‘เพิ่มพูน’ตรวจเยี่ยมสนามสอบ O-NET ปีนี้มีสนามสอบ1,974แห่ง เตรียมใช้ผลการสอบยกระดับคุณภาพการศึกษา

'เพิ่มพูน'ตรวจเยี่ยมสนามสอบ O-NET  ปีนี้มีสนามสอบ1,974แห่ง เตรียมใช้ผลการสอบยกระดับคุณภาพการศึกษา

‘เพิ่มพูน’ตรวจเยี่ยมสนามสอบ O-NET ปีนี้มีสนามสอบ1,974แห่ง เตรียมใช้ผลการสอบยกระดับคุณภาพการศึกษา

วันเสาร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.33 น.

’เพิ่มพูน‘ นำผู้บริหารศธ. ตรวจเยี่ยมสนามสอบ O-NET ม.6 โรงเรียนสารวิทยา ปีนี้มีผู้มีสิทธิ์สอบทั้งหมด 282,309 คน มีสนามสอบ 1,974 สนาม เตรียมจัดทำรายงานผลการทดสอบ O-NET ใช้เป็นข้อมูลเทียบเคียงคุณภาพการศึกษาในระดับต่างๆ เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนยกระดับคุณภาพการศึกษา 

22 ก.พ.68 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการตรวจเยี่ยมสนามสอบการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ม.6) ปีการศึกษา 2567 พร้อมด้วย นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิริดา บุรชาติ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)(สทศ.) นายชนาธิป ทุ้ยแป ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษา สพฐ. โดยมี นางนภาพร พงษ์ขัน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 นายนโรดม นรินทร์รัมย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสารวิทยา และคณะครูให้การต้อนรับ ณ สนามสอบโรงเรียนสารวิทยา กรุงเทพมหานคร

สำหรับการทดสอบ O-NET ชั้น ม.6 ปีการศึกษา 2567 ดำเนินการทดสอบในวันที่ 22 – 23 ก.พ. และ 1 – 2 มี.ค. 2568 จำนวน 4 รอบ มีจำนวน 5 วิชา ประกอบด้วย (1) ภาษาไทย (2) ภาษาอังกฤษ (3) คณิตศาสตร์ (4) วิทยาศาสตร์ และ (5) สังคมศึกษาฯ ดำเนินการทดสอบด้วยรูปแบบดิจิทัล (Digital Testing) และรูปแบบกระดาษ (Paper Pencil) สำหรับสนามสอบที่มีข้อจำกัดความพร้อมด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยในปีนี้มีผู้มีสิทธิ์สอบทั้งหมดจำนวน  282,309 คน มีสนามสอบ 1,974 สนาม มีห้องสอบ 4,675 ห้อง จำแนกเป็น 1. ทดสอบด้วยรูปแบบดิจิทัล (Digital Testing) ผู้มีสิทธิ์สอบ จำนวน  276,624 คน และ 2. ทดสอบด้วยรูปแบบกระดาษ (Paper Pencil) มีสนามสอบ 3 สนาม และมีผู้มีสิทธิ์สอบ จำนววน  5,685 คน  

โดยการสอบดังกล่าว ได้ดำเนินการตามพันธกิจ ซึ่งสอดคล้องกับจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ และนโยบายของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียน “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime)” และ “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต”  โดยมีการจัดทำแพลตฟอร์มส่งเสริมการเรียนรู้ที่ทันสมัย อาทิ (1) ระบบการทดสอบออนไลน์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้สำหรับทดสอบวัดความรู้ ทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา เพื่อให้ทราบถึงจุดเด่น จุดที่ต้องพัฒนา และนำมาวางแผนการเรียนในอนาคต (2) ระบบการอบรมการสร้างเครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์ สำหรับการสร้างข้อสอบบนระบบ National Digital Testing Platform 17 รูปแบบ เพื่อให้ผู้รับการอบรมนำไปประยุกต์ใช้ในการวัดและประเมินผลในชั้นเรียน (3) ระบบการตรวจข้อสอบอัตนัยในรูปแบบออนไลน์ ภายใต้มาตรฐานการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ

ทั้งนี้ กำหนดการประกาศผลสอบ O-NET  ปีการศึกษา 2567 ชั้น ม.6 ในวันที่ 18 มี.ค. 2568 โดยจะจัดทำรายงานผลการทดสอบ O-NET และข้อมูลสารสนเทศแบบรายบุคคล ระดับโรงเรียน ระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ระดับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ระดับสำนักงานศึกษาธิการภาค ระดับสังกัด และระดับประเทศ และนำผลจากการประเมินใช้เป็นข้อมูลในการเทียบเคียงคุณภาพการศึกษาในระดับต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ตลอดจนเป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจในระดับนโยบายของประเทศ  โดยศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.niets.or.th
 

ในหลวงพระราชทานภัตตาหารพระราชทานแด่พระภิกษุสามเณร‘สอบบาลีสนามหลวง’

ในหลวงพระราชทานภัตตาหารพระราชทานแด่พระภิกษุสามเณร‘สอบบาลีสนามหลวง’

ในหลวงพระราชทานภัตตาหารพระราชทานแด่พระภิกษุสามเณร‘สอบบาลีสนามหลวง’

วันเสาร์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 13.32 น.

‘พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภัตตาหารพระราชทาน แด่พระภิกษุ สามเณรในการ‘สอบบาลีสนามหลวง’ ณ วัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

22 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ห้องแก้วสารพัดนึก 2 วัดพระธรรมกาย  อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี นายคมสัน ญาณวัมนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ผูัแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานในพิธีถวายภัตตาหารพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แด่พระภิกษุ สามเณร ในการสอบบาลีสนามหลวง ครั้งที่ 1 ครั้งหลัง ปี พ.ศ. 2568 (วันแรก) โดยมี พระราชสุทธิธรรมาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เจ้าอาวาสวัดประยูรธรรมาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจ นายอำเภอ ข้าราชการ และประชาชนจิตอาสา เข้าร่วมพิธีฯ

ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภัตตาหารถวายแด่พระภิกษุ สามเณร ผู้เข้าสอบบาลีสนามหลวง และกรรมการกำกับห้องสอบ ในการสอบบาลีสนามหลวง ครั้งที่ 1 ครั้งหลัง ปี พ.ศ.2568 ระหว่างวันที่ 22-24 กุมภาพันธ์ 2568 ในส่วนภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 85 สนามสอบ ในส่วนของจังหวัดปทุมธานี กำหนดสนามสอบ ณ วัดเขียนเขต ตำบลบึงยี่โถ อำเภอธัญบุรี จำนวน 370 รูป และสนามสอบวัดพระธรรมกาย ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี จำนวน 1,828  รูป

โปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพเป็นกรณีพิเศษ พวงมาลา 2 จนท.ตำรวจปัตตานี

โปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพเป็นกรณีพิเศษ พวงมาลา 2 จนท.ตำรวจปัตตานี

โปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพเป็นกรณีพิเศษ พวงมาลา 2 จนท.ตำรวจปัตตานี

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 21.44 น.

“ในหลวง” พระราชทานน้ำหลวงอาบศพเป็นกรณีพิเศษ พระราชทานพวงมาลา  และพระราชทานเพลิงศพแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ จ.ปัตตานี

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568  เวลา 11.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้ นายอำพล พงศ์สุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา  เชิญพวงมาลาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพวงมาลาของสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปวางที่หน้าหีบศพ จ่าสิบตำรวจ เดโช  เขียวแก้ว และ สิบตำรวจตรี ทรงชัย  จันทรภาพ  เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเสียชีวิต จากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการ 20 สถานีตำรวจภูธรยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่รับผิดชอบ  เหตุเกิดบริเวณซอยด้านหลังสถานตรวจสภาพรถยะรัง  หมู่ที่ 3 ตำบลยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี  เมื่อวันที่  19 กุมภาพันธ์ 2568  โดยตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ วัดพุทธภูมิ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร  มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม และโปรดให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา  เชิญพวงมาลาพระราชทาน และพวงมาลาประทาน วางที่หน้าหีบศพด้วย

ในการนี้  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทาน
น้ำหลวงอาบศพเป็นกรณีพิเศษและพระราชทานพระมหากรุณาในการพระราชทานเพลิงศพแก่ จ่าสิบตำรวจ เดโช  เขียวแก้ว และสิบตำรวจตรี ทรงชัย  จันทรภาพ   ซึ่งการได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 ราย อย่างหาที่สุดมิได้

‘คุรุสภา’เปิดสถิติปี’67 ลงโทษทำผิดจรรยาบรรณ เพิกถอนใบอนุญาตฯ 43 ราย

'คุรุสภา'เปิดสถิติปี’67 ลงโทษทำผิดจรรยาบรรณ เพิกถอนใบอนุญาตฯ 43 ราย

‘คุรุสภา’เปิดสถิติปี’67 ลงโทษทำผิดจรรยาบรรณ เพิกถอนใบอนุญาตฯ 43 ราย

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 22.30 น.

“อมลวรรณ” เปิดสถิติปีงบฯ 2567 “คุรุสภา” พิจารณาโทษ 166 ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทำความผิดทางจรรยาบรรณ  ชี้ขาดลงโทษรุนแรงเพิกถอนใบอนุญาตฯ 43 ราย หมดสิทธิ์ประกอบวิชาชีพอีกต่อไป

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ในรอบปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2566 – 30 กันยายน 2567 คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ได้พิจารณากรณีผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาถูกกล่าวหา/กล่าวโทษที่ประพฤติผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ รวม 166 ราย โดยวินิจฉัยชี้ขาดแล้ว 159 ราย ในจำนวนนี้ลงโทษสูงสุดขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จำนวน 43 ราย พักใช้ใบอนุญาตฯ มีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควร แต่ไม่เกิน 5 ปี จำนวน 18 ราย ภาคทัณฑ์ จำนวน 43 ราย ตักเตือน จำนวน 49 ราย ยกข้อกล่าวหา/กล่าวโทษ จำนวน 6 ราย และได้พักใช้ใบอนุญาตฯ ทุกประเภทไว้ก่อนตลอดระยะเวลาการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ โดยไม่ต้องรอผลการสอบสวนฯ จำนวน 7 ราย

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า เรื่องร้องเรียน กล่าวหา/กล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพที่กระทำความผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพมีหลากหลายกรณี เช่น ความผิดเกี่ยวกับเพศ กระทำอนาจาร ทุจริตต่อหน้าที่ ชู้สาว ยาเสพติด ลงโทษนักเรียนไม่เหมาะสม ละทิ้งหน้าที่ ลักทรัพย์  ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม หมิ่นประมาท รายงานเท็จ แอบอ้างผลงานผู้อื่น และเปลี่ยนแปลงข้อความสำเนาเอกสาร เป็นต้น ซึ่งกรณีความผิดที่ได้รับโทษสูงสุดขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จะเป็นความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดเกี่ยวกับเพศ กระทำอนาจาร ค้าประเวณี การทุจริตต่อหน้าที่ และความผิดเรื่องชู้สาว โดยเฉพาะกรณีการล่วงละเมิดทางเพศกับนักเรียน คุรุสภาได้ย้ำเตือนมาโดยตลอดว่าจะลงโทษอย่างจริงจัง หากความผิดปรากฏหลักฐานชัดเจนจะพิจารณาลงโทษขั้นสูงสุด คือ เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทันที และบันทึกประวัติความผิดไว้ในระบบสารสนเทศฯ ด้านทะเบียนและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพื่อประกอบการพิจารณาลักษณะต้องห้ามในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพต่อไป

“ ขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกคน ทุกสังกัด ช่วยกันกำกับดูแลให้ทุกพื้นที่ในสถานศึกษาเป็นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนและครู อย่าเพิกเฉยต่อการกระทำอันไม่เหมาะสมของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งใดก็ตาม หากพบว่าบุคคลนั้นประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพควรแจ้งข้อกล่าวหา/กล่าวโทษ  ซึ่งคุรุสภาพร้อมร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดดำเนินการทางจรรยาบรรณกับผู้ประกอบวิชาชีพอย่างเด็ดขาด” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว.

CIBA คว้าถ้วยรางวัลพระราชทาน ‘ประกวดโมเดลธุรกิจฯ ครั้งที่ 1’

CIBA คว้าถ้วยรางวัลพระราชทาน ‘ประกวดโมเดลธุรกิจฯ ครั้งที่ 1’

CIBA คว้าถ้วยรางวัลพระราชทาน ‘ประกวดโมเดลธุรกิจฯ ครั้งที่ 1’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจ การค้า กระทรวงพาณิชย์ จัดการแข่งขันโครงการประกวดโมเดลธุรกิจและสร้างแบรนด์ธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ครั้งที่ 1 ประจำปี 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและนักศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) โดยทีมชนะเลิศจะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษา ในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม รองอธิการบดีสายงานภาคีสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และหม่อมหลวงภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล การแข่งขันครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 29 สถาบัน รวมทั้งสิ้น 34 ทีม โดยทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม “แล้วทุกคนจะร้องว่า ว้าวๆ PNG” จากวิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพ ด้วยผลงานผลิตภัณฑ์อาหารว่างน้ำพริก 4 ภาคในรูปแบบสแนค

นางวสุกานต์ วิศาลสวัสดิ์ คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาศักยภาพเยาวชนระดับมัธยมปลายและอาชีวศึกษา ให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีคุณภาพและมีวิสัยทัศน์ในอนาคต โดยมุ่งส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการที่ครอบคลุมทั้งด้านการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม ความคิดสร้างสรรค์ และความยั่งยืน ทั้งนี้ การที่เยาวชนได้เรียนรู้และเข้าใจกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จะช่วยให้เข้าใจการประกอบธุรกิจได้อย่างลึกซึ้ง ดังนั้น การออกแบบโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างความสำเร็จทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม แม้ปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่ให้ความสนใจอาชีพอิสระค่อนข้างมาก แต่การทำงานในองค์กรก็เป็นทางเลือกที่มีความมั่นคงในระยะยาว ซึ่งทักษะการเขียนโมเดลธุรกิจถือเป็นสิ่งจำเป็นไม่ว่าจะทำงานในรูปแบบใด ทั้งการขอสินเชื่อหรือการนำเสนอโครงการในองค์กร ที่สำคัญยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำธุรกิจด้วย

“CIBA มีแผนต่อยอดโครงการนี้ โดยจะนำทีมที่ชนะเลิศจากการประกวด ไปศึกษาดูงานในสถานประกอบการจริง เพื่อให้เข้าใจกระบวนการทำงานในวิชาชีพและเห็นการประยุกต์ใช้ความรู้จากการเรียนในสถานการณ์จริง พร้อมสร้างเครือข่ายระหว่างสถาบันการศึกษา ให้รุ่นน้องได้ทำความรู้จักกับรุ่นพี่ใน CIBA DPU มากขึ้น” คณบดี CIBA กล่าว

นายพฤฒิพงศ์ เกตุปัญญา นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า เกณฑ์การประเมินการแข่งขันมีองค์ประกอบหลัก ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ ความยั่งยืน ศักยภาพทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ แผนการตลาด และทักษะการนำเสนอ ทั้งนี้ ขอชื่นชมทีมผู้เข้าแข่งขันทุกทีมที่นำเสนอโมเดลธุรกิจได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเยาวชนรุ่นใหม่มีความสามารถในการนำข้อมูลเชิงประจักษ์มาวิเคราะห์ เพื่อพัฒนาโมเดลธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการของตลาด โดยเฉพาะในด้านความยั่งยืน ซึ่งผู้เข้าแข่งขันได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร สำหรับทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ มีจุดเด่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารว่างที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้หลากหลาย มีศักยภาพในการเข้าสู่ตลาด และใช้วัตถุดิบสมุนไพรจากท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ของฝากที่มีมูลค่าสูงในอนาคตได้

“การที่มีเยาวชนให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขันเป็นจำนวนมาก ทำให้เห็นแนวโน้มที่เยาวชนรุ่นใหม่มีความสนใจในการเป็นผู้ประกอบการมากขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีของประเทศ และขอเชิญชวนให้สถาบันการศึกษาอื่นๆ ส่งนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งถัดไป เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีคุณภาพในอนาคต” นายพฤฒิพงศ์กล่าว

ด้าน ทีม “แล้วทุกคนจะร้องว่า ว้าวๆPNG” ซึ่งคว้ารางวัลชนะเลิศ ประกอบด้วยนางสาวณัฐริกา น่วมทะนะ, นายธนิต กองเป็ง และ นายศุภวัฒน์ กรีน นักเรียนสาขาการตลาด ชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 1 วิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพ ร่วมกล่าวเปิดใจว่า โมเดลธุรกิจของทีม คือ ผลิตภัณฑ์“4 แซ่บ” ซึ่งเป็นนวัตกรรมอาหารว่างที่ผสมผสานสมุนไพรในรูปแบบน้ำพริก4 ภาค โดยมีส่วนประกอบหลักเป็นแคบหมูกรอบและผักกรอบ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้รับการออกแบบมา เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนวัยทำงานที่มีเวลาจำกัดในการทานอาหาร สำหรับจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ คือ การนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านวัตถุดิบสมุนไพรจากทั้ง 4 ภูมิภาค อาทิ ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และมะขาม ซึ่งนอกจากจะให้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรในการต้านโรคต่างๆ นอกจากนี้ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ยังออกแบบให้พกพาง่าย เพียงฉีกซองก็สามารถทานได้ทันที มีการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ดด้านหลังซอง เพื่อรับชมคลิปวีดีโอแสดงบรรยากาศจากชุมชนท้องถิ่น ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตสินค้า ส่วนในด้านความยั่งยืน ผลิตภัณฑ์นี้ใช้บรรจุภัณฑ์จากพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และมีแผนพัฒนาต่อยอดด้วยการเพิ่มอักษรเบรลล์บนบรรจุภัณฑ์เพื่อผู้พิการทางสายตา และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เกิดขึ้นจริงในอนาคต

สจล.สนับสนุนอุตสาหกรรมไทย ร่วมเปิด ‘ศูนย์บริการรัฐแบบเบ็ดเสร็จ’

สจล.สนับสนุนอุตสาหกรรมไทย  ร่วมเปิด ‘ศูนย์บริการรัฐแบบเบ็ดเสร็จ’

สจล.สนับสนุนอุตสาหกรรมไทย ร่วมเปิด ‘ศูนย์บริการรัฐแบบเบ็ดเสร็จ’

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักที่สนับสนุนการจัดตั้ง ศูนย์บริการรัฐแบบเบ็ดเสร็จ ณ อมตะซิตี้ ชลบุรี ศูนย์กลางการให้บริการแก่ภาคอุตสาหกรรมที่ครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมไทยและส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) โดยมีบทบาทสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1.พัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรม ผลิตบุคลากรที่มีทักษะขั้นสูง และพัฒนาแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม จัดโปรแกรม Reskill และ Upskill เพื่อรองรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ 2.สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อภาคอุตสาหกรรม นำงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยไปพัฒนาต่อยอดสู่การใช้งานจริง สนับสนุนเทคโนโลยีแลนวัตกรรมขั้นสูงที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม 3.เชื่อมโยงโอกาสและแหล่งทุนให้กับภาคอุตสาหกรรมเป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาสนับสนุนทุนวิจัยและโครงการความร่วมมือกับหน่วยงานชั้นนำทั้งในและต่างประเทศศูนย์บริการแห่งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึง สำนักงานเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC), การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.), สำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) และพันธมิตรอื่นๆ ที่มุ่งเน้นให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส

อว.เผยความสำเร็จ พัฒนา ‘เซรั่มน้ำยางพารา’ สู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

อว.เผยความสำเร็จ พัฒนา ‘เซรั่มน้ำยางพารา’ สู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

อว.เผยความสำเร็จ พัฒนา ‘เซรั่มน้ำยางพารา’ สู่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคใต้และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) รวมทั้งภาคเอกชนได้สนับสนุนให้ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพเซรั่มน้ำยางพารา (CERB) มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ พัฒนานวัตกรรมการใช้เซรั่มน้ำยางพาราเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ภาคอุตสาหกรรมและการแพทย์ ซึ่งเป็นการนำเซรั่มน้ำยางพารามาผ่านกระบวนการได้เป็นสารต้านอัลไซเมอร์ มะเร็ง ป้องกันโรคกระดูกพรุนป้องกันโรคเบาหวาน โดยผลิตภัณฑ์นี้ สามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากเดิมได้ไม่น้อยกว่า 100 เท่า สามารถเพิ่มมูลค่าราคายางพาราแก่ผู้ประกอบการได้มากขึ้น คาดว่าจะสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ภูมิภาค ได้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาทในปี 2570 ทั้งยังส่งผลให้เกิดนวัตกรรมและสิทธิบัตรนานาชาติเกี่ยวกับเทคโนโลยี การสกัดสารที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพมูลค่าสูงหลายรายการ

แต่เดิมที่อุตสาหกรรมยางพารามุ่งเน้นการส่งออกในรูปวัตถุดิบต้นน้ำ ต่อมา CERB ได้ศึกษาคุณสมบัติของเซรั่มน้ำยางพาราซึ่งเป็นองค์ประกอบของน้ำยางประกอบด้วยเซรั่มน้ำยางพาราคิดเป็น 65% ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมผลิตยาง เพื่อพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพและการแพทย์ โดยเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว โดยแบ่งออกเป็น 2 เเพลตฟอร์มเทคโนโลยี ได้แก่ 1.แพลตฟอร์มการสกัดแยกส่วน(Separation-based technology) โดยการแยกสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากเซรั่มน้ำยางพารา และ 2.แพลตฟอร์มการย่อยด้วยเอนไซม์ (Digestion-based technology) โดยการใช้เอนไซม์เฉพาะเพื่อสกัดสารชีวภาพที่มีมูลค่าสูง เพื่อนำสารสำคัญมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ อาทิ สารสกัด Hb-extract เพื่อใช้ในเวชสำอาง มีสารพฤกษเคมีช่วยบำรุงผิว, Hevea latex oligosaccharides (HLOs) มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกส์ คล้าย Human Milk Oligosaccharides (HMO) และช่วยต้านอัลไซเมอร์และมะเร็ง, Beta-glucan oligosaccharide (BGOs) มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยลดริ้วรอย และต้านมะเร็ง, Quebrachitol มีศักยภาพช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน และป้องกันโรคเบาหวาน และ 5-Methylthioadenosine (MTA) มีฤทธิ์ต้านมาลาเรีย วัณโรค และมะเร็ง เป็นต้น

สำหรับแผนในอนาคต CERB ตั้งเป้าผลักดันการขึ้นทะเบียนสารชีวภาพจากเซรั่มน้ำยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และส่งเสริมการจัดตั้งโรงงานผลิตระดับอุตสาหกรรมตามมาตรฐาน GMP โดยคาดว่าภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะสามารถสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากทรัพยากรยางพาราได้อย่างยั่งยืน

ม.นครพนม จัดงาน ‘เกษตรลุ่มน้ำโขง’ ครั้งที่ 26 ถ่ายทอดภูมิปัญญา-พัฒนาอาชีพ เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

ม.นครพนม จัดงาน ‘เกษตรลุ่มน้ำโขง’ ครั้งที่ 26  ถ่ายทอดภูมิปัญญา-พัฒนาอาชีพ เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

ม.นครพนม จัดงาน ‘เกษตรลุ่มน้ำโขง’ ครั้งที่ 26 ถ่ายทอดภูมิปัญญา-พัฒนาอาชีพ เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม จัดงานแถลงข่าว “เกษตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 26” ภายใต้แนวคิด “BCG เกษตรพื้นถิ่นสู่ความยั่งยืน” โดยมี นางสงวน มะเสนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธาน พร้อมด้วย ผศ.ดร.ถนอม ทาทอง รองอธิการบดีฝ่ายแผนและงบประมาณ ดร.เสาวคนธ์ เหมวงษ์ คณบดีคณะเกษตรและเทคโนโลยี และนายฉัตรชัย ศรีเฉลา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครพนม ร่วมแถลงข่าว ณ คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม (เขตพื้นที่ศรีโคตรบูรณ์)

นางสงวน มะเสนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าวว่า จ.นครพนม มีโครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพในการผลิตทางการเกษตรที่หลากหลาย ประกอบด้วย ด้านพืช ด้านปศุสัตว์ ด้านประมง สินค้าเกษตรแปรรูป นอกจากนี้ยังมีสินค้า GI คือ สับปะรดท่าอุเทน ลิ้นจี่นครพนม และพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ข้าวหอมมะลินาปี ข้าวเหนียวนาปีมันสำปะหลัง มันแกว และยางพารา เป็นต้นซึ่งการจัดงานดังกล่าวเป็นแนวทางการพัฒนาอาชีพโดยยึดตามหลักคิดของ BCG คือ การพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม ที่พัฒนาเศรษฐกิจ 3 มิติ ไปพร้อมกัน ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศในด้านสังคม เศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
และ “เกษตรมูลค่าสูง” ที่เป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยมีผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพให้กับเกษตรกรให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.ถนอม ทาทอง รองอธิการบดีฝ่ายแผนและงบประมาณ กล่าวว่า การจัดงานเกษตรลุ่มน้ำโขงได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการสนับสนุนการจัดกิจกรรม ซึ่ง ม.นครพนม มีนักวิชาการ นักวิจัย ที่ได้สร้างสรรค์งานวิจัยองค์ความรู้ใหม่ๆ โดยการบูรณาการศาสตร์พระราชา ร่วมกับผลงานวิจัยนวัตกรรมใหม่ๆ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ก่อเกิดเป็นนวัตกรรมการเกษตรที่ช่วยให้เกษตรกร ประชาชนได้นำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพจนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

นายฉัตรชัย ศรีเฉลา เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนครพนม กล่าวว่า ยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี (จาก พ.ศ.2560 ถึง พ.ศ.2579) มุ่งเน้นการเสริมจุดแข็งแก้ไขจุดอ่อน เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาภาคการเกษตรให้เกิดความอย่างยั่งยืน ด้วยวิสัยทัศน์ “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน” ซึ่งมีตัวชี้วัดและค่าเป้าหมาย คือ “เกษตรกรมีรายได้เงินสดสิทธิทางการเกษตรต่อหัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3” ดังนั้น การจัดงานฯ จึงเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้ มีความสุขและอยู่ดี

ด้าน ผศ.ดร.เสาวคนธ์ เหมวงษ์ คณบดี คณะเกษตรและเทคโนโลยี กล่าวว่า การจัดงาน “เกษตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 26” นี้ เป็นการกระจายโอกาสในการบริการวิชาการ การบริการวิชาชีพ การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นลุ่มน้ำโขง โดยกิจกรรมต่างๆ อยู่ภายใต้แนวคิด “BCG Model สู่เกษตรมูลค่าสูง” โดยปีนี้มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การจัดแสดงนิทรรศการ นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์จากสาขาวิชาต่างๆ ของมหาวิทยาลัย และหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน

ภายในงานยังมีการประชุมวิชาการเกษตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 3 ในหัวข้อ “สร้างสรรค์นวัตกรรมเกษตร BCG สู่สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย” ซึ่งในการประชุมวิชาการดังกล่าว มีการเสวนาทางด้านการเกษตรได้แก่ การยกระดับการผลิตสมุนไพรไทยด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ภายใต้ Model BCG และ IOT นวัตกรรมอัจฉริยะเพื่อการเกษตรสู่ BCG Model, การเสวนาทางการเกษตร เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ ตลอดจนการฝึกอบรมเกษตรด้านต่างๆ เช่น การผลิตไก่พื้นเมืองและไก่ลูกผสมพื้นเมือง โอกาสเชิงธุรกิจสำหรับเกษตรกรรายย่อย, การจัดการศัตรูพืชเชิงนิเวศและการตลาดดิจิทัลเพื่อเกษตรกรรมยั่งยืน, การจัดการศัตรูพืชในยางพารา Smart Farmer และโครงการฟื้นฟูพัฒนาศักยภาพลูกค้าพักชำระหนี้ ระยะที่ 2, การประกวดและการแข่งขันทักษะของนักเรียน-นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้แก่ การแข่งขันส้มตำลีลา, การแข่งขันจัดสวนถาด, การแข่งขันการจัดตู้ปลาสวยงาม, การแข่งขันทักษะการเขียนโปรแกรมArduino สำหรับการจัดการโรงเรือนอัจฉริยะ, การแข่งขันทักษะการฟาดแส้, การแข่งขันทักษะการคล้องโคและบังคับโค, การประกวดอาหารของหมู่บ้านและชุมชน, การประกวดผลิตภัณฑ์แปรรูปเชิงสร้างสรรค์จากข้าว, การประกวดผลผลิตทางการเกษตร และการแข่งขันตกปลา

ซึ่งงานเกษตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 26 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 กุมภาพันธ์-2 มีนาคม 2568 ณ คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม (เขตพื้นที่ศรีโคตรบูรณ์) ต.ขามเฒ่า อ.เมือง จ.นครพนม

‘ครูกลายเป็นผู้รับฟังที่ดี’ ต้นแบบแห่งความสำเร็จ สร้างเด็กดี ลดพฤติกรรมเสี่ยงขยายผลจากระดับประถมสู่มัธยม

'ครูกลายเป็นผู้รับฟังที่ดี' ต้นแบบแห่งความสำเร็จ สร้างเด็กดี ลดพฤติกรรมเสี่ยงขยายผลจากระดับประถมสู่มัธยม

‘ครูกลายเป็นผู้รับฟังที่ดี’ ต้นแบบแห่งความสำเร็จ สร้างเด็กดี ลดพฤติกรรมเสี่ยงขยายผลจากระดับประถมสู่มัธยม

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 20.23 น.

“โรงเรียนคำพ่อสอน” : ต้นแบบแห่งความสำเร็จ สร้างเด็กดี ลดพฤติกรรมเสี่ยงขยายผลจากระดับประถมสู่มัธยม

ในยุคที่ปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงของเยาวชนเป็นประเด็นสำคัญของสังคม “โครงการโรงเรียนคำพ่อสอน” โดยสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)  จากการดำเนินการมากว่า 9 ปี พบว่า การเริ่มต้นสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ครูเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงของเยาวชนและยังสร้างพฤติกรรมด้านบวกให้เยาวได้อีกด้วย โดยโครงการโรงเรียนคำพ่อสอนเริ่มต้นพาครูเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้าใจในตัวเอง เข้าใจในความแตกต่างของมนุษย์ ใช้ความรักความความเมตตา เข้าใจ ให้อภัย ให้โอกาส ทำหน้าที่เป็นพ่อแม่ที่2 นักเรียนจะอบอุ่นใจว่าเขามีคุณค่าในสายตาครูเขายังมีครูเป็นที่พึ่ง

รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้ทำความดีเพื่อผู้อื่นในสิ่งใกล้ตัวอย่างต่อเนื่องเป็นวิถีชีวิตในโรงเรียน เช่น พี่สอนน้อง ฯ ซึ่งเป็นการทำกิจกรรมร่วมกันเป็นหมู่คณะของนักเรียน ส่งผลให้นักเรียนเห็นคุณค่าในตัวเอง (Self Esteem) เกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง และครูต้องมีท่าทีในเชิงบวกกับนักเรียนเช่น ยิ้ม หาเรื่องชื่นชม ตั้งใจรับฟังในสิ่งที่นักเรียนพูด เป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ซึ่งตรงตามกระแสพระราชดำรัสเพื่อปฏิรูปการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) “..ให้ครูรักเด็กและเด็กรักครู ให้ครูสอนเด็กให้มีน้ำใจต่อเพื่อนไม่ให้แข่งขันกันแค่ให้แข่งกับตัวเอง ให้เด็กที่เรียนเก่งกว่าช่วยสอนเพื่อนที่เรียนช้ากว่า ให้ครูจัดกิจกรรมให้นักเรียนทำร่วมกันเพื่อให้เห็นคุณค่าของความสามัคคี..”

แนวปฏิบัติดังกล่าวนี้สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กนักเรียนได้อย่างแท้จริง โดยโครงการนี้มิได้เพียงช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยงของเด็ก ๆ เช่นเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เลิกสูบบุหรี่ ไม่หนีเรียน ลดความก้าวร้าวรุนแรงในโรงเรียนแล้ว  แต่ยังส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวก ทำให้การเรียนรู้ด้านวิชาการของเด็กดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ขยายความสำเร็จจากประถมสู่มัธยม

จากความสำเร็จของโครงการฯ ในระดับประถมศึกษา ได้นำไปสู่การขยายผลสู่ระดับมัธยมศึกษา โดย “โรงเรียนชุมชนวัดหาดสำราญ” สำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษา (สพป.) จังหวัดชุมพร เขต 2  เป็นหนึ่งในโมเดลต้นแบบของการประยุกต์ใช้แนวทางของโครงการโรงเรียนคำพ่อสอนจนเกิดผลสำเร็จ

นางสาวรจนา กลิ่นหอม ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนวัดหาดสำราญ ตำบลหาดยาย อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร กล่าวว่า “โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนขยายโอกาส มีทั้งนักเรียนประถมศึกษา (ป. 1 – ป.6 ) และมัธยมศึกษา (ม.1 – ม.3 ) ซึ่งก่อนหน้านี้พบปัญหาด้านพฤติกรรมของเด็ก เช่น การไม่เข้าเรียน การยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข เราจึงได้นำหลักการของโรงเรียนคำพ่อสอนมาใช้กับเด็กระดับมัธยมฯ ในกระบวนการเดียวกัน แต่ละเอียดอ่อนต่างกัน ด้วยพฤติกรรมเป็นเด็กที่โตกว่า โดยมีกิจกรรมที่โรงเรียนได้นำมาจากโครงการโรงเรียนคำพ่อสอนมาทำเป็นกิจวัตรหรือเป็นวิถีของโรงเรียนคือ ‘เปิดเทอมสร้างสุข ให้ความรักก่อนให้ความรู้’ เช่น การกอด ยิ้ม ชม สบตา สวัสดี ซึ่งโครงการโรงเรียนคำพ่อสอนได้พาครูไปเรียนรู้จิตวิทยานีโอฮิวแมนนิส กับรศ.ดร.เกียรติวรรณ อมาตยกุล เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูกับนักเรียน

นอกจากนี้ ยังมีขบวนการตาสับปะรด  ที่ให้นักเรียนช่วยกันสอดส่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและรายงานครูโดยไม่เปิดเผยตัวตน ซึ่งช่วยลดปัญหาการหนีเรียนและพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งเด็กมัธยมฯ สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต เข้าถึงสื่อโซเชียลได้ง่าย เช่น บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมาในรูปแบบต่าง ๆ เราต้องใส่ใจให้มาก การชวนนักเรียนมาทำกิจกรรมในหลายๆ มิติ มอบหมายให้มีบทบาทในกิจกรรมต่าง ๆ จะทำให้เขารู้สึกมีคุณค่าและได้รับการยอมรับจากสังคม เด็กจะมีความภูมิใจในตนเอง  ผลลัพธ์ที่ได้ คือ เด็กมีจิตสาธารณะมากขึ้น ลดพฤติกรรมก้าวร้าว และเรียนรู้เกี่ยวกับโทษภัยของยาเสพติดอย่างมีประสิทธิภาพ”

เปลี่ยนแปลงครู สู่การเปลี่ยนแปลงเด็ก

“โรงเรียนคำพ่อสอน” ที่เริ่มต้นจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของครูที่เข้าร่วมโครงการ  ทำให้เกิดความเข้าใจต่อพฤติกรรมของนักเรียนและรับฟังนักเรียนมากขึ้น ทำให้นักเรียนมีความกล้าเข้ามาปรึกษาครู การเปลี่ยนแปลงของครู จึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเด็กนักเรียนเช่นกัน

นางสาวเบญจมาศ คงคาชัย หรือ “ครูบิว”  โรงเรียนชุมชนวัดหาดสำราญ อ.หลังสวน จ.ชุมพร  กล่าวถึงแนวทางการนำโครงการ “โรงเรียนคำพ่อสอน” มาประยุกต์ใช้ว่า “เมื่อก่อนครูบางคนอาจจะใช้คำพูดรุนแรงกับเด็ก แต่หลังจากเข้าร่วมโครงการ ครูกลายเป็นผู้รับฟังที่ดี ใช้คำพูดสุภาพ และให้ความรักความเข้าใจเด็กมากขึ้น ส่งผลให้เด็กกล้าปรึกษาครู ลดช่องว่างระหว่างครูกับนักเรียน และทำให้บรรยากาศในโรงเรียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”   นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังมีกิจกรรม “พี่สอนน้อง” ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนมัธยมเป็นพี่เลี้ยงดูแลน้องประถม ส่งเสริมความรับผิดชอบและภาวะผู้นำ ทำให้เด็ก ๆ รู้สึกมีคุณค่า และช่วยลดปัญหาพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ และการใช้สื่อโซเชียลในทางที่ผิดอีกด้วย

เปลี่ยนแปลงตนเองจนเป็นแบบอย่าง

เด็กชายจรูญโรจน์ ปานมณี หรือ น้องกัน นักเรียนชั้น ม.2 เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากโครงการโรงเรียนคำพ่อสอน เดิมทีเขาติดบุหรี่ตั้งแต่ชั้น ม.1 เนื่องจากอิทธิพลจากเพื่อนกลุ่มเก่า แต่เมื่อครอบครัวทราบและขอให้เลิก เขาจึงตัดสินใจเลิกสูบบุหรี่โดยอาศัยกิจกรรมสนับสนุนของโรงเรียน เช่น การเข้าร่วมโครงการ “พี่สอนน้อง” และการใช้ลูกอมเลิกบุหรี่ที่ทางโรงเรียนจัดทำขึ้น

น้องกันกล่าวว่า “พอเลิกบุหรี่ได้ ผมรู้สึกดีขึ้นมาก มีความตั้งใจเรียน และอยากเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้อง ๆ ในโรงเรียน ตอนนี้เข้ามาเป็นทีมงาน ทำกิจกรรมดี ๆ สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนครับ “

โมเดลแห่งการสร้างสังคมที่ดี

นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังได้เชื่อมโยงโครงการฯ กับชุมชน โดยการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น “สาหร่ายใบไชยาทอดกรอบ” และ “ชามัทฉะไชยา” (ชาเขียว) ซึ่งได้รับรางวัลระดับจังหวัด นอกจากนี้ ยังมี “ลูกอมหญ้าหมอน้อย” ที่ได้รับการตอบรับอย่างดี ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้การสร้างรายได้ และเพิ่มความภาคภูมิใจในตนเองด้วย

การนำกระบวนการจากโครงการ “โรงเรียนคำพ่อสอน” มาใช้ในโรงเรียนชุมชนวัดหาดสำราญได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ไม่เพียงแต่ลดพฤติกรรมเสี่ยงของนักเรียน แต่ยังช่วยปรับเปลี่ยนแนวทางการสอนของครูและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในโรงเรียน โมเดลนี้แสดงให้เห็นว่า หากมีแนวทางที่เหมาะสมและการสนับสนุนที่ดีจากครู ผู้ปกครอง และชุมชน ก็สามารถสร้างโรงเรียนที่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการพัฒนาเยาวชนได้อย่างแท้จริง

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ร่วมงานแถลงข่าวการประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทย และมารยาทในสังคม ประจำปีงบประมาณ 2568

'มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง'ร่วมงานแถลงข่าวการประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทย และมารยาทในสังคม ประจำปีงบประมาณ 2568

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’ร่วมงานแถลงข่าวการประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทย และมารยาทในสังคม ประจำปีงบประมาณ 2568

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 17.39 น.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมงานแถลงข่าวการประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทย และมารยาทในสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และประธานอนุกรรมการบริหารกองทุน ดร.อุเทน เตชะไพบูลย์ พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการมูลนิธิฯ นางสาวพิมพ์ณภัท สุนทรฐิติวงษ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรมูลนิธิฯ และคณะมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ร่วมงานแถลงข่าวการประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทย และมารยาทในสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ กองทุน ดร.อุเทน เตชะไพบูลย์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ผู้ว่าราชการจังหวัด และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ โดยมี นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม และเครือข่ายสถานศึกษาต่างๆ ร่วมพิธี ณ ห้องประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ

การประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทย และมารยาทในสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา วันที่ 2 เมษายน 2568 และเพื่อกระตุ้นให้เด็ก เยาวชน และประชาชน เห็นคุณค่าความสำคัญของอัตลักษณ์ไทยในเรื่องมารยาทไทย มารยาทในสังคม และสามารถนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี นับเป็นจุดเริ่มต้นขวบปีแรกที่กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดการประกวดเยาวชนต้นแบบด้านมารยาทไทย และมารยาทในสังคมขึ้น เพื่อรณรงค์ สร้างกระแสและความตระหนักในการสืบสานและสืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมด้านมารยาทไทย

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ http://www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ http://www.facebook.com/atpohtecktung

## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##
#สายด่วนและแอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 
#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน