ศธ.-สพฐ.ร่วมลงนาม MOU ‘โรงเรียนร่วมพัฒนา’ ยกระดับคุณภาพการศึกษา

https://www.naewna.com/local/845758

ศธ.-สพฐ.ร่วมลงนาม MOU 'โรงเรียนร่วมพัฒนา' ยกระดับคุณภาพการศึกษา

ศธ.-สพฐ.ร่วมลงนาม MOU ‘โรงเรียนร่วมพัฒนา’ ยกระดับคุณภาพการศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 14.43 น.

ศธ.-สพฐ.ร่วมลงนาม MOU “โรงเรียนร่วมพัฒนา” จับมือภาคเอกชน-ประชาสังคม ยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสเท่าเทียมทุกพื้นที่

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2567 นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้รับมอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. เป็นผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project) ระหว่าง กระทรวงศึกษาธิการ กับ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยมี พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธี ร่วมด้วย นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. รวมถึงผู้บริหารของ ศธ. ผู้แทนจากภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เข้าร่วมในพิธี ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือเพื่อพัฒนาการศึกษาไทยในรูปแบบการมีส่วนร่วม โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” Partnership School Project ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเล็งเห็นว่าการศึกษาคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือวัฒนธรรม ดังนั้น การพัฒนาระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ จึงไม่ใช่เพียงหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยให้มีคุณภาพ ครอบคลุม และเท่าเทียม โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสทางการศึกษา สร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ส่งเสริมการพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน สร้างต้นแบบของการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน อีกทั้งการลงนามบันทึกความเข้าใจในวันนี้  เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจร่วมกันของทุกภาคส่วนในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับระบบการศึกษาไทย ส่งเสริมให้ผู้มีส่วนร่วมสนับสนุนการจัดการศึกษาตามบริบทที่แตกต่าง รวมทั้งเป็นการช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอีกด้วย

โอกาสนี้ ขอขอบคุณผู้สนับสนุนโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ซึ่งประกอบด้วยองค์กรภาคเอกชน หน่วยงานภาคประชาสังคม จากหลากหลายภาคส่วน อาทิ คุณมีชัย วีระไวทยะ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มตั้งแต่ต้น รวมถึงประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่ให้ความอนุเคราะห์ให้ความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการ และผู้สนับสนุนจากภาคเอกชนและภาคประชาสังคม ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนทรัพยากรด้านต่างๆ ความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการ การพัฒนาหลักสูตร และการนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งไม่เพียงช่วยให้โรงเรียนในโครงการมีศักยภาพที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับเยาวชนไทยซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

“ผมเชื่อมั่นว่าโครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” Partnership School Project จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้ทัดเทียมกับนานาชาติ เยาวชนไทยจะได้รับโอกาสที่เท่าเทียมในการพัฒนาตนเอง และมีความพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการนี้จะเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการที่มีคุณภาพ สามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตได้ นอกจากนี้ โครงการยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชน ให้เกิดความเข้มแข็งและความยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย ผมหวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม “จับมือ” “ร่วมพัฒนา” “ขยายผล” ยกระดับการศึกษาในระดับประเทศ และเป็นต้นแบบที่สำคัญในการพัฒนาระบบการศึกษาที่ ครอบคลุม ยั่งยืน และเป็นพลังนำพาการศึกษาไทยให้ก้าวไปทัดเทียมนานาประเทศต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

ทางด้าน นางเกศทิพย์ กล่าวว่า ด้วยประเทศไทยมีการปฏิรูปการศึกษามาตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 จนมาถึงการปฏิรูปรอบที่สองเมื่อปี พ.ศ.2552 แต่คุณภาพการศึกษาของประเทศโดยรวม ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบาย Thailand 4.0 ได้มีมติในการประชุม เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 กำหนดให้จัดการศึกษาในรูปแบบ “สถานศึกษาร่วมพัฒนา” (Partnership School) โดยมอบหมายให้นายมีชัย วีระไวทยะ และศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์ ขับเคลื่อนโครงการนี้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยขอให้ดำเนินการตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 ในสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการพื้นที่จังหวัดต่างๆ ตามความเหมาะสม โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและเศรษฐกิจในอนาคต โดย สพฐ. ได้รับมอบหมายให้ดำเนินโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาตั้งแต่ปี พ.ศ.2561 โดยเน้นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ครอบคลุมทุกพื้นที่ และสอดคล้องกับความต้องการเฉพาะด้านของบริบทแต่ละชุมชน

“โครงการนี้จะส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการจัดการศึกษาทุกระดับ ภายใต้หลักการ “การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต” โดยใช้แนวทางการทำงาน “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” พร้อมทั้งพัฒนานวัตกรรมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้านการสร้างความร่วมมือ ด้านการบริหารวิชาการ ด้านการระดมทรัพยากรและงบประมาณ ด้านการพัฒนาครูและบุคลากร และด้านการพัฒนาผู้เรียน ภายใต้การสนับสนุนทรัพยากรจากผู้สนับสนุนและทุกภาคส่วน และพัฒนาโรงเรียนในโครงการให้มีศักยภาพในการพัฒนาผู้เรียนให้ “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” มีศักยภาพและความพร้อมสนับสนุนการพัฒนาประเทศให้ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ จบแล้วมีงานทำและมีรายได้ที่เหมาะสมในการดำรงชีวิต เชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการลดช่องว่างด้านความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล และการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบการศึกษาของประเทศไทยต่อไป” รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว

– 006

โปรดเกล้าฯองคมนตรีมอบถุงยังชีพ ‘ในหลวง-ราชินี’ทรงห่วง ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

https://www.naewna.com/local/845671

โปรดเกล้าฯองคมนตรีมอบถุงยังชีพ  ‘ในหลวง-ราชินี’ทรงห่วง  ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

โปรดเกล้าฯองคมนตรีมอบถุงยังชีพ ‘ในหลวง-ราชินี’ทรงห่วง ผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โปรดเกล้าฯองคมนตรีมอบถุงยังชีพ

‘ในหลวง-ราชินี’ทรงห่วงผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ปภ.เตือน12จังหวัดรับมือ น้ำท่วม-ดินถล่มถึง11ธ.ค. มท.1สั่งเร่งจ่ายเงินเยียวยา

“ในหลวง-ราชินี”ทรงห่วงใยผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี เชิญสิ่งของพระราชทาน-พระราชกระแสทรงห่วงใย มอบแก่ผู้ประสบอุทกภัย จ.ยะลา ด้านปภ.สรุปสถานการณ์น้ำท่วมขณะนี้ยังมี 5 จว.ประสบอุทกภัยสั่งระดมทรัพยากรเร่งช่วยเหลือประชาชนเต็มกำลัง พร้อมแจ้งเตือน 12 จว.ใต้เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม ระหว่างวันที่ 5-11 ธ.ค. ด้านมท.1เผยนายกฯสั่งเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยเร่งจ่ายเงินเยียวยา ไม่ให้ปชช.รอนาน ชี้ความรุนแรงไม่เท่าภาคเหนือ ย้ำผู้ว่าฯ6จว.ใต้มีอำนาจเต็มใช้งบได้เต็มที่

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญสิ่งของพระราชทานมอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดปัตตานีและจังหวัดยะลา

ในหลวง-ราชินีทรงห่วงใยปชช.

ในส่วนจ.ยะลา พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงห่วงใยราษฎร และเชิญสิ่งของพระราชทาน 2,998 ชุด และเชิญสิ่งของพระราชทานสำหรับเด็ก 150 ชุด มอบแก่นายอำพล พงศ์สุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เพื่อส่งมอบให้ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยหนักในจังหวัดยะลา ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา โดยมี พล.ท.ไพศาล หนูสังข์ แม่ทัพภาคที่ 4 พ.ต.ท. วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา และหัวหน้าส่วนราชการในพื้นที่ ร่วมรายงานสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จ.ยะลา และอีก 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับอุทกภัยตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน- 4 ธันวาคม จ.ยะลาได้รับผลกระทบ 8 อำเภอ 58 ตำบล ดินสไลด์ 85 จุด ประชาชนเดือดร้อน 64,584 ครัวเรือน 188,274 คน มีผู้เสียชีวิต 6 ราย และมีพื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบ 25,245 ไร่ ขณะนี้สถานการณ์คลี่คลายแล้ว แต่ยังมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำบางแห่งในอ.เมืองและ อ.รามัน นอกจากนี้ พลเอก เฉลิมชัย และคณะ ยังลงพื้นที่มอบถุงยังชีพพระราชทานแก่ประชาชนกลุ่มเปราะบาง บ้านลิมุด ต.ท่าสาป อ.เมืองยะลา ซึ่งน้ำท่วมสูงเกินกว่า 3 เมตร บ้านเรือนเสียหายจำนวนมาก

5จว.ยังจม-ระดมช่วยเหลือปชช.เต็มที่

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) รายงานสรุปสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ประจำวัน โดยนายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากความกดอากาศสูงกำลังปานกลางถึงค่อนข้างแรงระลอกใหม่จากประเทศจีน ทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ทําให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน – 4 ธันวาคม เกิดสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส รวม 87 อำเภอ 538 ตำบล 3,729 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 664,173 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 29 ราย

ปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส รวม 26 อำเภอ 179 ตำบล 1,107 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 155,894 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 29 ราย เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัยเร่งสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่ เร่งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยระดับน้ำในคลองท่าดี จ.นครศรีธรรมราช ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา แม่น้ำปัตตานี แม่น้ำสายบุรี มีระดับน้ำลดลง

ทั้งนี้ ปภ.ระดมเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการและเครื่องจักรสาธารณภัย อาทิ เครื่องสูบน้ำ รถสูบน้ำระยะไกล รถเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัย รถผลิตน้ำดื่ม รถปฏิบัติการบรรเทาอุทกภัย เรือท้องแบนพร้อมเครื่องยนต์ เฮลิคอปเตอร์ป้องกันละบรรเทาสาธารณภัย KA 32 พร้อมด้วย The Guardian Team เข้าให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย

แจ้งเตือน12จว.ระวังท่วม-น้ำป่าดินถล่ม

นายภาสกรกล่าวต่อว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ติดตามคาดการณ์สภาพอากาศ พบความกดอากาศต่ำบริเวณอ่าวไทยตอนล่างกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนัก หนักมากบางพื้นที่ โดยต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ ระหว่างวันที่ 5-11 ธันวาคมแยกเป็น พื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมขังและดินถล่ม ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานีนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส พังงา สตูล พื้นที่เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็ก ที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 บริเวณ จ.ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี สงขลา ยะลา และอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำมากกว่าความจุเก็บกักที่เสี่ยงน้ำล้นอ่างฯ และส่งผลกระทบให้น้ำท่วมท้ายน้ำ

อธิบดี ปภ.กล่าวอีกว่า สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่โดยเฉพาะเขื่อนบางลาง จ.ยะลา ปัจจุบันระดับน้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมีความเสี่ยงกระทบความมั่นคงของเขื่อน จึงต้องบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม เพื่อความปลอดภัยของเขื่อน และกระทบท้ายเขื่อนน้อยที่สุด นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นฉับพลันและระดับน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาของ คลองชุมพร แม่น้ำหลังสวน แม่น้ำตาปี คลองท่าดี คลองชะอวด แม่น้ำตรัง คลองลำ คลองท่าแนะ คลองอู่ตะเภา แม่น้ำสายบุรี แม่น้ำปัตตานี แม่น้ำบางนรา แม่น้ำโก-ลก และคลองตันหยงมัส

“ปภ.แจ้งเตือน 12 จังหวัดภาคใต้ให้เฝ้าระวังเตรียมรับมือสถานการณ์ภัยระหว่างวันที่ 5-11 ธันวาคม โดยติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และสถานการณ์น้ำใกล้ชิด หากพื้นที่ใดมีน้ำท่วมขังให้เร่งระบายน้ำออกเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบจากเหตุน้ำท่วมให้น้อยที่สุด”อธิบดี ปภ.ระบุ

มท.1ย้ำเร่งโอนเงินเยียวยาเหยื่อท่วมใต้

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.มหาดไทยกล่าวถึงงบเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)อนุมัติเมื่อวันที่ 3 ธันวาคมวงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อช่วยประชาชนครัวเรือนละ 9,000 บาท เพิ่มอีก 16 จังหวัด พร้อมขยายกรอบงบภัยพิบัติจาก 20 ล้านเป็น 50 ล้านบาทว่า นายกฯสั่งให้ตนในฐานะรองนายกฯลงพื้นที่ภาคใต้ทันที เพราะสถานการณ์หนักมาก ทำให้การทำงานเร็วขึ้น ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ ขณะนี้อธิบดี ปภ.ลงพื้นที่ เป็นภารกิจโดยตรงที่ต้องเข้าไปดูแลสถานการณ์ให้ผ่อนคลายขึ้น หลังตนกลับจากพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมข้อมูลความเสียหายและเสนอ ครม. ของบประมาณช่วยเหลืออุทกภัยภาคใต้โดยงบฯ 5,000 ล้านบาท ตนเสนอนายกฯ นายกฯเห็นด้วยที่จะอนุมัติงบประมาณก้อนนี้ไปช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน ให้ปภ.เร่งโอนเงินให้ชาวบ้าน

นอกจากนี้ หลังน้ำลดรัฐบาลจะเยียวยาสุขภาพ จิตใจ เร่งสำรวจความเสียหาย ซึ่งในภาคใต้คงไม่หนักเท่าภาคเหนือ ที่มีดินโคลนและเศษซากไม้ รวมถึงการรุกล้ำพื้นที่ทำให้น้ำไม่สามารถผ่านได้ ภาคใต้ยังไม่รุนแรงขนาดนั้น ในส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 6 จังหวัดที่ประสบอุทกภัย หากใครบริหารดีนำงบ 50 ล้านรวมอีก 20 ล้านบาท เผื่อกรณีฉุกเฉิน ไม่รวมครัวเรือนละ 9,000 บาทเชื่อว่าจัดการสถานการณ์เฉพาะหน้าได้แน่นอน ผู้ว่าฯสั่งการได้เต็มที่ อธิบดี ปภ.ก็อยู่ในพื้นที่ด้วย ไม่น่ามีปัญหา

รถไฟกรุงเทพ- หาดใหญ่เปิดเดินรถแล้ว

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะโฆษกศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกำชับหน่วยงานของกระทรวงคมนาคมเร่งแก้ปัญหาการเดินทาง ทั้งทางถนนและทางรถไฟให้เร็วที่สุด โดยได้รับรายงานจากนายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยศูนย์ความปลอดภัย รฟท. ว่าสถานการณ์น้ำท่วมทางรถไฟภาคใต้ ฝ่ายการช่างโยธาได้ซ่อมทางช่วงที่ขาดในจ.พัทลุงระหว่างสถานีควนเคี่ยม- หารเทา และสถานีหารเทา- โคกทรายเสร็จแล้ว สามารถเปิดการเดินรถไปสถานีชุมทางหาดใหญ่ได้ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยรฟท. เปิดให้บริการขบวนรถเร็วที่ 169 ขบวนรถด่วนพิเศษที่ 31, 37 จากสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์-ยะลา ซึ่งเดินรถจากกรุงเทพอภิวัฒน์ ไปถึงชุมทางหาดใหญ่ตั้งแต่เช้าวันนี้ (4 ธันวาคม) ส่วนเที่ยวขึ้นจากหาดใหญ่มุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ ในขบวนรถด่วนพิเศษที่ 32 (ชุมทางหาดใหญ่ – กรุงเทพอภิวัฒน์) เปิดให้บริการจากสถานีชุมทางหาดใหญ่ มาสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ สำหรับขบวนรถพิเศษที่ 38 วิ่งจากอำเภอสุไหงโกลกมุ่งหน้ากรุงเทพมหานครนั้น เดินทางได้จากชุมทางหาดใหญ่มากรุงเทพฯ ซึ่งจากเส้นทางสุไหงโกลกมาที่สถานีหาดใหญ่ยังอยู่ระหว่างคืนเส้นทาง จะเร่งดำเนินการให้ทันวันที่ 5 ธันวาคม

นราฯเฝ้าระวังฝนระลอกใหม่เร่งช่วยปชช.

ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในจ.นราธิวาส นายเราะมันคาน โอราสะมันนี ผู้อำนวยการสถานีอุตุนิยมวิทยานราธิวาสเผยว่า ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออกยังมีประกาศเตือนต่อเนื่องเรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออก และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทยจนถึงวันที่ 5 ธันวาคมมีฝนหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณจ.สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ตากใบมีผู้รับเสียหาย 8 ตำบล 52 หมู่บ้าน 9 ชุมชน ได้รับผลกระทบ 9,143 ครัวเรือน ราษฎรเดือดร้อน 39,518 คน ผู้อพยพออกจากที่อยู่อาศัย 21,507 คน ศูนย์พักพิงชั่วคราวฯ 18 แห่งมีผู้ได้รับผลกระทบพักพิงประมาณ 4,603 คน

อุตุเตือนใต้ฝนถล่มระวังท่วม-น้ำป่า

เวลา 17.00 น.กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าว่า มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังปานกลาง ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมมาเลเซีย แนวโน้มเคลื่อนลงช่องแคบมะละกา ส่งผลให้มีแนวลมพัดสอบของลมตะวันออกเฉียงเหนือและลมตะวันออกบริเวณภาคใต้ตอนล่าง ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่ง อ่าวไทยตอนล่างคลื่นสูงประมาณ 2 เมตรขอให้ชาวเรือหลีกเลี่ยงเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง สำหรับความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนมีกำลังอ่อน ทำให้บริเวณดังกล่าวมีหมอกตอนเช้า แต่ยังมีอากาศเย็นตอนเช้าบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยอดดอยและยอดภูอากาศเย็นถึงหนาว ยอดดอยอุณหภูมิต่ำสุด 10-16 องศาเซลเซียส ส่วนยอดภูอุณหภูมิต่ำสุด 12–17 องศาเซลเซียส

เหนือ-อีสานเย็นมีหมอกอุณหภูมิสูงขึ้น

กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์อากาศถึง 18:00 น. วันที่ 5 ธันวาคมว่า ภาคเหนือ อากาศเย็นมีหมอกตอนเช้า อุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 19 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 35 องศาเซลเซียส ยอดดอยอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 10 องศาฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นมีหมอกบางตอนเช้า อุณหภูมิสูงขึ้นอีกเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 18 องศาฯ อุณหภูมิสูงสุด 34 องศาฯ ยอดภูอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 12 องศาฯ

ภาคกลาง หมอกบางตอนเช้า อุณหภูมิจะสูงขึ้นอีกเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 20 องศาฯ สูงสุด 33 องศาฯ ภาคตะวันออก หมอกบางตอนเช้า อุณหภูมิจะสูงขึ้นอีกเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 22 องศาฯ สูงสุด 35 องศาฯ ทะเลคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ภาคใต้ ฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ตกหนักถึงหนักมากบริเวณจ.นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กระบี่ ตรัง และสตูล ส่วนกรุงเทพและปริมณฑล หมอกบางตอนเช้า อุณหภูมิสูงขึ้นอีกเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 23 องศาฯ อุณหภูมิสูงสุด 37 องศาฯ

ร่วมยินดี‘เคบายา’ ‘ยูเนสโก’รับรอง ขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

https://www.naewna.com/local/845689

ร่วมยินดี‘เคบายา’ ‘ยูเนสโก’รับรอง ขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

ร่วมยินดี‘เคบายา’ ‘ยูเนสโก’รับรอง ขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 21.28 น.

วธ.เผย”ยูเนสโก”ประกาศรับรอง”เคบายา”มรดกวัฒนธรรมร่วม 5 ประเทศ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ประจำปี 2567

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2567 นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลเพื่อการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ 19 (The nineteenth session of the Intergovernmental Committee for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage: IGC-ICH) ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ในวันที่ 4 ธันวาคม 2567 เวลาประมาณ 11.40 น. (เวลาท้องถิ่น) สาธารณรัฐปารากวัย หรือตรงกับวันที่ 4 ธันวาคม 2567 เวลาประมาณ 20.40 น. (เวลาประเทศไทย) ยูเนสโก มีมติรับรองให้ Kebaya : knowledge, skills, tradition and practices หรือ เคบายา : ความรู้ ทักษะ ประเพณี และการปฏิบัติ ซึ่งเป็นการเสนอร่วม 5 ประเทศ คือ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity: RL) ประจำปี 2567 อีกด้วย

“จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ “เคบายา” เครื่องแต่งกายอันสง่างามของทางใต้ ได้รับการขึ้นทะเบียนในปีเดียวกันต่อจาก “ต้มยำกุ้ง” ถือเป็นรายการมรดกวัฒนธรรมฯ ลำดับที่ 6 ของประเทศไทย ต่อจากรายการ โขน นวดไทย โนรา สงกรานต์ และต้มยำกุ้ง”

รมว.วธ.กล่าวว่า ในการเสนอ “เคบายา” รายการมรดกวัฒนธรรมร่วม 5 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน เกิดจากแนวคิด นำโดย ประเทศมาเลเซีย ได้มีการประสานงานเมื่อต้นปี พ.ศ.2565 กับประเทศบรูไน อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และไทย ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำเอกสารขอขึ้นทะเบียนโดยได้รับความยินยอมจากชุมชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งชุมชนผู้ปฏิบัติและผู้แทนจากประเทศผู้เสนอรายการทั้ง 5 ประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ณ พอร์ตดิกสัน รัฐเนกรีเซมบีลัน ประเทศมาเลเซีย โดยได้แลกเปลี่ยนและเสนอมาตรการส่งเสริมและรักษา จัดทำและสนับสนุนข้อมูลตามเอกสารแบบฟอร์มขอขึ้นทะเบียน หลังจากนั้น ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 2 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ณ กรุงจาร์กาตา ประเทศอินโดนีเซีย และการประชุมออนไลน์ โดยประเทศสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ เพื่อร่วมกันจัดทำเอกสารขอขึ้นทะเบียนให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนยื่นเสนอต่อยูเนสโกในเดือนมีนาคม 2566 เพื่อเข้าวาระการพิจารณาปี 2567

รมว.วธ.กล่าวอีกว่า “เคบายา” เป็นเสื้อผ่าหน้า มีลักษณะเด่นคือการประดับด้วยงานปักและลูกไม้ที่ประณีตและสวมด้วยตัวยึด สามารถสวมใส่คู่กับโสร่งหรือผ้าท่อนล่างที่เข้าชุดกัน เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกายในชีวิตประจำวัน ในโอกาสทั่วไป รวมถึงในโอกาสที่เป็นทางการและงานเทศกาลต่างๆ ความรู้ ทักษะ ประเพณีและการปฏิบัติเกี่ยวกับเคบายา มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้หญิงทุกวัย ทุกพื้นที่ และทุกศาสนาจากชุมชนต่างๆ ในหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศบรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และภาคใต้ของประเทศไทย “เคบายา” จึงสะท้อนถึงประวัติศาสตร์และประเพณีที่มีร่วมกันของภูมิภาค ตลอดจนความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมีส่วนสนับสนุนในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น การศึกษาที่มีคุณภาพ ความเสมอภาคทางเพศ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างครอบคลุม รวมทั้งสันติภาพและความสมานฉันท์ในสังคม “เคบายา” ยังเป็นรายการที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมและชุมชนที่หลากหลายเข้าด้วยกัน ส่งเสริมความเคารพซึ่งกันและกัน และมีส่วนช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในด้านต่างๆ

รมว.วธ.ยังเปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ พิจารณาของยูเนสโก ในครั้งนี้ ยังได้แสดงการชมเชยรัฐภาคีในการจัดเตรียมเอกสารและวิดีโอนำเสนอมาอย่างดี ถือเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการเสนอรายการมรดกร่วม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในการสร้างสันติภาพและความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างชุมชน กลุ่มคน และปัจเจกบุคคลจากแต่ละรัฐภาคีการขึ้นทะเบียนมรดกร่วมนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากความภาคภูมิใจแล้ว ยังนำมาซึ่งความสามัคคี ความรับผิดชอบร่วมกัน และความมุ่งมั่นในการร่วมมือที่จะส่งเสริมและรักษามรดกวัฒนธรรมในระดับภูมิภาค และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จทางประวัติศาสตร์นี้ ประเทศผู้เสนอรายการทั้ง 5 ประเทศ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมคู่ขนาน ได้แก่ นิทรรศการและการแสดงแฟชั่นชุด เคบายา ในช่วงระหว่างการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลฯ ครั้งที่ 19 นี้ ณ นครอซุนซิออน สาธารณัฐปารากวัย ซึ่งจะช่วยสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับมรดกร่วมและความเกี่ยวข้องกับสังคมร่วมสมัยให้กับประชาชนทั่วไป ยังเป็นโอกาสให้เกิดการสนทนาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมต่าง ๆ และร่วมกันพยายามส่งเสริมรักษาและสืบทอด “เคบายา” ให้กับคนรุ่นใหม่ต่อไป

รมว.วธ.กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงวัฒนธรรม มีแผนในการส่งเสริมและต่อยอดมรดกวัฒนธรรม หลังจากยูเนสโก ขึ้นทะเบียน ต้มยำกุ้ง – เคบายา แล้ว ด้วยการขับเคลื่อน Soft power ด้านอาหาร และด้านแฟชั่น ตามนโยบายของรัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม จะนำเศรษฐกิจทางวัฒนธรรม กระตุ้นให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ละคร เกม รายการโทรทัศน์ รวมถึงสื่อออนไลน์ ให้สอดแทรกเนื้อหา ต้มยำกุ้ง เพื่อสร้างกระแสความนิยมในวงกว้าง และบูรณาการกับภาคธุรกิจ-การท่องเที่ยว ในการนำต้มยำกุ้ง เป็นเมนูหลัก เมนูอาหารต้องชิม เมื่อมาเที่ยวเมืองไทย บรรจุลงในโปรแกรมการท่องเที่ยว และเป็นเมนูอาหารที่ต้องระบุไว้ในรายการอาหารขึ้นโต๊ะผู้นำ รวมทั้งผู้เข้าร่วมในการประชุมที่จัดในประเทศไทย หรือที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเชิญชวนให้ผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวและการบริการเช่น โรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร่วมจัดแคมเปญพิเศษในการส่งเสริมการขายเพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายเมนูต้มยำกุ้ง รวมถึงยอดขายวัตถุดิบต่างๆ และยังเป็นการสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าและสาระของเมนูต้มยำกุ้งไปสู่ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติอีกด้วย และในส่วน ภาคชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนโดยมุ้งเน้นบูรการร่วมกับหอการค้า สมาคม ชุมชน เครือข่ายในพื้นที่ ที่มีวัฒนธรรมการแต่งกายเคบายาร่วมจัดแคมเปญพิเศษในการส่งเสริมการขาย ด้วยการเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติสวมใส่ ชุดเคบายา พร้อมถ่ายรูปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างสีสันไปพร้อมๆ กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ของชุมชนอีกด้วย

ในโอกาสที่น่ายินดีนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงขอเชิญพี่น้องประชาชน ร่วมกิจกรรม งานฉลองต้มยำกุ้งและเคบายา มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ ระหว่างที่ 6 – 8 ธันวาคม 2567 ณ Quartier Avenue ชั้น G ศูนย์การค้า เอ็มควอเทียร์ ระหว่าง 10.00 – 21.00 น.โดยในวันที่ 6 ธันวาคม เวลา 18.00 น.จะมีพิธีเปิดงานโดย นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ให้เกียรติเปิดงานอย่างเป็นทางการ ภายในงานวันที่ 6 ธ.ค.67 พบกับการสาธิตการทำต้มยำกุ้ง พร้อมให้ชิมฟรี โดย เชฟตุ๊กตา (ครัวบ้านยี่สาร) เชฟกระทะเหล็ก ส่วนวันที่ 7 – 8 ธ.ค.ปรุงต้มยำกุ้ง โดย เชฟเมย์ พัทรนันท์ ธงทอง เชฟกระทะเหล็ก พร้อมให้ชิมต้มยำกุ้งฟรี รวมถึงการแสดงแฟชั่นโชว์ชุดเคบายา นำโดยนางสาวไทย และรองนางสาวไทย และร่วมชมนิทรรศการ “ต้มยำกุ้ง” และนิทรรศการ/สาธิตการปักชุด-เครื่องประดับ “เคบายา” และอาหารเปอรานากัน จากจังหวัดภูเก็ต พังงา ระนอง กระบี่ ตรังและสตูล อิ่มอร่อยกับอาหารที่ขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติแล้ว 20 รายการ และยังได้เพลิดเพลินกับการแสดงดนตรี การแสดงทางวัฒนธรรมให้รับชมตลอดงาน โดยติดตามรายละเอียดได้ที่ http://www.culture.go.th และเฟสบุ๊คกรมส่งเสริมวัฒนธรรม

– 006

นายกฯพร้อมผู้แทนจีน เป็นปธ.พิธีอัญเชิญ‘พระเขี้ยวแก้ว’ประดิษฐานท้องสนามหลวง

https://www.naewna.com/local/845677

นายกฯพร้อมผู้แทนจีน เป็นปธ.พิธีอัญเชิญ‘พระเขี้ยวแก้ว’ประดิษฐานท้องสนามหลวง

นายกฯพร้อมผู้แทนจีน เป็นปธ.พิธีอัญเชิญ‘พระเขี้ยวแก้ว’ประดิษฐานท้องสนามหลวง

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 19.53 น.

นายกฯพร้อมผู้แทนทางการจีน เป็นประธานในพิธีอัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว ประดิษฐานท้องสนามหลวง ฉลองปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

เมื่อเวลา 17.30 น.วันที่ 4 ธันวาคม 2567 ที่ท้องสนามหลวง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมผู้แทนทางการจีน เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ประดิษฐานยังมณฑปมณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ปี 2568 ภายหลังผู้แทนรัฐบาลไทย และรัฐบาลจีน อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากสาธารณรัฐประชาชนจีนถึงยังประเทศไทยแล้วได้จัดขบวนอัญเชิญจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) เคลื่อนไปยังมณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยขบวนได้ผ่านย่านเยาวราช ที่แสดงถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย – จีน และได้ตั้งริ้วขบวนที่มีความสง่างามบริเวณลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ประกอบด้วย 24 ริ้วขบวน ที่สะท้อนถึงความเชื่อความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวไทยชาวจีน ผสมผสานการแสดงศิลปวัฒนธรรมของประเทศ โดยเฉพาะรถขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ที่จำลองพระจุฬามณีเจดีย์ มหาธาตุเจดีย์องค์แรกในพระพุทธศาสนา ณ เขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

นอกจากนี้ ยังมีการจำลองบุษบกปราสาท ขบวนรถบุปผชาติ ซึ่งแต่ละขบวนนับเป็นการรวมพลังของผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรเครือข่าย 5 ศาสนา กลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงขบวนที่ประกอบด้วยชาวไทยและชาวจีนมากถึง 2,700 คน

จากนั้นขบวนได้เคลื่อนไปจนถึงบริเวณท้องสนามหลวง ได้วนรอบมณฑป 1 รอบ จากนั้นเจ้าหน้าที่อัญเชิญพระสถูปพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ขึ้นประดิษฐานบนมณฑป โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ต่อมา น.ส.แพทองธาร เป็นประธานในพิธี พร้อมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และผู้แทนทางการจีน ถวายพวงมาลัยสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) และมีคณะสงฆ์ฝ่ายจีน เจริญพระพุทธมนต์ ร่วมกับคณะสงฆ์ฝ่ายไทย

ต่อมาหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายจีน กล่าวมอบพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) นายกฯ กล่าวรับพระบรมสารีริกธาตุ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และถวายดอกไม้ธูปเทียนแพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประธานสงฆ์ฝ่ายไทยให้ศีล พระสงฆ์ฝ่ายไทย (10 รูป) เจริญพระพุทธมนต์ นายกฯ ถวายไทยธรรมแด่พระสงฆ์ฝ่ายไทย จำนวน 10 รูป และฝ่ายจีนจำนวน 13 รูป นายกฯ กรวดน้ำ รับพร กราบลาพระรัตนตรัย และทำความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ต่อมาเวลา 19.00 น.สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก เสด็จถึงมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ถวายพวงมาลัยสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) และเสด็จกลับ ก่อนนายกฯ เดินทางกลับ

– 006

‘พระเขี้ยวแก้ว’ถึงไทย! อัญเชิญประดิษฐานท้องสนามหลวง

https://www.naewna.com/local/845620

‘พระเขี้ยวแก้ว’ถึงไทย! อัญเชิญประดิษฐานท้องสนามหลวง

‘พระเขี้ยวแก้ว’ถึงไทย! อัญเชิญประดิษฐานท้องสนามหลวง

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 17.34 น.

ถึงไทยแล้ว! รัฐบาลอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากจีน ประดิษฐานที่ไทย

วันนี้ (4 ธันวาคม 2567) เวลา 12.20 น. เครื่องบินพิเศษอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) (ฝ่ายจีน) ถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 กรุงเทพมหานคร นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ประธานกรรมการดำเนินโครงการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) เป็นประธานในพิธีรับการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จากสาธารณรัฐประชาชนจีน มาประดิษฐาน ณ ประเทศไทยเป็นการชั่วคราว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมพิธี

เวลา 13.19 น.ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ถึงไทย โดยมี พระพรหมดิลก กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดสามพระยา เป็นประธานสงฆ์ฝ่ายไทย และพระอาจารย์เหยี่ยนเจว๋ ประธานพุทธสมาคมจีน เจ้าอาวาสวัดกว่างจี้ เป็นประธานสงฆ์ฝ่ายจีน พระสงฆ์ฝ่ายไทยและฝ่ายจีน ได้ร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ หลังจากนั้น นายเฉิน รุ่ยเฟิง รัฐมนตรีประจำสำนักกิจการศาสนาแห่วชาติจีน หัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายจีน กล่าวมอบพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ประธานกรรมการดำเนินโครงการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) เป็นประธานในพิธีฝ่ายไทย กล่าวรับพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) โดยมี นายหาน จื้อเฉียง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการประสานงานโครงการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) และคณะกรรมการดำเนินโครงการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพิธี

เวลา 14.42 น.เคลื่อนขบวนรถอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ออกจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ผ่านเส้นทางเยาวราช เข้าสู่ถนนราชดำเนิน ไปยังลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์

จากนั้นในเวลา 16.30 น.ริ้วขบวนอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) จะเริ่มเคลื่อนขบวนจากลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ เพื่อไปยังมณฑลพิธีท้องสนามหลวง และประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ขึ้นประดิษฐานที่มณฑปต่อไป

การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) มาประดิษฐานในประเทศไทยครั้งนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และในโอกาสการครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – จีน ในปี 2568 เป็นการสานต่อมิตรภาพอันยาวนานระหว่างไทยกับจีน ผ่านสายสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาผลักดันการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันระหว่างไทย – จีน และให้คำว่า “จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ผูกสัมพันธ์แน่นแฟ้นในจิตใจของประชาชนทั้งสองประเทศ

ขณะที่ นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์การจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567  เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ในปี 2568 รัฐบาลไทยได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ “พระเขี้ยวแก้ว” จากวัดหลิงกวง ประเทศจีน มาประดิษฐานที่ประเทศไทยเป็นการชั่วคราว โดยวันนี้ (4 ธันวาคม 2567) จะมีการจัดพิธีทางศาสนา และอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วออกจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 โดยมีการจัดริ้วขบวนอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์สู่มณฑลพิธีท้องสนามหลวงตั้งแต่เวลา 16.30 น.เป็นต้นไป โดยมี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีเข้าร่วมพิธีด้วย

นางสาวจิราพร เปิดเผยว่า ถือเป็นโอกาสดีที่ประชาชนชาวไทยได้สักการะ “พระเขี้ยวแก้ว” 1 ใน 2 องค์บนโลก ซึ่งปัจจุบันมีพระเขี้ยวแก้วเพียง 2 องค์บนโลกใบนี้ คือ “พระเขี้ยวแก้วเบื้องต่ำขวา” ประดิษฐาน ณ ประเทศศรีลังกา และ “พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนซ้าย” ประดิษฐาน ณ ประเทศจีน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลจีนได้เคยอนุญาตให้อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วเบื้องบนซ้ายไปประดิษฐานยังประเทศต่างๆ รวม 6 ครั้ง ปีนี้ถือเป็นปีมหามงคลของประเทศไทย จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่คนไทยจะได้สักการะพระเขี้ยวแก้ว เพื่อความเป็นสิริมงคลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

“สำหรับพิธีอัญเชิญพระเขี้ยวแก้ว จากลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์สู่มณฑลพิธีท้องสนามหลวงวันนี้ เชื่อว่ามีประชาชนสนใจและอยากเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามรับชมการถ่ายทอดสดพิธีดังกล่าว ได้ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT2HD กดช่อง 2 ตั้งแต่เวลา 16.30 น.เป็นต้นไป และสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารการเข้าสักการะพระเขี้ยวแก้ว ได้จากเว็บไซต์ “พระลาน” (https://www.phralan.in.th) และประชาชนสามารถเข้าสักการะพระเขี้ยวแก้วได้ ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2567 ถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 เวลา 07.00 – 20.00 น.โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมดอกไม้สักการะ (ประชาชนไม่ต้องนำมาเอง) และมีโปสต์การ์ดพร้อมบทสวดบูชาพระเขี้ยวแก้วมอบให้ ซึ่งผู้ที่จะเข้าสักการะองค์พระเขี้ยวแก้วต้องนำบัตรประชาชนแสดงเพื่อยืนยันตัวตนด้วย” นางสาวจิราพร กล่าว

– 006

‘ไลอ้อน’เร่งเครื่องโปรเจกต์‘อาชีวศึกษาระบบทวิภาคี’ก้าวสู่ปีที่ 9

https://www.naewna.com/local/845536

‘ไลอ้อน’เร่งเครื่องโปรเจกต์‘อาชีวศึกษาระบบทวิภาคี’ก้าวสู่ปีที่ 9

‘ไลอ้อน’เร่งเครื่องโปรเจกต์‘อาชีวศึกษาระบบทวิภาคี’ก้าวสู่ปีที่ 9

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 15.00 น.

‘ไลอ้อน’เร่งเครื่องโปรเจกต์‘อาชีวศึกษาระบบทวิภาคี’ก้าวสู่ปีที่ 9

บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อคนไทย มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจพัฒนาสินค้านวัตกรรมเพื่อสุขภาวะที่ดีของผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม มาตลอดระยะเวลา 55 ปี ได้เห็นความสำคัญของการเปิดโอกาสและพัฒนาเยาวชนเข้าสู่ระบบการศึกษา ผ่านการดำเนิน โครงการ “อาชีวศึกษาระบบทวิภาคี” ซึ่งมีเป้าหมายที่จะผลิตบุคลากรสายอาชีวะ ด้วยรูปแบบของการจัดระบบการศึกษาระบบทวิภาคี ในการประสานความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา นับว่าเป็นประโยชน์ต่อเยาวชนและได้สร้างเยาวชนมาแล้วถึงปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 8 แล้ว เปิดหลักสูตรร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จ.ชลบุรี ในการจัดการเรียนการสอนหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาเมคคาทรอนิกส์ โดยมีรูปแบบการเรียนการสอนแบ่งเป็น การเรียนวิชาพื้นฐานที่วิทยาลัย และการเรียนวิชาบริหารชีวิตและฝึกปฏิบัติที่โรงงานโดยทีมพนักงาน บริษัท ไลอ้อนเป็นผู้สอน 

นางวราภรณ์ สุนทรเทพวรากุล ผู้จัดการส่วนทรัพยากรบุคคลและธุรการพื้นที่ศรีราชา บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โครงการอาชีวะศึกษาระบบทวิภาคีปีนี้เป็นปีที่ 8 และเดินหน้าสู่ปีที่ 9 โดยในช่วงเดือนธันวาคม 2567 นี้ จะเริ่มเปิดรับสมัครนักเรียนจำนวน 15 คน โดยตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงปัจจุบัน (ตั้งแต่รุ่น 1-8)  มีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ 85 คน โดยนักศึกษาจบการศึกษาไปแล้วของทั้ง 5 รุ่น มีจำนวน 59 คน และในส่วนที่จบแล้วมาทำงานกับไลอ้อน มีจำนวน 25 คน ปัจจุบันแบ่งเป็น ปวช. ปี 1 จำนวน 9 คน ปวช. ปี 2 จำนวน 9 คน และ ปวช. ปี 3 จำนวน 8 คน ซึ่งนักศึกษาปี 3 ที่จบการศึกษาบางส่วนจะเข้าศึกษาต่อระดับ ปวส. ที่วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ และอีกส่วนหนึ่งจะเข้าสู่โลกของการทำงานอย่างเต็มรูปแบบ

“สำหรับหลักสูตรยังเป็นหลักสูตรเดิม ซึ่งนโยบายของไลอ้อนมีเป้าหมายที่จะผลิตบุคลากรสายอาชีวะอย่างต่อเนื่อง และสามารถเป็นโมเดลให้กับบริษัทในเครือฯ นำไปต่อยอดได้ และอยากฝากถึงน้อง ๆ เมื่อมีโอกาสได้เข้ามาร่วมโครงการนี้แล้ว ขอให้มีความมุ่งมั่นและความตั้งใจ ซึ่งการจะจบการศึกษาและสำเร็จในโครงการนี้ได้ มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องและตัวแปรที่สำคัญที่สุดคือตัวของน้องเอง” นางวราภรณ์ กล่าว

มีมุมมองของน้อง ๆ ที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการซึ่งถือได้ว่าเป็นรุ่นพี่ และมุมมองของน้องใหม่ที่ได้มาเข้าร่วมโครงการนี้ ได้มาเปิดใจเปิดความรู้สึกที่ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ทาง ไลอ้อน ประเทศไทย เป็นผู้ใหญ่ใจดี ได้มอบให้  

นางสาวกุสุมา ขัติภิรส หรือ น้องพลอย คือหนึ่งในผู้ที่ได้สำเร็จการศึกษาจากโครงการนี้ โดยอยู่ในรุ่นที่ 4 และได้ก้าวสู่การทำงานกับ ไลอ้อน ประเทศไทย มาเป็นระยะเวลา 1 ปี กับตำแหน่งเจ้าหน้าที่สายการผลิต 1 (Toothbrush) ในปัจจุบัน ได้เปิดใจว่า เป็นความโชคดีที่ได้ร่วมโครงการนี้ การได้รับโอกาสทางการศึกษาจากไลอ้อน นับว่าช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวและการเป็นพนักงานไลอ้อนทำให้ได้รับประสบการณ์ต่าง ๆ จากรุ่นพี่ ทุกวันนี้ทำงาน มีเงินเดือน สามารถดูแลตนเองและมีเงินส่งให้ครอบครัว ได้การศึกษาที่ดี จนสำเร็จการศึกษา และมาเป็นพนักงานในวันนี้ มีเงินเดือนที่สามารถดูแลตนเองและส่งให้ที่บ้านได้ด้วย รู้สึกดีใจและภูมิใจที่อายุเท่านี้แต่สามารถดูแลตนเองได้ ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวได้ และมีความกล้าที่จะก้าวออกมาใช้ชีวิตด้วยตนเอง เป้าหมายต่อไปอยากเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นเพื่อนำมาต่อยอดกับการทำงานต่อไป สำหรับน้อง ๆ ที่ได้รับโอกาสนี้ อยากให้ตั้งใจทำให้ดี ทำในสิ่งที่ชอบและถนัด ไม่ย่อท้อ เพราะยังมีเด็กอีกหลายคนที่ยังขาดโอกาสนี้อีกมาก 

นายเมธัส แซ่โซ้ง หรือ น้องอาร์ท จบโครงการในรุ่น 3 และได้ร่วมงานกับไลอ้อนมาเป็นระยะเวลา 2 ปี กับตำแหน่งปัจจุบัน Dilution Control Operator เปิดความรู้สึกว่า การได้ร่วมโครงการนี้เป็นโอกาสที่ดีในชีวิต ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของคุณพ่อและคุณแม่ ตลอดเวลาที่เรียนแม้จะจากบ้านมาไกลแต่ยังมีพี่ ๆ น้อง ๆ ที่อยู่ด้วยกัน ทำให้รู้สึกไม่เหงา สิ่งที่ได้จากโครงการนี้ นอกจากการศึกษาในห้องเรียนแล้ว ยังได้ลงมือปฏิบัติหน้างาน แก้ไขหน้างานจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่หาไม่ได้ในห้องเรียน อยากฝากน้อง ๆ รุ่นต่อไป ถ้ามีโอกาสตรงหน้าแล้วให้คว้าเอาไว้ เพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน สำหรับที่นี่ให้ประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากห้องเรียนทั่วไป

นางสาวทิพยรัตน์ สมวงษ์ นักศึกษาในโครงการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ปี 3 กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้เข้าโครงการนี้ เพราะโครงการนี้ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองได้ สิ่งที่ได้รับจากที่นี่คือการได้เรียนรู้การใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ได้รับความรู้หลากหลายค่ะ ทั้งด้านทำงาน ด้านการเรียนรู้ ด้านการใช้ชีวิต ได้ลงมือปฏิบัติงานจริง 3 ปี กับที่นี่มีความสุขมาก ทุกคนไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการ อาจารย์ เพื่อน พี่ น้อง เป็นเหมือนคนในครอบครัว อยากฝากถึงน้อง ๆ ที่จะเข้าร่วมโครงการในรุ่นต่อ ๆ ไปว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีและให้โอกาสกับเรามาก ๆ สอนทุกอย่างให้กับเรา ทั้งวิชาชีพ วิชาชีวิต เป้าหมายหลังเรียนจบมีแผนจะศึกษาต่อในระดับ ปวส.

นายสุภนัย จิตต์อารี นักศึกษาในโครงการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ปี 3 กล่าวว่า ก่อนเข้าโครงการมีความลังเลว่าจะไปศึกษาต่อที่ไหน เมื่อได้ทราบว่ามีโครงการนี้จากครูแนะแนว มองว่าสามารถช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่าย และเมื่อเข้ามาเรียนสิ่งที่ได้รับคือทักษะที่มากกว่าคนอื่น เช่น การทำงาน ความคิด การเเก้ไขปัญหาหน้างานจริง จากประสบการณ์ของพี่ ๆ ที่ทำงานจริง เเละมีความเป็นผู้นำเเละกล้าพูดกล้าเเสดงออกในเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น จากที่ก่อนเป็นคนขี้อายมากไม่กล้าพูดต่อหน้าคนหมู่มาก สำหรับเป้าหมายในชีวิต หลังจากเรียนจบมีแผนจะทำงานต่อควบคู่ไปกับการส่งตัวเองเรียน เพื่อลดภาระของทางบ้าน อยากฝากถึงน้อง ๆ ทุกคนที่ได้รับโอกาสในครั้งนี้ ขอให้ตั้งใจเรียน ถึงจะเหนื่อยเเค่ไหนอยากทุกคนสู้ อย่ายอมเเพ้อะไรง่าย ๆ บางครั้งอาจจะคิดถึงที่บ้านที่ต้องจากครอบครัวมาเเต่เชื่อว่าถ้าเราจบจากโครงการนี้ไปได้เราจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เข้มแข็ง ครอบครัวน้อง ๆ ต้องภูมิใจในตัวเราอย่างแน่นอน

โครงการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ผลิตบุคลากรในสายอาชีพ มุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนไทย โดยนอกจากจะได้ความรู้ในการเรียนวิชาพื้นฐานสามัญ และวิชาชีพแล้ว สิ่งที่แตกต่างคือ มีการสอนวิชาทักษะการใช้ชีวิต ที่เน้นปลูกฝังด้านคุณธรรมและจริยธรรม ควบคู่กับการเรียนวิชาการ นอกจากการสนับสนุนทุนการศึกษายังให้สวัสดิการระหว่างเรียน ไม่ว่าจะเป็น ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าบำรุงการศึกษา อุปกรณ์การเรียน ชุดนักศึกษา ชุดปฏิบัติการ รถรับส่ง ค่าสาธารณูปโภค ค่าประกันอุบัติเหตุ ที่พัก และรวมถึงการใช้พื้นที่สวัสดิการพนักงาน อาทิ ห้องออกกำลังกาย ลานเล่นกีฬา พักผ่อนในสวนหย่อม เป็นต้น โดยเมื่อสำเร็จการศึกษาจะได้รับใบประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และได้ใบรับรองการผ่านงาน รวมทั้งยังมีโอกาสได้ร่วมงานกับบริษัทในอนาคต

ติดตามความเคลื่อนไหวและรายละเอียดรวมทั้งกิจกรรมต่าง ๆ เพิ่มเติมได้ทาง FB : LION Goodness Society และ http://www.lion.co.th

‘ทรูปลูกปัญญา’โชว์ไฮไลท์ศูนย์เรียนรู้ดิจิทัลเพื่อบุคคลออทิสติกและครอบครัวแห่งแรกในไทย

https://www.naewna.com/local/845509

‘ทรูปลูกปัญญา’โชว์ไฮไลท์ศูนย์เรียนรู้ดิจิทัลเพื่อบุคคลออทิสติกและครอบครัวแห่งแรกในไทย

‘ทรูปลูกปัญญา’โชว์ไฮไลท์ศูนย์เรียนรู้ดิจิทัลเพื่อบุคคลออทิสติกและครอบครัวแห่งแรกในไทย

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 13.47 น.

‘ทรูปลูกปัญญา-มูลนิธิออทิสติกไทย’เปิดบ้านต้อนรับคณะกรรมการ กสทช. โชว์ไฮไลท์ศูนย์เรียนรู้ดิจิทัลเพื่อบุคคลออทิสติกและครอบครัว แห่งแรกในประเทศไทย

4 ธันวาคม 2567 คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการ (แถวยืน ที่ 3 จากขวา) และ รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ กรรมการ (แถวยืน กลาง) เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตบุคคลออทิสติก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภารกิจของทรู คอร์ปอเรชั่น ที่มุ่งนำเทคโนโลยีลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสสู่ความยั่งยืน โดยร่วมกับ มูลนิธิออทิสติกไทย นำศักยภาพขององค์กร ทั้งนวัตกรรม เทคโนโลยีและทีมงาน ร่วมสนับสนุนเพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตกลุ่มบุคคลออทิสติกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 เพื่อเสริมสร้างโอกาสที่เท่าเทียมและช่วยให้บุคคลออทิสติกสามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี โดย  นายมนัสส์ มานะวุฒิเวช ประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (แถวยืน ที่ 3 จากซ้าย) ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านความเป็นเลิศทางธุรกิจและการศึกษา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (แถวยืน ที่ 2 จากซ้าย) และ นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (แถวยืน ที่ 2 จากขวา) พร้อมด้วย นายชูศักดิ์  จันทยานนท์ ประธานมูลนิธิออทิสติกไทย (แถวยืน ขวาสุด) ให้การต้อนรับและแบ่งปันองค์ความรู้การพัฒนากลุ่มเปราะบางที่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการ สวัสดิการ และการพัฒนาต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลออทิสติก

ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ทรูได้มีส่วนร่วมในการผลักดันโครงการสำคัญมากมาย เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชันออทิสติกเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ การพัฒนาแพลตฟอร์ม “Screening Tool for Person with Special Need” (STS) เพื่อสำรวจและคัดกรองบุคคลออทิสติกในพื้นที่ห่างไกล ให้สามารถลงทะเบียนรับการพัฒนาศักยภาพและเข้าถึงสวัสดิการรัฐได้อย่างสะดวก ทรูยังคงนำศักยภาพด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ต่อยอดการพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคคลออทิสติกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย สนับสนุนการจัดสร้าง Autism Digital Learning Center เป็นศูนย์พัฒนาทักษะดิจิทัลต้นแบบสำหรับบุคคลออทิสติก ที่มุ่งเน้นการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และเปิดโอกาสให้บุคคลออทิสติกและคอรบครัวได้เข้าถึงและพัฒนาทักษะดิจิทัล  นอกจากนี้ยังสร้างศูนย์ฝึกอาชีพเพื่อการทำงานสำหรับบุคคลออทิสติก เพื่อให้บุคคลออทิสติกและครอบครัว ได้เรียนรู้และอบรมทักษะอาชีพต่างๆ ที่เหมาะสม  เช่น การเป็นบาริสต้า การทำเบเกอรี่ งานศิลปะ และการสกรีน ที่ช่วยสร้างรายได้และความมั่นคงให้แก่บุคคลออทิสติกและครอบครัวอย่างยั่งยืน

ทรูได้เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ รณรงค์ให้สังคม เข้าใจข้อจำกัด และยอมรับศักยภาพบุคคลออทิสติก อันจะเป็นการส่งเสริมการอยู่กันในสังคมอย่างมีความสุข  ล่าสุด ในปีนี้  ทรูซีเจ ได้ผลิตภาพยนต์ซีรีย์ Good Doctor หมอหัวใจพิเศษ ที่เนื้อเรื่องสะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยะภาพอันโดดเด่นของบุคคลออทิสติก และซีรีย์เรื่องนี้กำลังเป็นกระแสและได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแรง ที่จะช่วยให้คนในสังคม ได้เข้าใจ ยอมรับ และเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนา และยกระดับคุณภาพชีวิตบุคคลออทิสติกอีกด้วย

ทั้งนี้ ทรูมุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการลดความเหลื่อมล้ำและเสริมศักยภาพให้กลุ่มเปราะบางทุกกลุ่ม โดยเฉพาะบุคคลออทิสติก เราเชื่อมั่นว่าด้วยเทคโนโลยีและการสนับสนุนที่เหมาะสม จะช่วยให้พวกเขามีพัฒนาการที่ดีขึ้น มีอาชีพ มีรายได้ และสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรีและยั่งยืนต่อไป

อว.หนุน ทปอ.ตั้ง ‘War Room TCAS’

https://www.naewna.com/local/845358

อว.หนุน ทปอ.ตั้ง ‘War Room TCAS’

อว.หนุน ทปอ.ตั้ง ‘War Room TCAS’

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ส่งผลกระทบให้นักเรียนในหลายพื้นที่ประสบปัญหาในการเดินทาง รวมถึงการเตรียมตัวเพื่อมาเข้าสอบ TGAT/TPAT 2-5 ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 7-9 และ 14 ธ.ค. 2567 นี้ ตนจึงได้หารือร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อหาทางช่วยเหลือนักเรียนทุกคนให้สามารถเข้าสอบได้อย่างเสมอภาค โดยได้มีการปรับเลื่อนวันสอบในบางสนามสอบ และจัดตั้ง “War Room TCAS” เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

โดยจะมีแนวทาง 4 แนวทางในการดำเนินการ ประกอบด้วย 1.ให้มีการเลื่อนวันสอบจำนวน 4 สนามสอบใน จ.ยะลา และนราธิวาส ได้แก่ สนามสอบโรงเรียนสตรียะลา (จ.ยะลา) สนามสอบโรงเรียนธรรมมูลนิธิ (จ.ยะลา) สนามสอบโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุง (จ.ยะลา) และสนามสอบมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ (จ.นราธิวาส) โดยระบบจะเลื่อนวันสอบให้ผู้สมัครใน 4 สนามสอบนี้โดยอัตโนมัติ เป็นวันที่ 21-23 ธ.ค. 2567 2.ให้สนามสอบใน จ.ปัตตานี จำนวน 3 สนามสอบ และ จ.สงขลา จำนวน 6 สนามสอบ ยังคงเปิดสอบตามปกติ 3.จัดตั้ง War Room TCAS เพื่อเกาะติดสถานการณ์และดูแลการจัดสอบในพื้นที่จังหวัดดังกล่าวเพื่อให้ผู้สมัครได้รับทราบข่าวสารอย่างต่อเนื่อง โดย ทปอ. จะรายงานข้อมูลให้ทราบเป็นรายวันผ่านช่องทาง www.mytcas.com และ FB : mytcas.com สำหรับผู้สมัครสอบที่มีปัญหาสามารถติดต่อ ทปอ. ผ่านทางโทรศัพท์ หรือ ช่องทาง inbox ของ FB : mytcas.com และ 4.อนุญาตให้ผู้สมัครในสนามสอบ จ.ปัตตานี และ จ.สงขลาที่อาจจะประสบปัญหาในการเดินทางมาเข้าสอบในวันที่ 7-9 ธ.ค. 2567สามารถลงทะเบียนย้ายวันสอบมาเป็นวันที่ 21-23 ธ.ค. 2567 ผ่านระบบ student.mytcas.com ได้ภายในวันที่ 5 ธ.ค. 2567 เวลา 24.00 น. ทั้งนี้ สนามสอบที่จัดให้ใหม่หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงจะเป็นสนามสอบใหม่โดย ทปอ. จะประกาศให้ทราบต่อไป

รายงานพิเศษ : ‘เครื่องคัดแยกซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์’ ต้นแบบ…‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ สู่ความยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/845353

รายงานพิเศษ : ‘เครื่องคัดแยกซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์’ ต้นแบบ...‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ สู่ความยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ‘เครื่องคัดแยกซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์’ ต้นแบบ…‘เศรษฐกิจหมุนเวียน’ สู่ความยั่งยืน

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดตัวเครื่องคัดแยกซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ผ่านกระบวนการทางความร้อน ประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นแห่งแรกในประเทศไทย พร้อมถ่ายทอดต้นแบบให้ภาคอุตสาหกรรมนำไปประยุกต์ใช้ มุ่งสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และสังคมคาร์บอนต่ำ สร้างความยั่งยืนให้ภาคอุตสาหกรรม ในงานสัมมนาวิชาการประจำปีของ กพร. Innovation in Raw Materials Conference 202 : Innovation Synergy Driving Circular Economy ผสานพลังนวัตกรรมนำความคิด ยกระดับเศรษฐกิจหมุนเวียน

ดร.อดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการ “Innovation in Raw Materials Conference 2024 : Innovation Synergy Driving Circular Economy ผสานพลังนวัตกรรมนำความคิดยกระดับเศรษฐกิจหมุนเวียน” ของ กพร. ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิล อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ โดยกล่าวว่า เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจยุคใหม่จึงได้ผลักดันเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์และมูลค่าเพิ่มสูงสุด ตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งสอดรับกับนโยบาย MIND ของ กระทรวงอุตสาหกกรรมที่มุ่งพัฒนา “อุตสาหกรรมดี อยู่คู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน” และสอดคล้องกับแนวคิดในการเปลี่ยนขยะเป็นทรัพยากร หรือที่เรียกว่า “การทำเหมืองแร่ในเมือง (Urban Mining)” ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาขยะหรือของเสียทั้งจากภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน สามารถสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับสังคม และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ จากการเปลี่ยน Waste to Value ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี

ที่ผ่านมา กพร. ได้ดำเนินการส่งเสริม พัฒนา และยกระดับผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้มีการประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในองค์กรอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน กพร. ได้สร้างสรรค์เทคโนโลยีรีไซเคิลและนวัตกรรมวัตถุดิบ รวมกว่า 85 ชนิด โดยได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ที่สนใจ เฉลี่ยกว่า 400 รายต่อปี สร้างธุรกิจใหม่ (Start-up) และช่วยยกระดับผู้ประกอบการ (หรือ Level-up) ให้มีความสามารถก้าวทันโลกและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ผลงานที่สำคัญในปีนี้ กพร. ได้ขยายผลและต่อยอดผลงานที่ผ่านมา จนกระทั่งได้ออกแบบและพัฒนา “เครื่องคัดแยกซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ผ่านกระบวนการทางความร้อน” โดยสามารถคัดแยกส่วนประกอบต่างๆ ในซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ผ่านกระบวนการทางความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถคัดแยกวัตถุดิบกลับมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่าร้อยละ 80ได้แก่ ลวดนำไฟฟ้า เศษกระจก และแผ่นซิลิกอนที่มีโลหะเงินเป็นองค์ประกอบ ซึ่งเครื่องคัดแยกนี้นับเป็นเครื่องจักรต้นแบบเครื่องแรกในประเทศไทย

“ความสำเร็จครั้งนี้ จะช่วยให้ กพร. เป็น “ศูนย์การเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีรีไซเคิลซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ครบวงจร” เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรีไซเคิลซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์และจะช่วยแก้ไขปัญหาซากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศที่จะมีปริมาณเพิ่มขึ้น จากหลักพันตันต่อปี เป็นหลักหมื่นตันต่อปี ภายในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า” ดร.อดิทัต กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างผลงานที่ประสบความสำเร็จในปีนี้ เช่น การออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ต้นแบบในการคัดแยก Black Mass และวัสดุจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเสื่อมสภาพที่ใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยสามารถคัดแยก Black Mass คุณภาพสูงจากแบตเตอรี่ฯ ได้กว่าร้อยละ 90 เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการรีไซเคิลโลหะต่อไป ซึ่งตอบโจทย์ที่ประเทศไทยกำลังมุ่งเน้นการเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle: EV) ในยุคยานยนต์สมัยใหม่ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตามรายงานของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) การพัฒนาวัตถุดิบคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่าแร่ โดยได้พัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยีการสังเคราะห์ซีโอไลต์ 13 เอ็กซ์ (Zeolite13X) จากหินพอตเทอรี สำหรับใช้เป็นวัสดุดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สำหรับอุตสาหกรรมผลิตก๊าซและอาหารแปรรูป จากหินพอตเทอรี 300 บาทต่อตัน เมื่อผลิตเป็น Zeolite13X จะมีราคากว่า 200,000 บาทต่อตัน การพัฒนาสถานประกอบการให้มีการประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในองค์กร เช่น การ Upcycle เศษไม้พาเลท และเศษไม้ Pressboard ที่ใช้ในการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า โดยนำมาผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์และของใช้ โดยผลการดำเนินงานในปีนี้ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ถึง 1,000 ล้านบาทต่อปี และได้มีส่วนร่วมในการลดคาร์บอนได้กว่า 19,600 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

สำหรับงานสัมมนาวิชาการ “Innovation Synergy Driving Circular Economy ผสานพลังนวัตกรรมนำความคิด ยกระดับเศรษฐกิจหมุนเวียน” ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันนวัตกรรมและเทคโนโลยีสู่การผลิตวัตถุดิบ (ทดแทน/ขั้นสูง) ในเชิงพาณิชย์ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาองค์กร โดยมีการบรรยายมาตรฐานใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน การสร้างนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และได้รับเกียรติจากบริษัทที่มีการดำเนินงานที่ดีในด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน มาร่วมบรรยาย และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมทั้งมีการเผยแพร่นวัตกรรมและผลงานวิจัยที่ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการเผยแพร่ตัวอย่างการดำเนินงานของสถานประกอบการที่มีการดำเนินการดีเด่นด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดเอกสารประกอบการสัมมนาหรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ HYPERLINK “https://innovation.dpim.go.th/” https://innovation.dpim.go.th

‘ท่องแดนซินโครตรอน’ สร้างแรงบันดาลใจ ผ่าน 10 ฐานทดลอง

https://www.naewna.com/local/845357

‘ท่องแดนซินโครตรอน’ สร้างแรงบันดาลใจ ผ่าน 10 ฐานทดลอง

‘ท่องแดนซินโครตรอน’ สร้างแรงบันดาลใจ ผ่าน 10 ฐานทดลอง

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) สร้างแรงบันดาลใจทางวิทยาศาสตร์แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาโรงเรียนจิตรลดา ผ่านกิจกรรม “ค่ายนักวิทยาศาสตร์น้อย…ท่องแดนซินโครตรอน” จัดเตรียมฐานการทดลองสนุกๆ ได้แก่ เรียนรู้การเดินทางของคลื่นเสียงจากฐานกระดิ่งในโหลแก้ว เรียนรู้ไฟฟ้าสถิตจากฐานเครื่องเปลี่ยนทรงผมสุดแนว ทดลองสร้างภูเขาไฟระเบิดจากสารเคมีใกล้ตัว เรียนรู้การเหนี่ยวนำสนามแม่เหล็ก ทำยาสีฟันช้างสร้างปริมาณฟองมหาศาลจากสารเคมีปริมาณน้อย วาดภาพเซลล์พืช ถอดรหัสลับจากสารละลายอินดิเคเตอร์ แข่งปลูกผลึกน้ำแข็งร้อนให้สูงกว่าใคร เรียนรู้สเปกตรัมของแสง และทดลองแยกสเปกตรัมของแสง

รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการ SLRI เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ค่ายนักวิทยาศาสตร์น้อย…ท่องแดนซินโครตรอน” ให้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนจิตรลดา จำนวน 106 คน ในโอกาสนี้ ดร.ประพงษ์ คล้ายสุบรรณ์ ประธานคณะทำงานจัดกิจกรรมศึกษาเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนสำหรับโรงเรียนจิตรลดา และรองผู้อำนวยการพัฒนาเครื่องกำเนิดแสงสยาม 2 ได้บรรยายพิเศษเรื่อง “แสงซินโครตรอน…ลำแสงสุดล้ำ” เพื่อเปิดมุมมองเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้แก่นักเรียนในค่าย

สถาบันฯ ได้จัดฐานการทดลองสำหรับนักเรียนในค่ายทั้งหมด 10 ฐานการทดลองเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียน ได้แก่ “ฐานกระดิ่งในโหลแก้ว” เพื่อเรียนรู้การเดินทางของคลื่นเสียงจากการฟังความดังของเสียงกระดิ่งในโหลแก้วที่ค่อยๆ ถูกปั๊มอากาศออก, “ฐานเครื่องเปลี่ยนทรงผมสุดแนว” เพื่อเรียนรู้เรื่องไฟฟ้าสถิตจากทรงผมที่เปลี่ยนไปเมื่อสัมผัสเครื่องฟานเดอกราฟฟ์, “ฐานภูเขาไฟระเบิด” สร้างภูเขาไฟจำลองจากปฏิกิริยาเคมีของสารเคมีในครัวอย่างผงฟู น้ำยาล้างจาน สีผสมอาหาร และน้ำส้มสายชู, “ฐานท่อถ่วงเวลา”เรียนรู้กฎการเหนี่ยวนำของไมเคิล ฟาราเดย์ จากการทดลองปล่อยแม่เหล็กลงท่อทองแดง แล้วจับเวลาการตกของแม่เหล็ก, “ฐานยาสีฟันช้าง” สร้างปริมาณฟองมหาศาลจากการเร่งปฏิกิริยาเคมีในน้ำยาล้างจานด้วยสารเคมีปริมาณเล็กน้อย, “ฐานสิ่งมีชีวิตจิ๋วรอบตัวเรา” ขยายมุมมองโลกสิ่งมีชีวิตจิ๋วด้วยกล้องจุลทรรศน์ความละเอียดสูง, “ฐานถอดรหัสลับ” เพื่อเรียนรู้สารที่เป็นกรด-เบส และสารละลายอินดิเคเตอร์ที่ใช้บอกความเป็นกรด-เบส, “ฐาน Elsa Trick” เพื่อเรียนรู้การตกผลึกแบบคายความร้อนจากสารละลายอิ่มตัวยิ่งยวด ด้วยการแข่งขันสร้างผลึกน้ำแข็งให้สูงกว่าคู่แข่ง, “ฐานสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า” เพื่อเรียนรู้สเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากจากชุดสาธิตแสงที่แยกแสงสีขาวเป็นสีต่างๆ เมื่อเดินทางผ่านปริซึม และส่องดูความร้อนที่ปล่อยจากสิ่งต่างๆ รอบตัวผ่านกล้องอินฟราเรด รวมถึงแยกธนบัตรจริงหรือปลอมด้วยไฟฉายแสงอัลตราไวโอเลต, และฐานสุดท้าย “รุ้งกระป๋อง”ทดลองแยกสเปกตรัมแสงด้วยกระป๋องขนม สังเกตแสงรุ้งในกระป๋องเมื่อสองแสงขาวหรือแสงสีอื่นๆ จากหลอดไฟ LED สีแสง สีเขียว และสีน้ำเงิน

นอกจากกิจกรรมฐานการทดลองต่างๆ แล้ว นักเรียนในค่ายยังได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการแสงสยาม ซึ่งมีทีมนักวิทยาศาสตร์และนักฟิสิกส์เครื่องเร่งอนุภาคนำชม แล้วปิดท้ายด้วยการแสดงโชว์วิทยาศาสตร์แสนสนุก (SLRI Science Show) โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ของสถาบันฯ แสดงความมหัศจรรย์ของไนโตรเจนเหลวเมื่อสัมผัสวัตถุต่างๆ และการแสดงฟองสบู่ยักษ์ตระการตาสอดแทรกความรู้ทางวิทยาศาสตร์เรื่อง “แรงตึงผิว”

ทั้งนี้ สถาบันฯ และโรงเรียนจิตรลดา ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน การทำวิจัยของครูและโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียน โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีซินโครตรอนและสาขาวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งร่วมกันพัฒนาบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์ให้กับประเทศ และสร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้เยาวชนมีเจตนคติที่ดีต่อวิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมสนับสนุนทางวิชาการ การฝึกอบรม การจัดกิจกรรม ผลักดันโครงการวิทยาศาสตร์และค่ายวิทยาศาสตร์ และพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง