รร.มหิดลวิทยานุสรณ์ จัด ISSF 2025 ครั้งที่ 20 เทิดพระเกียรติ 70 พรรษา ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

รร.มหิดลวิทยานุสรณ์ จัด ISSF 2025 ครั้งที่ 20  เทิดพระเกียรติ 70 พรรษา ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

รร.มหิดลวิทยานุสรณ์ จัด ISSF 2025 ครั้งที่ 20 เทิดพระเกียรติ 70 พรรษา ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

วันพุธ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารองค์กรหลักของศธ. ร่วมในการแถลงข่าวการจัดงานมหกรรมทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ ครั้งที่ 20 The 20th International Students Science Fair (ISSF 2025) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-31 มกราคม โดยโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์เป็นเจ้าภาพ เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในปีมหามงคลแห่งการเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 70 พรรษา ด้วยพระมหากรุณาธิคุณต่อโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์นับแต่ก่อตั้งโรงเรียนเมื่อปี พ.ศ.2533 และต่อวงการการศึกษาวิทยาศาสตร์ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานในพิธีเปิดงาน ISSF ครั้งที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2548 (ISSF 2005) ครั้งที่ 7 เมื่อปี พ.ศ. 2554 (ISSF 2011) และในครั้งนี้ ปี พ.ศ. 2568 (ISSF 2025) อันเป็นการจัดงานครบรอบ 20 ปี ซึ่งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานในวันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2568 ณ หอประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล (ศาลายา) ซึ่งจะมีผู้เข้าร่วมจำนวน 227 คน จาก 18 ประเทศ มีโรงเรียนเข้าร่วมทั้งสิ้น 43 โรงเรียน เป็นเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับนานาชาติ จะช่วยพัฒนาการศึกษาวิทยาศาสตร์ของไทยให้มีศักยภาพทัดเทียมการศึกษาวิทยาศาสตร์ในระดับนานาชาติได้

ด้าน ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กล่าวว่า โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เป็นโรงเรียนที่เป็นองค์การมหาชนแห่งเดียวของรัฐ จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นโรงเรียนต้นแบบในการพัฒนาการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษา ดังนั้น การทำงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของเครือข่ายโรงเรียนวิทยาศาสตร์ชั้นนำจากทั่วโลกในงาน ISSF จะทำให้โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เห็นแนวทางการพัฒนาหลักสูตรแห่งอนาคตที่เป็นมาตรฐานนานาชาติ และนำกลับมาทดลองใช้กับหลักสูตรของโรงเรียน เพื่อขยายผลต่อยอดให้กับโรงเรียนวิทยาศาสตร์ของไทย เช่น โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย และโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรวิทยาศาสตร์อย่างเข้มข้นต่างๆ ในประเทศต่อไป

“ในงาน ISSF 2025 จะมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ นิทรรศการเทิดพระเกียรติปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 70 พรรษา ปาฐกถาพิเศษโดยนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล การนำเสนอผลงานวิจัยโครงงานวิทยาศาสตร์ในมิติใหม่ร่วมกับการถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านการแสดงผลงานศิลปะ เป็นต้น นอกจากกิจกรรมต่างๆ สำหรับนักเรียนแล้ว ในตลอดสัปดาห์ของการจัดงาน ณ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ยังมีกิจกรรมในมิติของผู้อำนวยการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาและขับเคลื่อนแนวทางการจัดการศึกษาที่มุ่งส่งเสริมเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้สามารถพัฒนาศักยภาพสู่การเป็นพลโลกที่มีความสามารถในการแก้ปัญหาสำคัญระดับโลกด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้” ดร.วรวรงค์ กล่าว

สพฐ.เร่งสรุปความเห็น’เลื่อนเปิด-ปิดเทอม’ ถ้าเห็นตรงกัน ประกาศภาคเรียน 1 พ.ค.68 ทันที

สพฐ.เร่งสรุปความเห็น'เลื่อนเปิด-ปิดเทอม' ถ้าเห็นตรงกัน ประกาศภาคเรียน 1 พ.ค.68 ทันที

สพฐ.เร่งสรุปความเห็น’เลื่อนเปิด-ปิดเทอม’ ถ้าเห็นตรงกัน ประกาศภาคเรียน 1 พ.ค.68 ทันที

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.34 น.

สพฐ. เดินหน้ารับฟังความเห็น เลื่อนเปิด-ปิดภาคเรียน พร้อมเสนอแนวคิดครูช่วงชั้น และสั่งเร่งปรับห้องน้ำเด็กเล็กแล้ว

วันที่ 21 มกราคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารระดับสูง สพฐ. ครั้งที่ 3/2568 โดยนำข้อสั่งการของ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. แจ้งต่อที่ประชุมเพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน และติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานที่ได้สั่งการไปแล้ว โดยมี นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง สพฐ. ผู้อำนวยการเขตตรวจราชการ ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting 

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า ในที่ประชุมวันนี้ได้หารือเรื่องความคืบหน้าการเลื่อนเปิด-ปิดภาคเรียน ซึ่งได้มอบหมายให้สำนักที่เกี่ยวข้องไปประชุมร่วมกับผู้ที่มีผลกระทบกับการเลื่อนเปิด-ปิดภาคเรียน ทั้งสังกัดเอกชน อาชีวศึกษา กรมส่งเสริมการเรียนรู้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตชด. หรือสำนักพระพุทธศาสนา ที่มีโรงเรียนในสังกัด  โดยเชิญมาร่วมรับฟังความคิดเห็น ว่าจะต้องมีการปรับแก้อะไรบ้าง หากเราปรับการเปิดภาคเรียนที่ 1 เป็นวันที่ 1 พฤษภาคม และปิดภาคเรียนวันที่ 30 กันยายน ซึ่งเป็นวันสิ้นปีงบประมาณพอดี  ก็จะมีผลดีในเรื่องของการจัดทำแผน การบริหารงบประมาณ การย้ายครู/ผอ.โรงเรียน ขณะที่เด็กนักเรียนก็จะมีเวลาปิดภาคเรียนที่ 1 มากขึ้น ทำให้เด็กได้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น ครูก็จะได้มีเวลาเตรียมการสอนมากขึ้น ซึ่งหากเป็นไปได้ ก็จะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด เพื่อให้ทันการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 นี้ 

เรื่องต่อมา คือ เรื่องโครงการบริหารจัดการชั้นเรียนแบบช่วงชั้น (ครูช่วงชั้น) ซึ่งหมายถึงให้ครูติดตามเด็กขึ้นไปเป็นชั้นๆ โดยเริ่มต้นในช่วงชั้นที่ 1 (ป.1-3)ก่อน  อย่างเช่น ปีนี้ครูสอนอยู่ ป.1 พอเด็กจบ ป.1 เลื่อนขึ้นไป ป.2 ครูก็จะเลื่อนชั้นตามเด็กขึ้นไปด้วย เพื่อให้ครูได้ดูแลติดตามนักเรียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของพัฒนาการเด็ก การอ่านการเขียน การเรียนการสอน รวมถึงพฤติกรรมต่างๆที่ครูจะได้ดูแลนักเรียนอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งเป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ นำโดย พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.  นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ.  และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ.  ที่ได้มอบหมายให้ สพฐ. คิดหารูปแบบในการดำเนินการ โดยเราได้เปิดรับสมัครโรงเรียนที่สนใจจะรับการบริหารจัดการแบบครูช่วงชั้นไปดำเนินการ  และเป็นที่น่ายินดีว่าตอนนี้มีโรงเรียนต่างๆสนใจสมัครเข้ามามากกว่า 2,000 โรงเรียนแล้ว ซึ่งต้องมีการเปรียบเทียบผลการวิจัยดูด้วยว่า การจัดการเรียนการสอนแบบครูช่วงชั้น กับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ แบบไหนจะเกิดพัฒนาการกับผู้เรียน และสร้างคุณภาพการศึกษาได้ดีกว่า เราก็จะเลือกวิธีที่เกิดประโยชน์กับเด็กมากที่สุด

นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำเรื่องการเฝ้าระวังฝุ่น PM 2.5 โดย สพฐ. ได้แจ้งไปยังสถานศึกษาในสังกัดแล้วว่า หากพื้นที่ใดเป็นพื้นที่สีส้มหรือสีแดงที่อยู่ในขั้นอันตราย ให้ผอ.โรงเรียนสามารถสั่งปิดโรงเรียนได้เลย โดยไม่ต้องรอ สพฐ. สั่งการ  ซึ่งการปิดสถานศึกษาเป็นอำนาจของ ผอ.โรงเรียน ที่จะสั่งปิดได้ทันที และให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง “มาตรการป้องกัน แก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5” อย่างเคร่งครัด 

ส่วนเรื่องห้องน้ำเด็กอนุบาลของโรงเรียนจังหวัดลำปาง นั้น เนื่องจากเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ มีเด็กอนุบาลถึง 534 คน จึงได้จัดห้องน้ำในลักษณะเปิดโล่งเพื่อความปลอดภัยของเด็กเล็ก โดยผ่านความเห็นร่วมกันของคณะครูและผู้ปกครอง ขณะที่ห้องน้ำนักเรียนระดับชั้นอื่น ๆก็เป็นห้องน้ำปกติ ทั้งนี้ สพฐ. ได้สั่งการให้โรงเรียนดำเนินการแก้ไขปรับปรุงแผงที่กั้นให้มิดชิด แบ่งแยกเป็นสัดส่วนแล้ว โดยยังคงมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับเด็ก และสุขอนามัย ตามนโยบาย ”สุขาดี มีความสุข” ให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ 

“ส่วนเรื่องการสอบ O-NET และ PISA นั้นก็ได้มีการเน้นย้ำมาโดยตลอด โดยมอบหมายให้สำนักทดสอบทางการศึกษา สพฐ. ทำมาตรการจูงใจและรณรงค์ให้เด็กเข้ามาสอบ O-NET มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาเราพบว่าเด็กสอบ O-NET ลดลง หรือบางคนสมัครแล้วไม่มาสอบ ทำให้สูญเสียงบประมาณในการจัดเตรียมข้อสอบ รวมถึงเน้นย้ำเรื่องการสอบทุกอย่าง ทั้ง NT, RT, O-NET ที่จะเข้าไปเชื่อมโยงกับการสอบ PISA โดยเอาแนวข้อสอบ PISA มาใช้ในการสอบอื่นๆ ด้วย เพื่อวางพื้นฐานให้เด็กคุ้นเคยกับแนวข้อสอบ PISA และมีผลการสอบที่สูงขึ้น ส่วนเรื่องที่ครู Live Tiktok ขายสินค้านั้น เราไม่ได้มีการห้ามครูหารายได้เสริม เพียงแต่ให้ทำนอกเวลางาน เช่น หลังเลิกเรียนหรือวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ไม่ควรทำในเวลาราชการ รวมถึงการถ่ายคลิปวิดีโอหรือ Live ที่ติดหน้านักเรียน ถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อการขัดต่อ พ.ร.บ. PDPA (พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562) ทั้งนี้ หากเป็นการถ่ายคลิปในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ หรือเทคนิคการสอนต่างๆ ถือว่าสามารถทำได้ และสนับสนุน เพื่อจะได้เผยแพร่เนื้อหาความรู้ดีๆ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ตามนโยบายเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

รายงานพิเศษ : ‘Chiang Mai Greentopia’ ต้นแบบอาหารอินทรีย์เพื่อสุขภาพ พัฒนาระบบอาหารเพื่อสุขภาวะ

รายงานพิเศษ : ‘Chiang Mai Greentopia’  ต้นแบบอาหารอินทรีย์เพื่อสุขภาพ  พัฒนาระบบอาหารเพื่อสุขภาวะ

รายงานพิเศษ : ‘Chiang Mai Greentopia’ ต้นแบบอาหารอินทรีย์เพื่อสุขภาพ พัฒนาระบบอาหารเพื่อสุขภาวะ

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2568, 08.22 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ตัวแทนเกษตรกร ภาคีเครือข่ายติดตามการดำเนินงานโครงการ Chiang Mai Greentopia : ต้นแบบการสร้างความมั่นคงทางอาหาร สู่วิถีการบริโภคอาหารอินทรีย์เพื่อสุขภาพอย่างมีส่วนร่วม เพื่อพัฒนา “ระบบอาหารเพื่อสุขภาวะตลอดห่วงโซ่” ส่งเสริมให้หมุนเวียนสินค้าการเกษตรในพื้นที่ไปสู่การบริโภคที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน พร้อมเยี่ยมชมแปลงผักสาธิต และสุ่มวัดสารเคมีจากตัวอย่างผักผ่านนวัตกรรม “Lab ทดสอบสารเคมีในพืชผัก”

ศ.ดร.พวงรัตน์ แก้วล้อม อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มช. ในฐานะผู้จัดการโครงการ Chiang Mai Greentopia สสส. กล่าวว่า โครงการ Chiang Mai Greentopia ดำเนินการตั้งแต่ปี 2565 ตามยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนนโยบายด้านอาหารเพื่อสุขภาวะของ สสส. 4 ด้าน 1.สร้างความรอบรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะ (Food Literacy) ส่งต่อความรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะให้เครือข่ายเกษตรกรอินทรีย์ นำไปสู่การพัฒนาแหล่งผลิตอาหารปลอดภัยในชุมชน เกิดพลเมืองอาหารและชุมชนอาหารกว่า 500 ราย, 2.สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ (Food Environment) เกิดเครือข่ายตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร โรงแรม กระจายผลผลิตสู่ผู้บริโภคกว่า 200 แห่ง,
3.ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจอาหารชุมชน (Food Economy) เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเอง และสร้างระบบเศรษฐกิจ สร้างรายได้ที่ยั่งยืนในภาคบริการอาหารให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากกลุ่มคนรักสุขภาพ และนักท่องเที่ยว, 4.ส่งเสริมการขับเคลื่อนนโยบายด้านอาหาร (Food Policy Advocacy) ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวเป็นเกษตรผสมผสาน สร้างระบบนิเวศเกษตรไร้สารเคมีการเกษตร ลดการเผาภาคเกษตรต้นเหตุ PM2.5 เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพความปลอดภัยตามมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ PGS และมาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 9002-2559

“ผลจากการขับเคลื่อนประสบความสำเร็จ จากผลสุ่มตรวจเลือดของชาวเชียงใหม่ 400 คน ล่าสุด เมื่อเดือน ธ.ค. ปี 2567 พบสารเคมีตกค้างในเลือดลดเหลือ 66% จากเดิม 90% ในปี 2565 และพบสารเคมีตกค้างในเลือดอยู่ในระดับที่ปลอดภัยเพิ่มเป็น 34% จากเดิม 10% ในปี 2565 ส่งผลให้การจัดอันดับจังหวัดที่ประชากรมีสารเคมีตกค้างในเลือดของ จ.เชียงใหม่ ลดลงมาอยู่อันดับ 4 จากเดิมสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ทั้งนี้ ได้ตั้งเป้าขยายผล โดยเพิ่มระดับปลอดภัยของสารเคมีตกค้างในเลือดให้อยู่ที่ 50% ภายในปี 2568 พร้อมเร่งสร้างความตระหนักรู้ให้ข้อมูลชุมชนเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสุขภาพจากมลพิษและประโยชน์ของการเกษตรอินทรีย์ และขยายผลสร้างพลเมืองอาหารและพื้นที่กระจายผลผลิตที่ปลอดภัยสู่ผู้บริโภคในพื้นที่อื่นๆ อย่างต่อเนื่อง” ผู้จัดการโครงการ Chiang Mai Greentopia สสส. กล่าว

พญ.วิมาลา วิวัฒน์มงคล แพทย์ประจำศูนย์การแพทย์ศรีพัฒน์ มช. กล่าวว่า สารเคมีการเกษตรที่ใช้ฉีดพ่นพืชผักหลายชนิดสามารถซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ทั้งจากสัมผัส
รับประทาน และสูดดม หากได้รับพิษแบบเฉียบพลันจะมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ท้องร่วง หายใจติดขัด ตาพร่าซึ่งอาการจะเกิดเร็วหรือมาก ขึ้นอยู่กับปริมาณสารเคมีที่ได้รับ หากมีอาการต้องเร่งพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยโดยทันที หรือหากสะสมสารพิษระยะยาวจะส่งผลอาจทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพ ขาดความยืดหยุ่น ความดันโลหิตผิดปกติ เสี่ยงเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจขาดเลือด หัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งเป็น 1 ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) สาเหตุของการเสียชีวิตสูงสุดของโลก

“การเลือกปลูก/บริโภคผักพื้นบ้านอินทรีย์ที่อุดมไปด้วยสารอาหารและปราศจากสารเคมีการเกษตรเป็นวิธีช่วยลดความเสี่ยงและบรรเทาอาการของกลุ่มโรค NCDs อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งตำลึง มะระขี้นก ใบย่านาง กระเจี๊ยบเขียว ฟักทอง ชะพลู มีสารอาหารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และส่งเสริมสุขภาพ เช่น วิตามินซี วิตามินเอแร่ธาตุ ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลและความดันโลหิต มีใยอาหารสูง ช่วยลดน้ำหนักและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ถือเป็นวิธีที่ปลอดภัย รวมถึงช่วยลดค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลระดับครัวเรือนและระดับประเทศ” แพทย์ประจำศูนย์การแพทย์ศรีพัฒน์ มช. กล่าวทิ้งท้าย

‘ชลวิทย์’ รักษาการอธิการบดีใหม่ มศว ปลุกพลังพลิกโฉมมหาวิทยาลัย ‘LOVES SWU’

‘ชลวิทย์’ รักษาการอธิการบดีใหม่ มศว  ปลุกพลังพลิกโฉมมหาวิทยาลัย ‘LOVES SWU’

‘ชลวิทย์’ รักษาการอธิการบดีใหม่ มศว ปลุกพลังพลิกโฉมมหาวิทยาลัย ‘LOVES SWU’

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีรากฐานการศึกษาแข็งแกร่งในการผลิตวิชาชีพครูชั้นสูงแห่งแรกแห่งเดียวในประเทศไทย กับปีนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 76 ของมหาวิทยาลัย ภายใต้ปรัชญา “Education is Growth การศึกษาคือความเจริญงอกงาม” ล่าสุด รศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) คนใหม่ กล่าวว่า “ผมตั้งใจจะพัฒนามหาวิทยาลัย ให้ตอบโจทย์สังคมและทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อเตรียมตัวให้นิสิตจบออกไปเป็นบัณฑิตที่พร้อมทั้งด้านวิชาการและเป็นผู้ที่เห็นคุณค่าแก่สังคม พร้อมพัฒนามหาวิทยาลัยทั้งด้านกายภาพ และพัฒนาคุณภาพ การศึกษาให้ก้าวหน้าในระดับสากลด้วยแนวคิดเชิงรุก “Learning University for Society” LOVES SWU Growth for All”

โดยแต่ละประเด็นในการพัฒนาแต่ละด้าน มีรายละเอียดดังนี้ L Lifelong Learning มุ่งสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านการพัฒนาหลักสูตรนานาชาติ กับแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ผ่านการร่วมมือทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงศูนย์กลางทางวิชาการเพื่อสังคม (SWU Scholar Hub for Society) มีคณาจารย์และนักวิชาการในฐานะผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆ ที่สามารถสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางความรู้ให้กับสังคมไทย มศว พร้อมที่จะให้นักข่าวมาสัมภาษณ์อาจารย์และนักวิชาการในมหาวิทยาลัยเพื่อคืนความรู้สู่สังคม และ Excellent Center ศูนย์กลางนักวิชาการระดับสากลทั้งในไทยและต่างประเทศ และการส่งเสริมและสนับสนุนนิสิตที่มีศักยภาพให้กลับมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย (One Faculty, One Teacher), Opportunity โอกาสของทุกคน ผู้เรียนนิสิตให้ทุนการศึกษา ให้สวัสดิการต่างๆ ผลักดันนิสิตสู่การเป็นพลเมือง (Global Citizen) และมี Societal Mindset ให้เด็กเห็นคุณค่าสังคมพร้อมออกสู่สังคมอย่างมีความสุข และสานพลังเสริมศักยภาพในระดับนานาชาติ กับการทำความร่วมมือกับสถาบันต่างๆ ที่เสริมสร้างศักยภาพนิสิตและคณาจารย์,

V Value Added ยกระดับคุณค่าขององค์กร พื้นที่การเรียนรู้แห่งอนาคต AI UNIVERSITY และ SWU Holding Company กับการบริหารการลงทุนเพื่อนำองค์ความรู้มาสร้างนวัตกรรมอย่างมืออาชีพ พัฒนางานวิจัยที่ตอบโจทย์รัฐบาลและทิศทางของโลก, E Environment กับแนวคิด พื้นที่ของทุกคนเพื่อทุกคน University for all ปรับภูมิทัศน์ให้เป็น Universal Design รองรับการใช้พื้นที่สำหรับคนทุกแบบ และเพิ่มศักยภาพ Green University รวมถึงHealth and Well-being areas,S Social Engagement พันธกิจสัมพันธ์เพื่อสังคม มศว มหาวิทยาลัยเพื่อสังคมร่วมผลักดัน มหาวิทยาลัยเข้าสู่มาตรฐาน ESG โดยการบริการวิชาการสู่สังคม (OFOC – One Faculty, One Community) 1 คณะ 1 ชุมชน, อโศก โมเดล และ องครักษ์ โมเดล กับการส่งเสริมสุขภาวะทั้งกายและใจ เช่น เปิดพื้นที่การออกกำลังกาย การใช้สนามในการวิ่ง ทำกิจกรรม มีการจัดสอนโยคะ ทุกวันจันทร์และพุธ ช่วง 17.00 น. และแอโรบิกเพื่อสุขภาพ ทุกเย็นวันอังคารและพฤหัสบดี ณ ลาน 400 ล้าน อาคารนวัตกรรมศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี เริ่ม 17.30 น. เป็นต้นไป และ เซิร์ฟสเก็ต สเก็ตบอร์ดทุกเย็นวันพุธ ณ บริเวณลานเล่นล้อ เริ่ม 16.30 น. เป็นต้นไป

GISTDA จับมือ ญี่ปุ่น ร่วมจัดสัมมนาสร้างความรู้กฎหมายอวกาศสากล

GISTDA จับมือ ญี่ปุ่น ร่วมจัดสัมมนาสร้างความรู้กฎหมายอวกาศสากล

GISTDA จับมือ ญี่ปุ่น ร่วมจัดสัมมนาสร้างความรู้กฎหมายอวกาศสากล

วันอังคาร ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกับ ร่วมกับสํานักงานกิจการอวกาศแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office for Outer Space Affairs หรือ UNOOSA) และ Ministry of Foreign Affairs of Japan จัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “Space Law Technical Advisory Mission in Thailand”
ระหว่างวันที่ 15-17 มกราคม 2568 เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจในกฎหมายอวกาศระดับสากลและการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ให้แก่บุคลากรในหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ณ ห้องบอลลูม โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ

นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า อว. ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีอวกาศมาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเทคโนโลยีต้องควบคู่กับกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งอวกาศเป็นเรื่องที่ประเทศไทยต้องทำงานร่วมกับนานาชาติ งาน Space Law Technical Advisory Mission ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในวันนี้ นับเป็นอีกความก้าวหน้าที่สำคัญของประเทศในด้านกิจการอวกาศ ในงานมีการพัฒนาความรู้เกี่ยวกับสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านอวกาศ การลงทะเบียนวัตถุอวกาศและตัวอย่างรูปแบบการพัฒนากฎหมายอวกาศจากต่างประเทศ ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าพ.ร.บ.กิจการอวกาศของประเทศไทยที่กำลังจะประกาศใช้ในอนาคตอันใกล้นี้ จะเป็นเครื่องมือส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนด้านอวกาศทั้งในและต่างประเทศ ตอบสนองนโยบายของทางกระทรวง อว.ที่ต้องการผลักดันให้กระทรวง อว. เป็นหนึ่งในกระทรวงด้านเศรษฐกิจ

“ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศและการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันมาโดยตลอด งานในครั้งนี้
ไม่เพียงเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับกฎหมายอวกาศและผลกระทบต่ออนาคตของประเทศอีกด้วยและต้องขอขอบคุณ GISTDA สำหรับความทุ่มเทในการเสริมสร้างบทบาทของประเทศไทยในประชาคมอวกาศโลก รวมถึงรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับการสนับสนุนและเป็นผู้สนับสนุนหลักของงานนี้ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับความร่วมมือที่ยั่งยืนและแนวทางแก้ไขที่สร้างสรรค์ต่อไปในอนาคต” ผู้ช่วย รมว.อว. กล่าว

ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวเพิ่มเติมว่างาน Space Law Technical Advisory Mission นี้เป็นหนึ่งในการดำเนินงานสนับสนุนความรู้ด้านอวกาศของทาง UNOOSA โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ประเทศที่กำลังเข้าสู่การดำเนินกิจการอวกาศ ซึ่งเป็นกิจกรรมในระดับสากลได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการพื้นฐานของกฎหมายอวกาศระหว่างประเทศ รวมไปถึงแนวทางของการบูรณาการกฎหมายและนโยบายด้านอวกาศให้เข้ากับบริบทระดับชาติ โดยในงานจะมีทั้งตัวอย่างของการกำกับดูแล-ออกใบอนุญาตของกิจกรรมด้านอวกาศของประเทศญี่ปุ่น, แนวทางของการทำธุรกิจประกันภัยด้านอวกาศ, รวมไปถึงมาตรฐานความปลอดภัยในการดำเนินกิจกรรมด้านอวกาศระดับสากล ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ด้านอวกาศในประเทศ และในฐานะหน่วยงานอวกาศแห่งชาติที่ได้รับมอบหมายให้ขับเคลื่อนขีดความสามารถด้านอวกาศของประเทศไทย GISTDA มีความมุ่งมั่นไม่เพียงแต่ในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นความร่วมมือ และการเสริมสร้างศักยภาพในการกำกับดูแลกิจการอวกาศอีกด้วย

งานในครั้งนี้จะรวบรวมผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าผู้กำหนดนโยบาย และผู้ที่อยู่ในวงการอวกาศจากหลากหลายประเทศทั่วโลก เพื่อร่วมกันหารือและให้ความรู้เกี่ยวกับประเด็นสำคัญด้านกฎหมายอวกาศ ผ่านการบรรยายจากผู้เชี่ยวชาญและกิจกรรมเชิงปฏิบัติการที่ผู้เข้าร่วมงานได้มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์, ถกเถียงและแสดงความคิดเห็น มีสถานการณ์จำลองที่น่าสนใจซึ่งผู้เข้าร่วมและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศจะทำการแบ่งปันความรู้ในการแก้ไขปัญหาทางกฎหมายและระเบียบข้อบังคับทั้งในระดับสากลและกฎหมายในประเทศ นอกจากนี้ การจัดงานครั้งนี้ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการได้ร่วมงานกับหน่วยงานด้านอวกาศระดับโลก (UNOOSA) ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำคัญต่อการแสดงจุดยืนในการให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอวกาศอย่างมีความรับผิดชอบและจะส่งผลที่ดีต่อการขับเคลื่อนกิจการอวกาศของประเทศไทยในระดับสากลต่อไปในอนาคต ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าว

‘คอนเน็กซ์อีดี’รับสมาร์ทโฟนซัมซุง ส่งมอบโรงเรียน เพิ่มโอกาสเด็กไทยเรียนรู้ยุคดิจิทัล

‘คอนเน็กซ์อีดี’รับสมาร์ทโฟนซัมซุง ส่งมอบโรงเรียน เพิ่มโอกาสเด็กไทยเรียนรู้ยุคดิจิทัล

‘คอนเน็กซ์อีดี’รับสมาร์ทโฟนซัมซุง ส่งมอบโรงเรียน เพิ่มโอกาสเด็กไทยเรียนรู้ยุคดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.32 น.

มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี รับมอบสมาร์ทโฟนซัมซุง 384 เครื่อง ส่งมอบโรงเรียน เพิ่มโอกาสให้เด็กไทยเรียนรู้ในยุคดิจิทัลอย่างเท่าเทียม

20 มกราคม 2568 ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้การศึกษาไทยก้าวทันยุคดิจิทัล…มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี โดย ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน (ขวาสุด) กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี และคณะทำงานมูลนิธิฯ เป็นตัวแทนรับมอบสมาร์ทโฟนซัมซุง รวม 384 เครื่อง ซึ่งประกอบด้วย รุ่น Galaxy Z Flip4  จำนวน 147 เครื่อง และรุ่น Galaxy Z Fold4 จำนวน 237 เครื่อง จากบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด โดยนางพรรณวลัย อินทราพิเชฐ (ซ้ายสุด) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร ที่เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาและต้องการให้เยาวชนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม พร้อมกันนี้ นายพงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ (กลาง) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โชว์ไร้ขีด จำกัด ในนาม BT beartai ผู้เชื่อมโยงโอกาสแห่งการให้ในการส่งมอบสมาร์ทโฟนซัมซุงคุณภาพดีที่ใช้ในการสาธิตการใช้งาน (Demo Device) ผ่านมูลนิธิฯ ให้แก่โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี เข้าร่วมพิธีมอบด้วย  ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

ในการนี้ มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี จะนำร่องนำสมาร์ทโฟนซัมซุงทั้ง 384 เครื่อง ไปกระจายมอบให้แก่โรงเรียนคอนเน็กซ์อีดีในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้นักเรียนได้ใช้ค้นคว้าหาข้อมูล เสริมความรู้ ประสบการณ์ และทักษะสำคัญ อีกทั้ง ยังเป็นประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้ในศูนย์การเรียนรู้ชุมชน หรือ Learning Center โดยเฉพาะคอร์สการเรียนรู้ออนไลน์ต่างๆ อีกทั้งใช้ในการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ในหลากหลายวิชาสำคัญ รวมถึงกิจกรรมนอกหลักสูตร ส่งเสริมการเรียนรู้ตามความสนใจของผู้เรียน โดยจะมีผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (ICT Talent) ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่ประจำแต่ละโรงเรียนภายใต้การดูแลของมูลนิธิฯ ทำหน้าที่บริหารจัดการ มีระบบการยืมคืน ให้คำแนะนำในการใช้งานสมาร์ทโฟนอย่างสร้างสรรค์และเกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งติดตามผลและจัดทำรายงานผลสัมฤทธิ์โครงการ ภาคเรียนละ 2 ครั้งอีกด้วย ///-005

‘สอวช.-สกสว.-สวทช.’บินหารือมูลนิธิวิจัยแห่งชาติสิงคโปร์ ถกขับเคลื่อนงานวิจัย

‘สอวช.-สกสว.-สวทช.’บินหารือมูลนิธิวิจัยแห่งชาติสิงคโปร์ ถกขับเคลื่อนงานวิจัย

‘สอวช.-สกสว.-สวทช.’บินหารือมูลนิธิวิจัยแห่งชาติสิงคโปร์ ถกขับเคลื่อนงานวิจัย

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.15 น.

‘สอวช.-สกสว.-สวทช.’บินหารือมูลนิธิวิจัยแห่งชาติสิงคโปร์ ถกขับเคลื่อนงานวิจัย กระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ศ.ดร. สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. และ ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมคณะผู้บริหารของทั้ง 3 หน่วยงาน เข้าร่วมหารือกับมูลนิธิวิจัยแห่งชาติสิงคโปร์ (The National Research Foundation: NRF) โดยมี ศาสตราจารย์ Tan Chorh Chuan, Permanent Secretary (National Research and Development) และ Mr. John Lim Hua Ern ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิวิจัยแห่งชาติสิงคโปร์ให้การต้อนรับและร่วมหารือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุม ได้กล่าวถึงบทบาทสำคัญของ NRF ในการกำหนดทิศทางการวิจัยและพัฒนาของสิงคโปร์ ภายใต้แผนการวิจัย นวัตกรรมและการประกอบการ (Research Innovation and Enterprise: RIE) นอกจากนี้ ยังให้ทุนสนับสนุนโครงการเชิงกลยุทธ์และพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนบุคลากรด้านการวิจัย เพื่อให้สิงคโปร์มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ด้วยการวิจัยและพัฒนาที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยอาศัยความรู้ นวัตกรรม และการประกอบการ รวมทั้งการกำหนดให้มีเงินทุนในลักษณะ White Space ที่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้ทันที

นอกจากนี้ ยังได้เข้าพบและหารือร่วมกับศาสตราจารย์ Subodh Mhaisalkar ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Office: CEO) ของศูนย์วิจัยและการสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติเพื่อความเป็นเลิศด้านการวิจัยและวิสาหกิจทางเทคโนโลยี  (Campus for Research Excellence and Technological Enterprise: CREATE) ดำเนินการภายใต้ NRF โดย CREATE ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมสำคัญของสถาบันวิจัยที่ก่อตั้งโดยมหาวิทยาลัยชั้นนำจากทั่วโลก และมีการออกแบบห้องปฏิบัติการที่ยั่งยืนและทันสมัยจนได้รับรางวัล “ห้องปฏิบัติการแห่งปี” และมุ่งเน้นไปที่การวิจัยใน 4 ด้าน ได้แก่ สุขภาพของมนุษย์ การผลิตเชิงพาณิชย์ การแก้ไขปัญหาของเมืองและการพัฒนาสู่ความยั่งยืน และเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อนำไปสู่ Smart Nation และได้มีการเข้าเยี่ยมชมศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส (French National Centre for Scientific Research: CNRS) ที่ตั้งอยู่ ณ อาคาร CREATE ซึ่งศูนย์วิจัยแห่งนี้มีโครงการวิจัยร่วมกับประเทศไทย อาทิ Chirality in Chemistry และการวิจัยด้านลักษณะรูปร่าง ลักษณะความเป็นอยู่ และวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต (Paleo biodiversity) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ///-005

เด็กไทยอ้วนพุ่ง ติดอันดับ 1 ใน 3 ของอาเซียน

เด็กไทยอ้วนพุ่ง ติดอันดับ 1 ใน 3 ของอาเซียน

เด็กไทยอ้วนพุ่ง ติดอันดับ 1 ใน 3 ของอาเซียน

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 07.45 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา ร่วมกับแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) เครือข่ายคนไทยไร้พุง เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานและเครือข่ายเด็กไทยแก้มใส จัดงาน มหกรรมรู้เท่าทันสื่อ รู้เท่าทันสุขภาพ “อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน (ลดหวาน มัน เค็มเพิ่มผัก และผลไม้)” เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

นางญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส. กล่าวว่า ไทยมีเด็กที่เป็นโรคอ้วนสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศในกลุ่มอาเซียน รองจากประเทศมาเลเซีย และบรูไน จากข้อมูลการเฝ้าระวังภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนในเด็ก (Health Data Center) ปี 2566 โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบเด็กอายุ 0-5 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน 9.13% เด็กวัยเรียนอายุ 6-14 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน 13.4% เด็กวัยรุ่นอายุ 15-18 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน 13.2%

สาเหตุจากพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพ เช่น การบริโภคอาหารที่เน้นหวาน มัน เค็ม และขาดการออกกิจกรรมทางกาย นำไปสู่การเสี่ยงป่วยโรคไม่ติดต่อ หรือ NCDs สอดคล้องกับสถานการณ์การบริโภคอาหาร ความมั่นคงทางอาหาร และความรอบรู้ด้านอาหารของประชากรไทย ปี 2567 โดย สสส. และสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบเด็กวัยเรียนอายุ 6-14 ปี กินขนมรสเค็มมากที่สุด 84.1% กินเฉลี่ย 1.35 ซองต่อวัน รองลงมาเป็นกลุ่มเด็กเล็ก อายุ 1-5 ปี กินขนมรสเค็ม 76.5% กินเฉลี่ย 1.23 ซองต่อวัน

จากการคาดการณ์ของสหพันธ์โรคอ้วนโลก (World Obesity Federation) ในปี 2573 จะมีเด็กอ้วนทั่วโลกเพิ่มสูงถึง 50% ซึ่งจากสถานการณ์ดังกล่าว สสส. จึงสานพลังภาคี ขับเคลื่อนโครงการสื่อสร้างสรรค์ฯ ภายใต้หัวข้อ “อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน (ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มผัก และผลไม้)” เพื่อสร้างค่านิยมเปลี่ยนพฤติกรรมเรื่องโภชนาการ ผ่านกระบวนการออกแบบสื่อสร้างสรรค์และนวัตกรรมต้นแบบลดอ้วนในเด็ก เน้นสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างผู้บริหารสถานศึกษา ครู ชุมชน ครอบครัว และนักเรียนแกนนำ

ส่งเสริมการนำบริบทชุมชนมาออกแบบสร้างอัตลักษณ์และสอดแทรกองค์ความรู้ด้านสุขภาพเข้าไปในกระบวนการ ตอบโจทย์เป้าหมายในเรื่องของการมีสุขภาวะดีทั้ง 4 มิติ ทั้งนี้ สำหรับผลงานสื่อสร้างสรรค์และนวัตกรรมต้นแบบที่ได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และรางวัลพิเศษ WOW Awards จะถูกนำไปใช้ขยายผลในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ เพื่อสื่อสารรณรงค์ให้เด็กไทยมีสุขภาพดีต่อไป

ดร.ดนัย หวังบุญชัย ผู้จัดการแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส. กล่าวว่า โครงการสื่อสร้างสรรค์ฯ ภายใต้หัวข้อ “อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน” ขับเคลื่อนเข้าสู่ปีที่ 5 ที่ผ่านมามีการนำกระบวนการทำงานสร้างนวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์เข้าไปบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มของสถานศึกษา ซึ่งสิ่งที่เรียกว่านวัตกรรม แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ 1.นวัตกรรมกระบวนการการทำงานอย่างมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้นักเรียน ครู ผู้บริหารได้สื่อสารนวัตกรรมสื่อรณรงค์ให้เพื่อนๆ ที่อยู่ในระดับเดียวกัน

2.นวัตกรรมของสื่อ ต้องเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ เช่น ท่าออกกำลังกายนวัตกรรมเมนูอาหารสุขภาพที่ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มผักและผลไม้ 3.นวัตกรรมการยกระดับและการขยายผล โดยให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการออกแบบโภชนาการและกิจกรรมที่เหมาะสม ทำให้เด็กไม่เนือยนิ่ง และไม่บริโภคอาหารที่เป็นปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ส่งผลให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง มีสติปัญญา พร้อมเป็นกำลังสำคัญให้กับประเทศชาติในอนาคต ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจรับชมผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งหมด สามารถติดตามได้ที่ http://www.artculture4health.com

ดร.สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. กล่าวว่า การดำเนินโครงการในระยะเวลา 3-5 ปี ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมที่จับต้องได้ คือ 1.สื่อสร้างสรรค์ที่โดนใจเด็ก ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้นในไทยมาก่อน เด็กสามารถนำความรู้ไปใช้เป็นแนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง และลดความอ้วนได้

2.กระบวนการโน้มน้าวปรับพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกายของเด็ก โดยให้เด็กได้สร้างสรรค์และใช้สื่อนั้นด้วยตัวเอง นำไปใช้กับเพื่อน และพ่อแม่ เกิดเป็นความเชื่อมโยงระหว่างโรงเรียน บ้าน และชุมชน ตอบโจทย์ขับเคลื่อนงานแบบบูรณาการและการสร้างการมีส่วนร่วมของสังคม ช่วยให้เด็กไทยเติบโตมีสุขภาพดีสมวัย

กปท.แม่สลองใน’บูรณาการภาคี ‘คัดกรองสายตา-ตัดแว่น’คนบนดอย

กปท.แม่สลองใน’บูรณาการภาคี  ‘คัดกรองสายตา-ตัดแว่น’คนบนดอย

กปท.แม่สลองใน’บูรณาการภาคี ‘คัดกรองสายตา-ตัดแว่น’คนบนดอย

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมด้วย ทพญ.ปาริชาติ ลุนทา ผู้อำนวยการกลุ่ม สปสช. เขต 1 เชียงใหม่ และนายถนอมศักดิ์ ชัยมินทร์ สาธารณสุขอำเภอแม่ฟ้าหลวง (สสอ.แม่ฟ้าหลวง) ลงพื้นที่ ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา เพื่อเยี่ยมชมการจัดโครงการคัดกรองความผิดปกติทางสายตาและแก้ไขปัญหาการมองเห็นไม่ชัดในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สลองใน (อบต.แม่สลองใน) บูรณาการร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเล่าลิ่ว (รพ.สต.บ้านเล่าลิ่ว) และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ผ่านกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.)

นายปิยะเดช เชิงพิทักษ์สกุล นายก อบต.แม่สลองใน กล่าวว่า ด้วยพื้นที่ ต.แม่สลองใน เป็นพื้นที่สูง และเต็มไปด้วยภูเขาสูงสลับซับซ้อน ทำให้การเดินทางค่อนข้างมีความยากลำบาก ส่งผลให้ประชากรในพื้นที่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุอาจเข้าไม่ถึงจุดบริการตัดแว่นสายตาที่มักอยู่ในตัวเมือง อีกทั้งแม้จะสามารถรวมกลุ่มกันเพื่อเช่าเหมารถในราคาประมาณ 1,000 บาท ในการไปเข้าในตัวเมืองได้ แต่ก็อาจติดอุปสรรคในเรื่องการสื่อสาร

เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น อาข่า ล่าหู่ จีน ไทใหญ่ ฯลฯ ไม่รวมค่าบริการตัดแว่นที่ต้องจ่ายเอง ดังนั้น อบต.แม่สะลองใน จึงได้ร่วมกับ รพ.สต.บ้านเล่าลิ่ว และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ฯลฯ จัดโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อให้ผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ได้เข้าถึงบริการตรวจคัดกรองความผิดปกติสายตา และแก้ไขปัญหาการมองเห็นไม่ชัด โดยไม่มีการเก็บค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ จากการคัดกรองในพื้นที่ความดูแลของ รพ.สต.บ้านเล่าลิ่ว จำนวน 5 หมู่บ้าน พบผู้สูงอายุที่มีปัญหาความผิดปกติด้านสายตาสั้นหรือสายตายาว 127 คน ซึ่งในกลุ่มนี้จะได้รับแว่นสายตาที่ตัดตามค่าสายตา นอกจากนี้ ยังพบผู้สูงอายุที่สงสัยเป็นโรคต้อกระจก และได้มีการส่งต่อเพื่อพบแพทย์ที่โรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวง เพื่อการวินิจฉัย 14 คนผู้สูงอายุที่เป็นต้อเนื้อ 1 คน และผู้สูงอายุที่มีสายตายาวหรือสั้น และมีปัญหาสายตาเอียงร่วมด้วย 1 คน อย่างไรก็ดีในจำนวนนี้เป็นเพียงผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนหนึ่งในพื้นที่ ต.แม่สะลอง ที่อยู่ในการดูแลของ รพ.สต.บ้านเล่าลิ่ว

ซึ่งครอบคลุม 5 หมู่บ้าน จากทั้งหมด 28 หมู่บ้านเท่านั้น โดยยังมีผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์อีกประมาณ 1,200 คน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 2 หมื่นคน ฉะนั้นหลังจากนี้ทาง อบต.แม่สะลองใน จึงจะมีการร่วมกับ รพ.สต. พื้นที่อื่นๆ ใน ต.แม่สะลองใน เพื่อจัดโครงการนี้ ผ่าน กปท. ให้ประชาชนได้รับบริการอย่างทั่วถึงต่อไป การจัดโครงการคัดกรองสายตาและตัดแว่นนี้ถือเป็นครั้งแรกของใน จ.เชียงราย ที่มีการทำโครงการในลักษณะนี้ ซึ่งจะมีการจัดต่อๆ ไปให้ครอบคลุมทุกพื้นที่แน่นอน เพราะจากวันนี้ที่เห็นผลตอบรับค่อนข้างดี

ด้าน ทพ.อรรถพร กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีในการนำบริการมาหาประชาชนให้ได้รับบริการอย่างทั่วถึง เพราะลักษณะพื้นที่ ต.แม่สะลองใน คือเป็นพื้นที่สูง การจะไปรับบริการที่โรงพยาบาลใกล้ที่สุดคือ โรงพยาบาลแม่ฟ้าหลวงที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 10 กิโลเมตร ขณะเดียวกันผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ก็จะมีปัญหาเรื่องสายตา ไม่ว่าจะสายตาสั้น หรือสายตายาว ซึ่งเป็นความเสื่อมของอวัยวะตามวัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และจำนวนหนึ่งก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับโรคทางสายตาด้วย โดยหากไม่ได้รับการรักษาก็จะกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน และประกอบอาชีพอย่างมาก เช่น ใน ต.แม่สะลองในที่ประชากรส่วนหนึ่งจะประกอบอาชีพในการทำงานฝีมือขาย และหากสายตาไม่ดีผลผลิตก็อาจจะทำได้ไม่มาก ขณะที่โรคต่างๆ เกี่ยวกับสายตาสามารถรักษาได้ไม่ยาก

ซึ่งการนำบริการมาถึงที่นี่จึงทำให้เกิดประโยชน์หลายอย่าง ที่สำคัญยังเป็นความคิดริเริ่มผู้นำท้องถิ่น ภายใต้การใช้งบ กปท. ที่มีวัตถุประสงค์ในการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) เป็นสำคัญ โดยนำปัญหาของพื้นที่เป็นตัวตั้ง และสามารถทำต่อเนื่องได้ทุกปี ซึ่งการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางสายตา และการตัดแว่นไม่ได้จำกัดแค่ผู้สูงอายุ แต่ในเด็กที่มีปัญหาทางสายตาก็สามารถทำโครงการลักษณะนี้ใช้ได้เหมือนกัน เพราะสายตาของเด็กมีความสำคัญต่อพัฒนาการ และการเรียนรู้มาก

‘ทิศทางสื่อไทยปี2568’ Nicheคอนเทนต์และอินฟลูฯมาแรง

‘ทิศทางสื่อไทยปี2568’  Nicheคอนเทนต์และอินฟลูฯมาแรง

‘ทิศทางสื่อไทยปี2568’ Nicheคอนเทนต์และอินฟลูฯมาแรง

วันจันทร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ภูมิทัศน์สื่อไทยในปี 2568 เป็นปีที่มาพร้อมกับโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ โดยเฉพาะการเติบโตของคอนเทนต์และอินฟลูเอนเซอร์เฉพาะทาง (Niche Content and Influencer) ท่ามกลางการแข่งขันคึกคักของวงการสตรีมมิ่งที่ผู้ให้บริการจากต่างประเทศเข้ามานำเสนอคอนเทนต์ระดับโลกและผู้ผลิตคอนเทนต์ไทยที่ก้าวข้ามขนบการนำเสนอแบบเดิมๆ สวนทางกับสื่อทีวีที่แม้ว่าจะใช้ความพยายามปรับตัวเพียงใดก็ตาม แต่งบโฆษณาและผู้ชมต่างก็หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ผู้ให้บริการด้านมีเดียอินเทลลิเจนซ์ ได้เผยแพร่รายงานภูมิทัศน์สื่อไทยปี 2567-2568 (Thailand Media Landscape 2024-2025) ซึ่งชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวงการสื่อ จากมุมมองเชิงลึกของผู้เชี่ยวชาญในด้านวิชาการ โซเชียลมีเดีย สื่อมวลชน ธุรกิจ พอดคาสต์และอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งความนิยมในคอนเทนต์เฉพาะทางเปิดโอกาสให้อินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์กลุ่มนี้สามารถต่อยอดผลงานในโลกออนไลน์ไปสู่กิจกรรมออฟไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เนื่องจากฐานผู้ติดตามคอนเทนต์ประเภทนี้เป็นกลุ่ม Niche ที่มีจำนวนไม่นิด และยังมีความผูกพันที่แน่นแฟ้นกับอินฟลูเอนเซอร์ ความ Niche ที่ได้รับความนิยมมีทั้งคอนเทนต์ที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ครอบครัว ประวัติศาสตร์ การเงิน การพัฒนาตนเอง และข่าว โดยเฉพาะคอนเทนต์สายข่าว News Creator ได้กลายเป็นความท้าทายของสื่อมืออาชีพ เนื่องจากมีผู้ติดตามไม่น้อยไปกว่ากัน อย่างไรก็ดี จรรยาบรรณและการตรวจสอบข้อเท็จจริงยังคงเป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วงสำหรับอินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์กลุ่มนี้

ส่วนโซเชียลมีเดียนั้นได้กลายเป็นขุมทรัพย์ในการสร้างรายได้ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะติ๊กต็อก (TikTok) ที่ก้าวเข้าสู่โลกอี-คอมเมิร์ซอย่างเต็มตัว พร้อมกับข้อได้เปรียบในฐานะที่บนแพลตฟอร์มมีคอนเทนต์ที่คนดูชื่นชอบและยังเป็น Marketplace ที่สามารถซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ควบคู่กันไปด้วย นับว่าถูกกับจริตผู้บริโภคคนไทยที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์เป็นอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากสถิติของ Priceza.com ที่ระบุว่า ติ๊กต็อกก้าวขึ้นเป็นแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซอันดับ 3 ของไทย โดย 71% ของผู้ใช้ซื้อสินค้าทันทีขณะรับชมคอนเทนต์

สำหรับสื่อม้ามืดที่น่าจับตา ได้แก่ พอดคาสต์และวีดีโอพอดคาสต์ โดยข้อมูลเดือนสิงหาคม 2567 ของแอปสตรีมมิ่งเพลงยอดนิยมอย่างสปอติฟาย (Spotify) พบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจนถึงปี 2567 จำนวนการผลิตรายการพอดคาสต์ในประเทศไทยเติบโตขึ้นถึง 81% สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจอย่างมากจากทั้งผู้ผลิตคอนเทนต์และผู้ฟัง เนื่องจากเป็นสื่อต้นทุนต่ำ ผลิตได้ง่ายและเร็ว อีกทั้งยังสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้ที่เลือกฟังรายการที่ตนเองชื่นชอบไปพร้อมกับการทำกิจกรรมอื่นๆ ได้

ในทางกลับกัน สื่อที่ต้องติดตามกันต่อไปคือทีวี ว่าจะฝ่าความท้าทายจากสื่อข้างต้นที่กล่าวมาทั้งหมดได้อย่างไร หลังจากที่เรตติ้งการรับชมทีวีผ่านสตรีมมิ่งเพิ่มขึ้นเป็น 54% แซงหน้าการรับชมผ่านทีวีที่ลดลงเหลือ 46% ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี จากปี 2566-2567 ขณะที่เม็ดเงินโฆษณาทีวีช่วงมกราคม-กรกฎาคม 2567 มีมูลค่า 33,875 ล้านบาท ซึ่งแม้จะยังครองสัดส่วนสูงสุดที่ 50.13% ของงบโฆษณาสื่อทั้งหมด แต่ก็หดตัวลง 2%

ท้ายที่สุดที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่ผลสำรวจโดย Vero ชี้ว่า นักข่าวไทย 95% มีทัศนคติเชิงบวกต่อการใช้ AI ในวงการสื่อในขณะที่สำนักข่าวและสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ได้นำ AI มาประยุกต์ใช้ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งผู้ประกาศข่าว AI และระบบ Text-to-Speech ซึ่งปี 2568 จะเป็นอีกปีที่สื่อดั้งเดิมต้องเร่งปรับตัวรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ส่วนผู้ที่สามารถสร้างสรรค์คอนเทนต์ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะทางของผู้บริโภคจะมีโอกาสเติบโตสูง

อ่านภาพรวมภูมิทัศน์สื่อไทยได้ที่ https://www.dataxet.co/media-landscape/2025-th และแนวโน้มสื่อไทยปี 2568 สามารถอ่านได้ที่ https://www.dataxet.co/media-landscape/2025-th/thai-media-trends