มธ.ศูนย์ลำปาง จัด Kick off ‘รถจักรยานเพื่อน้องและสิ่งแวดล้อมที่ดี’ ในวาระครบรอบ 32 ปี

มธ.ศูนย์ลำปาง จัด Kick off ‘รถจักรยานเพื่อน้องและสิ่งแวดล้อมที่ดี’ ในวาระครบรอบ 32 ปี

มธ.ศูนย์ลำปาง จัด Kick off ‘รถจักรยานเพื่อน้องและสิ่งแวดล้อมที่ดี’ ในวาระครบรอบ 32 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง นำโดย รศ.ดร.สุปรียา แก้วละเอียด รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์ลำปางและการคลัง พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ร่วมกิจกรรม Kick off โครงการ “รถจักรยานเพื่อน้องและสิ่งแวดล้อมที่ดี” ในวาระครบรอบ 32 ปี ธรรมศาสตร์ศูนย์ลำปาง โดยหน่วยศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ร่วมกับชมรมธรรมศาสตร์ลำปาง ชมรมศิษย์เก่ารัฐศาสตรมหาบัณฑิต และเครือข่ายศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดขึ้น เพื่อมอบรถจักรยานจำนวน 32 คัน ให้แก่นักศึกษาใช้บริการยืมปั่นออกกำลังกายและการเดินทางภายในมหาวิทยาลัย โดยได้รับเกียรติจากคุณนเรศวร์ฤทธิ์ อุบลศรี นายอำเภอห้างฉัตร พร้อมด้วยส่วนราชการ และศิษย์เก่า เข้าร่วมกิจกรรม

หากท่านใดสนใจร่วมสนับสนุนรถจักรยานคันละ 3,000 บาท หรือตามความประสงค์ ผ่านบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่หน่วยศิษย์เก่าสัมพันธ์ไกรลาศ กันทาแจ่ม (063-1462653)

มมส จัดงาน ‘บุญผะเหวด’ สืบสานฮีตเดือน 4 ประเพณีชาวอีสาน

มมส จัดงาน ‘บุญผะเหวด’ สืบสานฮีตเดือน 4 ประเพณีชาวอีสาน

มมส จัดงาน ‘บุญผะเหวด’ สืบสานฮีตเดือน 4 ประเพณีชาวอีสาน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) จัดงาน “ฮีตเดือน 4 ประเพณีบุญผะเหวด” ประจำปี 2568 อย่างยิ่งใหญ่ จำลองมณฑลพิธีเป็นป่าหิมพานต์อัญเชิญพระอุปคุต แห่ผะเหวดเข้าเมืองพร้อมพิธีสำคัญ “ตักบาตรข้าวพันก้อน”สืบสานประเพณีอันดีงามของชาวอีสาน

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดงาน “ฮีตเดือน 4 ประเพณีบุญผะเหวด ประจำปีงบประมาณ 2568” ณ พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคามโดยจำลองมณฑลพิธีให้เป็นป่าหิมพานต์เพื่อสืบสานประเพณีฮีต 12 คอง 14 ของชาวอีสาน โดยมีพิธีสำคัญต่างๆ มากมาย อาทิ พิธีอัญเชิญพระอุปคุตขึ้นจากน้ำ ขบวนแห่พระอุปคุต แห่ผะเหวดเข้าเมือง การเทศน์มาลัยหมื่น-มาลัยแสน และพิธีตักบาตรข้าวพันก้อน

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า งานบุญผะเหวดที่จัดขึ้นในปีนี้ เพื่อทำนุบำรุงสืบสานประเพณีฮีตสิบสองในพื้นที่ รวมถึงการส่งเสริมพระพุทธศาสนา และบำรุงวัดในพื้นที่รอบมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังเป็นการเสริมสร้างความสามัคคีในหมู่คณาจารย์ บุคลากร และนิสิต ผ่านการแต่งกายชุดผ้าไทยและการร่วมกิจกรรมต่างๆ ภายในงาน

นายภูวดล อยู่ปาน นักวิชาการศึกษา งานเอกสารใบลาน กลุ่มงานทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มมส กล่าวว่า บุญผะเหวด หรือบุญมหาชาติ เป็นหนึ่งในประเพณีสำคัญของชาวอีสาน ที่มีการทำทานครั้งยิ่งใหญ่และมีการเทศน์มหาชาติ ซึ่งเป็นเรื่องราวของพระเวสสันดรชาดก โดยเชื่อว่าหากใครได้ฟังเทศน์ครบ 13 กัณฑ์ จะได้รับอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ การจัดงานในครั้งนี้ มมส ได้จัดพิธีตามแบบโบราณ โดยมีการเตรียมเครื่องบูชาคาถาพันต่างๆ เช่น ธูปพันดอก เทียนพันเล่ม หมากเมี่ยงพันคำ และข้าวตอกดอกโน นอกจากนี้ ยังมีขบวนแห่ที่สวยงามจากนิสิตวงกลองยาวศิลป์อีสาน วิทยาลัยดุริยางคศิลป์และคณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์

โดยช่วงเช้าจะมีพิธีตักบาตรข้าวพันก้อน ซึ่งเป็นพิธีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการบำเพ็ญมหาทานของพระเวสสันดร โดยมีการปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนกลมนำไปวางตามต้นเสาทั้ง 8 ทิศ และหน้าหอพระอุปคุต ตลอดทั้งวันมีการเทศน์ 1,000 พระคาถา และมีการสาดข้าวเมื่อเทศน์จบแต่ละกัณฑ์ เพื่อจำลองฝนทิพย์

นอกจากนี้ ยังมีการแห่กัณฑ์หลอนเพื่อถวายปัจจัยแก่พระสงฆ์ ซึ่งปัจจัยที่ได้จะนำไปทำนุบำรุงวัดรอบมหาวิทยาลัย ตามวิสัยทัศน์“มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน” และมีการตั้งโรงทานจากหน่วยงานต่างๆ ของมหาวิทยาลัย

ด้าน ว่าที่ร้อยตรีอาทิตย์ อนุสรณ์ หัวหน้างานพิธีการและกิจการพิเศษ มมส กล่าวว่า การจัดงานบุญผะเหวดในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานประเพณีฮีต 12 ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และสร้างความสามัคคีในหมู่คณาจารย์ บุคลากร นิสิต และนักเรียนโรงเรียนสาธิตฯ โดยจัดพิธีอัญเชิญพระอุปคุต และการฟังเทศน์และแห่กัณฑ์หลอน ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนานตามแบบฉบับชาวอีสาน

สำหรับการเทศน์มหาชาติเป็นการเล่าเรื่องราวของพระเวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นเรื่องราวของการให้ทาน โดยเชื่อว่าหากใครได้ฟังเทศน์ครบ 13 กัณฑ์ จะได้ไปเกิดในยุคพระศรีอริยเมตไตรย โดยงานจะเห็นการโยนข้าวสาร ในช่วงการฟังพระเทศน์ เป็นการสื่อว่า “การโยนข้าวสาร ข้าวตอก เป็นกุศโลบายของการให้ทาน และจำลองฝนโบกขรพรรษ ซึ่งเป็นฝนพิเศษ” โดยความตั้งใจในปีหน้า มมส มีแผนจะจัดงานให้ยิ่งใหญ่ขึ้น โดยอาจเพิ่มเป็น 3-4 วันและเพิ่มกิจกรรม เช่น นิทรรศการทางวิชาการ และการประกวดแต่งกายกัณฑ์หาชาลี

ศธ.ผนึก 4 หน่วยงานรัฐ ผลิตสาขาเทคนิควิศวกรรมสำรวจ รองรับอัตรากำลังขาดแคลน

ศธ.ผนึก 4 หน่วยงานรัฐ ผลิตสาขาเทคนิควิศวกรรมสำรวจ รองรับอัตรากำลังขาดแคลน

ศธ.ผนึก 4 หน่วยงานรัฐ ผลิตสาขาเทคนิควิศวกรรมสำรวจ รองรับอัตรากำลังขาดแคลน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีลงนามความร่วมมือในการผลิตและพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง เพื่อรองรับอัตรากำลังที่ขาดแคลน ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน กรมที่ดิน สำนักงาน
การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และกรมธนารักษ์ โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมพิธี และมี นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ. นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน นายวัฒนา มังธิสาร รองเลขาธิการ ส.ป.ก. และนายฤชา วราทร รองอธิบดีกรมธนารักษ์ ร่วมลงนามความร่วมมือ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า รัฐบาลได้ส่งเสริมการผลิตกำลังคนทุกช่วงวัย อย่างเต็มกำลังและความสามารถ และนโยบาย ศธ. “เรียนดี มีความสุข” เน้นย้ำส่งเสริมการจัดการอาชีวศึกษาให้ตอบสนองต่อความต้องการแรงงานในอนาคต รวมถึงสร้างโอกาสให้ผู้เรียนมีรายได้ระหว่างเรียน (Learn to Earn) จบแล้วมีงานทำ จากความร่วมมือดังกล่าวก็เพื่อผลิตบุคลากรรองรับอัตรากำลังขาดแคลนของหน่วยงาน ด้านนายช่างรังวัด และนายช่างสำรวจ โดยดำเนินความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี (2568-2573) ศธ. โดย สอศ. มีหน้าที่ในการผลิตกำลังคนสายวิชาชีพได้เพิ่มรายวิชาใหม่ “การรังวัดที่ดิน” รองรับเทคโนโลยีการสำรวจยุคปัจจุบันและตรงกับความต้องการของกรมที่ดิน ส.ป.ก. และกรมธนารักษ์ ผลิตบุคลากรในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาเทคนิควิศวกรรมสำรวจ ระบบทวิภาคี คือ เรียน 1 ปี และฝึกอาชีพในหน่วยงาน 1 ปี เมื่อผู้เรียนผ่านการศึกษาในโครงการนี้แล้ว จะได้รับการยกเว้นสอบภาค ก. ของสำนักงาน ก.พ. หากผ่านเกณฑ์การประเมินความรู้ที่ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตร และมีโอกาสเข้ารับการคัดเลือกเพื่อบรรจุเข้ารับราชการในหน่วยงาน 3 หน่วยงานดังกล่าวตามเงื่อนไขที่กำหนด

“ปีแรกนักเรียนจะเรียนภาคทฤษฎีก่อน ปีต่อไปให้ผู้เรียนไปฝึกปฏิบัติกับหน่วยงานที่ร่วมบันทึกความร่วมมือกับ สอศ. หากเรียนจบแล้วมีความประพฤติดี มีทักษะมีผลการปฏิบัติงานดีเยี่ยม ก็จะมีโอกาสได้รับการคัดเลือกบรรจุเข้ารับราชการในสังกัดกรมที่ดิน ส.ป.ก. และกรมธนารักษ์ ตามเงื่อนไขของหน่วยงานกำหนด ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างบุคลากรคุณภาพ และเกิดประโยชน์กับภาครัฐอย่างยั่งยืน” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการกอศ. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีสถานศึกษาในสังกัด สอศ. ที่เข้าร่วม 8 แห่งทั่วประเทศ โดยกรมที่ดิน ส.ป.ก. และกรมธนารักษ์ มีอัตราบรรจุรองรับผู้สำเร็จการศึกษา รวมทั้งสิ้น 225 อัตรา ในช่วง 3 รุ่น ตั้งแต่ปี 2570-2572 โดยได้เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1-31 มีนาคม 2568 ผ่านทางเว็บไซต์ sv.ovec.go.th และที่วิทยาลัยเทคนิค 8 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งผู้สมัครต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับ ปวช. สาขาสำรวจ หรือกำลังศึกษาชั้นปีที่ 3 ในสาขาดังกล่าว ทั้งนี้ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันขับเคลื่อนการผลิตกำลังคนที่มีทักษะ พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานภาครัฐและเอกชน เพื่อประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

ขณะที่ นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ. กล่าวว่า กล่าวว่า โครงการนี้

จะคัดเลือกผู้เรียนมาเข้าร่วมโครงการและคนที่ผ่านหลักสูตรนี้แล้วก็เสมือนผ่านการสอบภาค ก ไปโดยอัตโนมัติ และเมื่อเรียนจบ ปวส.แล้วก็จะต้องผ่านการวัดความเหมาะสมจากหน่วยงานเพื่อบรรจุเข้ารับราชการ ทั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานได้คนที่เรียนจบแล้วทำงานได้เลย เนื่องจากเข้าใจกฎระเบียบ เข้าใจการใช้เครื่องมือในการทำงานของหน่วยงานนั้นๆ แล้วทางหน่วยงานนั้นไม่ต้องเสียเวลาเทรนการทำงานอีก เพราะที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานต้องใช้เวลาเป็นปีในการเทรนงาน ก็เป็นการลดต้นทุนของทางราชการด้วย จึงมาร่วมมือกับหน่วยที่ผลิตกำลังคนเพื่อให้ได้คนที่จบแล้วทำงานได้เลย

‘ราชกิจจานุเบกษา’เผยแพร่ประกาศ พระราชทานสมณศักดิ์ ตั้ง’พระครูสัญญาบัตร’ 1,290 รูป

'ราชกิจจานุเบกษา'เผยแพร่ประกาศ พระราชทานสมณศักดิ์ ตั้ง'พระครูสัญญาบัตร' 1,290 รูป

‘ราชกิจจานุเบกษา’เผยแพร่ประกาศ พระราชทานสมณศักดิ์ ตั้ง’พระครูสัญญาบัตร’ 1,290 รูป

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.52 น.

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศพระราชทานสมณศักดิ์ตั้งพระครูสัญญาบัตร จำนวน 1,290 รูป

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568  เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ พระราชทานสมณศักดิ์ตั้งพระครูสัญญาบัตร จำนวน 1,290 รูป

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสมณศักดิ์ตั้งพระครูสัญญาบัตร จำนวน 1,290 รูป ดังนี้

1. พระครูวินัยธร นพคุณ ๔ ประโยค วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร เป็น พระครูวิมลจริยาภรณ์

2. พระครูสมุห์ ธนนันก์ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร เป็น พระครูมงคลวัชรพิศิษฐ์

3. พระครูปลัด สุนทรกมล วัดราชบูรณะ ราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร เป็น พระครูสุนทรวัชรพิมล

4. พระครูวิจิตรสังฆการ ต้นกล้า ๓ ประโยค วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร เป็น พระครูสุตวัชรวิจิตร

5. พระมหาสมคิด ๓ ประโยค วัดจักรวรรดิราชาวาส วรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร เป็น พระครูสุตธีรวัชร์ …เป็นต้น…

ตรวจสอบรายชื่อทั้งหมดได้ที่นี่  https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/64286.pdf

อธิการบดี ม.นครพนมนำสื่อชมหอประชุมลุ่มน้ำโขงเตรียมความพร้อมจัดงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

อธิการบดี ม.นครพนมนำสื่อชมหอประชุมลุ่มน้ำโขงเตรียมความพร้อมจัดงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

อธิการบดี ม.นครพนมนำสื่อชมหอประชุมลุ่มน้ำโขงเตรียมความพร้อมจัดงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.38 น.

อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม นำสื่อเยี่ยมชมหอประชุมลุ่มน้ำโขง เตรียมความพร้อมจัดงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ยันผู้รับเหมางานไม่เสร็จ ไม่มีการคืนเงินประกัน

วันที่ 12 มีนาคม 2568 เวลา 09.30 น. ศ.ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม (อธก.มนพ.) พร้อมด้วย ผศ.ดร.ถนอม ทาทอง รอง อธก.ฝ่ายแผนและงบประมาณ ผศ.ดร.ปุณณฑรีย์ เจียวิริยบุญญา ผู้ช่วย อธก.ฝ่ายสื่อสารองค์กรและวิเทศสัมพันธ์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ร่วมต้อนรับสื่อมวลชนจังหวัดนครพนม ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมหอประชุมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งเป็นสถานที่เตรียมจัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2566 ณ หอประชุมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (เขตพื้นที่มรุกขนคร) บ้านเนินสะอาด ต.นาราชควาย อ.เมือง จ.นครพนม

โดยผู้บริหาร มนพ.ได้นำเสนอแผนการพัฒนาต่างๆ ทั้งในด้านการจัดการเรียนการสอน รวมถึงหลักสูตรการศึกษาใหม่ ๆ ที่กำลังจะเปิด ตลอดจนแผนข้อมูลการพัฒนาด้านโครงสร้าง อาคารหลังนี้ รวมถึงสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกอาคาร 

ที่สำคัญได้มีการจัดเตรียมงานรองรับพิธีพระราชทานปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยของหอประชุมแห่งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรก หลังมีมติย้ายสถานที่จัดพิธีฯ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2568 ที่จะถึงนี้ พร้อมนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมหอประชุมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ถึงความพร้อม ในการเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ

อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม (อธก.มนพ.) กล่าวว่า หอประชุมนี้แม้จะเป็นการก่อสร้างในนามมหาวิทยาลัย แต่การใช้งานนั้น ทุกคน ทุกหน่วยงาน สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ เพราะภารกิจของ มนพ.คือการสนับสนุนสังคม และยิ่งการใช้งานอันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อจังหวัด หรือเศรษฐกิจโดยรวมของสังคม ทางมหาวิทยาลัยมีความยินดีอย่างยิ่ง

“หอประชุมนี้ใหญ่ที่สุดในเขตภาคอีสานตอนบน ซึ่งหมายความว่าความอลังการของหอประชุมยิ่งใหญ่มาก หากทุกคนได้มาเห็นจริง ๆ จะเห็นว่าเดินสุดลูกหูลูกตา ระบบแสง สี เสียง มีความสมบูรณ์ นั่นคือสิ่งที่ มนพ.ได้จัดสร้างไว้ เพื่อให้ประโยชน์กับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการจัดกิจกรรมต่าง ๆ การค้า การลงทุน ภาคธุรกิจ สามารถใช้พื้นที่ของหอประชุมนี้ได้ และถ้าเราทำเป็นห้องประชุมที่รับการรับรองไมซ์ (MICE) ประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นมหาศาลกับเศรษฐกิจชีวิตความเป็นอยู่ของคนนครพนม ภารกิจของ มนพ.จะทำหน้าที่สนับสนุนหอประชุมแห่งนี้ ให้เป็นหอประชุมภูมิภาคของพวกเราอย่างแท้จริง ซึ่งทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่จากหอประชุมนี้ได้อยู่แล้ว” ศ.ดร.ธวัชชัย กล่าว

นอกจากนี้ อธก.มนพ.ได้พูดถึงข้อสงสัยของสื่อมวลชน กรณีมีข่าวว่าผู้รับเหมาจะขอเงินประกันคืน จึงขอชี้แจงดังนี้ทางผู้รับเหมาใช้แบงค์การันตีเป็นเงินค้ำประกัน กรณีเกิดความเสียหายในระหว่างก่อสร้าง หากภายใน 2 ปีทางผู้ว่าจ้าง(มนพ.) ไม่มีการสั่งให้แก้ไข ซ่อมแซม ตามกฎหมายก็ต้องคืนเงินค้ำประกันดังกล่าว แต่ ณ เวลานี้ยืนยันไม่มีการคืนเงินประกันใดๆทั้งสิ้น จนกว่าตรวจสอบแล้วว่าไม่มีจุดใดต้องแก้ไขอีก เรื่องนี้ขอให้ประชาชนชาวนครพนมมั่นใจได้ 

อนึ่ง หอประชุมฯได้จัดโซนเฉพาะสำหรับ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี คล้ายเขตพระราชฐาน เพื่อรองรับขณะพระองค์ท่านเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรแก่นักศึกษา และจะห้ามไม่ให้ใครเข้าไปในบริเวณดังกล่าว ถือเป็นที่หวงห้ามที่มีความปลอดภัยสูงสุด

ทั้งนี้ หอประชุมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยนครพนม ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่มรุกขนคร บ้านเนินสะอาด ต.นาราชควาย อ.เมือง จ.นครพนม มีพื้นที่การก่อสร้างประมาณ 30,000 ตารางเมตร บนเนื้อที่ 20 ไร่ ใช้งบในการก่อสร้าง 350 ล้านบาท ถือเป็นหอประชุมที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนบน) สามารถบรรจุคนได้มากถึง 3,000 คน 

โดยจำแนกพื้นที่การใช้ประโยชน์ของอาคารมีทั้งหมด 3 ชั้น ชั้นที่ 1 เป็นลานจอดรถรองรับได้ถึง 100 คัน และรอบนอกอาคารสามารถจอดได้ประมาณ 1,000 คัน มีประตูทางเข้า-ออกที่สะดวก ติดตั้งกล้องวงจรปิดทุกจุด เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้มาใช้บริการ 

สำหรับชั้นที่ 2 มหาวิทยาลัยฯคาดหวังอยากให้หอประชุมแห่งนี้ เป็นจุดแสดงสินค้าภูมิภาคของไทย ลาว เวียดนาม จีน เมียนมา และกัมพูชา เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความกว้าง โอ่โถง และสะดวกต่อการจัดแสดงสินค้าระดับนานาชาติ พร้อมห้องน้ำมีตามจุดนับร้อยห้อง ส่วนชั้นที่ 3 สามารถใช้จัดแสดงคอนเสิร์ต การประชุมนานาชาติ หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่มีขนาดใหญ่ 

แต่ละชั้นมีระบบขนส่งสินค้าขึ้น-ลง เพื่อเพิ่มความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน ส่วนลวดลายการตกแต่ง และความอ่อนช้อยของหอประชุมแห่งนี้ นำไอเดียแนวคิดของอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำจังหวัดนครพนม มาออกแบบประยุกต์เพื่อให้กลมกลืนกับบริบทพื้นที่

เปิด 5 กระทรวง ข้าราชการลาออกมากที่สุด ปีงบประมาณ 2566

เปิด 5 กระทรวง ข้าราชการลาออกมากที่สุด ปีงบประมาณ 2566

เปิด 5 กระทรวง ข้าราชการลาออกมากที่สุด ปีงบประมาณ 2566

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.01 น.

วันที่ 12 มีนาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “LIRT :คลังสารสนเทศของสถาบันนิติบัญญัติ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร” ได้มีการเปิดเผยข้อมูล การสูญเสียข้าราชการพลเรือนสามัญ สูงสุด 5 กระทรวง ปีงบประมาณ 2566 โดยพบว่า

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีอัตราสูญเสียสูงสุด รวม 9,308 คน แบ่งเป็น ​เกษียณ 3,843 คน การลาออก 5,268 คน​ ผิดวินัย 9 ​คน และเสียชีวิต 188 คน

กระทรวงมหาดไทย (มท.) รวม 2,375 คน แบ่งเป็นเกษียณ ​ 1,236 คน การลาออก 1,020 คน ผิดวินัย ​55 คน​ ​และเสียชีวิต ​64 คน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวม 1,606 คน แบ่งเป็นเกษียณ​ 904 คน การลาออก 616 คน ผิดวินัย 21 คน​ ​และเสียชีวิต ​65 คน

กระทรวงการคลัง รวม 1,585 คน แบ่งเป็นเกษียณ 931 คน การลาออก 604 คน ผิดวินัย 18 คน​ ​และเสียชีวิต ​32 คน

กระทรวงคมนาคม รวม 806 คน แบ่งเป็นเกษียณ 499 คน การลาออก 280 คน ผิดวินัย 6 คน​ ​และเสียชีวิต 21 คน

ทั้งนี้ ข้อมูล กำลังคนภาครัฐ 2566 / สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)

มรส.ยกระดับน้ำซอสผัดไทยท่าฉาง นำเครื่องมือวิศวกรสังคมผลิตน้ำซอสสู่ตลาดโลก

มรส.ยกระดับน้ำซอสผัดไทยท่าฉาง  นำเครื่องมือวิศวกรสังคมผลิตน้ำซอสสู่ตลาดโลก

มรส.ยกระดับน้ำซอสผัดไทยท่าฉาง นำเครื่องมือวิศวกรสังคมผลิตน้ำซอสสู่ตลาดโลก

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) ร่วมกับโรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้จัดทำโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยการยกระดับน้ำซอสผัดไทยท่าฉางสอดรับกับนโยบาย Soft Power ของรัฐบาล ส่งเสริมวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยสู่ตลาดโลก ผลักดันเศรษฐกิจพัฒนาน้ำซอสผัดไทยท่าฉาง ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในชุมชน ด้วยเครื่องมือวิศวกรสังคม ไทม์ไลน์กระบวนการ และนำเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่มาบูรณาการ เสริมสร้างเอกลักษณ์และยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ผัดไทยท่าฉาง ชูวัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพสูง น้ำตาลมะพร้าวกุ้งสดจากอ่าวไทย พริก และกะปิที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น โดยผู้ประกอบการในพื้นที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานสากลและสามารถแข่งขันในตลาดสากลได้

ดร.วริศรา สมเกียรติกุล อาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต คณะวิทยากรจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ผู้รับผิดชอบโครงการกล่าวว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำซอสผัดไทยท่าฉางไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคุณภาพสินค้า แต่ยังส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ปัจจุบันน้ำซอสผัดไทยท่าฉางได้พัฒนาและยกระดับตามมาตรฐาน อย. พร้อมทั้งมีข้อมูลโภชนาการครบถ้วน และพร้อมจัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ “น้ำซอสผัดไทยแม่เพ็ญ” ซึ่งได้มีการวางแผนการตลาดออนไลน์ เพื่อขยายฐานลูกค้าในประเทศและต่างประเทศต่อไป

ด้าน นายสุกิจ มีพริ้ง นายอำเภอท่าฉาง กล่าวว่าผัดไทยท่าฉางได้รับการยกย่องจากกระทรวงวัฒนธรรมเป็นอาหารท้องถิ่นประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายใต้โครงการ “1 เมนู เชิดชูถิ่น” ซึ่งมีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีในการส่งเสริมคุณภาพผลิตภัณฑ์และการพัฒนาในระดับสากล ภายใต้แนวทางของนโยบาย Soft Power ของรัฐบาล เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมีศักยภาพในการแข่งขันทั้งในระดับประเทศและตลาดโลก

สำหรับน้ำซอสผัดไทยท่าฉางที่พัฒนาในโครงการฯมีการจัดจำหน่ายภายใต้การสนับสนุนจากวิสาหกิจชุมชนเพื่อพัฒนาบ้านหนองดูน โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดได้รับการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานจาก อย. พร้อมข้อมูลโภชนาการที่ครบถ้วน เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในความปลอดภัยและคุณภาพของสินค้า

การพัฒนาน้ำซอสผัดไทยท่าฉาง ถือเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารในพื้นที่ และการผลักดันวัฒนธรรมไทยไปสู่สากล ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืนและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น

ซินโครตรอนร่วมแสดงผลงานการแพทย์ในงานเปิดศูนย์ดูแลสุขภาพภูชีวกะ

ซินโครตรอนร่วมแสดงผลงานการแพทย์ในงานเปิดศูนย์ดูแลสุขภาพภูชีวกะ

ซินโครตรอนร่วมแสดงผลงานการแพทย์ในงานเปิดศูนย์ดูแลสุขภาพภูชีวกะ

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) โดย ดร.กาญจนา ธรรมนู หัวหน้าส่วนวิจัยด้านการแพทย์และสาธารณสุข พร้อมด้วยนักวิจัยในส่วนวิจัยฯ และเจ้าหน้าที่ส่วนบริการอุตสาหกรรมและสังคมได้นำผลงานวิจัยทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขไปร่วมจัดนิทรรศการภายในพิธีเปิด “ศูนย์ดูแลสุขภาพเชิงฟื้นฟูและป้องกันภูชีวกะ” ณ ต.ตูม อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา

ผลงานที่สถาบันฯ นำไปจัดแสดงคือ 1.การศึกษาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ครีมทาผิวจากสารสกัดแจงสุรนารี ซึ่งมีการจัดทำต้นแบบครีมทาผิวจากสารสกัดแจงสุรนารีเพื่อจัดแสดงภายในงาน และ 2.การวิจัยสารสกัดสมุนไพรศักยภาพต่อฤทธิต้านเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 และการศึกษากลไกการออกฤทธิ์ด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน

สำหรับศูนย์ดูแลสุขภาพเชิงฟื้นฟูและป้องกันภูชีวกะ เป็นศูนย์เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ดูแลกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังโดยใช้สมุนไพรและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมีความร่วมมือในการวิจัยร่วมกับเครือข่ายต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน สถาบันอาหาร สถาบันนวัตกรรม เครือเบทาโกร และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ซึ่งการนำนิทรรศการไปร่วมจัดแสดงครั้งนี้จะเป็นการสร้างความร่วมมือวิจัยสู่วิสาหกิจชุมชน และยกระดับนวัตกรรมสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนในอนาคตต่อไป

มช.คว้าเกียรติบัตร ‘Carbon Neutral’ จากกิจกรรม ‘ลูกช้างเดินขึ้นดอย มช.’ ประเพณีแห่งความสามัคคี สิ่งแวดล้อมยั่งยืน

มช.คว้าเกียรติบัตร ‘Carbon Neutral’  จากกิจกรรม ‘ลูกช้างเดินขึ้นดอย มช.’  ประเพณีแห่งความสามัคคี สิ่งแวดล้อมยั่งยืน

มช.คว้าเกียรติบัตร ‘Carbon Neutral’ จากกิจกรรม ‘ลูกช้างเดินขึ้นดอย มช.’ ประเพณีแห่งความสามัคคี สิ่งแวดล้อมยั่งยืน

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับเกียรติบัตร Carbon Neutral จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ในฐานะผู้จัดกิจกรรม CMU Trekking 2024 ซึ่งสามารถจัดงานแบบ Carbon Neutral Event หรือกิจกรรมที่ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจนเป็นศูนย์
ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยในการมุ่งสู่การเป็น Green University ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

CMU Trekking 2024 เป็นกิจกรรมประเพณีประจำปีของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2567 โดยเป็นการเดินเทรคกิ้งขึ้นสู่ พระธาตุดอยสุเทพ เพื่อแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ และเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง แต่นอกเหนือจากการสืบทอดวัฒนธรรมอันดีงามแล้ว ในปีนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังได้ยกระดับมาตรฐานของงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยดำเนินมาตรการ คำนวณและชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรม เป็นปริมาณ 107 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO.2eq)

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนผ่านแนวทาง Carbon Credit และโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ถือเป็นแบบอย่างให้กับสถาบันการศึกษาและองค์กรอื่นๆ ที่ต้องการปรับตัวสู่อนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เกียรติบัตรนี้ได้รับการลงนามรับรองโดย นางณัฐริกา วายุภาพ นิติพน รองผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (รักษาการผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก) ซึ่งเป็นหลักฐานแห่งความสำเร็จของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์วัฒนธรรมและการดูแลสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังคงเดินหน้าพัฒนาแนวทาง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นต้นแบบให้กับสถาบันการศึกษาและองค์กรต่างๆ ในอนาคต

รายงานพิเศษ : ชายแดนใต้ชี้จุดอ่อนที่รัฐต้องเร่งพัฒนา ปากท้อง-การศึกษา-โครงสร้างพื้นฐาน

รายงานพิเศษ : ชายแดนใต้ชี้จุดอ่อนที่รัฐต้องเร่งพัฒนา  ปากท้อง-การศึกษา-โครงสร้างพื้นฐาน

รายงานพิเศษ : ชายแดนใต้ชี้จุดอ่อนที่รัฐต้องเร่งพัฒนา ปากท้อง-การศึกษา-โครงสร้างพื้นฐาน

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เวทีระดมสมองเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนภาคใต้ชายแดน เผยปัตตานีมีคะแนน SDG Index สูงสุด ขณะที่ภาพรวมระดับภาคยังเผชิญกับปัญหาปากท้อง ความยากจนและการศึกษาไม่ตอบโจทย์ ย้ำรัฐเร่งพัฒนาให้ต้องสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ส่งเสริมโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตสู่ความยั่งยืน

ผศ.ชล บุนนาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ศูนย์ฯได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และคณะทำงานระดับภาคใต้ชายแดน เปิดเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ “นำเสนอข้อมูลความท้าทายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับภูมิภาคและรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) บรรยากาศการประชุมเต็มไปด้วยข้อเสนอแนะเข้มข้น ตั้งแต่แนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิต ปากท้อง-การศึกษา-โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการพัฒนาเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์พื้นที่ ซึ่งได้รับความสนใจจากภาคีเครือข่ายระดับนโยบายนำโดย น.ส.แคทรียา ปทุมรส รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และคณะ เข้าร่วมรับฟังอย่างใกล้ชิด

ในโอกาสนี้ ผศ.ดร.สมพรช่วยอารีย์ ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้นำเสนอแนวทางสำคัญในการส่งเสริมการพัฒนาใน 3 ด้าน ได้แก่ การเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และนวัตกรรม การทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและหน่วยงานรัฐ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ผ่านการศึกษาและวิจัย พร้อมเผยโครงการต้นแบบ เช่น โครงการพัฒนาและยกระดับการจัดการเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขจัดความยากจนและสร้างโอกาสทางสังคม ซึ่งใช้จังหวัดปัตตานีเป็นกรณีศึกษา เชื่อมโยงการพัฒนาไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่

ขณะที่ทีม SDG Move ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับความท้าทายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนจาก SDG Index ระดับจังหวัดและระดับภูมิภาคแก่พื้นที่ พบว่า ปัตตานีมีคะแนน SDG Index สูงที่สุด ได้ 56.15 คะแนน โดย SDG 7 : พลังงานสมัยใหม่ SDG 9 :โครงสร้างพื้นฐาน และ SDG 10 :ความเท่าเทียม ทำได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับอีกสองจังหวัดชายแดนในส่วนของจังหวัดนราธิวาสได้คะแนน SDG Index อยู่ที่ 51.79 คะแนน และยะลา ได้ 50.09 คะแนน

สำหรับประเด็นความเสี่ยงร่วมกันของภาคใต้ชายแดนที่เกี่ยวข้องกับ SDGs มีทั้งสิ้น 8 เป้าหมาย ได้แก่ SDG 1 : ยุติความยากจน SDG 2 :
ยุติความหิวโหย SDG 3 : สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี SDG 6 : น้ำสะอาดและการสุขาภิบาล SDG 8 : งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจSDG 11 : เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน SDG 12 : การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน และ SDG 17 : หุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

“ปัญหาร่วมสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ชายแดนที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ ความยากจน การศึกษาที่ไม่มีคุณภาพและเข้าถึงยาก โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่มีประสิทธิภาพ และเศรษฐกิจในพื้นที่ตกต่ำ โดยทางออกที่จะแก้ไขปัญหานั้นต้องอาศัยความรู้ข้ามภาคส่วนและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ร่วมสะท้อนยุทธศาสตร์ที่คาดหวัง เช่น การสนับสนุนการกระจายองค์ความรู้เรื่องเกษตรแบบผสมผสาน งานวิจัยศึกษาความต้องการสวัสดิการที่ตอบโจทย์ช่วงวัยและบริบทพื้นที่ และนวัตกรรมที่จะช่วยพัฒนาทักษะแรงงานในพื้นที่ โดยเฉพาะด้านการช่างและหัตถกรรม” ผศ.ชลกล่าวสรุป