population Review คือ อัตราการรู้หนังสือ (Literacy Rate) ของประชากรในแต่ละประเทศ โดยพบว่า ประเทศไทยมีอัตราการรู้หนังสือได้ อยู่ที่ 94% ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศด้านในกลุ่มอาเซียน อาทิ มาเลเซีย (95%) ฟิลิปปินส์ (96%) อินโดนีเซีย (96%) เวียดนาม (96%) สิงคโปร์ (97%) บรูไน (98%) ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน มีอัตราการรู้หนังสือน้อยกว่าประเทศไทยทั้งสิ้น โดยข้อมูลอัตราการรู้หนังสือของประเทศไทย เป็นข้อมูลตั้งแต่ปี 2021 จึงอาจไม่สะท้อนสถานการณ์ในปัจจุบันเท่าใดนัก ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้มีการสำรวจการรู้หนังสือของประเทศไทย ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2568 โดยมีผลการสำรวจเบื้องต้น พบว่า อัตราการรู้หนังสือของคนไทย อายุ 15 ปีขึ้นไป อยู่ที่ประมาณ 99% ซึ่งหากใช้ข้อมูลดังกล่าวในการจัดอันดับจะถือว่าประเทศไทย มีอัตราการรู้หนังสือเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จะจัดการแถลงข่าวรายละเอียดและเผยแพร่ผลการสำรวจการรู้หนังสือของประเทศไทยดังกล่าว ภายในเดือนมีนาคม 2568 นี้ 

ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ระบบการศึกษาของประเทศไทย ยังมีจุดแข็งอยู่อีกมากมายที่ยังไม่ได้ประชาสัมพันธ์ให้หน่วยงานต่าง ๆทั้งภายในและภายนอกประเทศได้รับรู้ จึงเป็นโจทย์ที่สำคัญอีกข้อหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องรีบเร่งดำเนินการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคส่วนต่าง ๆต่อการศึกษาไทยให้เพิ่มมากขึ้น”

รศ.ดร.ประวิต ได้ให้ข้อแนะนำในการพิจารณาผลการจัดอันดับทางการศึกษาของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างมีสติและเท่าทัน ว่า “ปัจจุบัน สาธารณชนและหน่วยงานต่าง ๆหันมาสนใจผลการจัดอันดับด้านต่าง ๆของหน่วยงานต่าง ๆทั้งในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดอันดับด้านการศึกษา เพราะการจัดอันดับจะเป็นประโยชน์ที่ทำให้เราเห็นภาพทางการศึกษา ในแบบที่เข้าใจง่ายขึ้น และชัดเจนขึ้น แต่การมองผลการจัดอันดับทางการศึกษาโดยปราศจากความระมัดระวัง และความรอบคอบก็ก่อให้เกิดผลเสียได้เช่นกัน สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จึงได้สังเคราะห์แนวทางการพิจารณาผลการจัดอันดับทางการศึกษาออกมาเป็น Ranking Literacy หรือ ความฉลาดรู้ในการพิจารณาผลการจัดอันดับทางการศึกษา โดยมีหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ 1) ต้องมองหลายการจัดอันดับ/ดัชนีประกอบกัน เพื่อให้เห็นภาพการศึกษาชัดเจนมากขึ้น เนื่องจาก ฝการจัดอันดับของหน่วยงานต่าง ๆมีจุดเน้นและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ซึ่งนำมาสู่การนำข้อมูลสถิติทางการศึกษา มาใช้ในการจัดอันดับที่แตกต่างกันด้วย ยกตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ World Population Review ใช้การสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษา แต่เพียงอย่างเดียวในการสะท้อนภาพรวมการจัดการศึกษาทั้งหมด อาจทำให้ผลการจัดอันดับไม่สะท้อนภาพความเป็นจริงของระบบการศึกษา  2) ต้องมองการจัดอันดับให้เป็นแบบ Longtitutional ranking ควบคู่ไปกับการมองแบบ Cross – Sectional Ranking โดยการมองการจัดอันดับแบบ Longtitutional ranking คือ การมองผลการจัดอันดับต่อเนื่องย้อนไปข้างหลัง ซึ่งจะทำให้เห็นทิศทาง และแนวโน้มผลการจัดอันดับ ขณะที่การมองการจัดอันดับแบบ Cross – Sectional Ranking คือ การมองผลการจัดอันดับในปีปัจจุบัน และเปรียบเทียบกับประเทศต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เห็นถึงสภาวะปัจจุบันของประเทศ ซึ่งการวิเคราะห์ใน 2 มิติแบบนี้ จะทำให้มองเห็นพัฒนาการของการศึกษาของแต่ละประเทศมากขึ้น  3) ต้องมองค่าของดัชนีมากกว่าอันดับที่ปรากฎ ผลการจัดอันดับที่ปรากฏออกมา ไม่สามารถอธิบายลักษณะ จุดแข็ง และจุดอ่อนของการศึกษาของประเทศได้ แต่ค่าของตัวชี้วัดแต่ละตัวต่างหากที่จะอธิบายผลการจัดอันดับได้ดีกว่า ดังนั้น จึงไม่ควรตัดสินคุณภาพของการศึกษา โดยใช้ผลการจัดอันดับแต่เพียงอย่างเดียว”

รศ.ดร. ประวิต กล่าวสรุป ว่า “กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้นิ่งนอนใจในการพัฒนาการศึกษาให้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาไทยให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ผลการจัดอันดับทางการศึกษาที่สำคัญในระดับนานาชาติของประเทศไทยสูงขึ้น โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบ เรื่องนี้ โดยขณะนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา มีกิจกรรมสำคัญที่จะเป็นเรือธงในการขับเคลื่อนการยกระดับความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษา 3 เรื่อง  คือ 1) การจัดทำแผนระดับความสามารถทางการแข่งขัน ทางการศึกษาของประเทศไทย ให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล พ.ศ. 2568 – 2570 ซึ่งแผนดังกล่าว ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสภาการศึกษาแล้ว อยู่ในระหว่างการเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ 2) การจัดทำดัชนีการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นสาระสนเทศสำคัญ ที่รวบรวมข้อมูลทางการศึกษาที่เป็นตัวชี้วัดของการจัดอันดับนานาชาติมาประมวลผลให้เห็นถึงสภาวะการศึกษาของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และตรงตามสถานการณ์จริง รวมทั้ง ยังมีระบบ Education Benchmarking ที่เปรียบเทียบพัฒนาการทางการศึกษาของประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ เพื่อส่งสัญญาณให้กับผู้บริหารการศึกษา ให้เป็นข้อมูลในการวางแผนทางการศึกษา และ 3) การทำเอกสารตราสารทางการศึกษา เกี่ยวกับการประเมินระบบการศึกษาให้ได้มาตรฐานสากล  ซึ่งเป็นเอกสารที่ใช้ในการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีแนวทางการพัฒนาการศึกษาที่ชัดเจน ได้มาตรฐานในระดับนานาชาติ ซึ่งหากดำเนินการได้ครบถ้วนทั้งหมดแล้ว ความสามารถทางการแข่งขัน ทางการศึกษาของประเทศไทยในเวทีโลก ต้องเกิดการพัฒนาอย่างแน่นอน”

ส่งเสริม‘แหล่งโปรตีน’ที่หลากหลาย ลดตายก่อนวัยอันควรจากฝุ่นพิษPM2.5

ส่งเสริม‘แหล่งโปรตีน’ที่หลากหลาย ลดตายก่อนวัยอันควรจากฝุ่นพิษPM2.5

ส่งเสริม‘แหล่งโปรตีน’ที่หลากหลาย ลดตายก่อนวัยอันควรจากฝุ่นพิษPM2.5

วันจันทร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

งานวิจัยล่าสุดจาก Madre Brava เรื่อง “อุตสาหกรรมปศุสัตว์กับ PM2.5 : ตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการผลิตโปรตีนที่หลากหลาย”ที่จัดทำร่วมกับ Asia Research and Engagement พบว่า “การเผาเพื่อการเกษตรอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในประเทศไทยมากกว่า 34,000 รายต่อปี” และหากอุตสาหกรรมนี้เติบโตตามที่คาดการณ์ไว้ จำนวนผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่เกี่ยวข้องกับการเผาตอซังข้าวโพดเพียงเลี้ยงสัตว์อย่างเดียวอาจสูงถึง 361,000 ราย ในช่วงระหว่างปี 2563- 2593 แต่หากไทยเริ่มสร้างความหลากหลายของแหล่งโปรตีนจะสามารถลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากการเผาตอซังข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้มากกว่า 100,000 ราย ภายในปี 2050

วิชญะภัทร์ ภิรมย์ศานต์ ผู้อำนวยการ Madre Brava ระบุว่า รายงานฉบับนี้เผยให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการผลิตเนื้อสัตว์และอาหารทะเลกับปัญหามลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ซึ่งมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชนไทย โดยแหล่งกำเนิดหนึ่งของฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้มาจากกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ที่มีความต้องการสูงในตลาดทั้งในและต่างประเทศ

“รายงานฉบับนี้เน้นการศึกษาถึงผลกระทบที่รุนแรงของการเกษตรปศุสัตว์โดยเฉพาะการเผาตอซังข้าวโพดที่ปลูกเพื่อผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มระดับมลพิษทางอากาศในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่มีการเผาข้าวโพดจำนวนมากเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกใหม่ ผลกระทบจากการเผาตอซังข้าวโพดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึงปีละ 12,000 ราย ระหว่าง2020-2050 ซึ่งเกือบเทียบเท่ากับจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจักรยานยนต์ในประเทศไทยในปี 2021

โดยเสนอให้ประเทศไทยเริ่มสร้างความหลากหลายของแหล่งโปรตีน โดยให้โปรตีนจากพืชทดแทนโปรตีนจากสัตว์ให้ได้ 50% ภายในปี 2050 ซึ่งหากทำได้ จะช่วยลดการผลิตเนื้อสัตว์และอาหารทะเลลง และลดความต้องการข้าวโพดในการผลิตอาหารสัตว์ ส่งผลให้สามารถลดอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากการเผาตอซังได้มากกว่า 100,000 ราย” วิชญะภัทร์ กล่าว

คำถามต่อมา “การลดการผลิตเนื้อสัตว์ช่วยลด PM2.5 ได้อย่างไร?” ผู้อำนวยการ Madre Brava ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า รายงานฉบับนี้พบว่า การเผาตอซังพืชในช่วงฤดูแล้ง (ธันวาคมถึงเมษายน) เป็นสาเหตุหนึ่งของฝุ่น PM2.5 เนื่องจากความชื้นต่ำทำให้ฝุ่นสะสมในอากาศ ปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผันและภูมิประเทศที่เป็นหุบเขาทำให้การไหลเวียนของอากาศไม่ดี ส่งผลให้ PM2.5 ไม่สามารถกระจายตัวได้

การบุกรุกพื้นที่ป่าและการขาดการจัดการที่เหมาะสมทำให้ไฟจากการเผาตอซังอาจลุกลามสู่พื้นที่ป่าได้ และยังมีผลกระทบจากการเผาตอซังข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้านที่ทำให้ PM2.5ลอยข้ามพรมแดนเข้าสู่ประเทศไทยด้วย ซึ่งแม้จะมีความพยายามในการจำกัดการเผาตอซังพืชเพื่อลดมลพิษ PM2.5 แต่ปัญหายังคงมีอยู่และไม่สามารถแก้ไขได้อย่างยั่งยืน

รายงานนี้เสนอแนวทางในการแก้ปัญหาด้วยการลดความต้องการอาหารสัตว์และเพิ่มการใช้โปรตีนจากพืช ซึ่งสามารถช่วยลดผู้เสียชีวิตจากมลพิษ PM2.5 ได้มากกว่า 100,000 รายภายในปี 2593 หากสามารถเพิ่มการผลิตโปรตีนจากพืชมาทดแทนโปรตีนจากสัตว์ได้ที่ร้อยละ 50 ทั้งการบริโภคในประเทศและส่งออก นอกจากนี้ยังสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1.3ล้านล้านบาท สร้างงาน 1.15 ล้านตำแหน่ง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 35.5 ล้านเมตริกตันต่อปี

โดย Madre Brava เสนอแนวทางยั่งยืนเพิ่มโปรตีนจากพืช ลดฝุ่น PM2.5 และส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งจากข้อสรุปในงานวิจัยฉบับนี้ ทาง Madre Brava ได้เสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหามลพิษ PM2.5 และส่งเสริมความยั่งยืนทางอาหาร โดยแนะนำให้ภาครัฐส่งเสริมการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพและยั่งยืนมากขึ้น เช่น การให้มาตรการจูงใจทางการเงินเพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึงการนำเมนูอาหารเน้นพืชมาใช้ในงานและการประชุมของภาครัฐ โรงเรียนและโรงพยาบาล เพื่อแบบอย่างให้ประชาชนหันมาบริโภคโปรตีนจากพืชมากขึ้น

รายงานดังกล่าวยังเสนอให้ภาคธุรกิจผู้ค้าปลีกและธุรกิจบริการอาหารกำหนดเป้าหมายเพิ่มยอดขายของโปรตีนจากพืช โดยลดราคาผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้สามารถแข่งขันกับโปรตีนจากสัตว์ พร้อมทั้งจัดวางผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชให้เด่นชัด และให้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ต่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังแนะนำให้ผู้ผลิตเนื้อสัตว์และอาหารทะเลลงทุนในการวิจัยและพัฒนาโปรตีนทางเลือกที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและราคาเข้าถึงได้ง่าย เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนและลดการปล่อยมลพิษจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์ในระยะยาว

“การสร้างความหลากหลายของแหล่งโปรตีนในประเทศไทยไม่เพียงแต่จะช่วยลดมลพิษ PM2.5 แต่ยังเป็นโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพิ่มงาน สร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวด้วย” วิชญะภัทร์ ระบุ

การเผาตอซังข้าวโพดจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทย แม้จะมีการห้ามเผาในกฎหมาย แต่การบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเผาตอซังพืชยังคงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของฝุ่น PM2.5ในภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชียงใหม่ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนัก และบางช่วงมีระดับมิลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็กสูงติดอันดับโลก การพยายามจับกุมผู้กระทำผิดตามแนวทาง Zero Burning ยังไม่สามารถยุติปัญหานี้ได้ และในบางครั้งทำให้เกิดการลักลอบเผามากขึ้น

สุรีรัตน์ ตรีมรรคา รองประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ ซึ่งเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนเรื่องการแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5ในภาคเหนือ ระบุว่า การลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นแนวทางที่ถูกต้องและยั่งยืน แต่ต้องมีการวางแผนและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ชี้การปลูกข้าวโพดในพื้นที่ป่าหรืออุทยานฯ เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข โดยต้องมีการจัดการสิทธิที่ดินและการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อให้เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตได้อย่างยั่งยืน

“ข้อเรียกร้องของเราคือให้อำนาจกับท้องถิ่นในการจัดการและลดไฟลักลอบเผา และให้ความสำคัญในการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนในการควบคุมการเผาไฟและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างมีประสิทธิภาพ” สุรีรัตน์ กล่าว

เลขาฯสพฐ.เปิดงานอัจฉริยภาพทางวิชการ’เพชรอุดร’ ชื่นชม’น้องบิวตี้’มัคคุเทศก์น้อย

เลขาฯสพฐ.เปิดงานอัจฉริยภาพทางวิชการ'เพชรอุดร' ชื่นชม'น้องบิวตี้'มัคคุเทศก์น้อย

เลขาฯสพฐ.เปิดงานอัจฉริยภาพทางวิชการ’เพชรอุดร’ ชื่นชม’น้องบิวตี้’มัคคุเทศก์น้อย

วันเสาร์ ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.12 น.

เลขาฯ สพฐ.เป็นประธานเปิดการแข่งขันอัจฉริยภาพทางด้านวิชาการ (เพชรอุดร) ของโรงเรียนในเครือข่าย 89 โรงเรียน ชื่นชมน้องบิวตี้เด็กพิเศษเรียนเก่งเป็นมัคคุเทศน์น้อยมาร่วมต้อนรับ หนูน้อยฝันโตขึ้นอยากเป็นผอ.โรงเรียน

วันนี้ (22 มี.ค.68) ที่โรงเรียนอนุบาลอุดรธานี ว่าที่ร้อยตรี ดร.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการแข่งขันอัจฉริยภาพทางด้านวิชาการ (เพชรอุดร) ของสมาคมครูและบุคลากรทางการศึกษาเมืองอุดรธานีครั้งที่ 1  ประจำปี 2568  โดยมี นายพยัคฆพล รอดชมภู นายกสมาคมครูและบุคลากรทางการศึกษาเมืองอุดรธานี พร้อมคณะผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครองและนักเรียน ในสังกัดเขตอำเภอเมืองอุดรธานีร่วมต้อนรับ  ซึ่งการแข่งขันฯ เพชรอุดรมีนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 และระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ในโรงเรียนอำเภอเมืองอุดรธานี 9 กลุ่มเครือข่ายโรงเรียน จำนวน 98 โรงเรียน จำนวน นักเรียน 13,086 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนอำเภอเมือง อุดรธานี จำนวน 9 โรงเรียน รวม 1,300 คนร่วมการแข่งขันอัจฉริยะภาพทางด้านวิชาการ (เพชรอุดร) ในวันนี้ ซึ่งมีการแข่งขันของเด็กๆ ในด้านต่างๆ

ว่าที่ร้อยตรี ดร.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ) เปิดเผยว่า ตามที่กระพรวงศึกษาธิการได้มีการประกาศใช้มาตรฐานหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนที่มีคุณภาพและมาตรฐาน โดยมุ่งเน้นพัฒนาทักษะและความรู้ของผู้เรียนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและ1/2 ยุคปัจจุบัน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองและเติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพในสังคม ในกระบวนการพัฒนาตามหลักสูตรเพื่อให้เกิดความเป็นเลิศทางวิชาการจึงมีความจำเป็นในการจัดกิจกรรมเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะสำหรับศตวรรษที่สมาคมครูและบุคลากรทางการศึกษาเมืองอุดรธานี จึงมีนโยบายที่จะมีการส่งเสริม พัฒนากระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยจัดให้มีการแข่งขันทักษะทางวิชาการ ของโรงเรียนในอำเภอเมือง อุดรธานี จำนวน 9 กลุ่มเครือข่ายโรงเรียน ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ 5 กลุ่มสาระหลัก เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของนักเรียนในด้านต่างๆ

ขณะเดียวกัน น้องบิวติ้ว อยู่ชั้นป.6 โรงเรียนบ้านหนองบัว เป็นเด็กนักเรียนพิเศษได้เดินทางมาต้อนรับ เลขาฯ สพฐ.ด้วย โดยน้องบิวตี้ตอนนี้เป็นมัคคุเทศก์น้อยของโรงเรียนฯ ทางโรงเรียนฯภูมิใจที่น้องสามารถเรียนหนังสือได้เรียนหนังสือเก่งด้วย และเข้ากับเพื่อนๆ ได้ดี  โดยน้องบิวตี้กล่าวแนะนำตัวโตขึ้นหนูน้อยฝันอยากเป็นผอ.โรงเรียน ท่ามกลางความชื่นชมของ เลขาฯ สพฐ.และผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก

น.ส.รัศมี กลยนีย์ ผอ.โรงเรียนบ้านหนองบัว เปิดเผยว่า โรงเรียนบ้านหนองบัวสังกัด คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ถือเป็นโรงเรียนแห่งเดียวในจ.อุดรธานีที่มีนักเรียนพิเศษจำนวน 107 คน จากนักเรียน 200 กว่าคน ซึ่งทางครูมุ่งมั่นที่สอนให้เด็กๆ เหล่านี้มีทักษะการเรียนรู้เท่าเทียมเพื่อนๆ แม้น้องๆ จะเป็นเด็กพิเศษก็ตาม อย่างน้องบิวตี้สามารถเรียนหนังสือเก่ง เข้ากับเพื่อนๆได้เป็นอย่างดี อย่างวันนี้พามาเพื่อแนะนำตัวเพราะน้องเป็นมัคคุเทศก์น้อยประจำโรงเรียน และในช่วงปิดเทอมนี้ทางโรงเรียนก็จะพาน้องๆ และผู้ปกครองฝึกอาชีพให้ด้วย

‘ศธ.-สพฐ.’ จับมือ ทรูคอร์ปฯ ลงนามโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา สร้างคุณภาพเด็กไทย เรียนดี มีความสุข

‘ศธ.-สพฐ.’ จับมือ ทรูคอร์ปฯ ลงนามโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา สร้างคุณภาพเด็กไทย เรียนดี มีความสุข

‘ศธ.-สพฐ.’ จับมือ ทรูคอร์ปฯ ลงนามโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา สร้างคุณภาพเด็กไทย เรียนดี มีความสุข

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.49 น.

‘ศธ.-สพฐ.’ จับมือ ทรูคอร์ปฯ ลงนามโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา สร้างคุณภาพเด็กไทย “เรียนดี มีความสุข”

วันที่ 21 มีนาคม 2568 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ระหว่าง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และสถานศึกษาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 32 แห่ง แบ่งเป็น โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา จำนวน 16 แห่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) พระนครศรีอยุธยา เขต 1 จำนวน 9 แห่ง และ สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 2 จำนวน 7 แห่ง โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วยผู้บริหารของ ศธ. ผู้บริหารเขตพื้นที่ฯ ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครูและบุคลากรฯ เข้าร่วม ณ โรงเรียนอยุธยานุสรณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา

โดยพล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้เด็กไทยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะเป็นจังหวัดนำร่องสร้างเครือข่ายโรงเรียนร่วมพัฒนา เนื่องจากเครือข่ายสถานศึกษาทั้งรัฐและเอกชนมีความพร้อม หากมีการนำร่องโครงการดังกล่าวจะเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งตนขอฝากผู้บริหารโรงเรียนทั้ง 36 แห่งร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาที่จะทำอย่างไรให้เด็กนักเรียนของเราเติบโตเป็นคนคุณภาพ พร้อมด้วยสมรรถนะ “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ทั้งนี้ ตนคาดหวังว่าเมื่อสร้างความร่วมมือโรงเรียนร่วมพัฒนาแล้ว เราจะขยายคุณภาพของเราให้แก่โรงเรียนอื่นๆ เติบโตไปด้วยกัน โดยอยุธยาจะเป็นต้นแบบที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยต่อไป

ด้านนายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะร่วมกันพัฒนาด้านเทคโนโลยี ทรัพยากร และองค์ความรู้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ภาคเอกชนที่มีศักยภาพได้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาไทยที่จะมาขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ถือเป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนของการศึกษาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งที่ผ่านมาโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาได้ทำมาแล้วหลายจังหวัดทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็นจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดลพบุรี และกรุงเทพมหานคร โดยครั้งนี้เหมือนพันธสัญญาที่จะมีต่อกันว่าบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ สพฐ. จะมีความร่วมมือเป็นอย่างดีในการพัฒนาการศึกษา ซึ่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ เรื่องของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเทคโนโลยีการศึกษาต่างๆ ซึ่งเชื่อมั่นว่า บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด จะเข้ามาเติมเต็มในการดึงศักยภาพความต้องการของผู้เรียนได้

ขณะที่ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางควบคู่ไปกับ การกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนด้วยเล็งเห็นว่า การศึกษา คือ รากฐานของการพัฒนาประเทศ จึงได้มีการริเริ่มโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมกันบริหาร จัดการศึกษา โดยมุ่งหวังให้สถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีศักยภาพรอบด้าน พร้อมเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป

ด้านนางเนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและด้านการศึกษา บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมยกระดับการศึกษา ในฐานะที่บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ทำมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์อีดี ที่ได้ทำร่วมกับภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง 8 ปีแล้ว และในปีนี้ก็เช่นเดียวกันที่เราจะมาร่วมโครงการสร้างโรงเรียนคุณภาพในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพราะเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่เราต้องการที่จะขับเคลื่อนและยกระดับมาตรฐานการศึกษาไปด้วยกัน ซึ่งโครงการมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาได้ดำเนินการผ่าน 5 ยุทธศาสตร์ ซึ่งตนเชื่อว่าเราจะสามารถดึงเอาพลังสำคัญของยุทธศาสตร์แต่ละด้านมาขับเคลื่อนให้กับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่จะเป็นโรงเรียนแม่ข่ายและดึงความร่วมมือต่างๆ ให้กับโรงเรียนที่เกิดขึ้นในเครือข่ายและยกระดับไปทั่วประเทศพร้อมกัน 

โดย 5 ยุทธศาสตร์ของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาไทย ประกอบด้วย 1. TRANSPARENCY การเปิดเผยข้อมูลสถานศึกษาสู่สาธารณะ มีระบบที่เก็บข้อมูลพื้นฐานโรงเรียนและจัดทำการประเมินคุณภาพโรงเรียนเผยแพร่สู่สาธารณะ เพื่อประโยชน์ในการใช้ข้อมูลวางแผนพัฒนาโรงเรียนได้ตรงจุด 2. MARKET MECHANISMS กลไกตลาดและวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม หลังจากที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เห็นข้อมูลโรงเรียน เกิดการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งร่วมกัน 3. HIGH QUALITY PRINCIPALS &TEACHERS การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน 4. CHILD CENTRIC & CURRICULUM การให้เด็กเป็นศูนย์กลางเสริมสร้างคุณธรรมและความมั่นใจ และ 5. DIGITAL INFRASTRUCTURE การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสถานศึกษา สนับสนุนสื่อและอุปกรณ์ ICT ต่าง ๆ แก่ ครู นักเรียน เพื่อเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้จากทั่วโลก ซึ่งยุทธศาสตร์เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยความสำเร็จในการยกระดับการศึกษา

นำร่อง’อยุธยา’ต้นแบบโรงเรียนร่วมพัฒนา

นำร่อง'อยุธยา'ต้นแบบโรงเรียนร่วมพัฒนา

นำร่อง’อยุธยา’ต้นแบบโรงเรียนร่วมพัฒนา

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 18.38 น.

ศธ.-สพฐ. จับมือ ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมพัฒนาโรงเรียนคุณภาพ จ.พระนครศรีอยุธยา นำร่อง 32 โรงเรียน ยกระดับการศึกษาไทย

วันนี้ ( 21 มีนาคม 2568)  พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ระหว่าง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ สถานศึกษาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 32 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.) พระนครศรีอยุธยา จำนวน 16 แห่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) พระนครศรีอยุธยา เขต 1 จำนวน 9 แห่ง และ สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 2 จำนวน 7 แห่ง โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วยผู้บริหารของ ศธ. ผู้บริหารเขตพื้นที่ฯ ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครูและบุคลากรฯ เข้าร่วม ณ โรงเรียนอยุธยานุสรณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา

โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กไทยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะเป็นจังหวัดนำร่องสร้างเครือข่ายโรงเรียนร่วมพัฒนา เนื่องจากเครือข่ายสถานศึกษาทั้งรัฐและเอกชนมีความพร้อม หากมีการนำร่องโครงการดังกล่าวจะเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งตนขอฝากผู้บริหารโรงเรียนทั้ง 36 แห่งร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาที่จะทำอย่างไรให้เด็กนักเรียนของเราเติบโตเป็นคนคุณภาพ พร้อมด้วยสมรรถนะ “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ทั้งนี้ ตนคาดหวังว่าเมื่อสร้างความร่วมมือโรงเรียนร่วมพัฒนาแล้ว เราจะขยายคุณภาพของเราให้แก่โรงเรียนอื่นๆ เติบโตไปด้วยกัน โดยอยุธยาจะเป็นต้นแบบที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยต่อไป

ด้าน นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะร่วมกันพัฒนาด้านเทคโนโลยี ทรัพยากร และองค์ความรู้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ภาคเอกชนที่มีศักยภาพได้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาไทยที่จะมาขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ถือเป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนของการศึกษาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งที่ผ่านมาโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาได้ทำมาแล้วหลายจังหวัดทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็นจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดลพบุรี และกรุงเทพมหานคร โดยครั้งนี้เหมือนพันธสัญญาที่จะมีต่อกันว่าบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ สพฐ.จะมีความร่วมมือเป็นอย่างดีในการพัฒนาการศึกษา ซึ่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ เรื่องของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเทคโนโลยีการศึกษาต่างๆ ซึ่งเชื่อมั่นว่า บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด จะเข้ามาเติมเต็มในการดึงศักยภาพความต้องการของผู้เรียนได้

ขณะที่ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางควบคู่ไปกับ การกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนด้วยเล็งเห็นว่า การศึกษา คือ รากฐานของการพัฒนาประเทศ จึงได้มีการริเริ่มโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมกันบริหาร จัดการศึกษา โดยมุ่งหวังให้สถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีศักยภาพรอบด้าน พร้อมเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป

นางเนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและด้านการศึกษา บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมยกระดับการศึกษา ในฐานะที่บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ทำมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์อีดี ที่ได้ทำร่วมกับภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง 8 ปีแล้ว และในปีนี้ก็เช่นเดียวกันที่เราจะมาร่วมโครงการสร้างโรงเรียนคุณภาพในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพราะเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่เราต้องการจะขับเคลื่อนและยกระดับมาตรฐานการศึกษาไปด้วยกัน ซึ่งโครงการมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาได้ดำเนินการผ่าน 5 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 1. TRANSPARENCY การเปิดเผยข้อมูลสถานศึกษาสู่สาธารณะ มีระบบที่เก็บข้อมูลพื้นฐานโรงเรียนและจัดทำการประเมินคุณภาพโรงเรียนเผยแพร่สู่สาธารณะ เพื่อประโยชน์ในการใช้ข้อมูลวางแผนพัฒนาโรงเรียนได้ตรงจุด 2. MARKET MECHANISMS กลไกตลาดและวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม หลังจากที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เห็นข้อมูลโรงเรียน เกิดการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งร่วมกัน 3. HIGH QUALITY PRINCIPALS &TEACHERS การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน 4. CHILD CENTRIC & CURRICULUM การให้เด็กเป็นศูนย์กลางเสริมสร้างคุณธรรมและความมั่นใจ และ 5. DIGITAL INFRASTRUCTURE การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสถานศึกษา สนับสนุนสื่อและอุปกรณ์ ICT ต่าง ๆ แก่ ครู นักเรียน เพื่อเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้จากทั่วโลก ซึ่งยุทธศาสตร์เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยความสำเร็จในการยกระดับการศึกษา และตนเชื่อว่าเราจะสามารถดึงเอาพลังสำคัญของยุทธศาสตร์แต่ละด้านมาขับเคลื่อนให้กับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่จะเป็นโรงเรียนแม่ข่าย และดึงความร่วมมือต่างๆ ให้กับโรงเรียนที่เกิดขึ้นในเครือข่ายและยกระดับไปทั่วประเทศพร้อมกัน.

มติเอกฉันท์! เลือก‘ภูวนารถ ณ สงขลา’เป็นนายกสมาคมวารสารศาสตร์ ต่อเนื่องสมัยที่ 2

มติเอกฉันท์! เลือก‘ภูวนารถ ณ สงขลา’เป็นนายกสมาคมวารสารศาสตร์ ต่อเนื่องสมัยที่ 2

มติเอกฉันท์! เลือก‘ภูวนารถ ณ สงขลา’เป็นนายกสมาคมวารสารศาสตร์ ต่อเนื่องสมัยที่ 2

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.15 น.

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 สมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 โดยในวาระเลือกตั้งนายกสมาคม ที่ประชุมลงมติเป็นเอกฉันท์ เลือกนายภูวนารถ ณ สงขลา เป็นนายกสมาคม ต่อเนื่องอีก 1 วาระ

สำหรับคณะกรรมการบริหารสมาคมชุดใหม่ จากการประชุมใหญ่ในครั้งนี้ ประกอบด้วย

นายภูวนารถ ณ สงขลา นายกสมาคม
ผศ.ดร.อัจฉรา ปัณฑรานุวงศ์ อุปนายก
นางสุดจิตตรา คำดี อุปนายก
นางสาวเกียรติญา สายสนั่น กรรมการ
นางปิยาพัชร คนชม กรรมการ
นายวินิจ รังผึ้ง กรรมการและนายทะเบียน
นางสาวระวีวรรณ ทรัพย์อินทร์ กรรมการและฝ่ายวิชาการ
นายจิรศักดิ์ ก้อนพรหม กรรมการและฝ่ายประชาสัมพันธ์
นายอลงกรณ์ เหมือนดาว กรรมการและปฏิคม
นางพัชรา แสงวิชัย กรรมการและเหรัญญิก
นางสาวทิติภา ตั้งใจในธรรม กรรมการและเลขานุการ
นางสาวธนัญญา อิสระนุกูลธรรม กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

– 006

รมว.อว.ชื่นชมผลงาน สานพลังความรู้กับพลังภาคีสู้ชนะความจน-สารตั้งต้นลดเหลื่อมล้ำ

รมว.อว.ชื่นชมผลงาน สานพลังความรู้กับพลังภาคีสู้ชนะความจน-สารตั้งต้นลดเหลื่อมล้ำ

รมว.อว.ชื่นชมผลงาน สานพลังความรู้กับพลังภาคีสู้ชนะความจน-สารตั้งต้นลดเหลื่อมล้ำ

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.51 น.

รมว.อว. และ ผช.รมต.ชื่นชมระบบข้อมูล’สุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ’ จากการสานพลังความรู้งานวิจัยและนวัตกรรม ของมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ กับพลังภาคีเครือข่ายในพื้นที่ โดยมีหน่วย บพท. ให้การสนับสนุนทุนวิจัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวในโอกาสลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับนายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วยรัฐมนตรี กระทรวง อว. เพื่อตรวจติดตามผลงานวิจัยแก้ไขปัญหาความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำ ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ‘มหกรรมแก้จน คนของพระราชา’ที่เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันของมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ กับหน่วยบริหารและจัดการทุนเพื่อการพัฒนาระดับพื้นที่(บพท.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ(สอวช.) ในสังกัดกระทรวง อว.

โดย รมว.อว. ระบุว่า มีความประทับใจกับการประสานพลังกันของสถาบันความรู้ ที่เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว.ทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ และหน่วย บพท.ที่ให้การสนับสนุนทุนวิจัย เพื่อพัฒนาชุดความรู้สำหรับแก้ปัญหาความยากจนให้เป็นไปด้วยความเบ็ดเสร็จ แม่นยำ และยั่งยืน บนความร่วมมือกันของภาคีทุกภาคส่วนในพื้นที่ และเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ที่การบูรณาการทำงานร่วมกันของสถาบันความรู้ และหน่วย บพท.ร่วมกับภาคีทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนภาคประชาสังคมในพื้นที่ ทำให้เกิดระบบข้อมูลครัวเรือนยากจนของจังหวัดศรีสะเกษ ภายใต้ชื่อ ‘สุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ’ หรือ ‘Sisaket Equity System-SES’ ซึ่งเป็นชื่อที่มีความหมายดีมาก

‘ด้วยการทำงานร่วมกันนี้ ทำให้เรามีแผนการในการพัฒนาโครงการที่เน้นการสร้างทักษะอาชีพและผลักดันให้เข้าถึงสวัสดิการที่ควรจะได้รับ เพื่อจัดการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเบ็ดเสร็จและแม่นยำ คือ  การใช้ระบบข้อมูลครัวเรือนความยากจนกลาง ‘สุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ (SES)’ เป็นระบบที่จะสอบทานและ ‘นำคนจนตกหล่นเข้าสู่ระบบ’

นายศุภชัย ใจสมุทร กล่าวว่าการลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษร่วมกับนางสาวศุภมาส รมว.อว.ทำให้ทราบว่าระบบข้อมูลสุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ ยังถูกใช้เป็นเหมือน’สารตั้งต้น’ ในการออกแบบโมเดลแก้จน ตลอดจนพัฒนานวัตกรรม สำหรับแก้ปัญหาความยากจนที่มีความสอดคล้องกับวิถีชีวิต และบริบทพื้นที่ อย่างเช่นโมเดลผักปลอดภัย และนวัตกรรมการแปรรูปถั่วเหลืองเป็นอาหารมังสะวิรัติ เพื่อสุขภาพ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงด้านอาชีพ และยกระดับรายได้แก่ครัวเรือนยากจนให้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยเดือนละ 3,000 บาท อีกทั้งยังทำให้เกิดการรวมตัวเป็นเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนที่เชื่อมโยงสมาชิกจากหลากหลายตำบล ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง มีขีดความสามารถพึ่งพาตัวเองได้

มีการส่งต่อนวัตกรรมและเทคโนโลยี ‘โมเดลแก้จน’ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนด้วยการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ เช่น โมเดลผักปลอดภัย และนวัตกรรมการแปรรูปถั่วเหลือง ที่ช่วยเหลือครัวเรือนยากจนให้มีรายได้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 3,000 บาท/เดือน ก่อให้เกิดเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนที่เชื่อมโยงสมาชิกจากหลากหลายตำบล สร้างความเข้มแข็งและส่งเสริมความเสมอภาคในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ ด้วยการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการเพื่อครัวเรือนคนจนในหลายประเด็น เช่น การผลักดันให้ครัวเรือนกลุ่มสงเคราะห์เข้าสู่กลไกกองทุนระดับตำบลเพื่อเข้าถึงสวัสดิการ และส่งต่อความช่วยเหลือให้กับเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการช่วยเหลือครัวเรือนที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ

โอกาสนี้ ผศ.ดร.สหัสา  พลนิล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ เปิดเผยว่าระบบข้อมูลสุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ ซึ่งถูกใช้เป็นสารตั้งต้นสำหรับการแก้ไขปัญหาความยากจนในจังหวัดศรีสะเกษ เป็นผลจากการทุ่มเททำงานร่วมกับหน่วยบพท.และภาคีเครือข่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา

‘ระบบข้อมูลสุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ ถูกนำไปเป็นฐานข้อมูลสำหรับใช้ออกแบบโมเดลแก้จน และพัฒนานวัตกรรมพร้อมใช้ ที่มีความหลากหลายสำหรับครัวเรือนยากจน ทั้งนวัตกรรมระบบปฏิทินการปลูกพืชผลการเกษตร นวัตกรรมน้ำหมักชีวภาพจากเศษวัสดุการเกษตร นวัตกรรมแปรรูปถั่วเหลืองเป็นอาหารมังสวิรัติพร้อมใช้พร้อมทาน ในรูปของแป้งถั่วเหลือง หมูยอเจปันสุข และเทมเป้ถั่วเหลือง รวมทั้งกองทุนสวัสดิการช่วยเหลือครัวเรือนยากจนที่ประสบภัยพิบัติ’

สุดท้าย ดร.กิตติ  สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วย บพท. กล่าวว่าผลลัพธ์ความสำเร็จจากการสานพลังความรู้ โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษเป็นแกนกลาง เชื่อมโยงเข้ากับพลังภาคีในพื้นที่ ก่อเกิดผลกระทบเชิงบวกหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครัวเรือนยากจน ได้รับการแก้ไขให้บรรเทาจากความยากจน มีรายได้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ มีอาชีพที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันระบบข้อมูลสุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ ยังได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากหน่วยงานภาครัฐนำไปใช้เป็นฐานข้อมูล เพื่อการวางแผนจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่อย่างกว้างขวางครอบคลุมทั่วทุกอำเภอในจังหวัดศรีสะเกษ ///-026