ใหญ่สุดในอาเซียน!‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และนานาชาติ’ คาดเงินสะพัด 420 ล้านบาท

ใหญ่สุดในอาเซียน!‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และนานาชาติ’ คาดเงินสะพัด 420 ล้านบาท

ใหญ่สุดในอาเซียน!‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และนานาชาติ’ คาดเงินสะพัด 420 ล้านบาท

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.24 น.

อลังการ! สมการรอคอย พบกับ “งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 53 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 23” ใหญ่ที่สุดในอาเซียน มาในธีม “ย ยักษ์ อ่านใหญ่” งานหนังสือครั้งใหม่ ใหญ่กว่าเดิม พบกับ 7 โซนหนังสือดีที่น่าอ่าน ทั้งไทย และต่างประเทศ ให้เลือกช้อปอย่างจุใจกับ 1,200 บูธ จาก 400 สำนักพิมพ์ พร้อมขยายพื้นที่เพิ่มเป็น 20,000 ตร.ม.  จัดเต็มนิทรรศการ – กิจกรรมกว่า 100 อีเว้นท์ สำหรับบุ๊คเลิฟเวอร์ ที่สำคัญ “Bangkok Rights Fair 2025” งานเจรจาซื้อขายลิขสิทธิ์กับ 115 บริษัท จาก 14 ประเทศและเขตแดน ครั้งแรก! กับ PUBAT Café  จิบกาแฟหอมกรุ่น จากร้านดัง, บริการนวดแผนไทย ช่วยผ่อนคลายนักช้อป ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2568 ตั้งแต่เวลา เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ฮอลล์ 5 – 8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 นายสุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เปิดเผยว่า งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 53 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 23 (53rd National Book Fair & 23rd Bangkok International Book Fair 2025) จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2568 ณ ฮอลล์ 5 – 8 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งปีนี้มีความพิเศษสุด คือ การขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 3 ฮอลล์ เพิ่มเป็น 4 ฮอลล์ ส่งผลให้มีพื้นที่การจัดงานจากเดิม 15,000 ตร.ม. เพิ่มขึ้นเป็น 20,000 ตร.ม. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับนักอ่านที่เดินทางมาร่วมงานซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี รวมทั้งจำนวนผู้ประกอบการสำนักพิมพ์และบริษัทต่าง ๆ ทั้งไทยและต่างประเทศที่ต้องการเข้าร่วมงานที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

 การจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 53 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 23 ในครั้งนี้ จึงยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 53 ปี และเป็นงานซื้อขายหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ภายใต้แนวคิดในธีม “ย ยักษ์ อ่านใหญ่” งานหนังสือครั้งใหม่ ใหญ่กว่าเดิม ซึ่ง “ย ยักษ์” เป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่ อลังการ สะท้อนถึงการเติบโตของงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่เป็นมากกว่าการขายหนังสือ แต่ยังรวบรวมหนังสือดีหลากหลายประเภท ทั้งไทยและต่างประเทศ จากสำนักพิมพ์ชั้นนำ พร้อมเสริมทักษะสาระ ความรู้ ความบันเทิง มารวมไว้ในงาน นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย

ภายในงาน แบ่งออกเป็น 7 โซน ประกอบด้วย 1. โซนหนังสือนิยายและวรรณกรรม 2. โซนหนังสือการ์ตูนและวัยรุ่น (Book Wonderland)  3. โซนหนังสือเด็กและการศึกษา 4. โซนหนังสือทั่วไป  5. โซนหนังสือเก่า 6.โซนหนังสือต่างประเทศ และ 7. โซน Non – Book  รวมหนังสือมากกว่า 2 ล้านเล่ม จาก 400 สำนักพิมพ์และร้านหนังสือชั้นนำรวม 1,200 บูธ พร้อมพื้นที่พิเศษ PUBAT Creative Zone ภายในงานยังมีนิทรรศการให้ชมกว่า 10 นิทรรศการ และกิจกรรมสร้างสรรค์อีกกว่า 100 กิจกรรม อาทิ

#ไฮไลท์ นิทรรศการและกิจกรรมประกอบไปด้วย

1. นิทรรศการเยี่ยมยักษ์ : การจำลองโต๊ะทำงานของยักษ์พิเภก พร้อมข้าวของเครื่องใช้ขนาด Oversized ที่เปิดให้นักอ่านเข้าไปเยี่ยมชม ขณะที่พี่ยักษ์กำลังนอนหลับ ซึ่งในนิทรรศการจะมีการจัดแนะนำหนังสือในหัวข้อ “หนังสือธรรมดา ๆ เล่มนั้น ที่เธอก็น่าจะลองอ่านนะ” ซึ่งเป็นหนังสือที่แนะนำโดยผู้อ่านทางบ้าน ซึ่งอาจจะเป็นหนังสือธรรมดา ๆ  แต่มีความพิเศษสุด

2. นิทรรศการแปลหนังสือไทย เพื่อเผยแพร่ไปยังต่างประเทศ : การแสดงหนังสือไทยที่ถูกคัดเลือกให้รับทุนสนับสนุนการแปลเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเผยแพร่ไปยังต่างประเทศ จาก สศร. จำนวน 15 เล่ม ผ่านห้องลับในหนังสือกองยักษ์ที่พลาดไม่ได้ อาทิ จิ้งจกหางด้วน โดยฤทัย จงสฤษดิ์ จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (NSTDA Shop), เที่ยวบ้านเพื่อนสนุกจัง โดยกฤษณะ กาญจนาภา, วชิราวรรณ ทับเสือ จากสำนักพิมพ์สานอักษร, วินาทีไร้น้ำหนัก โดยวุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ จากสำนักพิมพ์มติชน, กี่บาดโดยประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด จากสำนักพิมพ์คมบาง, ผ่านพบไม่ผูกพัน โดยเสกสรรค์ ประเสริฐกุล จากบริษัท สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น จำกัด เป็นต้น

3. นิทรรศการ Book Power : การแสดงหนังสือที่ถูกแนะนำจากคนสำคัญของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ Soft Power ทั้งยังมีกิจกรรมเขียนหนังสือให้ยักษ์อ่าน เปิดให้ผู้ร่วมงานช่วยกันแต่งเติมเรื่องราวให้สอดคล้องกับคนที่เขียนประโยคก่อนหน้า, กิจกรรม สอยยักษ์ รับมิชชั่นจากฟ้า การสอยดาวจากต้นถั่วของแจ็ค เพื่อลุ้นรับภารกิจที่แนะนำให้ลองทำในงานหนังสือ หรือลุ้นรับของรางวัล โดยผู้ร่วมงานสามารถนำใบเสร็จที่ซื้อหนังสือครบ ทุก 500 บาท มาแสดงเพื่อร่วมกิจกรรมลุ้นสอยดาวได้ 1 ครั้ง 

 4. นิทรรศการ ๗๐ พรรษา ๗ พระราชนิพนธ์แปลทรงคุณค่าในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดย บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด 

5. นิทรรศการวรรณกรรมรางวัลพานแว่นฟ้า ประจำปี 2568 โดย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฏร์ และรัฐสภา

6. นิทรรศการหนังสือดีเด่น ประจำปี 2568 โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

7. นิทรรศการ Little Read Storyverse จักรวาลล้านเรื่องเล่า : จัดแสดงหนังสือภาพ มุมวาดเขียน และกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ จากเหล่านักอ่านที่พร้อมจะนำทุกคนออกเดินทางสู่ “จักรวาลล้านเรื่องเล่า” ดินแดนที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแสนมหัศจรรย์ละลานล่องลอย นำมาซึ่งความสุข และเพลิดเพลินใจเมื่อได้อ่านและได้ฟัง

8. นิทรรศการ “หนึ่งอ่านล้านตื่น” โดย มูลนิธิหนึ่งอ่านล้านตื่น : พบกับ “ทุนหนังสือตรงใจ ”กิจกรรมมอบทุนจำนวน 10,000 บาท ให้กับโรงเรียนและสถานที่ขาดแคลนจำนวน 20 แห่ง มูลค่ารวม 200,000 บาท เพื่อให้นำไปเลือกซื้อหนังสือภายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 53 ได้ด้วยตนเองตามที่ต้องการ, BookterflyEffect ปรากฏการณ์หนึ่งอ่าน ที่สามารถสร้างล้านการเปลี่ยนแปลง ให้แก่ผู้อ่านและสังคม พร้อมการแชร์ชื่อหนังสือของคนดังที่จะมาสร้างแรงกระเพื่อมให้กับสังคม, Donation sale สนับสนุนให้นักอ่านได้เลือกซื้อหนังสือที่ต้องการเพื่อส่งมอบให้กับผู้รับได้อ่านแบบ One Stop Service, “Bookathon” การแข่งขันส่งเสริมการอ่านเสนอไอเดียเพื่อพลิกโฉมวงการหนังสือ การอบรมเวิร์คช็อป “Incubation ครั้งที่ 1” การเสวนา BooKATrend จับกระแสสังคมที่จะเปลี่ยนแปลงวงการหนังสือไทย,  DesAI Thinking กระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย และ Mentoring Session พบกับผู้เชี่ยวชาญที่จะเป็นพี่เลี้ยงแนะนำไอเดียอย่างใกล้ชิด, ABC Killer Pitching เทคนิคการนำเสนออย่างไรให้โดนใจผู้ฟัง เป็นต้น

9. กิจกรรม Author’s Salon : การเปิดพื้นที่ให้นักเขียนอิสระและนักเขียนทุกประเภท รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา ได้มาพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแบ่งปันประสบการณ์การเขียนกับนักอ่าน ภายใต้บรรยากาศที่เป็นกันเอง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และแรงบันดาลใจให้กับนักอ่าน รวมทั้งได้รับแนวคิดและข้อมูลที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ และเป็นพื้นที่ให้นักอ่านได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิด ความรู้ และวัฒนธรรม

10. โครงการ Global Author Spotlight : จัดโครงการเชิญนักเขียนต่างประเทศ (Global Author Spotlight) เพื่อให้นักอ่านไทยได้พบปะและทำกิจกรรมร่วมกับนักเขียนที่มีผลงานโดดเด่นจากนานาชาติ โดยในปีนี้ มีนักเขียนที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการ 6 ราย/หน่วยงาน ได้แก่

1. เอซรา คีริลล์ เออร์เกอร์ จากเยอรมัน ผู้เขียน Salaryman Unbound (เกมฆาตกร) 2. เมาริ กุนนัส จากฟินแลนด์ผู้เขียน Good Night Mr. Clutterbuck (ราตรีสวัสดิ์นะคุณปุ๊บปั๊บ), Santa and the Magic Drum (ซานตาคลอสกับกลองมนตรา) และอื่น ๆ 3. ทองใบ โพทิสาน ศิลปินดีเด่นสาขาวรรณกรรม นักประพันธ์รางวัลซีไรต์ ประธานสมาคมนักประพันธ์ลาว และ รศ.แสงฟ้า โหลานุพาบ นักประพันธ์รางวัลวรรณกรรมแม่น้ำโขง จากสปป.ลาว 4. สมาคมนักเขียนแห่งประเทศกัมพูชา 5. เดวิด ซิมส์ จากสกอตแลนด์ ผู้เขียน Soft City: Building Density for Everyday Life 6. เว็กซ์ คิงส์ จากอังกฤษ ผู้เขียน GOOD VIBES, GOOD LIFE ใช้คลื่นพลังบวกดึงดูดพลังสุข

11. โครงการ PUBAT Contest : พบกับ กิจกรรม “ย ยักษ์นักพรูฟ” การแข่งขันค้นหาคำไทย คำไหนผิด, “ย ยักษ์นักอ่าน” การแข่งขันทดสอบความรู้ของนักอ่าน ในหมวดหนังสือประเภทต่างๆ

ทั้งนี้นิทรรศการแปลหนังสือไทย นิทรรศการ Book Power นิทรรศการ Little Read Storyverse กิจกรรม Author’s Salon และกิจกรรม Global Author Spotlight จัดขึ้นโดยความร่วมมือของ PUBAT และ THACCA ด้วยการสนับสนุนหลักจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

นายสุวิช กล่าวอีกว่า โดยกิจกรรมข้างต้น อีกหนึ่งกิจกรรมที่ถือเป็นไฮไลท์สำคัญคือ Bangkok Rights Fair 2025 งานจับคู่ธุรกิจเพื่อการซื้อขายลิขสิทธิ์หนังสือนานาชาติ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ระหว่างวันที่ 28 – 29 มีนาคม 2568 ณ ห้อง MR208 ชั้น 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยในครั้งนี้มีสำนักพิมพ์และตัวแทนลิขสิทธิ์เข้าร่วมกว่า 115 บริษัท จาก 14 ประเทศและเขตแดน อาทิ สหราชอาณาจักร จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลี ไต้หวัน พม่า ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย โดยภายในงานตั้งเป้าหมายที่จะมีการเจรจาการค้า (Business Matching) มากกว่า 200 คู่ คาดว่าจะมีมูลค่าการซื้อขายลิขสิทธิ์เกิดขึ้นในงานกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 68.5 ล้านบาท

“หลังประสบความสำเร็จจากการเจรจาธุรกิจ Bangkok Rights Fair 2024 ในครั้งก่อน ทำให้การจัดงานในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสำนักพิมพ์และตัวแทนลิขสิทธิ์จากหลายประเทศ ที่กำลังมองหาผลงานเขียนจากนักเขียนไทย โดยภายในงานนอกจากจะเปิดให้มีการพบปะระหว่างนักเขียนไทยกับสำนักพิมพ์และตัวแทนลิขสิทธิ์จากประเทศต่าง ๆ แล้ว สมาคมฯ ยังมีแผนลงนามข้อตกลงการแลกเปลี่ยนและร่วมพัฒนางานหนังสือ และงานซื้อขายแลกเปลี่ยนลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศกับองค์กรต่าง ๆ ได้แก่ 1. Taiwan Creative Content Agency (TAICCA) ข้อตกลงแลกเปลี่ยนการสนับสนุนทุนสำหรับเข้าร่วมงานซื้อขายลิขสิทธิ์ในงาน Taipei International Book Exhibition และ Bangkok Rights Fair 2. Kota Buku ข้อตกลงการร่วมพัฒนางานซื้อขายแลกเปลี่ยนลิขสิทธิ์ ระหว่าง Asian Rights Fair และ Bangkok Rights Fair อีกด้วย ขณะที่ภายในโซนต่างประเทศ ยังมีบูธจากต่างประเทศที่มานำเสนอหนังสือ ลิขสิทธิ์หนังสือ รวมถึงเผยแพร่วัฒนธรรมจาก อังกฤษ จีน เกาหลี อินเดีย อิหร่าน ไต้หวัน กัมพูชา และยูเครน ด้วย” 

พิเศษสุด! ในปีนี้เอาใจสายคาเฟ่ “PUBAT Cafe” ครั้งแรกกับบูธจำหน่ายเครื่องดื่มกาแฟ จากร้านดัง ROWIE’S x PUBAT café มาพร้อมเมนูพิเศษ Exclusive เฉพาะภายในงานนี้เท่านั้น

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพื้นที่พิเศษ โดย บริษัท อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด  มาเนรมิตพื้นที่ให้นั่งอ่านหนังสือแบบชิล ชิล หลังจากเดินช้อปจนจุใจ และยังมีบริการนวดแผนไทย โดยการสนับสนุนจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก รวมทั้งยังมีไปรษณีย์ไทย มาเปิดให้บริการจัดส่งสินค้าให้ในราคาพิเศษอีกด้วย

สำหรับการจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 53 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 23 จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2568 ตั้งแต่เวลา เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ฮอลล์ 5 – 8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานไม่ต่ำกว่า 1.3 ล้านคน มียอดขายกว่า 420 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5 – 10%

สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เพจ ThaiBookFair

เปิดเงินเดือนใหม่‘ลูกจ้างชั่วคราว’ สพฐ.ชงเพิ่มเท่าข้าราชการ ลุ้น‘คลัง’ไฟเขียว

เปิดเงินเดือนใหม่‘ลูกจ้างชั่วคราว’ สพฐ.ชงเพิ่มเท่าข้าราชการ ลุ้น‘คลัง’ไฟเขียว

เปิดเงินเดือนใหม่‘ลูกจ้างชั่วคราว’ สพฐ.ชงเพิ่มเท่าข้าราชการ ลุ้น‘คลัง’ไฟเขียว

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.52 น.

‘สพฐ.’แจงทำหนังสือประสานหน่วยงานเกี่ยวข้องแล้ว รอ‘ก.พ.’ตอบกลับเปลี่ยน‘จ้างเหมา’ เป็น‘ลูกจ้างชั่วคราว’ได้กี่ตำแหน่ง ขณะที่‘กลุ่มลูกจ้าง’เตรียมเดินทางมาทวงถาม 18 มี.ค.นี้

11 มีนาคม 2568 นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เข้าชี้แจงต่อ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ เป็นประธาน กรณีสมาพันธ์เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนแห่งประเทศไทยและกลุ่มลูกจ้าง เรียกร้อง ขอเปลี่ยนจากการจ้างเหมาบริการ เป็นวิธีการจ้างลูกจ้างชั่วคราว พร้อมเงินสมทบประกันสังคมทุกตำแหน่ง , ขอปรับเพิ่มอัตราเงินเดือนตามนโยบายรัฐบาล ที่ปรับฐานเงินเดือนตามคุณวุฒิปริญญาตรี ปีที่ 1 มีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เงินเดือน 16,500 บาท ปีที่ 2 มีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เงินเดือน 18,150 บาท

คุณวุฒิต่ำกว่า ป.ตรี ปีที่ 1 วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เงินเดือน 10,340 บาท วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เงินเดือน 11,380 บาท และขอปรับตำแหน่งความมั่นคงในอาชีพลูกจ้าง สพฐ.ทุกตำแหน่ง

ปัจจุบัน สพฐ. มีลูกจ้างในสังกัด 72,044 คน ซึ่งที่ผ่านมา สพฐ. ได้ทำหนังสือ ไปที่สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลางและสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ. )ซึ่งทุกหน่วยงานก็ได้มีหนังสือตอบมาแล้วว่า สพฐ. จะต้องทำความตกลงกับ กระทรวงการคลัง เพื่อปรับเปลี่ยนจากจ้างเหมา เป็นลูกจ้างชั่วคราวก่อน ถ้ากระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบ ก็ให้ทำหนังสือกลับไปที่สำนักงานก.พ.เพื่อขอกรอบอัตรากำลัง ขณะเดียวกันในระหว่างที่รอหนังสือตอบกลับจากกระทรวงคลัง

ทั้งนี้ สพฐ.ได้ทำหนังสือเสนอครม.เพื่อขออนุมัติเปรียบเทียบเงินเดือนกลุ่มลูกจ้าง ให้เท่ากับข้าราชการทั่วไป ที่ได้ปรับเพิ่มตามมติครม. เมื่อปี2566 ซึ่งอนุมัติให้ปรับเงินเดือนข้าราชการ 2 ครั้ง คือ พฤษภาคม 2567 และวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ซึ่งลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราว ไม่ได้อยู่ในหลักเกณฑ์นี้อยู่แล้ว แต่สพฐ. ได้ทำหนังสือเพื่อเสนอเทียบเคียงเงินเดือนเพื่อชดเชยให้บุคลากรกลุ่มนี้

“ส่วนกรณีที่สิทธิประกันสังคม จะสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคมนี้นั้น ทางสพฐ. ได้เสนอเปรียบเทียบเงินเพื่อชดเชยให้ ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิประกันสังคมต่อเนื่องก็สามารถจ่ายเงินสมทบได้ในมาตรา 39 และมาตรา40 เพราะตอนนี้ สำนักงบประมาณ ไม่ได้จัดสรรเงินในส่วนนี้มาให้แล้ว มาตรการทั้งหมดนี้สพฐ. ได้พูดคุยกับกมธ.การศึกษาฯ และผู้แทนจากกลุ่มสมาพันธ์ฯ เรียบร้อยแล้ว แต่ทั้งหมดต้องรอหนังสือตอบกลับจากกระทรวงการคลัง จึงจะสามารถดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปได้ ส่วนจะใช้เวลาเท่าไรนั้น ไม่สามารถตอบได้ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าสพฐ.เพิกเฉย แต่ทุกอย่างต้องทำตามขั้นตอน” นายพัฒนะ กล่าว

ด้านนายวรวิทย์ อัคราภิชาต ผู้แทนสมาพันธ์เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนแห่งประเทศไทยและกลุ่มลูกจ้าง สังกัดสพฐ. เปิดเผยว่า วันที่ 18 มีนาคมนี้ตัวแทนสมาพันธ์ฯ กว่า 1 พันคน เตรียมเดินทางมาทวงถามความคืบหน้า กรณีดังกล่าว  ซึ่งที่ผ่านมาทางสพฐ. รับปากจะหารือกระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน( ก.พ.) เพื่อหาแนวทางแก้ไข แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า

“สิทธิประกันสังคมของกลุ่มลูกจ้างจะสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม ทำให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เคยได้รับถูกเพิกถอน ทำให้กลุ่มลูกจ้างกว่า 7 หมื่นคนทั่วประเทศ มีความกังวล โดยที่ผ่านมา ทราบว่า ทางคณะกรรมาธิการการศึกษา (กมธ.) สภาผู้แทนราษฎร ได้เร่งรัดให้ สพฐ. ไปหารือกระทรวงการคลัง และก.พ. เพื่อขอคืนกรอบอัตรากำลัง แต่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบใดๆ จากสพฐ.” นายวรวิทย์  กล่าว

‘อดีตพระยันตระ’เสียชีวิต อายุ73ปีที่สหรัฐอเมริกา

‘อดีตพระยันตระ’เสียชีวิต  อายุ73ปีที่สหรัฐอเมริกา

‘อดีตพระยันตระ’เสียชีวิต อายุ73ปีที่สหรัฐอเมริกา

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“อดีตพระยันตระ” เสียชีวิตแล้ว วัดสุญญตารามเอสคอนดิโด้ แคลิฟอร์เนีย อายุ 73 ปี ลูกศิษย์อาลัยต่อการจากไป

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กชื่อ “SiamTownUS”ได้โพสต์แจ้งข่าวโดยระบุว่าพระยันตระ เสียชีวิต เฟซบุ๊กเพจของวัดสุญญตาราม เอสคอนดิโด้ แคลิฟอร์เนีย ได้โพสต์รูปและข้อความเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม 2025 ว่า พระยันตระ หรือ นายวินัย ละอองสุวรรณ ประธานสงฆ์ของทางวัด ได้เสียชีวิตแล้ว

โดยทางวัดได้โพสต์ข้อความว่า “ขอน้อมถวายความอาลัย น้อมส่งหลวงพ่อสู่พระนิพพาน พระอาจารย์ยันตระ อมโร ประธานสงฆ์และผู้นำทางจิตวิณญาณวัดสุญญตาราม ได้ละสังขารแล้ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม 2025 ณ วัดสุญญตาราม เอสคอนดิโด้ สิริรวมอายุ 73 ปี พรรษา 51” ขณะที่ลูกศิษย์ต่างโพสต์แสดงความเสียใจ และอาลัยต่อการจากไปของ พระยันตระ

ทั้งนี้ อดีตพระยันตระได้เดินทางกลับมาประเทศไทย ล่าสุดเมื่อช่วงเที่ยงคืนวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เดินทางมาลงเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งมีลูกศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือ เดินทางมาต้อนรับจำนวนหนึ่ง

สำหรับประวัติของ อดีตพระยันตระ มีชื่อเดิมว่า นายวินัย ละอองสุวรรณ เกิดวันที่ 14 ตุลาคม 2494 เคยอุปสมบท ที่วัดรัตนาราม อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อปี 2517โดยแทนตัวเองว่า“พระยันตระ” แปลว่า ผู้ไกลจากกิเลส ที่เคยใช้มาตั้งแต่ยังเป็นฤๅษียันตระ

เมื่อบวชแล้วเป็นที่รู้จักดี ทำให้มีผู้ศรัทธาบวชเพื่อเข้าเป็นลูกศิษย์มากมาย ทำให้เขามักแวดล้อมไปด้วยพระสงฆ์คอยอุปัฏฐากอยู่เสมอ ๆ นอกจากนี้ ยังมีผู้ศรัทธาสร้างสำนักวัดถวายเขาหลายแห่ง โดยทุกวัดที่สร้างในสำนัก เขาจะใช้คำว่า “สุญญตาราม” ประกอบด้วยเสมอ สำนักที่เป็นที่รู้จักดีคือ วัดป่าสุญญตาราม กาญจนบุรี และยังมีสำนักวัดป่าสุญญตารามของเขา ในต่างประเทศอีกหลายแห่ง เช่นที่ วัดป่าสุญญตาราม เมืองบันดานูน รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย เป็นต้น

ด้วยวัตรปฏิบัติรวมถึงคำสอนของเขา ทำให้พระวินัย ถือเป็นพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในยุคนั้น มีการตีพิมพ์เผยแพร่คำสอนรวมถึงได้รับนิมนต์ไปเทศนายังที่ต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ คำสอนของเขาเน้นแนวทางปฏิบัติกรรมฐาน ซึ่งได้รับการยอมรับจากนักวิชาการศาสนาว่าถูกต้องกับพระไตรปิฎก

ต่อมา เกิดเรื่องราวอื้อฉาวขึ้น เมื่อถูกเปิดโปงถึงพฤติกรรมล่อลวงหญิงสาวและมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงบนดาดฟ้าเรือเดินสมุทร ระหว่างเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะกับนางจันทิมา หญิงรายหนึ่งที่ถึงขั้นพาเด็กหญิงมาแสดงตัว อ้างว่าเป็นลูกของเธอกับยันตระ และหลักฐานอื่นๆ เช่น ภาพถ่ายการใช้ชีวิตร่วมกันฉันสามีภรรยา สุดท้ายท้าให้ตรวจดีเอ็นเอ

ต่อมา มีการเปิดเผยสลิปบัตรเครดิตที่มีญาติโยมบริจาคให้ และถูกนำไปใช้ในสถานบริการทางเพศที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ในที่สุด เกิดการฟ้องร้องเป็นคดีความหลายข้อหา เมื่อปี 2537 กระทั่งในที่สุด เขาได้ถูกมติม หาเถรสมาคมพิจารณาอธิกรณ์ปรับให้เขาพ้นจากความเป็นพระภิกษุ เพราะพิจารณาได้ความว่า เขาต้องอาบัติหนัก ดังที่ถูกฟ้องร้อง

แต่ อดีตพระยันตระไม่ยอมรับมติดังกล่าว พร้อมปฏิญาณตนว่ายังมีสถานะเป็นภิกษุอยู่ โดยเปลี่ยนจีวรเป็นสีเขียว เวลานั้นมีการเรียกอดีตพระยันตระว่า “จิ้งเขียว” ก่อนที่จะมีข่าวว่าออกจากประเทศไทยไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง กระทั่ง 20 ปีต่อมา อดีตพระยันตระ กลับมาปรากฏตัวที่ไทยอีกครั้ง เมื่อคดีหมดอายุความ เมื่อเดือนเมษายนปี 2557 ได้มาพักอยู่ที่อาศรม ที่ปลูกสร้างขึ้น หลังบ้านเดิมของ อดีตพระยันตระ โดยมีผู้ที่ยังเคารพนับถือเดินทางมาเยี่ยมเยียนและเชิญไปยังสถานที่ต่างๆ หลายจังหวัดในภาคใต้ โดยเดินทางกลับอเมริกาในวันที่ 13 พฤษภาคม 2557 ซึ่งทราบว่าจะปักหลักอาศัยอยู่ที่อเมริกาตลอด

ปี 2564 อดีตพระยันตระเดินทางกลับไทยอีกครั้งโดยกักตัวที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.ปทุมธานี จนถึงวันที่ 8 ต.ค.และจากนั้นวันที่ 9-14 ต.ค.เดินทางไปอาศัยที่สำนักป่าสุญญตารามเกริงกระเวีย วันที่ 15-18 ต.ค. ไปอยู่ที่บ้านเกิด อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช จากนั้นวันที่ 19-22 ต.ค. เจ้าตัวได้มาอยู่ที่เกพลิตาโพธิวิหาร จ.สระแก้ว ซึ่งในวันที่ 23 ต.ค. จะกลับมาพักที่บ้านคุณหญิงสิริกร จ.ปทุมธานี ก่อนที่ในวันที่ 27 ต.ค. เจ้าตัวจะเดินทางกลับสหรัฐอเมริกา จากนั้น 6 กุมภาพันธ์ 2568 อดีตพระยันตระ เดินทางกลับประเทศไทย จนกระทั่งเดินทางกลับไปยังวัดสุญญตาราม เอสคอนดิโด้ แคลิฟอร์เนียและได้เสียชีวิต

‘ยศพล’ ให้โอวาท 33 ผู้บริหารใหม่ ยึดหลักธรรมาภิบาล พัฒนาอาชีวศึกษาไทยอย่างยั่งยืน

‘ยศพล’ ให้โอวาท 33 ผู้บริหารใหม่  ยึดหลักธรรมาภิบาล พัฒนาอาชีวศึกษาไทยอย่างยั่งยืน

‘ยศพล’ ให้โอวาท 33 ผู้บริหารใหม่ ยึดหลักธรรมาภิบาล พัฒนาอาชีวศึกษาไทยอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา แสดงความยินดีกับผู้บริหารสถานศึกษาที่ผ่านการคัดเลือก 33 คน ในการรายงานตัวผู้ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ยกเว้นเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉพาะจังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี) ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 1 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา พร้อมเน้นย้ำความโปร่งใสของกระบวนการคัดเลือก ที่ดำเนินการภายใต้หลักธรรมาภิบาล โดยมีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ

ในโอกาสนี้ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวให้โอวาทและแนวทางการบริหารสถานศึกษากับผู้บริหารใหม่33 แห่งว่า ให้ยึดหลักการบริหารตน การบริหารคน และการบริหารงาน รวมทั้งเน้นย้ำให้ยึดหลักกฎหมายในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ระเบียบพัสดุ การผลิตและพัฒนากำลังคนให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล การบูรณาการความร่วมมือทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนให้ความสำคัญกับการสร้างความรักสามัคคีในองค์กร การสร้างความเชื่อมั่น และการทำงานเป็นทีมให้เกิดขึ้นในสถานศึกษา

นายยศพล กล่าวต่อไปว่า การเลือกสถานศึกษาที่จะไปปฏิบัติงาน ให้คำนึงถึงประสบการณ์และความถนัดของแต่ละคน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีที่เน้นการจับคู่คนกับงานให้เหมาะสม (Put the right man on the right job) ผู้ที่มีความถนัดด้านเกษตรควรได้ปฏิบัติงานในสายเกษตร ผู้ที่มีความชำนาญด้านเทคนิคก็ควรได้ทำงานด้านเทคนิค เนื่องจากจะทำให้บุคลากรมีความสุขในการทำงาน และสามารถนำประสบการณ์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัย ผู้บริหารใหม่ทั้ง 33 คน จะต้องเข้ารับการพัฒนาตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด ประกอบด้วยการพัฒนาตนเองและการพัฒนาในหลักสูตรสมรรถนะต่างๆ รวมกว่า 100 ชั่วโมง รวมถึงการฝึกอาชีพและการเป็นผู้อำนวยการกับพี่เลี้ยงที่จะดูแลอีกประมาณ 80 กว่าชั่วโมง

สกู๊ปพิเศษ : นักสู้ภูธร ‘เทวากร คำสัตย์’ อาจารย์สอนภาษาไทย ผู้คว้ารางวัลจากกระทรวงศึกษาจีน

สกู๊ปพิเศษ : นักสู้ภูธร ‘เทวากร คำสัตย์’ อาจารย์สอนภาษาไทย ผู้คว้ารางวัลจากกระทรวงศึกษาจีน

สกู๊ปพิเศษ : นักสู้ภูธร ‘เทวากร คำสัตย์’ อาจารย์สอนภาษาไทย ผู้คว้ารางวัลจากกระทรวงศึกษาจีน

วันอังคาร ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การสอนภาษาไทยให้คนไทยเข้าใจว่ายากแล้ว การสอนภาษาไทยให้คนต่างชาติเข้าใจเป็นเรื่องที่ยากกว่า แต่เขาทำได้และทำได้ดี ถึงขนาดมีรางวัล “สอนดี” การันตีความสามารถ ผศ.ดร.เทวากร คำสัตย์ หัวหน้าภาควิชาภาษาไทย Nanjing Tech University Pujiang Institute อาจารย์สอนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศ ผู้ที่ใช้คำดูถูกเป็นยาชูกำลัง และยกให้ความอดทน คือหนทางสู่ความสำเร็จ!

“เป็นเด็กชายดื้อๆ ซนๆ ชอบเป็นจุดสนใจ ชอบอะไรที่มันสนุกๆ พอ ม.ปลาย ก็เป็นเด็กหลังห้อง กิจกรรมเด่น เรียนเก่งบางรายวิชา ซึ่งวิชาที่จะได้เกรด 4 ก็คือ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาไทย และประวัติศาสตร์ ส่วนวิชาอื่นๆ ก็ต้องบอกว่า ได้หนึ่ง สอง มาโดยตลอด” คำบอกเล่าของ “อ.แท็ค” ผศ.ดร.เทวากร คำสัตย์ ศิษย์เก่าสาขาวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร วิทยาลัยศิลปศาสตร์ ชวนให้ย้อนวันวานกลับไปยังวัยเยาว์

และด้วยความแสบแบบวัยรุ่นต่างจังหวัด ณ เวลานั้น ติดตัวเขามาจนกระทั่งเข้ามาเป็นเฟรชชี่ที่มหาวิทยาลัยรังสิต กระทั่งกลายเป็นรุ่นพี่ปี 2 ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้รุ่นน้องจึงปรับเปลี่ยนตัวเองใหม่ และกลายเป็น“เทวากร” เวอร์ชั่นนักกิจกรรมเต็มตัวที่ช่วยคณะแบบทุ่มสุดแรง และรู้ตัวว่า “อยากเป็นครู”

“ชอบกิจกรรมมากเลย ถ้าเกิดว่ามี 10 คะแนน ผมให้กิจกรรมไปแล้ว 9 คะแนน ชอบตั้งแต่ปี 1 ชอบวันแรกที่มีรุ่นพี่เรียกประชุมเชียร์ ชอบที่มีพี่วินัย พี่ว้าก ผมอาจจะเป็นโรคจิตบางอย่างที่พอเห็นกิจกรรมเหล่านี้จะพุ่งเข้าใส่เลย พี่อยู่ดึกแค่ไหน ผมก็อยู่ดึกแค่นั้น แต่พอขึ้นปี 3 ก็ปรับตัวนิดหนึ่ง กลับมาตั้งใจเรียน ซึ่งตอนแรกคิดว่าจะเรียนนิเทศฯ ม.รังสิต แต่เพื่อนๆ ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นกันหมด ผมก็ตามเพื่อนไปเรียนญี่ปุ่นด้วย 1 ปี พออยู่ชั้นปีที่ 2 ก็รู้สึกว่าอยากจะสอนน้องๆ ชอบสอน ชอบถ่ายทอดความรู้ ชอบเล่าเรื่อง ก็เอ๊ะ! หรือว่าเราชอบเป็นครู ซึ่งตอนนั้นก็มีสาขาที่สามารถจบไปเป็นครูได้ ก็คือสาขาภาษาไทย และจริงๆ ผมน่าจะชอบภาษาไทยมาตั้งแต่ ม.ปลาย เพราะชอบแต่งกลอน แล้วก็ได้เกรด 4 วิชาภาษาไทยมาตลอด”

เรามีความรู้สึกว่า ม.รังสิต เป็นบ้านไปแล้ว ไม่มีวันไหนที่ไม่มีความสุขเลย ตลอด 4 ปี ที่นี่เป็นเซฟโซนของผม” แม้จะรักและผูกพันกับสถาบันแค่ไหน แต่สุดท้าย “นายเทวากร” ก็ตัดสินใจก้าวออกไปสู่โลกอีกใบ สู่บ้านหลังใหม่ที่ไม่คุ้นเคย

“เรียนจบ 1 เดือน ผมก็ไปเป็นครูที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟเมืองเอก แต่ยังมีแอบกลับมาประชุมเชียร์ แอบมาช่วยน้องๆ ดูแลงานกิจกรรมอยู่ สุดท้ายก็มีโอกาสได้กลับมาทำงานที่วิทยาลัยศิลปศาสตร์ เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนวิชาการ แล้วก็กลับมาช่วยทำงานกิจกรรมของคณะเหมือนเดิม ทำอยู่ 5 ปีถึงได้สานฝันตัวเองไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย”

เพราะยังทำตามความฝันไม่สำเร็จพี่แท็คของน้องๆ ศิลปศาสตร์ในวันนั้นจึงเดินหน้าหาประสบการณ์ ด้วยการโบกมือลาบ้านหลังที่ 2 พร้อมกับเดินในเส้นทาง “อาจารย์สอนภาษาไทย” อย่างที่ตั้งใจ

“จริงๆ แล้วไม่อยากออก แต่ตอนนั้นไปเรียนปริญญาโท สาขาไทยศึกษา แล้วก็มีแขนงด้านการสอนภาษาไทยให้กับคนต่างชาติ แล้วมีอาจารย์ภาควิชาภาษาไทย คณะศิลปศาสตร์ ให้ผมไปเป็นผู้ช่วยสอนวิชาวิถีไทยให้กับคนจีน จากมหาวิทยาลัยครูกว่างซี สอนทั้งหมด 2 เทอม แล้วมีความรู้สึกว่าสนุก มีความสุขจังเลย ผมเลยอยากจะไปเป็นครูสอนภาษาไทยให้กับคนต่างชาติ ประจวบกับที่เรียนจบปริญญาโทพอดี แต่เรายังไม่มีประสบการณ์ จึงตัดสินใจไปสมัครงานที่สถาบันอื่น ก็คือสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ซึ่งมีสอนปริญญาตรีและมีคนจีนมาเรียนด้วย เลยตัดสินใจไปลองดู”

หลังจากสอนอยู่ที่ปัญญาภิวัฒน์ได้ 8 เดือน อ.แท็ค ก็ได้รับโอกาสให้ไปสอนหนังสือที่ต่างประเทศ เป็นอาจารย์แลกเปลี่ยนที่ครองใจนักต่างศึกษาจีนและเกาหลี หลังจากนั้นจนถึงปัจจุบัน “ดร.เทวากร” เดินทางในสายอาจารย์สอนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศ มากว่า 8 ปี

“อยู่ PIM หรือปัญญาภิวัฒน์ 8 เดือนเท่านั้น ก็ได้เป็นอาจารย์แลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยภาษาและกิจการต่างประเทศกวางตุ้ง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเรื่องการสอนภาษาไทย ไปสอนที่นั่นอยู่ 1 ปีครึ่งหลังจากนั้นยังไม่ทันได้กลับไทย ก็ไปสอนที่ภาควิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยปูซานภาษาและกิจการต่างประเทศ ที่เกาหลีใต้ พอกลับจากเกาหลีใต้ประมาณ 3-4 เดือน ผมก็เดินทางไปสอนที่ภาควิชาภาษาไทย สถาบันผู่เจียง แห่งมหาวิทยาลัยหนานจิงเทค ประเทศจีน ตอนนี้ก็อยู่ที่ผู่เจียง มา6 ปีแล้ว ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาภาษาไทยด้วย”

เส้นทางของ “อาจารย์แลกเปลี่ยน” อาจดูดีในสายตาคนทั่วไป แต่ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่หลายคนเข้าใจ ซึ่ง อ.แท็ค เล่าว่า ตอนแรกกลัวมาก เพราะประสบการณ์ก็ยังมีไม่มาก และเท่าที่ทราบมาอาจารย์ที่ไปแลกเปลี่ยนที่นั่นส่วนใหญ่จะมาจากมหาวิทยาลัยรัฐบาลชั้นนำ เป็นผู้ที่มีตำแหน่งทางวิชาการ ก็รู้สึกกังวลอยู่พอสมควร แต่ก็ถามใจตัวเองว่า ถ้าเราไม่ไปในครั้งนี้ โอกาสนี้ก็จะไม่กลับมาอีกแล้วนะ อย่างน้อยไป ถ้าผิดพลาดก็จะเป็นประสบการณ์ให้กับเรา หากประสบความสำเร็จก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราได้พัฒนาตัวเองต่อไป

“ครั้งแรกที่สอน กลัวมากมือสั่น เหงื่อแตกไปหมดเลย เพราะมีอาจารย์ชาวจีนที่รู้ภาษาไทย ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ที่เคยมาแลกเปลี่ยนกับมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ประเทศไทยบ่อยครั้ง ไปนั่งฟังเราสอน เราก็สอนแบบเกร็งๆ เครียดๆ เด็กจีนก็รู้สึกอึดอัดพอสมควร ก็ต้องบอกเลยว่า ไม่ประสบความสำเร็จในการสอน เพราะเราเกร็งเกินไป

วันที่สองเอาใหม่ ปรับเอากิจกรรมที่ตัวเองเคยทำละลายพฤติกรรมด้วยเพลงไก่ย่างถูกเผา ตุ่มใส่น้ำ ชวนเต้น เด็กจีนก็รู้สึกสนุกดีนะ เรียนภาษาไทยกับคนไทยหลังจากนั้นก็นำลักษณะของเกมกิจกรรมเข้าไปสอดแทรกในการสอนกลายเป็นห้องเรียนที่มีความสุขมาก เพราะปกติที่จีนจะสอนแบบขงจื๊อ เอามือไพล่หลัง ท่องหนังสือ จะไม่ค่อยเน้นกิจกรรมมากเท่าไหร่ ก็เป็น Active Learning รุ่นแรกๆ ของปี 2559”

สำหรับอาจารย์ที่สอนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศ เราจะไม่สอนให้ลูกศิษย์พูดภาษาไทยแบบคนที่ไม่ได้เรียนรู้ภาษาไทย เราต้องให้คนจีนพูดออกเสียงตามฐานกรณ์ให้เหมือนกับคนที่เรียนจริงๆ พยายามที่จะออกเสียงให้เหมือนกับคนไทยให้มากที่สุด เพราะเวลาจบมาทุกคนคาดหวังกับเขา เพราะเขาเรียนวิชาเอกภาษาไทย ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่กดดันมาก และสิ่งที่กดดันที่สุดก็คือนักศึกษาจีนจะต้องเขียน IS เป็นภาษาไทย อย่างน้อย 30 หน้า เราคนไทยเขียนภาษาต่างประเทศยังกังวลว่าจะเขียนผิดเขียนถูก แล้วภาษาไทยก็ไม่ได้มีแอปพลิเคชั่นที่เสถียรมากนัก เด็กๆ จะต้องเขียนให้ได้ แล้วเราก็ต้องเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาก็กลัวว่าเด็กจะเขียนไม่ได้

การตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศ เดินทางสู่สาธารณรัฐประชาชนจีนในฐานะ “อาจารย์แลกเปลี่ยน” ถือเป็นจุดพลิกผันสำคัญของชีวิต ที่มาพร้อมความท้าทาย และการพิสูจน์ตัวเอง “เป็นอาจารย์แลกแปลี่ยนก็มีคำถามมากมาย หนึ่ง เขาก็ Question เรื่องความรู้ สอง Question เรื่องสถาบัน สาม ยังเด็ก อายุน่าจะ 26-27 ได้ ตอนนั้นเครียดมาก เพราะเราก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้น อ่านหนังสือทุกวัน หยิบหนังสือทุกเล่มที่
จีนมี อ่านทุกอย่าง ถ้าไม่อ่านทักษะความเป็นครูมันไม่มี พอสอนแบบ Active Learning ตอนแรกเขาก็บอกว่า คนจีนเขาไม่ทำแบบนี้ อาจารย์ดูเป็นตัวตลก ตอนนั้นไม่ค่อยมีโมเดลก็พยายามวางแผน ทำเป็น Mind Map ว่า เราเริ่มต้นจากตรงนี้เป็นเมนไอเดีย แล้วจะต่อยอดเป็นอะไรได้บ้าง แล้วกิจกรรมที่ทำให้ชั้นเรียนก็ต้องได้ความรู้อะไรแฝงไปด้วย เช่น วันไหนเด็กรู้สึกเบื่อๆ ผมเอาลูกโป่งมาลูกหนึ่ง ให้เด็กตีลอยในอากาศ ให้เด็กคิดคำศัพท์ภาษาไทยอะไรก็ได้ที่อยู่ในหมวดหมู่ เหมือนที่เราเล่นเกม ใครทำร่วงก็ถูกทำโทษทุกครั้งในห้องเรียนของผมจะไม่มีใครได้นอนหลับ ผมจะทำให้ห้องเรียนของผม เป็นห้องเรียนที่มีชีวิตตลอดเวลา ทำให้เขารู้สึกว่า ดีใจทุกครั้งที่จะมาเจอเรา เหมือนมาร่วมเล่นเกมกับเรา มาสนุก
ด้วยกัน”

การเริ่มต้นไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามมักจะยากเสมอ แต่สุดท้ายวิธีการสอนที่อาจารย์ด้วยกันไม่เคยทำ ลูกศิษย์ไม่เคยเรียน ก็ได้รับการยอมรับ

“ตอนแรกก็จะมีห้องอื่นรู้สึกว่าสอนแล้วมันเสียงดัง เด็กๆ เจี๊ยวจ๊าว จะได้ประโยชน์เหรอ หรือมีคนถามว่า สอนแบบนี้ สนุกแป๊บเดียว เด็กๆ หัวเราะ ออกมาจากห้องเรียนความรู้อาจจะไม่เหลือแล้ว ก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์พอสมควรเหมือนกัน พยายามที่จะทำทุกวันให้มันดีที่สุด แล้วก็จะวางแผนก่อนการสอนทุกครั้ง ใช้เวลา 1 เทอมก็พิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่า การสอนแบบแอ๊กทีฟมันได้ประโยชน์จริงๆ เด็กแฮปปี้ ฟีดแบ๊กออกมาดี คะแนนเด็กออกมาดี ที่จีนมีนโยบายจะปรับเป็นแบบนี้อยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยเห็นว่าใครทำแบบนี้”

ก่อนที่ “อ.แท็ค” จะมายืนหน้าห้องเรียน สอนภาษาไทยให้นักศึกษาต่างชาติ ให้อาจารย์ด้วยกันยอมรับ “เทวากรสไตล์” เขาต้องเจอกับคำสบประมาท “คนอย่างเทวากรน่ะเหรอจะไปเป็นครู” แต่เขาพิสูจน์ให้ทุกคนประจักษ์ โดยเปลี่ยนคำดูถูกนั้นให้เป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตสู่ความสำเร็จ

“ผมเอาคำนั้นไปพัฒนาตัวเองดีกว่า โกรธเขาก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ทำให้ตัวเองดีแล้วกัน ให้วันหนึ่งเขายอมรับ แล้วในวันนี้ก็ไม่มีใครว่าเราแล้ว ถ้าไม่มีคำนั้น เราก็อาจจะไม่พยายาม อาจจะเป็นลูกหม้อรังสิต แต่ในวันนี้กลายเป็นเราไปยืนตรงอื่นก็ได้นะ แล้วกลับมาตอบแทนมหาวิทยาลัยในมุมอื่น ไม่จำเป็นต้องมาสอนที่นี่”

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า “ถ้าได้ทำงานที่ชอบก็เหมือนเราไม่ได้ทำงาน” แต่การทำงานแม้เป็นสิ่งที่เราชอบ ก็มักจะมีปัญหาให้ต้องแก้ไขเสมอ ดังนั้น เวลาเจอปัญหาใหญ่ๆ ตอนแรกก็จะตื่นเต้น สักพักพอเราได้สติ ก็จะรู้ว่าปัญหาจะเล็กหรือใหญ่มันอยู่ที่เรามอง ถ้าเรามองว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป พรุ่งนี้ก็เป็นเรื่องอื่น เคยมีร้องไห้ข้างถนนเลย ที่ไปอยู่จีน ทำงานกับคนจีนไม่รู้เรื่อง ร้องไห้แป๊บเดียวก็หาย อีกวันก็กลับไปไก่ย่างถูกเผา ไปสอนภาษาไทยใหม่ เป็นคนที่เหนื่อยแป๊บเดียว สุดท้ายก็กลับไปเริ่มต้นใหม่ได้ทุกครั้ง ผมมองว่าถ้าผมทุกข์ ความทุกข์นั้นมันก็ถูกแผ่กระจายออกไปสู่ลูกศิษย์หรือเพื่อนร่วมงานก็จะทุกข์แป๊บเดียว ใช้ชีวิตให้สนุกทุกวันดีกว่า

เพราะเอาความเป็นนักศึกษามาใส่ในตัวเอง อ.แท็คจึงรู้วิธีดึงความสนใจจากเหล่านักศึกษาที่ไม่อยากคร่ำเคร่งกับการเรียน ด้วยการสอดแทรกเรื่องเล่าในวีถีชีวิตประจำวัน เล่าตำนานเล่าที่มา รวมถึงการนำเกมกิจกรรมมาทำให้ห้องเรียนคึกคัก

“ผมได้รางวัลการสอนดีเด่นของกระทรวงศึกษาธิการจีน เพราะจีนไม่เคยมีแอ๊กทีฟเลิร์นนิ่ง สอนแบบ Action สอนแบบให้แต่งประโยค ให้ไป
สถานที่ กระโดดไปโน่นไปนี่ เขาถามว่าเรียนจบจากที่ไหน ก็บอกจบรังสิต เขาก็โอ้! คนจีนมอง ม.รังสิต เป็นมหาวิทยาลัยชั้นดี ที่จีนไม่มีปัญหาเลย”

ถึงจะมีประสบการณ์สอนไม่มากแถมอายุก็ยังน้อย และไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยอีลิท แต่ “อ.แท็ค” ก็ได้รับการยอมรับระดับประเทศ มีรางวัลการันตีความสามารถ ที่สำคัญเป็น “คนไทย” คนเดียวในภาควิชาภาษาไทย และได้เป็นหัวหน้าภาคที่ดูแลทั้งด้านบริหาร การสอน วางหลักสูตร

“นอกจากวางหลักสูตรแล้วก็ต้องออกไปทำความร่วมมือ แล้วก็ต้องเขียนบทความปีละ 5 เรื่อง ต้องทำหลายอย่างครับ ต้องสู้เยอะ ทั้งประเทศจีน น่าจะเป็นผมคนเดียว และน่าจะเป็นคนแรกที่เป็นหัวหน้าภาคซึ่งเป็นคนต่างชาติ ต้องขอบคุณทุกคนที่ร่วมพลังกันทำให้ภายใน 6 ปี ชื่อเสียง ม.ผู่เจียง ขึ้นไประดับแถวหน้า ด้วยความที่เราเป็นวัยรุ่นทั้งหมด อยากพิสูจน์ตัวเอง ไม่อยากให้คนมาดูถูก” อ.แท็ค กล่าวและว่า ตอนนี้พยายามทำหนังสือ พยายามเขียนบทความวิจัย บทความทางวิชาการ ไปในประเทศจีน หรือว่าต่างประเทศ และยังสนุกที่จะบริหาร ดูแลภาควิชา ดูแลหลักสูตรปริญญาตรี มันมีความท้าทายอะไรบางอย่างที่คนไทยต้องเข้าไปผลักดันนโยบายต่างๆ กับกระทรวงศึกษาธิการจีน

พอรุ่นแรกที่ผมไปช่วยดูแลหลักสูตรตั้งแต่ต้น เรียนจบ รับปริญญาใส่ชุดครุย ผมน้ำตาไหลไม่หยุด มีความรู้สึกว่าเราสร้างเด็กจีนรุ่นแรกที่เขาไม่รู้เลยว่า มาเรียนกับเรา เขาจะได้อะไรไหม พ่อแม่เขาเอาความหวังมาฝากไว้กับเรา 4 ปี วันหนึ่งลูกเขาเรียนจบ มันมีความรู้สึกว่านี่มันผลงานที่เราสร้างมา เราเลี้ยงเขามา พอปี 4 เขาพูดภาษาไทยได้ทุกคน แต่ก่อนเคยถามลูกศิษย์ว่า ทำไมถึงเลือกเรียนภาษาไทย บางคนบอกชอบภาษาไทยอยู่แล้ว แต่กลุ่มใหญ่บอกว่าไม่รู้จักภาษาไทยด้วยซ้ำ คะแนนเกาเข่าถึงก็เอาไว้ก่อน เพราะว่ากลัวจะสอบไม่ติดมหาวิทยาลัย แต่พอเขาจบปี 4 เขารักประเทศไทย เขาพูดภาษาไทยได้ เขาเลือกที่จะมาต่อปริญญาโทที่ประเทศไทย หรือมาทำงานด้านภาษาไทยเรามีความรู้สึกว่า เราได้ช่วยเผยแพร่ความเป็นไทยไปสู่คนต่างชาติ ได้เผยแพร่ซอฟต์พาวเวอร์ของไทย

“กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ได้เจอแต่ความงดงาม เบื้องหลังเจอปัญหามาก ต้องพิสูจน์ตัวเอง มีคนดูถูก มีคนที่ไม่ยอมรับเราเลยตั้งแต่ต้น เพราะว่าบุคลิกเราดูเด็ก ทำอะไรก็ดูเหมือนเยาะแหยะ อีกทั้งคนที่สอนภาษาไทยในสายนี้ก็จะไม่ค่อยเน้นกิจกรรมมาก ต้องพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่า สิ่งที่เราทำมันได้ประโยชน์จริงๆ ก็ต้องขอบคุณตัวเองที่อดทนมาก เป็นนักสู้คนหนึ่ง แล้วก็เป็นนักสู้แบบบ้านๆ ด้วยนะ” ผศ.ดร.เทวากร กล่าวทิ้งท้าย

‘คุรุสภาเปิดทดสอบ’รายวิชาครู’ผ่านระบบออนไลน์ ตลอด 24 ชั่วโมง

'คุรุสภาเปิดทดสอบ'รายวิชาครู'ผ่านระบบออนไลน์ ตลอด 24 ชั่วโมง

‘คุรุสภาเปิดทดสอบ’รายวิชาครู’ผ่านระบบออนไลน์ ตลอด 24 ชั่วโมง

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.25 น.

14-24 มี.ค.นี้ “คุรุสภา” เปิดรับสมัครการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูฯ รายวิชาครู ครั้งที่ 1/2568 ผ่านระบบออนไลน์ ตลอด 24 ชั่วโมง “อมลวรรณ” เผยเตรียม 12 จังหวัดเป็นสนามสอบครอบคลุมทั่วประเทศ ใช้ระบบกระดาษ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รองรับผู้เข้าสอบได้จำนวนมาก

ผศ.ดร.อมลวรรณ  วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ข้อบังคับคุรุสภากำหนดให้การออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นต้น จะออกให้แก่ผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามที่ผ่านการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูตามที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด ซึ่งในปี 2568 นี้ คณะอนุกรรมการอำนวยการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ได้ออกประกาศคณะอนุกรรมการอำนวยการฯ เรื่อง กำหนดการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู รายวิชาครู ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยกำหนดการทดสอบ จำนวน 2 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 การทดสอบวิชาครู ระบบกระดาษ จำนวน 1 รอบ และ ครั้งที่ 2 การทดสอบวิชาครู ระบบอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 4 รอบ

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า จากประกาศดังกล่าว สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้กำหนดจัดการทดสอบฯ รายวิชาครู ครั้งที่ 1 ระบบกระดาษ ประจำปี พ.ศ. 2568 ในวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2568 เวลา 13.00 – 16.00 น. จัดสนามสอบฯ จำนวน 12 จังหวัดทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกภูมิภาค โดยขั้นตอนแรกจะเปิดให้ผู้มีสิทธิ์เข้ารับการทดสอบฯ ตรวจสอบสิทธิและยื่นคำร้องขอมีสิทธิเข้ารับการทดสอบฯ ระหว่างวันที่ 11 – 17 มีนาคม 2568 จากนั้นเปิดให้สมัครเข้ารับการทดสอบฯ ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2568 เวลา 08.30 น. – วันที่ 24 มีนาคม 2568 สิ้นสุดเวลา 16.30 น. ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ ผ่านระบบรับสมัครสอบออนไลน์ https://ksp2568-1.thaijobjob.com

“การทดสอบครั้งนี้ คุรุสภาได้อำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้ารับการทดสอบทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ จัดแบบทดสอบทั้ง ฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และทุกสนามสอบจะใช้การทดสอบแบบกระดาษ เพื่อรองรับผู้เข้ารับการทดสอบได้เป็นจำนวนมาก ผู้สมัครสามารถเลือกสถานที่เข้ารับการทดสอบได้ 1 จังหวัด และเลือกแบบทดสอบได้ 1 ภาษา จากสนามสอบ จำนวน 12 จังหวัดทั่วประเทศ ประกอบด้วย จังหวัดที่จัดการทดสอบฉบับภาษาไทย จำนวน 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก กรุงเทพมหานคร นครปฐม ลพบุรี ขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี อุบลราชธานี ชลบุรี สงขลา และสุราษฎร์ธานี  ในจำนวนนี้มี 4 จังหวัดที่จัดการทดสอบฉบับภาษาอังกฤษด้วย ได้แก่ เชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร ขอนแก่น และสงขลา ซึ่งผู้ที่มีสิทธิเข้ารับการทดสอบฯ ครั้งนี้มีเป็นจำนวนมาก ทั้งผู้ที่เคยสมัครเข้ารับการทดสอบแล้วแต่สอบไม่ผ่านเกณฑ์ฯ ตั้งแต่ ปี 2564 – 2567 และผู้ที่ไม่เคยสมัครเข้ารับการทดสอบที่จะมาร่วมเข้าทดสอบในครั้งนี้ด้วย ซึ่งการใช้แบบทดสอบแบบกระดาษ จะมีจำนวนที่นั่งสอบเพียงพอสามารถรองรับผู้สมัครฯ ได้ทั้งหมด และขอย้ำให้ทุกท่านดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ อย่างถูกต้อง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง”

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวอีกว่า สำหรับการชำระค่าสมัครเข้ารับการทดสอบ ชาวไทย หรือ บุคคลที่มีบัตรประจำตัวบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หรือบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน คนละ 500 บาท ส่วนชาวต่างประเทศ คนละ 1,000 บาท ชำระได้ระหว่างวันที่ 14 – 24 มีนาคม 2568 โดยนำรหัสคิวอาร์โค้ด (QR Code) ที่ได้รับจากระบบรับสมัครสอบสแกนชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน (Application) ของธนาคารทุกแห่ง โดยต้องชำระเงินก่อนเวลา 08.00 น.ของวันถัดไปนับจากวันที่เลือกจังหวัดที่เข้ารับการทดสอบ เพื่อรักษาสนามสอบที่เลือก หากไม่สามารถชำระเงินได้ ให้ดำเนินการตามขั้นตอนที่แจ้งในคู่มือ หรือ สอบถามศูนย์บริการข้อมูล โทร.0-2257-7159 ต่อ 3 หรือ ไลน์ไอดี @Thaijobjob เท่านั้น

ผศ.ดร.อมลวรรณ  กล่าวด้วยว่า ผู้ที่สมัครและชำระเงินเรียบร้อยแล้ว สามารถแก้ไขเพิ่มเติมข้อมูลของตนเองได้ ระหว่างวันที่ 25 – 27 มีนาคม 2568 ยกเว้นข้อมูลเลขประจำตัวประชาชนและวันเดือนปีเกิดที่จะไม่สามารถแก้ไขได้ จากนั้นจะเปิดให้ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการทดสอบฯ และพิมพ์บัตรประจำตัวได้ ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป ผ่านเว็บไซต์ https://ksp2568-1.thaijobjob.com เพื่อนำบัตรประจำตัวไปแสดงตนเข้ารับการทดสอบฯ ในวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน 2568 ตามจังหวัดสอบที่ได้สมัครไว้ และจะประกาศรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์การทดสอบฯ ตั้งแต่ วันที่ 15 สิงหาคม 2568

ผู้ประสงค์สมัครเข้ารับการทดสอบทุกท่าน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ksp.or.th และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กลุ่มมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ เบอร์โทร.0-2280-0048 หรือสอบถามข้อมูลจากศูนย์บริการข้อมูล (Call Center) เบอร์ 0 2257 7159 ต่อ 3 หรือ ไลน์ไอดี @Thaijobjob เท่านั้น.

สกู๊ปพิเศษ : ‘จ้างเหมาบริการ’เหลื่อมลํ้าในภาครัฐ ผ่านไปเกือบ27ปี..ยังรอแก้ไขให้เป็นธรรม

สกู๊ปพิเศษ : ‘จ้างเหมาบริการ’เหลื่อมลํ้าในภาครัฐ ผ่านไปเกือบ27ปี..ยังรอแก้ไขให้เป็นธรรม

สกู๊ปพิเศษ : ‘จ้างเหมาบริการ’เหลื่อมลํ้าในภาครัฐ ผ่านไปเกือบ27ปี..ยังรอแก้ไขให้เป็นธรรม

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.10 น.

“รับสมัครครู 2 อัตรา วุฒิปริญญาตรีเงินเดือน 6,000 บาท” โพสต์สั้นๆ ซึ่งเป็นประกาศรับสมัคร “ครูอัตราจ้าง” โรงเรียนแห่งหนึ่ง ที่ถูกนำมาเผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊ก “ครูวันดี” ของเว็บไซต์ kruwandee.com ซึ่งรวบรวมข่าวสารในแวดวงการศึกษาและอาชีพครู และถูกสื่อมวลชนนำมาแชร์ต่อในวันที่ 25 ก.พ.2568 เรียกกระแส “ดราม่า” สังคมตั้งคำถามถึง “ความเหมาะสม” เพราะการจะเป็นครูต้องจบปริญญาตรี ในขณะที่ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยของประเทศไทยคือมากกว่า 300 บาทต่อวัน งานนี้เสียงวิพากษ์วิจารณ์สนั่น เพราะเงินเดือนครูกลับได้น้อยกว่านั้นเสียอีก

และต้องบอกว่า “เรื่องแบบนี้มีให้เห็นอยู่เนืองๆ” อย่างย้อนไปเมื่อเดือน ธ.ค. 2567 โรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับสมัครครูอัตราจ้าง เงินเดือน 3,000 บาท ก่อนจะออกประกาศยกเลิกในภายหลัง หรือในวันที่29 ต.ค. 2567 มีการชุมนุมประท้วงที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยกลุ่มเจ้าหน้าที่ธุรการ กลุ่มลูกจ้าง นำโดยสมาพันธ์เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้ชุมนุมยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อหนึ่งในนั้นคือ “ขอเปลี่ยนจากการจ้างเหมาบริการ เป็นวิธีการจ้างลูกจ้างชั่วคราว” พร้อมเงินสมทบประกันสังคมทุกตำแหน่ง

“แรงงานข้ามชาติที่มาจาก MOU คุณไปดูสิทธิและสวัสดิการเหนือกว่าลูกจ้างเหมาส่วนราชการด้วยซ้ำ ผมไปพูดในรัฐสภา สัญญาจ้างทำของมันไม่ควรนำมาใช้แล้ว แล้วคุณคิดอย่างไร? จ้างคนแท้ๆ แต่ไปใช้สัญญาจ้างทำของ อันนี้มันคือความรู้ความสามารถของข้าราชการที่นั่งอยู่ตรงนั้น ว่าคุณมีวิสัยทัศน์มองคนมองการจ้างงานอย่างไร”

คำกล่าวของ บุญรอด สนเปี่ยม ประธานสหภาพคนทำงานภาครัฐแห่งประเทศไทย ในวงเสวนา “การขับเคลื่อนเชิงนโยบายการคุ้มครองลูกจ้างเหมาบริการในหน่วยงานภาครัฐ” ที่ รร.เบย์ ถ.ศรีนครินทร์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2568 ตั้งคำถามกับ “วิธีคิด”ที่กลายมาเป็นนโยบาย ซึ่งเท่าที่เคยเจอมา บุคลากรกลุ่มจ้างเหมาบริการมี 2-3 กรณี ถึงขั้นฆ่าตัวตาย เส้นเลือดในสมองแตก

หรือมีครั้งหนึ่ง ไปเจอกรณีหน่วยงานระดับสำนักงานปลัดค้างจ่ายค่าจ้างพนักงาน 145 คน ต้องควักเงินส่วนตัวลงขันกันซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและไข่ไก่ไปเดินแจกตามห้องพัก “ที่ผ่านมาลูกจ้างภาครัฐไม่ค่อยมีเวทีให้พูด” ดังนั้นเมื่อมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ แก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน จึงพูดอยู่เรื่องเดียวคือการแก้ไขสัญญาจ้าง และต้นเหตุของปัญหามาจาก 2 หน่วยงาน คือสำนักงาน ก.พ. กับกระทรวงการคลัง จึงย้ำว่า 2 หน่วยงานดังกล่าวต้องลงไปช่วยแก้ปัญหาให้ทั้งลูกจ้างเหมาบริการและหน่วยงานของรัฐ

สุรพงค์ วิจิตรโสภา นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ กลุ่มงานพัฒนากฎหมาย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า หากเป็นการจ้างลูกจ้างผ่านบริษัท เช่น หน่วยงานของรัฐต้องการจ้างคนขับรถ คนขับรถนั้นถือเป็นลูกจ้างของบริษัท อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ได้รับสิทธิประโยชน์ อาทิ เวลาทำงาน ค่าจ้างที่ไม่ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำ ทำงานนอกเวลาปกติได้ค่าจ้างล่วงเวลา (OT)

แต่ตำแหน่งงานเดียวกัน หากหน่วยงานของรัฐจ้างเองโดยตรง การทำสัญญาจ้างจะใช้สัญญาตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งมีเงื่อนไขอยู่ว่า ห้ามจ้างเป็นลูกจ้าง ทำให้ได้สิทธิประโยชน์น้อยลง เช่น คนขับรถที่ต้องทำงานในวันหยุด หากเป็นสัญญาจ้างแบบนี้ก็จะไม่ได้รับค่าจ้างในวันหยุด ซึ่งเรื่องนี้เป็นภาระของหลายกระทรวง อาทิ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง อย่างไรก็ตามในส่วนของกระทรวงแรงงาน มีความพยายามขับเคลื่อนการแก้ไขเพื่อให้เกิดการดูแลแรงงานกลุ่มนี้

ซึ่งกระทรวงแรงงานทำได้อยู่ 2 มาตรการ คือ 1.เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้มีข้อสั่งการไปยังหน่วยงานต่างๆ ไปร่วมกันแก้ไขปัญหา เช่น กระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.พ. ให้ไปดูอัตรากำลังในส่วนที่เกี่ยวข้องว่าจะสามารถจ้างเพิ่มได้หรือไม่ การปรับแก้สัญญาจ้างให้ได้รับสิทธิประโยชน์ที่ไม่ควรน้อยกว่าลูกจ้างของภาคเอกชนมากจนเกินไป อย่างเรื่องค่าจ้าง ไม่แน่ใจว่ามีหน่วยงานใดบ้างที่ยังไม่ถึงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะเมื่อเป็นสิทธิพื้นฐานก็ควรได้ กับ 2.เสนอแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เพื่อให้ครอบคลุมลูกจ้างเหมาบริการในหน่วยงานภาครัฐ

โดยในส่วนของการเสนอ ครม. เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลก็ต้องเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่ แต่ในระหว่างนั้น ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานที่กระทรวงแรงงานจัดทำขึ้นพร้อมพอดี จึงมาที่การเสนอกฎหมายโดยเน้นที่สิทธิขั้นพื้นฐานราว 7-8 เรื่อง เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำ วันหยุด-วันลา ค่าจ้างล่วงเวลา ซึ่ง ครม. ก็อนุมัติในหลักการ แต่ก็มีร่างกฎหมายที่เสนอเข้ามาอีก 2 ฉบับ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) คือร่างของ วรรณวิภา ไม้สน จากพรรคก้าวไกล (ในขณะนั้น) กับร่างของ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ จากพรรคภูมิใจไทย

แต่เมื่อทางกระทรวงแรงงานเห็นร่างกฎหมายของตนเองคล้ายกับร่างที่ สส.พรรคภูมิใจไทยเสนอ จึงขอถอนเรื่องออกไป จากนั้นจึงมีการตั้ง กมธ. วิสามัญขึ้นมาพิจารณา ซึ่งจากการหารือกันในชั้น กมธ. มีหลักคิดอยู่ 2 อย่าง คือหากจะแก้ปัญหาลูกจ้างเหมาบริการในส่วนภาครัฐให้ถูกต้องที่สุด ต้องไปแก้ที่กฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะจุดเริ่มต้นของการสัญญาจ้างเหมาบริการอยู่ที่การมองว่าเป็นการจ้างทำของ จึงต้องไปแก้ที่จุดนั้น แต่เมื่อหน่วยงานเจ้าของเรื่องไม่ผลักดันให้แก้ กระทรวงแรงงานจึงต้องมาผลักดันการแก้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน

“กระทรวงแรงงานจะไปแก้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างไม่ได้ แก้ได้เฉพาะ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เพราะรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานรักษาการ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน อันนี้คือหลักการเสนอกฎหมายโดยหน่วยงานรัฐ แต่ถ้า สส. รวมตัวกัน 20 กว่าคน แก้ พ.ร.บ. ได้หมดเพราะท่านไม่ใช่รัฐมนตรีผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. นั้นๆ เพราะฉะนั้นกระทรวงแรงงานเริ่มแรกถึงรับเรื่องนี้มาแล้วก็จำเป็นต้องแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน” สุรพงค์ กล่าว

สุรพงค์ กล่าวต่อไปว่า แต่เมื่อนำร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน จาก กมธ. เข้าสู่การพิจารณาในวาระ 2-3 เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2568 สรุปแล้วต้องดึงร่างกฎหมายกลับไปพิจารณาใหม่เนื่องจากมีการตัดมาตรา 3 ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานกลุ่มจ้างเหมาบริการออกไป อีกทั้งมติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระแรก หรือชั้นรับหลักการ ได้อนุมัติหลักการเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ให้ครอบคลุมแรงงานกลุ่มจ้างเหมาบริการภาครัฐด้วย ซึ่ง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ได้ท้วงติงว่าการที่ กมธ. ตัดออกไปนั้นขัดกับมติในชั้นรับหลักการ

บัณฑิต แป้นวิเศษ ตัวแทนมูลนิธิเพื่อนหญิง ในฐานะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เล่าถึงการอภิปราย (ร่าง) พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่…) พ.ศ… ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 19 ก.พ. 2568 ซึ่งจบลงด้วยการขอถอนร่างกฎหมายกลับไปแก้ไขก่อน ว่า บรรยากาศในวันดังกล่าวมีการถกเถียงกันอย่างหนัก มี สส. อภิปรายว่ามนุษย์ไม่ใช่สิ่งของ สัญญาจ้างแบบจ้างทำของ ใช้ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ ซึ่งการใช้ถ้อยคำแบบนี้ ความเป็นมนุษย์เป็นคนทำงานไม่ใช่สิ่งของ แต่โชคยังดีที่มาตรา 3 และหลักการไม่ถูกตีตก

ดังที่ นพ.ชลน่าน บอกว่า นี่เป็นการแก้ไขกฎหมาย ไม่ใช่การร่างกฎหมายฉบับใหม่ ดังนั้นหลักการที่สภารับรองมาให้ กมธ. ทำ เป็นเรื่องการแก้ไข ซึ่งที่มีการสื่อออกไปว่ามีการถอนร่างกฎหมาย จริงๆ ไม่ได้ถอนแต่เป็นการนำไปปรับแก้โดยให้คงหลักการเรื่องการคุ้มครองลูกจ้างตามสัญญาจ้าง ดังนั้นจึงยังคงมาตรา 3 ไว้อยู่ อีกทั้งอาจปรับแก้เพื่อนำการคุ้มครองตามมาตราต่างๆ ของกฎหมายคุ้มครองแรงงานเข้ามาให้ได้มากที่สุด เพื่อแก้ปัญหาของสัญญาเหล่านี้ ซึ่งหากทำได้ จะทำให้ลูกจ้างอีกกว่า 5 แสนชีวิตได้รับอานิสงส์

อนึ่ง กมธ. วิสามัญชุดนี้ โชคดีที่มีตัวแทนภาคประชาสังคมเข้าไปมากที่สุดตามโควตาของพรรคการเมืองต่างๆ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือการขอข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมบัญชีกลางกระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.พ. เพราะเมื่อได้ข้อมูลไม่ครบจะมีบางประเด็นที่ไม่สามารถพิจารณาต่อได้ ส่วนที่น่าสนใจคือมีตัวแทนลูกจ้างเข้าไปให้ข้อมูล ซึ่งแม้จะเป็นลูกจ้างภาคเอกชนแต่ก็มองในมิติลูกจ้างภาครัฐด้วย ดังนั้นสิ่งที่ กมธ. กำลังพิจารณาอยู่ก็อยากให้ติดตามกันต่อ แต่หากเป็นไปได้ก็อยากให้มีลูกจ้างภาครัฐซึ่งไม่เฉพาะกลุ่มจ้างเหมาบริการ ช่วยกันไปส่งเสียงให้กำลังใจ

“ถ้าเราบอกว่าต้องไปปรับแก้ระเบียบ หรือสัญญาจ้างในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ที่ก็ถูกล็อกโดยระเบียบพัสดุจากกระทรวงการคลังที่มีหนังสือวนไปมันก็ลำบาก อีกอย่างหนึ่งคือลูกจ้างท้องถิ่น หรือลูกจ้างหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับการศึกษา ที่เราเห็นชัดคือการที่เขาหมดสัญญาจ้างแล้วถูกลอยแพ ตรงนี้ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้มันจะเข้าไปช่วยปรับแก้” บัณฑิต กล่าว

ที่มาที่ไปของการเกิดขึ้นของลูกจ้างเหมาบริการ ต้องย้อนไปในยุคสมัยที่ประเทศไทยกำลังดิ้นรนให้พ้นจากสภาพพังพินาศเพราะ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” หายนะทางเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2540 โดยในวันที่ 26 พ.ค. 2541 รัฐบาลขณะนั้นได้ออกมติ ครม. เห็นชอบมาตรการปรับขนาดกำลังคนภาครัฐลูกจ้างประจำ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ (ปรร.) เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

ซึ่งมีสาระสำคัญโดยสรุปคือ “กำหนดให้ยุบเลิกตำแหน่งลูกจ้างประจำที่ว่างลงบางหมวด ให้ส่วนราชการใช้วิธีจ้างเหมาบริการสำหรับ งานบางประเภท และทบทวนว่าภารกิจใดยังจำเป็น ไม่จำเป็นต้องใช้ลูกจ้างประจำ” รวมทั้งให้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และ ปรร. ศึกษาว่ามีงานประเภทใดควรใช้วิธีจ้างเหมาบริการเพิ่มเติมอีก แล้ว รายงานให้ ปรร. ทราบภายใน 3 เดือน

ในวงเสวนาครั้งนี้ ชัยยุทธ ชวลิตนิธิกุล คณะกรรมการกำกับทิศทาง สำนัก 9 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตั้งคำถามกับการออกมติ ครม. ดังกล่าวว่า“เลิกแล้วใครจะทำงาน? คนที่คิดเรื่องนี้ได้ศึกษาอย่างดีพอแล้วหรือยัง?” จนถึงปัจจุบันก็ยังตะแบงว่าเป็นการจ้างทำของ ไปใช้ระเบียบพัสดุ ใช้งบประมาณของตนเองที่เป็นหมวดค่าใช้สอย ค่าจ้างค่าตอบแทนอะไรทั้งหลายให้เปลี่ยนจากการซื้อของหรือจ้างทำของมาเป็นการจ้างคน

อย่างไรก็ตาม “ในการจ้างคนแบบจ้างทำของ ถามว่ามีการบังคับบัญชาคนคนนั้นหรือไม่?” เพราะหากมีการบังคับบัญชา ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ต้องมาทำงานตามวันที่กำหนด ต้องเซ็นชื่อลงเวลาทำงาน ดุด่าว่ากล่าวได้ แต่ทุกคนกลับปฏิเสธว่านี่ไม่ใช่ลูกจ้างของเรา คำถามว่าเขาเป็นใคร และเพราะแบบนี้เองทำให้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) บอกว่าเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงาน

นอกจากนั้น “ศาลยังเคยชี้ขาดแล้วในหลายกรณี” อาทิ “คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11987/2554” ว่าด้วยบริษัทเอกชนจ้างพนักงานขับรถในลักษณะสัญญาจ้างทำของ จึงไม่ได้นำลูกจ้างเข้าระบบประกันสังคม แต่ศาลชี้ว่า การที่บริษัทตกลงที่จะจ่ายค่าจ้างให้พนักงานขับรถตลอดเวลาที่ยังทำงานให้ โดยบริษัทมุ่งที่จะใช้การงานของพนักงานขับรถมากกว่าคำนึงถึงผลสำเร็จแห่งงานที่ทำ

พนักงานขับรถต้องทำงานภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของบริษัท โดยใช้ความรู้ความสามารถของตนเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับบริษัท และบริษัทมีอำนาจให้คุณให้โทษ เช่นว่ากล่าวตักเตือน พักงาน เลิกจ้าง เป็นต้น จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน และอยู่ในความหมายของคำว่า ลูกจ้าง นายจ้าง และค่าจ้างตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5

หรือ “คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7410/2562” เป็นกรณีบริษัทเอกชนฟ้องหน่วยงานภาครัฐ โดยศาลชี้ว่า แม้ข้อตกลงการจ้างเหมาบริการระหว่างหน่วยงานรัฐดังกล่าวกับ อ. จะระบุว่า การว่าจ้างตามข้อตกลงนี้ไม่ทำให้ผู้รับจ้างมีฐานะเป็นลูกจ้างของทางราชการ หรือมีความสัมพันธ์ในฐานะเป็นลูกจ้างของผู้ว่าจ้างตามกฎหมายแรงงานก็ตาม แต่ข้อตกลงอื่นที่ระบุไว้ประกอบพฤติการณ์การมอบหมายงานซึ่งกำหนดเวลาทำงาน การสั่งการให้ อ. รับมอบหมายงานในแต่ละวันตามแต่ดุลพินิจของผู้ว่าจ้าง

ตลอดจนการควบคุมความประพฤติของ อ.ในระหว่างการปฏิบัติงานอันมีลักษณะการบังคับบัญชาให้ อ. ทำตามคำสั่งการของผู้ว่าจ้างโดย อ.มิได้ปฏิบัติงานอย่างอิสระ มุ่งเพียงผลสัมฤทธิ์ของงานดังเช่นการจ้างทำของแล้ว การจ้างเหมาบริการระหว่างจำเลยกับ อ. จึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงาน หาใช่เป็นการจ้างทำของ อ. จึงมีฐานะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานและเป็นเจ้าหน้าที่ตามความในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เมื่อ อ. กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงานของรัฐดังกล่าวซึ่งเป็นจำเลย ย่อมต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยตามมาตรา 5

“ส่วนใหญ่เป็นพนักงานขับรถ ไปขับรถชน เสร็จแล้วบริษัทประกันเขาก็รู้ว่าฟ้องเจ้าตัวไม่ได้อะไร ต้องฟ้องหน่วยงาน เขาฟ้องก็ได้ผลเลย หน่วยราชการต้องรับใช้ นี่เป็นตัวอย่างที่ต่อไปที่มีการฟ้องร้องอย่างนี้หน่วยงานราชการจะเห็นโลงศพ ท่านจะตะแบงต่อไปอีกไม่ได้แล้ว” ชัยยุทธ ระบุ

ชัยยุทธ ย้ำว่า “แม้จะเขียนในสัญญาว่าไม่ใช่นายจ้าง-ลูกจ้าง แต่ศาลไม่ได้มองแบบนั้น”เรื่องนี้เป็นประเด็น หน่วยงานอย่าง ก.พ. หรือกระทรวงการคลังต้องรับผิดชอบ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าปล่อยเรื้อรังตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปัจจุบันผ่านมาแล้ว 27 ปีได้อย่างไร? ถามว่ามีคนต้องทุกข์ทรมานเท่าไร? บางคนว่า 5 แสนคน บ้างก็ว่า 7 แสนคน และ กสม. ก็เคยแจ้งไปแล้วตั้งแต่ปี 2553 แต่ก็ไม่เห็นทำอะไร

มนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มติ ครม. เมื่อปี 2541 ทำให้ถูกตอนการจ้างลูกจ้างประจำ โดยให้หัวหน้าส่วนราชการสามารถจ้างคนได้ แต่ไม่ให้ทำเป็นสัญญาจ้าง ไม่ให้อยู่ในงบประมาณ ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หลายพื้นที่งบประมาณเพียงพอและผู้บริหารก็อยากจ้างคนโดยจ่ายสวัสดิการเต็มที่ แต่ไม่สามารถทำได้เพราะติดมติ ครม. ดังกล่าว

หรืออย่างช่วงที่มีการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ มีการเขียนไว้ว่าการจ้างงานต้องไม่ด้อยไปกว่าสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายประกันสังคม แต่ไม่ได้บอกว่าใครจะมีอำนาจเข้าไปกำกับดูแล ผลก็คือค้างอยู่อย่างนั้น ยังมีการจ้างเหมาบริการเหมือนเดิม ทั้งนี้ เรื่องลูกจ้างเหมาบริการในหน่วยงานภาครัฐเป็นสิ่งที่ตนขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนสื่อกระแสหลักไม่ค่อยนำเสนอซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เช่น เสนอข่าวครูผู้ช่วยเงินเดือน 9,000 บาท ได้ไม่นาน ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งหากสังคมเอาด้วยการขับเคลื่อนคงไม่เป็นแบบนี้

“ถ้ามติ ครม. ปี 2541 ถ้าเราสามารถให้เขาทบทวนได้ ผมคิดว่าการจ้างงาน เอามติ ครม. ให้กระทรวง ทบวง กรม องค์กรท้องถิ่น สามารถจ้างสัญญาจ้างได้ อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน อยู่ภายใต้ในเรื่องของประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน เพราะตอนนี้เราทำได้แล้ว เขาแก้ไขแล้วนะ หน่วยงานของรัฐเป็นนายจ้างแล้ว ตอนนี้พนักงานราชการ พนักงานหน่วยงานของรัฐเข้าอยู่ในเงินทดแทน เราถก กมธ. ว่ารัฐบาลไม่ได้เป็นนายจ้าง ในที่สุดต้องยอมรับ รัฐบาลก็คือนายจ้าง จึงตั้งงบประมาณเอาเงินตรงนี้ส่งกองทุนเงินทดแทน” มนัส กล่าว

ย้อนไปในเดือน พ.ย. 2562 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เคยเผยแพร่รายงานผลการประชุม กสม. ด้านคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนวันที่ 13 พ.ย. 2562 ซึ่งหยิบยกปัญหาลูกจ้างเหมาบริการมาพิจารณาอีกครั้ง โดยระบุว่า กสม. เริ่มได้รับเรื่องร้องเรียนตั้งแต่ปี 2549 และเคยเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องแก้ไขตั้งแต่ปี 2553 เนื่องจากเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ยังไม่มีการแก้ไขและยังมีเรื่องร้องเรียนต่อเนื่อง

“ลักษณะการปฏิบัติงานของพนักงานจ้างเหมาบริการเหมือนกันกับการปฏิบัติงานของข้าราชการและลูกจ้างชั่วคราว กล่าวคือพนักงานจ้างเหมาบริการต้องมาทำงานตามวันเวลาราชการ ต้องปฏิบัติงานอื่นตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย อันมีลักษณะการจ้างที่เป็นไปตามสัญญาจ้างแรงงาน ไม่ได้รับสิทธิในสวัสดิการต่างๆ ทั้งยังถูกหักเงินค่าจ้างในกรณีที่ไม่มาปฏิบัติงานด้วย” รายงานของ กสม. ระบุ

รายงานของ กสม. ยังกล่าวด้วยว่า “การจัดจ้างพนักงานจ้างเหมาบริการในรูปแบบสัญญาจ้างทำของจึงเป็นการอำพรางสัญญาจ้างแรงงานอันเป็นนิติสัมพันธ์ที่แท้จริง” ซึ่งสอดคล้องกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.349/2556 ลงวันที่ 3 พ.ค. 2556 และคดีหมายเลขแดงที่ อ.531/2557 ลงวันที่ 20 ต.ค. 2557 ส่งผลให้พนักงานจ้างเหมาบริการไม่ได้รับการคุ้มครองในฐานะลูกจ้าง อันกระทบต่อสิทธิของบุคคลในเรื่องการประกอบอาชีพตามที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้

การจ้างพนักงานจ้างเหมาบริการในหน่วยงานรัฐจึงเป็นการผลักภาระให้บุคคลมิได้รับสิทธิในสวัสดิการขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกับข้าราชการหรือลูกจ้างของรัฐ “ขัดกับหลักการที่บุคคลควรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกันในงานลักษณะเดียวกัน (equal pay for equal work)” และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (ICESCR) ข้อ 7 ที่ให้การรับรองสิทธิของทุกคนที่จะมีสภาพการทำงานที่ยุติธรรมและน่าพึงพอใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกันสำหรับงานที่มีคุณค่าเท่ากัน

คงต้องฝากผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่า “ฝ่ายนิติบัญญัติ” หรือ “ฝ่ายบริหาร” จะแก้อย่างไรก็ขอให้แก้โดยเร็ว เพื่อให้เกิด “ความเป็นธรรม” กับคนทำงานที่เป็น “ฟันเฟืองขับเคลื่อนกลไกภาครัฐ” อย่างเท่าเทียม!!!

‘ในหลวง’โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเชิญถุงพระราชทาน มอบราษฎรประสบวาตภัยลพบุรี

'ในหลวง'โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเชิญถุงพระราชทาน มอบราษฎรประสบวาตภัยลพบุรี

‘ในหลวง’โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเชิญถุงพระราชทาน มอบราษฎรประสบวาตภัยลพบุรี

วันเสาร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.54 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบวาตภัย ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรี  และมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่จังหวัดลพบุรี

8 มีนาคม 2568 เวลา 10.03 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก กัมปนาท  รุดดิษฐ์  องคมนตรี  ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 451ถุง ไปมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ซึ่งเป็นตัวแทนราษฎร เพื่อเชิญไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่จังหวัดลพบุรีต่อไป และมอบแก่ราษฎร อำเภอชัยบาดาล  ณ หอประชุมโรงเรียนชัยบาดาลวิทยา อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น และเป็นขวัญกำลังใจ

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบวาตภัย และเจ้าหน้าที่ได้รับทราบ  ในการนี้ องคมนตรี ได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลชัยนารายณ์ อำเภอชัยบาดาล จำนวน 3 ครอบครัว  ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณา ทั้งนี้ องคมนตรี ได้พูดคุยให้กำลังใจและขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหน่วยทหารจิตอาสาพระราชทาน ในการปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

ในการนี้ พลเอก กัมปนาท  รุดดิษฐ์ องคมนตรี  ได้ร่วมประชุมติดตามการแก้ไขสถานการณ์การเกิดวาตภัยในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ณ ห้องประชุมโรงเรียนชัยบาดาลวิทยา  อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี  โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด นายอำเภอ และหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมและรายงานการเกิดวาตภัย รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือราษฎรที่ประสบวาตภัย โดยองคมนตรี ได้เชิญพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการให้ความช่วยเหลือราษฎรให้แต่ละหน่วยงานน้อมนำไปปรับแผนในการปฏิบัติเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และทั่วถึง พร้อมทั้งขอให้แต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบประสานความร่วมมือในการเตรียมแผน และซักซ้อมแผน เพื่อเมื่อเกิดเหตุแล้วจะทำให้การช่วยเหลือเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

จังหวัดลพบุรี แบ่งการปกครองออกเป็น 11 อำเภอ 122 ตำบล 1,126 หมู่บ้าน  โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอชัยบาดาล ได้เกิดเหตุวาตภัย เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 15.30 น.ส่งผลทำให้บ้านเรือนราษฎร สิ่งสาธารณประโยชน์ และพื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหายและได้รับผลกระทบใน  8 ตำบล 35 หมู่บ้าน และราษฎรได้รับความเดือดร้อน 451 ครัวเรือน  โดยจังหวัดลพบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งดำเนินการสำรวจและให้ความช่วยเหลือราษฎร จัดหาเครื่องอุปโภคบริโภค ที่พักอาศัยชั่วคราวให้แก่ประชาชนผู้ประสบวาตภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น และให้ราษฎรสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติสุขโดยเร็ว ทั้งนี้ ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

009

‘รฟ. MOU เอ็มม่า อลิส’ จัดหลักสูตร‘สู่โลกนวัตกรรมในศตวรรษใหม่’เพื่อพัฒนาเด็กไทย

‘รฟ. MOU เอ็มม่า อลิส’ จัดหลักสูตร‘สู่โลกนวัตกรรมในศตวรรษใหม่’เพื่อพัฒนาเด็กไทย

‘รฟ. MOU เอ็มม่า อลิส’ จัดหลักสูตร‘สู่โลกนวัตกรรมในศตวรรษใหม่’เพื่อพัฒนาเด็กไทย

วันเสาร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.08 น.

‘โรงเรียนเซนต์ราฟาแอล’ ลงนา MOU ‘เอ็มม่า อลิส’ จัดหลักสูตรสู่ ‘โลกนวัตกรรมในศตวรรษใหม่’ เพื่อพัฒนาเด็กไทยจากผู้ใช้งานเป็น ‘ผู้สร้าง-นวัตกร’ ได้ด้วยตัวเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่า ที่ ห้องประชุม  โรงเรียนเซนต์ราฟาแอล  ถนนท้ายบ้าน ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ  ซิสเตอร์ดร. กาญจนา   สิงห์หา ผู้อำนวยการโรงเรียนเซนต์ราฟาแอล  ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และสัญญาการว่าจ้าง โครงการห้องเรียนสู่โลกนวัตกรรมในศตวรรษใหม่ หลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ ( AI) ระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มม่า อลิส กับโรงเรียนเซนต์ราฟาแอล  ร่วมกับนายเอกสิทธิ์  เกิดกฤษฎานนท์  ประธานกรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจํากัด เอ็มม่า อลิส  โดยมีนางนฤมล  ภู่แดง รับผิดชอบงานเทคโนโลยี และ น.ส.จีระนุช ธรรมโชโต ฝ่ายวิชาการโรงเรียนเซนต์ราฟาแอล  ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2568

ซิสเตอร์ ดร. กาญจนา สิงห์หา ผู้อำนวยการโรงเรียนเซนต์ราฟาแอล  เปิดเผยว่า โรงเรียนเซนต์ราฟาแอล หรือในชื่อเดิม โรงเรียนราฟาแอล เปิดการสอนตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาล ถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในวันนี้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และสัญญาการว่าจ้าง โครงการห้องเรียนสู่โลกนวัตกรรมในศตวรรษใหม่ หลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ ( AI) กับห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มม่า อลิส  ในปีการศึกษาหน้า  ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบการเรียนการสอนให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 

ในการใช้หลักสูตรนี้เราเน้นความเข้าใจของคุณครู และความเข้าใจในเรื่องของนวัตกรรมด้วย เพราะเนื่องจากหลักสูตรของชาตินั้นเน้นให้เด็กนักเรียนทุกคนมีความเป็น นวัตกร และสามารถสร้างนวัตกรรมได้ ด้วยเหตุนี้ทางโรงเรียนจึงอยากให้เด็กได้สามารถเป็นนวัตกร นอกจากนั้นหลักสูตรนวัตกรรมดังกล่าวนี้เราจะใช้ขบวนการเรียนการสอน ที่เน้นสมรรถนะของนักเรียนที่หลักสูตรของชาติได้กำหนดเอาไว้ว่านักเรียนทุกคนต้องสมรรถนะทั้ง 5 ได้แก่ การสื่อสารเป็น คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น สามารถมีทักษะที่ดีในการใช้ชีวิต และสุดท้ายสามารถใช้เทคโนโลยีได้ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของหลักสูตร จึงหวังอย่างยิ่งว่า การที่เราสร้างหลักสูตรนี้ช่วยให้เด็กของเรา คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น สื่อสารเป็น และสามารถมีทักษะที่ดี รวมทั้งสามารถบูรณาการในเทคโนโลยีต่างๆในการเป็นนวัตกร ซึ่งถือว่าจะตอบโจทย์ในการพัฒนาเด็ก ซึ่งส่วนใหญ่เด็กไทยเราจะมีปัญหาเรื่องความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่ค่อนข้างจะอ่อน และการใช้เทคโนโลยีในฐานผู้สร้างมากกว่าเป็นผู้ใช้งานอย่างเดียว จึงเชื่อว่าหลักสูตรนี้จะช่วยในการพัฒนาเด็กให้เป็นผู้สร้างหรือเป็นนวัตกรได้ด้วยตัวเอง

ด้าน นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจํากัด เอ็มม่า อลิส กล่าวว่า ทางเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันความสำเร็จให้นักเรียน โรงเรียนเซนต์ราฟาแอล ได้พัฒนาขีดความสามารถในการเตรียมความพร้อมรับมือกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  พร้อมที่จะนำความรู้ ทักษะ ด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยี ไปบูรณาการร่วมกับความรู้ในสาขาที่นักเรียนต้องการศึกษาต่อในระดับสูงได้  เมื่อจบการศึกษาออกมามี ‘ความเก่งวิชาการ เชี่ยวชาญนวัตกรรม’  สามารถสร้างสรรค์อนาคตได้   คาดหวังให้นักเรียนทุกคนได้คิด และลงมือปฏิบัติจริง สามารถแก้ไขปัญหาได้ นำความรู้ทั้งหลายเหล่านี้ไปใช้ประยุกต์หรือหาโอกาสกับการทำงานของตนเองทุกสาขาในอนาคตได้ หรือแม้กระทั่งสามารถพัฒนาตนเองเป็นเจ้าของธุรกิจ (Startup) ในภายภาคหน้าได้อีกด้วย /// – 026

ศธ.พร้อมฟันวินัยครูกระทำผิดต่อนร.พร้อมถอดใบอนุญาต

ศธ.พร้อมฟันวินัยครูกระทำผิดต่อนร.พร้อมถอดใบอนุญาต

ศธ.พร้อมฟันวินัยครูกระทำผิดต่อนร.พร้อมถอดใบอนุญาต

วันศุกร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.14 น.

ศธ. เตือนอย่าท้าทายระบบ พบเคสฉาวฟันไม่รอ จ่อเสิร์ฟวินัยร้ายแรง คุรุสภารับลูกต่อถอดใบประกอบวิชาชีพ

วันนี้ (7 มี.ค.) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงกรณีครู หรือข้าราชการกระทำผิดวินัยร้ายแรง ผิดจรรยาบรรณหรือกระทำการที่ไม่เหมาะสม ทำให้กระทบต่อความน่าเชื่อถือของวงการการศึกษาไทย ต้นสังกัดเดินหน้าลงโทษและคุรุสภาพร้อมรับไม้ต่อเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เตือนอย่าท้าทายระบบผิดจริงฟันจริงไม่มีแผ่วแน่นอน

โฆษก ศธ.กล่าวว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ ได้กำชับหนักแน่นถึงเรื่องนี้เป็นอย่างมาก นี่คือการเตือนอย่างเป็นทางการให้รับทราบทั่วกันว่า “อย่าท้าทายระบบ” กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมดำเนินการลงโทษเด็ดขาด อย่างรวดเร็ว โดยไม่มีการผ่อนปรนทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ การทุจริต หรือการสร้างผลเสียต่อผู้อื่น โดยเฉพาะการล่วงละเมิดทางเพศทั้งกับเด็กนักเรียน กับครูด้วยกันเอง หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่รังแกผู้น้อย แม้เพียงเล็กน้อยก็กระทบต่อสภาพร่างกายและจิตใจไม่มีใครยอมรับได้

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ช่วงหลังจะเห็นจากข่าว ว่ากระทวงศึกษาธิการ เอาจริงในเรื่องนี้ชัดเจนมาก เพื่อเป็นตัวอย่างให้ดูว่า เราใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการจัดการผู้ที่ผิดวินัยร้ายแรง คนเป็นครูควรที่จะประพฤติตนให้เหมาะสมกับจรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสังคมว่าเราไม่ยอมให้ใครทำลายเกียรติจากการกระทำไม่ดีของคนเพียงไม่กี่คน และเพื่อคัดกรองบุคลากรที่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีคุณภาพในการพัฒนาการศึกษาของชาติให้เป็นไปในทิศทางที่ดีมีประสิทธิภาพ

“ในยุคนี้จะไม่ยอมให้มีเรื่องฉาวในวงการการศึกษาเล็ดลอดสายตาอย่างเด็ดขาด  ขอให้ผู้เรียน ครูและผู้ปกครองสบายใจได้ว่าเราจะดำเนินการจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้เห็นถึงความใส่ใจเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา กรณีผิดร้ายแรงจะได้รับการพิจารณาอย่างรวดเร็ว โทษสถานหนักคือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หมดหนทางไปต่อบนเส้นทางครูอนาคตดับวูบทันที” โฆษก ศธ.กล่าว

ทั้งนี้ ข้อมูลจากคุรุสภา เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2554-2568 หรือตลอด 13 ปี คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพของคุรุสภา มีการดำเนินการทางจรรยาบรรณวิชาชีพแล้ว 1,091 เรื่อง โดยมีการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแล้ว 110 ราย