สุดยอดฝีมือแรงงาน‘เยาวชน-คนพิการ’ 22-23มีนาคมนี้‘กรมพัฒน์’เปิดเวทีประลอง

สุดยอดฝีมือแรงงาน‘เยาวชน-คนพิการ’  22-23มีนาคมนี้‘กรมพัฒน์’เปิดเวทีประลอง

สุดยอดฝีมือแรงงาน‘เยาวชน-คนพิการ’ 22-23มีนาคมนี้‘กรมพัฒน์’เปิดเวทีประลอง

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัด 2 เวทีการแข่งขัน เฟ้นหาเยาวชนและคนพิการสุดยอดฝีมือ ในการแข่งฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 30 และการแข่งขันฝีมือคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 10 ระหว่างวันที่ 22-23 มี.ค. 2568 ณ ฮอลล์ 11-12 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า เวทีการแข่งขัน นับเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันได้พิสูจน์ฝีมือ แสดงศักยภาพ ความเชี่ยวชาญของตนเอง ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาฝีมือ และไปต่อยอดในอาชีพของตนเองได้ กระทรวงแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการ
ยกระดับฝีมือแรงงานไทย จึงได้จัด 2 เวทีการแข่งขัน ได้แก่ การแข่งฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 30 และการแข่งขันฝีมือคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 10 ขึ้น สำหรับการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ

ซึ่งเป็นกระบวนการหนึ่งของการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล กระตุ้นการพัฒนาศักยภาพเเรงงานอันนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และการเพิ่มขีดความสามารถในการเเข่งขันของประเทศบนเวทีโลก โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 30 ภายใต้ชื่อ การแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 30 (WorldSkills Thailand National Competition 2025) แข่งขันจำนวน 27 สาขา ผู้เข้าแข่งขันกว่า 300 คน เป็นเยาวชนทักษะดีมีมาตรฐานที่ชนะการแข่งขันในอันดับที่ 1-3 จากการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 30 ระดับภาคมาแล้ว

ขณะที่อีกหนึ่งเวทีการแข่งขัน นั่นคือ การแข่งขันฝีมือคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 10 (Abilympics Thailand 2025) ที่เปิดโอกาสให้คนพิการเข้ารับการฝึกอาชีพร่วมกับคนปกติในหน่วยงานของกรมฯ ซึ่งแต่ละคนได้แสดงให้เห็นถึงการนำศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองและส่วนรวมได้เสมอเหมือนคนปกติ และเป็นที่ยอมรับว่าคนพิการมีศักยภาพและความสามารถทางอาชีพหลากหลายมากขึ้น โดยในครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 10 แข่งขันทั้งหมด 12 สาขา มีผู้เข้าแข่งขันกว่า 200 คน

“การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นการรวบรวมเยาวชน และคนพิการที่มีฝีมือมาร่วมประชันฝีมือ เพื่อเฟ้นหาสุดยอดแรงงานฝีมือของประเทศไทย เพื่อให้ทั่วโลกได้เห็นถึงความสามารถของแรงงานไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก จึงขอเชิญชวนประชาชนทั่วไป หรือผู้ที่สนใจร่วมชม ร่วมเชียร์ และเป็นกำลังใจให้ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 2 รายการ ในวันที่ 22-23 มี.ค. 2568 ณ ฮอลล์ 11-12 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี” นายเดชา กล่าวทิ้งท้าย

‘ผู้ติดเชื้อHIV’ร้องถูกคิดค่าบริการเพิ่มสองเท่า ‘กสม.’แนะกำกับสถานพยาบาลไม่เลือกปฏิบัติ

‘ผู้ติดเชื้อHIV’ร้องถูกคิดค่าบริการเพิ่มสองเท่า  ‘กสม.’แนะกำกับสถานพยาบาลไม่เลือกปฏิบัติ

‘ผู้ติดเชื้อHIV’ร้องถูกคิดค่าบริการเพิ่มสองเท่า ‘กสม.’แนะกำกับสถานพยาบาลไม่เลือกปฏิบัติ

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2568 น.ส.สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือน ม.ค. 2567 ระบุว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายหนึ่งประสงค์ทำศัลยกรรมตกแต่งยกคิ้วกับโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (ผู้ถูกร้อง) แต่โรงพยาบาลมีนโยบายคิดค่าบริการผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่งให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีมากกว่าผู้ไม่ติดเชื้อเอชไอวีเป็นสองเท่า

กล่าวคือ ผู้ติดเชื้อฯ ต้องจ่ายค่าบริการผ่าตัดยกคิ้วในราคา 160,000 บาท ส่วนผู้ไม่ติดเชื้อฯ จ่ายในราคา 80,000 บาท โดยให้เหตุผลว่า การผ่าตัดให้ผู้มีเชื้อเอชไอวีต้องคำนึงถึง
ความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้มีต้นทุนสูงกว่าปกติ เช่น น้ำยาฆ่าเชื้อที่ราคาสูงกว่ากรณีทั่วไป ทั้งนี้ผู้ร้องเห็นว่า ผู้เสียหายมีผลตรวจสุขภาพ ค่า Viral Load (ค่าปริมาณเชื้อไวรัสเอชไอวีในเลือด 1 มิลลิลิตร) ต่ำกว่า 20 ซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าควบคุมไวรัสได้ และมีค่า CD4 หรือ ค่าเม็ดเลือดขาวที่ควบคุมและต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ในระดับที่มีความปลอดภัย

อันเป็นไปตามหลักการ U=U (Undetectable = Untransmittable หรือไม่เจอ=ไม่แพร่) คือ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่กินยาต้านอย่างต่อเนื่อง จนไม่สามารถตรวจหาเชื้อเอชไอวีในเลือดได้หรือมีปริมาณเชื้อในเลือดน้อยหรือเท่ากับศูนย์ ไม่สามารถส่งต่อเชื้อได้ ผู้ร้องเห็นว่าการกระทำของโรงพยาบาลเป็นการเลือกปฏิบัติส่งผลให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีไม่สามารถเข้าถึงบริการที่จัดโดยภาคเอกชนได้อย่างเท่าเทียม ทำให้ผู้ติดเชื้อฯ ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเกินความจำเป็น จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 ให้การรับรองและคุ้มครองว่าบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลไม่ว่าด้วยเหตุความ
แตกต่างในเรื่องสภาพทางกาย หรือสุขภาพ ความพิการ
จะกระทำมิได้ โดยเห็นว่าในการให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขมีหลักการป้องกันแบบครอบจักรวาล (Universal Precautions) หรือหลักการ UP สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนผู้ใช้บริการ

บนฐานคิดที่ว่าผู้ให้บริการและผู้รับบริการมีโอกาสเสี่ยงต่อการรับและส่งต่อเชื้อโรคเท่าเทียมกันไม่เฉพาะเจาะจงกับเชื้อเอชไอวีเท่านั้น ซึ่งหลักการ UP นี้เป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่สถานพยาบาลทุกแห่งต้องปฏิบัติ และหากปฏิบัติตามหลักการ UP ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อได้ อย่างไรก็ดี เนื่องจากการปฏิบัติตามหลักการ UP จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น ในทางปฏิบัติจึงมีความเป็นไปได้ยากที่จะควบคุมให้สถานพยาบาลทุกแห่งปฏิบัติได้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ในส่วนของการเรียกเก็บค่าบริการกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี
สูงกว่าเป็นสองเท่า ผู้ทรงคุณวุฒิของ กสม. เห็นว่า หากปฏิบัติตามหลักการ UP จะไม่จำเป็นต้องเรียกเก็บค่าบริการเพิ่ม อย่างไรก็ตามการคิดค่าบริการและค่าใช้จ่ายบางประการ เช่น ค่าความชำนาญของแพทย์ อาจมีความแตกต่างกันได้ในแต่ละโรงพยาบาล ทั้งนี้ โรงพยาบาลควรแสดงรายละเอียดค่าบริการให้ผู้เสียหายใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างเพียงพอ

กสม. เห็นว่า การที่โรงพยาบาลผู้ถูกร้องกำหนดค่าบริการตกแต่งศัลยกรรมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีสูงกว่าคนทั่วไปเป็นสองเท่าเนื่องจากต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ทำให้มีต้นทุนสูงกว่าปกติ ทั้งที่หลักการ UP กำหนดให้การให้บริการทางการแพทย์ใช้ฐานคิดว่า ผู้ให้บริการและผู้รับบริการมีโอกาสเสี่ยงต่อการรับและส่งต่อเชื้อโรค
ไม่เฉพาะเจาะจงแต่เชื้อเอชไอวีเท่านั้น

บุคลากรทางการแพทย์จึงควรระมัดระวังและป้องกันตนเองและผู้รับบริการให้มีความปลอดภัยจากการติดเชื้อที่อาจติดต่อทางเลือดและสารน้ำจากร่างกายของทั้งบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยหรือผู้มารับบริการทุกรายเหมือนกันอย่างเป็นมาตรฐาน การกระทำดังกล่าวส่งผลให้ผู้เสียหายไม่สามารถเข้ารับบริการที่จัดโดยผู้ถูกร้องได้อย่างเท่าเทียม ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าผู้ไม่ติดเชื้อเอชไอวี จึงเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งสุขภาพอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันและแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยังโรงพยาบาลผู้ถูกร้อง ให้ยกเลิกการกำหนดค่าบริการที่แตกต่างกันระหว่างผู้ติดเชื้อเอชไอวีกับผู้ไม่ติดเชื้อเอชไอวี เพื่อมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมโดยใช้เหตุแห่งการติดเชื้อเอชไอวีมาเป็นเหตุผลในการกำหนดนโยบายราคา

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้กระทรวงสาธารณสุขมีหนังสือแจ้งเวียนให้สถานพยาบาลเอกชนดำเนินการ
ให้ไม่มีการเลือกปฏิบัติจากการเรียกเก็บค่าบริการจากผู้ติดเชื้อเอชไอวี สร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับหลักการป้องกันแบบครอบจักรวาล (Universal Precautions: UP) อย่างต่อเนื่องให้กับบุคลากรทางการแพทย์ทั้งของโรงพยาบาลรัฐและเอกชน

เพื่อให้เกิดการพัฒนานำหลักการ UP ไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ และผลักดันให้โรงพยาบาลรัฐและเอกชนนำเสนอรายละเอียดค่าบริการ รายหัตถการ/กิจกรรม แก่ผู้รับบริการทุกราย เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนเลือกเข้ารับบริการตามประเภทสถานพยาบาลที่เหมาะสม ทั้งนี้ ค่าบริการที่กำหนดควรสมเหตุสมผลกับประเภทของสถานพยาบาล

รวมถึงให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรมบัญชีกลาง และสำนักงานประกันสังคมพิจารณาทบทวนต้นทุนและงบประมาณที่จำเป็นเพื่อทำให้หลักการ UP เป็นบริการมาตรฐานการให้บริการสำหรับทุกโรคและปฏิบัติได้จริง และให้กระทรวงพาณิชย์เร่งกำหนดมาตรฐานการควบคุมราคาค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการทางการแพทย์ ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ ในโรงพยาบาลเอกชน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542

พัฒนาการบริหารพื้นที่ แสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

พัฒนาการบริหารพื้นที่  แสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

พัฒนาการบริหารพื้นที่ แสดงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางเกษร กำเหนิดเพ็ชร รอง ผอ.สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย(สศร.) กล่าววว่า สศร. กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ คณะสถาปัตยกรรมศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (มจล.) กำหนดจัดกิจกรรมการฝึกอบรม การบริหารจัดการพื้นที่แสดงงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (SMS : Small & Medium Space) ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเพื่อสร้างพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยส่วนภูมิภาค ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

เพื่อการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ให้กับบุคลากรด้านศิลปวัฒนธรรมที่ดำเนินการหรือริเริ่มที่จะมีพื้นที่แสดงงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยในส่วนภูมิภาค ให้สามารถใช้ความรู้ด้านการบริหารจัดการงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยไปประยุกต์ออกแบบรูปแบบกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมเชิงพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน

ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนให้เกิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเผยแพร่ผลงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ตลอดจนสร้างบรรยากาศของเมืองที่ส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ โดยกำหนดจัดจำนวน 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 20 -26 เม.ย. 2568 ที่ กรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 17-19 พ.ค. 2568 และครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 18-19 ก.ค. 2568 ที่ จ.ขอนแก่น

ดังนั้น สศร. จึงเปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม ประกอบด้วย1.ผู้มีความมุ่งมั่นอยากเป็นนักบริหารจัดการพื้นที่แสดงงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย 2.เป็นเจ้าของพื้นที่ หรือได้รับอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่แสดงงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยในส่วนภูมิภาค 3.สามารถเข้าร่วมกิจกรรมตามโครงการฯ กำหนดทั้งส่วนการบรรยายและปฏิบัติการ และ 4.เมื่อสิ้นสุดโครงการฯ สามารถนำเสนอแนวคิดในการพัฒนาพื้นที่แสดงงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยไดั

ผู้สนใจสามารถสมัครได้ทางลิงก์ https://bit.ly/3Q1HXJe ภายในวันที่ 20 มี.ค. 2568 หรือสอบถามที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-2093759-60

‘สกร.’คิกออฟนำร่องใช้หลักสูตรใหม่ 10 จังหวัด

'สกร.'คิกออฟนำร่องใช้หลักสูตรใหม่ 10 จังหวัด

‘สกร.’คิกออฟนำร่องใช้หลักสูตรใหม่ 10 จังหวัด

วันจันทร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.47 น.

สกร.ประกาศนำร่องทดลองใช้หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2567 เริ่มภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ใน 10 จังหวัด “ธนากร” ชี้เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นคนดี คนเก่ง มีทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้พัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และออกประกาศ สกร. เรื่องการใช้หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2567 โดยตนได้ลงนามในประกาศไปเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2568 เพื่อใช้สำหรับจัดการศึกษาให้แก่ผู้ซึ่งอยู่ในวัยเรียน แต่ไม่ได้รับการศึกษาในสถานศึกษา หรือ ผู้ซึ่งพ้นวัยที่จะศึกษาในสถานศึกษา หรือ อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลหรือทุรกันดาร หรือ ไม่มีหน่วยงานอื่นใดไปดำเนินการ เพื่อให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตลอดจนส่งเสริม สนับสนุน เพื่อให้ได้รับการศึกษาสูงกว่าระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้สอดคล้องตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 โดยนำมาใช้แทนหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 และ จะเริ่มนำร่องเพื่อทดลองใช้หลักสูตรใหม่ใน 10 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ สุโขทัย ลำปาง ปทุมธานี สุพรรณบุรี ร้อยเอ็ด หนองคาย จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชุมพร และภูเก็ต ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 เป็นต้นไป

“ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ตนได้ลงนามในประกาศจังหวัดนำร่องเพื่อทดลองใช้หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2567 โดยมีสาระสำคัญว่า การใช้หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2567 แทนหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ให้ดำเนินการ ดังนี้ 1.ให้ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2567 มีศักดิ์และสิทธิ์เช่นเดียวกันกับผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่กระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่ง หรือประกาศให้ใช้หลักสูตร หรือ รับรองหลักสูตร 2.การใดที่อยู่ในระหว่างการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 นั้น ให้ดำเนินการตามคู่มือการดำเนินงานหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 (ฉบับปรับปรุง 2555) และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 จนกว่ากรมส่งเสริมการเรียนรู้ จะกำหนดเป็นอย่างอื่น” อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าว

นายธนากร กล่าวด้วยว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 กำหนดให้ สกร.มีหน้าที่พัฒนาบุคคลให้มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา เป็นคนดี มีวินัย รู้จักสิทธิควบคู่กับหน้าที่ความรับผิดชอบ ภูมิใจ และตระหนักในความสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติ รู้จักความพอเพียง มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ใฝ่เรียนรู้ มีความรอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง มีคุณธรรม และมีความซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งมีสำนึกในความรับผิดชอบทั้งต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ มีความเป็นพลเมืองที่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมไทยและสังคมโลกได้อย่างผาสุก พร้อมทั้งให้บุคคลมีทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิตที่สอดคล้องและเท่าทันพัฒนาการของโลก และมีโอกาสพัฒนาหรือเพิ่มพูนทักษะของตนให้สูงขึ้น หรือปรับเปลี่ยนทักษะของตนตามความถนัดหรือความจำเป็น ซึ่งหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2567 เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นคนดี คนเก่ง มีทักษะและสมรรถนะที่จำเป็นในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และส่งเสริมการนำระบบธนาคารหน่วยกิตมาใช้เพื่อจัดการศึกษาได้เป็นอย่างดี.

‘ปัตตานี’อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐาน ปทุมเจดีย์ เจดีย์พระพุทธเจ้า 5 พระองค์

‘ปัตตานี’อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐาน ปทุมเจดีย์ เจดีย์พระพุทธเจ้า 5 พระองค์

‘ปัตตานี’อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐาน ปทุมเจดีย์ เจดีย์พระพุทธเจ้า 5 พระองค์

วันจันทร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.13 น.

‘ปัตตานี’อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐาน ปทุมเจดีย์ เจดีย์พระพุทธเจ้า 5 พระองค์

เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวชิรมังคลาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนใต้  เจ้าอาวาสวัดกะพังสุรินทร์ จังหวัดตรัง เป็นประธานสงฆ์  พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ประดิษฐาน ปทุมเจดีย์ “เจดีย์พระพุทธเจ้า 5 พระองค์” โดยมีนายสนั่น สนธิเมือง รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปัตตานี เป็นประธานฆราวาส ณ ศูนย์อบรมเยาวชนปัตตานี อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

 บรรยากาศภายในงาน ภาคสายคณะสงฆ์ พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนจังหวัดปัตตานีและจังหวัดใกล้เคียง อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ รอบเมืองปัตตานี โดยมีจุดเริ่มต้น ณ วัดนพวงศาราม สิ้นสุดขบวนอัญเชิญฯ ณ ลานวัฒนธรรมปัตตานี ต่อด้วยพิธีทอดผ้าป่า พิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ประดิษฐาน ปทุมเจดีย์ “เจดีย์พระพุทธเจ้า 5 พระองค์” และพิธีจุดประทีปถวายเป็นพุทธบูชา กว่า 10,000 ดวง

พระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย กล่าวถึงความสำคัญของพระเจดีย์ ตอนหนึ่งว่า พระบรมสารีริกธาตุเป็นส่วนหนึ่งของพุทธสรีระของพระพุทธเจ้า ประดุจองค์แทนของพระพุทธเจ้าผู้เปี่ยมด้วย พระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิ์ธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ เป็นสิ่งยืนยันความมีตัวตนจริงของพระพุทธเจ้า เป็นสัญลักษณ์แห่งการดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวพุทธทั่วโลก เพื่อเตือนสติไม่ให้ประมาณในชีวิต ให้เรานึกถึงว่า แม้พระพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันยิ่งใหญ่ ก็ยังต้องดับขันธ์ปรินิพพาน บัดนี้เราเตือนเธอทั้งหลายว่าจงเพียรทำประโยชน์ตน และประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด

นายสนั่น สนธิเมือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวตอนหนึ่งว่า กระผมขอแสดงความชื่นชมกับโครงการนี้ที่ทำให้เห็นถึงความสามัคคีเข้มแข็งของพุทธบริษัททั้ง 4 อันได้แก่จากคณะสงฆ์และตลอดจนพี่น้องชาวพุทธทุกท่าน ที่ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ผ่านกลางเมืองปัตตานี โดยมีการเชิญชวนสาธุชนมาร่วม นมัสการสักการะ และถวายการต้อนรับพระบรมสารีริกธาตุบนเส้นทาง 2.6 กิโลเมตร และในตอนนี้ได้เคลื่อนเทวรถอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุสู่ลานธรรมเพื่อเป็นสิริมงคล เป็นขวัญกำลังใจของชาวพุทธทั่วโลกสืบไป

‘รมต.วัฒนธรรมฯเนปาล’เยี่ยมชมวัดพระธรรมกาย หารือส่งเสริมพุทธศาสนา-ท่องเที่ยว

‘รมต.วัฒนธรรมฯเนปาล’เยี่ยมชมวัดพระธรรมกาย หารือส่งเสริมพุทธศาสนา-ท่องเที่ยว

‘รมต.วัฒนธรรมฯเนปาล’เยี่ยมชมวัดพระธรรมกาย หารือส่งเสริมพุทธศาสนา-ท่องเที่ยว

วันอาทิตย์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.49 น.

‘รมต.วัฒนธรรมฯเนปาล’เยี่ยมชมวัดพระธรรมกาย หารือส่งเสริมพุทธศาสนา-ท่องเที่ยว

นายบาดรี พราสาด ปานเดย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการบินพลเรือน ประเทศเนปาล (Honorable Badri Prasad Pandey,  Minister of Government of Nepal, Ministry of Culture, Tourism and Civil Aviation , Singhadurbar, Kathmandu, Nepal) พร้อมด้วยมาดามภรรยา และคณะ ให้เกียรติเดินทางมาเยี่ยมเยือน และปรึกษาหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมกิจการพุทธศาสนาและการท่องเที่ยวของประเทศเนปาล ณ วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี เมื่อวันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา

ในโอกาสนี้ พระวิเทศธรรมาภรณ์ ประธานมูลนิธิธรรมกาย ผู้อำนวยการสำนักต่างประเทศ, พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส, ดร., ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย, พระพรชัย พลวธมฺโม, ดร. หัวหน้าศูนย์ประสานงานเครือข่ายพุทธโลก และเจ้าหน้าที่สำนักต่างประเทศ ให้การต้อนรับ พร้อมนำชมวีดิทัศน์ ประวัติวัดพระธรรมกาย, การบวชสามเณรเนปาล ณ ลุมพินี นำชมอาคาร 100 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และพระมหาธรรมกายเจดีย์

การนี้ ท่านรัฐมนตรี บาดรี พราสาด ปานเดย์ กล่าวขอบคุณวัดพระธรรมกายที่ช่วยเหลือประเทศเนปาลมาโดยตลอด ทั้งการอบรม ให้การศึกษา งานสาธารณสงเคราะห์ และ ในฐานะที่ดูแลเรื่องการท่องเทียวของประเทศเนปาล ดีใจที่คณะของที่วัดพระธรรมกาย รู้จักประเทศเนปาล โดยเฉพาะจุดที่สำคัญทางศาสนา และการท่องเที่ยว อาทิ เมืองลุมพินี เมืองปาตัน โปกขรา นาการ์กอต เป็นต้น ซึ่งทางรัฐบาลเนปาล จะพยายามเพิ่มการอำนวยความสะดวก ไปยังเนปาล โดยเฉพาะลุมพินี ซึ่งมีการบินตรงไปที่สนามบินไบยราวา ( BWA) ห่างจากมายาเทวีวิหาร สถานที่ประสูติพุทธองค์แค่ 22 กิโลเมตร โดยจะหารือในการเพิ่มไฟล์ทบิน มากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งตอนนี้มีบินทุกวันจันทร์โดยสายการบินแอร์เอเซีย

จากนั้น คณะได้เดินทางมาเข้ากราบสักการะบูชาพระมหาธรรมกายเจดีย์ โดยท่านรัฐมนตรี บาดรี พราสาด ปานเดย์ ได้สนใจศึกษา ปรัชญาในการสร้างพระธรรมกายเจดีย์อย่างละเอียด โดยมี ดร.รมย์ฤดี เวสน์ ฝ่ายต้อนรับ สำนักต่างประเทศ เป็นผู้ให้ข้อมูล อีกทั้งท่านรัฐมนตรียังได้สอบถามรายละเอียดกิจกรรมการสวดมนต์บทธัมมจักกัปปวัตนสูตร ซึ่งเป็นภาษาบาลี และยังกล่าวว่า หากมีโอกาสมาปฏิบัติธรรมที่วัดพระธรรมกายอีกด้วย

‘สมาศิษย์เก่าจุฬาฯ’ รวมพลังชาวสีชมพู จัดงานงานคืนเหย้า ‘108 ปี จามจุรีประดับใจ’ 26มี.ค.นี้

‘สมาศิษย์เก่าจุฬาฯ’ รวมพลังชาวสีชมพู จัดงานงานคืนเหย้า ‘108 ปี จามจุรีประดับใจ’ 26มี.ค.นี้

‘สมาศิษย์เก่าจุฬาฯ’ รวมพลังชาวสีชมพู จัดงานงานคืนเหย้า ‘108 ปี จามจุรีประดับใจ’ 26มี.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.57 น.

‘สมาศิษย์เก่าจุฬาฯ’ รวมพลังชาวสีชมพู จัดงานงานคืนเหย้า ‘108 ปี จามจุรีประดับใจ’ 26มี.ค.นี้ รับบรรยากาศแห่งความรักสามัคคี-ผูกพันของเหล่าน้องพี่

เมื่อวันที่ 14 มี.ค.2568 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ นายกสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) กล่าวว่า สนจ. เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นศูนย์กลางของนิสิตเก่าทุกรุ่น ทุกสาขาอาชีพ รวมถึงนิสิตปัจจุบัน เพื่อให้จุฬาฯ เป็นหนึ่งเดียว โดยส่งเสริมทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ ควบคู่คุณธรรมและจริยธรรม พร้อมทั้งเสริมสร้างการมีส่วนร่วมกับสมาชิกเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อร่วมพัฒนาประเทศและสังคมไทย ภารกิจหลักอีกประการคือการส่งเสริมและมอบโอกาสให้แก่นิสิตจุฬาฯ ที่มีความประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ด้วยการมอบทุนจุฬาสงเคราะห์และทุนอาหารกลางวัน รวมทั้งส่งเสริมกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสังคม และกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ผ่านการจัดกิจกรรม เพื่อระดมทุน อาทิ กิจกรรมฟุตบอลประเพณี กิจกรรมปิยมหาราชานุสรณ์ รวมทั้งกิจกรรมคืนสู่เหย้าชาวจุฬาฯ ที่เป็นประเพณีที่สืบเนื่องจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีถือเป็นโอกาสที่ชาวจุฬาฯ จะได้มาพบปะสังสรรค์และระลึกถึงความสุขร่วมกันเมื่อครั้งเป็นนิสิตในรั้วจามจุรี
 
ด้านนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะนายกสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานคณะกรรมการดำเนินงานคืนสู่เหย้าชาวจุฬาฯ 2568 กล่าวว่า “งานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ ในปีนี้จัดขึ้นวันที่ 26มี.ค.นี้ ซึ่งตรงกับวันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด “108 ปี จามจุรีประดับใจ” ที่สื่อให้เห็นถึงความผูกพันของชาวจุฬาฯ ที่แผ่กิ่งก้านสาขาสร้างความเจริญก้าวหน้าทั้ง ในประเทศและระดับสากล เฉกเช่นการแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาของต้นจามจุรี ต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ชาวจุฬาฯ จะได้กลับมาร่วมกันรำลึกถึงวันเวลาที่ได้อยู่ใต้ต้นจามจุรีอันอบอุ่นร่วมกัน โดยกิจกรรมในงานมีการแสดงสุดพิเศษจาก ผู้แทน นิสิตเก่าและปัจจุบัน รวมถึงการแสดงจากเหล่านักแสดง ศิลปิน และพิธีกร มาร่วมสร้างความสนุกสนาน เพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงไพเราะจากวง CU Band และการรวมตัวกันของ CU Cheerleader ซึ่งนิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบันสามารถเข้าร่วมงานได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการร่วมงานแต่อย่างใด”

ในโอกาสนี้ สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) จึงขอเชิญชวนนิสิตเก่าจุฬาฯ และนิสิตปัจจุบันทุกท่าน มาร่วมงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ 2568 “108 ปี จามจุรีประดับใจ” ในวันที่ 26 มีนาคม 2568 นี้ ณ บริเวณสนามหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล พร้อมใจกันสวมเสื้อสีชมพูมาร่วมกันรำลึกถึงพระคุณของแหล่งเรียนมา “จุฬาลงกรณ์” และสานความผูกพันโดยมีจามจุรีประดับใจ พร้อมผูกสัมพันธ์สายใยน้องพี่สีชมพูตราบชั่วนิรันดร์ 

‘สพฐ.-71 รร.กทม.’จับมือ’ซีพีออลล์ฯ’ เดินหน้าโครงการ’โรงเรียนร่วมพัฒนา’

'สพฐ.-71 รร.กทม.'จับมือ'ซีพีออลล์ฯ' เดินหน้าโครงการ'โรงเรียนร่วมพัฒนา'

‘สพฐ.-71 รร.กทม.’จับมือ’ซีพีออลล์ฯ’ เดินหน้าโครงการ’โรงเรียนร่วมพัฒนา’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.30 น.

“สพฐ.-71 รร.กทม.”จับมือ”ซีพีออลล์ฯ” เดินหน้าโครงการ”โรงเรียนร่วมพัฒนา” สร้างคุณภาพการศึกษา ต่อยอดสู่อาชีพที่มั่นคง

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project) ระหว่าง บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กับสถานศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วย นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ., ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร และผู้บริหารสถานศึกษาพื้นที่กรุงเทพมหานคร 71 แห่ง, นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), คณะทำงาน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามความร่วมมือ ณ โรงเรียนโพธิสารพิทยากร กทม.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า การลงนามวันนี้เป็นความพร้อมของโรงเรียนคุณภาพทั้ง 71 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งกระบวนการที่อยากให้เกิดขึ้นคือการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันด้านบุคลากรและทรัพยากร ความร่วมมือกับ บริษัท ซีพี อออลล์ จำกัด (มหาชน) อาจจะมีการพาไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนปัญญาภิวัฒน์ หรือทางโรงเรียนปัญญาภิวัฒน์จะศึกษาดูงานโรงเรียนในสังกัด สพฐ.เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและเกิดการผสมผสานที่ดีมากยิ่งขึ้น โดยวัตถุประสงค์หลักของเราคือ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา และให้ตอบรับภาคเอกชน เพื่อให้เด็กที่จบการศึกษาได้มีงานทำในสังคมและอยู่ได้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้มากขึ้นและเกิดการแลกเปลี่ยนกันในอนาคต และเชื่อว่าโรงเรียนทั้ง 71 แห่ง ที่ลงนามบันทึกความร่วมมือในวันนี้ จะเกิดแนวคิดหรือนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อช่วยพัฒนาและขยายไปจังหวัดอื่นๆ เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างนวัตกรรมในมุมธุรกิจ และถือว่าเป็น กระบวนการที่ดีมีประโยชน์ที่จะส่งเสริมให้เด็กใช้ชีวิตในสังคมเมื่อจบการศึกษาแล้วอย่างมั่นคงต่อไป

“ผมมองมิติของซีพีออลล์ ว่าสามารถสร้างบุคลากรที่มีความซื่อตรง มีความรับผิดชอบต่อสังคม ส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนจบแล้วมีงานทำทุกคน เรียนแล้วไม่สูญเปล่า ไปทำงานในสิ่งที่ใช่ ที่ชอบ ตอนนี้มิติของการศึกษาเรายังมีความสูญเปล่า เพราะไปเรียนในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง เรียนตามกระแสสังคม  ดังนั้น การเรียนต้องมีความรู้ มีวิธีคิด รู้จักคิด และเป็นคนซื่อตรง มีความรับผิดชอบต่อสังคมซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ ส่วนการส่งเสริมเรียนรู้เทคโนโลยี ซีพีออลล์ก็ทำอยู่แล้ว ซึ่งเด็กในเมืองหลวงก็มีทั้งเด็กกลุ่มที่เป็นเลิศ มีความพร้อมทางครอบครัว ส่วนกลุ่มเด็กที่ไม่มีความพร้อมเราก็จะเติมเต็มให้” รมว.ศธ.กล่าว

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการจัดการศึกษาภายใต้หลักการ “การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และ การศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต” โดยใช้แนวทางการทำงาน “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” โดยพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. เกิดเป็นนวัตกรรมการบริหารและจัดการศึกษาอย่างมีส่วนร่วม ภายใต้การสนับสนุนทรัพยากรองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน และเพื่อเป้าหมายสูงสุด คือ พัฒนาผู้เรียนให้ “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ให้ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

สำหรับการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือวันนี้ ระหว่าง บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กลับสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 – 2 จำนวน 47 แห่ง และสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 24 แห่ง รวมเป็น 71 แห่ง

ขณะที่ นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล รองประธานกรรมการบริหารบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ซีพี ออลล์ มุ่งมั่นตั้งใจให้โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายทุกประการ บริษัทฯ ยินดีกับโครงการนี้ ที่จะร่วมมือกับทุกโรงเรียนในเครือข่ายที่รับผิดชอบอยู่อย่างเต็มที่ และพร้อมจะปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงด้วยการสร้างอาชีพ ด้วยปณิธาน “สร้างเยาวชนสู่มืออาชีพ” เมื่อนักศึกษาสำเร็จการศึกษาแล้วสามารถบรรจุทำงานได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือศึกษาต่อเนื่อง เราก็พร้อมที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้พัฒนาอาชีพและให้ความรู้ความสนใจทั้งในประเทศและขยายไปต่างประเทศ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะขยายตัวไปทั่วประเทศและไปสู่ภูมิภาคต่อไป

ศธ.ออกประกาศ!! มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า

ศธ.ออกประกาศ!! มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า

ศธ.ออกประกาศ!! มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.06 น.

‘เพิ่มพูน‘ ลงนามประกาศ มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า กำชับปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

วันที่ 13 มี.ค. 2568 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการลงวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568  เรื่อง มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า ระบุว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้ามีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งในคราวประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 คณะรัฐมนตรีเห็นขอบตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการป้องกันการเข้าถึงและใช้บุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาทุกระดับ

ประกอบกับปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้บารากู่และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557 รวมทั้งบุคคลที่มีไว้ในครอบครองหรือรับไว้ซึ่งบุหรี่ไฟฟ้าถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และเพื่อให้สอดคล้องกับประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดประเภทหรือชื่อของสถานที่สาธารณะ สถานที่ทำงาน และยานพาหนะ ให้ส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของสถานที่และยานพาหนะ เป็นเขตปลอดบุหรี่หรือเขตสูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่ พ.ศ. 2561

ดังนั้น เพื่อให้การป้องกันการเข้าถึงและการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาและสถานที่ทำงานในพื้นที่บริเวณส่วนราชการในสังกัดและองค์กรในกำกับกระทรวงศึกษาธิการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจึงประกาศกำหนดมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า ดังนี้

1. สร้างความตระหนักรู้เท่าทันพิษภัยและโทษของบุหรี่ไฟฟ้าทั้งต่อสุขภาพร่างกายและโทษทางอาญาให้แก่นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหารทุกระดับ และเจ้าหน้าที่ อาทิ สอดแทรกเนื้อหาหรือหลักสูตรการเรียนการสอน กิจกรรม สื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ

2. ให้ผู้รับผิดชอบสถานศึกษาหรือสถานที่ทำงาน จัดให้มีเครื่องหมายแสดงไว้ให้เห็นได้โดยชัดเจนว่าเป็นเขตปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า

3. ให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นสอดส่อง ดูแลหรือป้องกันมิให้นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ เข้าไปเกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าทั้งการสูบ จำหน่าย มีไว้ในครอบครอง หรือสนับสนุนอย่างหนึ่งอย่างใด

4. หากมีกรณีตรวจพบ หรือมีการร้องเรียนกล่าวหา หรือกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการ ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหาร รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ใดเช้าไปเกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยตามอำนาจหน้าที่ทันที

กระทรวงศึกษาธิการขอกำชับให้หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดและองค์กรในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ถือปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

‘ต๋ามฮอยศรัทธา2007ปี่ เมินมา-หกเป็งวันทา’ ไหว้สาพระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง

‘ต๋ามฮอยศรัทธา2007ปี่ เมินมา-หกเป็งวันทา’ ไหว้สาพระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง

‘ต๋ามฮอยศรัทธา2007ปี่ เมินมา-หกเป็งวันทา’ ไหว้สาพระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.05 น.

‘ต๋ามฮอยศรัทธา 2007 ปี่ เมินมา หกเป็งวันทา ไหว้สาพระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง’ จัดพิธีวางเครื่องสักการะและกล่าวขอสูมา ตามประเพณีล้านนา ‘การแสดง-แสง-สี-เสียง’ ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งศรัทธา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พระธาตุดอยตุง ตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ได้จัดงานประเพณี “ต๋ามฮอยศรัทธา 2007 ปี่ เมินมา หกเป็งวันทา ไหว้สาพระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง” เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมล้านนา และรวมพลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชน จากหลากหลายชาติพันธุ์โดยจัดพิธีวางเครื่องสักการะและกล่าวขอสูมา ตามประเพณีล้านนา การแสดง แสง สีเสียง ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งศรัทธา

โดยมี พระพุทธิวงศ์วิวัฒน์ (บุญมา มานิโต) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 6 และเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ พระอารามหลวง รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยตุง ประธานฝ่ายสงฆ์พร้อมด้วย พระปลัดเซ็งกิม กตสิทโธ เจ้าอาวาสวัดกิ่วกาญจน์ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัดเชียงราย ร่วมประกอบพิธี และมี นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นำส่วนราชการ ภาคเอกชนเข้าร่วมประกอบพิธี

ซึ่งมีขบวนแห่ศรัทธายิ่งใหญ่ ขบวนแห่น้ำทิพย์และเครื่องสักการะ เริ่มต้นจากลานจอดรถหน้าทางเข้าพระธาตุดอยตุง มุ่งสู่ลานพระธาตุ โดยมี ขบวนเสลี่ยงพุทธศาสชาติพันธุ์ นำโดย พระพุทธิวงศ์วิวัฒน์ (บุญมา มานิโต) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 6 และเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ พระอารามหลวง รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยตุง พร้อมด้วยขบวนน้ำทิพย์ ขบวนตุงพันวา และพุทธศาสนิกชนจากหลายพื้นที่

และประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ พิธีบวงสรวงพระธาตุดอยตุง นำโดยพระพุทธิวงศ์วิวัฒน์ พิธีวางเครื่องสักการะและกล่าวขอสูมา ตามประเพณีล้านนา พร้อมด้วยการแสดง แสง สี เสียง ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งศรัทธา จากนั้นได้จัดพิธีเทกระจาดแจกทานมอบข้าวสาร 300 ถุง ให้แก่พุทธศาสชาติพันธุ์

งานนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่พุทธศาสนิกชนได้ร่วมกันแสดงความศรัทธา และสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีล้านนาให้คงอยู่สืบไป

ทั้งนี้ ยังมีการกิจกรรมภายในงาน กาดมั่วชาติพันธุ์ ณ วัดน้อยดอยตุง นำเสนออาหารและสินค้าพื้นเมือง บูชาตุงประจำปีเกิด ร่วมสักการะพระมหาชินธาตุเจ้า ดอยตุงเป็นพุทธบูชา โรงทาน บริการอาหารและเครื่องดื่มแก่ผู้มาร่วมงาน /// – 026