‘จุฬาฯ’ติดอันดับ TOP 16 ของเอเชีย และอันดับ 1 ของประเทศไทย

https://www.naewna.com/local/846971

'จุฬาฯ'ติดอันดับ TOP 16 ของเอเชีย และอันดับ 1 ของประเทศไทย

‘จุฬาฯ’ติดอันดับ TOP 16 ของเอเชีย และอันดับ 1 ของประเทศไทย

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 20.43 น.

จุฬาฯสุดปลื้มติดอันดับ TOP 16 ของเอเชีย และอันดับ 1 ของประเทศไทยใน 2025 QS Sustainability Rankings

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการยอมรับอย่างน่าภาคภูมิใจใน 2025 QS Sustainability Rankings โดยได้รับการจัดอันดับที่ 16 ในเอเชีย และอันดับ 1 ในประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาที่ยั่งยืนและความเป็นเลิศทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องจาก QS Sustainability Rankings

QS Sustainability Rankings เป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกกว่า 1,700 แห่งโดยพิจารณาจากความพยายามในการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่สำคัญ โดยประเมินมหาวิทยาลัยในด้านต่าง ๆ เช่น ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact) ผลกระทบด้านสังคม (Social Impact) การบริหารจัดการ (Governance) และประสิทธิภาพในมิติที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ

ความสำเร็จของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  จากผลของ 2025 QS Sustainability Rankings จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีคะแนนรวมสูงถึง 80.7 ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นเลิศในหลายมิติ

• ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม: อันดับ 71 ของโลก พิสูจน์ให้เห็นถึงความคิดริเริ่มที่มีผลดีและนโยบายเพื่อความยั่งยืนที่ทรงพลังของมหาวิทยาลัย

• การแลกเปลี่ยนความรู้: อันดับ 135 ของโลก สะท้อนถึงความเป็นเลิศในการแบ่งปันความเชี่ยวชาญและสร้างความร่วมมือ

• ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม: อันดับ 124 ของโลก แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมในด้านความยั่งยืนและการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม

• การบริหารจัดการ: อันดับ 176 ของโลก แสดงถึงความมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการองค์กร

ผลการดำเนินงานที่โดดเด่น

• ความเท่าเทียม: อันดับ 257 ของโลก ตอกย้ำความพยายามในการส่งเสริมความครอบคลุมและลดความเหลื่อมล้ำ

• ผลกระทบด้านสังคม: อันดับ 313 ของโลก สะท้อนถึงความเป็นผู้นำในการส่งเสริมความเท่าเทียมและการแลกเปลี่ยนความรู้

ความสำเร็จครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันชั้นนำที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนและความเสมอภาคที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต

‘ในหลวง-พระราชินี’จะเสด็จฯสักการะ’พระเขี้ยวแก้ว’ เชิญชวนประชาชนเฝ้าฯรับเสด็จ

https://www.naewna.com/local/846820

'ในหลวง-พระราชินี'จะเสด็จฯสักการะ'พระเขี้ยวแก้ว' เชิญชวนประชาชนเฝ้าฯรับเสด็จ

‘ในหลวง-พระราชินี’จะเสด็จฯสักการะ’พระเขี้ยวแก้ว’ เชิญชวนประชาชนเฝ้าฯรับเสด็จ

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 14.38 น.

ขอเชิญชวนประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ในวันพฤหัสบดีที่ 12 ธ.ค.2567 เวลา 17.00 น.

สกู๊ปพิเศษ : นำร่องหลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐฯ ยกระดับผลิตครูสะเต็มยุคใหม่จากต้นน้ำ

https://www.naewna.com/local/846603

สกู๊ปพิเศษ : นำร่องหลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐฯ  ยกระดับผลิตครูสะเต็มยุคใหม่จากต้นน้ำ

สกู๊ปพิเศษ : นำร่องหลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐฯ ยกระดับผลิตครูสะเต็มยุคใหม่จากต้นน้ำ

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 07.25 น.

ประเทศไทยเปิดก้าวแรก โครงการนำร่อง “หลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐอเมริกา ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์” ด้านสะเต็มศึกษา (Thai-US Joint-degree Sandbox for STEM Teacher Education Program) พลิกโฉมการพัฒนาครูมืออาชีพก้าวนำการเปลี่ยนแปลงโลกปัจจุบัน ต่อยอดจากโครงการครุศึกษายุคใหม่ SEA-TEP (Southeast Asian Teacher Education Program) ในระดับภูมิภาค ภายใต้ความร่วมมือระหว่างศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยสะเต็มศึกษาขององค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ศูนย์ SEAMEO STEM-ED) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และพันธมิตรภาคการศึกษาอีกมากมาย โดยจากที่ภาครัฐตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาครูไทยให้ก้าวไกลสู่มาตรฐานระดับโลก จึงให้การสนับสนุนโครงการฯ ผ่านกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนก้าวสำคัญของการศึกษาไทย แต่ยังตอบโจทย์ความต้องการกำลังคนคุณภาพที่สอดรับกับยุคสมัย พร้อมตั้งเป้าเป็นโมเดลต้นแบบเพื่อเตรียมความพร้อมแก่นิสิตนักศึกษาครูและครูประจำการให้มีคุณภาพระดับสากลผ่านการผสานหลักสูตรของสถาบันเครือข่ายการศึกษาในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา

จากงานวิจัยของประเทศไทยที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ โดยเฉพาะครูวิชาชีพในอนาคตที่จำเป็นต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วน ทั้งจากรายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (ICER) เผยแพร่ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2562 ที่ระบุว่า หลักสูตรการพัฒนาครูในปัจจุบันให้ความสำคัญกับทฤษฎีมากกว่าการปฏิบัติ และจากผลการประเมินจากโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International StudentAssessment หรือ PISA) ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงสัดส่วนของนักเรียนไทยอายุ 15 ปี ที่ไม่สามารถอ่านหรือเขียนภาษาไทยได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โครงการนำร่องนี้จึงถือเป็นการตอบสนองต่อความจำเป็นในการปรับปรุงการผลิตและพัฒนาครูเพื่อยกระดับความสามารถของนักเรียนไทยให้สูงขึ้น พร้อมเตรียมรับความท้าทายในศตวรรษที่ 21

ดร.กฤษฎ์ชัย สมสมาน ผู้อำนวยการศูนย์ SEAMEO STEM-ED กล่าวว่า ยินดีอย่างยิ่งที่ภาคีด้านการศึกษาในโครงการ SEA-TEP ทั้งประเทศไทย กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย และคาซัคสถาน เล็งเห็นถึงความสำคัญของการยกระดับการพัฒนาหลักสูตรครูสะเต็มผ่านโครงการนำร่อง หลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐอเมริกา ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ด้านสะเต็มศึกษา ซึ่งต่อยอดจากSEA-TEP นี้ จึงเปรียบเสมือนการเริ่มต้นบทถัดไปของการศึกษาไทยเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการสร้างโมเดลพัฒนาครูสะเต็มที่มีคุณภาพ เพื่อปรับใช้ในบริบทการศึกษาของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

และเพื่อเน้นย้ำเป้าหมายของโครงการฯ ที่มุ่งพัฒนาหลักสูตรนำร่องเป็นแนวทางพัฒนาครูจากต้นน้ำ ภายในงานได้มีการประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากนักการศึกษา คณาจารย์ในเครือข่ายโครงการ SEA-TEP เน้นถึงวิธีการจัดการเรียนรู้ที่เตรียมนิสิตนักศึกษาครูและครูประจำการให้สามารถใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ พร้อมทั้งประยุกต์ใช้หน่วยการเรียนรู้ด้านสะเต็มศึกษาที่มีคุณภาพในการเรียนการสอน โดยให้ความสำคัญกับทักษะการคิดวิเคราะห์ ประเมินข้อมูล ใช้หลักฐานและหลักการทางวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนข้อสรุปและสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจได้ และที่สำคัญคือต้องสามารถประยุกต์ทักษะเพื่อแก้ปัญหาจริงได้ โดยแต่ละประเทศได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางการนำไปปรับใช้ตามบริบทพื้นที่ของตนอย่างเป็นรูปธรรม

“หลักสูตรครูในปัจจุบัน จำเป็นต้องเน้นการฝึกปฏิบัติที่เข้มข้นมากกว่าทฤษฎีเพื่อใช้ในการสอนได้จริง และเน้นให้ครูจัดการเรียนรู้ให้เด็กคิดและแก้ปัญหาได้ รู้จักใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยให้เด็กสนุก เรียนรู้ได้ดีขึ้น” ดร.มนตรี แย้มกสิกร ที่ปรึกษาสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กล่าวเสริมถึงวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนโครงการฯ ว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายขยายผลหลักสูตรพัฒนาครูให้เกิดขึ้นจริงในระดับประเทศ ความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคการศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทางคุรุสภาจึงทำงานร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญกับพลังของการร่วมมือกันระหว่างอาจารย์ในวิชาชีพเดียวกันว่า ถึงแม้จะมาจากต่างมหาวิทยาลัยกัน แต่ทุกฝ่ายสามารถช่วยกันยกคุณภาพหลักสูตรคุรุศึกษาร่วมกันได้ สถาบันทั้ง 7 แห่งที่สนใจร่วมมือกันนี้ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต และมหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมถึงเราได้ร่วมมือกับพันธมิตรสถาบันการศึกษา และเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แก่ มหาวิทยาลัยอิลลินอย เออร์แบนา-แชมเปญจน์ และมหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตต เพื่อนำร่องพัฒนาโมเดลหลักสูตรร่วมที่มีคุณภาพสูงและเหมาะสมกับการพัฒนาครูสะเต็มในยุคปัจุบัน ซึ่งมีการรับรองคุณภาพและการประเมินที่ตรงตามมาตรฐานระดับสากล โดยเรามองว่านอกจากการพัฒนาคุณภาพการศึกษาแก่ครูไทยแล้ว ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของประเทศตนเองได้อีกด้วย

“ความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษจะเป็น “ประตูบานหลัก” ให้ทั้งนักศึกษาและคณาจารย์ได้เข้าถึงแหล่งความรู้ และเครื่องมือการเรียนการสอนจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายจากทั่วทุกมุมโลก โดยหลักสูตรปริญญาร่วมจะจัดการเรียนรู้ด้วยภาษาอังกฤษ อีกทั้งใช้เทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการเนื้อหา การประเมินผลและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้ระหว่างนักศึกษาและคณาจารย์ระหว่างสถาบันด้วย เพื่อเสริมความสามารถให้กับครูยุคดิจิทัลสอดคล้องกับนโยบายของประเทศในการพัฒนากำลังคนสำหรับอนาคตไปพร้อมๆ กัน”

ด้าน มร.โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ทางสหรัฐอเมริกาภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการที่จะช่วยสร้างครูที่เปี่ยมคุณภาพผ่านสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยของเรา ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการยกกระดับสะเต็มศึกษาเพื่อขับเคลื่อนบุคลากรแห่งอนาคตเพื่อเผชิญความท้าทายระดับโลกไปพร้อมกัน ไม่เพียงแต่โครงการนำร่องฯจะเน้นการพัฒนาด้านสะเต็มศึกษาเท่านั้น แต่ยัง “ก้าวนำ” เทรนด์การพัฒนาครูให้สอดคล้องกับแนวโน้มของโลกยุคใหม่ได้อย่างล้ำสมัย

ด้าน ผศ.ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ นักยุทธศาสตร์ระดับสูง รักษาการแทนรองผู้อำนวยการ สอวช.เผยทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายผ่านการพัฒนาหลักสูตรครูสะเต็มว่า การปฏิรูปการศึกษาในวิชาชีพครูต้องมองไปข้างหน้า ก้าวข้ามการพัฒนาทักษะทั่วไป เพื่อให้พร้อมตอบสนองความต้องการของแรงงานอนาคต เราจึงยกระดับหลักสูตรการศึกษาครูระดับปริญญาตรีและโทในสาขาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีให้ทันสมัย ภายใต้โครงการแซนด์บ็อกซ์นี้กับมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วม นอกจากนี้ เรายังเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาหลักสูตรเพื่อตอบสนองความท้าทายของสังคมดิจิทัล พร้อมพัฒนาทักษะตอบโจทย์ความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนอย่างโมเดลเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อรองรับนโยบายของประเทศในการพัฒนากำลังคนที่ตอบโจทย์อนาคต

ด้าน น.ส.ซามิรา คานาปิยาโนวาผู้จัดการใหญ่ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนยูเรเชียแปซิฟิกสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า เชฟรอนมุ่งมั่นสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตแก่ผู้คนทั่วโลกให้บรรลุเป้าหมายดั่งที่ตั้งใจ เราตระหนักดีว่าสะเต็มศึกษามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรม การวิจัย และเทคโนโลยี โดยการสนับสนุนโครงการพัฒนาครูในประเทศไทยมุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และคนรุ่นใหม่ที่จะช่วยคิดค้นแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อความท้าทายที่โลกเผชิญ เราภูมิใจอย่างยิ่งที่การสนับสนุนด้านสะเต็มศึกษาที่เชฟรอนทำมาอย่างต่อเนื่องเกือบหนึ่งทศวรรษ ได้นำไปสานต่อโดยรัฐบาลไทยผ่านโครงการนำร่อง หลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐอเมริกา ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ด้านสะเต็มศึกษา

เรียกได้ว่าโครงการนำร่อง หลักสูตรปริญญาร่วมไทย-สหรัฐอเมริกา ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ด้านสะเต็มศึกษาถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างภาครัฐและภาคการศึกษาของประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายในภูมิภาคเพื่อพลิกโฉมบทใหม่ที่ท้าทายของวงการการศึกษา ซึ่งไม่ใช่เพียงเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นโมเดลต้นแบบก้าวต่อไปที่สามารถขยายผลในประเทศอื่นๆ ภายใต้เครือข่ายของ SEAMEO STEM-ED ซึ่งรวมถึงกัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และคาซัคสถาน ผ่านโครงการ SEA-TEP อีกด้วย เพื่อเสริมแกร่งการพัฒนาบุคลากรด้านสะเต็มศึกษาตั้งแต่ต้นน้ำ สู่การพัฒนาบุคลากรคุณภาพระดับภูมิภาคต่อไป

ยกขบวน ‘แฟรนไชส์สร้างอาชีพ’ Roadshow 2024 จ.นครสวรรค์

https://www.naewna.com/local/846604

ยกขบวน ‘แฟรนไชส์สร้างอาชีพ’  Roadshow 2024 จ.นครสวรรค์

ยกขบวน ‘แฟรนไชส์สร้างอาชีพ’ Roadshow 2024 จ.นครสวรรค์

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายกขบวนกว่า 40 แฟรนไชส์ จัดกิจกรรม“แฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow 2024” ณ จ.นครสวรรค์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ขยายธุรกิจ และสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทยรวมถึงเป็นการช่วยเหลือผู้ว่างงาน และผู้ที่ต้องการมีธุรกิจเป็นของตนเองให้สามารถเข้าถึงโอกาสในการลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-16 ธันวาคม 2567 ณ ลานกิจกรรม ลานโปรโมชั่นชั้น G (ลานเจ้าพระยา, ลานยมผสาน และลานแม่ปิง) ตั้งแต่เวลา 10.30-20.00 น.

โดยไฮไลท์ของการจัดกิจกรรมคือ การแสดงและจำหน่ายสินค้าธุรกิจแฟรนไชส์กว่า 40 แบรนด์ชั้นนำ การเจรจาทางธุรกิจ เพื่อเป็นเวทีพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการจากหลากหลายสาขาธุรกิจ เป็นการเปิดรับและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ นอกจากนี้ ยังมีสถาบันการเงินมาร่วมออกบูธให้คำปรึกษาแนะนำ และสนับสนุนเงินทุนพร้อมเงื่อนไขพิเศษให้ผู้ที่สนใจ จึงขอเชิญชวนผู้ว่างงานหรือผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ในพื้นที่จังหวัดที่จัดงานและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมกิจกรรมแฟรนไชส์ Roadshow เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับตนเอง 

ศธ.จัด ‘แฮกกาธอน’ เปิดพื้นที่เยาวชน ร่วมเรียนดี มีความสุข ชุมชนยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/846605

ศธ.จัด ‘แฮกกาธอน’ เปิดพื้นที่เยาวชน ร่วมเรียนดี มีความสุข ชุมชนยั่งยืน

ศธ.จัด ‘แฮกกาธอน’ เปิดพื้นที่เยาวชน ร่วมเรียนดี มีความสุข ชุมชนยั่งยืน

วันพุธ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุมประสานภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการ ถึงเรื่องการจัดกิจกรรม “OEC
Hackathon : เรียนดี มีความสุขชุมชนยั่งยืน” เป็นกิจกรรมต่อยอดจากมติที่ประชุมสภาการศึกษาเห็นชอบชุดทักษะที่จำเป็น (Essential Skills Set) สำหรับเด็กและเยาวชนไทย ซึ่งถือเป็นเครื่องมือและอาวุธสำหรับการก้าวเดินต่อไปในอนาคตอย่างมั่นคงและมีศักยภาพ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาต้องการจะผลักดันและนำร่องชุดทักษะดังกล่าวให้แก่เด็กและเยาวชนไทยผ่านการจัดกิจกรรมแฮกกาธอน (Hackathon)  เพื่อจำลองรูปแบบการจัดการเรียนรู้สู่ “การเรียนดี มีความสุข” ภายใต้โจทย์นวัตกรรม “ชุมชนยั่งยืน” กิจกรรมที่เป็นการแฮก (Hack) สื่อถึงการแก้ไข ปัญหา การค้นหาทางลัด และการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และมาราธอน (Marathon) สื่อถึงการทำงานและใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ระยะเวลาที่จำกัด

“จึงอยากเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา ระดับ ม.ปลาย และ ปวช. จัดกลุ่มกันร่วมส่งไอเดียนวัตกรรมเพื่อสร้างสรรค์ความคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาหรือพัฒนา “ชุมชนของตนให้ยั่งยืน” ตั้งแต่วันนี้ถึง 25 ธันวาคม 2567 นี้” รมว.ศธ. กล่าวและว่า โดย 10 ทีมที่ผ่านเข้ารอบจะได้เข้าร่วม “OEC Hackathon Camp” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 กุมภาพันธ์ 2568 มีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบเพื่อสร้างเสริมและพัฒนาทักษะ ช่วยติดอาวุธลับคมไอเดียของแต่ละทีมให้เปล่งประกายและสามารถต่อยอดไปสู่การปฏิบัติจริงได้ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญแนะนำกระบวนการคิดและสาธิตเครื่องมือช่วยในการแก้ปัญหา และการนำเสนอความคิดและวิธีแก้ปัญหาของทีมพร้อมคำแนะนำจากผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและภาคเอกชน และทีมผู้ชนะจะได้รับโล่และรางวัล และผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้รับ ประกาศนียบัตรจากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ น้องๆ ที่สนใจติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook Page “สภาการศึกษา” และ “Hackathon Thailand”

‘บิ๊กอุ้ม’ ขยายเครือข่าย นำองค์ความรู้ PISA ใช้จัดการเรียนรู้ใน รร.ตชด.

https://www.naewna.com/local/846435

‘บิ๊กอุ้ม’ ขยายเครือข่าย นำองค์ความรู้ PISA ใช้จัดการเรียนรู้ใน รร.ตชด.

‘บิ๊กอุ้ม’ ขยายเครือข่าย นำองค์ความรู้ PISA ใช้จัดการเรียนรู้ใน รร.ตชด.

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 42/2567 โดยมีผู้บริหารองค์กรหลักของศธ.เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และออนไลน์ผ่านระบบ Zoom meeting

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวถึงความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาผ่านการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รายงานความก้าวหน้าการขยายผลการอบรมการสร้างและพัฒนาข้อสอบฯ ในระดับเขตพื้นที่ฯรุ่นที่ 1 ระหว่างวันที่ 22–30 พฤศจิกายน 2567 จำนวน 15,515 คน โดยมีตัวอย่างความสำเร็จของการดำเนินงานและขยายผลการอบรมการสร้างและพัฒนาข้อสอบฯ ได้แก่ 1.สพม.พิษณุโลก อุตรดิตถ์ผู้บริหาร ศึกษานิเทศก์ (ศน.) อบรมฯ รุ่นที่ 1 ครบ ร้อยละ 100, 2.สพป.สุพรรณบุรี เขต 3 ผู้บริหาร ศน. อบรมฯ รุ่นที่ 1 ครบ ร้อยละ 100, 3.โรงเรียนเวียงแหงวิทยาคม สพม.เชียงใหม่ ผู้บริหาร ครู เข้าอบรมฯรุ่นที่ 1 ร้อยละ 83

นอกจากนี้ ได้รับรายงานการขยายเครือข่ายเพื่อนำองค์ความรู้PISA ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้แก่ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนกีฬา และจะมีการขยายผลสู่โรงเรียนเอกชนในสังกัด สช.ด้วย

“ศธ.จะขยายมิติการศึกษาไปทั้งหมด ไม่ว่าหน่วยงานนั้นจะอยู่ในสังกัดศธ.หรือไม่ก็ตาม เราจะทำงานร่วมกัน ก็ได้รับความร่วมมือต่างๆ ในการทำงานไปด้วยกัน ก้าวไป
ด้วยกัน เพื่อจะสร้างคุณภาพการศึกษา” รมว.ศธ. กล่าวและว่า ในส่วนของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้รายงานว่า ตามที่ รมว.ศธ.ได้
มอบหมายให้ทำสื่อวีดีทัศน์แนะนำ PISA วีดีทัศน์การอบรม เรื่อง การสร้างและพัฒนาข้อสอบความฉลาดรู้ เพื่อประชาสัมพันธ์ครู ผู้บริหารที่สนใจสามารถรับชมได้ผ่าน YouTube ช่องทาง สสวท. และรายงานการจัดทำ LINE Openchat “การขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา” เพื่อเป็นช่องทางรับข้อมูลข่าวสารและตอบข้อสงสัยต่างๆ ด้วย อย่างไรก็ตามสิ้นปีนี้ สสวท.จะมอบภารกิจทั้งหมดนี้ไปให้ สกศ.ดูแลขับเคลื่อนแทน เนื่องจากปี 2568 สสวท.จะต้องเป็นกรรมการในการจัดการสอบ PISA แต่หลังจากสอบเสร็จแล้ว สสวท.ก็จะกลับมารับหน้าที่เหมือนเดิม

มทร.ธัญบุรี คว้า 8 รางวัลนวัตกรรม ที่เกาหลี

https://www.naewna.com/local/846430

มทร.ธัญบุรี คว้า 8 รางวัลนวัตกรรม ที่เกาหลี

มทร.ธัญบุรี คว้า 8 รางวัลนวัตกรรม ที่เกาหลี

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มทร.ธัญบุรี คว้า 8 รางวัลในเวที Seoul International Invention Fair 2024 : SIIF 2024 ณ COEX สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีองค์กร/หน่วยงานกว่า 30 ประเทศส่งผลงานเข้าร่วมมากถึง 1,000 ผลงาน

รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด รักษาการในตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) กล่าวว่า การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ ทำให้เศรษฐกิจเติบโต สังคมก้าวหน้าและประเทศแข่งขันได้ในระดับโลก ล่าสุดที่มทร.ธัญบุรี ไปร่วมแข่งขันที่ SIIF 2024 เป็นอีกความสำเร็จที่สะท้อนศักยภาพขอคณาจารย์และนักศึกษา ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรม นวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน

สำหรับรางวัล Gold Prize และ NRCT Special Award ตกเป็นของผลงาน “นวัตกรรมเซลล์เคมีไฟฟ้าขั้นสูงร่วมเซลล์แสงอาทิตย์สำหรับควบคุมโรคและการแตกตัวของปุ๋ยในระบบไฮโดรโปนิกส์” โดย น.ส.กัญญารัตน์ หมัด น.ส.นวลลออ ยามาโอะ และน.ส.ทิตสุชา อุทยานิล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้การดูแลของ รศ.ดร.ฉัตรชัย พลเชี่ยว ร่วมกับบริษัท วอเทอร์ป๊อก จำกัด อีกหนึ่งรางวัล Gold Prize คือผลงาน “OilSorbPack : วัสดุดูดซับน้ำมันประสิทธิภาพสูง” โดย น.ส.ศิริชล บัวบุญ และ นายพฤติพงศ์ พันธมนัสโสภา คณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งมีอาจารย์ที่ปรึกษาคือ รศ.ดร.วารุณี อริยวิริยะนันท์ ร่วมกับ ศ.ดร.สนอง เอกสิทธิ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท ไทยยูคิล่อน จำกัด นอกจากนี้ ผลงาน “นวัตกรรมครีมกันแดดชะลอวัยจากสารสกัดสาหร่ายองุ่นที่มีสารฟลาโวนอยด์สูงที่กักเก็บในอนุภาคทรานส์เฟอร์โซมสำหรับผิวแพ้ง่าย” โดย รศ.ดร.กรวินท์วิชญ์บุญพิสุทธินันท์ คณะการแพทย์บูรณาการ และมีผู้ร่วมวิจัยคือ น.ส.วิรินดา ชมภู น.ส.กิตติ์รวี สมอไทย รวมถึงบริษัท เอ็มทีเนเชอรอล เฮิร์บ จำกัด ได้รับรางวัล Gold Prize และรางวัลพิเศษจากประเทศไต้หวัน ขณะที่ผลงาน “เจลครีมบำรุงรอบดวงตาจากสารสกัดดอกดาวเรืองกักเก็บในไลโปโซมเพื่อต่อต้านริ้วรอยและบำรุงผิว” โดย น.ส.จุฑามาตพงศ์นาคินทร์ และ น.ส.ธนวันต์ สุวรรณพันธ์ คณะการแพทย์บูรณาการ คว้า Bronze Prize ซึ่งมีอาจารย์ที่ปรึกษาคือ รศ.ดร.กรวินท์วิชญ์ บุญพิสุทธินันท์ รวมถึงผลงาน “ผลิตภัณฑ์งานสร้างสรรค์จากใบตองย้อมสีธรรมชาติ” โดย ผศ.โสภิดาวิศาลศักดิ์กุล และ รศ.ดร.อรวัลภ์อุปถัมภานนท์ จากคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ได้รับ Bronze Prize และ Special Prize จากประเทศอิหร่าน

รศ.ดร.เกียรติศักดิ์ แสงประดิษฐ์ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มทร.ธัญบุรี กล่าวเสริมว่า ความสำเร็จครั้งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาระดับโลก พร้อมผลักดันการวิจัยสู่ระดับสากล และการได้รับรางวัลครั้งนี้ไม่เพียงสร้างชื่อเสียงให้แก่มทร.ธัญบุรี และประเทศไทย แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักศึกษารุ่นใหม่และผู้สนใจศึกษาต่อ การผนึกกำลังระหว่างนักวิจัย คณาจารย์ และพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม ยิ่งแสดงถึงความเข้มแข็งของการวิจัยและพัฒนาที่จะสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งต่อสังคมและเศรษฐกิจ และยังแสดงถึงความก้าวหน้าของการพัฒนาประเทศด้วยวิจัยและนวัตกรรม

สานพลังกำหนดทิศทางลงทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย

https://www.naewna.com/local/846431

สานพลังกำหนดทิศทางลงทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย

สานพลังกำหนดทิศทางลงทุนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไทย

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมงาน “ทิศทางวิจัย x นวัตกรรมไทย 2025” จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเป็นเกียรติในงาน

การจัดงานในครั้งนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันของ สกสว. ร่วมกับ สอวช. และธนาคารโลก ได้ร่วมวางเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาดัชนีระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศไทย “Thailand SRI Index”มุ่งเน้นการบ่งชี้สถานภาพ ความก้าวหน้า และผลกระทบของระบบ ววน. ซึ่งจะช่วยสนับสนุนข้อมูลเชิงนโยบายเพื่อกำหนดทิศทางและเป้าหมายการลงทุนด้าน ววน. ของประเทศและเป็นเครื่องมือสื่อสารทิศทางนโยบาย ววน. ในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชนและประชาคมวิจัย โดย ดร.สุรชัย ได้ร่วมเวทีเสวนา “สานพลังตอบโจทย์การกำหนดทิศทางและเป้าหมายการลงทุนด้าน ววน.” ร่วมกับ ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. Ms. Melinda Good, Country Director ธนาคารโลก ดร.วิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล รองเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ นายศุภชัย สัจไพบูลย์กิจ กรรมการเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมนวัตกรรมและวิจัย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ดร.สุรชัย กล่าวถึง บทบาทการทำงานของ สอวช. ที่ผ่านมาได้มีหน้าที่ในการช่วยดูตัวชี้วัดที่สำคัญของประเทศ ตัวอย่างเช่น การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดย IMD World Com petitiveness ซึ่งจะนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และเปรียบเทียบให้เห็นถึงศักยภาพของไทยและเชื่อมโยงถึงแนวทางการขับเคลื่อนด้านนโยบายของประเทศ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีระดับโลก นอกจากนี้ สอวช. ยังได้ทำงานร่วมกับ สกสว. ในการวางเป้าหมายการพัฒนาดัชนีระบบ ววน. ของประเทศไทย ซึ่ง สอวช. ในฐานะหน่วยงานต้นน้ำของการทำนโยบาย มีการทำแผนและพัฒนาร่วมกับ สกสว. ดัชนีดังกล่าวจะมีประโยชน์อย่างมากที่จะช่วยให้เราได้รู้ถึงสุขภาพจริง ๆ ของประเทศ โดยเฉพาะในด้าน ววน. เพื่อให้สามารถนำมาปรับแนวทางการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องได้ต่อไป

ในส่วนของการต่อยอดการทำงานร่วมกับ สกสว. ธนาคารโลก ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงภาควิชาการ จากทิศทางการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ดร.สุรชัย มองว่า นอกเหนือจากดัชนีระบบ ววน. ของประเทศแล้ว จะมีข้อมูลตัวเลขที่ได้จากการสำรวจค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาของภาครัฐและภาคเอกชนของไทย ที่แสดงให้เห็นถึงค่าใช้จ่ายในการลงทุนของรัฐ สัดส่วนบุคลากรทางด้านวิจัยและพัฒนาของประเทศ รวมถึงสัดส่วนการลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งผลการสำรวจในปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าภาคเอกชนไทยยังมีศักยภาพและมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และภาครัฐจะมีบทบาทช่วยอำนวยความสะดวกและสนับสนุนการดำเนินการต่างๆ ของภาคเอกชน โดย ดร.สุรชัย ได้หยิบยกหนึ่งประเด็นสำคัญที่รัฐจะต้องให้ความสนใจ คือเรื่อง Climate Technology หรือการใช้เทคโนโลยีที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะครอบคลุมหลายเรื่องที่เชื่อมโยงกับนโยบายระดับโลก โดยเฉพาะนโยบายของสหรัฐอเมริกาที่มีการเปลี่ยนแปลงและจะส่งผลกระทบกับไทยด้วยเช่นกัน

ศธ.เตรียมมอบของขวัญปีใหม่ ให้ นร. ม.6 หยุดดูหนังสือที่บ้าน เตรียมสอบ TGAT/TPAT

https://www.naewna.com/local/846433

ศธ.เตรียมมอบของขวัญปีใหม่  ให้ นร. ม.6 หยุดดูหนังสือที่บ้าน  เตรียมสอบ TGAT/TPAT

ศธ.เตรียมมอบของขวัญปีใหม่ ให้ นร. ม.6 หยุดดูหนังสือที่บ้าน เตรียมสอบ TGAT/TPAT

วันอังคาร ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 41/2567 ณ ห้องประชุม
ราชวัลลภ และออนไลน์ผ่านระบบ Zoom meeting ว่า ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ผ่านการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA โดย สพฐ.ได้รายงานผลการประชุมแอดมิน และแกนนำ การขยายผลการสร้างข้อสอบวัดความฉลาดรู้ ไปตั้งในระดับเขตพื้นที่การศึกษา 718 User เพื่อนำเสนอแพลตฟอร์มอบรมออนไลน์ขยายผลการสร้างข้อสอบวัดความฉลาดรู้ฯ จำนวน 16 รุ่น และสำรอง ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2567-เดือนมีนาคม 2568 ตัวอย่างการดำเนินงานของแกนนำระดับเขตพื้นที่ฯ เช่น อบรมครูแกนนำสพม.สมุทรปราการ ครูเครือข่ายโรงเรียน ในจังหวัดสมุทรปราการ

“ซึ่งศธ.มีเป้าหมายอยากทำให้ครบทุกๆ จุด และอบรมครูเป็นรุ่นๆ ไป ทั้งสถานศึกษาในสังกัด อว. สถานศึกษาใน กทม. และสถานศึกษาในท้องถิ่น เป็นการขับเคลื่อนไปด้วยกันในภาพรวม ในการสร้างครูแกนนำการออกแบบข้อสอบ PISA และมีการนำข้อสอบวัดความฉลาดรู้ฯไปขยายผลการดำเนินการ” รมว.ศธ.กล่าว และว่า นอกจากนี้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้นำเสนอแผนการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพื่อดำเนินการตามหลักการ “ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ติดตามผล พัฒนาปรับปรุง” ให้ดียิ่งขึ้น

พร้อมทั้ง มีการเปิดเว็บไซต์ “การขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา” http://www.ipst.ac.th/d2ieq ให้เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามมาตรฐานสากล โดยใช้องค์ความรู้จาก PISA และมี LINE Openchat “การขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา” เพื่อเป็นช่องทางรับข้อมูลข่าวสารและตอบข้อสงสัยต่างๆ ให้กับคุณครู 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้ติดตามโครงการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ปัญหา “เด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษา และ เด็กตกหล่น” โดยสำนักงานปลัดศธ.(สป.ศธ.) ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักในการรวบรวมข้อมูลทั้งหมด ก็ได้รายงานการเชื่อมโยงข้อมูลผลการติดตามเด็กวัยเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษา ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) และ กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ผ่านเดสก์บอร์ด https://exchang.moe.go.th ที่มีการอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ ซึ่งพบว่ามีจำนวนเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษาที่ตรวจสอบแล้ว จำนวน 335,580 คนพบตัว 319,446 คน และไม่พบตัว 16,134 คน

นอกจากนี้ สพฐ. ได้รายงานการจัดกิจกรรมการแก้ปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาในหลายกิจกรรมแล้ว เช่น การใช้นวัตกรรม 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ ใน สพม.ราชบุรี “ราชบุรีโมเดล” โดยทำแผนการเรียนรายบุคคลวิชาชีพคนเลี้ยงวัว ส่วนที่ – เมืองสองแคว ร่วมพัฒนาโรงเรียนต้นแบบประจำอำเภอ จัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นด้วย 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ – สพป.นราธิวาส เขต 2 จัดประชุมเชิงปฏิบัติการอบรม 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ แก่โรงเรียนในสังกัด 10 แห่ง – สพป.กรุงเทพมหานคร เขต 1 บูรณาการความร่วมมือขับเคลื่อนกรุงเทพฯเป็นหนึ่ง “พาน้องกลับมาเรียน พาการเรียนไปให้น้อง” (OBEC ZeroDropout) ระดับจังหวัดกรุงเทพมหานคร

สำหรับในส่วนของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.)ไปดูรูปแบบการแก้ปัญหาเด็กออกนอกระบบการศึกษาที่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อให้เห็นถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ เนื่องจากมีเด็กหลายกลุ่ม เช่น เด็กกลุ่มที่อยู่ในเรือนจำ เด็กกลุ่มที่ไปอยู่ต่างประเทศ เด็กกลุ่มอยู่นอกระบบการศึกษาต่างๆ ก็ให้ไปดูรูปแบบว่าเขาทำกันอย่างไร หากไปพูดคุยกับเด็กแล้วเด็กอยากกลับมาเรียนที่โรงเรียนได้หรือไม่ เพราะเปิดเทอมแล้ว จึงให้ไปดูระเบียบกฎหมาย ในการดำเนินการ ก็ให้เวลาถึง 15 ธ.ค.นี้ ให้นำข้อสรุปมารายงานว่าจะมีโมเดลอย่างไรในการขับเคลื่อน

รมว.ศธ. กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ สำนักงานปลัด ศธ. ได้รายงานความก้าวหน้า มาตรการช่วยเหลือ เยียวยา รร.ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย วาตภัย ดินโคลนถล่ม ว่า ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) ครั้งที่ 4/2567 เห็นชอบหลักการมาตรการให้ความช่วยเหลือเยียวยาฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม ของ ศธ. วงเงิน 264,458,436 บาท ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ในพื้นที่ภาคใต้ประสบภัยน้ำท่วมหลายจังหวัด ซึ่งได้มอบให้ สป.ศธ.เป็นเจ้าภาพหลักในการรวบรวมข้อมูลปัญหาและการแก้ไข และให้ประสานกับ สพฐ.ในการดูปัญหาน้ำท่วมของโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่ภาคใต้

“สำหรับของขวัญปีใหม่ปีนี้จะคล้ายๆ กับปีที่แล้วแต่ก็อาจจะมีเพิ่มเติมมาอีก เบื้องต้นสพฐ.จะจัดของขวัญปีใหม่ให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สามารถหยุดเรียนได้ตั้งแต่วันที่ 2-6 ธ.ค.2567 และให้นับเป็นเวลาเรียนปกติ เพื่อให้นักเรียนได้อ่านหนังสืออยู่ที่บ้านเพื่อเตรียมตัวสอบ หรือถ้าบางโรงเรียนมีความพร้อมก็ให้จัดติว หรือ จัดกล่องความรู้ สู่ความสุข จัดสอนเสริม เพิ่มเทคนิค สร้างความมั่นในใจการสอบ TGAT/TPAT ตามนโยบาย เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) โดยครูผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ตามแนวทางประกาศ สพฐ. เรื่อง การส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยมีแนวทาง ดังนี้ 1.ให้สถานศึกษาอนุญาต ให้นักเรียนเรียนเสริมความรู้ทั้งในหรือนอกห้องเรียน (ที่บ้านหรือโรงเรียน) 2.ให้สถานศึกษาที่มีความพร้อม จัดสถานที่ในโรงเรียนเพื่อใช้ในการเรียนเสริมความรู้ให้แก่นักเรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย 3.ให้สถานศึกษาทุกแห่ง มีมาตรการ กำกับ ติดตาม ตรวจสอบการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างมีคุณภาพ และมีมาตรการป้องกัน ดูแลด้านความปลอดภัย ให้แก่นักเรียน เป็นต้น” พล.ต.อ.เพิ่มพูนกล่าวและว่า สำหรับในส่วนของ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะเปิดศูนย์ “อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน (Fix it Center) เทศกาลปีใหม่ 2568” เพื่อให้บริการตรวจสภาพรถก่อนการเดินทางฟรี ทั่วประเทศ

อาชีวะอาสา จับมือ กรมขนส่งฯ เปิดจุดบริการ 150 จุดทั่วประเทศ รับปีใหม่ 68 ส่งเสริมขับขี่ปลอดภัยลดอุบัติเหตุ

https://www.naewna.com/local/846522

อาชีวะอาสา จับมือ กรมขนส่งฯ เปิดจุดบริการ 150 จุดทั่วประเทศ รับปีใหม่ 68 ส่งเสริมขับขี่ปลอดภัยลดอุบัติเหตุ

อาชีวะอาสา จับมือ กรมขนส่งฯ เปิดจุดบริการ 150 จุดทั่วประเทศ รับปีใหม่ 68 ส่งเสริมขับขี่ปลอดภัยลดอุบัติเหตุ

วันจันทร์ ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 19.36 น.

“อาชีวะอาสา จับมือ กรมขนส่งฯ“  เปิดจุดบริการ 150 จุดทั่วประเทศ รับปีใหม่ 2568 ส่งเสริมขับขี่ปลอดภัยลดอุบัติเหตุ

9 ธันวาคม 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานพิธีลงนามในบันทึกความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการดำเนินโครงการบูรณาการตั้งจุดบริการอำนวยความสะดวกเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง ช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2568 ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โดยนายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กับ กรมการขนส่งทางบก โดยนายจิรุตน์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ร่วมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และผู้บริหารกรมการขนส่งทางบก เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน กล่าวว่า ในนามกระทรวงศึกษาธิการ ขอขอบคุณและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสร่วมสนับสนุนความร่วมมือระหว่าง สอศ. กับ กรมการขนส่งทางบก ในการดำเนินงานโครงการบูรณาการตั้งจุดบริการอำนวยความสะดวกเพื่อความปลอดภัยร่วมกับ สอศ.  ช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2568 ซึ่งมีเป้าหมายส่งเสริมความปลอดภัยในการเดินทางและสร้างจิตสำนึกในการขับขี่ที่ปลอดภัยในช่วงเทศกาลสำคัญของประเทศ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งมั่นให้การศึกษาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาชุมชนและสังคม สร้างทักษะวิชาชีพและส่งเสริมการมีจิตอาสา ให้เยาวชนมีส่วนในการพัฒนาประเทศ ตลอดจนเสริมสร้างการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงให้แก่ผู้เรียนอาชีวศึกษา และมีทักษะที่สามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคต 

“นับเป็นร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนโครงการฯ ขอให้ทุกท่านร่วมสร้างความตระหนักและความปลอดภัยในการเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ปี พ.ศ. 2568 และโครงการนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความปลอดภัยและความสุขในช่วงเทศกาลสำคัญของประเทศไทย และส่งเสริมการร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนอย่างต่อเนื่องในอนาคตต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว 

ด้านนายยศพล กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก จำนวน 16,430,400 บาท เพื่อให้ประชาชน นักเรียน และนักศึกษา ตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมของรถและการขับขี่อย่างปลอดภัย รวมถึงการป้องกันอุบัติเหตุจากความบกพร่องของรถยนต์และอุปกรณ์ต่าง ๆ นอกจากจะสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนแล้ว  ยังเป็นการพัฒนาทักษะ และปลูกฝังจิตอาสาให้กับนักเรียนอาชีวศึกษา ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัยและมีความสุขยิ่งขึ้น 

“โครงการฯ ดังกล่าวนี้ ได้กำหนดการตั้งจุดบริการ “อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน” จำนวน 150 จุดใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 27 ธ.คซ 2567 ถึง 2 ม.ค. 2568 เวลา 06.00-19.00 น. เพื่อให้บริการประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ บนถนนสายหลัก และสายรอง ให้บริการตรวจสภาพรถยนต์ รถจักรยนต์ และรถไฟฟ้าในเบื้องต้น รวมถึงการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมแซมยานพานะ ในกรณีฉุกเฉิน มีจุดบริการพักคน พักผ่อนระหว่างเดินทาง จุดบริการเคลื่อนที่ และให้คำแนะนำเส้นทางสำหรับผู้เดินทาง ทั้งนี้เรื่องความปลอดภัยของครูและนักเรียน นักศึกษา ที่เข้าปฏิบัติหน้าที่และการตั้งจุดบริการต้องอยู่ในความปลอดภัย ซึ่ง สอศ. ขอยืนยันว่าจะดำเนินงานอย่างเต็มศักยภาพ และเกิดผลสัมฤทธิ์ ตามเป้าหมายของโครงการที่ตั้งไว้

ขณะทึ่ นายจิรุตน์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า การดำเนินความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการจัดกิจกรรมภายใต้ชื่อ “อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน” โดยกรมการขนส่งทางบก ได้รับจัดสรรงบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เพื่อสนับสนุนโครงการฯ และเป็นการแสดงเจตจำนงในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างจริงจัง อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมและพัฒนาทักษะนักศึกษา ได้นำความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับสังคม สร้างจิตอาสาช่วยเหลือผู้อื่น ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำกิจกรรมที่นำไปสู่การลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน รวมทั้งร่วมกันกำหนดแนวทางและเป้าหมายในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ให้มีความสอดคล้องกันทั่วประเทศ

“ขอแสดงความชื่นชมและขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในความมุ่งมั่นตั้งใจ ความเสียสละ และน้อง ๆ นักศึกษาอาชีวศึกษา ที่ร่วมมือร่วมใจจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าต่อประเทศชาติ และประชาชนเป็นอย่างยิ่ง” นายจิรุตน์ กล่าว