อาชีวะอุบลฯ ตัวตึงสถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ITA 2 ปีซ้อน

อาชีวะอุบลฯ ตัวตึงสถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ITA 2 ปีซ้อน

อาชีวะอุบลฯ ตัวตึงสถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ITA 2 ปีซ้อน

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.00 น.

อาชีวะอุบลฯ ตัวตึงสถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ITA 2 ปีซ้อน ภูมิใจสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง โปร่งใส ก้าวไปสู่ปีที่ 88 ปีของการก่อตั้ง

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดยนางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมด้วย นายอาคม ศรีพรม รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ ตัวแทนสถานศึกษาเข้ารับมอบโล่เชิดชูเกียรติสถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ITA 2567 ด้านคุณธรรมและความโปร่งใส เพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลในสถานศึกษาและเป็นแนวทางให้สถานศึกษาอาชีวะทั่วประเทศในการบริหารจัดการที่โปร่งใส จาก นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานในพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติ ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 102 สถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่ผ่านเกณฑ์ Integrity and Transparency Assessment (ITA) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 โดยได้รับโล่เชิดชูเกียรติ และในปีงบประมาณ 2568 ในครั้งนี้

สำหรับวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ในปีงบประมาณ 2567 ที่ผ่านมาได้รับโล่เชิดชูเกียรติสถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ITA 2566 ด้านคุณธรรมและความโปร่งใส ผ่านเกณฑ์การประเมินด้วยคะแนน 88.71 คะแนน และในปีงบประมาณ 2568 นี้ เป็นปีที่ 2 ต่อเนื่องที่ได้รับโล่เชิดชูเกียรติสถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ITA 2567 ด้านคุณธรรมและความโปร่งใสอีกครั้ง โดยผ่านเกณฑ์การประเมินด้วย คะแนน 97.38 คะแนน จึงนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เป็นสถานศึกษาที่ดีมีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง โปร่งใส และไม่ทนต่อการทุจริต ฉลองความภาคภูมิใจสู่การก้าวย่างปีที่ 88 ของการก่อตั้งสถานศึกษา

‘สพฐ.’โชว์ผลงาน’โรงเรียนคุณภาพ’บูมในอำเภอ

'สพฐ.'โชว์ผลงาน'โรงเรียนคุณภาพ'บูมในอำเภอ

‘สพฐ.’โชว์ผลงาน’โรงเรียนคุณภาพ’บูมในอำเภอ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.44 น.

เลขาธิการ กพฐ. พอใจผลงาน “1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ” บูม เปรียบเสมือนเป็นโรงเรียนนานาชาติของอำเภอ ย้ำชัดเจน สพฐ. เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการฯต่อเนื่อง ชี้นักเรียนโรงเรียนเครือข่ายได้รับการพัฒนาไปพร้อมกัน

20 มี.ค.68 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ปีการศึกษา 2568 นี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีนโยบายสำคัญเร่งด่วนในการขับเคลื่อนต้นแบบการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพ โครงการ “1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ” จำนวน 1,808 โรงเรียน ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล และ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มอบหมายให้ สพฐ. ดำเนินการยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ซึ่งจากการติดตามผลการดำเนินงานในปีการศึกษา 2566-2567 พบว่า โรงเรียนหลายแห่งมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดและเป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้ ซึ่งการดำเนินโครงการนี้นอกจากโรงเรียนในโครงการฯ จะได้รับการพัฒนาแล้ว นักเรียนและโรงเรียนเครือข่ายที่ใช้ทรัพยากรร่วมกันที่โรงเรียนคุณภาพก็ได้รับการพัฒนาไปพร้อมกันด้วย

“ผมขอชื่นชมโรงเรียนคุณภาพที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น เช่น โรงเรียนอนุบาลพิบูลเวศม์ กรุงเทพมหานคร และโรงเรียนวัดอมรินทราราม กรุงเทพมหานคร ที่ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้จากทั่วโลก และเตรียมความพร้อมสำหรับโลกยุคดิจิทัล, โรงเรียนอนุบาลวิหารแดง จังหวัดสระบุรี และโรงเรียนพนมทวนพิทยาคม (สว่างเคลิ้มสุคนธสิทธิ์อุปถัมภ์) จังหวัดกาญจนบุรี ที่โดดเด่นด้านการพัฒนาทักษะอาชีพ โดยร่วมมือกับภาคเอกชนและมหาวิทยาลัย ในการฝึกอบรมวิชาชีพให้นักเรียน พร้อมทั้งบูรณาการหลักสูตรภาษาต่างประเทศเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคต, โรงเรียนชุมชนเมืองหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร และโรงเรียนรมย์บุรีพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก จังหวัดบุรีรัมย์ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศผ่านโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และความร่วมมือกับสถานศึกษาในต่างประเทศ ทำให้นักเรียนสามารถสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและหลักสูตรแล้ว สพฐ. ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะด้านภาษาต่างประเทศของนักเรียน โดยสนับสนุนงบประมาณในการจ้างครูผู้สอนภาษาอังกฤษและภาษาจีน ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยเปิดโอกาสให้นักเรียนสามารถแข่งขันในระดับสากลได้ และการที่นักเรียนได้เรียนกับครูเจ้าของภาษาหรือครูที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรง ส่งผลให้เด็กๆ สามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้โรงเรียนคุณภาพสามารถจัดการเรียนการสอนที่มีมาตรฐานสูงขึ้น ทำให้นักเรียนและผู้ปกครองพึงพอใจ จนมีคำกล่าวว่า “โรงเรียนคุณภาพ เปรียบเสมือนเป็นโรงเรียนนานาชาติของอำเภอ” เพราะมีการจัดการเรียนการสอนหลายภาษา ซึ่งในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 นี้ สพฐ. ได้สนับสนุนงบประมาณในการจ้างครูผู้สอนภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพิ่มเติมกว่า 1,000 อัตรา กระจายไปยังโรงเรียนคุณภาพในทุกอำเภอ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนดึงดูดให้นักเรียนสนใจเข้าเรียนในโรงเรียนคุณภาพมากขึ้น

ขอย้ำว่า สพฐ. จะเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ” อย่างต่อเนื่อง พร้อมให้การสนับสนุนทั้งงบประมาณ บุคลากร และสื่อการเรียนรู้ เพื่อให้โรงเรียนสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามเป้าหมายของกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้โครงการนี้เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง และสามารถเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

องคมนตรีลงพื้นที่เยี่ยม รร.จัดการเรียนรู้ด้วยการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV)

องคมนตรีลงพื้นที่เยี่ยม รร.จัดการเรียนรู้ด้วยการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV)

องคมนตรีลงพื้นที่เยี่ยม รร.จัดการเรียนรู้ด้วยการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV)

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.35 น.

พลเอก ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ องคมนตรี และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนที่จัดการเรียนรู้ด้วยการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  (DLTV) ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

วันที่ 20 มี.ค.2568 พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการบริหารมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนวัดสนามช้าง (ประดิษฐ์ราษฎร์รังสรรค์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาษาฉะเชิงเทรา เขต 2 อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา  โดยนายประสิทธิ์ อินทโชติ  รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา คณะผู้บริหารจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 และเขต 2  คณะครูและเจ้าหน้าที่ ร่วมให้การต้อนรับและให้ข้อมูล  

สำหรับโรงเรียนวัดสนามช้าง เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก  เปิดสอนตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีจำนวนนักเรียนรวมทั้งสิ้น 41 คน มีบุคคลากรรวม 10 ราย แม้จะมีครูครบชั้นเรียน แต่ยังคงจัดการเรียนการสอนโดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม เป็นสื่อรองในบางรายวิชา เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับครูที่สอนไม่ตรงกับสาขาวิชาเอกที่เรียนจบมาและในช่วงบ่ายวันเดียวกัน องคมนตรี พร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนวัดดอนสีนนท์ (พายราษฎร์บำรุง) อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 

สำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1  มีโรงเรียนขนาดเล็กจำนวน 59 โรงเรียน  ใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) จำนวน 50 โรงเรียน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครู  ครูไม่ครบชั้น และครูสอนไม่ตรงสาขาวิชาเอก โรงเรียนพัฒนาการเรียนการสอนตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นคนเก่งคนดี มีคุณธรรม มีทักษะการดำรงชีพในสังคมอย่างมีความสุขภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสถานีวิทยุโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2538 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษก พ.ศ.2539 ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร บริหารงานโดย มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม ถ่ายทอดสดตามหลักสูตรปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ให้แก่โรงเรียนในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อรับทราบข้อมูล ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ ในการนำไปปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ///-026

ดัน’พระปรางค์วัดอรุณฯ’ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ดัน'พระปรางค์วัดอรุณฯ' ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ดัน’พระปรางค์วัดอรุณฯ’ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.21 น.

วันที่ 20 มีนาคม 2568 นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้ทรงคุณวุฒิและอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ศูนย์ประชุม ชั้น 8 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม และผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม ครั้งที่ 1/2568 ที่ประชุมได้พิจารณาในวาระต่างๆ ดังนี้ การนำเสนอพระปรางค์ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เพื่อขอบรรจุเข้าสู่บัญชีชั่วคราว (Tentative List) ในชื่อ “พระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม อัตลักษณ์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (Phra Prang of Wat Arun Ratchawararam : The Masterpiece of Krung Rattanakosin)” ซึ่งเป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมในพุทธศาสนาประเภทพระปรางค์ที่มีความโดดเด่นที่สุด เป็นอัตลักษณ์หนึ่งเดียวของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย คุณสมบัติที่เลือกนำเสนอตรงตามเกณฑ์มรดกโลกข้อที่ 1 และข้อที่ 2 คือ เป็นผลงานสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมชิ้นเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากพระปรางค์ในศิลปะอยุธยา และพัฒนามาเป็นลักษณะเฉพาะของพระปรางค์ที่มีเพียงหนึ่งเดียวในสมัยรัตนโกสินทร์

“ขั้นตอนการนำเสนอแหล่งมรดกเพื่อขอบรรจุรายชื่อในบัญชีชั่วคราว หลังจากนี้ต้องเสนอให้คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบก่อนนำเสนอเอกสารไปยังศูนย์มรดกโลกเพื่อให้รับรองบรรจุรายชื่อในบัญชีเบื้องต้น ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ช่วงเดือนมิถุนายน 2568 นี้” รมว.วธ. กล่าว

นางสาวสุดาวรรณ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้พิจารณากำหนดกรอบเวลาการนำส่งเอกสารขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกฉบับสมบูรณ์ (Nomination Dossier) ของแหล่งมรดกวัฒนธรรมในบัญชีชั่วคราว เนื่องจากการส่งเอกสารฯ (Nomination Dossier) รอบวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นปีสุดท้าย ก่อนปรับเปลี่ยนเป็นระบบใหม่ที่ต้องมีการประเมินขั้นต้น (Preliminary Assessment) ประกอบกับข้อกำหนดที่ให้รัฐภาคีสามารถนำเสนอแหล่งเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกได้เพียงปีละ 1 แหล่ง และจำกัดจำนวนแหล่งที่บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกเพื่อพิจารณาการประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลกปีละไม่เกิน 33 แหล่ง คณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม จึงพิจารณากำหนดกรอบเวลาในการนำส่งเอกสารฯ ของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่จะเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาภายในประเทศอย่างเป็นธรรม ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งมรดกวัฒนธรรมในบัญชีชั่วคราว 4 แหล่ง ได้แก่ 1. กลุ่มเทวสถานปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ และปราสาทปลายบัด 2. อนุสรณ์สถาน แหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา 3. พระธาตุพนม กลุ่มสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ และภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้อง และ 4. สงขลา และชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลา

รมว.วธ. กล่าวว่า นอกจากนี้ ฝ่ายเลขาฯ ได้รายงานต่อที่ประชุมให้รับทราบ 2 เรื่อง ดังนี้ 1.การส่งเอกสารขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกฉบับสมบูรณ์ของแหล่งวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ไปยังศูนย์มรดกโลก ณ กรุงปารีส รอบวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ความคืบหน้าปัจจุบันศูนย์มรดกโลกได้ส่งสำเนาเอกสารฯ ดังกล่าวไปยัง สภาการโบราณสถานสากล (ICOMOS) องค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งเป็นขั้นตอนกระบวนการตรวจประเมินแหล่งที่ขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยศูนย์มรดกโลกแจ้งให้ประเทศไทยเตรียมความพร้อมสำหรับลงพื้นที่ของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจประเมินศักยภาพและการบริหารจัดการแหล่งและอาจมีการขอข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2569

2.ภารกิจการลงพื้นที่ของผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาแนะนำกรณีการประเมินผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาจากโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงช่วงสถานีอยุธยา เมื่อเดือนมกราคม 2568 โดยได้ประชุมรับฟังข้อมูลร่วมกับทุกภาคส่วน ซึ่งข้อแนะนำเบื้องต้นของผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ปรับปรุงรูปแบบโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ปรับลดขนาดและความสูงสถานีรถไฟความเร็วสูงและสันรางลง พร้อมทั้งเลื่อนตำแหน่งที่ตั้งอาคารสถานีรถไฟความเร็วสูงให้มีระยะห่างจากสถานีรถไฟอยุธยาที่เป็นโบราณสถานมากขึ้น นอกจากนี้ผลักดันแผนปฏิบัติการอนุรักษ์และพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาที่ถูกจัดเป็นแผนระดับ 3 ให้เป็นที่รับรู้ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน ซึ่งกรมศิลปากร จะประสานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อนำเสนอต่อ ครม. และกรมศิลปากรยังได้ประชุมหารือกับกรมโยธาธิการและผังเมืองเพื่อปรับปรุงผังเมืองรวมพระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะพื้นที่ด้านทิศตะวันออกของเกาะเมืองหรืออโยธยา ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงสถานีอยุธยาให้เป็นพื้นที่การอนุรักษ์โบราณสถานและปกป้องรักษาคุณค่าโดดเด่นระดับสากล (OUV) แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

ขอบคุณภาพ : วิกิพีเดีย

มข.ก้าวสู่ความเป็นเลิศ ห้องปฏิบัติการ ‘อินฟราเรดสเปกโตรสโคปี’ สู่มาตรฐานโลก

มข.ก้าวสู่ความเป็นเลิศ ห้องปฏิบัติการ ‘อินฟราเรดสเปกโตรสโคปี’ สู่มาตรฐานโลก

มข.ก้าวสู่ความเป็นเลิศ ห้องปฏิบัติการ ‘อินฟราเรดสเปกโตรสโคปี’ สู่มาตรฐานโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.31 น.

คณะเทคนิคการแพทย์ มข.ก้าวสู่ความเป็นเลิศ ห้องปฏิบัติการอินฟราเรดสเปกโตรสโคปี รับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 สู่มาตรฐานโลก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะผู้บริหารจากคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำโดย รศ.ดร.จุรีรัตน์ ดาดวง คณบดีคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วยคณะผู้เชี่ยวชาญ ได้เข้ารับมอบใบรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025  อันทรงเกียรติจากกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  โดยมี นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธานในพิธี ท่ามกลางสักขีพยานจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ ห้องประชุมภูมิบดินทร์ ชั้น 6 อาคารสถานศึกษาเคมีปฏิบัติ กรมวิทยาศาสตร์บริการ

รศ.ดร.จุรีรัตน์ ดาดวง คณบดีคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เผยว่า “ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงยกระดับมาตรฐานห้องปฏิบัติการของเราสู่ระดับสากลเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทั่วประเทศ”

ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ด้วยเทคนิคอินฟราเรดสเปกโตรสโคปี ภายใต้การดูแลของศูนย์พัฒนานวัตกรรมและมาตรฐานทางเทคนิคการแพทย์และกายภาพบำบัด ได้รับการรับรองความสามารถในการทดสอบองค์ประกอบของนิ่ว โดยเฉพาะการตรวจหา calcium oxalate monohydrate, uric acid และ magnesium ammonium phosphate ซึ่งเป็นสารสำคัญที่พบในนิ่ว โดยใบรับรองมีผลตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2567 และมีอายุถึง 1 สิงหาคม 2571

ด้าน อ.ดร.โมลิน ว่องวัฒนากูล ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนานวัตกรรมและมาตรฐานทางเทคนิคการแพทย์และกายภาพบำบัด  เปิดเผยว่า “การได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 จากกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ไม่เพียงแต่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้รับบริการเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมในอนาคต”

ศ.ดร.พัชรี เจียรนัยกูร ที่ปรึกษาศูนย์ฯ ได้กล่าวเสริมถึงความสำคัญของมาตรฐานนี้ว่า “การวิเคราะห์องค์ประกอบของนิ่วด้วยเทคนิคอินฟราเรดสเปกโตรสโคปีที่ได้มาตรฐานสากล จะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและวางแผนการรักษาผู้ป่วยโรคนิ่วได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในภูมิภาค”

บรรยากาศพิธีอันทรงเกียรติเป็นไปอย่างภาคภูมิใจ โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.พัชรี เจียรนัยกูร ที่ปรึกษาศูนย์ฯ และ อ.ดร.พธูทอง ชัชวาลย์ ตัวแทนจากคณะและศูนย์ฯ ร่วมเข้ารับใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการ “ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ด้วยเทคนิคอินฟราเรดสเปกโตรสโคปี ศูนย์พัฒนานวัตกรรมและมาตรฐานทางเทคนิคการแพทย์และกายภาพบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น” ตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 จากกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อีกด้วย

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการพัฒนามาตรฐานห้องปฏิบัติการสู่ระดับสากล แต่ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของสถาบันการศึกษาในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ยั่งยืนสำหรับประชาชนชาวไทยต่อไป

สดร. จัด ‘Dark Sky Star Party 2025’ ‘แคมป์ปิ้งดูดาว’ ส่องชมวัตถุท้องฟ้า

สดร. จัด ‘Dark Sky Star Party 2025’  ‘แคมป์ปิ้งดูดาว’ ส่องชมวัตถุท้องฟ้า

สดร. จัด ‘Dark Sky Star Party 2025’ ‘แคมป์ปิ้งดูดาว’ ส่องชมวัตถุท้องฟ้า

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

NARIT ร่วมกับ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ สมาคมท่องเที่ยวเขาใหญ่ ชมรมดาราศาสตร์ปากช่อง และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดมหกรรมท่องเที่ยวดูดาวประจำปี “Dark Sky Star Party 2025” ณ ลานกางเต็นท์จุดชมวิวเขาร่ม อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีประชาชนเดินทางเข้าร่วมดูดาวและแคมป์ปิ้งหลายพันคน คืนดังกล่าวท้องฟ้าเต็มไปด้วยดาว แม้จะมีเมฆมาบดบังเป็นช่วงๆ แต่อากาศเย็นสบาย ให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสบรรยากาศการชมดาวท่ามกลางธรรมชาติ และสัตว์ป่านานาพันธุ์ที่เขาใหญ่ ในค่ำคืนสุดพิเศษนี้

ภายในงานมีกล้องโทรทรรศน์ให้บริการกว่า 60 ตัว ทั้งจาก NARIT โรงเรียนเครือข่ายดาราศาสตร์ ชมรมดาราศาสตร์ และนักดาราศาสตร์สมัครเล่น ส่องชมวัตถุท้องฟ้าหลากหลายชนิด ได้แก่ ดวงจันทร์เสี้ยว ข้างขึ้น 1 ค่ำ ดาวพฤหัสบดี ดาวอังคาร ดาวศุกร์ รวมถึงวัตถุในห้วงอวกาศลึก อาทิ เนบิวลาใหญ่ในกลุ่มดาวนายพราน กระจุกดาวรวงผึ้ง กระจุกกาแล็กซีบริเวณกลุ่มดาวสิงโต (M65, M66 และ NGC 3628) รวมถึงกาแล็กซีโบดส์ และซิการ์ ในกลุ่มดาวหมีใหญ่ (M81 และ M82) ซึ่งบางวัตถุได้เปิดให้ผู้ร่วมงานได้บันทึกภาพวัตถุท้องฟ้าด้วยมือถือของตนเองอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายการดูดาวเบื้องต้นด้วยตาเปล่า เรียนรู้วิธีการหาทิศเหนือ การวัดมุมท้องฟ้า และร่วมทำกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น Light Painting วาดภาพด้วยแสง และ Glow in the Dark ธีม Stars & Planets ป่าเรืองแสงสุดอลังการ พร้อมเก็บภาพเป็นที่ระลึก Stellar Light Box ประดิษฐ์กล่องกลุ่มดาวเรืองแสง และกิจกรรมส่องสัตว์ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่เพิ่มรอบกิจกรรม และที่พิเศษสุดๆ คือประชาชนที่มาค้างคืนบริเวณลานกางเต็นท์ยังได้ร่วมลุ้นชมทางช้างเผือกยามเช้ากันอีกด้วย

ม.แม่โจ้ เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาปล่อยพลัง จัดเทศกาลภาพยนตร์ จากผลงานนักศึกษา

ม.แม่โจ้ เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาปล่อยพลัง  จัดเทศกาลภาพยนตร์ จากผลงานนักศึกษา

ม.แม่โจ้ เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาปล่อยพลัง จัดเทศกาลภาพยนตร์ จากผลงานนักศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สาขานิเทศศาสตร์บูรณาการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกับ ศูนย์นวัตกรรมการสื่อสารและการออกแบบสื่อ จัดเทศกาลภาพยนตร์สุดอลังการ ณ โรงภาพยนตร์ SFX Cinema ศูนย์การค้าเมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้รับเกียรติจาก คุณนพดล จิรวราพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซูกิชิ อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ผู้นำธุรกิจอาหารเกาหลี มาเป็นประธานเปิดงานเทศกาลสร้างสรรค์เรื่องเล่า

งานนี้ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม มีผู้เข้าร่วมชมกว่า 500 คน เต็มความจุของโรงภาพยนตร์ ภายในงานมีการฉายภาพยนตร์สั้นจำนวน 20 เรื่อง ผลงานของนักศึกษานิเทศศาสตร์บูรณาการ ภายใต้แนวคิด “FILM TOPIA : in the Elysian of film 20 เรื่อง 20 จิตนาการ” ภาพยนตร์แต่ละเรื่องล้วนมีความโดดเด่น และนำเสนอเรื่องราวที่หลากหลายครบรส ไม่ว่าจะเป็นแนวดราม่า, Slice of Life, การค้นหาตัวเอง, คอเมดี้, สยองขวัญ,ฆาตกรรม และแนวครอบครัว สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างน่าชื่นชม

นอกจากนี้ ยังมีการประกาศผลรางวัลและมอบรางวัลการประกวดหนังสั้น “Sukishi 5 Min 7 Stories : เปลี่ยนไอเดียสู่แรงบันดาลใจ” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของงาน

การจัดเทศกาลภาพยนตร์ในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับนักศึกษาได้แสดงความสามารถ และเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน โดยกิจกรรมฉายภาพยนตร์ดำเนินไปอย่างเข้มข้นถึง 6 ชั่วโมงเต็ม

คณะอุตสาหกรรมเกษตร มก. เปิดหลักสูตร ป.เอก ต่อยอดองค์ความรู้ รองรับการแข่งขันในยุคดิจิทัล

คณะอุตสาหกรรมเกษตร มก. เปิดหลักสูตร ป.เอก  ต่อยอดองค์ความรู้ รองรับการแข่งขันในยุคดิจิทัล

คณะอุตสาหกรรมเกษตร มก. เปิดหลักสูตร ป.เอก ต่อยอดองค์ความรู้ รองรับการแข่งขันในยุคดิจิทัล

วันพุธ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดตัวปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขานวัตกรรมและการจัดการอุตสาหกรรมเกษตร (ภาคพิเศษ) รองรับการเติบโตอุตสาหกรรมเกษตรยุคดิจิทัล มุ่งสร้างผู้นำองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ สามารถบูรณาการองค์ความรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมสำหรับการแก้ปัญหาหรือสร้างคุณค่าที่มีผู้ใช้ประโยชน์จริง ประเดิมปีการศึกษาแรก มิถุนายน 2568 เหมาะสำหรับผู้บริหารระดับกลางถึงระดับสูง ที่ปรึกษาทางธุรกิจและผู้ประกอบการที่ต้องการเพิ่มพูนความรู้ ทั้งด้านวิชาการ ทักษะ และประสบการณ์ ผ่านการศึกษาวิจัยด้านนวัตกรรมและการจัดการที่ประยุกต์ให้เข้ากับภาคอุตสาหกรรมเกษตรและธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิผล

รศ.ดร.อนุวัตร แจ้งชัด คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร เปิดเผยว่า จากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหรือพลิกผันทางเทคโนโลยี วิถีชีวิต พฤติกรรมและความต้องการของตลาด ส่งผลให้ธุรกิจเกษตรและอาหาร ต้องนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในหลายบริบทเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการบริโภค นอกจากนี้การพัฒนาให้โซ่อุปทานเกษตรและอาหารจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนนั้น จะต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้และกลยุทธ์ หรือวิสัยทัศน์ของบุคลากรระดับผู้นำในการบริหารจัดการเพื่อกำหนดทิศทางในการดำเนินการเพื่อสร้างนวัตกรรมในการแก้ปัญหาหรือสร้างโอกาสหรือคุณค่าในทางธุรกิจ รวมถึงการกำหนดนโยบาย

“เดิมหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขานวัตกรรมและการจัดการอุตสาหกรรมเกษตร มีเปิดการเรียนการสอนในภาคปกติอยู่แล้ว แต่การเรียนในเวลาราชการยังไม่ตอบโจทย์สำหรับผู้บริหาร ที่ปรึกษาทางธุรกิจ และผู้ประกอบการ ที่ต้องทำงานเต็มเวลา และยังต้องการเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนทักษะ ความรู้ และประสบการณ์จากงานวิจัย เพื่อนำไปต่อยอดในธุรกิจ ทางคณะอุตสาหกรรมเกษตรจึงได้พิจารณาเปิดหลักสูตรดังกล่าวขึ้น โดยใช้เวลาเรียนนอกวันและเวลาราชการ คือ วันอาทิตย์ และใช้ระยะเวลาเรียนประมาณ 3 ปี ซึ่งหลักสูตรนี้จะมุ่งเน้นการสร้างผู้นำองค์กรให้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความรู้ลึกในเชิงวิชาการ สามารถคิดและทำวิจัย บูรณาการองค์ความรู้มาพัฒนาองค์กร และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับชาติและระดับนานาชาติได้”

ด้าน รศ.ดร.ปรารถนา ปรารถนาดีประธานหลักสูตรดุษฎีบัณฑิตสาขานวัตกรรมและการจัดการอุตสาหกรรมเกษตร ภาคพิเศษ กล่าวว่า หลักสูตรนี้มีเป้าหมายที่จะผลิตบุคลากรระดับดุษฎีบัณฑิตในสาขาวิชานวัตกรรมและการจัดการทางอุตสาหกรรมเกษตร บนแนวคิดหลักคือ สามารถออกแบบและสร้างสรรค์แนวคิดนวัตกรรม เพื่อสร้างโอกาสและคุณค่าสำหรับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร และพัฒนาระบบการดำเนินงานในโซ่อุปทานและการจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อแก้ไขปัญหาและดำเนินการจัดการธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ด้วยองค์ความรู้และทักษะสมัยใหม่ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน โดยผู้ที่เรียนจบจะมีความสามารถในการทำงานวิจัยเชิงลึกในสาขานวัตกรรมและการจัดการอุตสาหกรรมเกษตร และสามารถบูรณาการองค์ความรู้ ทักษะและงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหา หรือสร้างโอกาสและคุณค่าให้กับธุรกิจหรือองค์กรของตน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันสำหรับธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารในบ้านเราได้

รศ.ดร.รวิพิมพ์ ฉวีสุข กรรมการหลักสูตรดุษฎีบัณฑิตสาขานวัตกรรมและการจัดการอุตสาหกรรม เกษตร ภาคพิเศษ กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นการจัดการเรียนการสอนนอกวันและเวลาราชการแบบ Onsite และ Online เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เรียนในวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. และอาจจะมีเสริมในวันอังคาร เวลา 18.00-21.00 น. ทาง Online โดยใช้ระยะเวลาการศึกษา 3 ปีหรือ 6 ภาคการศึกษาปกติ ตามปฏิทินการศึกษาของมหาวิทยาลัย ซึ่งภาคการศึกษาที่ 1 จะเปิดการเรียนการสอนในช่วงปลายเดือนมิถุนายน-ต้นเดือนพฤศจิกายน และภาคการศึกษาที่ 2 ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนเมษายน โดยหลักสูตรนี้มีจำนวนหน่วยกิตรวมตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 48 หน่วยกิต ประกอบด้วยวิชาเรียน ไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต และวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า 36 หน่วยกิต โดยมีวิชาหลักคือ การพัฒนาแนวคิดนวัตกรรมทางอุตสาหกรรมเกษตร ระเบียบวิธีวิจัยขั้นสูงทางนวัตกรรมและการจัดการอุตสาหกรรมเกษตร และวิชาสัมมนา และวิชาเลือกคือรายวิชาในกลุ่มของการวิเคราะห์ข้อมูล การจัดการโซ่อุปทาน การตลาด และการจัดการเชิงกลยุทธ์ ทั้งนี้ ผู้สนใจยังสามารถเทียบโอนหน่วยกิตได้อีกด้วย

“หลักสูตรนี้สอดคล้องและตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2560-2580) ด้านการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพมนุษย์และสร้างการเติบโตของระบบเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คือการสร้างสรรค์ศาสตร์แห่งแผ่นดิน เพื่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน การเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพการดำเนินงานตามภารกิจบนหลักธรรมาภิบาล และการเพิ่มศักยภาพในการบริหารและจัดการทรัพยากรเพื่อความยั่งยืนภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลง”

ผศ.ดร.อัจฉรา เกษสุวรรณ เลขานุการหลักสูตรดุษฎีบัณฑิต สาขานวัตกรรมและการจัดการอุตสาหกรรมเกษตร ภาคพิเศษ เสริมว่า สำหรับค่าเล่าเรียนในหลักสูตรนี้จะอยู่ที่ประมาณ 600,000 บาท สำหรับ 6 เทอมการศึกษา รวมค่าอาหาร คอฟฟี่เบรก กิจกรรมการเรียนการสอนและการศึกษาดูงานในประเทศ โดยไม่รวมค่าศึกษาดูงานต่างประเทศ (ตามความสมัครใจ) ซึ่ง นิสิตสามารถออกแบบกิจกรรมการศึกษาดูงานต่างประเทศได้เอง เพื่อให้นิสิตมีส่วนร่วมและเสริมทักษะการทำงานเป็นทีม โดยมีคณาจารย์เป็นผู้ให้คำปรึกษาและอำนวยความสะดวก ทั้งนี้ ในอนาคตคณะอุตสาหกรรมเกษตรยังมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทุกหลักสูตรให้สอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพระดับสากล โดยเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นหลัก และเน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี สังคมสิ่งแวดล้อม และ generation change รวมถึงความรู้พื้นฐานที่จำเป็น พร้อมส่งเสริมให้มีแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบ Hybrid คือทั้ง online และ offline เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้เรียนมากยิ่งขึ้น และในหลักสูตรแบบ Non-Degree ก็จะมีการพัฒนาหลักสูตรที่เน้นการเพิ่มทักษะเดิมปรับเปลี่ยนทักษะใหม่ และเสริมทักษะที่จำเป็นในอนาคต เพื่อเปิดโอกาสให้กับบุคคลที่ทำงาน หรือผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะเพิ่มเติมในสาขาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกษตรได้มีโอกาสเข้ามาศึกษา โดยจะมีการจัดทำบทเรียนออนไลน์เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต และขยายโอกาสการศึกษาให้กับผู้เรียนทุกกลุ่มด้วย สำหรับผู้ที่สนใจอยากย้ายหน่วยกิตมาศึกษาต่อในหลักสูตรนี้ของคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็สามารถทำได้ ซึ่งต้องมาพูดคุยกันในส่วนรายละเอียดต่างๆ

ลูกจ้าง’สพฐ.’5กลุ่มบุกศธ. จี้แก้ปัญหา‘จ้างเหมาบริการ’ โอดเสียสิทธิ์ประกันสังคมมาตรา33

ลูกจ้าง'สพฐ.'5กลุ่มบุกศธ. จี้แก้ปัญหา‘จ้างเหมาบริการ’ โอดเสียสิทธิ์ประกันสังคมมาตรา33

ลูกจ้าง’สพฐ.’5กลุ่มบุกศธ. จี้แก้ปัญหา‘จ้างเหมาบริการ’ โอดเสียสิทธิ์ประกันสังคมมาตรา33

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.56 น.

18 มี.ค. 2568 ที่บริเวณด้านหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ได้มีตัวแทนกลุ่มลูกจ้าง 5 ตำแหน่ง คือ ธุรการโรงเรียน, ครูขาดแคลนขั้นวิกฤต ,ครูวิทย์-คณิต ,พี่เลี้ยงเด็กพิการ ,นักการภารโรง 4 ภาค  ประมาณ 120 คน นำโดย นายวราวิทย์ อัคราภิรมย์ โฆษกสมาพันธ์เจ้าหน้าที่โรงเรียนแห่งประเทศไทย และนายประวิทย์ วงศ์นาคำ ประธานเครือข่ายลูกจ้างชั่วคราว นักการภารโรง 4 ภาค พร้อมสมาชิก

ได้เดินทางมาทวงถามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาลูกจ้าง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ. )ที่ปรับเปลี่ยนวิธีการจ้างเป็นจ้างเหมาบริการ และตัดเงินสมทบประกันสังคม ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ส่งผลให้ลูกจ้างกว่า 72,044 คน ทั่วประเทศ ได้รับผลกระทบถึงสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ  อาทิ ถูกติดสิทธิการรักษาพยาบาล การคลอดบุตร ทุพลภาพ เสียชีวิต การรับเงินสงเคราะห์ เป็นต้น

จึงได้มาร้องขอความเป็นธรรม จาก พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ และ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมี นายศุภสิน ภูศรีโสม ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ(สพร.) สพฐ. และ นายนิยม ไผ่โสภา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สนผ.) สพฐ. และคณะเป็นผู้รับเรื่องแทน

โดยนายศุภสิน กล่าวว่า ตน พร้อมด้วยนายนิยม และคณะ ได้รับมอบหมายจากว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ให้มารับเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ สพฐ.รับรู้ถึงปัญหาต่างๆ เป็นอย่างดี และในฐานะ ผู้อำนวยการ สพร. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลบุคลากร สพฐ. ทั้งระบบ ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการหารือ กับผู้บังคับบัญชา และรายงานให้นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) รับทราบมาโดยตลอด

ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการส่งหนังสือไปสอบถามกรมบัญชีกลาง กรณีการจ้างลูกจ้างชั่วคราว ต่อเนื่อง ในปี 2567 ซึ่งทางกรมบัญชีกลาง ก็มีหนังสือตอบกลับมาว่าสามารถทำได้ แต่ต้องทำสัญญาภายในเดือนกันยายน จากนั้น สพฐ. ดำเนินการใน 2 เรื่อง คือของบกลางเพื่อเยียวยา และทำมาตรฐานตำแหน่ง เสนอให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) พิจารณา ซึ่งทาง ก.พ. ตอบกลับมาว่า ตำแหน่งลูกจ้าง ไม่ใช่ตำแหน่งหลัก เป็นตำแหน่งส่งเสริม ดังนั้น จึงต้องกลับมาหารือร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมถึงหารือกับคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร

“การหารือกับ กมธ.การศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในครั้ง สำนักงาน ก.พ. ได้ให้ข้อแนะนำ ให้ไปทำความตกลงกับ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เสนอแนวทางเปลี่ยนจากจ้างเหมาบริการ มาเป็นลูกจ้างชั่วคราวได้ ซึ่งมีแนวทางที่สามารถดำเนินการได้ อาทิ กรณีลูกจ้างชั่วคราวของ กระทรวงการต่างประเทศ ลูกจ้างชั่วคราวของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) แต่ที่ดูมีความเป็นไปได้ของกลุ่มลูกจ้าง ศธ. คือ ลูกจ้างที่ทำความตกลงพิเศษ กับกระทรวงการคลัง ซึ่งที่ประชุม เห็นร่วมกันว่า แนวทางนี้จะเป็นทางออกในการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด “นายศุภสิน กล่าว

ผู้อำนวยการ สพร. กล่าวต่อว่า เมื่อได้แนวทางดังกล่าวแล้ว ตนตึงได้จัดทำหนังสือ ข้อเสนอการแก้ไขปัญหา รวมถึงมาตรฐานตำแหน่ง เสนอให้กรมบัญชีกลาง พิจารณาแล้ว หากกรมบัญชีกลางให้ความเห็นชอบ ก็จะส่งให้สำนักงาน ก.พ. ดูมาตรฐานตำแหน่ง และกรอบตำแหน่งอีกรอบ ว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะกลับมาใช้จ้างชั่วคราว เพราะบางตำแหน่งก็จ้างไม่ได้  โดยต้องดูลักษณะเหตุผลและความจำเป็น หากสำนักงาน ก.พ.เห็นชอบ ก็ต้องส่งเรื่องให้สำนักงบประมาณ พิจารณา เพื่อของบ ซึ่งกลุ่มที่จะได้กลับไปจ้างชั่วคราว จะได้รับเงินประกันสังคมอันโนมัติ และใช้งบเพียงกว่า 200 ล้านบาท รายละเอียดเหล่านี้ทางสพฐ. ดำเนินการมาหมดแล้ว รอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา คาดว่าจะหารือกับกรมบัญชีกลางและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม นี้

“ผมเข้าใจความเดือดร้อน เพราะฉะนั้น จะเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด ส่วนหากจะไปยื่นหนังสือกับหน่วยงานใดต่อนั้น ก็ขอให้ไปอย่างกัลยาณมิตร ส่วนที่เสนอให้ขึ้นเงินเดือนตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ก็ถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหา” นายศุภสิน กล่าว ย้ำ

ด้านนายวรวิทย์  อัคราภิชาติ โฆษก สมาพันธ์เจ้าหน้าที่โรงเรียนแห่งประเทศไทย  กล่าวว่าที่พวกเรานัดกันมาเรียกร้องสิทธิ์ในวันนี้ เพราะได้รับความเดือดร้อน แต่มี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หลายแห่งขู่ว่า ถ้าพวกเราเดินทางมาเรียกร้องจะเลิกจ้าง ตนอยากรู้ว่าท่านเป็นผู้ใหญ่จิตใจมีความเมตตาบ้างหรือไม่ พวกเรามาเพราะเดือดร้อนจริงๆเดือดร้อนตั้งแต่ตุลา 2567  เงินเดือน  9,000 บาท ถูกหักเหลือแล้ว เฉลี่ยเหลือวันละ 268 บาท ค่าจ้างต่ำกว่าลูกจ้างต่างด้าวอีก วันนี้จึงอยากให้ผู้ใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ ช่วยดูแลช่วยเหลือพวกเราบ้าง

“ลูกจ้างทั้ง 5 กลุ่มที่ถูกปรับเปลี่ยนวิธีการจ้างจากเดิมเป็นลูกจ้างชั่วคราว (โครงการ SP 2) ที่มีประกันสังคมร้อยละ 5 มาตั้งแต่ปี 2552  แต่วันที่ 1 ต.ค.2567 ทาง สพฐ. ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการเป็นจ้างเหมาบริการ  ทำให้ไม่มีเงินสมทบประกันสังคม สิทธิประกันสังคม ม. 33 ที่พวกเราได้รับมาตลอดนั้นถูกเพิกถอนออกไป ทั้งสิทธิการรักษาพยาบาล  คลอดบุตร ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต จะถูกตัดสิทธิภายใน 6 เดือน ซึ่งจะครบวันที่ 31 มี.ค.2568 นี้แล้ว พวกเราพี่น้องลูกจ้างทั่วประเทศ จึงต้องออกมาสอบถามถึงการเยียวยาช่วยเหลือ” นายวรวิทย์ ระบุ

นายวราวิทย์  กล่าวต่อว่า จากที่รับฟัง นายศุภสิน ภูศรีโสม ผู้อำนวยการ สพร.(สพฐ.)ได้ชี้แจงกับผู้มาเรียกร้องว่า สพฐ.ได้กำหนดรายละเอียดตำแหน่งต่างๆของลูกจ้างชั่วคราว และนำส่งไปให้กับทางกระทรวงการคลังแล้ว ก็ถือเป็นนิมิตรหมายอันดี และทราบมาเบื้องต้นว่าทางสำนักงาน ก.พ. ได้เปิดกรอบอัตรารอพวกเราแล้ว กรณีลูกจ้าง สพฐ.ที่มีข้อตกลงพิเศษกับกระทรวงการคลัง 

“ดังนั้น เราก็จะเดินทางไปขอคำตอบจากรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง  ว่าจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือเร่งด่วนอย่างไรกับสิทธิประกันสังคมที่กำลังจะหมดไป  และจะไปขอพบ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียนให้ท่านรับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกจ้างของ สพฐ.ทั้ง 7 หมื่นกว่าอัตรา ที่เดือดร้อน ทั้งที่เป็นคนไทยกลับถูกเพิกถอนสิทธิ ไม่ได้รับสิทธิประโยช์ของคนไทย แต่ชาติพันธ์ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย กลับมีกฎหมายบังคับให้เข้ารับสิทธิประกันสังคมได้“ นายวราวิทย์ กล่าว

สูดลมหายใจสะอาดที่‘บ้านม้งดอยปุย’ ต้นแบบจัดการป่ายั่งยืน-พลังสามัคคีลดฝุ่นพิษ

สูดลมหายใจสะอาดที่‘บ้านม้งดอยปุย’  ต้นแบบจัดการป่ายั่งยืน-พลังสามัคคีลดฝุ่นพิษ

สูดลมหายใจสะอาดที่‘บ้านม้งดอยปุย’ ต้นแบบจัดการป่ายั่งยืน-พลังสามัคคีลดฝุ่นพิษ

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ท่ามกลางสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ความหวังในการแก้ปัญหากำลังก่อตัวขึ้นจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยหนึ่งในหน่วยงานที่สนับสนุนการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นอย่างจริงจัง คือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ภายใต้การกำกับของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีหน้าที่จัดสรรงบประมาณวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)

โดยปัจจุบันได้ทำความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ทำงานกับสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการมุ่งเป้าในหลายมิติ เช่น การใช้งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อลดไฟในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร การใช้ Big Data เพื่อช่วยจังหวัดบริหารจัดการและรับมือสถานการณ์วิกฤตรวมถึงการใช้กระบวนการวิจัยเพื่อจัดทำแผนแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ร่วมกับกลไกภาคี PES (Payment for Ecosystem Service) เพื่อทำให้ประชาชนชาวเชียงใหม่ปลอดภัย และลดผลกระทบจาก PM2.5

จากการดูแลแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดการเข้าไปขจัดปัญหาที่ต้นตอของแหล่งกำเนิดฝุ่น และสร้างองค์ความรู้ให้กับประชาชนและคนที่อยู่ในพื้นที่ที่เป็นแหล่งของปัญหา เพราะฝุ่น PM2.5 ไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ ข้อมูลจากการสำรวจพบว่า 65% ของพื้นที่เผาไหม้มาจากพื้นที่ป่า โดยกว่าครึ่งหนึ่งของไฟป่าเกิดจากการเผาเพื่อหาของป่า ส่วนพื้นที่เผาไหม้ที่เหลือมาจากพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะนาข้าว ไร่ข้าวโพดไร่หมุนเวียน และไร่อ้อย สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้เชื่อมโยงโดยตรงกับปากท้องของชุมชน และมีโมเดลความสำเร็จที่น่าสนใจในการจัดการปัญหาดังนี้

“บ้านม้งดอยปุย” โมเดลต้นแบบจัดการป่าอย่างยั่งยืน : “เราดูแลป่าต้นน้ำมากว่า 20 ปีแล้ว” คือคำพูดที่ “พ่อหลวงไตรภพ แสนยาเกียรติคุณ ผู้ประสานงานเครือข่ายสิ่งแวดล้อม
ม้งดอยสุเทพ-ปุย” เล่าถึงความสำเร็จของชุมชนในการจัดการป่าและป้องกันไฟป่า แม้จะมีความท้าทายในการจัดการที่ดินและการสร้างรายได้จากเศษวัสดุเกษตร แต่ชุมชนก็สามารถพัฒนาแนวทางที่ยั่งยืนได้ ด้วยกลยุทธ์ 3 ประสาน รัฐ-เอกชน-ชุมชน

กลไกสำคัญในการแก้ปัญหา โดยการมุ่งสร้างระบบที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ทั้งการพัฒนาระบบตลาดคาร์บอนเครดิต และการจ่ายค่าตอบแทนคืนสู่ระบบนิเวศ หรือ Payment for Ecosystem Service และ 4 มาตรการเด็ด! พลิกวิกฤตสู่โอกาส1.แปลงรวม โมเดลใหม่จัดการป่าชุมชน ไม่ให้กรรมสิทธิ์เฉพาะบุคคล แต่ส่งเสริมการดูแลร่วมกัน 2.PM2.5 Free มาตรฐานใหม่รับรองผลผลิตปลอดฝุ่นพิษ สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกร

3.แปรรูปเศษวัสดุเกษตรเป็นพลังงานและอาหารสัตว์ สร้างรายได้ทดแทนการเผา และ 4.สิทธิประโยชน์ทางภาษี สำหรับเอกชนที่ร่วมอนุรักษ์ป่า,
“เสียงจากพื้นที่” ความหวังที่เป็นจริง : ด้านนักวิจัยในพื้นที่เล่าถึงประสบการณ์การทำงานร่วมกับชาวบ้านว่า “การแก้ปัญหาฝุ่นต้องเริ่มจากการเข้าใจวิถีชีวิตของชุมชน” เมื่อเขามีทางเลือกในการสร้างรายได้ที่ไม่ต้องพึ่งการเผา ปัญหาก็จะค่อยๆ คลี่คลาย และ “มองไปข้างหน้า” อนาคตอากาศสะอาดที่เป็นไปได้ : สู่อนาคตที่ยั่งยืน

แม้จะยังมีความท้าทายอีกมาก แต่ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนกำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม การผสานพลังระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่น นวัตกรรมการวิจัย และกลไกทางเศรษฐกิจ กำลังนำพาประเทศไทยสู่อนาคตที่มีอากาศสะอาดและทรัพยากรที่ยั่งยืน ซึ่งการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษไม่ใช่เพียงการลดพื้นที่เผาไหม้หรือการบังคับใช้กฎหมาย แต่เป็นการสร้างระบบที่เอื้อให้ชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน

ทุกภาคส่วน ทั้งชุมชนท้องถิ่นนักวิจัย ภาครัฐ และเอกชน ต้องร่วมมือกันสร้างสมดุลระหว่างการใช้ทรัพยากรและการอนุรักษ์ป่าไม้ เพื่อให้ป่าไม้เป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับทุกคนในสังคมไทย เพราะเมื่อทุกคนตระหนักว่าปัญหาฝุ่นพิษเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน และลงมือทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เราจะสามารถสร้างอนาคตที่มีอากาศสะอาดและทรัพยากรที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป!!!