วว.พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ‘ลดไขมันในเลือด’ จากสารสกัดเห็ดนางฟ้าขาว

วว.พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ‘ลดไขมันในเลือด’ จากสารสกัดเห็ดนางฟ้าขาว

วว.พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ‘ลดไขมันในเลือด’ จากสารสกัดเห็ดนางฟ้าขาว

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมสนับสนุนส่งเสริมการเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ โดยการใช้ประโยชน์จาก “สารสกัดเห็ดนางฟ้าขาว” ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดระดับไขมันในเลือด สู่การพัฒนาเป็น “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” เพื่อสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคในการใช้ร่วมกับการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน นับเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ ในการพัฒนาการผลิตและการส่งออกผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากเห็ดด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

“เห็ดนางฟ้าขาว” มีชื่อวิทยาศาสตร์ Pleurotus sajor-caju (Fr.) Singer และมีชื่อสามัญว่า เห็ดนางฟ้ามีสาระสำคัญ อาทิ สารในกลุ่มโพลีแซคคาไรด์ คือ กลูแคนไกลโคโปรตีน สารในกลุ่มสเตอรอล สารในกลุ่มโปรตีน และไขมัน ซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเกิดเนื้องอก ยับยั้งแบคทีเรีย ยับยั้งการเกิดโรคเบาหวาน ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ และต้านอนุมูลอิสระ การสร้างเซลล์ไขมันในเซลล์ไขมันขนิด 3T3-L1 รวมถึงสามารถลดระดับคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในโลหิต

จากความหลากหลายของสรรพคุณดังกล่าว ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร วว. ได้ทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับฤทธิ์ในการลดระดับไขมันในโลหิตทั้งในระดับหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง จากนั้น จึงได้พัฒนาสูตรเป็น “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อลดระดับไขมันในเลือดจากสารสกัดเห็ดนางฟ้าขาว” ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านการประเมินความปลอดภัยเบื้องต้นทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง รวมทั้งการปนเปื้อนของโลหะหนักและจุลินทรีย์ และได้ดำเนินการยื่นจดสิทธิบัตรสูตรและกรรมวิธีการสกัดสารออกฤทธิ์จากเห็ดนางฟ้าและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ต่อไป

ผลสำเร็จในการวิจัยพัฒนา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อลดระดับไขมันในเลือดจากสารสกัดเห็ดนางฟ้าของ วว. ในครั้งนี้ จะทำให้เกิดผลตอบแทนสุทธิทางเศรษฐกิจของกลุ่มผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและอาหารให้มีมูลค่าสูงขึ้น รวมทั้งสร้างความนิยมในการนำเห็ดนางฟ้ามาใช้ประโยชน์เพื่อเสริมสร้างสุขภาพมากขึ้น

สพฐ.ผนึกเอกชน ปั้น ‘โรงเรียนร่วมพัฒนา’ ยกระดับคุณภาพการศึกษาเต็มพื้นที่

สพฐ.ผนึกเอกชน ปั้น ‘โรงเรียนร่วมพัฒนา’ ยกระดับคุณภาพการศึกษาเต็มพื้นที่

สพฐ.ผนึกเอกชน ปั้น ‘โรงเรียนร่วมพัฒนา’ ยกระดับคุณภาพการศึกษาเต็มพื้นที่

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วย นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project) ระหว่าง สถานศึกษาในจังหวัดบุรีรัมย์ กับ บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วย นายโสภณ ราชรักษา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จํากัด (มหาชน) ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ และคณะทำงานบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จํากัด (มหาชน) โดยพิธีจัดขึ้น ณ โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม จ.บุรีรัมย์

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ ครั้งนี้ ภาคเอกชน คือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามกับ สถานศึกษาในจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 46 แห่ง ซึ่งเป็น สถานศึกษาสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ จำนวน 23 แห่ง และสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา บุรีรัมย์ เขต 1-4 จำนวน 23 แห่ง เป็นการสร้างความร่วมมือระดับพื้นที่

“ในนามของโรงเรียนร่วมพัฒนา สพฐ. ต้องขอขอบคุณหน่วยงานภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ซึ่งกรณีจังหวัดบุรีรัมย์นี้ ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ส่งบุคลากรร่วมลงพื้นที่ เยี่ยมโรงเรียน รับฟังข้อคิดเห็นการพัฒนาจากโรงเรียนร่วมพัฒนา จังหวัดบุรีรัมย์ ทั้ง 46 แห่ง จุดเริ่มต้นของความร่วมมือในวันนี้ จะนำไปสู่การสร้างการเรียนรู้ที่งดงามให้แก่เด็กและเยาวชนชาวบุรีรัมย์อันเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และจะเป็นต้นแบบของการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อการยกระดับคุณภาพการศึกษา ให้แก่จังหวัดอื่นๆทั่วประเทศต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

สอศ.เดินหน้าสร้างองค์กรโปร่งใสต่อต้านการทุจริต

สอศ.เดินหน้าสร้างองค์กรโปร่งใสต่อต้านการทุจริต

สอศ.เดินหน้าสร้างองค์กรโปร่งใสต่อต้านการทุจริต

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) นำทีมสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ประกาศเจตนารมณ์การต่อต้านการทุจริต ภายใต้แนวคิด “สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ไม่ทน ไม่เฉย ต่อการทุจริต (OVEC Together Against Corruption)” ประจำปีงบประมาณ 2568พร้อมด้วย นายวิทวัส ปัญจมะวัต นายสง่า แต่เชื้อสาย รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหาร บุคลากรในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา หน่วยงานส่วนกลาง สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด สถาบันการอาชีวศึกษา ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีวศึกษาภาค และสถานศึกษาอาชีวศึกษาทุกแห่ง ภายในการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ครั้งที่ 1 / 2568 ณ ห้องประชุม 5 ชั้น 1 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า สอศ.ขานรับนโยบาย ต้านทุจริต วางรากฐานภาครัฐที่โปร่งใส ตามที่รัฐบาลได้กำหนดให้ “การแก้ไขปัญหาการทุจริต” เป็น “วาระแห่งชาติ” เดินหน้า No Gift Policy ปรับปรุงกฎหมายและระบบการทำงานของภาครัฐ เพื่อขจัดค่านิยมอุปถัมภ์ ลดผลประโยชน์ทับซ้อน และดำเนินคดีทั้งในด้านวินัยและอาญาอย่างจริงจัง สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนผ่านระบบการทำงานภาครัฐที่มีคุณธรรมและความโปร่งใส ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล

ทั้งนี้ กิจกรรมประกาศเจตนารมณ์การต่อต้านการทุจริต เป็นการแสดงพลังร่วมของ สอศ. ในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใส ต้านการทุจริตอย่างจริงจัง และมีธรรมาภิบาล โดยยึดหลัก 3 ป ได้แก่ ปลูกฝัง ป้องกัน และปราบปราม ส่งเสริมบุคลากรให้ตระหนักปลุกจิตสำนึกถึงการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบ โดย สอศ. ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ “จะยึดมั่นในสถาบันหลักอันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะเป็นคนดีมีคุณธรรมประพฤติปฏิบัติตนในสัมมาอาชีพด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เป็นหลักสำคัญมั่นคง ดำรงตนอยู่ด้วยความมีเกียรติและศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์กล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ปฏิบัติงานราชการอย่างถูกต้อง ชอบธรรม ไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ และไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่หาประโยชน์บนความทุกข์ยากของประชาชนและปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถตามค่านิยมในการบริหารงานอันได้แก่ ซื่อสัตย์ สามัคคี มีความรับผิดชอบ ตรวจสอบได้ โปร่งใส มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน กล้าหาญในสิ่งที่ถูกต้องรวมถึงปฏิบัติตนตามมาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้าพเจ้าขอถวายสัจวาจาว่า จะประพฤติตนตามรอยพระยุคลบาท สืบสาน พระราชปณิธาน รักษา ต่อยอดศาสตร์ของพระราชาผู้ทรงธรรม ดำเนินชีวิต ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้วยความเพียรอันบริสุทธิ์ยืนเคียงข้างสุจริตชน เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ของราชอาณาจักรไทยสืบไป”

“คำประกาศนี้ คือความสำคัญของ สอศ. บุคลากรทุกระดับในสังกัดทุกคน ต้องปฏิบัติตามกฎ ระเบียบอย่างเคร่งครัด ปฏิเสธการรับของขวัญ ของกำนัล หรือผลประโยชน์อื่นใดที่อาจตีมูลค่าเป็นเงินได้ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการปฏิบัติหน้าที่ยกเว้นกรณีที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ซึ่ง สอศ. โดยกลุ่มงานจริยธรรม ดำเนินการส่งเสริมจริยธรรม คุณธรรม และวินัยข้าราชการ ยกระดับธรรมาภิบาล ป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ อีกทั้งยังบูรณาการกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใส และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน” เลขาธิการ กอศ. กล่าวทิ้งท้าย

‘ZIRCON’ ผลงานนวัตกรรมอวกาศชิ้นเอกของ GISTDA รับรางวัลพระราชทาน จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ

‘ZIRCON’ ผลงานนวัตกรรมอวกาศชิ้นเอกของ GISTDA รับรางวัลพระราชทาน จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ

‘ZIRCON’ ผลงานนวัตกรรมอวกาศชิ้นเอกของ GISTDA รับรางวัลพระราชทาน จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เข้ารับพระราชทานรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2568 จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี” ด้วยผลงาน “ระบบการจัดการจราจรอวกาศ หรือ ZIRCON (เซอร์คอน)” ซึ่งออกแบบและพัฒนาโดยทีมนักวิจัยเทคโนโลยีอวกาศของ GISTDA ประกอบด้วย ดร.สิทธิพร ชาญนำสิน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทคโนโลยีอวกาศ, ดร.สุวัฒน์ ศรีเสวต หัวหน้าห้องปฏิบัติการกลศาสตร์วงโคจร (AstroLab) นายกีรติ พุทธสุวรรณ นักพัฒนานวัตกรรม และนายพศวีร์ เสียงเย็น นักพัฒนานวัตกรรม

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า ระบบการจัดการจราจรอวกาศเพื่อติดตามและแจ้งเตือนการชน เพื่อลดและหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับดาวเทียมเป็นระบบที่มีความสำคัญมาก ทีมนักวิจัยด้านเทคโนโลยีอวกาศของ GISTDA จึงพัฒนาระบบการจัดการจราจรอวกาศที่เรียกว่า ZIRCON เพื่อให้สามารถบริหารจัดการอวกาศได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายในการขอใช้บริการจากต่างประเทศ และส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศภายในประเทศตามนโยบาย National Roadmap ของการวิจัยขั้นแนวหน้าระบบโลกและอวกาศ หรือ Earth Space System Frontier Research : ESS เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีอวกาศของประเทศ

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา GISTDA ประสบความสำเร็จจากการใช้งานระบบการจัดการจราจรอวกาศ หรือ ZIRCON โดยสามารถแจ้งเตือนการพุ่งชนของวัตถุอวกาศกับดาวเทียมไทยโชตตามที่ CSpOC แจ้งเตือน ให้ทราบล่วงหน้าได้ถึง 7 วัน และช่วยวิเคราะห์การเปลี่ยนวงโคจรได้อย่างดี ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิง และ ลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ การติดตามการประเมินสถานการณ์และคาดการณ์จุดตกของสถานีอวกาศเทียนกง-1 กลับสู่โลก การแจ้งเตือนชิ้นส่วนจรวดลองมาร์ช 5บี ตกสู่พื้นโลก หรือการแจ้งเตือนชิ้นส่วนจรวดลองมาร์ช 5บี วาย4 ตกสู่พื้นโลก เป็นต้น

ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวอีกว่า ในอดีตที่ผ่านมา GISTDA เคยใช้บริการข้อมูลจากหน่วยงาน Combined Space Operations Center (CSpOC) ของสหรัฐอเมริกา ในการแจ้งเตือนและวิเคราะห์โอกาสความเป็นไปได้ของการพุ่งชนโดย CSpOC จะส่งการแจ้งเตือนล่วงหน้าให้ GISTDA ก่อนล่วงหน้า 3 วัน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติการดาวเทียมสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที อย่างไรก็ดีการใช้บริการข้อมูลจากหน่วยงานต่างประเทศก็มีข้อจำกัดและมีความเสี่ยงในการที่ผู้ให้บริการไม่สามารถติดต่อได้ แจ้งล่าช้า หรือระงับการให้บริการ ซึ่งจะส่งผลต่อการติดตามการจราจรการชนของดาวเทียมไทยทุกดวง

โฆษก ศธ.ห่วงพฤติกรรมเลียนแบบ ย้ำจุดยืนไม่สนับสนุนความรุนแรง

โฆษก ศธ.ห่วงพฤติกรรมเลียนแบบ ย้ำจุดยืนไม่สนับสนุนความรุนแรง

โฆษก ศธ.ห่วงพฤติกรรมเลียนแบบ ย้ำจุดยืนไม่สนับสนุนความรุนแรง

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 20.24 น.

โฆษก ศธ.ห่วงพฤติกรรมเลียนแบบ ย้ำจุดยืนไม่สนับสนุนความรุนแรง แนะการเคารพสิทธิในรั้วโรงเรียน

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เผยความห่วงใยของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จากกรณีข่าวรุ่นพี่สาดน้ำซุปใส่รุ่นน้อง ผู้เรียนอาจได้รับอิทธิพลจากกระแสสังคมหรือสื่อออนไลน์ กลายเป็นค่านิยมละเมิดสิทธิผู้อื่นจนเกิดความรุนแรงตามมา

โฆษก ศธ.กล่าวว่า จากกรณีดังกล่าวแม้ไม่ได้เป็นเหตุการณ์ความรุนแรงจากผู้เรียนหรือบุคลากรในสังกัด ศธ.แต่ก็สร้างความสะเทือนใจให้กับครูและผู้ปกครองที่ดูแลเด็กและเยาวชนวัยเรียนเป็นอย่างมาก พฤติกรรมนี้นอกจากจะเข้าข่ายอาชญากรรมแล้ว ยังสะท้อนถึงปัญหาการใช้ความรุนแรงจากการไม่ยอมรับความแตกต่างอัตลักษณ์ของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นประเด็นที่ ศธ.ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ที่ต้องการให้ผู้เรียนของเราเรียนรู้และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เคารพสิทธิและเสรีภาพท่ามกลางความหลากหลายในรั้วโรงเรียน จึงอยากให้คำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่นและไม่ควรมีพฤติกรรมที่รุนแรง ปัญหาความขัดแย้งที่ถูกเพิกเฉยจนเข้าใจว่าเป็ฯเรื่องปกติ อาจจะนำไปสู่การใช้กำลัง หากไม่มีการปลูกฝังแนวคิดเรื่องการเคารพสิทธิและเสรีภาพของกันและกันอย่างถูกต้อง

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ฝากครูและผู้ปกครองช่วยกันแนะนำพฤติกรรมที่เหมาะสมแก่ผู้เรียน รวมถึงการใช้โซเชียลมีเดียอย่างระมัดระวังโดยเฉพาะการเสพสื่อที่มีเนื้อหารุนแรงอาจเกิดเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ รวมถึงการโพสต์หรือแชร์เนื้อหาที่กระทบต่อความรู้สึกผู้อื่นทั้งทางร่างกายและจิตใจ ให้ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในอนาคต

ขอยืนยันจุดยืนว่า กระทรวงศึกษาธิการไม่สนับสนุนความรุนแรงทุกรูปแบบ และจะสร้างพื้นที่ปลอดภัยในสถานศึกษา ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน หากเราปลูกฝังแนวคิดที่ถูกต้องตั้งแต่วันนี้ จะช่วยกระตุ้นให้เกิดวัฒนธรรมแก้ไขปัญหาด้วยเหตุผลแทนการใช้กำลัง ทำให้สังคมการศึกษาก้าวไปสู่อนาคตที่ปราศจากความรุนแรง และเต็มไปด้วยความเข้าใจระหว่างกันอย่างแท้จริง

“ยุคนี้ต้องให้ความสำคัญกับการปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องให้กับเยาวชนไทย ให้เข้าใจและรักในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน อย่าให้ความรุนแรงถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติจนกลายเป็นบรรทัดฐานลุกลามสู่การใช้กำลัง ต้องการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในสังคมการศึกษาอีกต่อไป” โฆษก ศธ.กล่าว

‘เพิ่มพูน’ปลุกเร้ายกระดับคุณภาพนักเรียนเตรียมสอบ PISA ส.ค.นี้ หวังผลสอบปีนี้คะแนนเพิ่มขึ้น

'เพิ่มพูน'ปลุกเร้ายกระดับคุณภาพนักเรียนเตรียมสอบ PISA ส.ค.นี้ หวังผลสอบปีนี้คะแนนเพิ่มขึ้น

‘เพิ่มพูน’ปลุกเร้ายกระดับคุณภาพนักเรียนเตรียมสอบ PISA ส.ค.นี้ หวังผลสอบปีนี้คะแนนเพิ่มขึ้น

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 17.42 น.

’เพิ่มพูน‘ ปลุกเร้ายกระดับคุณภาพนักเรียนเตรียมสอบ PISA ส.ค.นี้ หวังผลสอบปีนี้คะแนนเพิ่มขึ้น

10 กุมภาพันธ์ 2568 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  เป็นประธานการประชุมชี้แจงเตรียมความพร้อมครูผู้สอน PISA ชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 (ม.3) และ, ม.4 ปีการศึกษา 2568  ณ ห้องถ่ายทอดสด OBEC Channel สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ผ่านระบบออนไลน์  ว่า  เป็นที่ทราบกันดีว่าผลการประเมินการยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่มาตรฐานสากล หรือ (PISA)  ของเราที่ผ่านมาต่ำลงมาเลื่อยๆ จึงส่งผลกระทบต่อประเทศชาติ ทำให้นักลงทุนต่างชาติหันเหไปลงทุนในประเทศอื่นแทน  ดังนั้น จึงเป็นความท้าทายที่พวกเราทุกคนต้องมาร่วมมือกันในการดำเนินการยกระดับคุณภาพการศึกษา และตนในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และในฐานะประธาน PISA  จึงอยากจะเรียกร้องและวิงวอนทุกคนช่วยกันพัฒนาคุณภาพการศึกษา ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเราจะต้องมีการเตรียมความพร้อมนักเรียนของเราที่จะได้รับการสุ่มในการเข้าประเมิน PISA ในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 นี้  ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่เราจะต้องมาช่วยกันสร้างเด็กของเราให้มีความฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ เพื่อตอบสนองในการที่จะทำให้เด็กของเรามีคุณภาพการศึกษาดีขึ้น 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า และเป็นที่ทราบกันดีว่าเด็กของเราการอ่านอาจจะยังไม่ลึกซึ้ง ไม่ละเอียด ซึ่งการวัดมาตรฐานสากล การอ่านถือเป็นสิ่งสำคัญ จึงอยากฝากพวกเราเน้นส่งเสริมให้น้องๆนักเรียนของเรามีความตั้งใจในการอ่าน การคิดวิเคราะห์เพื่อไปตอบข้อสอบ PISA หรือ ในการทำงานต่าง ๆ ถ้าพวกเราช่วยกันก็ถือเป็นการช่วยประเทศชาติของเรา เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน เพื่อให้มาลงทุนในประเทศไทย ก็ขอขอบคุณอาจารย์ธงชัย ชิวปรีชา ประธานคณะทำงาน  PISA และผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งคุณครู ศึกษานิเทศก์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องที่มีส่วนร่วมในการที่จะทำงานเพื่อชาติ ในการที่จะเพิ่มคุณภาพการศึกษาของเด็กให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และขอเป็นกำลังกำลังใจพวกเราที่จะจับมือไว้แล้วไปด้วยกัน ในการที่จะทำให้เด็กๆ ลูกๆนักเรียนของเรา หรือน้องๆนักเรียนของเรา มีความรู้ความสามารถมีคุณภาพการศึกษาที่ดีขึ้นและสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากที่ ศธ. มีการดำเนินการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับ  PISA มาระยะหนึ่งแล้ว ในวันนี้ก็ได้มีโอกาสมาประชุมเพื่อปลุกเร้าการดำเนินการเตรียมความพร้อมไปถ่ายทอดให้กับนักเรียนได้ศึกษาคู่มือความฉลาดรู้ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของน้องๆนักเรียนในการเตรียมตัวเข้าสอบ PISA วันนี้เป็นการดำเนินการทุกหน่วยการศึกษา ทั้งที่อยู่ในสังกัดศธ. ,สังกัด กทม. ,สังกัดท้องถิ่น, สังกัดกระทรวง อว.,สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นการดำเนินงานร่วมกัน

“ผมขอวิงวอนขอร้องและเป็นกำลังใจให้กับบุคลากรทุกๆท่านในการร่วมกันพัฒนาการศึกษาเราให้มีคุณภาพ ถ้าผลการประเมิน PISA ดีขึ้นก็ถือว่าเป็นการช่วยชาติ ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศให้จะมาลงทุนในประเทศไทย และฝากถึงน้องๆนักเรียนไม่ว่าจะอยู่ระดับไหนก็ตาม อยากให้เรียนอย่างมีความสุข  ตามนโยบาย ”เรียนดี มีความสุข“ และตั้งใจเรียนหนังสือให้มีพัฒนาการที่ดี สร้างคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้น สงสัยอะไรให้ถามครู สงสัยอะไรให้ถามเพื่อน สงสัยอะไรให้ถามพี่  เราอยากเก็บความสงสัยไว้ และให้ตั้งใจเรียน เป็นเด็กดี แล้วร่วมมือกันทำให้ประเทศไทยของเราเป็นที่น่าเชื่อถือของสากลโลกในการที่จะเข้ามาลงทุนหรือเข้ามาท่องเที่ยว” รมว.ศธ. กล่าว 

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า  ศธ. ได้วางแผนไว้เบื้องต้นว่า ผลการประเมิน PISA ของเราปีนี้ จะเพิ่มขึ้นจากเดิม 5 คะแนน แต่ทั้งนี้การศึกษาเราก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าต้องใช้เวลา แต่ปีนี้ถ้าเพิ่มได้ 5 คะแนน ปีต่อไปก็อาจจะเพิ่มเป็น 10 คะแนนตามสเต็ป และเป้าหมายสุดท้ายคือ การศึกษาของเราจะต้องเทียบเท่ากับ OECD ซึ่งเป็นเป้าหมายของเราที่จะต้องทำต่อไป แต่ตนบอกไว้อยู่แล้วว่า กรุงโรมไม่ได้สร้างภายในวันเดียว การศึกษาก็เช่นกัน ดังนั้น การศึกษาของเรา จะต้องทำเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งเด็กของเราจริงๆก็มีกลุ่มที่เป็นเลิศอยู่จำนวนมาก มีคะแนนสูงกว่า OECD เยอะ แต่ที่เรากำลังทำขณะนี้ คือทำมาตรฐานในภาพรวม เด็กของเราทุกคนจะต้องยกระดับให้ได้มาตรฐาน OECD หมดทุกคน  ซึ่งเราก็ได้ดำเนินการในการ ผ่านระบบการสอบโอเน็ต และการสร้างความพร้อม เพื่อให้เด็กมีความคุ้นชินในการทำแบบทดสอบของ PISA ซึ่งเป็นแบบทดสอบสากล ที่นานาประเทศยอมรับ เป็นขบวนการสอบวัดไม่ใช่เฉพาะเรื่องความรู้ ความจำอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องทักษะความคิด การอ่านต่างๆ

“ขณะนี้เราได้กระจายความรู้การทำแบบทดสอบ PISA ไปทุกพื้นที่แล้ว แต่ยังไม่ครบทุกคน  ส่วน การให้ความรู้กับครูผู้สอนทำได้เกือบ 50% แล้ว  ซึ่งผมก็อยากให้ครูทุกระดับชั้นมีกระบวนการในการเรียนรู้เรื่องของการออกข้อสอบแนว PISA และต่อไปก็จะนำแนวทางข้อสอบของ PISA ในเชิงคิด วิเคราะห์ มาปรับใช้ในการสอบเข้าเรียน หรือการสอบเลื่อนระดับชั้นด้วย เพราะแนวข้อสอบ PISA วัดเด็กได้หลายอย่าง  ทั้งนี้ ศธ.จะพยายามลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ด้วยนโยบาย Anywhere Anytime เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา และพยายามส่งสื่อการเรียนรู้ไปให้ถึงผู้เรียนได้เห็นและได้เรียนรู้เท่าๆกัน ถ้าไม่เห็นของจริง ได้เห็นภาพและเสียงก็ยังดี” รมว.ศธ.กล่าว 

‘ปัญญาภิวัฒน์-ซีพีแรม-ซีพี ฟู้ดแล็บ’ลงนามจัดตั้งคณะวิทยาศาสตร์ฯอาหาร’

‘ปัญญาภิวัฒน์-ซีพีแรม-ซีพี ฟู้ดแล็บ’ลงนามจัดตั้งคณะวิทยาศาสตร์ฯอาหาร’

‘ปัญญาภิวัฒน์-ซีพีแรม-ซีพี ฟู้ดแล็บ’ลงนามจัดตั้งคณะวิทยาศาสตร์ฯอาหาร’

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 17.03 น.

‘สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์-ซีพีแรม-ซีพี ฟู้ดแล็บ’ลงนามความร่วมมือยกระดับการศึกษา‘จัดตั้งคณะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการจัดการอาหาร’เสริมแกร่งอุตสาหกรรมอาหารไทยยั่งยืน พร้อมผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางอาหารของโลก

สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ร่วมกับ บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ผู้นำด้านอุตสาหกรรมอาหารพร้อมรับประทาน และ บริษัท ซีพี ฟู้ดแล็บ จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการจัดการศึกษา “ร่วมจัดตั้งคณะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการจัดการอาหาร (Faculty of Food Science, Technology and Management)” เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมในอุตสาหกรรมอาหารอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยซีพีแรมได้สนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรยกระดับคุณภาพการเรียน ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ไปจนถึงการฝึกงาน รวมถึงมอบทุนการศึกษาตลอดหลักสูตร ขยายโอกาส ทางการศึกษาแก่เยาวชนไทย และร่วมพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ให้มีองค์ความรู้ และทักษะมาตรฐานขั้นสูง เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมอาหาร รองรับการเติบโตสร้างผลกระทบเชิงบวกในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมอาหารอย่างยั่งยืนในอนาคต

รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) กล่าวว่า “พีไอเอ็ม มีรูปแบบการเรียนการสอนที่เรียกว่า Work-based Education การเรียนรู้ควบคู่กับการฝึกงาน รวมถึงมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างองค์กร ภาคส่วนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งความร่วมมือจากเครือข่ายจะสามารถเติมเต็มกระบวนการของ Work-based Education ได้ตามเป้าหมายอย่างสมบูรณ์เป็นรูปธรรม เราจึงมีความยินดีอย่างยิ่งในการลงนามความร่วมมือกับ ซีพีแรม เพื่อสร้าง และพัฒนาศักยภาพผู้เรียนให้เป็นบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ผ่านการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ เสริมการค้นคว้าวิจัย องค์ความรู้ และประสบการณ์ด้านการจัดการอาหาร การคิดเชิงสร้างสรรค์สร้างนวัตกรรมทางธุรกิจด้วยเทคโนโลยี เพื่อความมั่นคงด้านอาหารครอบคลุมมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ พร้อมปฏิบัติงานได้ทันทีหลังจบการศึกษา หรือ Ready to Work ส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าอุตสาหกรรมอาหารของประเทศต่อไป”

ดร.เดโช ปลื้มใจ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการจัดการอาหาร กล่าวว่า “โครงสร้างหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีแปรรูปอาหาร ประกอบด้วย 133 หน่วยกิต ให้ความสำคัญกับการออกแบบรายวิชา และการฝึกภาคปฏิบัติงานที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในปัจจุบันได้อย่างแท้จริง อาทิ นวัตกรรมและอาหารแห่งอนาคต การจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยีในธุรกิจการแปรรูปอาหารสมัยใหม่ การขายและการตลาดสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ การจัดการโลจิสติกส์ และซัพพลายเชน เป็นต้น ล้วนเป็นรายวิชาที่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยรับการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมอาหารต่อเนื่อง โดยผู้ที่สำเร็จหลักสูตรจะได้รับวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี และได้รับการรับรองวิทยฐานะจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน สามารถออกไปมาปฏิบัติงานได้ทันที หรือต่อยอดไปสู่การศึกษาเฉพาะทาง ความร่วมมือกับซีพีแรมในการปรับปรุงหลักสูตรครั้งนี้ จึงถือเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับเยาวชนที่ต้องการเดินทางสู่ธุรกิจอาหารระดับมืออาชีพในอนาคต”

นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด กล่าวต่ออีกว่า “ปัจจุบันอุตสาหกรรมอาหารของไทยเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก และมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่องทุกปี ซีพีแรมเล็งเห็นถึงการจัดการองค์ความรู้หรือ KM ขององค์กร ที่สะสมมาตลอดระยะเวลา 38 ปี และมีความเป็นเลิศเหมาะสมที่จะนำมาพัฒนาเป็นหลักสูตรการศึกษาให้กับสังคมในระดับอุดมศึกษา ซึ่งต่อยอดจากศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ ซีพีแรม ที่ได้เปิดดำเนินการสอนในระดับ ปวช. มาเป็นเวลากว่า 18 ปีแล้ว ไม่เพียงแต่สอนให้นักศึกษารู้และเข้าใจกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมอาหาร ยังบูรณาการองค์ความรู้ TQM TPM และ LEAN ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารองค์กรสู่ความเป็นเลิศ เข้าไปในการเรียนการสอนร่วมด้วย โดยมีบริษัท ซีพี ฟู้ดแล็บ จำกัด ได้ร่วมสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมแลกเปลี่ยนและแบ่งปันองค์ความรู้ รวมถึงสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อต่อยอดองค์ความรู้และนวัตกรรม รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมอาหารในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสิ่งนี้สอดคล้องกับแนวทางสามประโยชน์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ซีพีแรมให้ความสำคัญเสมอมา”

ทั้งนี้ ผู้ที่สำเร็จหลักสูตรในคณะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการจัดการอาหารนี้ จะเป็นนักปฏิบัติ นักจัดการ สามารถทำงานได้อย่างมืออาชีพตั้งแต่วันแรกที่เรียนจบ อีกทั้งยังสามารถประกอบอาชีพต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมอาหาร ได้มากมาย อาทิ ผู้ควบคุมกระบวนการแปรรูปอาหาร (Production) ผู้ตรวจสอบและควบคุมคุณภาพอาหาร (QC) ผู้ตรวจสอบมาตรฐานและระบบประกันคุณภาพอาหาร (QA) นักพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร (R&D) นักวางแผนการผลิต (Planning) และการจัดการอาหาร งานส่งเสริมการขาย การตลาดและการจัดซื้อไปจนถึงการเป็นผู้ประกอบการด้านการพัฒนาธุรกิจและต่อยอดสร้างธุรกิจใหม่ เป็นต้น ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดอุตสาหกรรมอาหารทั้งของไทยและทั่วโลก เสริมแกร่งอุตสาหกรรมอาหารไทยยั่งยืน  พร้อมผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางอาหารของโลก

เสี่ยงแต่จำเป็นต้องใช้! เด็กไทยสูญเสียเพราะ‘มอเตอร์ไซค์’ เร่งปลูกฝัง‘ขับขี่ปลอดภัย’ถึงสถานศึกษา

เสี่ยงแต่จำเป็นต้องใช้! เด็กไทยสูญเสียเพราะ‘มอเตอร์ไซค์’ เร่งปลูกฝัง‘ขับขี่ปลอดภัย’ถึงสถานศึกษา

เสี่ยงแต่จำเป็นต้องใช้! เด็กไทยสูญเสียเพราะ‘มอเตอร์ไซค์’ เร่งปลูกฝัง‘ขับขี่ปลอดภัย’ถึงสถานศึกษา

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.38 น.

10 ก.พ. 2568 ที่โรงแรมเอเชีย แอร์พอร์ท จังหวัดปทุมธานี มีการจัดงานถ่ายทอดนโยบายการเคลื่อนการแก้ปัญหาการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในกลุ่มเด็กและเยาวชนไทย “ปี แห่งการจัดการความปลอดภัยทางถนนในเด็กและเยาวชน” “TheYear of youth for road safety management.” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมเชิงปฏิบัติกาถ่ายทอดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานการแก้ปัญหาการตายและการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนในกลุ่มเด็กและเยาวชน TSY Program

นายเดชา ปาณะศรี รองผู้อำนวยการศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยว่า ศูนย์ มีหน้าที่ดูแลเด็กและเยาวชนจาก 4 กลุ่มภัยหลักๆ คือ 1.ภัยจากการใช้ความรุนแรงของมนุษย์ 2.ภัยจากอุบัติเหตุ 3.ภัยที่เกิดจากถูกล่วงละเมิดสิทธิ์ และ 4.ภัยที่เกิดจากผลกระทบทางสุขภาวะทางกายและจิตใจ ซึ่งนับตั้งแต่ที่เริ่มเก็บสถิติในปี 2564 – 2567 พบว่า อุบัติเหตุเป็นภัยที่สร้างความสูญเสียกับเด็กและเยาวชนมากที่สุด และในจำนวนนี้อันดับ 1 คือภัยจากยานพาหนะ

โดยตัวอย่างในปี 2566 จะมีเด็กและเยาวชนวัยเรียนเสียชีวิต 158 ราย และส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากจักรยานยนต์ ซึ่งเมื่อได้ข้อมูลมาก็จะมีทีมงานวิเคราะห์ส่วนใหญ่เกิดกับเด็กช่วงชั้นใด อายุเท่าไร ซึ่งพบว่า นับตั้งแต่ที่เก็บสถิติมา กลุ่มวัยที่เกิดอุบัติเหตุจากจักรยานยนต์มากที่สุดคือประมาณ ม.ต้น ประมาณ ม.1-3 ทั้งนี้ จากประสบการณ์ที่เคยเป็นผู้บริหารโรงเรียนมาก่อน มีนักเรียนที่ไม่มีใบขับขี่แต่ก็จำเป็นต้องใช้จักรยานยนต์

“ยกตัวอย่างในถนนตรอกซอกซอยตามชนบท เขาไม่มีรถรับ – ส่ง แต่เขาจำเป็นต้องใช้รถจักรยานยนต์ ไม่มีขนส่งสาธารณะ ฉะนั้นบางโรงเรียนในขณะนี้เราพยายาม คือโดยหลักกฎหมายแล้วไม่ให้เด็กกลุ่มนี้ใช้รถ แต่พอในความเป็นจริงไม่ใช้ไม่ได้เพราะมาโรงเรียนไม่ได้ ทีนี้จะทำอย่างไรที่จะคุยกับเจ้าหน้าที่ หมายถึงจราจรหรือแม้กระทั่งขนส่งที่อยู่ในพื้นที่ ทำอย่างไรจะให้เด็กกลุ่มนี้พอจะมีความรู้ ทักษะในการใช้รถใช้ถนน ดังนั้นอาจมีการอบรมให้ความรู้ และมีใบรับรองอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่ใบขับขี่” นายเดชา กล่าว

นายทวีศักดิ์ คิ้วทอง ผู้อำนวยการศูนย์ความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า  นักศึกษาอาชีวะส่วนหนึ่งก็ใช้จักรยานยนต์ และมีจักรบานยนต์ก่อนมีใบขับขี่ หรือแม้จะมีใบขับขี่แล้วแต่ก็ต้องได้รับการปลูกฝังจิตสำนึก ซึ่งไม่ใช่ปัญหาเฉพาะเด็กและเยาวชนแต่เป็นปัญหาสังคม เรื่องของวินัยจราจร ซึ่งอุบัติเหตุบนท้องถนนมีปัจจัยจากพฤติกรรมคนมากที่สุด จึงมีกิจกรรมที่ทำเพื่อปลูกฝังนักศึกษา เช่น เรื่องของการขับขี่ปลอดภัย วิชาขับรถจักรยานยนต์ – รถยนต์ มีการสอนในวิทยาลัยอาชีวะ และมีการแข่งขันทักษะขับขี่ปลอดภัยด้วย

“อาชีวะเสริมได้แน่นอน เพราะเด็กและเยาวชนอาชีวะเป็นกำลังสำคัญของประเทศ เรื่องครูเรามีครูฝึก ครู ก. ที่เป็นครูฝึกขับขี่ปลอดภัยทั้งรถยนต์-รถจักรยานยนต์ ร่วมกับขนส่งที่เป็นศูนย์การทดสอบและอบรมมีใบขับขี่ ซึ่งของเราเข้มแข็งจริงๆ ตามมาตรฐานของหลักสูตร แล้วเราก็ยังสอนวิชาขับขี่ปลอดภัย ซึ่งเหมือนกับต่างประเทศ เขากว่าจะได้ใบขับขี่เขาอบรมกันหลายเดือน เป็นปีก็มี” นายทวีศักดิ์ กล่าว

น.ส.ชลิดา ยุตราวรรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมการจัดการศึกษาปฐมวัยและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า ท้องถิ่นมีสถานศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษา ประมาณ 19,000 แห่ง แบ่งเป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกว่า 17,000 แห่ง โรงเรียนกว่า 1,000  แห่ง และวิทยาลัยอาชีวะ 10 แห่ง มีเด็กและเยาวชนในความดูแลกว่า 1.2 ล้านคน

“เรามีการประชาสัมพันธ์ให้เข้าร่วมหลักสูตร TSY แล้วก็ในเรื่องของการขับเคลื่อนต่างๆ ตาม MOU ที่ทางกรมฯ ได้รับมอบหมายเรื่องของการพัฒนารูปแบบด้านความปลอดภัย การประเมินผล รวมถึงเรื่องการให้ความรู้แก่บุคลากรทางการศึกษาสังกัดองค์กรท้องถิ่น ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นก็มีความตั้งใจและพยายามจะให้ทางบุคลากรในพื้นที่ได้รับทราบข่าวสารของ TSY” น.ส.ชลิดา กล่าว

น.ส.อรนุชา มลคลรัตนชาติ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการพัฒนาและสวัสดิการเด็ก เยาวชน และครอบครัว เปิดเผยว่า มีเด็กและเยาวชนราว 1.8 แสนคน เป็นสมาชิกสภาเด็กและเยาวชน ซึ่งมีกลไกลงไปถึงระดับตำบล และสมาชิกสภาเด็กและเยาวชนเองก็เป็นผู้สูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะจากจักรยานยนต์ ท่ามกลางสถานการณ์ที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยลดลง นอกจากนั้น ข้อมูลจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ยังพบด้วยว่า จำนวนผู้พิการหน้าใหม่ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากอุบัติเหตุ

“น้องๆ สภาเด็กและเยาวชน เขามีความตระหนักและต้องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตรงนี้มาก เรามีการจัดเวทีสิทธิเด็กทุกปีช่วงเดือนพฤศจิกายน ปรากฏว่าหนึ่งในหัวข้อที่น้องเขาหยิบยกขึ้นมาอภิปราย คือความปลอดภัยบนท้องถนน เด็กสะท้อนขึ้นมาเอง 1 ใน 6 ประเด็นของเขาคือความปลอดภัยบนท้องถนน เขาอยากเห็นเพื่อนๆ เขามีความปลอดภัย เด็กๆ จะมีความปลอดภัย เขาก็ไปวิเคราะห์กันมา ในปี 2563 – 2565 มีเด็ก – เยาวชนอายุ 15 – 24 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุถึง 1,235 ราย พอเขาวิเคราะห์อีกว่าจากไหน? ปรากฏว่าจักรยานยนต์ 844 ราย” น.ส.อรนุชา ระบุ

นางพรทิพย์ ภู่งาม นักวิชาการขนส่งชำนาญการพิเศษ กรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบก มีโครงการ “เด็กรุ่นใหม่มีใบขับขี่” เริ่มมาตั้งแต่ปี 2562 โดยเริ่มจากการให้ความรู้ก่อน ในเมื่อจำเป็นต้องใช้รถก็ต้องรู้ว่าใช้อย่างไรให้ปลอดภัย และเมื่อออกไปบนท้องถนนก็ควรมีใบขับขี่ ซึ่งในปีงบประมาณ 2568 ตั้งเป้าว่าจะมีนักเรียนเข้ามาอยู่ในโครงการประมาณ 6 หมื่นคน

“เราจัดสรรไปที่สำนักงานขนส่งจังหวัดและรวมถึงสาขาด้วย 195 แห่ง ในปีนี้เราหวังว่าจะได้ 6 หมื่นกว่าราย ซึ่งที่ผ่านมาเราก็สำเร็จไปแล้ว 270,000 กว่าราย นอกจากโครงการนักเรียนรุ่นใหม่มีใบขับขี่ ยังมีโครงการงบประมาณสร้างความปลอดภัยลงไปที่จังหวัด ซึ่งนอกจากการบูรณาการร่วมกันจัดสรรงบประมาณแล้ว เราก็จะมีการส่งข้อมูลให้นำใช้โดยที่อาจไม่ต้องจัดสรรงบประมาณ เราก็จะมีสื่อต่างๆ ลงไป คลังความรู้เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนสำหรับเด็กและเยาวชน” นางพรทิพย์ กล่าว

สถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ช่วงปี 2560 – 2566 แบ่งช่วงอายุเป็นกลุ่มละ 5 ปี ไล่ตั้งแต่อายุ 0-4 ปี ไปจนถึงอายุ 95-99 ปี

พญ.ศิริรัตน์ สุวรรณฤทธิ์ ผู้อำนวยการกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค กล่าวว่า กองป้องกันการบาดเจ็บ เตรียมเรื่องพัฒนาบุคลากร เครือข่าย ซึ่งในส่วนของครู – อาจารย์ ที่สมัครเข้าร่วมและผ่านการอบรมหลักสูตร TSY จะมีการขึ้นทะเบียนไว้ มีการมอบเกียรติบัตร และมีการประกวดผลงาน ส่วนการที่ครูจะนำไปใช้ประกอบการขอเลื่อนวิทยฐานะได้หรือไม่ เรื่องนี้อยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ อยู่ระหว่างการหารือ ในระหว่างนี้ก็พัฒนาคนรอไว้ พอถึงเวลา ประกาศอะไรออกมาเรียบร้อยก็มีคนที่เข้าคุณสมบัติ

“การเสียชีวิตปี 2560 -2567 พอ 14 มาถึง 15 ปุ๊บ สองพันกว่า มันสูงกว่าทุกช่วงอายุ จากอะไร? จากมอเตอร์ไซค์ มันก็เลยจำเป็นที่เราจะต้องรีบจัดการในกลุ่มนี้ แล้วมันได้ผลไหม? มันลงตอนแรกก็คิดว่าโควิดหรือเปล่า? แต่มันยังลงต่อเนื่อง แสดงว่าการดำเนินการ อาจจะไม่ใช่แค่ TSY อย่างเดียว ทุกภาคส่วนเห็น ใช้คำว่าลงมาเกือบพันราย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อและคุ้มค่า” พญ.ศิริรัตน์ กล่าว

นายดุสิต ศิริวราศัย ผู้อำนวยการกองบูรณาการความปลอดภัยทางถนน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า เด็กเป็นทรัพยากรที่สำคัญ ในขณะที่ ปภ. เป็นฝ่ายเลขาของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ระดับประเทศ ทำหน้าที่เชื่อมโยงต่อ นำกลไกมากำหนดทิศทาง ซึ่งข้อมูลที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้ก็จะต้องนำไปบูรณาการแล้วออกมาเป็นนโยบาย

โดยขั้นตอนในขณะนี้ คณะอนุกรรมการด้านความปลอดภัยทางถนนในเด็กและเยาวชน (ส่วนกลาง) กำลังดำเนินการ ซึ่งได้รับข้อมูลจากการถอดบทเรียนอุบัติเหตุช่วงเทศกาลปีใหม่ อยู่ระหว่างเสนอให้กรรมการของ ศปถ. พิจารณาให้ความเห็นชอบ จากนั้นส่งต่อให้คณะกรรมการนโยบายชาติ ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน

“ต้องให้กำลังใจทางจังหวัดแต่ละพื้นที่ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ดี ผมว่าต้องพยายามชวนศูนย์ถนนอำเภอและ อปท. เข้ามา เพราะแต่ละโรงเรียนอยู่ที่อำเภอ อยู่ที่ อปท. จังหวัดก็จะมองได้ในภาพกว้าง คล้ายๆ เราเป็นร่มใหญ่ในประเทศ พอลงไป 76 จังหวัด แล้วไป 878 อำเภอ แล้วก็ยังมี อปท. อีก 7,000 กว่า  ยกตัวอย่างที่ลำสนธิ (ลพบุรี) จะมีถนน 4 เลนอยู่หน้าโรงเรียน ซึ่งตอนเย็นครูก็จะต้องออกมาอยู่หน้าโรงเรียน เพื่อมาพาเด็กข้ามถนน ผมเชื่อว่ามีทุกพื้นที่ ขึ้นอยู่กับพื้นที่ว่าบริหารจัดการอย่างไร ประสบความสำเร็จอย่างไร ก็ต้องเอามาเป็นตัวขับเคลื่อน” นายดุสิต กล่าว

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุว่า สำหรับ Thailand Safe Youth (TSY program) คือ รูปแบบกระบวนการแก้ไขปัญหาการเสียชีวิตและบาดเจ็บ จากอุบัติเหตุทางถนนในระดับสถานศึกษา ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด พัฒนามาจากการศึกษาวิจัยและพัฒนาในพื้นที่นำร่อง โดยประยุกต์ใช้แนวคิด Swiss Cheese Model ปิดช่องว่างของปัญหาทั้งระดับนโยบาย ผู้กำกับดูแล มาตรการการแก้ไข และการส่งเสริมการเรียนรู้ทัศนคติความปลอดภัย (Road Safety Mindset) ประกอบด้วย 6 กระบวนการ

1.วิเคราะห์ข้อมูลสถานการณ์ (Data and Information) 2.พัฒนานโยบายและการขับเคลื่อนกลไกการทำงาน (Policy advocacy) 3.สร้างพลังแห่งการทำงานเป็นทีม (Empowerment of teamwork)  4.สร้างมาตรการที่มีพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง (Powerful Measures) 5.พัฒนาทักษะชีวิต ฉีดวัคซีนจราจร (Life skills and Traffic vaccinations) และ 6.การติดตามประเมินผล วิเคราะห์ข้อมูลสะท้อนกลับ (Evaluation and Feedback)

043…

‘CIBA DPU’ ประกาศผลประกวด โมเดลธุรกิจและสร้างแบรนด์ครั้งที่1

‘CIBA DPU’ประกาศผลประกวด  โมเดลธุรกิจและสร้างแบรนด์ครั้งที่1

‘CIBA DPU’ประกาศผลประกวด โมเดลธุรกิจและสร้างแบรนด์ครั้งที่1

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับ กรมพัฒนาธุรกิจ การค้า กระทรวงพาณิชย์ จัดการแข่งขัน “โครงการประกวดโมเดลธุรกิจและสร้างแบรนด์ธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ครั้งที่ 1 ประจำปี 2567” ซึ่งเพิ่งประกาศผลไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและนักศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)

น.ส.นางวสุกานต์ วิศาลสวัสดิ์ คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาศักยภาพเยาวชนระดับมัธยมปลายและอาชีวศึกษา ให้ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีคุณภาพและมีวิสัยทัศน์ในอนาคต โดยมุ่งส่งเสริมทักษะผู้ประกอบการที่ครอบคลุมทั้งด้านการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม ความคิดสร้างสรรค์ และความยั่งยืน

ทั้งนี้ การที่เยาวชนได้เรียนรู้และเข้าใจกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จะช่วยให้เข้าใจการประกอบธุรกิจได้อย่างลึกซึ้งดังนั้น การออกแบบโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างความสำเร็จทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม แม้ปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่ให้ความสนใจอาชีพอิสระค่อนข้างมาก แต่การทำงานในองค์กรก็เป็นทางเลือกที่มีความมั่นคงในระยะยาว ซึ่งทักษะการเขียนโมเดลธุรกิจถือเป็นสิ่งจำเป็นไม่ว่าจะทำงานในรูปแบบใด ทั้งการขอสินเชื่อหรือการนำเสนอโครงการในองค์กร ที่สำคัญยังเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำธุรกิจด้วย

“CIBA มีแผนต่อยอดโครงการนี้ โดยจะนำทีมที่ชนะเลิศจากการประกวด ไปศึกษาดูงานในสถานประกอบการจริง เพื่อให้เข้าใจกระบวนการทำงานในวิชาชีพและเห็นการประยุกต์ใช้ความรู้จากการเรียนในสถานการณ์จริง พร้อมสร้างเครือข่ายระหว่างสถาบันการศึกษา ให้รุ่นน้องได้
ทำความรู้จักกับรุ่นพี่ใน CIBA DPU มากขึ้น”คณบดี CIBA กล่าว

นายพฤฒิพงศ์ เกตุปัญญา นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า เกณฑ์การประเมินการแข่งขันมีองค์ประกอบหลัก ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ ความยั่งยืน ศักยภาพทางการตลาดของผลิตภัณฑ์ แผนการตลาด และทักษะการนำเสนอ ทั้งนี้ ขอชื่นชมทีมผู้เข้าแข่งขันทุกทีมที่นำเสนอโมเดลธุรกิจได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเยาวชนรุ่นใหม่มีความสามารถในการนำข้อมูลเชิงประจักษ์มาวิเคราะห์ เพื่อพัฒนาโมเดลธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการของตลาด

โดยเฉพาะในด้านความยั่งยืน ซึ่งผู้เข้าแข่งขันได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร สำหรับทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ มีจุดเด่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารว่างที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้หลากหลาย มีศักยภาพในการเข้าสู่ตลาด และใช้วัตถุดิบสมุนไพรจากท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่งสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ของฝากที่มีมูลค่าสูงในอนาคตได้

“การที่มีเยาวชนให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขันเป็นจำนวนมาก ทำให้เห็นแนวโน้มที่เยาวชนรุ่นใหม่มีความสนใจในการเป็นผู้ประกอบการมากขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีของประเทศ และขอเชิญชวนให้สถาบันการศึกษาอื่นๆ ส่งนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งถัดไป เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีคุณภาพในอนาคต” นายพฤฒิพงศ์ กล่าว

การแข่งขันครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 29 สถาบัน รวมทั้งสิ้น 34 ทีมโดยทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม “แล้วทุกคนจะร้องว่า ว้าวๆ PNG” จาก วิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพ ด้วยผลงานผลิตภัณฑ์อาหารว่างน้ำพริก 4 ภาคในรูปแบบสแนค ซึ่งทีมดังกล่าวประกอบด้วย น.ส.ณัฐริกา น่วมทะนะนายธนิต กองเป็ง และ นายศุภวัฒน์ กรีน นักเรียนสาขาการตลาด ชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ปีที่ 1

โดยโมเดลธุรกิจของทีม คือ ผลิตภัณฑ์ “4 แซ่บ” ซึ่งเป็นนวัตกรรมอาหารว่างที่ผสมผสานสมุนไพรในรูปแบบน้ำพริก 4 ภาคโดยมีส่วนประกอบหลักเป็นแคบหมูกรอบและผักกรอบ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้รับการออกแบบมา เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มคนวัยทำงานที่มีเวลาจำกัดในการทานอาหาร สำหรับจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ คือ การนำเสนออัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านวัตถุดิบสมุนไพรจากทั้ง 4 ภูมิภาค อาทิ ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และมะขาม ซึ่งนอกจากจะให้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรในการต้านโรคต่างๆ

นอกจากนี้ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ยังออกแบบให้พกพาง่าย เพียงฉีกซองก็สามารถทานได้ทันที มีการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ดด้านหลังซอง เพื่อรับชมคลิปวีดีโอแสดงบรรยากาศจากชุมชนท้องถิ่น ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตสินค้าส่วนในด้านความยั่งยืน ผลิตภัณฑ์นี้ใช้บรรจุภัณฑ์จากพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และมีแผนพัฒนาต่อยอดด้วยการเพิ่มอักษรเบรลล์บนบรรจุภัณฑ์เพื่อผู้พิการทางสายตา และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เกิดขึ้นจริงในอนาคต

65ปี มจธ. สู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้ (Lifelong Learning University) ตลอดชีวิต

65ปีมจธ.สู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้  (Lifelong Learning University) ตลอดชีวิต

65ปีมจธ.สู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้ (Lifelong Learning University) ตลอดชีวิต

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในวาระครบรอบ 65 ปี ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ในวันที่ 4 ก.พ. 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศวิสัยทัศน์ “ภูมิปัญญา 65 ปี สู่วิถีแห่งความยั่งยืน” เพื่อต่อยอดสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต” (Lifelong Learning University) เต็มรูปแบบ โดย รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า สิ่งที่ มจธ. ดำเนินการภายใต้วิสัยทัศน์นี้คือ การสร้างโอกาสทางการศึกษาที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน พร้อมส่งเสริมความเท่าเทียมทางการศึกษา วิจัย และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

ภายใต้แนวคิด “Excellent, Affordable, Fair and Transparent Higher Education for All” ที่จะดำเนินการผ่าน 3 ระบบสำคัญคือ “OneKMUTT”, “Learning Journey” และ “Credit Bank” โดย OneKMUTT เป็นแพลตฟอร์มปฏิรูปรูปแบบการอุดมศึกษาเปิดโอกาสให้การเรียนรู้เข้าถึงทุกช่วงวัย ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางข้อมูลการเรียนรู้ที่ให้ทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงความรู้และทักษะใหม่ๆ ได้ง่ายและสะดวก พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการด้านการเรียนรู้ต่างๆ ของ มจธ. ที่ผู้สนใจสามารถเข้าเรียนรู้ได้ตามความสนใจของแต่ละคน

ประกอบด้วย (1) KMUTTWORKS : โปรแกรมส่งเสริมความร่วมมือในการออกแบบหลักสูตรร่วม (Co-Design) ระหว่าง มจธ. และองค์กรภายนอก (2) KMUTT PWDS : โปรแกรมพัฒนาทักษะอาชีพและทักษะการดำรงชีวิตสำหรับคนพิการ (3) KMUTT Smart Senior : โปรแกรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในโลกดิจิทัล (4) OBEM : โมดูลการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ สะสมหน่วยกิตได้ พร้อมความยืดหยุ่นสำหรับผู้เรียนทุกคน และ (5) 4lifelong learning : ระบบการรับรองสมรรถนะในรูปแบบ Micro-Credentials

ในส่วนของ Learning Journey นั้น เป็นการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ครอบคลุมและตอบสนองตลาดแรงงานยุคใหม่ เพื่อให้เขาสามารถมองเห็นเส้นทางการพัฒนาตนเองไปสู่อาชีพและอนาคตของตนเองได้อย่างชัดเจน สามารถวางแผนการเรียนรู้ตามงานที่สนใจ (Job-Based Learner Journey) และต่อยอดไปสู่การวางแผนการเรียนรู้เฉพาะบุคคล (Personalized Learner Journey) ในอนาคต โดยมีระบบ Credit Bank ที่จะทำให้ผู้เรียนสามารถสะสมและโอนย้ายหน่วยกิตจากหลักสูตร Non-Degree มาสู่หลักสูตร Degree ได้ ทั้งจากหลักสูตรของ มจธ. และหลักสูตรจากสถาบันอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถสะสมผลการเรียนได้อย่างยืดหยุ่นทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ ในปี 2568 ต้องการให้มีสมาชิกลงทะเบียนในแพลตฟอร์ม OneKMUTT ที่ มจธ. ตั้งใจให้เป็นแพลตฟอร์มปฏิรูปรูปแบบการอุดมศึกษาที่เปิดโอกาสให้การเรียนรู้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัยไม่น้อยกว่า 165,000 คน มีหลักสูตร Non-Degree เปิดให้สมัครและเรียนรู้ไม่น้อยกว่า 365 หลักสูตร และมุ่งพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ไม่ต่ำกว่า 65 นวัตกรรม นอกจากนี้ มจธ. มุ่งเสริมสร้าง AI Literacy ให้แก่นักศึกษาไม่น้อยกว่า 6,500 คน และบุคลากรไม่น้อยกว่า 650 คน เพื่อให้มีความรู้และทักษะเท่าทันกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

นอกจากนี้ มจธ. ยังได้ขยายเครือข่ายความร่วมมือทั้งกับสถานศึกษาและองค์กรอื่นๆ โดยในส่วนของสถานศึกษาจะเป็นการต่อยอดความร่วมมือในในรูปแบบ KMUTT-School/ Company/Community Consortium ที่จะเพิ่มจำนวนโรงเรียนในเครือข่ายไม่น้อยกว่า 365 โรงเรียน โดยล่าสุดได้มีกิจกรรมลงนามบันทึกข้อตกลงทางวิชาการระดับมหาวิทยาลัยกับโรงเรียนมัธยมและอาชีวศึกษาทั่วประเทศจำนวนกว่า 200 โรงเรียน ส่วนขององค์กรอื่นๆ นั้นก็จะมีการขยายความร่วมมือกับบริษัทและชุมชนอีกไม่น้อยกว่า 65 หน่วยงาน

“ล่าสุดเราได้มีการทำความร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) ในการจัดตั้ง “Hub of Knowledge” หรือ ศูนย์กลางแห่งความรู้ เพื่อเสริมสร้างการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการให้ความรู้ในการรับมือกับภัยไซเบอร์ต่างๆ ให้ประชาชนทั่วไปที่จะดำเนินการผ่านแพลตฟอร์ม OneKMUTT ของ มจธ. และแอปพลิเคชั่น “Cyber Check” ของ สอท.” รศ.ดร.สุวิทย์ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.สยาม เจริญเสียง รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายวิชาการ กล่าวย้ำถึงความมุ่งมั่นของ มจธ. ที่จะพัฒนากำลังคนและให้บริการแพลตฟอร์มด้านการเรียนรู้ที่รองรับคนทุกกลุ่มทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กก่อนวัยเรียน คนทำงานผู้บริหาร ผู้ด้อยโอกาส คนพิการและผู้สูงวัย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning) จากผู้เชี่ยวชาญและนวัตกรรมการเรียนรู้ของ มจธ.ที่จะทำให้ผู้เรียนได้ทั้งความรู้และทักษะที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้จริง