ศธ.ย้ำอีกครั้ง! ‘ปิดฉากทรงผมนักเรียน’ ไม่ยึดติดระเบียบนานแล้ว

ศธ.ย้ำอีกครั้ง! 'ปิดฉากทรงผมนักเรียน' ไม่ยึดติดระเบียบนานแล้ว

ศธ.ย้ำอีกครั้ง! ‘ปิดฉากทรงผมนักเรียน’ ไม่ยึดติดระเบียบนานแล้ว

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.24 น.

ศธ.ย้ำอีกครั้ง! “ปิดฉากทรงผมนักเรียน” ไม่ยึดติดระเบียบนานแล้ว ให้ความสำคัญกับสิทธิผู้เรียน ปรับเปลี่ยนตรงยุคปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยกรณีศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ ฟร.24/2563 เพิกถอน กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2518) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เมษายน 2515 ซึ่งเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนและการใช้เครื่อสำอางหรือสิ่งปลอมเพื่อการเสริมสวยที่ไม่เหมาะสมแก่สภาพของนักเรียน

โฆษก ศธ.กล่าวว่า ปัจจุบัน พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญในเรื่องของสิทธิผู้เรียนเป็นอย่างมาก ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกหนังสือยกเลิกระเบียบว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2566 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อไม่ให้กฎระเบียบจำกัดเสรีภาพในร่างกายของนักเรียน

ในวันนี้ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาเพิกถอนกฎกระทรวงฯ ดังกล่าว โดยระบุเหตุผลว่า เพื่อให้นักเรียนและนักศึกษาเป็นเยาวชนที่กำลังสร้างสมคุณสมบัติทั้งในด้านความรู้ ความคิดและคุณธรรม พร้อมที่จะรับมรดกตกทอดจากผู้ใหญ่เป็นพลเมืองตีมีประโยชน์แก่ประเทศชาติในอนาคต นักเรียนและนักศึกษาควรจะได้รับการอบรมดูแลใกล้ชิดจากบิดามารดา ผู้ปกครอง และครูอาจารย์ เพื่อเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา เป็นศิษย์ ที่ดีของครู อยู่ในโอวาทคำสั่งสอน รวมทั้งอยู่ในระเบียบประเพณีและกฎหมายของบ้านเมือง

แน่นอนว่าที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการได้รับฟังทุกเสียงของผู้เรียน ครู ผู้ปกครอง และประชาชนในสังคม พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาทีละจุดให้เกิดความเรียบร้อยจนเกิดเป็นที่พึงพอใจได้หลายส่วน ซึ่งในส่วนของการดำเนินการของศาลปกครองเรื่องเพิกถอนกฎกระทรวงฯ ในวันนี้ ก็เป็นไปตามกรอบระยะเวลากระบวนการพิจารณาคดีปกครอง ที่ต้องมีการพิพากษาชี้ขาดภายในระยะเวลา 2 ปี 6 เดือน แต่กฎระเบียบดังกล่าวในทางปฏิบัติเราได้ยกเลิกมานานแล้ว

“กระทรวงศึกษาธิการเน้นย้ำกับครูและสถานศึกษามาโดยตลอดในเรื่องการให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของผู้เรียน และระมัดระวังการลงโทษที่เกินกว่าเหตุเพื่อไม่ให้กระทบร่างกายและจิตใจผู้เรียน สอดคล้องนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” โดยต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนที่หลากหลายและเป็นธรรมในทุกด้าน กฎระเบียบอะไรที่ปรับแล้วไม่เกิดความเสียหาย เราก็ไม่ได้ยึดติดพร้อมเปลี่ยนให้เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน” โฆษก ศธ.กล่าว (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘นักเรียน’เฮ! สั่งเพิกถอนกฎกระทรวงเรื่อง‘ทรงผม’ ชี้จำกัดเสรีภาพ-ไม่สอดคล้องอัตลักษณ์)

สำหรับไทม์ไลน์การดำเนินการเรื่องยกเลิกระเบียบทรงผมของกระทรวงศึกษาธิการ รายละเอียด ดังนี้

1) เรื่องทรงผม เดิมถือปฏิบัติตามกฎกระทรวงฉบับที่ 1 และ 2 ออกตาม ปว 132 จนกระทั่งมีพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ก็ยังถือปฏิบัติตลอดมาตามบทเฉพาะกาลเพราะยังไม่ออกกฎกระทรวงฉบับใหม่

2) ปี 2548 ออกกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาแต่ไม่ได้กำหนดเรื่องของทรงผม ยังคงถือปฏิบัติต่อมา

3) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แจ้งมายังกระทรวงศึกษาธิการว่าเราควรจะมีระเบียบกลางเกี่ยวกับเรื่องทรงผมเพื่อเป็นแนวทาง เนื่องจากมีนักเรียนไปร้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เพราะสถานศึกษาแต่ละแห่งปฏิบัติไม่เหมือนกัน

4) ปี 2563 ออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยทรงผมนักเรียน โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546

5) เดือนสิงหาคม 2565 นักเรียนร้องเรียนมายังกระทรวงศึกษาธิการว่าไม่มีอำนาจออกระเบียบเกี่ยวกับทรงผมดังกล่าว เป็นการละเมิดสิทธิเราจึงได้หารือเรื่องดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

6) สำนักงานคณะกรรมการกษฎีกา ได้ตอบข้อหารือ กฎกระทรวงฉบับที่ 1 (พ.ศ.2515) สิ้นผลใช้บังคับนับแต่วันที่กฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียน พ.ศ.2548 มีผลใช้บังคับ และกระทรวงศึกษาธิการไม่อาจออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546 เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนเพื่อใช้บังคับแก่นักเรียนโดยตรงได้

แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการอาจกำหนดแนวนโยบายเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนและแจ้งเวียนไปยังสถานศึกษาเพื่อให้สถานศึกษาออกระเบียบของสถานศึกษาเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนได้โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 39 (1) พรบ.ศธ.2546

7) ปี 2566 กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ออกระเบียบกระทรวงเพื่อยกเลิกระเบียบทรงผมนักเรียน พ.ศ.2563 และขณะเดียวกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ออกนโยบายแจ้งเวียนไปยังส่วนราชการและสถานศึกษา มีสาระสำคัญ กล่าวคือ จัดให้มีระเบียบของสถานศึกษาเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียน โดยผ่านการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย เช่น นักเรียน และต้องขอความเห็นชอบจาก คณะกรรมการสถานศึกษาหรือ คณะกรรมการบริหารโรงเรียน รวมทั้งเผยแพร่ระเบียบดังกล่าวให้นักเรียนทราบต่อไป

8) 21 พฤศจิกายน 2567 กระทรวงศึกษาธิการแจ้งครูและสถานศึกษาในสังกัดถึงการระมัดระวังการลงโทษที่เกินกว่าเหตุ ต้องเป็นไปตามแนวทางการลงโทษ​ 4​ สถานเท่านั้น​ คือ​ ว่ากล่าวตักเตือน ทําทัณฑ์บน ตัดคะแนนความประพฤติ และทํากิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม​ ช่วย​กันปรับทัศนคติให้สอดคล้องกับบริบทสังคม https://moe360.blog/2024/11/21/hairstyle_rules/

9) 3 มกราคม 2568 กระทรวงศึกษาธิการได้เน้นย้ำเรื่องยกเลิกระเบียบทรงผมนักเรียน โดยให้สถานศึกษาเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็น คำนึงถึงสิทธิมนุษยชนของผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้ความสำคัญเรื่องสิทธิเสรีภาพของผู้เรียน ส่งเสริมความหลากหลายและเป็นธรรมในทุกด้าน https://moe360.blog/2025/01/03/abolish-hairstyle-rules/

อว.เดินหน้าอนุมัติ 3 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ มุ่งพัฒนานักวิจัยขั้นสูงและกำลังคนเฉพาะทาง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจบีซีจี

อว.เดินหน้าอนุมัติ 3 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ มุ่งพัฒนานักวิจัยขั้นสูงและกำลังคนเฉพาะทาง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจบีซีจี

อว.เดินหน้าอนุมัติ 3 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ มุ่งพัฒนานักวิจัยขั้นสูงและกำลังคนเฉพาะทาง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจบีซีจี

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.00 น.

กระทรวง อว.เดินหน้าอนุมัติ 3 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ มุ่งพัฒนานักวิจัยขั้นสูงและกำลังคนเฉพาะทาง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจบีซีจี พร้อมส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ไทย เร่งพัฒนาหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ สร้างกำลังคนตอบโจทย์อุตสาหกรรม

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 คณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่องด้านการส่งเสริมนวัตกรรมการอุดมศึกษา ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ได้จัดการประชุมครั้งที่ 1/2568 โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวง อว.ที่ประชุมได้อนุมัติข้อเสนอการจัดการศึกษาฉบับสมบูรณ์สำหรับ หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ 3 หลักสูตรใหม่ ซึ่งเป็นการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา (Higher Education Sandbox) ขยายหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ ตอบโจทย์ความต้องการตลาดแรงงาน

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันคณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่องฯ ได้อนุมัติข้อเสนอการจัดการศึกษาภายใต้หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ไปแล้ว 16 หลักสูตร ตั้งเป้าผลิตบุคลากรสมรรถนะสูงกว่า 25,655 คน โดยมี 8 หลักสูตรที่เปิดสอนแล้ว และมีนักศึกษาเข้าเรียน 1,458 คน ในขณะที่อีก 5 หลักสูตร อยู่ระหว่างเตรียมเปิดสอนในปีการศึกษา 2568

นอกจากนี้ กระทรวง อว.ยังได้ส่งเสริมเชิงนโยบายให้เกิด หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ โดยใช้แนวทาง Top-down Approach ซึ่งได้รับอนุมัติแล้ว และจะเริ่มรับนักศึกษารุ่นแรกในปี 2568 จาก 5 สถาบันอุดมศึกษา เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว 3 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ใหม่ มุ่งพัฒนากำลังคนสู่อนาคต

ดร.พรเพ็ญ แซ่อึ้ง ผู้เชี่ยวชาญนโยบาย ฝ่ายนโยบายกำลังคนตามความต้องการของประเทศ สอวช.เปิดเผยว่า 3 หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ที่ได้รับอนุมัติล่าสุด ได้แก่

1.หลักสูตรด้านชีวสารสนเทศและชีววิทยาระบบ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG

– ระดับ: วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (M.Sc.) และปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (Ph.D.)

– หน่วยงานดำเนินงาน: วิทยสถานวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ธัชวิทย์), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน (บพค.), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

– จุดเด่น: หลักสูตร Tailor-made ผสานภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เน้นการทำงานวิจัยกับโจทย์จริงและเครื่องมือขั้นสูง พร้อมการเรียนการสอนแบบ Research-based ร่วมกับนักวิจัยมืออาชีพ

– เป้าหมาย: ผลิตนักวิจัยระดับสูงด้านชีวสารสนเทศ 100 คน ภายใน 10 ปี

2.หลักสูตรด้านเทคโนโลยีพลังงานชีวภาพและการกลั่นชีวภาพที่ยั่งยืน

– ระดับ: วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (M.Eng.), วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (M.Sc.), และปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (Ph.D.)

– หน่วยงานดำเนินงาน: ธัชวิทย์, บพค., มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

– จุดเด่น: ใช้ทรัพยากรร่วมระหว่างสถาบันวิจัยและสถาบันอุดมศึกษา มุ่งเน้นการทำวิจัยจากโจทย์จริงแบบ Research-based รวมถึงพัฒนาความสามารถ Scale up กระบวนการผลิตในโรงงานต้นแบบ เชื่อมโยงจากห้องปฏิบัติการสู่การพาณิชย์

– เป้าหมาย: ผลิตนักวิจัยด้านพลังงานชีวภาพและการกลั่นชีวภาพ 50 คน ภายใน 9 ปี

3.หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขานวัตกรรมสร้างสรรค์และผู้ประกอบการ

– ระดับ: ศิลปศาสตรบัณฑิต (B.A.)

– หน่วยงานดำเนินงาน: มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน

– จุดเด่น: บูรณาการการออกแบบ ศิลปะ และบริหารธุรกิจ ผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริม Soft Power ใช้แนวทาง Problem-based learning และอ้างอิงมาตรฐาน BTEC

– เป้าหมาย: ผลิตบัณฑิตด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 100 คน ภายใน 8 ปี

ปักหมุดอนาคตการศึกษาไทย พัฒนากำลังคนตอบโจทย์เศรษฐกิจและอุตสาหกรรม

การอนุมัติหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ทั้ง 3 หลักสูตรนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวง อว.ในการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานชีวภาพ (Bio-economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) หรือ BCG Economy ตลอดจนการส่งเสริม Soft Power ไทยในระดับสากล

‘นักเรียน’เฮ! สั่งเพิกถอนกฎกระทรวงเรื่อง‘ทรงผม’ ชี้จำกัดเสรีภาพ-ไม่สอดคล้องอัตลักษณ์

‘นักเรียน’เฮ! สั่งเพิกถอนกฎกระทรวงเรื่อง‘ทรงผม’ ชี้จำกัดเสรีภาพ-ไม่สอดคล้องอัตลักษณ์

‘นักเรียน’เฮ! สั่งเพิกถอนกฎกระทรวงเรื่อง‘ทรงผม’ ชี้จำกัดเสรีภาพ-ไม่สอดคล้องอัตลักษณ์

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.36 น.

‘นักเรียน’เฮ! ศาลปกครองสูงสุดสั่งเพิกถอนกฎกระทรวงเรื่อง‘ทรงผมนักเรียน’ ชี้จำกัดเสรีภาพ-ไม่สอดคล้องพัฒนาการของอัตลักษณ์ทางเพศ-บุคลิกภาพเด็กตามช่วงวัย

5 มีนาคม 2568 ศาลปกครองสูงสุด เผยแพร่คำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ ฟร.24/2563 เพิกถอนกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2518) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ซึ่งเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนที่ไม่เหมาะสมแก่สภาพของนักเรียน

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2518) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เมษายน 2515 ซึ่งกำหนดว่า การแต่งกาย และความประพฤติดังต่อไปนี้ ถือว่าไม่เหมาะสมแก่สภาพของนักเรียน นักเรียนชายดัดผมหรือไว้ผมยาวจนด้านข้าง และด้านหลังยาวเลยตีนผม หรือไว้หนวดไว้เครา นักเรียนหญิงดัดผมหรือไว้ผมยาวเลยต้นคอ หากทางโรงเรียนหรือสถานศึกษาใดอนุญาตให้ไว้ผมยาวเกินกว่านั้น ก็ให้รวบให้เรียบร้อย นักเรียนใช้เครื่องสำอางหรือสิ่งปลอมเพื่อการเสริมสวยนั้น มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับทรงผมและการใช้เครื่องสำอางของนักเรียน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา

กรณีถือได้ว่าเป็นกฎที่มีผลเป็นการจำกัดเสรีภาพในร่างกายของบุคคลผู้มีสถานะเป็นนักเรียน โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เมษายน 2515 ซึ่งเป็นฐานอำนาจในการออกกฎกระทรวงดังกล่าว ระบุเหตุผลว่า เพื่อให้นักเรียนและนักศึกษาเป็นเยาวชนที่กำลังสร้างสมคุณสมบัติทั้งในด้านความรู้ ความคิดและคุณธรรม พร้อมที่จะรับมรดกตกทอดจากผู้ใหญ่เป็นพลเมืองดีมีประโยชน์แก่ประเทศชาติในอนาคต นักเรียนและนักศึกษาควรจะได้รับการอบรมดูแลใกล้ชิดจากบิดามารดา ผู้ปกครอง และครูอาจารย์ เพื่อเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา เป็นศิษย์ที่ดีของครู อยู่ในโอวาทคำสั่งสอน รวมทั้งอยู่ในระเบียบประเพณีและกฎหมายของบ้านเมือง

เมื่อต่อมา ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ปรากฏหลักการและเหตุผล ในการประกาศใช้พระราชบัญญัตินี้ว่า ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เมษายน 2515 กำหนดสาระสำคัญและรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการสงเคราะห์ คุ้มครองสวัสดิภาพ และส่งเสริมความประพฤติเด็ก ไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน โดยมาตรา 22 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า การปฏิบัติต่อเด็กไม่ว่ากรณีใด ให้คำนึงถึงประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจของเด็ก และกฎกระทรวงกำหนดแนวทางการพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กหรือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อเด็ก พ.ศ.2549 กำหนดว่า การกระทำเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กให้พิจารณาถึง (1) ลักษณะเฉพาะตัวของเด็กแต่ละคน (2) ความเหมาะสม ความต้องการ และความจำเป็นของเด็ก

ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า เจตนารมณ์ของประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2515 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2518 ลงวันที่ 6 มกราคม 2518) ที่กำหนดข้อห้ามสำหรับนักเรียนเกี่ยวกับการไว้ทรงผมและการใช้เครื่องสำอาง ระบุวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองดีเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ การเป็นบุตรที่ดีของบิดามารดา การเป็นศิษย์ที่ดีของครู โดยกำหนดให้อยู่ในคำสั่งสอนและโอวาทของผู้ใหญ่และระเบียบประเพณี โดยมิได้คำนึงถึงสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และพัฒนาการของอัตลักษณ์และบุคลิกภาพของเด็กในแต่ละช่วงวัยจากช่วงวัยเด็กเล็ก อายุ 6-7 ปี จนถึงช่วงวัยรุ่นอายุ 13-16 ปี ซึ่งมีสถานะนักเรียนที่อยู่ในบังคับของกฎกระทรวงดังกล่าว

กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าประกาศของคณะปฏิวัติฯ และกฎกระทรวงที่พิพาท เป็นกฎที่คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ และยังอาจมีการบังคับใช้กฎที่พิพาทนั้นอย่างเคร่งครัดจนมีผลร้ายต่อจิตใจของเด็กที่มีความหลากหลายของอัตลักษณ์ทางเพศ อันเป็นการขัดกับหลักการและบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 จึงต้องถือว่าเป็นกฎที่ถูกยกเลิกไปโดยมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 เนื่องจากมีเจตนารมณ์ที่ขัดกับหลักการและบทบัญญัติมาตรา 22 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

อีกทั้งตามมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ได้กำหนดว่า นักเรียนและนักศึกษาต้องประพฤติตนตามระเบียบของโรงเรียนหรือสถานศึกษา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2562 ซึ่งแม้จะมิได้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับทรงผมนักเรียนไว้อย่างเฉพาะเจาะจง แต่โรงเรียนหรือสถานศึกษาอาจกำหนดระเบียบเกี่ยวกับการไว้ทรงผมนักเรียนไว้เป็นองค์ประกอบย่อยของข้อกำหนดเกี่ยวกับการแต่งกาย โดยพิจารณาให้สอดคล้องตามหลักการเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กและคำนึงถึงการพัฒนาอัตลักษณ์และบุคลิกภาพที่เหมาะสมตามช่วงอายุของนักเรียนได้

ประกอบกับเมื่อพิจารณาเนื้อหาของกฎกระทรวงฉบับที่พิพาท ซึ่งกำหนดลักษณะทรงผมของนักเรียน โดยมิได้คำนึงถึงพัฒนาการของบุคลิกภาพของเด็กในแต่ละช่วงวัยและความหลากหลายของอัตลักษณ์ทางเพศของบุคคล จึงมีผลเป็นการจำกัดเสรีภาพในร่างกายของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ ซึ่งกระทำมิได้ตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่บัญญัติว่าการตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุและจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ กฎกระทรวงดังกล่าวจึงเป็นกฎที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ

พิพากษาให้เพิกถอนกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2518) ลงวันที่ 6 มกราคม 2518 ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 22 เมษายน 2515 นับแต่วันที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คำพิพากษาในวันนี้สืบเนื่องจาก ตัวแทนนักเรียน กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท พร้อมด้วยทนายความเข้ายื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางเมื่อปี 2563 เพื่อขอให้เพิกถอนกฎระเบียบเกี่ยวกับการไว้ผมทรงผมของนักเรียน โดยมีกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และขอให้ศาลปกครองพิจารณารับฟ้องและมีคำสั่งเพิกถอนกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2518) ออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 ลงวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2518 และขอให้เพิกถอนระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563

วว.เสนอแนวทางการจัดการ ‘จอกหูหนูยักษ์’ สู่การเพิ่มมูลค่าด้วย วทน.

วว.เสนอแนวทางการจัดการ ‘จอกหูหนูยักษ์’ สู่การเพิ่มมูลค่าด้วย วทน.

วว.เสนอแนวทางการจัดการ ‘จอกหูหนูยักษ์’ สู่การเพิ่มมูลค่าด้วย วทน.

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ ดร.รจนา ตั้งกุลบริบูรณ์ ผอ.ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) และ ดร.กนกอร อัมพรายน์ นักวิจัยอาวุโส ศนก. เข้าร่วมประชุมหารือการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการกำจัดจอกหูหนูยักษ์ (เฟิร์นลอยน้ำ) ซึ่งเป็นวัชพืชน้ำชนิดใหม่และกำจัดได้ยาก ที่มีการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วบริเวณทะเลสาบสงขลา และแหล่งน้ำอื่นๆ ของประเทศ ส่งผลให้เกิดปัญหาการกีดขวางทางระบายน้ำและการสัญจรทางน้ำ รวมถึงปัญหาด้านคุณภาพน้ำ โดยมี นายชยันต์ เมืองสง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการนายกรัฐมนตรีสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมฯ ณ ห้องประชุม 4402 ชั้น 2 อาคารสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี 1 ทำเนียบรัฐบาล

โอกาสนี้ ผู้ว่าการ วว. และคณะ นำเสนอ 2 แนวทางสำหรับการจัดการจอกหูหนูยักษ์ ดังนี้ 1.การนำมาเพิ่มมูลค่าด้วยเครื่องผลิตวัสดุหมักแบบเร่ง วว. ที่มีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนวัสดุอินทรีย์เป็น “วัสดุปรับปรุงดิน” ได้ ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งเครื่องต้นแบบตั้งอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดกำแพงเพชร 2.นำจอกหูหนูยักษ์ผ่านกระบวนการนึ่งอบไอน้ำระดับชุมชน เพื่อทำให้ขยายพันธุ์ต่อไม่ได้ แล้วนำไปเพิ่มมูลค่าเป็น “ปุ๋ยอินทรีย์” ผ่านการหมักแบบเร่งหรือหมักร่วมกับวัสดุอื่น

ทั้ง 2 วิธีการดังกล่าวที่ วว. นำเสนอต่อที่ประชุม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นการแก้ไขปัญหา/เพิ่มมูลค่าวัชพืชให้เกิดเป็นรายได้กับชุมชนในพื้นที่ โดย วว. จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องเพื่อนำแนวทาง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เข้าไปแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศให้ยั่งยืนต่อไป

NSM เปิดรับ ‘จิตอาสา รุ่นที่ 2’ ช่วยทำงานบริการสังคม พัฒนาทักษะชีวิต

NSM เปิดรับ ‘จิตอาสา รุ่นที่ 2’  ช่วยทำงานบริการสังคม พัฒนาทักษะชีวิต

NSM เปิดรับ ‘จิตอาสา รุ่นที่ 2’ ช่วยทำงานบริการสังคม พัฒนาทักษะชีวิต

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM เปิดเผยว่า ในช่วงปิดเทอมนี้ NSM ได้จัดกิจกรรม“จิตอาสาโครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ มหัศจรรย์วิทยาศาสตร์ อพวช.” รุ่นที่ 2 เพื่อให้เยาวชนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายได้ใช้เวลาว่างช่วงปิดเทอมอย่างสร้างสรรค์ โดยเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการฝึกอบรมและศึกษาดูงานแหล่งเรียนรู้บนพื้นที่ของ NSM ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ก่อนที่เยาวชนจิตอาสาที่ได้รับการอบรมจะหมุนเวียนไปเรียนรู้จากการปฏิบัติงานฝึกประสบการณ์จริงในส่วนงานต่างๆ ทัั้งการให้บริการผู้เข้าชมส่วนหน้า การให้บริการและอำนวยความสะดวกผู้เข้าชมภายในพิพิธภัณฑ์ กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ รวมถึงห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ในองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM และจัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. เชียงใหม่ เป็นต้น

นอกจากนั้น เยาวชนจิตอาสาจะได้รับพาสปอร์ตจิตอาสาสำหรับเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ที่กำหนดให้เรียนรู้ในแต่ละด้าน สำหรับเยาวชนจิตอาสาที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่ NSM กำหนดจะได้รับเกียรติบัตร (Certificate) จิตอาสา ตามจำนวนชั่วโมงที่ได้ฝึกประสบการณ์อีกด้วย

“กิจกรรมจิตอาสานี้เป็นโอกาสสำคัญที่เยาวชนจะได้รับการพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะทางสังคม ปลดปล่อยศักยภาพ ค้นหาแนวทางอาชีพในอนาคต ตลอดจนความสุขในการเรียนรู้สู่โลกกว้าง เพื่อเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์พร้อมต่อไป” ผศ.ดร.รวิน กล่าวและว่า ในช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา NSM ได้เปิดรับจิตอาสารุ่นที่ 1 ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากเยาวชนในการเป็นจิตอาสาสมัครเข้ามาทำงานภายในพิพิธภัณฑ์จำนวนมาก เพื่อมาบริการสังคมและใช้เวลาว่างในช่วงปิดเทอมให้เกิดประโยชน์ ได้มาทำงานจริงที่พิพิธภัณฑ์ เรียนรู้กลไกการทำงานของพิพิธภัณฑ์ การให้บริการผู้เข้าชม การช่วยแก้ปัญหาหน้างาน ความสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ การได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ได้เรียนรู้สู่โลกกว้างจากแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของ อพวช.และได้ฝึกประสบการณ์ชีวิต พร้อมสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนวิทยาศาสตร์นำไปสู่ต่อยอดสู่ทักษะอาชีพในอนาคตได้”ผศ.ดร.รวิน กล่าวและว่า

ผู้ที่สนใจสามารถเป็นจิตอาสา อพวช.รุ่นที่ 2 สามารถกรอกใบสมัครออนไลน์ได้ที่ลิงก์ https://forms.gle/GpYEeY1t7CtJZEx5A พร้อมแนบคลิปวีดีโอแนะนำตัวเอง ความยาวไม่น้อยกว่า 1 นาที และไม่เกิน 3 นาที ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 12 มีนาคม 2568

ครบรอบ 80 ปี สถาปนา ‘คุรุสภา’ มุ่งยกระดับวิชาชีพ สร้างครูคุณภาพ

ครบรอบ 80 ปี สถาปนา ‘คุรุสภา’  มุ่งยกระดับวิชาชีพ สร้างครูคุณภาพ

ครบรอบ 80 ปี สถาปนา ‘คุรุสภา’ มุ่งยกระดับวิชาชีพ สร้างครูคุณภาพ

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ครบรอบ 80 ปี โดยมี พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมี ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภาผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ต้อนรับ พร้อมด้วยคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ได้รับรางวัล และเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เข้าร่วมงานกว่า 400 คน ณ ห้องประชุมบุณยเกตุ อาคารหอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

ในช่วงเช้า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. เป็นประธานพิธีบวงสรวงองค์พระพฤหัสบดีพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ฯพณฯ ทวี บุณยเกตุ ผู้ก่อตั้งคุรุสภา และพิธีทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นได้มีการมอบรางวัลผู้มีคุณูปการต่อสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จำนวน 30 คน รางวัล “คนดี ศรีคุรุสภา” จำนวน 8 รางวัล และรางวัลผู้บริหารภารกิจ ส่วนภูมิภาคดีเด่น จำนวน 12 รางวัล เพื่อเป็นการยกย่องแก่ผู้สนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงาน รวมทั้งเป็นกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน 

รมว.ศธ. กล่าวว่า จากการที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้การดำเนินการตามบทบาท ภารกิจที่สำคัญต่อวิชาชีพครู ซึ่งเป็นวิชาชีพชั้นสูง การปฏิบัติงานตามภารกิจ นอกจากจะต้องใช้ความรู้ ความสามารถประสบการณ์ และศักยภาพของพนักงานเจ้าหน้าที่ทุกคนแล้ว ยังต้องอาศัยความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่จะต้องร่วมมือดำเนินงาน โดยเฉพาะในเรื่องการกำกับดูแลการประพฤติและการปฏิบัติตนตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพ การพัฒนาและยกย่องผดุงเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่สะท้อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ผู้เรียนมีคุณภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม เก่งในด้านทักษะการใช้ชีวิต “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” คิดแบบมีเหตุผล และทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อการศึกษาของเราก็จะดีขึ้นและมาตรฐานการศึกษาของเราจะก้าวไปด้วยกัน

“ครบรอบ 80 ปี ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ทิศทางการดำเนินงานเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ให้องค์กรมีบทบาทสำคัญตามสถานการณ์ปัจจุบันของโลก บุคลากรของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถสมรรถนะเหมาะสมกับการเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ยุคใหม่ ที่พร้อมปฏิบัติงานได้ทุกที่ ทุกเวลามุ่งมั่นยึดถือประโยชน์ของสมาชิกคุรุสภาที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการสร้างมาตรฐานวิชาชีพและการกำกับดูแลจรรยาบรรณ นำไปสู่การสร้างความศรัทธาให้บังเกิดแก่องค์กรวิชาชีพครูต่อไป” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งคุรุสภา เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2488 ถึงปัจจุบัน การดำเนินงานของคุรุสภาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่องไม่เพียงแต่เป็นองค์กรสภาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาที่กำหนดมาตรฐานและควบคุมวิชาชีพครูเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยสร้างครูที่มีคุณภาพ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาของชาติไปสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้น โดยได้มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนนโยบายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาและสังคมไทยมีการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพครู การพัฒนาแนวทางการประเมินคุณภาพครู ไปจนถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับครู ปรับตัวเป็นองค์กร องค์ความรู้ที่ทันสมัย มีความรวดเร็วในการดำเนินงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการพัฒนาครูมากขึ้น  

“สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จะยืนหยัดสืบทอดประวัติศาสตร์และเจตนารมณ์ของการจัดตั้งคุรุสภา ให้เป็นสภาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ดำเนินการด้านการพัฒนามาตรฐาน และจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อยกระดับวิชาชีพให้สืบเนื่องต่อไป” เลขาธิการคุรุสภา กล่าวและว่า

สำหรับก้าวต่อไปของคุรุสภาและวิชาชีพครู จะมุ่งเน้นการสร้างครูที่เป็นผู้นำทางการศึกษามีความสามารถทางวิชาการและจริยธรรมสูง พร้อมทั้งสามารถปรับตัวให้เข้ากับแนวโน้มของโลกการศึกษายุคใหม่ เพื่อช่วยกันสร้างคนไทยที่มีศักยภาพสอดคล้องกับนโยบาย เรียนดี มีความสุข และทำให้เด็กไทย คนไทย ฉลาดรู้ ฉลาดคิด และฉลาดทำ ซึ่งจะเป็นแนวทางในการดำเนินงาน และยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของทุกภาคส่วน ในการพัฒนาวิชาชีพทางการศึกษา ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพทุกท่าน อันจะส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน สังคม และประเทศชาติสืบต่อไป

ปส.ยกระดับปราบปรามการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์ระดับประเทศ

ปส.ยกระดับปราบปรามการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์ระดับประเทศ

ปส.ยกระดับปราบปรามการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์ระดับประเทศ

วันพุธ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางเพ็ญนภา กัญชนะ รองเลขาธิการ รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เป็นประธานร่วมในพิธีเปิดกิจกรรม “the Table-Top Exercise on the International Convention for the Suppression of Acts of Nuclear Terrorism” (ICSANT) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime : UNODC) ณ โรงแรมสวิสโซเทล กรุงเทพ

นางเพ็ญนภา กัญชนะ กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมการฝึกซ้อมแผนบนโต๊ะภายใต้กรอบอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อปราบปรามการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์ (ICSANT) เป็นความพยายามที่สำคัญที่รวมพันธมิตรในภูมิภาคเข้าด้วยกันเพื่อเสริมสร้างมาตรการรักษาความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และส่งเสริมการประสานงานอันดีต่อกันในอนาคต

ภายหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 ประเทศไทยได้เข้าร่วมอนุสัญญาICSANT อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการมุ่งมั่นของประเทศในการเสริมสร้างความมั่นคงทางนิวเคลียร์ระดับโลก อีกทั้งยังช่วยให้ประเทศมีกลไกที่จำเป็นในการป้องกันและตอบสนองต่อการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล ซึ่งไทยถือเป็นรัฐภาคีลำดับที่ 116 ของอนุสัญญาฯ และอนุสัญญาฯ โดยมีผลบังคับใช้กับไทยตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไป โดยอนุสัญญาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมาตรการและแนวปฏิบัติระหว่างประเทศเพื่อกำกับดูแล ป้องกัน และปราบปรามการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์ ซึ่งครอบคลุมถึงการกระทำผิดต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินโดยใช้วัสดุกัมมันตรังสีหรือวัสดุนิวเคลียร์ และการก่อวินาศกรรมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และสถานประกอบการหรือยานพาหนะที่มีวัสดุกัมมันตรังสีหรือวัสดุนิวเคลียร์

“ปส.มุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศในการกำกับดูแลความปลอดภัย ความเชี่ยวชาญทางวิชาการ และการสร้างขีดความสามารถที่สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติตามมาตรฐานสากล ความพยายามของเราขยายออกไปนอกเหนือจากการกำหนดนโยบายไปจนถึงการนำไปปฏิบัติจริงอย่างครอบคลุมทุกด้าน ปส. ตระหนักถึงผลกระทบที่สำคัญของภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ รวมถึงผลที่อาจตามมาจากการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์ ดังนั้น เราจึงมุ่งเสริมสร้างศักยภาพอย่างต่อเนื่องโดยจัดโครงการที่เกี่ยวข้องโดยผสานความร่วมมือและได้รับการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศและประเทศพันธมิตร ซึ่งครอบคลุมหัวข้อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ เช่น การตรวจจับรังสี การเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี เหตุ การตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ และการประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการจัดการกับภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ที่อาจเกิดขึ้น” นางเพ็ญนภา ระบุ

‘เพิ่มพูน’ ปลื้มสุขาดีมีความสุข ดันขยายผลโครงการไปรร.สังกัดอื่น

‘เพิ่มพูน’ ปลื้มสุขาดีมีความสุข ดันขยายผลโครงการไปรร.สังกัดอื่น

‘เพิ่มพูน’ ปลื้มสุขาดีมีความสุข ดันขยายผลโครงการไปรร.สังกัดอื่น

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.03 น.

‘เพิ่มพูน’ ปลื้มสุขาดีมีความสุข ดันขยายผลโครงการไปรร.สังกัดอื่น กำชับร.ร.ปราบบุหรี่ไฟฟ้า แนะครูเป็นแบบอย่างที่ดี

เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2568 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ  เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามนโยบายการศึกษาของสถานศึกษาในพื้นที่จ.ลพบุรี ว่า ตนได้เน้นย้ำถึงการขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ซึ่งนโยบายต่างๆที่ดำเนินการกันมาไม่ว่าจะเป็นการลดภาระครู ลดภาระนักเรียนโครงการ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา” หรือ Anywhere Anytime  โครงการ “สุขาดีมีความสุข” ซึ่งจากการสำรวจความคิดเห็นพบว่าโครงการดังกล่าวเป็นที่ชื่นชอบของนักเรียน ซึ่งจากการรายงานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่า การขับเคลื่อน โครงการสุขาดีมีความสุขประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยอยากให้มีการขยายโครงการดังกล่าวไปยังสถานศึกษาในสังกัดอื่น เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และสถานศึกษาอาชีวะด้วย 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนนโยบายเรียนดีมีความสุข ตนได้กำชับให้สถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ว่าอยากจะเห็นการขับเคลื่อนให้ผู้เรียนเกิดความฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ส่วนปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเด็กและเยาวชนนั้น ได้กำชับว่าจะต้องมีความเข้มข้นในด้านมาตรการป้องเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งครูเองจะต้องช่วยกันสอดส่องดูแลพฤติกรรมนักเรียน รวมถึงครูจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่นักเรียนด้วย เพราะเรื่องบุหรี่ไฟฟ้ากระทรวงศึกษาธิการ จะปราบปรามอย่างจริงจัง รวมถึงโรงเรียนจะต้องมีการให้ความรู้ถึงโทษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า และการมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครองว่าผิดกฏหมายในด้านใดบ้าง ซึ่งตนอยากให้ครูได้กระตุ้นเรื่องการแก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาให้มากขึ้นเพราะเป็นอันตรายกับเยาวชน

รมช.ศธ.ชื่นชม! ‘โรงเรียนเอกอโยธยา’ พัฒนาวิชาการทันยุคสมัย-คู่คุณธรรม

รมช.ศธ.ชื่นชม! ‘โรงเรียนเอกอโยธยา’ พัฒนาวิชาการทันยุคสมัย-คู่คุณธรรม

รมช.ศธ.ชื่นชม! ‘โรงเรียนเอกอโยธยา’ พัฒนาวิชาการทันยุคสมัย-คู่คุณธรรม

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.31 น.

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ชื่นชมโรงเรียนเอกอโยธยาพัฒนาวิชาการทันยุคสมัย คู่คุณธรรม จริยธรรมสู่ความเข้มแข็งด้านการศึกษาที่ยั่งยืน

ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่า ที่ เดอะฮอล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลอยุธยา นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในการเปิดงาน โรงเรียนเอกอโยธยา สร้างคน สร้างอนาคต ครบรอบ 19 ปี พร้อมด้วยนายชัยวัฒน์  คลังทรัพย์  ศึกษาธิการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี ดร.สาธินี ผ่องอักษร ผู้รับใบอนุญาต และผู้อำนวยการโรงเรียนเอกอโยธยา , นายธนภัทร ผ่องอักษร ผู้จัดการ โรงเรียนเอกอโยธยา , นายทรงชัย ลิมปพฤกษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ปรึกษาโรงเรียนเอกอโยธยา , นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มม่า อสิส ผู้ออกแบบหลักสูตรนวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ ให้การต้อนรับ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2568

ดร.สาธินี ผ่องอักษร ผู้อำนวยการโรงเรียนเอกอโยธยา กล่าวว่า  งานเฉลิมฉลองครบรอบ 19 ปี แห่งความสำเร็จและการก้าวไกลของโรงเรียนเอกอโยธยา ในวันนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่เราจะได้มาร่วมย้อนรำลึกถึงจุดเริ่มต้นของโรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2549 ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจของคณะผู้บริหารและครูทุกคน เพื่อสร้างสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับเยาวชนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา  ตลอดระยะเวลา 19 ปีที่ผ่านมา โรงเรียนเอกอโยธยาได้เติบโตจากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ว่าเป็นโรงเรียนที่ได้รับการยอมรับในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ เราไม่เพียงมุ่งพัฒนาด้านวิชาการ แต่ยังให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และการพัฒนาทักษะรอบด้านของนักเรียน   สำหรับในการจัดงานฉลองครั้งนี้ จึงมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1.เพื่อประมวลภาพความสำเร็จของโรงเรียนตลอด 19 ปีที่ผ่านมา 2.เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคณะผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และนักเรียนตลอดจนคนในชุมชน และ3.เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสแสดงออกต่อที่สาธารณะตามโอกาสและเหมาะสม

ต้องขอขอบคุณ คณะผู้บริหาร คณะครู นักเรียน ศิษย์เก่า และผู้ปกครอง ทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการผลักดันให้โรงเรียนแห่งนี้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่แข็งแกร่ง รวมถึงความสำเร็จในด้านวิชาการ กีฬา ดนตรี และกิจกรรมสร้างสรรค์อื่น ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราภาคภูมิใจอย่างยิ่ง  โดยในงานฉลองวันนี้จะมีการมอบเกียรติบัตรแก่บุคคลที่สร้างความสำเร็จให้แก่โรงเรียน และการแสดงของนักเรียนทุกระดับชั้น รวม 36 ชุด ตลอดจนการแสดงพิเศษปรับรับเชิญ คือ นาย เดอะคอมเมเดียน อีกด้วย

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า เห็นโรงเรียนเอกอโยธยาตั้งแต่พึ่งเริ่มก่อสร้างโรงเรียน อยู่กลางทุ่งนา ปากทางเข้า อบต.สามเรือน ซึ่งห่างไกลจากชุมชุมเมือง ตอนแรกก็กังวลใจว่าโรงเรียนเอกชน มาตั้งอยู่กลางทุ่งนาห่างไกลความเจริญแบบนี้ จะไปไหวไหม แต่เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ผอ.และผู้บริหาร ได้มีพัฒนาการเรียนการสอนก้าวล้ำทันยุคทันสมัย นักเรียนที่มาเรียนที่นี่ล้วนแล้วแต่มีคุณภาพ แล้วยังได้รับรางวัลโรงเรียนพระราชทาน และในช่วงนี้ทราบว่า ทางโรงเรียนได้พัฒนาการเรียนการสอนให้นักเรียนได้เรียนรู้เท่าทันกับเทคโนโลยี โดยได้นำหลักสูตรนวัตกรรม และปัญญาประดิษฐ์ AI เข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอน จนเด็กนักเรียนสามารถผลิตชิ้นงาน นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ ที่โดดเด่น มาแสดงโชว์ ให้ผู้ปกครอง และ แขกผู้มีเกียรติ ที่มาร่วมงานในงานวิชาการได้ชมผลงานอีกด้วย จึงขอชื่นชม ผอ.คณะครู ผู้บริหารโรงเรียน ที่เป็นพลังในการขับเคลื่อนพัฒนาการเรียนการสอนใหดียิ่งขึ้นตลอดระยะเวลา 19 ปีแห่งความสำเร็จ /// – 026

สพฐ. ประชุม ผอ.เขต แนวใหม่ โชว์ผลงานสุดเจ๋งในพื้นที่

สพฐ. ประชุม ผอ.เขต แนวใหม่ โชว์ผลงานสุดเจ๋งในพื้นที่

สพฐ. ประชุม ผอ.เขต แนวใหม่ โชว์ผลงานสุดเจ๋งในพื้นที่

วันอังคาร ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 2/2568 เพื่อแจ้งข้อราชการสำคัญและนโยบายสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมี นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. รวมถึงผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั้ง 245 เขตทั่วประเทศ ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ 77 จังหวัด ผู้อำนวยการสำนักและบุคลากรของ สพฐ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า ในปี 2568 นี้ เป็นปีแห่งความท้าทายการศึกษาไทย ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการมีความมุ่งมั่นที่จะปฏิวัติการศึกษา แก้ปัญหาประเทศ โดยส่งเสริมให้คนไทย “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” ให้เด็กและเยาวชนได้รับโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ โดย สพฐ. จะยังคงขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของกระทรวงศึกษาธิการ นำโดย พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. ลงสู่ห้องเรียนให้ถึงผู้เรียนอย่างถ้วนหน้า ตามแนวทาง “จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” โดยเน้นย้ำในเรื่องของสถานศึกษาปลอดภัย ต้องดูแลป้องกันนักเรียนและครูจากภัยรอบตัว ทั้งภัยอุบัติเหตุ (ภัยธรรมชาติ ภัยจากอาคารสิ่งก่อสร้าง ยานพาหนะ) ภัยทางสุขภาพกาย-ใจ(ยาเสพติด โรคระบาด) ภัยที่เกิดจากการใช้ความรุนแรง (ทะเลาะวิวาท ล่อลวงล่วงละเมิด) และภัยละเมิดสิทธิ ความไม่ยุติธรรมต่างๆ รวมถึง OBEC Zero Dropout “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” ที่มีเป้าหมายนำเด็กตกหล่นจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่ระบบทุกคน พร้อมทั้งการส่งเสริมความฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ ด้วยโครงการโรงเรียนคุณภาพ สนับสนุนให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime ให้เด็กได้พัฒนาสมรรถนะตามช่วงวัย และการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา PISA โดยพัฒนาความฉลาดรู้ของผู้เรียนใน 3 ด้าน ทั้งด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์

“ในการประชุมวันนี้ได้มีการปรับรูปแบบการประชุมแนวใหม่ ที่ให้ ผอ.เขตพื้นที่ รายงานผลการขับเคลื่อนตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” จากสถานที่จริงในโรงเรียนในพื้นที่ของตนเอง เพื่อให้เห็นผลการดำเนินงานจริงๆ ว่า ในรอบปีที่ผ่านมาได้มีการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวประสบผลสำเร็จอย่างไรบ้างซึ่งจากการสุ่มเลือก ผอ.เขต ขึ้นมารายงานแบบเรียลไทม์ จำนวนกว่า 20 เขต จากทุกภาคทั่วประเทศ พบว่า ทุกเขตสามารถทำได้ดีผลการดำเนินงานสะท้อนนโยบายได้หลายเรื่อง อาทิ โครงการ “สุขาดี มีความสุข” การขับเคลื่อน PISA การส่งเสริมทักษะอาชีพให้กับนักเรียน การเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime การลดภาระนักเรียน ให้นักเรียนมีรายได้ระหว่างเรียน (Learn to Earn) การสร้างความปลอดภัยในโรงเรียน เป็นต้น นับเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจในการนำนโยบายลงสู่การปฏิบัติ และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเขตพื้นที่อื่นๆจึงขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้ผู้บริหารเขตพื้นที่ในการสร้างคุณภาพให้เกิดกับผู้เรียนอย่างยั่งยืนต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

โอกาสนี้ ผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ได้นำเสนอผลการติดตามการดำเนินงานตามนโยบายและจุดเน้น สพฐ. ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. เรื่องการเตรียมการขับเคลื่อนการใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2568 และหลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2568, การยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน O-NET, การขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพการศึกษาตามแนวทางการประเมิน PISA, โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย, โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ,
กองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา, การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู, การพัฒนาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยีการศึกษาทางไกล (DLTV), นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. เรื่องสถานศึกษาปลอดภัย การดูแลความปลอดภัยของนักเรียนและครูจากภัยต่างๆ อาทิ บุหรี่ไฟฟ้า โดยศูนย์ความปลอดภัยฯ ในแต่ละเขตพื้นที่ต้องประสานความร่วมมือกับหน่วยต่างๆ ดูแลความปลอดภัยทุกมิติ เมื่อเกิดเหตุให้รายงานฝ่ายบริหารอย่างรวดเร็วทันที และนายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เรื่องการดำเนินงานโครงการโรงเรียนคุณภาพ โรงเรียนร่วมพัฒนา โครงการสุขาดีมีความสุข โครงการโรงเรียนอุปถัมภ์ โรงเรียนประชารัฐจังหวัดชายแดนใต้ และพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เป็นต้น