สุดเจ๋ง! อาชีวะไทย คว้าแชมป์แกะสลักหิมะนานาชาติปี 68 เมืองฮาร์บิน ประเทศจีน

สุดเจ๋ง! อาชีวะไทย คว้าแชมป์แกะสลักหิมะนานาชาติปี 68 เมืองฮาร์บิน ประเทศจีน

สุดเจ๋ง! อาชีวะไทย คว้าแชมป์แกะสลักหิมะนานาชาติปี 68 เมืองฮาร์บิน ประเทศจีน

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.40 น.

สุดเจ๋ง! นศ.วอศ.เสาวภา และวอศ.สระบุรี ชนะเลิศการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ 2025 ณ เมืองฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน

วันที่ 7 มกราคม 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้จัดส่งทีมนักศึกษาอาชีวศึกษา จำนวน 3 ทีม เข้าร่วมการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติประจำปี พ.ศ. 2568 ระหว่างวันที่ 4 – 7 มกราคม 2568 ซึ่ง Harbin Engineering University (HEU) และ China-Harbin International Ice and Snow Festival ร่วมสนับสนุนและเป็นเจ้าภาพจัดงาน ณ เมือง Harbin สาธารณรัฐประชาชนจีน  ผลปรากฏว่า ทีมนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี  ชนะเลิศได้รับรางวัลที่ 1 ส่วนทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี  ได้รับรางวัลที่ 2  โดยทั้ง 3 ทีมได้รับโล่รางวัลพร้อมประกาศนียบัตร สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 55 ทีม จาก 8 ประเทศ ได้แก่ จีน อิตาลี เยอรมัน รัสเซีย มาเลเซีย ไทย โปรตุเกส และเบลารุส

รางวัลที่ 1 โดยทีมนักศึกษาสาขาวิจิตรศิลป์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ประกอบด้วย นายวรัสก์กร  โชติสิริพัชร์ นายเพชรธรรม  สุขสวัสดิ์  นายธนกฤต ใจเย็น ชั้น ปวช.3 และนายอภิโชค  จันทนะ  ชั้น ปวช.2  โดยมีนายสุกฤษ  สุธญพลาวุฒิ และ นายศรชัย  ชนะสุข เป็นครูควบคุมทีม ชื่อผลงาน “สายใยแห่งผู้พิทักษ์คู่แฝด ผู้พิทักษ์และสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองวัฒนธรรม”  ซึ่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมไทยและจีนได้ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนศิลปะและวิทยาการใหม่ ๆ ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมนี้สร้างแรงบันดาลใจให้เราถ่ายทอดและเฉลิมฉลองมรดกทางวัฒนธรรมที่ทั้งสองประเทศมีร่วมกัน สายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของสองวัฒนธรรมนี้ เปรียบได้กับ ‘พี่น้องฝาแฝด ซึ่งเป็นรากฐานของประติมากรรมชิ้นนี้  โดยรวบรวมประเพณีทางศิลปะของทั้งสองประเทศ โดยเน้นที่สัญลักษณ์แห่งการปกป้องและคุ้มครองที่ทั้งสองประเทศมีร่วมกัน ได้แก่ ยักษ์ของไทยและจีน รวมถึงสิงโต ซึ่งตามความเชื่อดั้งเดิมจะทำหน้าที่ปกป้องอาคารและบ้านเรือน องค์ประกอบเหล่านี้เมื่อนำมาผสานเข้าด้วยกันแล้ว สามารถแสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนของทั้งสองวัฒนธรรม สะท้อนถึงความสามัคคี เป็นหนึ่งเดียวกัน และความเคารพซึ่งกันและกันที่คงอยู่มาช้านาน

และทีมนักศึกษาสาขาวิจิตรศิลป์  วิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ประกอบด้วย นายภัทรภูมิ  เจียรนิมิต     นางสาวญาดา มหาพันธน์ ชั้น ปวช.3 นายวันนุวรรตน์ โสภาพงษ์ ชั้นปวช.2 และนางสาวชนัญญา เพ็ชรริ ชั้น ปวส.1 แผนกวิชาออกแบบ โดยมีนายกิตติพล  วิเชียรเชื้อ เป็นครูผู้ควบคุม ชื่อผลงาน มวยไทย (Thai Fight) ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้มวยไทยอันทรงพลัง ที่แสดงถึงความแข็งแกร่ง ความเป็นนักสู้ ที่มีความสมดุลระหว่างพละกำลังกับความนุ่มนวล พร้อมกับการผสานภาพของศิลปะมวยไทยและช้าง ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย เป็นสัญลักษณ์แห่งความอดทน ความแข็งแกร่ง และมีพลัง เป็นความผูกพันระหว่างคนไทยกับช้างที่มีมาแต่โบราณ

รางวัลที่ 2 ได้แก่ทีมนักศึกษาสาขาวิจิตรศิลป์  วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี ประกอบด้วย  นายวายุ  มีบุญ นายสิรวิชญ์  พันธุ์บุญ นายนพสิษฐ์  จารึกรัมย์ ชั้นปวช.2 แผนกวิชาวิจิตรศิลป์ และนายไพพิศาล  แหวนวงษ์ ชั้น ปวช.1 โดยมี นายพฤติพงษ์  วงศ์วรรณา เป็นครูผู้ควบคุมทีม ชื่อผลงาน ความสัมพันธ์ไทย – จีน ซึ่งมีความผูกพันกันมายาวนานนับหลายร้อยปี ประชาชนชาวจีนบางส่วนได้ย้ายถิ่นฐานมาใช้ชีวิตยังราชอาณาจักรไทย บางส่วนมาประกอบธุรกิจ ทำการเกษตร และค้าขาย จนเจริญรุ่งเรือง ศิลปะวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าหลากหลายประการที่ชาวจีนนำมาด้วยได้แผ่ขยายและซึบซับสู่วิถีชีวิตของชนชาวไทย โดยเฉพาะประเพณีการเชิดสิงโต ซึ่งจะจัดขึ้นเพื่อการเฉลิมฉลองในโอกาศพิเศษ งานเปิดกิจการ หรืองานมงคลสมรส เป็นที่ชื่นชมของประชาชนชาวไทย ประติมากรรมชิ้นนี้แสดงถึงลักษณะเคลื่อนไหวท่าทาง ของการเชิดสิงโต ในชุดสิงโตโดยมีคนเชิดอยู่ด้านใน ประกอบกับลีลาท่าทางที่งดงาม และทรงพลังยิ่งนัก

โดยการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ  ถือเป็นการสร้างประสบการณ์ด้านทักษะความรู้และวิชาชีพให้กับนักเรียนนักศึกษาในเวทีระดับนานาชาติ พร้อมกับแสดงศักยภาพของนักเรียน นักศึกษา อาชีวศึกษาให้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้เป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น นำมาซึ่งชื่อเสียงและความภาคภูมิใจมาสู่สอศ.และประเทศไทยต่อไป

ทั้งนี้ คณะมีกำหนดการเดินทางกลับในวันที่ 8 ม.ค.68 เที่ยวบิน ZH 305 โดยจะเดินทางถึงประเทศไทย ในวันที่ 9 มกราคม 68 เวลา 02.05 น.

คุมประพฤติ‘นักเรียน’ เพิ่ม‘บุหรี่ไฟฟ้า-บารากุไฟฟ้า’ของต้องห้าม ข้องแวะโดนโทษ 4 ระดับ

คุมประพฤติ‘นักเรียน’ เพิ่ม‘บุหรี่ไฟฟ้า-บารากุไฟฟ้า’ของต้องห้าม ข้องแวะโดนโทษ 4 ระดับ

คุมประพฤติ‘นักเรียน’ เพิ่ม‘บุหรี่ไฟฟ้า-บารากุไฟฟ้า’ของต้องห้าม ข้องแวะโดนโทษ 4 ระดับ

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.04 น.

‘ครม.’เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดการประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา เพิ่ม‘บุหรี่ไฟฟ้า-บารากุไฟฟ้า’เป็นของต้องห้าม พร้อมกำหนดบทลงโทษหากพบเข้าไปข้องเกี่ยว

เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 7 ม.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดการประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งเกี่ยวกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ เสนอ เดิมกฎหมายตัวนี้เป็นเรื่องที่ห้ามนักเรียนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเช่น บุหรี่ และยาเสพติดอื่นๆ แต่ปัจจุบันมีบุหรี่ไฟฟ้า บารากุ และวัตถุออกฤทธิ์อื่นๆ ที่เป็นภัยคุกคามเพิ่มเข้ามา ทางทางกระทรวงศึกษาธิการ จึงเสนอของต้องห้าม คือ 1.บุหรี่ไฟฟ้า 2.บารากุไฟฟ้า และวัตถุออกฤทธิ์อื่นๆตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท โดยมีบทลงโทษสำหรับนักเรียนที่เข้าไปเกี่ยวข้อง 4 ระดับ คือ 1.ว่ากล่าวตักเตือน 2.ทำทัณฑ์บน 3.ตัดคะแนนความประพฤติ และ4.ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

“รมว.ศึกษาธิการเห็นว่าเราไม่สามารถไปยึดของพวกนี้ได้ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการ เช่น หากของเหล่านี้ถูกนำเข้ามาตามช่องทางธรรมชาติ จะต้องมีการจับกุมจากหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแล เป็นต้น” นายคารม ระบุ

ด้าน พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม. ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติ ของนักเรียนและนักศึกษาฉบับที่พ.ศ…ใหม่ เนื่องจาก กฎกระทรวงฉบับเดิมเมื่อปี 2548 ครอบคลุมเรื่องการซื้อ จำหน่าย แลกเปลี่ยน เสพสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สิ่งมึนเมา บุหรี่ หรือยาเสพติดเท่านั้น ซึ่งการปรับร่างกฎกระทรวงใหม่ได้ปรับปรุงถ้อยคำให้ครอบคลุมลักษณะการกระทำให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากซื้อจำหน่ายแลกเปลี่ยนและเสพ และให้เพิ่มสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพื่อให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับ สภาพการณ์ปัจจุบัน คือ การซื้อ จำหน่าย จ่าย แจก แลกเปลี่ยนให้ ส่งมอบ มีไว้เพื่อขาย เสพ บริโภค สูบครอบครอง หรือกระทำการอื่นใดในลักษณะเดียวกัน ซึ่งสุรา เครื่องดื่ม ที่มีแอลกอฮอล์ สิ่งมึนเมา บุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า น้ำยาสำหรับเติมบุหรี่ไฟฟ้า บารากู่ ตัวยาบารากู่ บารากู่ไฟฟ้า น้ำยาสำหรับเติมบารากู่ไฟฟ้า ยาเสพติดหรือวัตถุออกฤทธิ์อื่นใดตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท เพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนนักศึกษาเข้าไปข้องเกี่ยวกับสิ่งอบายมุข

อย่างไรก็ตามหลังจากครม.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติ ของนักเรียนและนักศึกษาฉบับที่ พ.ศ. …มาแล้ว ตนจะลงนามประกาศกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว เพื่อให้มีผลบังคับใช้ดำเนินการกับเด็กนักเรียนที่นำสิ่งผิดกฎหมายมาโรงเรียน

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวต่อว่า นอกจากการจัดทำร่างกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวแล้วยังได้มีการพูดคุยกับกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ในการแต่งตั้งผู้อำนวยการโรงเรียนหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในโรงเรียนเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สามารถมีอำนาจตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าหรือสิ่งผิดกฎหมายจากต่างประเทศได้ ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในการพิจารณาของพณ. ขณะเดียวกันยังได้มอบหมายฝ่ายกฎหมายของศธ. ร่างกฎหมายของกระทรวงขึ้นมาเอง ในการดูแลและมีอำนาจตรวจยึดและทำลายสิ่งของประเภทดังกล่าวได้มากขึ้น

‘ศุภมาส’ขู่ฟัน‘ม.สยาม’หากไม่ดำเนินคดี‘ผู้บริหารชาวจีน’จัดอบรม‘อาสาตำรวจจีน’

https://www.naewna.com/local/851618

‘ศุภมาส’ขู่ฟัน‘ม.สยาม’หากไม่ดำเนินคดี‘ผู้บริหารชาวจีน’จัดอบรม‘อาสาตำรวจจีน’

‘ศุภมาส’ขู่ฟัน‘ม.สยาม’หากไม่ดำเนินคดี‘ผู้บริหารชาวจีน’จัดอบรม‘อาสาตำรวจจีน’

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2568, 10.05 น.

‘ศุภมาส’จ่อ​ฟัน​‘ม.สยาม’หากไม่ดำเนินคดี‘ผู้บริหารชาวจีน’จัดหลักสูตร‘อาสาตำรวจจีน’ภายใน 1-2 วัน สั่งทบทวนคุมจัดอบรม Non- degree

เมื่อเวลา 09.15 น.วันที่ 7 มกราคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) กล่าวถึงกรณีอธิการบดีมหาวิทยาลัยสยามแถลงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปิดหลักสูตรอบรมอาสาตำรวจจีน ว่า เป็นไปตามที่ปรากฏในข่าวว่าทางมหาวิทยาลัยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เป็นผู้บริหารคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นชาวจีนจัดอบรมเองโดยพลการ ไม่มีการขออนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัย ดังนั้น

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า หนึ่งในผู้เสียหายคือมหาวิทยาลัย จึงเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่จะไปแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับผู้บริหารท่านนี้ หลังจากมหาวิทยาลัยยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่มีส่วนรู้เห็น และไม่มีการเก็บเงิน แต่มีการใช้ตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ถือเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 ซึ่งผู้บริหารชาวจีนได้ร่วมจัดอบรมกับหน่วยงานเอกชนข้างนอก เก็บเงินผู้เข้าร่วมรายละ 38,000 บาท  กว่า 20 คน

“หากมหาวิทยาลัยไม่ไปแจ้งความร้องทุกข์ กระทรวง อว. ก็จะเข้าไปกำกับดูแลและดำเนินคดีกับมหาวิทยาลัย ส่วนกรอบระยะเวลาไม่ได้มีกำหนดแต่มองว่ามหาวิทยาลัยควรเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด แต่คาดว่า น่าจะใช้เวลาภายใน1-2 วัน เพราะไม่มีสาเหตุอะไรที่ต้องรอ สังคมรอคำตอบอยู่” น.ส.ศุภมาส กล่าว

น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ส่วนตัวได้มีการสอบถามกับมหาวิทยาลัย ถึงความเป็นไปได้ที่ไม่ทราบเรื่องการจัดอบรมดังกล่าว ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้ชี้แจงว่า การจัดอบรมเพิ่งมีแค่ครั้งเดียว และมีคนเข้าร่วมน้อย ไม่ได้ผ่านกระบวนการของมหาวิทยาลัย จึงต้องรอดูต่อไปว่ามหาวิทยาลัยซึ่งเป็นหน่วยงานที่เป็นเจ้าทุกข์จะไปแจ้งความดำเนินคดีหรือไม่ รวมถึงต้องมีการตั้งกรรมการสอบวินัยของผู้บริหารจีนเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการหักเงินเดือน ตัดเงิน ตักเตือนหรือไปจนถึงการไล่ออก

ทั้งนี้ ในอดีตหลักสูตรการจัดอบรมและให้ใบประกาศนียบัตร หรือเรียกว่า Non-degree หรือหลักสูตรที่ไม่ได้รับปริญญา ซึ่งหลักสูตรอบรมดังกล่าวก็เป็นหนึ่งในหลักสูตร Non-degree ซึ่งไม่มีระเบียบที่จะเข้าไปกำกับดูแลในส่วนนี้ได้ แต่ในระยะหลังเริ่มมีมีปัญหาเกี่ยวกับการจัดหลักสูตรอบรมมากขึ้นทำให้ต้องมาทบทวน รวมถึงแก้ระเบียบที่จะเข้าไปกำกับดูแลหลักสูตรNon-degree ให้เกิดความเรียบร้อยและไม่ให้เกิดความเสียหายด้วย

ม.กรุงเทพ จัดมหกรรมงานวิ่งสร้างสรรค์ปีที่ 2 ‘BU RUN 2025’

https://www.naewna.com/local/851507

ม.กรุงเทพ จัดมหกรรมงานวิ่งสร้างสรรค์ปีที่ 2 ‘BU RUN 2025’

ม.กรุงเทพ จัดมหกรรมงานวิ่งสร้างสรรค์ปีที่ 2 ‘BU RUN 2025’

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดมหกรรมงานวิ่งสร้างสรรค์ปีที่ 2 ชวนนักวิ่งและศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน BU มาร่วมวิ่งหรือเดินบนดินแดนแห่งความคิดสร้างสรรค์ในรั้วมหาวิทยาลัยที่ร่มรื่นกับเส้นทางใหม่บรรยากาศทะเลสาบยามเช้า ร่วมสร้างสุขปันรักให้อบอุ่นหัวใจ มอบรายได้จากกิจกรรมเป็นทุนการศึกษาให้นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยจัดขึ้นใน
วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 05.00-07.20 น. ณ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดรับสมัครถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 สมัครวิ่งที่ https://race.thai.run/burun2025

ระยะทาง 10 km. ค่าสมัคร 700 บาท 5 km. ค่าสมัคร 500 บาท ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.facebook.com/burun.bangkokuniversity?
mibextid=LQQJ4d
 หรือเบอร์โทร.062-3245245 และ 081-6675340

DPU เปิดโครงการ ‘Guijiang Workshop’ เสริมทักษะ นศ.จีน-ไทย ปั้นนักไลฟ์มืออาชีพ

https://www.naewna.com/local/851513

DPU เปิดโครงการ ‘Guijiang Workshop’  เสริมทักษะ นศ.จีน-ไทย ปั้นนักไลฟ์มืออาชีพ

DPU เปิดโครงการ ‘Guijiang Workshop’ เสริมทักษะ นศ.จีน-ไทย ปั้นนักไลฟ์มืออาชีพ

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับ Chinese Plus วิทยาลัยอาชีวศึกษาอีคอมเมิร์ซกุ้ยโจว ประเทศจีน และบริษัทกุ้ยโจว เฉียนเยว่โยวผิ่น อิมพอร์ต แอนด์ เอ็กซ์พอร์ต อีคอมเมิร์ซ จำกัด ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เปิดโครงการ “Guijiang Workshop” และ “สถาบันอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนจีน-ไทย”เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ พัฒนาทักษะอีคอมเมิร์ซ และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการศึกษาไทยและจีน ภายใต้การสนับสนุนของศูนย์ความร่วมมือด้านภาษาและวัฒนธรรมจีนของกระทรวงศึกษาธิการจีน โดยมี ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม รองอธิการบดีสายงานภาคีสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย สมาคมครูจีนแห่งประเทศไทย วิทยาลัยอาชีวศึกษาอีคอมเมิร์ซกุ้ยโจว ธนาคารออมสินภาค 5 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ภายในงานยังมีการจัดการแข่งขันกระชับมิตรการไลฟ์สดขายสินค้าออนไลน์ระหว่างนักศึกษาไทยและนักศึกษาจีน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระบบอีคอมเมิร์ซและไลฟ์สตรีมมิ่งณ ห้องประชุมสนม สุทธิพิทักษ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กรุงเทพฯ

ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดี สายงานวิชาการ DPU กล่าวว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยคาดการณ์ว่าในปี 2568 จะมีมูลค่าสูงถึง 7.5 แสนล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 6% การขยายตัวนี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภค แต่ยังเปิดโอกาสใหม่ๆ ในวงการธุรกิจและการศึกษา เพื่อตอบรับแนวโน้มดังกล่าวมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์จึงร่วมมือจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาอีคอมเมิร์ซกุ้ยโจว และบริษัทนำเข้าส่งออกสินค้าอีคอมเมิร์ซกุ้ยโจว เฉียนเยว่โยวผิ่น เพื่อจัดตั้งโครงการ Guijiang Workshop และสถาบันอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนจีน-ไทย โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะระดับสากล พร้อมมุ่งเน้นผลิตนักอีคอมเมิร์ซที่มีความเชี่ยวชาญ จำนวน 300 คน ภายใน 3 ปี ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยยังได้นำจุดแข็งด้านการเรียนการสอน สาขาการค้าระหว่างประเทศ โลจิสติกส์ และภาษาจีนธุรกิจ รวมถึงการสนับสนุนจากนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาต่อยอดความร่วมมือในครั้งนี้

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม รองอธิการบดี สายงานภาคีสัมพันธ์ DPU กล่าวว่า โครงการความร่วมมือนี้ ได้จัดตั้งอย่างเป็นทางการที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยมีห้องไลฟ์สตรีมมิ่งจำนวน 6 ห้อง เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติการไลฟ์สดขายสินค้า นอกจากนี้ ยังเป็นช่องทางแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการศึกษาและวัฒนธรรมการค้าอีคอมเมิร์ซระหว่างไทยและจีน ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของการเรียนการสอนอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ และความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการกับสถาบันการศึกษา อย่างไรก็ตามการพัฒนาความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการศึกษาและเตรียมความพร้อมบุคลากรสู่ตลาดแรงงานยุคใหม่ ผ่านการบูรณาการการเรียนการสอนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำสะท้อนวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยในการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต

นายหยาง หง ประธานกรรมการ บจก.กุ้ยโจว เฉียนเยว่โยวผิ่น อิมพอร์ต แอนด์ เอ็กซ์พอร์ต อีคอมเมิร์ซ เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์บริษัทในการขับเคลื่อนธุรกิจอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนว่า บริษัทให้ความสำคัญกับกรอบความร่วมมือ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) และนโยบาย BRI (Belt and Road Initiative) หรือโครงการเส้นทางสายไหมทางบกและเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมีช่องทางการขายผ่านแพลตฟอร์ม TikTok และ Multi-channel Network (MCN) ด้วยแอคเคาท์กว่าแสนราย มีผู้ติดตามกว่า 12 ล้านคน และยอดการรับชมสูงถึง 9,800 ล้านครั้ง สร้างรายได้กว่า 2 ร้อยล้านหยวนต่อปี สำหรับการส่งเสริมด้านการศึกษา บริษัทได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาหลายแห่ง โดยปัจจุบันมีนักศึกษากว่า 2,000 คน เข้าร่วมโครงการเรียนรู้ด้านอีคอมเมิร์ซ เราจึงมีความพร้อมที่จะมุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะทั้งในจีนและข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง

ศ.หวัง ฮวน เลขานุการเอก ฝ่ายการศึกษา สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันวิทยาลัยอาชีวศึกษาจีนกว่า 200 แห่ง มีโครงการความร่วมมือกับกว่า 70 ประเทศ รวม 400 สถาบัน ดังนั้น โครงการความร่วมมือครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอุตสาหกรรมจีนกำลังขยายการลงทุนในไทย ซึ่งต้องการบุคลากรที่มีทักษะและเข้าใจวัฒนธรรมข้ามแดน โดยเฉพาะในปี 2568 ที่ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนจะครบรอบ 50 ปี ความร่วมมือนี้จะเป็นคลื่นลูกใหม่ของการแลกเปลี่ยนทางการค้า วัฒนธรรม และองค์ความรู้ เป็นการสร้างสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีน และยังจุดประกายสำหรับการสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับความร่วมมือด้านอีคอมเมิร์ซระหว่างไทยและจีนอีกด้วย

ดร.โชติกานต์ จิราลักษณ์สกุล หัวหน้าหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ วิทยาลัยนานาชาติ DPU กล่าวว่า การจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระบบอีคอมเมิร์ซและไลฟ์สตรีมมิ่ง ระหว่างทีมแข่งขันจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาอีคอมเมิร์ซกุ้ยโจว ประเทศจีน และนักศึกษา DPU มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเน้นให้นักศึกษาได้เรียนรู้สภาพจริงของอีคอมเมิร์ซและเข้าใจกระบวนการทำงานจริง ภายหลังการแข่งขันจะมีการอบรมอย่างเข้มข้น 3 วัน ระหว่างวันที่ 18-20 ธันวาคม 2567 โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากกุ้ยโจว เฉียนเยว่โยวผิ่นฯ มาเป็นวิทยากรให้ความรู้ ตั้งแต่กระบวนการตั้งราคา การทำโปรโมชั่น ไปจนถึงการกระตุ้นยอดขาย โดยบริษัทได้พัฒนาแพลตฟอร์มพิเศษที่ช่วยให้นักศึกษาสามารถวางแผนการขายก่อนไลฟ์สด รวมถึงสร้างแพลตฟอร์มจำลองการไลฟ์สดที่สามารถเก็บข้อมูลหลังบ้าน เพื่อนำไปวิเคราะห์การตลาดได้ซึ่งถือเป็นโอกาสทางการศึกษาที่น่าสนใจ นอกจากนี้ ในอนาคตมหาวิทยาลัยมีแผนขยายความร่วมมือ โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทดังกล่าวมาเป็นวิทยากร และสอนบางรายวิชาที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน โดยจะใช้ห้องปฏิบัติการ Guijiang สตูดิโอ เป็นฐานฝึกปฏิบัติไลฟ์ขายสินค้าออนไลน์ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้นักศึกษาทุกคณะสามารถใช้ห้องสตูดิโอดังกล่าวในการฝึกไลฟ์สดได้

เปิดฉากชิงชัย ‘VEX Robotics Thailand’ เฟ้นหาสุดยอดทีม ไปร่วมแข่งขันระดับโลก

https://www.naewna.com/local/851510

เปิดฉากชิงชัย ‘VEX Robotics Thailand’  เฟ้นหาสุดยอดทีม ไปร่วมแข่งขันระดับโลก

เปิดฉากชิงชัย ‘VEX Robotics Thailand’ เฟ้นหาสุดยอดทีม ไปร่วมแข่งขันระดับโลก

วันอังคาร ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดมหกรรมงานวิ่งสร้างสรรค์ปีที่ 2 ชวนนักวิ่งและศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน BU มาร่วมวิ่งหรือเดินบนดินแดนแห่งความคิดสร้างสรรค์ในรั้วมหาวิทยาลัยที่ร่มรื่นกับเส้นทางใหม่บรรยากาศทะเลสาบยามเช้า ร่วมสร้างสุขปันรักให้อบอุ่นหัวใจ มอบรายได้จากกิจกรรมเป็นทุนการศึกษาให้นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 05.00-07.20 น. ณ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดรับสมัครถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 สมัครวิ่งที่ https://race.thai.run/burun2025

ระยะทาง 10 km. ค่าสมัคร 700 บาท 5 km. ค่าสมัคร 500 บาท ติดตามข่าวสารได้ที่ https://www.facebook.com/burun.bangkokuniversity?mibextid=LQQJ4d หรือเบอร์โทร.
062-3245245 และ 081-6675340

อธิการบดี ม.สยาม ปัดเอี่ยวคอร์สอบรมอาสาตำรวจคนจีน โยนจัดทำโดยคนนอก

https://www.naewna.com/local/851545

อธิการบดี ม.สยาม ปัดเอี่ยวคอร์สอบรมอาสาตำรวจคนจีน โยนจัดทำโดยคนนอก

อธิการบดี ม.สยาม ปัดเอี่ยวคอร์สอบรมอาสาตำรวจคนจีน โยนจัดทำโดยคนนอก

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 19.20 น.

วันที่ 6 มกราคม 2668 นายพรชัย มงคลวนิช อธิการบดีมหาวิทยาลัยสยาม และผู้บริหารมหาวิทยาลัยสยาม ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเกี่ยวกับประเด็นการจัดคอร์สอบรมอาสาตำรวจจีน ที่มีบุคคลกร นักศึกษา และใช้สถานที่ในมหาวิทยาลัยในการจัดอบรม โดยระบุว่า โดยปกติทางมหาวิทยาลัยได้มีการจัดอบรมในรูปแบบนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตอาสาจราจร เกี่ยวกับตำรวจและอินเทอร์เน็ต ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาอะไรเนื่องจากมีการดำเนินการอย่างถูกต้องตามขั้นตอน แต่ในครั้งนี้ที่เกิดปัญหาเพราะมีการดำเนินการบางอย่างที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอน ตั้งแต่เกิดเรื่องได้สั่งให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของมหาวิทยาลัย ดำเนินการสอบสวนตั้งแต่วันเสาร์ที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา หลังจากที่มีการสอบสวนแล้วนั้น ได้ข้อสรุปออกมา ดังนี้

1.การอบรมอาสามัครตำรวจบ้าน เป็นโครงการจัดขึ้นโดยบุคคลภายนอกที่รู้จักกับฝ่ายต่างๆ ทั้งเจ้าหน้าที่ และตำรวจกองบัคงคับการตำรวนครบาล 3 โดยมีนายหลี่ จาง ที่เป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจกรรมนานาชาติของมหาวิทยาลัยสยาม เป็นผู้ดำเนินการ และโครงการดังกล่าวไม่ได้ขออนุมัติจากมหาวิทยาลัย

โครงการดังกล่าว จัดอบรมวันที่ 25 -27 ธันวาคม ซึ่งวันที่ 25 มีการใช้สถานที่ภายในมหาวิทยาลัย ตรวจสอบแล้วไม่มีการขออนุญาตใช้สถานที่ ส่วนวันที่ 26-27 เป็นการอบรมนอกสถานที่
3.ที่มีหนังสือขอความร่วมมือไปยัง บก.น.3 เป็นหนังสือจากบุคคลภายนอกแต่มีการลงนามโดย นายลี่ จาง โดยใช้ตำแหน่งในมหาวิทยาลัยโดยพละการโดยไม่ได้ขออนุมัติจากทางมหาวิทยาลัย โดยปกติจะต้องมีการลงชื่ออธิการบดีหรือบุคคลที่อธิการบดีมอบหมาย และไม่ได้ดำเนินการตามระบบของมหาวิทยาลัย

เงินที่มีการเรียกเก็บค่าอบรม จากการตรวจสอบ ยืนยันว่า ไม่มีเส้นเงินเข้า-ออกมหาวิทยาลัย รวมถึงของที่แจกผู้ร่วมอบรมก็เป็นบุคคลภายนอกดำเนินการทั้งหมด

นายพรชัย ยังบอกอีกว่าเอกสารที่ส่งไปยัง บก.น.3 นั้น มีจุดพิรุธหลายจุด เพราะเอกสารไม่มีเลขที่ตั้งของมหาวิทยาลัย มีแค่ชื่อถนน เขต / ส่วนตราประทับที่ออกจากสารบรรณของมหาวิทยาลัยก็ไม่มี และในเนื้อหามีการใช้คำว่า “มหาวิทยาลัย” ปะปนกับคำว่า “วิทยาลัย” ซึ่งปกติแล้วจะใช้แค่มหาวิทยาลัยเท่านั้น และวันที่มีการอบรมเป็นวันที่มหาวิทยาลัยหยุดการเรียนการสอนไปแล้ว ซึ่งโดยปกติจะไม่มีการจัดอบรมในช่วงเวลาที่ปิดเรียน

และยืนยันว่า มหาวิทยาลัยเป็นผู้เสียหาย และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าว แต่เป็นการดำเนินการของบุคคลภายนอกโดยพละการที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงมหาวิทยาลัย โดยผลการประชุมจะมีบทลงโทษทางวินัยกับบุคคลของมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย อาจารย์ 1 คน (นายลี จาง) และบุคลากร 1 คน ซึ่งตอนนี้ได้ส่งผลการสอบสวนไปยังกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมแล้ว คาดว่าจะมีผลลงโทษภายใน 1-2 สัปดาห์ และเตรียมดำเนินคดีทางอาญา ในคดีแอบอ้างและใช้สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย

ส่วนกรณีวิทยากรที่เป็นตำรวจรู้จักกับบุคลากรในมหาวิทยาลัยหรือไม่ จากการสอบถามนายลี จาง บอกว่า รู้จักผ่านคนกลาง ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเราไม่สามารถเอ่ยชื่อได้ แต่ส่วนตัวอธิการบดีไม่รู้จักกับตำรวจที่เป็นวิทยากร

เมื่อถามว่ามหาวิทยาลัยมีความกังวลว่าผู้เข้ารับอบรมทั้งหมดจะนำบัตร และเครื่องแบบที่มีโลโก้สำนักการตำรวจแห่งชาติไปหลอกลวงชาวจีนหรือใช้เกี่ยวกับธุรกิจจีนเทาหรือไม่ นายพรชัย บอกว่าตนเองก็รู้สึกไม่สบายใจ แต่เข้าใจว่าผู้ที่จัดอบรมน่าจะมีรายชื่อของบุคคลเหล่านี้ และมหาวิทยาลัยจะเรียกทั้งหมดตามรายชื่อมาสอบสวนข้อเท็จจริง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : แจ้งข้อหา’ผู้จัดชาวจีน’ ใช้สัญลักษณ์ตำรวจ ชักชวนอบรมฯอาสา

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ทุ่มงบ 15.8 ล้าน มอบของขวัญเยาวชนทั่วประเทศ ในวันเด็กแห่งชาติปี68

https://www.naewna.com/local/851482

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ทุ่มงบ 15.8 ล้าน มอบของขวัญเยาวชนทั่วประเทศ ในวันเด็กแห่งชาติปี68

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ทุ่มงบ 15.8 ล้าน มอบของขวัญเยาวชนทั่วประเทศ ในวันเด็กแห่งชาติปี68

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 15.27 น.

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ทุ่มงบ 15.8 ล้าน มอบของขวัญเยาวชนทั่วประเทศ ในวันเด็กแห่งชาติปี68

6 มกราคม 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ  นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ และ คณะกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบชุดของขวัญวันเด็ก  ประกอบด้วย สมุด ดินสอ ไม้บรรทัด และ กล่องดินสอ เป็นของขวัญให้กับนักเรียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีผู้แทนโรงเรียนเป็นผู้รับมอบ  ณ ลานสำนักงานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ รวมทั้งยังจัดให้มีการส่งชุดของขวัญวันเด็กของมูลนิธิฯ เพื่อมอบให้กับเยาวชนในส่วนภูมิภาค ผ่านหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ รวมจำนวนของขวัญวันเด็กที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมอบให้กับเยาวชน เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 ทั้งสิ้น 900,000 ชุด คิดเป็นมูลค่ากว่า 15.8 ล้านบาท

ในวันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดเข้าพบ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  เพื่อมอบของขวัญวันเด็ก สำหรับนำไปแจกจ่ายแก่เด็กและเยาวชน เพื่อเป็นขวัญ และกำลังใจ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 ณ ห้องสีม่วง  ตึกไทยคู่ฟ้า  ทำเนียบรัฐบาล

นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดเผยว่า การให้ของขวัญวันเด็ก เป็นหนึ่งในกิจกรรมหลักที่มูลนิธิฯ ได้จัดทำต่อเนื่องมาเป็นเวลา 66 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 ด้วย การมอบของขวัญให้เด็กๆ ในโอกาส “วันเด็กแห่งชาติ” แบ่งปันความรัก ความสุขและเสริมการเรียนรู้ สร้างเด็กดีในวันนี้ให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่าของสังคมและประเทศชาติในอนาคต โดยมูลนิธิฯ ขอส่งความรัก ความปรารถนาดีให้เด็กๆ ทุกคนเป็นเด็กดี มีคุณธรรม กตัญญู รู้คุณ พ่อแม่ ครูอาจารย์ รู้จักประหยัด มัธยัสถ์ ห่างไกลยาเสพติด ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน หมั่นเรียนรู้ทุกโอกาส เพื่ออนาคตที่ดีของตนเอง และประเทศชาติ ดังคำขวัญวันเด็กของท่านนายกรัฐมนตรี ประจำปี พ.ศ.2568 ที่มอบให้ คือ “ทุกโอกาส คือ การเรียนรู้ พร้อมปรับตัวสู่อนาคตที่เลือกเอง”

เปิด 2 ประเด็น‘ม.สยาม’ชี้แจง ปมร้อนคอร์สอบรม‘อาสาตำรวจจีน’

https://www.naewna.com/local/851468

เปิด 2 ประเด็น‘ม.สยาม’ชี้แจง ปมร้อนคอร์สอบรม‘อาสาตำรวจจีน’

เปิด 2 ประเด็น‘ม.สยาม’ชี้แจง ปมร้อนคอร์สอบรม‘อาสาตำรวจจีน’

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.23 น.

‘ศุภมาส’สั่ง‘ม.สยาม’แถลงผลสอบคอร์สอบรม‘อาสาตำรวจจีน’ด่วน ขณะที่‘ปลัด อว.’เผยทำหนังสือชี้แจงแล้ว ระบุมหาวิทยาลัยไม่รับรู้การดำเนินการ บุคลากรกระทำโดยพลการ ยันไม่มีผลประโยชน์-รายได้จากการจัดอบรม

6 มกราคม 2568 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีการอบรมหลักสูตร “อาสาตำรวจคนจีน” ที่มีการอ้างถึงมหาวิทยาลัยสยาม (ม.สยาม) มีความร่วมมือกับสำนักงานสืบสวนกลาง กองบังคับการนครบาลภาค 3 โดยมีค่าใช้จ่ายต่อหัวคนละ 38,000 บาท หรือไม่ ว่า หลังจาก น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. สั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีสถาบันอุดมศึกษา คือ มหาวิทยาลัยสยาม ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งมหาวิทยาลัยสยามได้ทำหนังสือชี้แจงการตรวจสอบข้อเท็จจริงกลับมาที่กระทรวง อว.แล้ว ในวันที่ 6 ม.ค.2568 สาระสำคัญมี 2 ประเด็น คือ

1. มหาวิทยาลัยสยาม ไม่รับทราบการดำเนินการดังกล่าว และการดำเนินการดังกล่าว เป็นไปโดยพลการของบุคลากรมหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยสยาม จะมีการสอบสวนและลงโทษต่อไป

2. มหาวิทยาลัยสยาม ยืนยันว่าการจัดอบรมดังกล่าวมหาวิทยาลัยไม่ได้มีผลประโยชน์หรือรายได้ใดๆ จากการจัดอบรมดังกล่าว    

“น.ส.ศุภมาส ได้สั่งการให้มหาวิทยาลัยสยาม แถลงข่าวเพื่อให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใสต่อสังคมโดยด่วน และหลังจากนี้หากยังมีข้อสงสัย หรือไม่ชัดเจนในประเด็นใด กระทรวง อว. ก็จะเข้าไปดำเนินหาข้อเท็จจริงตามระเบียบและขั้นตอนต่อไป” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าว

เสียงสะท้อนจากอาจารย์ ‘ยุคออนไลน์’นศ.เข้าถึงข้อมูลง่าย แต่คุณภาพความรู้ที่ได้กลับลดลง

https://www.naewna.com/local/851456

เสียงสะท้อนจากอาจารย์ ‘ยุคออนไลน์’นศ.เข้าถึงข้อมูลง่าย แต่คุณภาพความรู้ที่ได้กลับลดลง

เสียงสะท้อนจากอาจารย์ ‘ยุคออนไลน์’นศ.เข้าถึงข้อมูลง่าย แต่คุณภาพความรู้ที่ได้กลับลดลง

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 13.44 น.

6 ม.ค. 2568 ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Khemthong Tonsakulrungruang” เนื้อหาดังนี้

เทอมนี้อ่านรายงานนิสิตแล้วพบว่า พวกเขาใช้แหล่งอ้างอิงจากออนไลน์แทบจะร้อยละร้อยในรายงาน ปัญหาคือพวกเขาใช้การค้นหาจาก Google ซึ่งแหล่งข้อมูล โดยเฉพาะภาษาไทย ไม่ได้เยอะขนาดนั้น ที่เยอะที่สุดน่าจะเป็นพวกรายงานเอกัตศึกษาของพวกหลักสูตรพิเศษในศาลรัฐธรรมนูญหรือพระปกเกล้า ทำให้คุณภาพของงานลดต่ำลงอย่างมาก ไม่มีความลุ่มลึก ไม่มีแหล่งอ้างอิงปฐมภูมิเลย

สมัยก่อน ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมีไม่เยอะมาก ตอนทำรายงาน นอกจากห้องสมุดคณะนิติศาสตร์แล้ว ตอนนั้นยังต้องเดินไปห้องสมุดรัฐศาสตร์ หอกลาง แล้วก็อักษร ยืมหนังสือมาอ่าน ถ้าค้นหาข้อมูลออนไลน์ ตอนนั้นถูกบังคับให้ใช้ WestLaw กับ LexisNexis

เรื่องการพึ่งพาแหล่งข้อมูลจากออนไลน์เป็นหลัก น่าจะมีจากหลายสาเหตุ ทั้งความจำกัดของเวลา เนื่องจากรายงานหลายฉบับน่าจะเขียนไม่เกินห้าถึงเจ็ดวัน เลยไม่มีเวลาค้นข้อมูลลึกซึ้งอะไรมาก หลายคนเลิกมามหาวิทยาลัยแล้ว เลยนั่งอยู่หน้าจอ กับเทคโนโลยีที่หลอกให้เราเชื่อว่าทุกอย่างอยู่ในอินเตอร์เน็ต มาบรรจบกัน แทนที่โลกในยุคสารสนเทศจะทำให้เราเข้าถึงความรู้ได้ง่ายขึ้น เยอะขึ้น ดีขึ้น คุณภาพความรู้ที่ได้กลับเลวร้ายลง

อินเตอร์เน็ตทำให้โลกแคบลง ทุกอย่างมาอยู่ที่ปลายนิ้ว แต่เส้นขอบฟ้าของเราก็แคบลงเร็วกว่าอินเตอร์เน็ตเสียด้วย