ปส. จับมือ ปภ.กระบี่ ฝึกเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินนิวเคลียร์-รังสี

ปส. จับมือ ปภ.กระบี่ ฝึกเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินนิวเคลียร์-รังสี

ปส. จับมือ ปภ.กระบี่ ฝึกเจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินนิวเคลียร์-รังสี

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การเตรียมพร้อมคือกุญแจสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงและปกป้องประชาชน สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงร่วมกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกระบี่ จัดการประชุมสัมมนาแนวทางการจัดทำแผนเผชิญเหตุด้านนิวเคลียร์และรังสีระดับจังหวัดและการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานกรณีฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี ตั้งแต่วันที่ 20-23 มกราคม 2568 ณ โรงแรมโกลเด้นบีช รีสอร์ท จังหวัดกระบี่ เพื่อยกระดับศักยภาพการตอบโต้ต่อภาวะฉุกเฉินทางรังสีสำหรับเจ้าหน้าที่ โดยมี นายอนุวรรตน์ โหมดพริ้ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธีเปิดฯ

นายอนุวรรตน์ โหมดพริ้ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวในพิธีเปิดว่า การสัมมนาในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี โดยเจ้าหน้าที่จะได้เรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ตั้งแต่การประเมินสถานการณ์ การจัดการภาวะฉุกเฉิน ไปจนถึงการดูแลด้านการแพทย์ นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความเข้าใจในแผนเผชิญเหตุด้านนิวเคลียร์และรังสีประจำจังหวัดกระบี่ เพื่อให้การตอบสนองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจังหวัดกระบี่ถือเป็นจังหวัดที่มีสถานประกอบการทางรังสีที่นำวัสดุกัมมันตรังสีมาใช้ประโยชน์ จึงจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมสำหรับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี

ด้าน นายภานุพงศ์ พินกฤษ ผู้อำนวยการกองตรวจสอบทางนิวเคลียร์และรังสี เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างแพร่หลาย ทำให้มีความเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์และรังสีจนอาจเกิดเป็นสาธารณภัยซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม แม้ว่าความถี่จะเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศจะเห็นว่าผลกระทบและความร้ายแรงของอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์และรังสี สามารถส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ซึ่งไม่อาจคาดการณ์ว่า อุบัติเหตุทางนิวเคลียร์และรังสีจะเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถกระทำได้ คือ การเตรียมการให้พร้อมทั้งบุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือ และองค์ความรู้ ปส. ได้ตระหนักถึงเรื่องดังกล่าว จึงจัดการสัมมนาและการฝึกอบรมในครั้งนี้ขึ้น และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปส. ได้จัดการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีร่วมกับ ปภ. มาอย่างสม่ำเสมอครอบคลุมทั่วประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ.2558 ถึงปัจจุบัน มากกว่า 15 ครั้ง

นอกจากนี้ การฝึกอบรมในครั้งนี้ยังเป็นการสร้างเครือข่ายผู้มีความรู้ความสามารถทางด้านนิวเคลียร์และรังสี ตลอดจนเป็นการเตรียมพร้อมระงับเหตุฉุกเฉินสาธารณภัยทางรังสีในประเทศไทยให้มีความเข้มแข็ง และสามารถรองรับกับภัยรูปแบบใหม่ๆ ในอนาคตอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

วว. เพิ่มมูลค่า ‘หน่อไม้ฝรั่ง’ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

วว. เพิ่มมูลค่า ‘หน่อไม้ฝรั่ง’ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

วว. เพิ่มมูลค่า ‘หน่อไม้ฝรั่ง’ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ (ศนอ.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) นำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพิ่มมูลค่าวัสดุเศษเหลือรวมถึงผลผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน (เกรดต่ำ/ตกเกรด) ของหน่อไม้ฝรั่ง โดยการสกัดสารสำคัญและนำมาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มีไฟเบอร์สูง ได้แก่ คุกกี้ธัญพืช และเครื่องดื่มผง เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่รักสุขภาพ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ มุ่งเพิ่มช่องทางธุรกิจและเสริมแกร่งให้ผู้ประกอบการไทย

“หน่อไม้ฝรั่ง” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและนิยมปลูกกันมากในประเทศไทย เป็นพืชที่มีราคาจำหน่ายค่อนข้างสูง (ประมาณ 120-140 บาทต่อกิโลกรัม) เนื่องจากมีความต้องการในตลาดสูง ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่การเพาะปลูกหน่อไม้ฝรั่ง 8,908 ไร่ และมีผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 8,271 ตันต่อปี (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 2566) อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการผลิตหน่อไม้ฝรั่งจะมีวัสดุเศษเหลือรวมถึงผลผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน (เกรดต่ำ/ตกเกรด) ประมาณร้อยละ 30-50 ซึ่งวัสดุเศษเหลือบางส่วนจะถูกทิ้ง เกิดเป็นมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม และบางส่วนถูกนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์และปุ๋ย

ทั้งนี้ เศษเหลือทิ้งหน่อไม้ฝรั่งจะมีสารอาหารและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ อีกทั้งมีปริมาณเส้นใยอาหารค่อนข้างสูงด้วย โดยเศษเหลือทิ้งหน่อไม้ฝรั่งมีปริมาณเส้นใยอาหารทั้งหมดประมาณร้อยละ 58-79 โดยน้ำหนักแห้ง ดังนั้น จึงเป็นวัตถุดิบที่มีความน่าสนใจในการนำมาผลิตเป็นเส้นใยอาหารที่มีมูลค่าสูง โดยเฉพาะเส้นใยอาหารที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพ

จากคุณประโยชน์ของเศษเหลือทิ้งหน่อไม้ฝรั่งดังกล่าว วว. โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ จึงได้ศึกษาการสกัดเส้นใยอาหารจากเศษเหลือทิ้งหน่อไม้ฝรั่งด้วยวิธีการสกัดด้วยเอนไซม์แอลฟา-อะไมเลส อัลคาเลส และอะไมโลกลูโคซิเดส และการสกัดด้วยน้ำ โดยได้เส้นใยอาหารที่มีความบริสุทธิ์สูงขึ้นและมีคุณสมบัติเชิงหน้าที่ในการอุ้มน้ำและอุ้มน้ำมันดีขึ้น นอกจากนั้น ยังได้ศึกษาการสกัดเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ด้วยวิธีการสกัดด้วยเอนไซม์เซลลูเลส เพื่อให้ได้ผลผลิตเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้สูงและขยายขนาดการสกัดสู่ระดับอุตสาหกรรม อีกทั้งประยุกต์ใช้เส้นใยอาหารที่ผลิตได้นำมาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม โดยการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ที่ วว. พัฒนา มีดังนี้ 1.คุกกี้ธัญพืชผสมสารสกัดไฟเบอร์จากหน่อไม้ฝรั่ง ให้พลังงาน 528.45 กิโลแคลอรี่ต่อ 100 กรัม และเป็นพลังงานจากไขมัน 312.93 กิโลแคลอรี่ต่อ 100 กรัม มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ประมาณ 10.126-10.319 บาทต่อ 100 กรัม และ 2.ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มผงผสมสารสกัดไฟเบอร์จากหน่อไม้ฝรั่ง ให้พลังงาน 346.58 กิโลแคลอรี่ต่อ 100 กรัม และเป็นพลังงานจากไขมัน 23.04 กิโลแคลอรี่ต่อ 100 กรัม มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ประมาณ ประมาณ 6.231-9.827 บาทต่อ 100 กรัม

ศธ.ปลูกฝังส่งเสริมวินัยการออมให้เด็ก สร้างการรับรู้สิทธิ์พร้อมตั้งรางวัลจูงใจ

ศธ.ปลูกฝังส่งเสริมวินัยการออมให้เด็ก  สร้างการรับรู้สิทธิ์พร้อมตั้งรางวัลจูงใจ

ศธ.ปลูกฝังส่งเสริมวินัยการออมให้เด็ก สร้างการรับรู้สิทธิ์พร้อมตั้งรางวัลจูงใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมเพื่อหารือแนวทางความร่วมมือ และขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมวินัยการออมผ่านสถานศึกษาระหว่าง กระทรวงศึกษาธิการ และกองทุนการออมแห่งชาติ โดยมี ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ., นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ., นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร. และผู้แทนจากกองทุนการออมแห่งชาติ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานในสังกัด ประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจให้ผู้เรียนรับทราบถึงสิทธิและโยชน์การเป็นสมาชิก หลักเกณฑ์การสมัคร เงื่อนไขการออม เงินสมทบจากรัฐบาล เพื่อปลูกฝังและส่งเสริมวินัยการออมผ่านสถานศึกษา ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือการส่งเสริมการออมกับ กอช. ดังนี้ 1.บันทึกความร่วมมือ (MOU) การส่งเสริมการออม ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กับกองทุนการออมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2560, 2.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมการออม ระหว่างกองทุนการออมแห่งชาติกับ สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563 ระยะเวลาความร่วมมือช่วงละ 5 ปี, 3.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมการออมระหว่าง กองทุนการออมแห่งชาติ กับ สำนักงานการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564, 4.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมการออม โครงการสถานศึกษาส่งเสริมการออมระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับกองทุนการออมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 มีระยะเวลา 3 ปี

ตั้งแต่ดำเนินการร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2560-2567 มีจำนวนสมาชิก กอช. กลุ่มนักเรียน นักศึกษา อายุ 15-20 ปี จำนวนทั้งสิ้น 193,385 ราย คิดเป็นร้อยละ 9.7 จากจำนวนนักเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และนักเรียนระดับอาชีวศึกษา ซึ่งในปี 2567 ได้ขับเคลื่อนโครงการฯ ร่วมกับนายสมใจ วิเศษทักษิณ และ นายชูสิน วรเดช ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการฯ จำนวนทั้งสิ้น 278 แห่ง

และที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาครูแกนนำ “วิทยากรอาสา กอช. เว้าเรื่องออม” จากสถานศึกษา ภายใต้เขตตรวจราชการที่ 10 และ 11 (สพม. จำนวน 7 แห่ง) จำนวน 21 ราย
และมีสถานศึกษา ภายใต้สังกัด สอศ. เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 112 แห่ง รวมถึงสถานศึกษานำร่องเข้าร่วมกิจกรรม “อาชีวะสร้างอาชีพ กอช. เพิ่มเงินออม บสย.ต่อยอดธุรกิจ” จำนวน 15 แห่ง (ปี 2566-2568)

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีประเด็นหารือแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน อาทิ แนวทางความร่วมมือกับผู้ตรวจราชการ 18 เขตรวมถึงการพัฒนาครูแกนนำ “วิทยากรอาสา กอช. เว้าเรื่องออม” ต่อเนื่อง ในปี 2568 จำนวน 100 คน ซึ่งครูแกนนำที่ร่วมโครงการฯ จะได้รับค่าวิทยากรชั่วโมงละ 600 บาท(กิจกรรม 1 ครั้ง ไม่เกิน 2 ชั่วโมง) พร้อมได้รับเกียรติบัตร และผลักดันและส่งเสริมให้มีการนำเนื้อหาเรื่องการวางแผนการเงิน และการออมเงินเพื่ออนาคต ให้อยู่ในแผนการเรียนการสอน วิชาเรียน กิจกรรม หรือชุมนุม ตามความเหมาะสมของสถานศึกษา

โดยในปีนี้จะเพิ่มรางวัลสถานศึกษาส่งเสริมการออมกับ กอช. ยอดเยี่ยม ประจำปี 2568 (ระยะเวลา 1 ม.ค.-30 ก.ย. 2568) ซึ่งรางวัลสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ที่มียอดสมัครสมาชิก กอช. รายใหม่ประจำปี 2568 จำนวน 300 คนขึ้นไป สูงสุด 3 อันดับแรก จะได้รับเงินรางวัล สถานศึกษาละ 20,000 บาท และรางวัลสถานศึกษาสังกัด สอศ. ที่มียอดสมัครสมาชิก กอช. รายใหม่ประจำปี 2568 จำนวน 300 คนขึ้นไป สูงสุด 3 อันดับแรก ได้รับเงินรางวัล สถานศึกษาละ 20,000 บาท

ในการนี้ สถานศึกษาสังกัด สพฐ. และ สอศ. ที่มีผลการดำเนินงานส่งเสริมวินัยการออมยอดเยี่ยม มีสมาชิก กอช.รายใหม่ 3 อันดับแรก จะได้รับรางวัลโล่เกียรติคุณในงานวันออมแห่งชาติ และมอบเกียรติบัตรสำหรับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาผู้อำนวยการสถานศึกษา คุณครู อาจารย์ผู้ประสานงานของสถานศึกษาที่ได้รับรางวัล

กรมวิทย์ บริการ เร่งพัฒนาระบบ e-Learning ยกระดับการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ

กรมวิทย์ บริการ เร่งพัฒนาระบบ e-Learning  ยกระดับการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ

กรมวิทย์ บริการ เร่งพัฒนาระบบ e-Learning ยกระดับการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันพัฒนานักวิทยาศาสตร์ (สพนว.) กรมวิทย์ บริการ ได้จัดประชุมหารือเพื่อยกระดับระบบการเรียนรู้ผ่านe-Learning ณ ห้องประชุม 325 อาคารสถาบันพัฒนานักวิทยาศาสตร์ กรมวิทย์บริการ โดยมี นางสาวปัทมา นพรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนานักวิทยาศาสตร์ เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านe-Learning จากบริษัท เลิร์นเทค จำกัดกุลฑลี ภาสอาจ กรรมการผู้บริหาร และนภาพร พรพระแก้ว เพื่อร่วมกันหาแนวทางพัฒนาระบบ e-Learning ให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในยุคดิจิทัล

ด้วยระบบ e-Learning จะเป็นกลไกสำคัญในการกระจายองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสู่ประชาชน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงเนื้อหาความรู้ที่ทันสมัย ได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วยเสริมสร้างทักษะและศักยภาพในการพัฒนาตนเองและประเทศอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ปี 2561 ถึง 2567 ระบบ e-Learning ของกรมวิทย์ บริการ มีผู้เข้าเรียนมากถึง 205,603 ราย สะท้อนความนิยมและความสำคัญของแพลตฟอร์มการเรียนรู้นี้ในการสร้างบุคลากรคุณภาพที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวว่า การพัฒนาระบบ e-Learning สอดคล้องกับนโยบายของ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่มุ่งเปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ฟรีในหลักสูตร Upskill, Reskill และ Newskill รวม43 หลักสูตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากรในทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ หลักสูตรผ่านระบบ e-Learning ของกรมวิทย์ บริการ ช่วยพัฒนาทักษะในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมมอบประกาศนียบัตร (e-certificate) สำหรับผู้เรียนจบหลักสูตร เพิ่มคุณค่าและความน่าเชื่อถือในสายงานผู้สนใจสามารถสมัครเรียนฟรีได้ที่ https://dss2.mylearntime.com/xlms_dss/portal/index.jsp

‘นักวิชาการ-ภาคประชาสังคม’ จี้รัฐบาลหยุดมรดกทางมลพิษจากกากอุตสาหกรรม

‘นักวิชาการ-ภาคประชาสังคม’ จี้รัฐบาลหยุดมรดกทางมลพิษจากกากอุตสาหกรรม

‘นักวิชาการ-ภาคประชาสังคม’ จี้รัฐบาลหยุดมรดกทางมลพิษจากกากอุตสาหกรรม

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 21.17 น.

‘นักวิชาการ-ภาคประชาสังคม’ จี้รัฐบาลหยุดมรดกทางมลพิษจากกากอุตสาหกรรม เร่งแก้ไขกฎหมายโรงงานหยุดเอื้อโรงงานรีไซเคิล-กำจัดกากมลพิษที่มาตรฐานต่ำ พร้อมเร่งคลอดกฎหมาย PRTR รายงานเคลื่อนย้ายสารมลพิษ “กระทรวงอุตสาหกรรม” รับลูกชงร่างพ.ร.บ จัดการกากอุตสาหกรรมเข้าครม.สัปดาห์หน้านี้

เมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่ทำการชั่วคราว ห้อง 501 ชั้น5 อาคาร The Rice (สะพานควาย) กทม. สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย  จัดกิจกรรมราชดำเนินเสวนาในหัวข้อ “วิกฤติขยะพิษกับชีวิตประชาชน” โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม และนักวิชาการ นำเสนอปัญหามลพิษจากกากอุตสาหกรรม และแนวทางการแก้ไขปัญหาเรื้อรังนี้ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาอย่างจริงจังจากภาครัฐ

น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวว่า มูลนิธิบูรณะนิเวศติดตามผลกระทบมลพิษจากอุตสาหกรรมมาตั้งแต่ปี2541 ทำให้เห็นปัญหากากอุตสาหกรรมส่งผลกระทบคุกคามสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนโดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอันนำมาซึ่งการสังหารผู้นำชุมชนที่ร่วมกันต่อต้านคัดค้านปัญหากากของเสียอุตสาหกรรมมากที่สุด ทั้งยังมีการคุกคาม และทำร้ายอันมีความสัมพันธ์กับปัญหากากอุตสาหกรรมค่อนข้างชัดเจนมาตลอดในหลายพื้นที่

สิ่งนี้เป็นปัญหาสะท้อนถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลผลักดันให้เกิดการลงทุนในด้านอุตสาหกรรมต่างๆ แต่ไม่ได้ทำควบคู่กับการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ทำให้ธุรกิจการจัดการกากของเสียอุตสาหกรรมสามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างมหาศาล ควบคู่กับการทุจริตคอรัปชั่น การออกกฎหมายที่เอื้อต่อการทำโรงงานรีไซเคิล และโรงงานกำจัดกากของเสียอย่างเสรี เพื่อประกอบกิจการได้ในทุกจังหวัด อีกทั้งยังยกเลิกกฎระเบียบที่ให้การกำจัดกากของเสียอุตสาหกรรมทำได้โดยวิธีฝังกลบเท่านั้นก็เปลี่ยนมาเป็นการอนุญาตให้นำมารีไซเคิลได้

โดยจุดเปลี่ยนที่สำคัญคือคำสั่ง คสชที่ 4/2559 อนุญาตให้โรงงานประเภท 105 คือ โรงงานคัดแยกฝังกลบขยะ และโรงงานประเภท 106 ที่ดำเนินกิจการรีไซเคิลขยะจากอุตสาหกรรมดำเนินกิจการได้ โดยระงับการใช้กฎหมายผังเมืองจนทำให้ผู้ประกอบการจากประเทศจีนจำนวนมากเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย โดยใช้เทคโนโลยีที่ไม่ทันสมัยก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน อีกทั้งการละเลยการตรวจสอบการบังคับใช้กฏหมายจากหน่วยงานท้องถิ่นทำให้สถานการณ์แย่ลง

“ทั้งหมดนี้คือมรดกมลพิษที่เกิดจากการบริหารนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลที่คำนึงถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยไม่ได้คิดถึงต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลต้องเร่งรีบแก้ไขปัญหาโดยการปรับปรุงพระราชบัญญัติโรงงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น ใบอนุญาตประกอบโรงงานต้องมีการต่ออายุ และควรสนับสนุนการออก พ.ร.บ การรายงาน และเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ หรือกฎหมาย PRTR ที่ร่างโดยภาคประชาชนและกำลังนำเข้าสู่สภา ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการแก้ไขปัญหามลพิษที่ต้นเหตุ” น.ส. เพ็ญโฉม กล่าว

น.ส.เพ็ญโฉม กล่าวอีกว่าอยากเรียกร้องให้กระทรวงอุตสาหกรรมระงับการออกใบอนุญาตการจัดดำเนินกิจการโรงงานประเภท 105 และ 106 เพราะพบว่ามีบริษัทนายหน้ามาขอใบอนุญาต และปล่อยให้ผู้ประกอบกิจการจากจีนมาขอเช่าพื้นที่ทำกิจการ เมื่อมีความผิดใดๆ ก็ไม่สามารถดำเนินคดีตามกฎหมายได้ เนื่องจากเป็นเพียงผู้เช่าพื้นที่เท่านั้น ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากให้กับชุมชน

นางขนิษฐนันท์ อภิหรรษากร รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกับชุมชน โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2560 หน้าที่ของรัฐ หมวดที่ 5 ในการทำให้สิทธิของประชาชนเป็นสิ่งจับต้องได้ ซึ่งสามารถเข้าไปตรวจสอบเรื่องร้องเรียน โดยขอข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ จัดทำข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไข

 โดยสามารถส่งข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง หรือคณะรัฐมนตรี จะต้องมีข้อสั่งการให้หน่อยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติให้เกิดผล เช่น กรณีการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมจากโรงงานแว็กซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล เซ็นเตอร์ จำกัด ที่จ.ราชบุรี ได้ส่งข้อเสนอแนะเพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว เป็นต้น ซึ่งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจในการสั่งการได้โดยตรง มีเพียงหน้าที่ในการให้คำเสนอแนะเท่านั้น

ขณะที่นายสนธิ คชวัฒน์ อาจารย์มหาวิทยาลัยและชมรมนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่าประเทศไทยมีปริมาณขยะจากกากอุตสาหกรรมประมาณ 25 ล้านตัน ซึ่ง 19.8 ล้านตันสามารถนำไปกำจัดได้อย่างเหมาะสม ส่วนที่เหลือไม่ทราบแหล่งกำจัดที่ชัดเจน ทำให้เกิดคำถามว่าขยะเหล่านี้ไปไหน เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีข่าวการเกิดเพลิงไหม้ในโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมและโรงงานรีไซเคิลในหลายพื้นที่

 โดยเฉพาะโรงงานรีไซเคิล วิน โพเสส ที่อำเภอบ้านค่าย จ. ชลบุรี ส่งผลกระทบให้กับชุมชนกว่าร้อยหลังคาเรือนจากมลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้ของสารเคมีที่เก็บไว้ในโรงงาน และภาพรวมประเทศไทยมีโรงงานที่รับกำจัด คัดแยกและรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมอยู่ประมาณ 2,500 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่มีเงินลงทุนน้อย ประสิทธิภาพต่ำ และระบบการบำบัดมลพิษไม่มีประสิทธิภาพ บางส่วนลักลอบฝังกากอุตสาหกรรมในพื้นที่โรงงานเอง หรือในพื้นที่ดินที่ซื้อไว้ใกล้แหล่งชุมชน นอกจากนี้ยังมีปัญหาการลักลอบการนำเข้ากากอุตสาหกรรม ขยะอิเลกทรอนิกส์ และขยะพลาสติกเข้ามาในประเทศ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ไม่สามารถกำกับดูแล ตรวจสอบสั่งการและดำเนินคดีได้ ทำให้ปัญหาดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขได้

“สิ่งเร่งด่วนที่ควรจะทำในตอนนี้คือ รัฐบาลต้องยกเลิกคำสั่งคสชที่ 4/2559  ให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อยับยั้งการขยายตัวของโรงงานประเภท 105 และ 106 นอกจากนี้ยังต้องเร่งการแก้ไขข้อกฏหมายให้มีการวางเงินประกัน และการจัดตั้งกองทุนโดยเก็บเงินจากโรงงานเพื่อนำเงินมาช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงที”นายสนธิ กล่าว

นายสนธิ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้จะต้องมีการปฏิรูประบบอนุญาตตั้งโรงงานประเภทดังกล่าวให้เป็นโรงงานขนาดใหญ่ มีประสิทธิภาพในการขจัดมลพิษ รวมทั้งปฏิรูประบบอนุญาต และการเคลื่อนย้ายกาก ให้มีการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ โดยต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลทั้งการจัดเก็บ การขนย้าย การจัดการกากของแต่ละโรงงานให้สาธารณชนรับทราบด้วย อีกทั้งควรกำหนดให้โรงงานไฟฟ้าความร้อนทุกขนาดที่ผลิตจากเชื้อเพลิงขยะ  รวมถึงโรงงานรีไซเคิลกากของเสียอุตสาหกรรมทุกขนาดต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ประธานคณะที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมยุคใหม่ต่างให้ความใส่ใจกับประเด็นสิ่งแวดล้อม โดยมีนโยบายในการปรับปรุงระเบียบหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานให้มีความเหมาะสมมากขึ้น เพื่อลดผลกะทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะนำเสนอร่าง พ.ร.บ จัดการกากอุตสาหกรรม พ.ศ… เพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในสัปดาห์หน้า โดยเนื้อหาสำคัญให้มีกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นกับโรงงานประเภท 105 และ 106 โดยให้โรงงานประเภทดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ พ .ร.บ ฉบับนี้  และกากอุตสาหกรรมยังหมายรวมถึง กากอุตสาหกรรมจากการผลิต และกากอุตสาหกกรมที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ เช่น ขยะอิเลกทรอนิกส์ เป็นต้น

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ร่าง พ .ร.บ ดังกล่าวยังมีเรื่องการจัดตั้งกองทุนอุตสาหกรรมยั่งยืน เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลระทบจากมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยใช้เงินตั้งต้นจากกองทุน SME ประชารัฐ จำนวน 20,000 ล้านบาท เพื่อลดภาระทางการคลังของรัฐบาล ซึ่งกองทุน SME ประชารัฐจะยังคงอยู่เพียงขยายการดูแลไปยังผู้ได้รับผลกระทบจากมลพิษ  ซึ่งคาดว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ และมั่นใจว่าจะกฎหมายดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญเพื่อนำไปสู่อุตสาหกรรมที่สะอาดมากขึ้น

‘วันนอร์’เปิดแข่งขัน’นกกรงหัวจุก’ริมเจ้าพระยารัฐสภาครั้งแรก หวังปลดล็อคดันเป็น’ซอฟต์พาวเวอร์’

'วันนอร์'เปิดแข่งขัน'นกกรงหัวจุก'ริมเจ้าพระยารัฐสภาครั้งแรก หวังปลดล็อคดันเป็น'ซอฟต์พาวเวอร์'

‘วันนอร์’เปิดแข่งขัน’นกกรงหัวจุก’ริมเจ้าพระยารัฐสภาครั้งแรก หวังปลดล็อคดันเป็น’ซอฟต์พาวเวอร์’

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 17.43 น.

‘ปธ.วันนอร์’ เปิดงานแข่งขัน ‘นกกรงหัวจุก’ ที่ริมเจ้าพระยารัฐสภาครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หวังปลดล็อก ‘นกปรอดหัวโขน’ จากบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง ดันเป็น ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ สร้างรายได้ให้ประชาชน

22ม.ค.2568 ที่บริเวณสนามหญ้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา อาคารรัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีเปิดการจัดการแข่งขันนกปรอดหัวโขน (นกกรงหัวจุก) “ก้าวที่กล้า สานฝันสู่เสรี”  โดยมี นายสุรเทพ บุญญวัฒนวณิชย์ นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงนกกรงหัวจุกแห่งประเทศไทย กล่าวรายงาน โอกาสนี้ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คณะทำงานทางการเมืองของประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธี

ประธานสภาฯ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า คุ้นเคยกับนกกรงหัวจุกมานาน ตั้งแต่ยังไม่มีการประกวด เคยมีโอกาสเลี้ยงสมัยที่ศึกษาในระดับประถม ความสวยงามของนกกรงหัวจุกเป็นเรื่องที่ดีงามมาก ถ้าสามารถที่จะมีการอนุญาตเพาะเลี้ยงนกกรงหัวจุก อนุญาตให้ไม่เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง การคุ้มครองโดยธรรมชาติกับการคุ้มครองโดยมนุษย์ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นนั้นแตกต่างกัน เชื่อว่าความสามารถของมนุษย์โดยเฉพาะคนไทย ที่มีความสามารถยอดเยี่ยมในการผสมนกเขาได้ดี สามารถที่จะเลือกให้นกเกิดเสียงดี มีราคาตัวละ 2 ล้านบาทได้ เชื่อว่าถ้ามีการปลดล็อกนกกรงหัวจุก ไม่ใช่สัตว์ป่าคุ้มครอง แต่เป็นสัตว์ป่าที่ได้รับการดูแลอย่างดี น่าจะเป็นประโยชน์และขยายพันธุ์ได้มากกว่าธรรมชาติ 

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวต่อว่า เนื่องจากขณะนี้สิ่งแวดล้อมทำลายธรรมชาติ อาหารของนกลดน้อยลงไป แต่ถ้ามนุษย์เลี้ยงสามารถจัดสรรอาหารได้ คนทำอาหารเลี้ยงนกร่ำรวยได้ เป็นอุตสาหกรรม เกิดตั้งแต่คนเพาะเลี้ยง คนทำกรงหากมีฝีมือ ก็สามารถขายได้ในราคาแพง เป็น Soft Power เป็นความชอบของคนที่ประเมินราคาไม่ได้ การจัดการแข่งขันครั้งแรกที่รัฐสภาเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะสภาใครเสียงดีก็สามารถเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ทั้ง 500 ท่านในสภาต้องมีเสียงที่ดี เพราะเสียงที่ดีมาจากการเพาะพันธุ์ ฝึกฝน เสียงที่ดีก็พัฒนาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปได้ 

นายวันมูหะมัดนอร์  กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้นสภากับสมาคมร่วมมือกันได้เพราะต่างคนต่างใช้เสียงเช่นเดียวกัน การเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุกสามารถเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน ทั้งในรูปแบบธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ ตลอดทั้งยังมีการขยายตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศ และสร้างอาชีพให้แก่คนไทยในหลายพื้นที่อีกมากมาย รัฐสภายินดีสนับสนุนส่งเสริมร่วมมือกับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการสานฝันสู่เสรี อนาคตที่ดี เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโต มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในช่วงเทศกาลนกกรงหัวจุกแข่งขันกัน อยากส่งเสริมให้มีการแข่งขันทั่วประทศ มิใช่ภาคใต้อย่างเดียว 

ประธานสภาฯ กล่าวต่อว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมนกกรงหัวจุกพัฒนาครบวงจร เป็นการสร้างชื่อเสียง ให้กับคนเลี้ยง ครอบครัว และท้องถิ่น ตลอดจนระดับประเทศ การแข่งขันนกกรงหัวจุกครั้งนี้ สมาคมอนุรักษ์และเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุกแเห่งประเทศไทยจัดขึ้นโดยได้รับการผลักดันจากรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ให้ได้รับความร่วมมือจากรัฐสภา และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ ร่วมมือกันจัดการแข่งขันครั้งนี้ ในนามประธานรัฐสภา ขอขอบคุณทุกฝ่าย และขอชื่นชมผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รัฐสภายินดีสนับสนุน มิว่าจะเป็นการออกกฎหมาย หรือสนับสนุนอื่น ๆ เพราะ เป็นผลประโยชน์ของประชาชน

ทั้งนี้ประธานสภาฯ ได้มอบประกาศเกียรติคุณให้กับกรรมการผู้ตัดสินการแข่งขันนกกรงหัวจุก พร้อมทั้ง รับมอบของที่ระลึกจากนายกสมาคมอนุรักษ์และเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุกแห่งประเทศไทย จากนั้นได้ร่วมเดินชมบูธนิทรรศการนกปรอดหัวโขนและสินค้า OTOP จากทุกภาคส่วน

สำหรับการแข่งขันดังกล่าวจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 22 – 23 ม.ค.  โดยสมาคมอนุรักษ์และเพาะพันธุ์นกกรงหัวจุกแเห่งประเทศไทยร่วมมือกับรัฐสภา กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมการเลี้ยงนกปรอดหัวโซน และสร้างความสามัคคีในหมู่ประชาชน รวมถึงสนับสนุนการอนุรักษ์พันธุ์นกและธรรมชาติอันเป็นมรดกของชาติ ซึ่งจะมีการจัดเสวนาทางวิชาการ เพื่อศึกษาเป็นข้อมูลในการผลักดัน ถอดถอนบัญชีนกปรอดหัวโขน ลําดับที่ 576 ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และกฎหมายกําหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง 2567

‘ศุภมาส’ เปิดโครงการ NGT รุ่น 3 หนุนสู้ศึกการค้าตลาดโลก ผ่าน Lifelong Learning

‘ศุภมาส’ เปิดโครงการ NGT รุ่น 3 หนุนสู้ศึกการค้าตลาดโลก ผ่าน Lifelong Learning

‘ศุภมาส’ เปิดโครงการ NGT รุ่น 3 หนุนสู้ศึกการค้าตลาดโลก ผ่าน Lifelong Learning

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 15.56 น.

“ศุภมาส” ใช้ Lifelong Learning เป็นฐานร่วมพัฒนาสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดโลก เปิดโครงการ New Generation Trader : NGT รุ่นที่ 3 วางเป้าเสริมแกร่งนักรบเพื่อการส่งออก ด้วยหลักสูตรที่ออกแบบเฉพาะ พร้อมโชว์ผลสำเร็จรุ่น 1 และ 2 พัฒนา 126 ทีม 294 คน ฟันยอดขายและร่วมลงทุนกว่า 20 ล้าน

22 มกราคม 2567 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพัฒนาผู้ประกอบการสมรรถนะสูงเพื่อพัฒนาสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดโลก (New Generation Trader : NGT) รุ่นที่ 3 และกิจกรรมการสร้างเครือข่ายพัฒนาผู้ประกอบการสมรรถนะสูเพื่อพัฒนาสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดโลก ประกอบด้วยการเสวนาแนวทางพัฒนาผู้ประกอบการ ศักยภาพและความพร้อมของสินค้าไทยในเวทีโลก พร้อมแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี่สุรนารี และผู้ประกอบการ NGT รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นางสาวสุณีย์ เลิศเพียรธรรม หัวหน้าผู้ราชการกระทรวง อว. รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวง อว. และผู้บริหารกระทรวง อว.เข้าร่วม ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า (โยธี) กระทรวง อว.

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า กระทรวง อว. นอกจากจะให้ความสำคัญต่อการพัฒนาและยกระดับศักยภาพของนักศึกษา ซึ่งเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข มีรายได้” ยังได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือ Lifelong Learning ที่เน้นให้มหาวิทยาลัยไทยเป็นพื้นที่ในการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ผู้ประกอบการ และประชาชน สามารถกลับมา Upskill Reskill ในทักษะใหม่ ๆ ในยุคที่ภาคเศรษฐกิจมีอัตราการแข่งขันที่สูงขึ้น และธุรกิจออนไลน์เข้ามามีบทบาทที่สำคัญต่อการเลือกซื้อสินค้าและบริการเช่นในปัจจุบัน โดยหนึ่งในโครงการสำคัญที่ดำเนินการ และประสบความสำเร็จคือ โครงการพัฒนา ผู้ประกอบการสมรรถนะสูงเพื่อพัฒนาสินค้าและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดโลก หรือ New Generation Trader : NGT ซึ่งได้ดำเนินการมาแล้ว รวม 2 รุ่น

รมว.อว. กล่าวต่อว่า โครงการ NGT รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 ได้พัฒนาผู้ประกอบการสินค้า และพัฒนานักธุรกิจท้องถิ่นแล้วกว่า 126 ทีม มีผู้เข้าร่วม 294 คน สร้างยอดขายและมีการร่วมลงทุนมากกว่า 20 ล้านบาท และสามารถได้เปิดแพลตฟอร์มเพื่อเป็นช่องทางในการขายสินค้า เช่นใน Alibaba, eBay และ Amazon และ Taobao รวมถึงต่อยอด และเชื่อมโยงการพัฒนาศักยภาพการประกอบธุรกิจในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของกระทรวง  อว. เช่น อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค (Regional Science Park), โครงการหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา (UBI) และบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เป็นต้น อีกทั้งยังได้รับรางวัลในระดับนานาชาติ จากที่ผู้เข้าร่วมได้ส่งผลงานเข้าประกวด เช่น รางวัล Gold Medal 2022 KAOHSIUNG International Invention & Design Expo จากไต้หวัน และรางวัล International Invention and Trade Expo จากประเทศอังกฤษ

น.ส.ศุภมาส ยังกล่าวอีกว่า โดยไฮไลต์ของโครงการ NGT รุ่นที่ 3 ในปี 2568 นี้ กระทรวง อว. ได้เน้นการพัฒนา และเพิ่มศักยภาพการเป็นผู้ประกอบการ ภายใต้หลักสูตรที่ออกแบบเฉพาะ ได้แก่ หลักสูตร Pre-course ซึ่งเปิดรับจำนวน 4,000 คน เน้นถ่ายทอดองค์ความรู้เบื้องต้นการทำธุรกิจยุคปัจจุบันผสานความร่วมมือกับทีมโค้ชภาคเอกชน ที่มีประสบการณ์ขายสินค้าไทยไปต่างประเทศ เช่น สมาคมการค้าธุรกิจเกษตรไทย-จีน สมาคมผู้ประกอบการส่งออกผักและผลไม้ไทย เป็นต้น และหลักสูตร Deep course ผู้ผ่านการคัดเลือกจำนวน 200 คน จะได้รับบ่มเพาะเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) เชิงลึก เรียนรู้กลไก แทรนด์สินค้า มาตรฐานการส่งออก ร่วมกับภาคเอกชน เป็นต้น พร้อมทั้งการฝึกประสบการณ์ขายจริงร่วมกับภาคเอกชน โดยทีมโค้ชด้านการทำธุรกิจส่งออกและธุรกิจออนไลน์ ให้การ Coaching รวมถึงวิทยากรพิเศษให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติอย่างเข้มข้น เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ และทักษะต่าง ๆ มาทำการค้าขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และขายสินค้าได้จริง

“พร้อมกันนี้ ยังจะขยายและกระจายสินค้าที่มีมาตรฐาน ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นจากหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. ส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น ตลาดประเทศจีน เป็นสินค้าการเกษตรผลไม้ที่มีมาตรฐาน กลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกา เน้นสินค้าสุขภาพและผลไม้เมืองร้อน กลุ่มประเทศ CLMV สินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน เป็นต้น รวมถึงสร้างการรับรู้ของนานาประเทศ ที่นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ การลงทุนเพื่อพัฒนา Start-up เพื่อเป็นฐานต่อการพัฒนาประเทศให้ตรงจุด และมีประสิทธิภาพต่อไป” น.ส.ศุภมาส กล่าว

-(016)

‘เสมา 1’ ชื่นชม สพม.ในสังกัด ขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพ PISA เต็ม100%

‘เสมา 1’ ชื่นชม สพม.ในสังกัด  ขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพ PISA เต็ม100%

‘เสมา 1’ ชื่นชม สพม.ในสังกัด ขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพ PISA เต็ม100%

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 2/2568 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และออนไลน์ผ่านระบบ Zoom meeting ว่า ที่ประชุมได้รายงานการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา PISA ซึ่งมีความก้าวหน้าไปมาก โดย สพฐ.ได้รายงาน ผลการดำเนินงานการใช้ชุดพัฒนาความฉลาดรู้ฯ ด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ดังนี้ 1.ได้มีการอบรมแกนนำขยายผล จำนวน 1,400 คน และขยายผลไปยังแกนนำในระดับเขตพื้นที่ จำนวน 245 เขต ในรายวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน จำนวนทั้งสิ้น 27,642 คน,2.โรงเรียนนำไปใช้ในภาคเรียนที่ 1/2567 เฉลี่ย 2-3 เรื่อง และโรงเรียนนำไปใช้ในภาคเรียนที่ 2/2567 เฉลี่ย 1-5 เรื่อง และ6-8 เรื่อง, 3.เขตพื้นที่การศึกษา ร่วมกับสพฐ. ฝึกทำข้อสอบในระบบ Computer Based Test โดยนำนักเรียนใช้ระบบ PISA Style Online Testing (สพฐ) PISA Like online/offline (สสวท.) มีกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 662,300 คน ใช้งานระบบแล้ว จำนวน 611,484 คน, 4.มีการอบรมการสร้างและพัฒนาข้อสอบวัดความฉลาดรู้ ด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ในระดับเขตพื้นที่ จำนวน 245 เขตฯ ในรูปแบบ on demand (การเรียนที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ตามที่ต้องการ) จำนวน 445,624 คน มีวิทยากรแกนนำเป็นพี่เลี้ยงในการอบรมฯ 5.มีความก้าวหน้าการขยายผลการอบรมการสร้างและพัฒนาข้อสอบฯในระดับเขตพื้นที่ จำนวน 245 เขตพื้นที่ 78 ห้องเรียน ที่มีเป้าหมายการอบรมการสร้างและพัฒนาข้อสอบฯทั้งสิ้น 445,624 คน มีลงทะเบียน 188,042 คน อบรมเสร็จแล้ว จำนวน 62,489 คน และ 6.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่มีการดำเนินงาน100% แล้ว ได้แก่ สพม.ฉะเชิงเทรา, สพป.สมุทรสงคราม, สพป.ตาก เขต 1, สพป.ยะลา เขต 3

“การดำเนินการเกี่ยวกับ PISA ถือว่าก้าวหน้าไปค่อนข้างเยอะมาก มีหลายเขตพื้นที่ฯ มีขบวนการที่เป็นแบบอย่างในการดำเนินการได้ผลดี ระดับเขตพื้นที่ จำนวน 245 เขต 78 ห้องเรียน ซึ่งมีเป้าหมายการอบรมการสร้างและพัฒนาข้อสอบฯ ทั้งสิ้น 445,624 คน ลงทะเบียนทั้งหมด 188,042 คน อบรมเสร็จแล้ว จำนวน 62,489 คน มีสำนักงานเขตพื้นที่ฯ ที่ดำเนินงานได้ 100% แล้ว เช่น สพม.ฉะเชิงเทรา, สพป.สมุทรสงคราม, สพป.ตาก เขต 1, สพป.ยะลา เขต 3 ก็เป็นการดำเนินการที่น่าชื่นชมและในปีนี้ สภาการศึกษา จะเข้ามาดูแลก็ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สพฐ. สสวท.จัดทีมงาน ลงพื้นที่ช่วยสร้างความตระหนักรู้และเข้าใจในการทำข้อสอบ PISA แก่คุณครู และนักเรียนเพิ่มมากขึ้น” รมว.ศธ. กล่าว

กรมศิลป์ ชวนชมการแสดงรับลมหนาว ‘เหมันต์สุขสันต์ หฤหรรษ์สังคีต’

กรมศิลป์ ชวนชมการแสดงรับลมหนาว ‘เหมันต์สุขสันต์ หฤหรรษ์สังคีต’

กรมศิลป์ ชวนชมการแสดงรับลมหนาว ‘เหมันต์สุขสันต์ หฤหรรษ์สังคีต’

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมศิลปากร โดยสำนักการสังคีต เชิญชมการแสดงโครงการดนตรีสำหรับประชาชน ปีที่ 68 “เหมันต์สุขสันต์ หฤหรรษ์สังคีต” ทุกวันอาทิตย์ระหว่างเดือน ม.ค. ถึงเดือน มี.ค. 2568 เวลา 17.30-19.30 น. ณ สังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร บัตรเข้าชมการแสดงคนละ 20 บาทนำส่งเป็นเงินรายได้แผ่นดิน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมด้านนาฏดุริยางคศิลป์ของชาติให้คงอยู่และแพร่หลายอย่างกว้างขวางต่อไป

นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า โครงการดนตรีสำหรับประชาชน เป็นการแสดงประจำปีของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร นำเสนอความบันเทิงและความรู้สู่ประชาชน มาเป็นเวลาถึง 68 ปี เพื่อเผยแพร่และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม สำหรับปีนี้ กำหนดจัดการแสดงทุกวันอาทิตย์ รวม 7 ครั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ 26 ม.ค. 2568 ถึงวันที่ 16 มี.ค. 2568 เวลา 17.30-19.30 น. ซึ่งในวันเปิดโครงการฯ วันที่ 26 ม.ค. 2568สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ได้เตรียมการแสดงชุดพิเศษต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ประกอบด้วยการแสดงชุดมะเส็งหรรษา เริงร่าเภรี ปีใหม่ไทยจีนการแสดงละคร เรื่องเอียฮู ผู้กตัญญู และละคร เรื่องสามก๊ก ตอน จูล่งฝ่าทัพรับอาเต๊า นอกจากนี้ ยังได้เตรียมรายการแสดงที่หลากหลายสลับสับเปลี่ยนกันไป ทั้งการแสดงโขน ละคร ระบำ รำ ฟ้อนการบรรเลงดนตรีไทย และดนตรีสากล โดยศิลปินของสำนักการสังคีต

โดยวันที่ 2 ก.พ. 2568 การบรรเลงดนตรีไทย“ชุดร้อยเรียงเสียงดนตรี”, วันที่ 16 ก.พ. 2568 การแสดงวิพิธทัศนา ประกอบด้วย การบรรเลงดนตรีไทย ระบำสวัสดิรักษา ระบำอัศวลีลา การแสดงชุดจับม้ามังกร (แนวตลก) และการแสดงละคร เรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนหึงนางลาวทอง-ลักพานางวันทอง ซึ่งเป็นการแสดงที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ ดำเนินเรื่องตามบทพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพเพื่อเฉลิมพระเกียรติกรมพระราชวังบวรสถานมงคลที่ทรงมีคุณูปการต่อศิลปวัฒนธรรมของชาติ,วันที่ 23 ก.พ. 2568 การบรรเลง-ขับร้องวงดุริยางค์สากล “ลิเกออร์เคสตรา”, วันที่ 2 มี.ค. 2568 การบรรเลงดนตรีไทย และการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด ร่มโพธิสมภารมารซื่อ, วันที่ 9 มี.ค. 2568 การบรรเลงดนตรีไทย การแสดงระบำนาฏดุริยะแห่งภูพระบาท รำฉุยฉายนางวิฬาร์แสนรู้ การแสดงสร้างสรรค์ ชุดสกุณกินรีศรีสำอาง และละครนอก เรื่องแก้วหน้าม้า ตอนถวายลูก, วันที่ 16 มี.ค. 2568 การบรรเลงดนตรีสากล ฟ้อนลาวคำหอม ออกฟ้อนแพนละคร เรื่องพระลอ ตอนตามไก่ และละคร เรื่องสุวรรณหงส์ ตอนกุมภณฑ์ถวายม้า

ศธ.ยืนหยัดต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ก้าวข้ามค่านิยม ‘ระบบอุปถัมภ์’ สร้างความเชื่อมั่นประชาชน

ศธ.ยืนหยัดต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน  ก้าวข้ามค่านิยม ‘ระบบอุปถัมภ์’  สร้างความเชื่อมั่นประชาชน

ศธ.ยืนหยัดต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน ก้าวข้ามค่านิยม ‘ระบบอุปถัมภ์’ สร้างความเชื่อมั่นประชาชน

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทุจริต “กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ทนต่อการทุจริต” (MOE Zero Tolerance) ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมี ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ., นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ., นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการ สกศ., นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร., นางอมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา รวมทั้งศึกษาธิการจังหวัด ผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกว่า 250 คน เข้าร่วม ณ หอประชุมคุรุสภา

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ. กล่าวว่า ศธ.ให้ความสำคัญเรื่องต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ จึงได้จัดงาน “กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ทนต่อการทุจริต” (MOE Zero Tolerance) ประจำปีงบประมาณ 2568 เพื่อให้ประชาคมโลก และสังคมไทย ได้เห็นถึงพลังความร่วมมือและเจตนารมณ์ร่วมกันของชาว ศธ.ในการรณรงค์
ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง โดยที่ผ่านมารัฐบาลได้กำหนดเรื่องการแก้ไขปัญหาทุจริต เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งมีการปรับปรุงกฎหมายต่างๆเพื่อให้ครอบคลุมการป้องกันและปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบ ก้าวข้ามค่านิยมระบบอุปถัมภ์และผลประโยชน์ทับซ้อน เร่งรัดให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดประพฤติไม่ชอบทางด้านวินัยและอาญาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ผ่านระบบการทำงานของภาครัฐ ที่มีคุณธรรมโปร่งใส ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

“ปัจจุบันเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ตามที่เห็นข่าวผ่านสื่อออนไลน์ขึ้นมา ผู้บริหารระดับสูงที่รับผิดชอบในเรื่องนั้น จะดำเนินการเป็นรูปธรรมอย่างทันทีทันควัน เพื่อให้เห็นว่า ศธ.ไม่นิ่งเฉย ไม่ทนต่อการทุจริต ซึ่งเป็นแนวทางยึดถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง” ปลัดศธ. กล่าว และว่า ที่สำคัญคือ ในส่วนของการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) นั้น ศธ.ได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วน และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จนได้รับรางวัล TIA หลายหน่วยงาน

“ในวันนี้ ได้มาร่วมแสดงเจตนารมณ์ No Gift Policy ขึ้นเป็นปีที่ 4 เพื่อสร้างความตระหนักรู้ กระตุ้นปลุกจิตสำนึก ในการไม่ยอมรับ ไม่ทำ ไม่ทนต่อการทุจริตให้กับบุคลากรในสังกัด ก้าวข้ามค่านิยมระบบอุปถัมภ์สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน สร้างค่านิยมและภาพลักษณ์ที่ดีของกระทรวงศึกษาธิการ” ปลัด ศธ. กล่าว

โอกาสนี้ ปลัด ศธ. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ ร่วมกล่าวประกาศเจตนารมณ์การต่อต้านการทุจริต ความว่า “ขอประกาศเจตนารมณ์ ว่า จะยึดมั่นในสถาบันหลัก อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะเป็นคนดีมีคุณธรรม ประพฤติปฏิบัติตนในสัมมาอาชีพ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นหลักสำคัญมั่นคง ดำรงตนอยู่ด้วยความมีเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ปฏิบัติงานราชการอย่างถูกต้องชอบธรรม ไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ และไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่หาประโยชน์บนความทุกข์ยากของประชาชน และปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ตามค่านิยมในการบริหารงาน อันได้แก่ ซื่อสัตย์ สามัคคี มีความรับผิดชอบ ตรวจสอบได้ โปร่งใส มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน กล้าหาญทำในสิ่งที่ถูกต้อง รวมถึงการปฏิบัติตนตามมาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้าพเจ้าขอถวายสัจวาจาว่าจะประพฤติปฏิบัติตนตามรอยพระยุคลบาท สืบสานพระราชปณิธาน รักษาต่อยอดศาสตร์ของพระราชาผู้ทรงธรรม ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยความเพียรอันบริสุทธิ์ ยืนเคียงข้างสุจริตชน เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ของราชอาณาจักรไทยสืบไป”