‘ตรัง ดัง เด่น’ เมืองแห่งการเรียนรู้ ชูอัตลักษณ์วัฒนธรรมจีน ยกระดับสู่เครือข่ายยูเนสโก

‘ตรัง ดัง เด่น’ เมืองแห่งการเรียนรู้ ชูอัตลักษณ์วัฒนธรรมจีน ยกระดับสู่เครือข่ายยูเนสโก

‘ตรัง ดัง เด่น’ เมืองแห่งการเรียนรู้ ชูอัตลักษณ์วัฒนธรรมจีน ยกระดับสู่เครือข่ายยูเนสโก

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักวิชาศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภาษาจีน ม.วลัยลักษณ์ ร่วมกับ ม.สงขลานครินทร์และภาคีเครือข่ายเทศบาลนครตรัง จัดโครงการ “ตรัง ดัง เด่น : เมืองแห่งการเรียนรู้อิสระเสรีบนทุนทางวัฒนธรรมจีน” ขับเคลื่อน จ.ตรัง เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ยกระดับสู่เครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก

อาจารย์ ดร.เกตมาตุ ดวงมณี อาจารย์ประจำสำนักวิชาศิลปศาสตร์ สาขาวิชาภาษาจีน ม.วลัยลักษณ์ ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ เปิดเผยว่า ตนและอาจารย์ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตตรัง พร้อมคณะทำงานและภาคีเครือข่ายเทศบาลนครตรัง จัดโครงการ “ตรัง ดัง เด่น :เมืองเรียนรู้อิสระเสรีบนทุนทางวัฒนธรรมจีน” สร้างกระบวนการเรียนรู้ โดยมีปราชญ์ ผู้เชี่ยวชาญ และนวัตกรชุมชน เล่าขานความเป็นมา วิถีชีวิต ภูมิปัญญาและประสบการณ์ที่ร้อยเรียงผ่านกาลเวลาของชาวไทยเชื้อสายจีนในพื้นที่ จ.ตรัง ทั้งเรื่องตำนานอาหารจีนที่โด่งดังมาถึงปัจจุบันของจังหวัดตรัง อาทิ หมูย่างเมืองตรัง ขนมเค้ก เกาหยุก ตำนานการตั้งถิ่นฐานของชาวจีนท้องถิ่นในจังหวัดตรัง รวมถึงกิจกรรมสำรวจแผนที่ทางวัฒนธรรม ศาลเจ้าของชาวจีน และตำนานวัฒนธรรมประเพณีชาวจีน อาทิ ประเพณีถือศีลกินผัก ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์ของชาวจีนเชื้อสายต่างๆ และชาวไทยในชุมชนและการสร้างระบบนิเวศในการเรียนรู้อิสระเสรีแก่บุคคลทุกช่วงวัยในทุกสถานที่ ทั้งในระดับครอบครัวหรือชุมชน

โดยมีความร่วมมือของเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน การใช้พื้นที่สาธารณะให้เป็นประโยชน์ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ เพื่อนำอัตลักษณ์วัฒนธรรมจีนไปสู่การพัฒนาในเชิงพาณิชย์ และอนุรักษ์รวมถึงบริหารความเสี่ยงในการสาบสูญไปตามกาลเวลา และการประยุกต์ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อยกระดับเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้ของชุมชน เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมจีนในท้องถิ่นดั้งเดิมกับเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เข้าถึงกลุ่มผู้คนทุกเพศ ทุกวัยทุกระดับชั้นการศึกษาและชุมชนโดยตรง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้คนมาสัมผัสเรียนรู้ อนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมข้างต้น ก่อให้เกิดการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต เกิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทำให้ชุมชนเกิดความเสมอภาคพึ่งพาตนเองได้ สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ และนำไปสู่การเป็นประเทศที่มีความสุขในโลกดึงดูดนักท่องเที่ยวทุกระดับ จากทั่วทุกมุมโลกในอนาคต

ภายในโครงการได้จัดเป็นกิจกรรมย่อยหลายกิจกรรม อาทิ กิจกรรม “ภาษา ภาพ อักษร : อัตลักษณ์ร่วมจีน” ที่จัดขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนประจำปี 2568 ที่ผ่านมา ณ บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลนครตรัง อ.เมือง จ.ตรัง ภายในงานมีกิจกรรมการสาธิต การแสดง และการฝึกปฏิบัติศิลปะการเขียนพู่กันจีน การพูดภาษาจีนศิลปะการวาดหน้ากากจีน และอาหารชาติพันธุ์จีน จากผู้เชี่ยวชาญและเจ้าของภาษา รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้สนใจและประชาชนได้ร่วมเรียนรู้และฝึกปฏิบัติ พร้อมบูรณาการร่วมกับการเรียนการสอนโดยมีนักศึกษาวิชาเอกภาษาจีน ในรายวิชาการแปลภาษาจีน ม.วลัยลักษณ์ ร่วมทำกิจกรรมเผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมจีน เช่น การใช้ภาษาจีนในการสื่อสารและการปฏิบัติเขียนพู่กันจีนแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

อาจารย์ ดร.เกตมาตุ กล่าวในตอนท้ายว่า โครงการ “ตรัง ดัง เด่น : เมืองเรียนรู้อิสระเสรีบนทุนทางวัฒนธรรมจีน ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ภายใต้ประเด็น “การยกระดับและขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City)” ซึ่งเป็นการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ในมิติการพัฒนาด้านการศึกษาแนวคิด “การศึกษาตลอดชีวิต” (Lifelong Learning) ที่มีบทบาทสำคัญในยุคปัจจุบัน โดยกระบวนการขับเคลื่อนของแต่ละภาคส่วนในจังหวัดจะผลักดันให้เกิดเมืองแห่งการเรียนรู้ตามกรอบเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโกต่อไป (UNESCO Global Network of Learning Cities : GNLC)

สจล.จัดแสดงสุดยอดนวัตกรรม 7 กลุ่ม ในงาน ‘KMITL Innovation Expo 2025’

สจล.จัดแสดงสุดยอดนวัตกรรม 7 กลุ่ม ในงาน ‘KMITL Innovation Expo 2025’

สจล.จัดแสดงสุดยอดนวัตกรรม 7 กลุ่ม ในงาน ‘KMITL Innovation Expo 2025’

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จัดมหกรรมการแสดงสุดยอดนวัตกรรมที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี ในงาน KMITL Innovation Expo 2025 ซึ่งแบ่งเป็นนวัตกรรม 7 กลุ่ม ที่พร้อมขับเคลื่อน และตอบโจทย์ทุกภาคส่วนในระดับโลก ได้แก่ นวัตกรรมเพื่อสังคม นวัตกรรมศิลปะและการออกแบบ เทคโนโลยีสารสนเทศและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีด้านการศึกษา เมืองอัจฉริยะและโซลูชั่นสำหรับเมือง และนวัตกรรมด้านสุขภาพ

นอกจากนี้ยังเปิดพื้นในทุกๆ คณะ/ วิทยาลัยให้นักเรียนได้สัมผัสห้องเรียน ห้องปฏิบัติการต่างๆ กับกิจกรรม OPEN HOUSE AND LAB TOURS และ Workshop จัดระหว่างวันที่ 6-8 มีนาคม 2568 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) หอประชุมศาสตราจาย์ประสม รังสิโรจน์ (คณะ สถาปัตยกรรมศิลปะ และการออกแบบ) และหอประชุมใหญ่สถาบัน (คณะวิศวกรรมศาสตร์) สจล.ลงทะเบียน และติดตามรายละเอียดที่ https://expo.kmitl.ac.th/ (ไม่มีค่าใช้จ่าย)

‘โรงเรียน ธ.ค.-เอ็มม่า อลิส’ ลงนามMOU ‘ห้องเรียนหลักสูตรนวัตกรรม-AI’

‘โรงเรียน ธ.ค.-เอ็มม่า อลิส’ ลงนามMOU ‘ห้องเรียนหลักสูตรนวัตกรรม-AI’

‘โรงเรียน ธ.ค.-เอ็มม่า อลิส’ ลงนามMOU ‘ห้องเรียนหลักสูตรนวัตกรรม-AI’

วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 17.39 น.

โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม ลงนาม MOU กับ เอ็มม่า อลิส โครงการห้องเรียนหลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่า ที่ห้องประชุมแก้วอินทนิล โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี นายเจริญ บัวลี ผู้อำนวยการโรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม  เป็นประธานในการประชุม ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOU และสัญญาการว่าจ้าง โครงการห้องเรียนสู่โลกนวัตกรรมในศตวรรษใหม่ หลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ ( AI) ระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มม่า อลิส กับ โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม ร่วมกับนายเอกสิทธิ์  เกิดกฤษฎานนท์  ประธานกรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจํากัด เอ็มม่า อลิส โดยมี นายยุทธนา กล่องโค รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารวิชาการ นายภาณุ เผื่อนงูเหลือม ครูผู้ดูแลหลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์(AI) นายสันติสุข ชมแผน ผู้จัดการฝ่ายนวัตกรรมการศึกษา ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568ที่ผ่านมา

นายเจริญ บัวลี ผู้อำนวยการโรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม  เปิดเผยว่า โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม  เป็นสถานศึกษารางวัลพระราชทาน ระดับมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ เราเล็งเห็นความสำคัญในการศึกษาของนักเรียนของเราที่มี ทั้งหมดจำนวน 5,125 คน จึงจำเป็นต้องเปิดการเรียนการสอนที่หลากหลาย เพื่อสนองความต้องการของนักเรียน  AI หรือปัญญาประดิษฐ์ถือว่าสำคัญยิ่งในยุคปัจจุบัน สมกับสโลแกนของโรงเรียนที่ว่า  ‘ทุกโอกาสคือการเรียนรู้  พร้อมปรับตัวสู่อนาคตที่เลือกเอง’  อีกประการหนึ่งทาง สพฐ.ได้กำหนดให้ทางโรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนต้นแบบของ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ปทุมธานี ในเรื่องแผนการเรียนปัญญาประดิษฐ์ เราจึงได้เปิดแผนการเรียนนี้ขึ้นมา  อันที่จริงแล้วไม่ใช่เป็นปีแรกในการเรียนการสอน AI หรือปัญญาประดิษฐ์ เราได้มีการเรียนการสอนมาบ้างแล้วในห้องเรียน AI วิศวะ AI  ซึ่งนักเรียนที่สนใจเรียนหลักสูตรนี้มีเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นชั้นมัธยมปลาย สำหรับปีนี้เราเปิดหลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์(AI) ทั้งม.1 และ ม.4 โดยได้เชิญคุณครู และวิทยากรที่เกี่ยวข้อง มาทำหลักสูตรเพื่อเปิดเป็นทางการในปีนี้  ซึ่งนักเรียนที่จบ ม.3 แล้วขึ้นต่อ ม.4 ที่ต้องการจะเรียนหลักสูตรนี้ เกินจำนวนที่เราต้องการ แต่ทางเราก็มีวิธีการคัดเลือกตามความต้องการและความสนใจ  จึงได้มีโครงการและสร้างห้องเรียน AI นี้ขึ้นมา คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนเป็นอย่างยิ่ง

ด้านนายยุทธนา กล่องโค รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารวิชาการ  กล่าวว่า ทางผู้อำนวยการได้มอบหมายให้กลุ่มบริหารวิชาการ  สร้างความร่วมมือเครือข่ายเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับแผนการเรียนดังกล่าวนี้ จึงได้ขอความร่วมมือ ในการทำMOU กับสถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น คณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรม เพื่อส่งต่อ รองรับความต้องการนักเรียนในแผนการเรียนนี้ในการศึกษาต่อในอุดมศึกษาหลายๆสถาบันด้วยกัน

ส่วนทางด้านนายภาณุ เผื่อนงูเหลือม ครูผู้ดูแลหลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์(AI) กล่าวว่า หลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์(AI) ที่จะเปิดอย่างเป็นทางการในปีการศึกษา 2568 นี้ ซึ่งเนื้อหาที่นักเรียนจะได้เรียน จะเป็ม ม.1-ม.4 จะเน้นให้นักเรียนมีการสร้างชิ้นงานขึ้นมา มาสร้างมาแล้วสามารถนำไปต่อยอดในระดับอุดมศึกษาได้ สำหรับเนื้อหาในการเรียนจะเริ่มตั้งแต่สิ่งที่เป็น IoT ไมโครคอลโทรลเลอร์ (MCU) รวมไปถึงการใช้ AI เพื่อมาช่วยในการที่จะประมวลผล ไม่ว่าจะเป็นการการประมวลผลภาพ-คำ จะเป็นการต่อยอดให้กับนักเรียนที่จะไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้เป็นอย่างดี

ด้านนายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจํากัด เอ็มม่า อลิส กล่าวว่า ทางเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันความสำเร็จให้นักเรียนโรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม  ได้พัฒนาขีดความสามารถในการเตรียมความพร้อมรับมือกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  พร้อมที่จะนำความรู้ ทักษะ ด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยี ไปบูรณาการร่วมกับความรู้ในสาขาที่นักเรียนต้องการศึกษาต่อในระดับสูงได้  เมื่อจบการศึกษาออกมามี ‘ความเก่งวิชาการ เชี่ยวชาญนวัตกรรม’  สามารถสร้างสรรค์อนาคตได้   คาดหวังให้นักเรียนทุกคนได้คิด และลงมือปฏิบัติจริง สามารถแก้ไขปัญหาได้ นำความรู้ทั้งหลายเหล่านี้ไปใช้ประยุกต์หรือหาโอกาสกับการทำงานของตนเองทุกสาขาในอนาคตได้ หรือแม้กระทั่งสามารถพัฒนาตนเองเป็นเจ้าของธุรกิจ (Startup) ในภายภาคหน้าได้อีกด้วย /// – 026

เชิญสักการะ‘เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว’จากหาดใหญ่ถึงมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

เชิญสักการะ‘เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว’จากหาดใหญ่ถึงมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

เชิญสักการะ‘เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว’จากหาดใหญ่ถึงมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 14.15 น.

เชิญสักการะ‘เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว’จากหาดใหญ่ถึงมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคม 2568  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ ขอเชิญศิษยานุศิษย์ และสาธุชนที่เลื่อมใส ร่วมสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากหาดใหญ่ องค์ฮกเต็กแป๊ะกง และองค์นาจาไท้จื้อ (เทพโกมินทร์)  ณ บริเวณลานสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ  โดยวันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 เวลาประมาณ 17.30 น. คณะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเดินทางถึงกรุงเทพฯ เคลื่อนขบวนผ่านบริเวณวงเวียนโอเดียน ไปตามถนนเยาวราช เจริญกรุง

โดยขบวนจะแห่ถึงมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และเปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาเข้าสักการะ เวลาประมาณ 18.00 น. และในวันเสาร์ที่ 1 มีนาคม – วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม 2568  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาเข้าสักการะตั้งแต่เวลา 06.00 – 21.00 น. สำหรับวันจันทร์ที่ 3 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 18.30 น. จะมีพิธีส่งเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวกลับหาดใหญ่

เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวจีนและไทยในจังหวัดปัตตานีอย่างดี   เมื่อถึงวันขึ้น 15  ค่ำ เดือนอ้าย หรือวันเพ็ญเดือน 3 ตามจันทรคติของไทย จะมีงานฉลองสมโภชเจ้าแม่ ซึ่งจัดเป็นงานฉลองใหญ่ทุกปี ท่านที่เดินทางไปจังหวัดปัตตานีสามารถไปสักการะได้ที่  ศาลเล่งจูเกียง  ถนนอาเนาะรู  อำเภอเมือง ซึ่งมีรูปจำลองของเจ้าแม่ประดิษฐานอยู่ ที่สุสานของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวนั้น   มีชาวปัตตานีได้มากราบไหว้  และ บนบานศาลกล่าว   ปรากฏว่าต่างก็สมหวังไปตาม ๆ กัน   ผู้คนจึงร่ำลือโจษจันไปทั่วปรากฏว่ามีผู้คนหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ

ในทุกๆ ปี  ตั้งแต่วันชิวอิก ถึง ชิวสี่ของเดือนที่ 2 ตามปฏิทินจีน หรือ 1 เดือนหลังจากวันตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับ  มูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ กำหนดอัญเชิญองค์จำลองเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จากหาดใหญ่ มาประดิษฐานที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย ให้ประชาชนที่เลื่อมใสที่ไม่สะดวกเดินทางไปถึงปัตตานี หรือสงขลา ได้มีโอกาสสักการบูชาทุกปี  โดยในการสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว นอกจากเครื่องกระดาษ ธูป-เทียน นัยว่าท่านโปรดผ้าแพรสีแดง- ชมพู และ สร้อยมุก สร้อยมุกนั้นที่ปฏิบัติกันอยู่ก็คือ เมื่อนำสักการะและอธิษฐานต่อองค์เจ้าแม่แล้ว นำไปคล้องที่ศอเจ้าแม่ทั้ง 2 เส้น และนำคืนมา

1 เส้นนำกลับไปบูชาที่บ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งทางมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้เตรียมของไหว้ต่าง ๆ ประกอบด้วย  – สร้อยมุก 2 เส้น  – พวงมาลัย  – ขนมมงคล  – ชุดกระดาษพร้อมธูป-เทียน  ไว้บริการภายในงาน เพื่อความสะดวกของประชาชนที่มาสักการบูชา

ติดต่อสอบถาม รวมถึงติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418,   เว็บไซต์ http://www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ http://www.facebook.com/atpohtecktung

‘สุรศักดิ์’ชื่นชม’ผอ.พีช’นักบริหารรุ่นใหม่ ยกให้เป็นไอดอลนักเรียน

'สุรศักดิ์'ชื่นชม'ผอ.พีช'นักบริหารรุ่นใหม่ ยกให้เป็นไอดอลนักเรียน

‘สุรศักดิ์’ชื่นชม’ผอ.พีช’นักบริหารรุ่นใหม่ ยกให้เป็นไอดอลนักเรียน

วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.55 น.

‘สุรศักดิ์’ รมช.ศธ. ชื่นชม ‘ผอ.พีช’  นักบริหารรุ่นใหม่ ยกเป็นไอดอลนักเรียน 

กรณีมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอกิจกรรม “งานลำอากระโปรงบาน น้ำตาลชมพู” ของโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ถนนเจริญกรุง พื้นที่เขตสาทร กรุงเทพมหานคร  โดยเฉพาะภาพของนางสาวศรประภา สิริภัทรวิช ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย หรือ ผอ.พีช ใส่ชุดนักเรียน ขึ้นเวทีร้องเพลง “ไม่เคย” ในงานอำลาโรงเรียน ซึ่งได้รับเสียงกรี๊ดจากลูกศิษย์อย่างมาก และทำเอาโซเชียลใจละลาย บอกหน้าเด็กมาก จนนึกว่าเป็นรุ่นพี่ ม.ปลาย นั้น

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 นายสุรศักดิ์  พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวว่า เท่าที่ทราบผู้อำนวยการโรงเรียนรายดังกล่าว ถือเป็นผู้ที่มีความสามารถ เป็นคนเก่งคนหนึ่งที่สามารถสอบมาบริหารโรงเรียนขนาดใหญ่ได้ ก็ต้องยอมรับในความสามารถ และการจัดกิจกรรมดังกล่าว โดยผู้อำนวยการโรงเรียนแต่งชุดนักเรียนร่วมกิจกรรม ก็ถือเป็นเรื่องดี ให้ความรู้สึกว่ามีความใกล้ชิดกับนักเรียน ถือเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่

“สวยไม่สวยผมไม่รู้ แต่ผมมองว่า ผู้อำนวยการรายนี้มีความสามารถ เพราะการที่จะสอบมาเป็นผู้บริหารโรงเรียนขนาดใหญ่ได้ ต้องมีความสามารถ โดยศธ. ส่งเสริมผู้บริหารยุคใหม่ ให้ใช้ศักยภาพ พัฒนาโรงเรียนและรู้จักเด็ก เพื่อนำพาเด็กไปในทางที่ดี เป็นไอดอลให้เด็กได้” นายสุรศักดิ์ กล่าว 

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา นางสาวศรประภา สิริภัทรวิช ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ยังได้รับเกียรติบัตร รางวัลชนะเลิศ พร้อมทุนการศึกษา 5,000 บาท ในการแข่งขันทำความดีและปฏิบัติตามกฏของผู้บำเพ็ญประโยชน์อย่างต่อเนื่อง สามารถนำตนเองให้มีสมรรถนะและมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามปณิธารที่ตั้งไว้ ตามโครงการเสริมพลังการทำความดีและการนำตนเอง เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และโอกาส 100 ปีชาตกาล คุณหญิงกนก สามเสน วิว ผู้ก่อตั้งสมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทยฯ และสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  ณ สำนักงานใหญ่ สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทยฯ เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 

สำหรับ ผอ.พีช เกิดวันที่ 6 กันยายน 2529 จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ศึกษาศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาภาษาอังกฤษ โครงการครูพันธ์ 5 ปี รุ่นแรก ป.โท ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑติ สาขาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นนักเรียนทุนแลกเปลี่ยนระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น และจบป.เอก สาขาศึกษาศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

ประวัติรับราชการ

ปี 2552 เป็นครูผู้ช่วย โรงเรียนสตรีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ 

ปี 2558 ครูชำนาญการ โรงเรียนสตรีเศรษฐบุตรบำเพ็ญ

ปี 2558 เป็นรองผู้อำนวยการชำนาญการโรงเรียนลาดปลาเค้าพิทยาคม 

ปี 2561 รองผู้อำนวยการชำนาญการโรงเรียนสารวิทยา 

ปี 2563 รองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษโรงเรียนสารวิทยา 

ปี 2565 รองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย

ปี 2567 ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย

บัณฑิตโลจิสฯDPUคว้า2ปีซ้อน รางวัล’PPlus Visions’พิสูจน์ตัวจริงยุคดิจิทัลAIและE-Logistics

บัณฑิตโลจิสฯDPUคว้า2ปีซ้อน รางวัล'PPlus Visions'พิสูจน์ตัวจริงยุคดิจิทัลAIและE-Logistics

บัณฑิตโลจิสฯDPUคว้า2ปีซ้อน รางวัล’PPlus Visions’พิสูจน์ตัวจริงยุคดิจิทัลAIและE-Logistics

วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 12.24 น.

บัณฑิตโลจิสฯ DPU คว้า 2 ปีซ้อน รางวัล “PPlus Visions” พิสูจน์ตัวจริงยุคดิจิทัล AI และ E-Logistics ขับเคลื่อนซัพพลายเชน

ในยุคที่โลกธุรกิจหมุนไปอย่างรวดเร็วด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งก่อให้เกิดความท้าทายในซัพพลายเชนมากมาย นักโลจิสติกส์ที่สามารถนำความรู้มาปรับใช้ให้เกิดผลลัพธ์จริงได้ ย่อมเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรม และหนึ่งในบุคคลที่พิสูจน์ฝีมือจนได้รับการยอมรับก็คือ “ศิลาเนตร ผาสุขดี” บัณฑิตศิษย์เก่า หลักสูตรบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)

การขับเคลื่อนซัพพลายเชนในบริษัท PPlus Visions Co., Ltd. ของศิลาเนตรนั้น ไม่เพียงแค่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน แต่ยังยกระดับมาตรฐานการให้บริการให้กับบริษัทได้อย่างเห็นผล จนทำให้เขากลายเป็น ‘ผู้เล่นระดับแชมป์’ ในสนามธุรกิจตัวจริง และสามารถคว้ารางวัลใหญ่ Service Mind Awards 2024 และ Performance Award 2023 ซึ่งเป็งรางวัลใหญ่จากบริษัทติดต่อกันถึง 2 ปีซ้อน

รางวัลเหล่านี้ไม่เพียงเป็นการยืนยันถึงความสำเร็จในการทำงานในวงการโลจิสติกส์ แต่ยังสะท้อนถึงการเรียนรู้และการปรับใช้กลยุทธ์ดิจิทัล , AI และ E-Logistics จาก DPU ที่ทำให้บัณฑิตสามารถพัฒนาองค์กรและขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้าในยุคที่การเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเช่นนี้

DPU ที่ซึ่งทฤษฎีและเทคโนโลยีมาพบกับการลงมือทำ
 
ศิลาเนตรเล่าว่า ความสำเร็จในวันนี้เกิดจากรากฐานที่แข็งแกร่งของหลักสูตรในรั้ว DPU ซึ่งมุ่งเน้น การบริหารสินค้าคงคลัง ระบบโลจิสติกส์ และการจัดการซัพพลายเชนยุคใหม่
 
“การเรียนโลจิสติกส์ไม่ได้เป็นแค่เรื่องทฤษฎี แต่คือการแก้ปัญหาในโลกธุรกิจจริง ผมได้เรียนรู้การบริหารคลังสินค้า การควบคุมสินค้าคงคลัง และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการทำงาน ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันทีในองค์กร”
 
การนำองค์ความรู้ไปใช้จริงในการทำงานที่บริษัท ช่วยให้โซ่อุปทานขององค์กรมีความคล่องตัว สามารถรองรับการเติบโตของตลาดโทรคมนาคมที่ต้องการ ความรวดเร็วและแม่นยำในการกระจายสินค้า ศิลาเนตรรับผิดชอบการบริหารสินค้าคงคลัง การวางแผนการจัดเก็บ และการขนส่ง เพื่อให้บริษัทดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
 
ปรับตัวไว ใช้เกมเร็วและ AI หมากสำคัญของนักซัพพลายเชนยุคใหม่
 
ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดเวลา การเรียนรู้กลยุทธ์ที่ช่วยให้นักซัพพลายเชนสามารถปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วถือเป็นสิ่งสำคัญ “ผศ.ผ่องใส เพ็ชรรักษ์” อาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และผู้สอนรายวิชา กลยุทธ์โลจิสติกส์และโซ่อุปทานในยุคดิจิทัล ได้เผยถึงแนวคิดสำคัญของหลักสูตรที่ช่วยปั้นนักศึกษาให้พร้อมสำหรับโลกธุรกิจ
 
“ทุกองค์กรต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี นักโลจิสติกส์ที่ประสบความสำเร็จต้องสามารถวิเคราะห์อุตสาหกรรม คู่แข่งขัน และโซ่อุปทานได้อย่างแม่นยำ หลักสูตรของเราจึงมุ่งเน้นการออกแบบกลยุทธ์ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ว่าจะเป็น AI หรือระบบ E-Logistics”
 
นอกจากนี้ นักศึกษายังได้เรียนรู้และฝึกฝนในการกำหนดกลยุทธ์โลจิสติกส์ การบริหารต้นทุน การเพิ่มความเร็วในการส่งมอบ และการวัดผลการดำเนินงาน ทั้งหมดนี้เพื่อเตรียมพวกเขาให้พร้อมสำหรับการนำไปปรับใช้ในองค์กรที่ต้องการขีดความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
 
ตัวอย่างที่สะท้อนถึงความสำเร็จคือ การที่ศิลาเนตรได้มีโอกาสนำความรู้ที่เรียนมาปรับใช้ในการบริหารซัพพลายเชนของบริษัท ซึ่งเป็นผู้นำในด้านโซลูชันเทคโนโลยีสารสนเทศและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ที่ให้บริการออกแบบ ติดตั้ง และดูแลระบบเครือข่ายสำหรับธุรกิจโทรคมนาคม องค์กรเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเสริมแกร่งเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศและบริการตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่การรับและจัดเก็บสินค้าให้มีความเป็นระบบ การบริหารสินค้าคงคลัง ไปจนถึงการขนส่งและกระจายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงเวลาและลดต้นทุน ทำให้บริษัทสามารถแข่งขันในยุคดิจิทัลได้อย่างแข็งแกร่ง หลังจากบริษัทก่อตั้งในปี พ.ศ. 2550
 
มุ่งสร้างผู้นำโลจิสติกส์ทันสมัยในทุกมิติ
 
รางวัล Service Mind Awards 2024 และ Performance Award 2023 ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันได้ว่า ความรู้และการประยุกต์ใช้กลยุทธ์โลจิสติกส์สามารถเสริมสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจได้จริง โดยเฉพาะในยุคที่การเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเช่นนี้ โดยเฉพาะสำหรับ “ศิลาเนตร” นักศึกษาที่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การนำความรู้ที่เรียนมาใช้จริงสามารถพัฒนาองค์กรได้เป็นอย่างดี พร้อมก้าวสู่การเป็นนักโลจิสติกส์แห่งอนาคต
 
ดร.คุณากร วิวัฒนากรวงศ์ รองคณบดี วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้กล่าวถึงความสำเร็จของศิลาเนตร ว่า “สะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของหลักสูตรที่เน้นการผสมผสานการเรียนรู้กับเทคโนโลยี AI และ E-Logistics พร้อมมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ”
 
โดยหลักสูตรที่ CIBA – DPU นำเสนอมีความโดดเด่นด้วยการเรียนรู้ผ่านโครงการจริง (Project-Based Learning) และการสหกิจศึกษากับบริษัทชั้นนำ ซึ่งสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก http://www.dpu.ac.th/th/college-of-innovative-business-and-accountancy  โดยนักศึกษาจะไม่เพียงแต่มีความรู้ในเชิงทฤษฎี แต่ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้จริงในภาคสนาม และก้าวเป็นนักโลจิสติกส์มืออาชีพที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับอุตสาหกรรมได้จริง เช่นเดียวกับ ศิลาเนตร ผาสุขดี ศิษย์เก่าผู้เป็นแบบอย่างแห่งความสำเร็จ

‘กปท.เวียงท่ากาน’คุมโรค NCDs ดึงแม่ครัวงานบุญลด‘หวาน-มัน-เค็ม’

‘กปท.เวียงท่ากาน’คุมโรค NCDs  ดึงแม่ครัวงานบุญลด‘หวาน-มัน-เค็ม’

‘กปท.เวียงท่ากาน’คุมโรค NCDs ดึงแม่ครัวงานบุญลด‘หวาน-มัน-เค็ม’

วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สปสช.เขต 1 เชียงใหม่ ลงพื้นที่ รพ.สต.บ้านสันห่าว ต.เวียงท่ากาน อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อเยี่ยมชมการดำเนินงาน “โครงการโมเดลต้นแบบกปท. ธรรมนูญการพัฒนาระบบสุขภาวะลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในชุมชนผ่านการอบรมให้ความรู้อาหาร ลด หวาน มัน เค็ม สำหรับแม่ครัวธรรมนูญ ดูแลการปรุงอาหารงานบุญในชุมชน”โดยมี นายเทียมทัน ปัญญา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงท่ากาน พร้อมด้วย นางทัศนา อินต๊ะแก้ว ผู้อำนวยการ รพ.สต.บ้านสันห่าวต้อนรับ และให้ข้อมูล

นายเทียมทัน กล่าวว่า อบต.เวียงท่ากานได้ร่วมกับ รพ.สต. ดำเนินงานโดยใช้งบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) มาทำเรื่องธรรมนูญสุขภาวะเวียงท่ากาน เพื่อปรับพฤติกรรมลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น อาหารไม่ใส่เครื่องปรุง เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตรวมทั้งโครงการส่งเสริมสุขภาพอื่นๆ เช่น TO BE NUMBER ONE ก็ใช้งบจาก กปท. ในการสนับสนุนเช่นกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้งบประมาณให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์มากที่สุด และผลลัพธ์จากตัวชี้วัดก็พบว่ามีผลการควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ดี และในอนาคตจะขยายเครือข่ายการดำเนินงานไปยังตำบลอื่นๆ ให้มากที่สุดต่อไป

“กปท. นับเป็นมีประโยชน์ต่อพื้นที่มาก อย่างไรก็ดีอยากให้ สปสช. พิจารณาปรับเพิ่มงบอุดหนุนแก่ กปท. ที่มีการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาจพิจารณานำเงินจาก กปท.อื่นๆ ที่ไม่ค่อยได้ใช้เงินไปทำโครงการส่งเสริมสุขภาพมาปรับเกลี่ยเพิ่มเติมให้แก่ กปท.ที่ดำเนินการอย่างจริงจังและมีผลการดำเนินงานดี”นายก อบต.เวียงท่ากาน กล่าว

นางทัศนา กล่าวว่า จุดเริ่มต้นมาจากโครงการพัฒนาระบบคุณภาพชีวิตทุกกลุ่มวัย ในปี 2559 ที่ได้ค้นหาปัญหาสุขภาพในพื้นที่และพบว่าโรคเรื้อรังเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ของคนในชุมชน จึงได้มีการหารือร่วมกับชุมชนต่างๆในพื้นที่รับผิดชอบของ รพ.สต.บ้านสันห่าว และเลือกใช้ธรรมนูญสุขภาพเป็นเครื่องมือเพื่อปรับพฤติกรรมสุขภาพของคนในชุมชน โดยมีหมู่บ้านเข้าร่วมทั้งหมด 4 หมู่บ้าน

จากการวิเคราะห์พบว่าอาหารที่ผู้ป่วยโรคเรื้อรังรับประทาน ส่วนมากผู้ป่วยไม่ได้เป็นคนปรุงเอง ดังนั้นต่อมาปี 2560 รพ.สต.บ้านสันห่าว จึงได้จัดทำโครงการโดยใช้งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น (กปท.) ทำการอบรมแม่ครัวที่เป็นผู้ประกอบอาหารเหล่านี้หมู่บ้านละ 10-15 คน แต่ด้วยครัวเรือนในพื้นที่มีจำนวนมาก จึงได้เริ่มจากกลุ่มแม่ครัวที่เป็นคนทำอาหารในงานบุญต่างๆ ก่อน

โดยชวนแม่ครัวในงานพิธีต่างๆ มาให้ความรู้ ลดหวาน มัน เค็ม ลดการใช้เครื่องปรุงต่างๆ ลง มีนักโภชนามาให้ความรู้ เริ่มต้นจากงานศพก่อน จากนั้นก็เป็นงานบุญต่างๆ เน้นที่อาหารสุขภาพ เพื่อปรับพฤติกรรมการกินที่ก่อให้เกิดโรค NCDs และมีเป้าหมายขยายลงไปยังครัวเรือนต่างๆ ในชุมชน

“ผลลัพธ์ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ เช่น ตัวชี้วัดผลการควบคุมโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นจากเดิม 32%เป็น 48% และผลการควบคุมโรคความดันโลหิตดีขึ้นจากเดิม 30% เป็น 59.7% และเมื่อเทียบกับหมู่บ้านอื่นๆ ใกล้เคียง พบว่าหมู่บ้านที่ประกาศใช้ธรรมนูญสุขภาพจะมีผลลัพธ์การควบคุมโรคเรื้อรังที่ดีกว่า” ผอ.รพ.สต.บ้านสันห่าวกล่าว

ด้าน ทพ.อรรถพร กล่าวว่า ความร่วมมือของ รพ.สต.บ้านสันห่าว และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่ยากมากแต่ที่นี่ทำได้ดี สะท้อนผลสัมฤทธิ์ของ กปท. ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ที่เน้นความร่วมมือกับท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่ง สปสช. จะนำแบบร่างโครงการนี้ โพสต์ในเว็บไซต์ของ สปสช. เพื่อให้ กปท. อื่นๆ ที่สนใจทำโครงการในลักษณะนี้ดาวน์โหลดเพื่อนำไปเป็นต้นแบบการดำเนินการต่อไป ส่วนข้อเสนอในการปรับเกลี่ยงบประมาณจาก กปท. ที่ไม่ค่อยมีผลงาน มาปรับเพิ่มแก่ กปท. ที่มีผลงานดีนั้น จะรับข้อเสนอไปเสนอต่อคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

นางยุพิน มาเรือน อายุ 67 ปี หนึ่งในผู้ป่วยโรคเบาหวาน กล่าวว่า ได้รับคำแนะนำจากทีมงาน รพ.สต.บ้านสันห่าว ในเรื่องการปรับลดเครื่องปรุง ลดหวาน มัน เค็ม จึงนำมาปรับใช้กับที่บ้าน อาหารต่างๆ ที่ทำนั้นจะลดการใช้เครื่องปรุงควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหลังจากเริ่มทำตามคำแนะนำมาไม่ถึง 1 ปี พบว่าการควบคุมค่าน้ำตาลสะสมในเลือดดีขึ้นมากจากเดิมที่อยู่ที่ 7-8 ลดลงเหลือ 5 สภาพร่างกายที่มักปวดหัว อ่อนเพลีย ก็ดีขึ้น ซึ่งนอกจากส่งผลดีกับตัวเองแล้วยังดีต่อสามีและลูกๆ ด้วย

“พอเห็นว่ามันได้ผลเราก็มีกำลังใจทำต่อไปจริงๆ การปรับพฤติกรรมมาออกกำลังกาย ปรับพฤติกรรมการรับประทานตามใจอยาก ไม่ใช่เรื่องยากเลยถ้าเราตั้งใจจริง แม้รสชาติจะอร่อยน้อยลงแต่มันเป็นผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว” นางยุพิน กล่าว

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

‘คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ’ ร่วม‘สปสช.’ใช้ข้อมูลบัตรทองเพื่อศึกษาวิจัย

‘คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ’ ร่วม‘สปสช.’ใช้ข้อมูลบัตรทองเพื่อศึกษาวิจัย

‘คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ’ ร่วม‘สปสช.’ใช้ข้อมูลบัตรทองเพื่อศึกษาวิจัย

วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ MOU) เรื่อง “การดำเนินงานการบริหารจัดการข้อมูล และการจัดเก็บข้อมูลการรับบริการของผู้มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” เพื่อใช้ในการศึกษาและการวิจัย เมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2568 ที่ผ่านมา

รศ.ดร.ธารทัศน์ โมกขมรรคกุล คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาอย่างหนึ่งในภาคการศึกษาคือการหาข้อมูลจริงมาใช้ในการศึกษาทำได้ค่อนข้างยากการร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้นิสิตของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มีข้อมูลในลักษณะที่เป็น Meta Data มาใช้ในการศึกษาทดลองโมเดลต่างๆ รวมถึงนำเสนอนโยบายต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับ สปสช. และประเทศชาติในอนาคต

“ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะนอกจากการคำนวณงบประมาณในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแล้ว ยังมีโครงการอีกมากมายที่สามารถทำร่วมกับ สปสช. ได้ อย่างเช่น สาขาวิชา MIS ภาควิชาพาณิชยศาสตร์ ก็สามารถใช้ข้อมูลเพราะวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้ป่วย หรือ ภาควิชาการธนาคารและการเงิน ก็สามารถนำข้อมูลไปใช้วิเคราะห์โมเดลทางการเงินต่างๆ รวมทั้งภาควิชาการตลาด ก็สามารถนำองค์ความรู้มาใช้กับข้อมูลนี้ได้” คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีฯ กล่าว

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า หน้าที่ของ สปสช. คือ เป็นองค์กรที่บริหารจัดการการใช้งบประมาณในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) สำหรับผู้มีสิทธิบัตรทองฯ กว่า 47.5 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งแต่ละปีมีข้อมูลการรับบริการสุขภาพจำนวนมหาศาล สปสช. จึงให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรโดยการใช้ประโยชน์จากข้อมูลหรือ Data-Driven Organization

อาทิ การนำข้อมูลมาวิเคราะห์ในการจัดทำงบประมาณ การประเมินแนวโน้มและความต้องการของผู้ป่วย ตลอดจนกำหนดนโยบายที่ตรงกับสถานการณ์ สำหรับการลงนามเอ็มโอยูระหว่างคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีฯ และ สปสช. ครั้งนี้ เป็นความร่วมมือในการสร้างความแข็งแกร่งโดยการนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งเบื้องต้นภาควิชาสถิติ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจะนำข้อมูลไปเพื่อคำนวณงบประมาณระบบหลักประกันสุขภาพฯ ในอนาคต

กล่าวคือ สปสช. มีวิธีคำนวณงบประมาณในแต่ละปีอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีข้อสงสัยว่าจะมีวิธีอื่นที่มีการคำนวณมากกว่านี้อีกหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้รัฐบาลต้องการใช้ระบบงบประมาณฐานศูนย์ (zero based budgeting) ดังนั้นการคำนวณในลักษณะที่ประชาชนแต่ละคนมีความเสี่ยงในการเกิดโรคที่ไม่เหมือนกัน หากสามารถจัดงบประมาณโดยคำนวณจากความเสี่ยงของแต่ละคน น่าจะเป็นวิธีการใหม่ที่อธิบายได้มากขึ้น

“การจะคำนวณในแบบนี้ได้จะต้องใช้วิชาการขั้นสูง ซึ่งคณะภาควิชาสถิติ คณะพาณิชยศาสตร์ฯ มีศักยภาพทำได้โดยใช้ข้อมูลในระบบบัตรทอง ซึ่งแต่ละปีมีผู้มารับบริการถึง 170 ล้านครั้ง หากสามารถดูสถิติย้อนหลังว่าแต่ละคนมีความเสี่ยงด้านสุขภาพอย่างไร ก็อาจใช้หลักคณิตศาสตร์ประกันภัยมาคำนวณในลักษณะคล้ายๆ เบี้ยประกันในอนาคตได้ นี่คือวัตถุประสงค์หลักการลงนามครั้งนี้และจะทำวิจัยร่วมกัน อาจนำมาสู่วิธีการคำนวณงบประมาณที่ต่างจากเดิม และเป็นคำตอบให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณในระบบบัตรทองต่อไป”เลขาธิการ สปสช. กล่าว

พลิกขยะเกษตรสู่ลิกนิน นวัตกรรมเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืน

พลิกขยะเกษตรสู่ลิกนิน นวัตกรรมเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืน

พลิกขยะเกษตรสู่ลิกนิน นวัตกรรมเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในโลกปัจจุบันปัญหาขยะชีวมวลกำลังกลายเป็นวิกฤตสำคัญ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เศรษฐกิจพึ่งพาภาคการเกษตรเป็นอย่างมาก ชีวมวลจากชานอ้อย ฟางข้าว ปาล์มน้ำมัน และเศษวัสดุทางการเกษตรจำนวนมหาศาลถูกเผาทำลายหรือทิ้งไปโดยไร้ประโยชน์ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของโครงการ การพัฒนากระบวนการบำบัดชีวมวล เพื่อแยกส่วนและตกตะกอน ลิกนินบริสุทธิ์ เป็นผลงานวิจัยร่วมระหว่าง ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ ดร.ชญานนท์ โชติรสสุคนธ์ นักวิจัยกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรี่และชีวภาพ (IBBG) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

“ชีวมวลไม่ใช่ของเสีย แต่คือทรัพยากรสำคัญที่สามารถแปรรูปให้เกิดประโยชน์สูงสุด เราต้องการสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม” ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าว

ปัจจุบันชีวมวลถูกนำมาใช้ประโยชน์ในหลากหลายรูปแบบ เช่น การแปรรูปเป็นพลังงาน หรือการสกัดองค์ประกอบสำคัญอย่างเซลลูโลสเพื่อนำไปผลิตเยื่อกระดาษ อย่างไรก็ตาม ชีวมวลยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่ถูกมองข้าม หนึ่งในนั้นคือลิกนิน (Lignin) ซึ่งมีอยู่มากถึง 20% ของชีวมวล และมีศักยภาพสูงในการนำไปใช้ประโยชน์

“ลิกนินเป็นองค์ประกอบสำคัญในชีวมวลลิกโนเซลลูโลส มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น การดูดกลืนรังสียูวีและการต้านอนุมูลอิสระ แต่ด้วยโครงสร้างทางเคมีที่ซับซ้อน ทำให้กระบวนการสกัดแบบเดิมต้องใช้สารเคมีที่รุนแรง ซึ่งนอกจากจะทำลายคุณสมบัติสำคัญของลิกนินแล้ว ยังทำให้ลิกนินถูกจัดเป็นของเสียที่ยากต่อการนำไปพัฒนาต่อยอด ทีมวิจัยจึงได้พัฒนากระบวนการใหม่ โดยใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ ที่สามารถสกัดลิกนินออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งนำตัวทำละลายกลับมาใช้ซ้ำ กระบวนการนี้เป็นระบบกึ่งไร้ของเสีย (Semi-Zero Waste) ช่วยให้ได้ลิกนินที่มีความบริสุทธิ์สูงและยังคงคุณสมบัติสำคัญไว้อย่างครบถ้วน” ดร.ชญานนท์ กล่าว

จากการวิจัยร่วมกันโดยใช้ห้องปฏิบัติการร่วมด้านพลังงานและเคมีชีวภาพ (BIOTEC-JGSEE Integrative Biorefinery Laboratory) ได้ค้นพบศักยภาพของลิกนินในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น การพัฒนาพลาสติกผสมลินินที่สามารถกันรังสียูวีได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมี และผลิตเป็น “กรีนแพ็กเกจจิ้ง” ด้วยการผสมลิกนินเข้ากับพลาสติกชีวภาพ

เช่น PLA (พลาสติกย่อยสลายได้) และ พลาสติก Up-cyling rPET (พลาสติกทนความร้อนและยืดหยุ่นสูง) เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ทนต่อรังสียูวี ลดการเสื่อมสภาพ และตอบโจทย์ความยั่งยืน เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการคุณภาพและความปลอดภัยจากแสงยูวี ลิกนินยังถูกนำไปผสมในยางธรรมชาติ เพื่อเพิ่มความทนทานและลดการเสื่อมสภาพจากความชื้นและออกซิเจน ลิกนินยังสามารถแทนที่สารเคมีต้านอนุมูลอิสระได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้เกิดยางที่มาจากธรรมชาติ 100% ซึ่งเหมาะสำหรับการผลิตยางรถยนต์และผลิตภัณฑ์ยางชนิดพิเศษต่างๆ

นอกจากนี้ ลิกนินยังถูกใช้ในอุตสาหกรรมความงาม เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์รองพื้น (Foundation) ด้วยโทนสีน้ำตาลธรรมชาติและคุณสมบัติป้องกันรังสียูวี โดยมีค่า SPF สูงถึง 36 โดยไม่ต้องใช้สารเคมีเพิ่มเติม ทั้งยังมีศักยภาพในการต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจช่วยชะลอวัย ทีมวิจัยกำลังดำเนินการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลลัพธ์ในเชิงลึก ทั้งหมดถือเป็นการนำของเหลือจากชีวมวลมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูงได้

นอกจากการเพิ่มมูลค่าให้กับชีวมวลแล้ว ทีมวิจัยยังมุ่งมั่นลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชีวมวลที่ถูกทิ้งหรือเผาทำลายมักปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น มีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กระบวนการแปรรูปลิกนินไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเหล่านี้ แต่ยังสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรจากการขายเศษเหลือการเกษตรในราคาที่สูงขึ้นด้วย

ในอนาคต ทีมวิจัยวางแผนขยายขอบเขตงานวิจัยเพื่อสนับสนุนเป้าหมาย “Zero Emission” และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยการใช้ชีวมวลให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยลดของเสีย และเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมต่างๆ นอกจากนี้ทีมวิจัยยังเล็งเห็นว่าแนวทางนี้สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

“ลิกนินเป็นตัวอย่างของการแปรรูปชีวมวลที่ไม่ได้ช่วยแค่ลดขยะ แต่ยังสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม” ศ.ดร.นวดล กล่าวทิ้งท้าย

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

‘สมเด็จพระราชินี’ทรงร่วมวิ่งในงานการแข่งขันวิ่ง โครงการรัน ฟอร์ วีลส์#4

'สมเด็จพระราชินี'ทรงร่วมวิ่งในงานการแข่งขันวิ่ง โครงการรัน ฟอร์ วีลส์#4

‘สมเด็จพระราชินี’ทรงร่วมวิ่งในงานการแข่งขันวิ่ง โครงการรัน ฟอร์ วีลส์#4

วันอาทิตย์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 10.09 น.

“สมเด็จพระราชินี”ทรงร่วมวิ่งในงานการแข่งขันวิ่ง โครงการ “รัน ฟอร์ วีลส์#4 (Run for Wheels#4) วิ่งเพื่อให้หมาได้วิ่ง ครั้งที่ 4”

วันที่ 23 ก.พ.68 เวลา 05.28 น. สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีเสด็จพระราชดำเนิน เป็นการส่วนพระองค์ ไปทรงร่วมวิ่งในงานการแข่งขันวิ่ง โครงการ “Run For Wheels#4 วิ่งเพื่อให้หมาได้วิ่ง ครั้งที่ 4″ณ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร

การนี้ทรงกดแตรสัญญาณปล่อยขบวนนักวิ่ง และนักวิ่งพร้อมสุนัข  ระยะทาง  10 กิโลเมตร และทรงร่วมกิจกรรมวิ่ง ระยะทาง 10 กิโลเมตร และเมื่อทรงร่วมกิจกรรมวิ่งถึงจุด FINISH  พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าเฝ้า ฯ ทูลเกล้า ฯ ถวายเหรียญ Run For Wheels#4 แด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี และโล่ประกาศเกียรติคุณ

จากนั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนิน ไปยังเวทีหน้าโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พระราชทานรางวัล ประเภทชนะเลิศชาย (จำนวน 1 รางวัล) ประเภทชนะเลิศนักวิ่งพร้อมสุนัข (จำนวน 1 รางวัล) ประเภทชนะเลิศหญิง (จำนวน 1 รางวัล) และพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แก่นายดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อสมทบทุนในกิจกรรมของคณะสัตวแพทยศาสตร์

ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกาย เพื่อให้มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง พร้อมกับทรงสนับสนุนการกีฬาของไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ได้ทรงแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถด้านการกีฬาประเภทต่าง ๆ จนเป็นที่ประจักษ์แก่พสกนิกรทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยทรงเข้าร่วมกิจกรรม และทรงเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาประเภทต่าง ๆ ได้แก่ กีฬาไอซ์ ฮอกกี้ กีฬาเรือใบ กีฬาจักรยาน และกีฬาวิ่ง โดยทรงเป็นแรงบันดาลใจและทรงเป็นตัวอย่างให้แก่พสกนิกรในการรักการออกกำลังกาย

สำหรับการจัดกิจกรรม Run For Wheels  2025  วิ่งเพื่อให้หมาได้วิ่ง ครั้งที่ 4 มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว ไปช่วยเหลือในการจัดวีลแชร์เพื่อสัตว์พิการ ของโครงการ”เพราะมีน้ำใจ จึงมีชีวิต”ให้สัตว์เลี้ยงมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอิสระและมีความสุข สนับสนุนมูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.จักร พิชัยรณรงค์สงครามสมทบทุนการก่อสร้างโรงพยาบาลคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัเกษตรศาสตร์ สนับสนุนโครงการธนาคารเลือดเพื่อสัตว์เลี้ยงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KU Pet Blood Bank) รณรงค์ และส่งเสริมให้บุคลากร นิสิตเก่า นิสิตปัจจุบันของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมทั้งประชาชนชาวไทย ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ อันนำไปสู่การสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างเจ้าของกับสัตว์เลี้ยง และทำให้ผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนวิธีการดูแลสัตว์ของตนเองในมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น