ทำความเข้าใจ‘DNSSEC’ เสริมความปลอดภัยให้กับอินเตอร์เนต

https://www.naewna.com/local/851353

ทำความเข้าใจ‘DNSSEC’ เสริมความปลอดภัยให้กับอินเตอร์เนต

ทำความเข้าใจ‘DNSSEC’ เสริมความปลอดภัยให้กับอินเตอร์เนต

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ระบบการตั้งชื่อโดเมน (Domain Name System – DNS)” มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการทำงานของอินเตอร์เนต โดยจะทำหน้าที่แปลงชื่อโดเมน เช่น http://www.abc.com ให้เป็น IP Address เช่น 122.950.34.138 ที่คอมพิวเตอร์ใช้ในการสื่อสารระหว่างกัน โดย DNS นั้น เปรียบเหมือนสมุดโทรศัพท์ ในขณะที่ IP Address เปรียบเสมือนหมายเลขโทรศัพท์นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า DNS จะเป็นระบบที่สำคัญและถูกใช้งานมาอย่างยาวนาน แต่การรักษาความปลอดภัยของระบบก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องตระหนักถึงเป็นอันดับต้นๆ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีทางไซเบอร์ วันนี้ OPEN-TEC (Tech Knowledge Sharing Platform), ภายใต้การดูแลของ TCC TECHNOLOGY GROUP จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ Domain Name System Security Extensions (DNSSEC) ระบบที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและปกป้องข้อมูลในระบบ DNS

“DNSSEC คืออะไร” : Domain Name System Security Extensions (DNSSEC) เป็นชุดโปรโทคอล (protocol) ความปลอดภัยที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องระบบ DNS ซึ่งเป้าหมายหลักของ DNSSEC คือการรับรองความถูกต้องและความสมบูรณ์ของข้อมูล DNS เพื่อลดโอกาสและป้องกันผู้ใช้จากการโจมตีทางไซเบอร์ที่มาจากหลากหลายวิธี อาทิ การปลอมแปลง DNS (DNS Spoofing)

โดยการส่งข้อมูลปลอมเพื่อหลอกผู้ใช้ให้ไปยังเว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัย และการใส่ข้อมูลเสียหายลงในแคช (Cache Poisoning) โดยข้อมูลที่ถูกแก้ไขหรือปลอมแปลงจะถูกบันทึกในแคชของDNS Resolver ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ใช้จำนวนมาก เป็นต้น ทั้งนี้ DNSSEC จะใช้เทคนิคการเข้ารหัสเพื่อยืนยันว่าข้อมูล DNS ที่ผู้ใช้ได้รับนั้นถูกต้องและมาจากแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือถูกดักจับระหว่างทาง

“DNSSEC ทำงานอย่างไร” : DNSSEC ใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานกุญแจสาธารณะ (Public Key Infrastructure – PKI) ในการลงนามดิจิทัลข้อมูล DNS เพื่อรับรองความถูกต้อง โดยมีขั้นตอนที่สำคัญดังนี้ 1.การสร้างคู่กุญแจ (Key Pair Generation) ซึ่งประกอบไปด้วย กุญแจสาธารณะ (Public Key) และกุญแจส่วนตัว (Private Key) สำหรับกุญแจสาธารณะนั้นจะถูกเผยแพร่ใน DNSในขณะที่กุญแจส่วนตัวจะถูกเก็บรักษาไว้อย่างปลอดภัย

2.การลงนามดิจิทัล (Digital Signatures) โดยกุญแจส่วนตัวจะถูกนำไปใช้ในการสร้างลายเซ็นดิจิทัลสำหรับข้อมูล DNS ซึ่งลายเซ็นนี้จะถูกเพิ่มเข้าไปในคำตอบ DNS เพื่อยืนยันความถูกต้อง และ 3.การตรวจสอบความถูกต้อง (Validation) เมื่อ Resolver ได้รับข้อมูล DNS ที่ลงนามแล้ว จะใช้กุญแจสาธารณะเพื่อตรวจสอบลายเซ็น หากลายเซ็นถูกต้อง Resolver จะยอมรับข้อมูล แต่หากไม่ถูกต้อง จะปฏิเสธข้อมูลนั้นทันทีเพื่อป้องกันการโจมตี

“ข้อดีของ DNSSEC” : จากที่กล่าวไปข้างต้น จะเห็นได้ว่า DNSSEC นั้นมีประโยชน์มากมาย ตั้งแต่ด้านความถูกต้องของข้อมูล (Data Authenticity) ที่ใช้รับรองว่าข้อมูล DNS นั้นถูกต้องและมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้, การตรวจจับการแก้ไข (Tamper Detection) ที่ใช้ป้องกันการเปลี่ยนแปลงข้อมูล DNS โดยไม่ได้รับอนุญาต และการใช้งานเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ (Trustworthy Browsing) ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์

“การใช้งานในโลกจริง” : หลักการของ DNSSEC ในการรับรองความถูกต้องและความสมบูรณ์ของข้อมูลยังถูกนำไปใช้ในระบบความ
ปลอดภัยอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ธุรกรรมออนไลน์ เพื่อรับรองการสื่อสารที่ปลอดภัยระหว่างธนาคารและลูกค้า, ใบรับรองดิจิทัล (Digital Certificates) เพื่อยืนยันความถูกต้องของซอฟต์แวร์หรือเอกสาร และการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (Two-Factor Authentication) เพื่อป้องกันรหัสผ่านแบบใช้ครั้งเดียว (OTP) ด้วยเทคนิคการเข้ารหัส

“ข้อจำกัดและความท้าทาย” : แม้ว่า DNSSEC จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับ DNS ได้อย่างมาก แต่ก็มีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณาอีกด้วยเช่นกัน อาทิ ความซับซ้อนในการใช้งาน (Implementation Complexity) ซึ่งการตั้งค่า DNSSEC ต้องใช้ความรู้ทางเทคนิคสูง และหากมีข้อผิดพลาดอาจทำให้ระบบขัดข้องได้, ผลกระทบต่อประสิทธิภาพ (Performance Overhead) โดยการตรวจสอบความปลอดภัยเพิ่มเติมอาจทำให้การแก้ไข DNS ช้าลงเล็กน้อย และ อัตราการนำไปใช้งาน(Adoption Rates) อาจยังไม่ครอบคลุมมากพอ ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพของ DNSSEC ยังไม่เสถียรมากนัก

สุดท้ายนี้ DNSSEC ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมความปลอดภัยให้กับอินเตอร์เนตโดยการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานของ DNS จากการปลอมแปลงและการแก้ไขข้อมูล ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ที่ถูกต้องและปลอดภัยยิ่งขึ้น แม้ว่า DNSSEC จะยังเผชิญกับความท้าทายในด้านการนำไปใช้งาน แต่ประโยชน์ของ DNSSECทำให้กลายเป็นส่วนสำคัญของระบบความปลอดภัยในโลกดิจิทัลนั่นเอง!!!

‘Young Digital Citizen Creators’ สร้างเยาวชนดิจิทัลรู้ทันและเฝ้าระวังสื่อ

https://www.naewna.com/local/851355

‘Young Digital Citizen Creators’ สร้างเยาวชนดิจิทัลรู้ทันและเฝ้าระวังสื่อ

‘Young Digital Citizen Creators’ สร้างเยาวชนดิจิทัลรู้ทันและเฝ้าระวังสื่อ

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับกิจกรรม “Open House โครงการเยาวชนดิจิทัลรู้ทันและเฝ้าระวังสื่อ (Young Digital Citizen Creators)” ซึ่งจัดโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสมาคมเครือข่ายเพื่อการเรียนรู้เท่าทันดิจิทัลเทคโนโลยี (D Tech) ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ย่านงามดูพลี-สาทร เมื่อช่วงปลายเดือนธ.ค. 2567ที่ผ่านมา

ญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สสส. กล่าวว่า ดัชนีชี้วัดความปลอดภัยบนสื่อออนไลน์สำหรับเด็ก ระหว่างปี 2560-2566 จากกลุ่มตัวอย่างเด็กอายุ 8-18 ปี จำนวน 351,376 คน ทั่วโลก โดยสถาบันดีคิว (DQ Institute) รายงานว่า เด็กและเยาวชน 70% ต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางไซเบอร์อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี ซึ่งประเด็นความเสี่ยงทางไซเบอร์จะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ เช่น การรับเนื้อหาและการติดต่อที่มีความเสี่ยง การกลั่นแกล้ง และการใช้เทคโนโลยีเกินความจำเป็น

สอดคล้องกับสำรวจสถานการณ์เด็กไทยกับภัยออนไลน์ ปี 2565 กลุ่มตัวอย่างอายุ 9-18 ปี จำนวน 31,965 คน โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบมีเด็ก 81% ที่มีแท็บเลตหรือสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง และกว่า 85% ใช้โซเชียลมีเดียเกือบทุกวัน 54% เคยพบเห็นสื่อลามกอนาจาร โดยเด็กอายุ 10 ปีขึ้นไป 12% เคยถูกคุกคามทางเพศบนโลกออนไลน์ (Online Grooming)

ซึ่ง สสส. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนให้เป็นนักสื่อสารสุขภาวะที่มีทักษะเท่าทันสื่อ มีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและตรวจสอบสื่อจึงร่วมกับสมาคมเครือข่ายฯ พัฒนาโครงการ Digital Citizen Creators นำร่องในโรงเรียนระดับมัธยมสังกัดกรุงเทพมหานคร 6 แห่ง เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ 24 ทีม จำนวน 240 คน ได้พัฒนาตนเองสู่การเป็นนักสื่อสารสุขภาวะ

ผ่านการออกแบบสื่อในรูปแบบคลิปวีดีโอภาพวาดดิจิทัล และอินโฟกราฟิก เพื่อใช้สื่อสารรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ถึง ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมเสี่ยงในกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเพื่อนร่วมวัยได้ โดยผลงานของน้องๆ ทุกทีมปีนี้ สะท้อนถึงขีดความสามารถและทักษะในการสื่อสารที่โดดเด่นและแตกต่าง ทำให้ผลงานที่ออกมาสามารถใช้งานสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมตระหนักถึงบทบาทและความสำคัญของสื่อดิจิทัล

จอห์น รัตนเวโรจน์ ประธานสมาคมเครือข่ายเพื่อการเรียนรู้เท่าทันดิจิทัลเทคโนโลยี (D Tech) กล่าวว่า โครงการ Digital Citizen Creators มุ่งพัฒนาทักษะดิจิทัลในเด็กและเยาวชน และสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยพัฒนาสังคมออนไลน์ให้เป็นพื้นที่ที่มีคุณภาพ ดำเนินงานผ่านการจัดกิจกรรมเดินสาย Road Show ให้ความรู้กับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายเกี่ยวกับการรับมือภัยดิจิทัล สร้างทักษะการเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพ (Digital Vaccine powered by DQ)

เสริมภูมิคุ้มกันให้ตระหนักรู้ถึงผลกระทบที่ได้รับจากภัยดิจิทัล เช่น ข่าวลวง ภัยจากบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า การเท่าทันข้อมูลยุคเอไอ เพิ่มทักษะการตรวจสอบคลิป รูปภาพ รวมทั้งถึงทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลเชิง critical thinking เกิดชมรมเยาวชนอาสาสมัครเฝ้าระวังสื่อในโรงเรียนทั้ง 6 แห่ง นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้เยาวชนพัฒนาทักษะในการผลิตสื่อดิจิทัลที่สร้างสรรค์ในประเด็นมุ่งเน้นตามกรอบทิศทางการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาวะของ สสส. อีกด้วย โดยเยาวชนทั้ง 24 ทีม ที่เข้าร่วมพัฒนาทักษะในการผลิตสื่อดิจิทัล

ได้เรียนรู้กระบวนการผลิตผลงานเพื่อใช้รณรงค์ให้ข้อมูลภัยดิจิทัลในหัวข้อต่างๆ เช่น เวิร์กช็อปการใช้งานโปรแกรมตัดต่อ สำหรับสร้างสรรค์ผลงาน และกิจกรรมให้คำปรึกษาเรื่องการสร้างคอนเทนต์ออนไลน์ โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้ ผลงานของเยาวชนทั้ง 24 ทีม ที่พัฒนาเสร็จสิ้นแล้ว จะเผยแพร่อย่างเป็นทางการบนเฟซบุ๊กแฟนเพจ D Tech Association และสำหรับผลงาน 4 ชิ้น ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากโจทย์การผลิตสื่อประเภทภาพเคลื่อนไหว (Motion Media) ได้แก่ 1.ทีม QEDs โรงเรียนประชานิเวศน์ ผลงานเรื่อง การรับมือกับข้อมูลเท็จ

และทีม Mega ล่าฝัน โรงเรียนมัธยมบ้านบางกะปิ ผลงานเรื่อง ภัยจากบุหรี่ไฟฟ้า และโจทย์การผลิตสื่อประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ (Print Media) ได้แก่ ทีม เหล่ากบอ๊บโอ่ยบินได้ โรงเรียนนาหลวง ผลงานเรื่อง ปัญหาการกลั่นแกล้งและการคุกคามทางเพศ และทีม มปณ. ก้าวไกล รู้ใช้เทคโนโลยี โรงเรียนมัธยมปุรณาวาส ผลงานเรื่อง การรับมือกับข้อมูลเท็จ จะถูกนำไปใช้ Road Show เพื่อขยายผลต่อในโรงเรียนและชุมชนทั่วประเทศ เป็นต้นแบบสื่อสารรณรงค์ให้เด็กและเยาวชนเข้าใจถึงภัยอันตรายจากโลกออนไลน์ต่อไป

สถานการณ์ภาคประชาสังคมไทย ‘สุขภาพแย่-เป็นหนี้-เงินออมไม่พอ’

https://www.naewna.com/local/851356

สถานการณ์ภาคประชาสังคมไทย ‘สุขภาพแย่-เป็นหนี้-เงินออมไม่พอ’

สถานการณ์ภาคประชาสังคมไทย ‘สุขภาพแย่-เป็นหนี้-เงินออมไม่พอ’

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ขับเคลื่อนสุขภาวะองค์กรกลุ่มภาคประชาสังคม ระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (ม.ส.ท.) เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2567 ที่ห้องประชุมปกรณ์ อังศุสิงห์ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ว่า ที่ผ่านมาการทำงานของภาคประชาสังคมต้องเผชิญกับสถานการณ์ปัญหาที่ซับซ้อน ส่งผลต่อแรงกดดัน ความเครียด และพฤติกรรมเสี่ยงที่ส่งผลให้ป่วยโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ได้โดยไม่รู้ตัว

ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจสถานการณ์สุขภาพและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคในกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคม 39 แห่งทั่วประเทศ ปี 2567 โดยสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่า คนภาคประชาสังคมมีปัญหาสุขภาพที่ต้องได้รับการสนับสนุนเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเร่งด่วนในมิติ Happy Body Happy Relax และ Happy Money โดยสาเหตุความเครียดมาจากภาระงานที่หนัก สภาพแวดล้อมไม่เอื้อต่อการออกกำลังกาย รับประทานอาหารเน้นหวาน มัน เค็ม การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และไม่มีเงินออมที่เพียงพอ ดังนั้น คนทำงานภาคประชาสังคม จึงควรได้รับการดูแลจากภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะมิติความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ

ขณะที่ ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สถานการณ์สุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของคนวัยทำงาน จากรายงานสุขภาพคนไทย ปี 2566 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ไทยมีคนวัยทำงานอยู่ 39 ล้านคน ส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องสุขภาพป่วยโรค NCDs ที่น่าสนใจยังพบว่ากลุ่มโรค NCDsที่คร่าชีวิตคนวัยทำงานมากที่สุดอันดับ 1 คือ โรคเบาหวานรองลงมาคือ โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง และโรคอ้วนลงพุง มีสาเหตุจากการขาดการออกกำลังกาย การบริโภคอาหารหวานมัน เค็ม

ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ สอดคล้องกับผลสำรวจสถานการณ์สุขภาพและปัจจัยปัญหาพฤติกรรมสุขภาพคนทำงานกลุ่มภาคประชาสังคมในองค์กรภาคประชาสังคม 72 แห่ง 23 จังหวัดทั่วประเทศ ปี 2567 โดย สสส. และสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบคนวัยทำงานภาคประชาสังคมมีปัญหาหนี้สิน 93% รับประทานอาหารรสชาติหวาน มัน เค็ม สูง 97% มีภาวะเครียดจากการทำงาน 66% ติดแอลกอฮอล์ 60.6% และเผชิญภาวะอ้วนลงพุง 32.45

ทั้งนี้ สสส. ได้ร่วมกับ พส. และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยสนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดีของคนทำงานในภาคประชาสังคม การพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพ เชื่อมโยงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างองค์กร ปั้นให้เกิดนักสร้างสุของค์กรผู้นำสุขภาพ 250 คน มุ่งเป้านำร่องในองค์กรภาคประชาสังคม50 แห่ง ทั่วประเทศ พร้อมขยายผลให้เกิดเป็นโมเดลต้นแบบองค์กรสุขภาวะภาคประชาสังคมนำร่อง 5 แห่ง ภายในปี 2569 ที่พัฒนาให้คนวัยทำงานมีคุณภาพชีวิตที่เข้มแข็ง พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

ด้าน พิสิฐ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดี พส. เปิดเผยว่าพส. ได้จัดทำร่างแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม ภายใต้คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม ปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 2 มีเป้าหมายสำคัญ คือการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อการพัฒนาสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาคุณภาพชีวิต และสุขภาวะของประชาชน ชุมชน

รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ขององค์กรภาคประชาสังคม ซึ่งการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการร่วมกันสร้างกลไกการขับเคลื่อนงานองค์กรสุขภาวะกลุ่มภาคประชาสังคม นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทำงานให้มีสุขภาวะตามแนวคิด Happy 8 และ Happy Workplace ของ สสส. รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพขององค์กรภาคประชาสังคมให้มีความเข้มแข็ง เกิดกลไกการขับเคลื่อนงานองค์กรสุขภาวะอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

‘โตไปไม่สูบ’ชวนเยาวชนชาวใต้ สร้างนวัตกรรมรู้เท่าทันบุหรี่ไฟฟ้า

https://www.naewna.com/local/851354

‘โตไปไม่สูบ’ชวนเยาวชนชาวใต้  สร้างนวัตกรรมรู้เท่าทันบุหรี่ไฟฟ้า

‘โตไปไม่สูบ’ชวนเยาวชนชาวใต้ สร้างนวัตกรรมรู้เท่าทันบุหรี่ไฟฟ้า

วันจันทร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สสส. ร่วมกับศูนย์สร้างสรรค์สื่อเพื่อเด็กและเยาวชน และเครือข่ายโรงเรียนนวัตกรรมลดปัจจัยเสี่ยง (บุหรี่ไฟฟ้า) 20 โรง ใน 10 จังหวัดภาคใต้ จัดเวที “โตไปไม่สูบ”เวทีโชว์ แชร์ เด็กใต้สร้างสื่อนวัตกรรมลดปัจจัยเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อสร้างความตระหนักรู้อันตรายจากบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน ไม่ตกเป็นเหยื่อนักสูบหน้าใหม่ เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าเป็นมหันตภัยร้ายต่อเด็กและเยาวชน

โดยจากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ภาคใต้มีอัตราการสูบบุหรี่สูงที่สุดทุกรอบการสำรวจ โดยปี 2564 อยู่ที่ 22.4%สูงกว่าอัตราสูบทั้งประเทศ 17.4% สอดคล้องกับสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการกรุงเทพมหานคร สำรวจเยาวชน 40,164 คนทั่วประเทศ เมื่อเดือนพ.ค. 2567 พบกลุ่มเด็ก เยาวชน สูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงถึง 18.6%

โดยมีความเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้เลิกบุหรี่มวนได้ 61.23% และบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน 50.2% สะท้อนว่าเยาวชนยังขาดความรู้และความเข้าใจผลกระทบจากการสูบบุหรี่ที่ถูกต้อง เพราะบุหรี่ไฟฟ้ามีสารเสพติดที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทั้งระบบหายใจ ระบบหลอดเลือดสมอง ระบบประสาทและสมองและอื่นๆ สสส. จึงต้องเร่งสร้างความตระหนักรู้ให้เด็ก เยาวชน ไม่ตกเป็นเหยื่อนักสูบหน้าใหม่

นายชัยวุฒ บุตรแหล่ ผู้จัดการโครงการป้องกันเด็กไทยไม่ตกเป็นเหยื่อบุหรี่ไฟฟ้า PROTECTNEW GEN เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ได้จัดคาราวานบ่มเพาะคนรุ่นใหม่เพื่อปลุกไอเดียไม่ตกเป็นเหยื่อบุหรี่ไฟฟ้า 23 พื้นที่ โดยมีกลุ่มเด็กและเยาวชน เข้าร่วม 2,343 คน และได้ร่วมสนับสนุนโรงเรียนเครือข่ายโรงเรียนนวัตกรรมลดปัจจัยเสี่ยง (บุหรี่ไฟฟ้า) 20 โรง

โดยได้จัดให้มีการนำเสนอผลงานและถอดบทเรียน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เมื่อวันที่ 19-20 ธ.ค. 2567 ที่โรงเรียนหาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยจัด 1.เวที Showcase นำเสนอผลงานเด่นสื่อสารลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ 2. Walk rally ผ่านการจัดนิทรรศการ 3.World Café แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และต่อยอดความรู้ นวัตกรรมลดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อค้นหา Best Practice และสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังลดปัจจัยเลี่ยง

นายฮาริส มาศชาย ผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์สื่อเพื่อเด็กเยาวชนและครอบครัว กล่าวว่า โตไปไม่สูบ เป็นแคมเปญที่เครือข่ายโรงเรียนนวัตกรรมลดปัจจัยเสี่ยง (บุหรี่ไฟฟ้า) ได้ช่วยกันออกแบบกระบวนการสร้างกิจกรรมรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาโดยมีบอร์ดเกม โตไปไม่สูบ พัฒนาโดยกลุ่มไอเกลอนิสิต มหาวิทยาลัยทักษิณ นำมาใช้รณรงค์เพื่อปกป้องเด็กไทยจากภัยอันตรายบุหรี่ไฟฟ้าตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายเยาวชนให้เกิดการรวมกลุ่มการเล่นอิสระ

และมีพื้นที่ในการพูดคุยสะท้อนปัญหา และหาทางออกจากภัยบุหรี่ไฟฟ้า ได้นำไปใช้กับกลุ่มเยาวชนกว่า 2,000 คน พบว่า บอร์ดเกมช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ให้รู้เท่าทันภัยบุหรี่ไฟฟ้า ช่วยฝึกเข้าสังคม สื่อสารกับผู้อื่น ซึ่งถือเป็นทักษะที่สำคัญต่อเยาวชน ในการฝึกการปฏิเสธไม่เอาบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า และส่งเสริมการกำหนดเป้าหมายและแรงจูงใจ ฝึกการควบคุมอารมณ์และความเครียดเมื่อถูกกดดันจากตัวเกมหรือผู้เล่นคนอื่น และมีส่วนช่วยดึงให้เยาวชนลดการติดจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ หันมามีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่นมากขึ้น

ผศ.ดร.พรไทย ศิริสาธิตกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ กล่าวว่า เวทีโชว์ แชร์ เด็กใต้สร้างสื่อนวัตกรรมลดปัจจัยเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้า มีความน่าสนใจในหลายมิติ โดยเฉพาะแกนนำเยาวชน นอกจากมีภูมิคุ้มกันที่ดีแล้ว ยังสามารถสร้างภาวะผู้นำทางความคิดให้เกิดการต่อยอดและขยายผลกับกลุ่มเพื่อนได้อย่างน่าสนใจ รวมถึงกลุ่มพี่เลี้ยงครูที่สร้างระบบในการร่วมจัดการจัดการความรู้ ร่วมสร้างนวัตกรรมต้นแบบลดปัจจัยเสี่ยงของบุหรี่ไฟฟ้า และขยายผลไปยังห้องเรียนได้อย่างน่าสนใจรวมถึงกลไกของโรงเรียนที่นำไปสู่นโยบาย ทำให้การทำงานในทุกระดับของเครือข่ายโรงเรียนนวัตกรรมลดปัจจัยเสี่ยง(บุหรี่ไฟฟ้า) ทั้ง 20 โรงเรียน ที่กระจายถึงเด็กมากกว่า 15,000 คน

‘ปลัด อว.’ จี้ ม.สยาม ชี้แจงข้อเท็จจริงเอี่ยวคอร์สอบรม ‘อาสาตำรวจจีน’ ขีดเส้น 6 ม.ค.นี้

'ปลัด อว.' จี้ ม.สยาม ชี้แจงข้อเท็จจริงเอี่ยวคอร์สอบรม 'อาสาตำรวจจีน' ขีดเส้น 6 ม.ค.นี้

‘ปลัด อว.’ จี้ ม.สยาม ชี้แจงข้อเท็จจริงเอี่ยวคอร์สอบรม ‘อาสาตำรวจจีน’ ขีดเส้น 6 ม.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.56 น.

“ศุภชัย ปลัด อว.“  จี้ ม.สยาม ชี้แจงข้อเท็จจริงเอี่ยวคอร์สอบรม “อาสาตำรวจจีน” ขีดเส้น 6 ม.ค.นี้

วันที่ 3 มกราคม 2568 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีคอร์สอบรม “อาสาตำรวจคนจีน” ที่มีมหาวิทยาลัยสยามเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ว่า หลังจากที่ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. สั่งการให้กระทรวง อว. เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง ทางกระทรวงก็ได้ประสานกับทางมหาวิทยาลัยอย่างใกล้ชิด โดยจะมีหนังสือไปถึงมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการเพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริง และให้เวลามหาวิทยาลัยให้ความชัดเจนและรายงานข้อเท็จจริงกลับมาที่กระทรวง อว. ภายในวันที่ 6 มกราคม นี้

“กระทรวง อว.ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก แต่เนื่องจากเรื่องที่เกิดขึ้นมีความเกี่ยวข้องเกี่ยวโยงกับหลายฝ่าย ซึ่งมีความละเอียดอ่อน จึงต้องมีการดำเนินการอย่างรอบคอบ แต่ยืนยันว่ากระบวนการตรวจสอบจะดำเนินการอย่างเร่งด่วน โปร่งใสและยุติธรรม เพื่อไม่ให้สังคมเคลือบแคลงสงสัย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบอุดมศึกษาของประเทศ” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าว 

เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ สั่งถอดถอน’เจ้าอาวาสสติแตก’พ้นทุกตำแหน่ง หลังปาสังฆทานใส่โยม

เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ สั่งถอดถอน'เจ้าอาวาสสติแตก'พ้นทุกตำแหน่ง หลังปาสังฆทานใส่โยม

เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ สั่งถอดถอน’เจ้าอาวาสสติแตก’พ้นทุกตำแหน่ง หลังปาสังฆทานใส่โยม

วันพุธ ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568, 14.55 น.

เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ มีคำสั่งถอดถอนเจ้าอาวาสสติแตก พ้นทุกตำแหน่ง หลังมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมแก่สมณสารูป เป็นเหตุให้ไม่เกิดความศรัทธา กระทบกระเทือนจิตใจชาวพุทธเป็นอย่างมาก

1 ม.ค.67 เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความ ว่า กรณีเจ้าอาวาสสติแตก! เหตุเกิด ณ วัดแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในเขตอำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้รับรายงานจากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์ว่า มีญาติโยมได้ขอเข้าไปทำบุญถวายสังฆทานที่วัด จึงแจ้งกับพระลูกวัด หลังจากนั้นพระลูกวัดจึงไปนำเรียนเจ้าอาวาส และกลับลงมานั่งรอเจ้าวาส แต่เนื่องจากเจ้าอาวาสมาที่ศาลาการเปรียญล่าช้า พระลูกวัดจึงรับสังฆทานเอง ทั้งนี้ มีเจตนาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับญาติโยม เมื่อเจ้าอาวาสลงมาเห็นพระลูกวัดรับสังฆทานเองจึงโวยวาย และแสดงอาการไม่พอใจตามที่ปรากฏในคลิป

เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมแก่สมณสารูป ไม่ทำหน้าที่ของตนเอง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจึงมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุรินทร์นมัสการเจ้าคณะผู้ปกครองตามลำดับชั้น เพื่อโปรดทราบและพิจารณาตามความเหมาะสม

ล่าสุดเพจ พจสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้โพสต์คำสั่งเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ ที่ 22/2567 เรื่องถอดถอนพระสังฆาธิการออกจากตำแหน่งหน้าที่ ใจความว่า ด้วย พระครูกิตติวรรโณภาส (สุภาพ) เจ้าคณะตำบลไพรขลา-หนองเรือ เจ้าอาวาสวัดศรัทธาวารี ต.ไพรขลา อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ ประพฤติตนไม่เป็นไปตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ข้อที่ 6 (3) เป็นเหตุให้ไม่เกิดความศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนที่พบเห็น ทั้งยังกระทบกระเทือนจิตใจชาวพุทธเป็นอย่างมาก ซึ่งปรากฏหลักฐานตามสื่อออนไลน์

ทั้งนี้ ได้ลงพื้นที่ร่วมกับผู้บังคับบัญชาใกล้ชิดสอบสวนได้ความจริงแล้ว ถ้าจะให้อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่คณะสงฆ์

อาศัยอำนาจตามความในข้อ 54 (1) แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ.2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ ออกตามความในพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535

จึงถอดถอน พระครูกิตติวรรโณภาส (สุภาพ) เจ้าคณะตำบลไพรขลา-หนองเรือ เจ้าอาวาสวัดศรัทธาวารี ต.ไพรขลา อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2567

OKMD – TK Park – มิวเซียมสยาม จัดเต็มกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้

OKMD – TK Park - มิวเซียมสยาม จัดเต็มกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้

OKMD – TK Park – มิวเซียมสยาม จัดเต็มกิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้

วันพุธ ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568, 13.54 น.

OKMD – TK Park – มิวเซียมสยาม จัดเต็มกิจกรรม เสริมสร้างการเรียนรู้ เป็นของขวัญปีใหม่ให้คนไทย ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ หรือ OKMD กล่าวว่า ในปี 2568 OKMD และหน่วยงานภายใน ได้แก่ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park)  และ สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค มีแผนพัฒนาขยายผลต้นแบบแหล่งเรียนรู้สู่ภูมิภาค มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านการจัดการความรู้ ได้เตรียมจัดกิจกรรมตลอดช่วงเดือน มกราคม 2568 เพื่อเป็นของขวัญให้กับประชาชนคนไทยดังนี้

1.พัฒนาและขยายผลต้นแบบแหล่งเรียนรู้สู่ภูมิภาค ได้แก่ โครงการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้เกาะลิบง (มุมความรู้ลิบง) โดย OKMD มีแผนจะลงพื้นที่เพื่อพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ตำบลเกาะลิบง ให้เป็นพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ ในรูปแบบ “มุมความรู้ลิบง” เพื่อให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ของชุมชน และจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ Creative Workshop สำหรับเด็ก เยาวชน และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน/ผู้ประกอบการ ในระหว่างวันที่ 21 – 23 มกราคม 2568 ณ ศูนย์การเรียนรู้ตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง

2 มุ่งสู่ความเป็นเลิศทางด้านการจัดการความรู้ โดยจัดกิจกรรมขยายผลการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมอง Brain – based Learning OKMD ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรกระบวนการในการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “การเสริมสร้างสมรรถนะการสอนสำหรับครูปฐมวัยในศตวรรษที่ 21” ให้กับครูปฐมวัยโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย วัตถุประสงค์เพื่อเป็นการพัฒนาทักษะการสอนและการจัดประสบการณ์ให้กับครู และเป็นการเปิดมุมมองใหม่ๆในการดูแลเด็กปฐมวัยในศตวรรษที่ 21 โดยกิจกรรมจัดขึ้นในวันที่ 24 – 25 มกราคม 2568 นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการ 20 ปี TK Park THE CATALYST OF CHANGE สร้างการเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ TK Park กำหนดจัดนิทรรศการ 20 ปี TK Park THE CATALYST OF CHANGE สร้างการเปลี่ยนแปลง ในวันที่ 24 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2568  ณ อุทยานการเรียนรู้ต้นแบบและบริการ ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยแบ่งออกเป็น 9 โซนได้แก่ 1.ต้นแบบห้องสมุดมีชีวิต และห้องสมุดยุคใหม่ในรอบ 20 ปี 2. Activities Zone นำเสนอตัวอย่างกิจกรรมที่เคยจัดขึ้น  ภายในห้องสมุดที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้และสัมผัสกับวัตถุจัดแสดงด้วยประสบการณ์จริง เช่น ไดโนเสาร์ ปลากัด แมลง กะทิกะลา นม วิถีสวนครัว 3. Interactive Zone ปลุกชีวิตตัวละครจากเกมส์สร้างสรรค์ มาโลดเล่นผ่านโลกดิจิทัลด้วยเทคนิค Projection Mapping  4. นักเรียนรู้ตลอดชีวิต 5. Timeline เปรียบเทียบการดำเนินงานตลอด 20 ปี ของ TK Park กับเหตุการณ์เด่นของโลกที่น่าสนใจ 6.สำรวจวิจัยการอ่านในรอบ 20 ปี 7. Then & Now 8. Digital Post-it แสดงความคิดเห็นออนไลน์กับ 2 คำถาม ‘อยากเห็น TK Park ในอนาคตเป็นแบบไหน’ และ ‘นักเรียนรู้ตลอดชีวิตของคุณเป็นอย่างไร’ 9. ภาพอนาคต TK Park และศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ (National Knowledge Center: NKC) และจุดประกายการเรียนรู้ เนื่องในวาระ 20 ปี TK Park ไปกับวงเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์  กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ พร้อมเพลิดเพลินไปกับการแสดง โชว์ ดนตรี ละคร และ Movie Book Club ภาพยนตร์สร้างแรงบันดาลใจมากมาย 

3. ร่วมกับพันธมิตร/ภาคีเครือข่ายในการรณรงค์ให้คนไทยอยากเรียนรู้ โดยจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ  ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยส่วนกลาง OKMD จะเข้าร่วมจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2568 เวลา 08.00 – 15.00 น. ณ บริเวณภายในอาคารตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ในธีม “Brain – based Learning” เพื่อเชิญชวนเด็กและเยาวชนร่วมเรียนรู้และสนุกไปกับกิจกรรมการเล่น กระตุ้นการใช้ประสาทสัมผัสองค์รวมผ่านกิจกรรมการเล่นที่หลากหลายรูปแบบ ที่ได้รับทั้งความรู้ และความสนุกสนาน   

ส่วน TK Park  จัดกิจกรรม Kids รอด ปลอดภัย เสริมสร้างความรู้เพื่อเตรียมตัว รู้รอด จากอุบัติเหตุ ภัยพิบัติ เหตุการณ์ไม่คาดฝันให้เด็กพร้อมรับมือเอาตัวรอดได้อย่างปลอดภัย โดยผ่านเกมต่างๆ ณ อุทยานการเรียนรู้ เช่นเดียวกับ มิวเซียมสยาม จัดกิจกรรม ภายใต้แนวคิด CHILDREN’s FESTIVITY  X MAPPA INTERGENERATION โดยร่วมกับ แมปป้า ฟล็อก เลิร์นนิ่ง บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะสร้างสรรค์ของผู้คนในศตวรรษที่ 21 ส่งเสริมและพัฒนาระดับสติปัญญา ความฉลาดทางอารมณ์ ส่งเสริมความสุขสนุกสนานกับกลุ่มเด็กและวัยรุ่น ไปพร้อมกับการเชื่อมโยงคนต่างวัยจากรุ่นสู่รุ่น และยังมี กิจกรรม “เรื่องเล่นที่ไม่เคยถูกเล่า” ที่จะขึ้นภายใต้แนวคิด Learning from anywhere และ untold play stories โดยจะมีนิทรรศการเกี่ยวกับการละเล่นที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง เช่น การละเล่นของเด็กในวัง และมีกิจกรรม workshop ประดิษฐ์ของเล่นย้อนวัย ณ ห้องคลังความรู้ อีกด้วย

ดร.ทวารัฐ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ OKMD ยังได้ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาหลักสูตร Gen Green ที่มุ่งเน้นการสร้างทักษะการสื่อสารเพื่อความยั่งยืนสำหรับนิสิต นักศึกษา ให้ได้รับความรู้และการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการสร้างสรรค์การสื่อสารด้านความยั่งยืน เกิดแรงบันดาลใจ ในการนำแนวคิดความยั่งยืนไปประยุกต์ใช้ได้อย่างสร้างสรรค์และเกิดผลเชิงบวกต่อสังคม ส่วนมิวเซียมสยาม มีแผนจัดกิจกรรม Activity Series : Cross Culture / Intergeneration 2025 เดือนมกราคม 2568 ในหัวข้อ “ส่องสรรพในประวัติศาสตร์ ว่าด้วยนานาสัตว์” เรื่อง นกในเมือง (Birds in the City) เพื่อต่อยอดการเรียนรู้จากประวัติศาสตร์และเรื่องราวรอบตัว ไปจนถึงประเด็นทางสังคม และค่านิยมพลเมืองในศตวรรษที่ 21 และส่งเสริมให้พิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่ทางสังคมแก่สาธารณชน ณ มิวเซียมสยาม และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม 

ผู้สนใจสามารถติดตามกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่ เว็ปไซต์ https://www.okmd.or.th/

เลขาธิการ ส.ป.ก. ลงนามถวายพระพร ‘ในหลวง-พระราชินี’ เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2568

เลขาธิการ ส.ป.ก. ลงนามถวายพระพร 'ในหลวง-พระราชินี' เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2568

เลขาธิการ ส.ป.ก. ลงนามถวายพระพร ‘ในหลวง-พระราชินี’ เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2568

วันพุธ ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.55 น.

เลขาธิการ ส.ป.ก. ร่วมถวายแจกันดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และลงนามถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2568

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ร่วมถวายแจกันดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และลงนามถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2568 โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถวายแจกันดอกไม้ และลงนามถวายพระพร ในครั้งนี้ ณ ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ ในวันที่ 1 มกราคม 2568

 

ครม.ลงนามถวายพระพรชัยมงคล’ในหลวง-พระราชินี’ เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2568

ครม.ลงนามถวายพระพรชัยมงคล'ในหลวง-พระราชินี' เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2568

ครม.ลงนามถวายพระพรชัยมงคล’ในหลวง-พระราชินี’ เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2568

วันพุธ ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568, 12.30 น.

คณะรัฐมนตรีลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2568

วันที่ 1 ม.ค. 68 เวลา 08.15 น. ณ ห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ด้านตะวันออก ในพระบรมมหาราชวัง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีและภริยา ลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2568 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและภริยา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  และนายพิชัย นริพทะพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมด้วย

รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีและภริยาทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ฯ ดังนี้

ชุดที่ 1 รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พร้อมรองนายกรัฐมนตรี ในนาม “นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี”
ชุดที่ 2 รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และภริยา ในนาม “นายกรัฐมนตรีและคู่สมรส”
ชุดที่ 3 ภริยารักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พร้อมภริยารองนายกรัฐมนตรี ในนาม “คณะคู่สมรสคณะรัฐมนตรี”

จากนั้น รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีและภริยา ลงนามถวายพระพรชัยมงคล ถัดจากนั้น รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีและภริยา และรองนายกรัฐมนตรีและภริยา ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี

ประธานศาลฎีกา กล่าวคำอวยพรปีใหม่ 2568

ประธานศาลฎีกา กล่าวคำอวยพรปีใหม่ 2568

ประธานศาลฎีกา กล่าวคำอวยพรปีใหม่ 2568

วันพุธ ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568, 10.54 น.

วันที่ 1 มกราคม 2568 นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา อวยพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2568 ถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักทุกท่าน

เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2568 ดิฉันและข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทย ร่วมกันน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลตลอดจนพระบารมีแห่งสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ ได้โปรดอภิบาลประทานพรให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทรงพระเกษมสำราญ พระบารมีแผ่ไพศาล สถิตเป็นมิ่งขวัญปกเกล้าเหล่าพสกนิกรชาวไทยตราบกาลนิรันดร์

หนึ่งปีที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมตามบทบาทหน้าที่ในฐานะองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการซึ่งเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ ในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ตลอดจนการให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยยึดมั่นในความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ และปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักนิติธรรมตลอดมา เมื่อดิฉันเข้าดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาในวันที่ 1 ตุลาคม 2567  ดิฉันกำหนดแนวนโยบายในการทำงานของตุลาการภายใต้หลักคิดที่ว่า“ยึดมั่นในหน้าที่ ตามวิถีตุลาการ” โดยมุ่งหมายให้ตุลาการทุกท่านตระหนักรู้ถึงความสำคัญ
ในบทบาทหน้าที่ของตน และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตลอดจนดำรงตนตามแบบอย่างอันดีงามของบรรพตุลาการซึ่งได้วางรากฐานการตุลาการไทยอย่างมั่นคงแข็งแรงมาจนถึงทุกวันนี้เป็นเวลากว่า 140 ปี

เนื่องด้วยในปัจจุบัน  เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท และมีอิทธิพลอันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิด และพฤติกรรมของคนในสังคมอย่างรวดเร็ว ศาลยุติธรรมจึงเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง และเปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคต ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการประชาชน เพื่อเพิ่มทางเลือกและโอกาสในการเข้าถึกระบวนการทางการศาล ไม่ว่าจะเป็นระบบการยื่นฟ้องคดีและการยื่นคำร้องในคดีแพ่งทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่าระบบ e-filing ระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม หรือ CIOS ซึ่งจะมีการพัฒนาให้ใช้งานได้ง่าย สะดวก เพื่อลดระยะเวลาและขั้นตอนในการเข้าถึงความยุติธรรม เพิ่มความสะดวกให้แก่ประชาชนและทนายความ 

ทั้งนี้ศาลยุติธรรมยังคงมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ให้มีประสิทธิภาพเพื่อความสะดวก รวดเร็วตลอดจนพัฒนาระบบให้มีความเป็นมิตรกับผู้ใช้งานในทุกๆ มิติ

ดิฉันขอให้พี่น้องประชาชนทุกท่านได้โปรดมั่นใจว่า ศาลยุติธรรมยังคงเป็นองค์กรภายใต้รัฐธรรมนูญที่ยืนหยัดปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยยึดมั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนด้วยมาตรฐานเดียวกัน พร้อมทั้งรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อธำรงไว้ซึ่งความสงบสุขของประชาชนและประเทศชาติสืบต่อไป

ในศุภวาระอันเป็นมงคลนี้ ดิฉันในนามของคณะข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมขอส่งความปรารถนาดีมายังพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่าน ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ท่านเคารพนับถือ ตลอดจนพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้โปรดดลบันดาลประทานพรให้ทุกท่านประสบแต่ความสุขความเจริญ มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง ตลอดจนมีกำลังกายและกำลังใจที่เข้มแข็งมีสติตั้งมั่นที่จะดำรงอยู่บนความถูกต้อง พร้อมฟันฝ่าอุปสรรคปัญหาต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีทุกประการ เพื่อความสงบสุขสถาพรของพี่น้องประชาชนชาวไทยตลอดไป 

สวัสดีปีใหม่ค่ะ