‘ท่องแดนซินโครตรอน’ สร้างแรงบันดาลใจ ผ่าน 10 ฐานทดลอง

https://www.naewna.com/local/845357

‘ท่องแดนซินโครตรอน’ สร้างแรงบันดาลใจ ผ่าน 10 ฐานทดลอง

‘ท่องแดนซินโครตรอน’ สร้างแรงบันดาลใจ ผ่าน 10 ฐานทดลอง

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) สร้างแรงบันดาลใจทางวิทยาศาสตร์แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาโรงเรียนจิตรลดา ผ่านกิจกรรม “ค่ายนักวิทยาศาสตร์น้อย…ท่องแดนซินโครตรอน” จัดเตรียมฐานการทดลองสนุกๆ ได้แก่ เรียนรู้การเดินทางของคลื่นเสียงจากฐานกระดิ่งในโหลแก้ว เรียนรู้ไฟฟ้าสถิตจากฐานเครื่องเปลี่ยนทรงผมสุดแนว ทดลองสร้างภูเขาไฟระเบิดจากสารเคมีใกล้ตัว เรียนรู้การเหนี่ยวนำสนามแม่เหล็ก ทำยาสีฟันช้างสร้างปริมาณฟองมหาศาลจากสารเคมีปริมาณน้อย วาดภาพเซลล์พืช ถอดรหัสลับจากสารละลายอินดิเคเตอร์ แข่งปลูกผลึกน้ำแข็งร้อนให้สูงกว่าใคร เรียนรู้สเปกตรัมของแสง และทดลองแยกสเปกตรัมของแสง

รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการ SLRI เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ค่ายนักวิทยาศาสตร์น้อย…ท่องแดนซินโครตรอน” ให้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนจิตรลดา จำนวน 106 คน ในโอกาสนี้ ดร.ประพงษ์ คล้ายสุบรรณ์ ประธานคณะทำงานจัดกิจกรรมศึกษาเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนสำหรับโรงเรียนจิตรลดา และรองผู้อำนวยการพัฒนาเครื่องกำเนิดแสงสยาม 2 ได้บรรยายพิเศษเรื่อง “แสงซินโครตรอน…ลำแสงสุดล้ำ” เพื่อเปิดมุมมองเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้แก่นักเรียนในค่าย

สถาบันฯ ได้จัดฐานการทดลองสำหรับนักเรียนในค่ายทั้งหมด 10 ฐานการทดลองเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียน ได้แก่ “ฐานกระดิ่งในโหลแก้ว” เพื่อเรียนรู้การเดินทางของคลื่นเสียงจากการฟังความดังของเสียงกระดิ่งในโหลแก้วที่ค่อยๆ ถูกปั๊มอากาศออก, “ฐานเครื่องเปลี่ยนทรงผมสุดแนว” เพื่อเรียนรู้เรื่องไฟฟ้าสถิตจากทรงผมที่เปลี่ยนไปเมื่อสัมผัสเครื่องฟานเดอกราฟฟ์, “ฐานภูเขาไฟระเบิด” สร้างภูเขาไฟจำลองจากปฏิกิริยาเคมีของสารเคมีในครัวอย่างผงฟู น้ำยาล้างจาน สีผสมอาหาร และน้ำส้มสายชู, “ฐานท่อถ่วงเวลา”เรียนรู้กฎการเหนี่ยวนำของไมเคิล ฟาราเดย์ จากการทดลองปล่อยแม่เหล็กลงท่อทองแดง แล้วจับเวลาการตกของแม่เหล็ก, “ฐานยาสีฟันช้าง” สร้างปริมาณฟองมหาศาลจากการเร่งปฏิกิริยาเคมีในน้ำยาล้างจานด้วยสารเคมีปริมาณเล็กน้อย, “ฐานสิ่งมีชีวิตจิ๋วรอบตัวเรา” ขยายมุมมองโลกสิ่งมีชีวิตจิ๋วด้วยกล้องจุลทรรศน์ความละเอียดสูง, “ฐานถอดรหัสลับ” เพื่อเรียนรู้สารที่เป็นกรด-เบส และสารละลายอินดิเคเตอร์ที่ใช้บอกความเป็นกรด-เบส, “ฐาน Elsa Trick” เพื่อเรียนรู้การตกผลึกแบบคายความร้อนจากสารละลายอิ่มตัวยิ่งยวด ด้วยการแข่งขันสร้างผลึกน้ำแข็งให้สูงกว่าคู่แข่ง, “ฐานสเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า” เพื่อเรียนรู้สเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากจากชุดสาธิตแสงที่แยกแสงสีขาวเป็นสีต่างๆ เมื่อเดินทางผ่านปริซึม และส่องดูความร้อนที่ปล่อยจากสิ่งต่างๆ รอบตัวผ่านกล้องอินฟราเรด รวมถึงแยกธนบัตรจริงหรือปลอมด้วยไฟฉายแสงอัลตราไวโอเลต, และฐานสุดท้าย “รุ้งกระป๋อง”ทดลองแยกสเปกตรัมแสงด้วยกระป๋องขนม สังเกตแสงรุ้งในกระป๋องเมื่อสองแสงขาวหรือแสงสีอื่นๆ จากหลอดไฟ LED สีแสง สีเขียว และสีน้ำเงิน

นอกจากกิจกรรมฐานการทดลองต่างๆ แล้ว นักเรียนในค่ายยังได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการแสงสยาม ซึ่งมีทีมนักวิทยาศาสตร์และนักฟิสิกส์เครื่องเร่งอนุภาคนำชม แล้วปิดท้ายด้วยการแสดงโชว์วิทยาศาสตร์แสนสนุก (SLRI Science Show) โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ของสถาบันฯ แสดงความมหัศจรรย์ของไนโตรเจนเหลวเมื่อสัมผัสวัตถุต่างๆ และการแสดงฟองสบู่ยักษ์ตระการตาสอดแทรกความรู้ทางวิทยาศาสตร์เรื่อง “แรงตึงผิว”

ทั้งนี้ สถาบันฯ และโรงเรียนจิตรลดา ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน การทำวิจัยของครูและโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียน โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีซินโครตรอนและสาขาวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งร่วมกันพัฒนาบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์ให้กับประเทศ และสร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้เยาวชนมีเจตนคติที่ดีต่อวิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พร้อมสนับสนุนทางวิชาการ การฝึกอบรม การจัดกิจกรรม ผลักดันโครงการวิทยาศาสตร์และค่ายวิทยาศาสตร์ และพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง

มมส จัด ‘Esports in Schools’ ปูทางเยาวชนรุ่นใหม่ ยกระดับสู่วงการอีสปอร์ต

https://www.naewna.com/local/845355

มมส จัด ‘Esports in Schools’ ปูทางเยาวชนรุ่นใหม่ ยกระดับสู่วงการอีสปอร์ต

มมส จัด ‘Esports in Schools’ ปูทางเยาวชนรุ่นใหม่ ยกระดับสู่วงการอีสปอร์ต

วันพุธ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และบริษัทปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) จัดโครงการ “Esports in Schools” กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ และทัศนคติที่ดีต่ออาชีพในวงการอีสปอร์ตให้แก่นักเรียน ครู รวมถึงผู้ปกครอง ไปยังโรงเรียนทั่วประเทศ โดยมี รศ.ดร.จันทิมา พลพินิจ คณบดีคณะวิทยาการสารสนเทศ มมสกล่าวต้อนรับ และ นายประดิษฐ์ คงภูงา ผู้จัดการสาขาภาคอีสานตอนกลาง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ผศ.สุวิชัย พรรษา ประธานหลักสูตร วท.บ.สื่อนฤมิต คณะวิทยาการสารสนเทศ นำนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่มีผลงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเกม อีสปอร์ต หรือดิจิทัลคอนเทนต์ เข้าร่วมกิจกรรม ณ ห้องฉายภาพยนตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

สำหรับงาน “Esports in Schools” จัดขึ้นเพื่อยกระดับทักษะเยาวชน เด็ก และ นักศึกษาไทยในการเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตที่มีคุณภาพและสามารถเข้าแข่งขันในวงการได้ตลอดจนเพื่อสร้างความตระหนักรู้ความเข้าใจต่อ ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ ในความสำคัญและเส้นทางที่อาชีพหลากหลายในวงการอีสปอร์ต และ แรงบันดาลใจให้กับเด็ก เยาวชนผู้สนใจในอุตสาหกรรมอีสปอร์ต และเป็นการเพิ่มโอกาสและประสบการณ์ต่อยอดสู่การประกอบอาชีพในวงการอุตสาหกรรมอีสปอร์ต

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับฟัง Inspiration Talk กับ eSports Influencer : ในหัวข้อ “eSports เล่นเกมให้เป็นงาน” โดยวิทยากร และInfluencer ชื่อดังด้าน eSports ก่อนที่จะเริ่มการแข่งขัน depa eSports Daily Tournament พร้อมประกาศผล และมอบรางวัล โดยมีผลการตัดสิน ดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม MSU Esport จาก มมส, รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ ทีมรวมไทยสร้างชาติจากโรงเรียนสารคามพิทยาคม จ.มหาสารคาม, รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ ทีม Gland Lake จาก มมส และ ทีม เจอทีมีหวั่น byลูกอ๊อด จากโรงเรียนสารคามพิทยาคม

รศ.ดร.จันทิมา พลพินิจ คณบดีคณะวิทยาการสารสนเทศ กล่าวว่าคณะฯ ได้ให้ความสำคัญในการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในด้าน Esports ให้ควบคู่ไปกับการเรียนการสอน สร้างแรงบันดาลใจ และสร้างทัศนคติที่ดีสำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา ให้ก้าวไปสู่อุตสาหกรรมและอาชีพในอนาคต ตลอดจน มุ่งส่งเสริมบุคลากรด้าน Esports เพื่อผลิตคนรองรับตลาดในอนาคต โดยกิจกรรมในวันนี้ เป็นโอกาสสำคัญของการให้ความรู้กับ คุณครู อาจารย์ และเยาวชน ส่งเสริมให้วงการอีสปอร์ตเติบโตอย่างมีคุณภาพ

ทม.หัวหิน เปิดอบรมดนตรี-นาฎศิลป์ เตรียมรำถวายสักการะบูรพมหากษัตริย์ไทย 5 ธ.ค.นี้

https://www.naewna.com/local/845420

ทม.หัวหิน เปิดอบรมดนตรี-นาฎศิลป์ เตรียมรำถวายสักการะบูรพมหากษัตริย์ไทย 5 ธ.ค.นี้

ทม.หัวหิน เปิดอบรมดนตรี-นาฎศิลป์ เตรียมรำถวายสักการะบูรพมหากษัตริย์ไทย 5 ธ.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 21.30 น.

‘ทม.หัวหิน’เปิดอบรมดนตรี-นาฎศิลป์ เตรียมรำถวายสักการะบูรพมหากษัตริย์ไทย 5 ธ.ค.นี้

เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.67 ที่บ้านเพชรสำราญ อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เป็นประธานพิธีเปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการดนตรี-นาฏศิลป์ท้องถิ่น “เทิดไท้สมเด็จบูรพกษัตริย์ไทย ครั้งที่ 8” มี Mr.Brian Anderson นายกสโมสรโรตารีรอยัลหัวหิน นางทิพวรรณ สุทัศน์ ประธานศูนย์การเรียนรู้ดนตรี-นาฏศิลป์ท้องถิ่น เทศบาลเมืองหัวหิน นางประเสริฐศรี จอกกระจาย ประธานชมรมนาฏศิลป์เมืองปราณบุรี คณะผู้บริหารเทศบาลฯ คณะกรรมการและสมาชิกศูนย์การเรียนรู้ฯ วิทยากร คณะครู และแขกผู้มีเกียรติร่วมในพิธี พร้อมชมการรำถวายสักการะบูรพกษัตริย์ประกอบบรรเลงดนตรีไทยจากนักเรียนที่เข้ารับการอบรม

การอบรมเชิงปฏิบัติการดนตรี-นาฏศิลป์ท้องถิ่น ในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 ธ.ค.67 เพื่อถวายความจงรักภักดีต่อบูรพากษัตริย์ไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคี การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ดนตรีไทย และนาฏศิลป์ไทย และปลูกฝังส่งเสริมและพัฒนาให้นักเรียนในท้องถิ่น สำนึกรักบ้านเกิด มองเห็นคุณค่าทางวัฒนธรรมของชาติที่สวยงาม มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพร้อมที่จะใช้ศักยภาพของตนเองทดแทนบุญคุณแผ่นดิน โดยมีโรงเรียนในพื้นที่ จ.ประจวบฯ เข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 7 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนสาธิตเทศบาลบ้านหัวหิน, โรงเรียนเทศบาลเขาพิทักษ์, โรงเรียนเทศบาลวัดหนองแก, โรงเรียนบ้านห้วยมงคล, โรงเรียนหนองพลับวิทยา, โรงเรียนบ้านสามร้อยยอดบุญรักษ์อุทิศ และโรงเรียนบ้านเนินกรวด และวิทยากรผู้ให้ความรู้แยกตามความถนัดจากโรงเรียนต่างๆ รวมผู้เข้ารับการอบรมทั้งสิ้น 85 คน

โดยในวันที่ 4 ธ.ค.67 จะเป็นการฝึกซ้อมใหญ่การบรรเลงดนตรีไทย และในวันที่ 5 ธ.ค.67 จะเป็นการบรรเลงดนตรีไทยท้องถิ่นในจังหวัดประจวบฯ ประกอบการรำถวายสักการะบูรพกษัตริย์ ณ อุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน และในปีนี้ได้มีการประพันธ์บทเพลงชื่อเพลง นจคีตาคาราว สตมราชานุสรณีย์ ประพันธ์คำร้องโดย นายพันธกานต์ ใบเทศ ทำนองโดย นายนิพนธ์ กล่อมบรรจง และ นายสามารถ เกิดมงคล เพื่อประกอบการรำถวายสักการะบูรพกษัตริย์ โดยมีนางรำจิตอาสาในชุดไทยสวยงามจากศูนย์การเรียนรู้ดนตรี-นาฏศิลป์ท้องถิ่น เทศบาลเมืองหัวหิน และพื้นที่ใกล้เคียงเข้าร่วมรำถวาย พร้อมทั้งมีการแสดงจินตลีลาประกอบเพลงธงชาติจากนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งสิ้นกว่า 1,000 คน

‘สำนักงานอัยการสูงสุด’จัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ’สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

https://www.naewna.com/local/845369

'สำนักงานอัยการสูงสุด'จัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ'สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ'

‘สำนักงานอัยการสูงสุด’จัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ’สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ’

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 18.35 น.

สำนักงานอัยการสูงสุด จัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธันวาคม 2567

สำนักงานอัยการสูงสุด จัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธันวาคม 2567 เผยแพร่พระกรณียกิจด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก รวมถึงโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมให้สามารถกลับคืนสู่สังคมและใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

นายบัญชา เขียวต่าย เลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เมื่อครั้งทรงดำรงตำแหน่งเป็นพนักงานอัยการ ได้ทรงตระหนักถึงการพัฒนากระบวนการยุติธรรมบนหลักการและแนวคิดที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ไม่จำกัดเฉพาะในส่วนของสำนักงานอัยการสูงสุดแต่ยังมุ่งสร้างองค์ความรู้ ความเชื่อมโยง และประสานความร่วมมือของแต่ละองค์กรในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้สามารถอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง และเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 7 ธันวาคม 2567 ที่ใกล้จะมาถึงนี้ สำนักงานอัยการสูงสุด จึงได้จัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติฯ ขึ้น เพื่อเผยแพร่พระกรณียกิจด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมและน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ

โดยกิจกรรมดังกล่าวประกอบด้วย พิธีลงนามถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการฝ่ายอัยการและบุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุดเข้าร่วมในพิธี และกิจกรรมเสวนาวิชาการในหัวข้อ “Empowering Voices : เสริมพลังเสียงกลุ่มเปราะบาง สู่การเปลี่ยนแปลง” โดยได้รับเกียรติจากนางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม, ดร.เมทินี พงษ์เวช เลขาธิการสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ, นางสุดา สุหลง รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว และนางสาวขวัญข้าว คงเดชา นักวิชาการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และมีนางสันทนี ดิษยบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการสถาบันนิติวัชร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา นำเสนอพระกรณีกิจด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จนได้รับการขนานพระนามว่า “เจ้าหญิงนักกฎหมาย” ทรงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันยุทธศาสตร์ต้นแบบและมาตรการเชิงปฏิบัติของสหประชาชาติในการขจัดความรุนแรงต่อเด็กและผู้หญิงในด้านการป้องกันอาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการขจัดความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็ก รวมถึงโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมให้สามารถกลับคืนสู่สังคมและใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข กิจกรรมน้อมใจถวายพระพรผ่านการพับนกกระเรียน และกิจกรรมตอบคำถามเพื่อรับของที่ระลึก

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคลและชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้ระหว่างวันที่ 2 – 6 ธันวาคม 2567 ณ บริเวณโถงรับรอง และห้องประชุม 120 ปี ชั้น 1 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

– 006

มทร.พ.ได้รับการยกย่อง ตั้งเป้าใช้ไข่ไก่จากฟาร์มเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง ครอบคลุมทุกวิทยาเขตภายในปี 2028

https://www.naewna.com/local/845219

มทร.พ.ได้รับการยกย่อง ตั้งเป้าใช้ไข่ไก่จากฟาร์มเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง ครอบคลุมทุกวิทยาเขตภายในปี 2028

มทร.พ.ได้รับการยกย่อง ตั้งเป้าใช้ไข่ไก่จากฟาร์มเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง ครอบคลุมทุกวิทยาเขตภายในปี 2028

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 11.57 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้รับการยกย่องในความมุ่งมั่น ตั้งเป้าใช้ไข่ไก่จากฟาร์มเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง หรือ Cage-Free 100% ครอบคลุมทุกวิทยาเขตภายในปี 2028

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (RMUTP) สถาบันการศึกษาชั้นนำด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ ประกาศเจตนารมณ์ในการจัดหาไข่ไก่จากฟาร์มเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง หรือ Cage-Free 100% ครอบคลุมทุกวิทยาเขต ภายในปี 2028 ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นภายใต้การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับ Lever Foundation องค์กรเอกชนเพื่อสาธารณประโยชน์ระดับโลก หรือ NGO โดยพิธีลงนามจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2024 ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ในการขับเคลื่อนมาตรฐานด้านอาหารอย่างมีจริยธรรมและยั่งยืน สร้างภาพลักษณ์ให้เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำที่คำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อม

ภายใต้การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ Lever Foundation จะให้การสนับสนุนด้านคำปรึกษาและการฝึกอบรมแก่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เพื่อส่งเสริมการจัดหาไข่ไก่จากฟาร์มเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง หรือ Cage-Free 100% ในวิทยาเขตทั้ง 4 แห่ง ที่รองรับนักศึกษากว่า 12,000 คน และบุคลากรเกือบ 500 คน โดยมหาวิทยาลัยตั้งเป้าที่จะใช้ความร่วมมือนี้ในการเผยแพร่ความรู้ด้านการผลิตไข่ไก่จากฟาร์มเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง ให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคส่วนต่าง ๆ  

ดร.ณัฐวรพล รัชสิริวัชรบุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กล่าวถึงความตั้งใจในการยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนว่า “ภายในปี 2028 ไข่ไก่ทั้งหมดที่ใช้ในโรงอาหารทุกวิทยาเขตของมหาวิทยาลัย ทั้งในรูปแบบไข่เปลือกและไข่เหลว จะต้องเป็นไข่ไก่มาจากฟาร์มเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง หรือ Cage-Free 100% ซึ่งนโยบายนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยในการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์และตอบสนองต่อความต้องการของนักศึกษาและบุคลากรในการบริโภคสินค้าที่มีจริยธรรมมากยิ่งขึ้น”

ด้าน นายนิค คูนีย์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Lever Foundation กล่าวชื่นชมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ว่า “การแสดงความเป็นผู้นำของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครในการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์และความยั่งยืนในภาคการศึกษานั้นถือเป็นแบบอย่างที่น่ายกย่อง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้สถาบันการศึกษาอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ตระหนักและดำเนินตาม”

การผลิตไข่ไก่จากฟาร์มเลี้ยงแบบไม่ใช้กรง หรือ Cage-Free 100% เป็นการเลี้ยงไก่ในสภาพแวดล้อมภายในที่เปิดโล่ง ทำให้ไก่เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ซึ่งส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์และลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางอาหารอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการเลี้ยงในกรง โดยผลการวิจัยของหน่วยงานความปลอดภัยอาหารแห่งสหภาพยุโรป (European Food Safety Authority – EFSA) ชี้ว่า ฟาร์มไข่ไก่แบบไม่ใช้กรง มีอัตราการปนเปื้อนของเชื้อซัลโมเนลลาที่ต่ำกว่าฟาร์มเลี้ยงกรงถึง 25 เท่า และ EFSA ยังแนะนำให้ใช้การผลิตไข่ในระบบแบบไม่ใช้กรงเท่านั้น นอกจากนี้ แนวโน้มการบริโภคในปัจจุบันยังสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคหันมาลดการบริโภคไข่เพื่อสนับสนุนสวัสดิภาพไก่ไข่อย่างต่อเนื่อง

เกี่ยวกับ Lever Foundation

Lever Foundation เป็นองค์กรเอกชนเพื่อสาธารณประโยชน์ระดับโลก หรือ NGO ที่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานทั่วเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ โดยมุ่งเน้นการร่วมมือกับบริษัทชั้นนำในการปรับปรุงกระบวนการจัดหาโปรตีนเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความเป็นมนุษยธรรม ปลอดภัย และยั่งยืนยิ่งขึ้น พร้อมเน้นการพัฒนาการจัดหาโปรตีนจากสัตว์ที่ได้รับการดูแลอย่างดีและโปรตีนทางเลือกที่ผลิตขึ้นภายใต้มาตรฐานสากล

‘ม.นเรศวร’ตั้งห้องปฏิบัติการ‘สัตว์ทดลอง’ ผุดงานบริการ‘วิจัยยา’มุ่งสู่ฮับพัฒนายารักษาโรคใหม่อาเซียน

https://www.naewna.com/local/845216

‘ม.นเรศวร’ตั้งห้องปฏิบัติการ‘สัตว์ทดลอง’ ผุดงานบริการ‘วิจัยยา’มุ่งสู่ฮับพัฒนายารักษาโรคใหม่อาเซียน

‘ม.นเรศวร’ตั้งห้องปฏิบัติการ‘สัตว์ทดลอง’ ผุดงานบริการ‘วิจัยยา’มุ่งสู่ฮับพัฒนายารักษาโรคใหม่อาเซียน

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 11.48 น.

‘ม.นเรศวร’จับมือ‘บริษัท วีลาล่า-INVITROCUE PTE LTD’ จัดตั้งห้องปฏิบัติการ‘สัตว์ทดลอง’ระดับก่อนคลินิก เตรียมผุดงานบริการ‘วิจัยยา’ชนิดใหม่ และหลักสูตรอบรมบุคลากรรองรับ ตั้งเป้าเป็นฮับด้านการวิจัยและพัฒนายาในการรักษาโรคใหม่ของอาเซียน

2 ธันวาคม 2567 มหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) โดย รศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ แทนธานี รักษาราชการแทนอธิการบดี  ร่วมกับ บริษัท วีลาล่า โดย ดร.พงษธร โชติเกษมศรี ประธานกรรมการบริหาร และ INVITROCUE PTE LTD โดย Dr.Her Zhisheng Associate Director, Technology ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการจัดตั้งห้องปฏิบัติการสัตว์ทดลองระดับก่อนคลินิกตามมาตรฐานสากลเพื่อสนับสนุนการวิจัยในไทยให้สามารถพัฒนายารักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และง่ายขึ้น อีกทั้งยังเพื่อดึงลูกค้างานวิจัยจากทั่วโลกให้มาใช้งานบริการทดสอบสัตว์ทดลองในไทย

รศ.ดร.ศรินทร์ทิพย์ กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้มหาวิทยาลัยนเรศวร บริษัท วีลาล่า และ INVITROCUE PTE LTD จะได้แลกเปลี่ยนความรู้วิชาการผ่านการสัมมนาหรือการประชุมเชิงวิชาการ นอกจากนี้ยังได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการทดสอบและพัฒนายาใหม่ในระดับก่อนคลินิก ตลอดจนความร่วมมือทางด้านการพัฒนาบุคลากร โดยร่วมกันเสนอหลักสูตร การอบรมบุคลากรรองรับการบริการทดสอบระดับก่อนคลินิก เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากร ให้มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่เหมาะสมกับการปฏิบัติงานและความก้าวหน้าทางการทดสอบวิจัยที่เกี่ยวข้องการทดสอบยา วัคซีน เครื่องมือแพทย์ สารแต่งเติมในอาหาร เครื่องสำอาง อาหารใหม่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยาสัตว์ สารชีวภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ใน ครัวเรือน รวมถึงเคมีเกษตรและเคมีอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือทางด้านงานบริการ โดยทาง มน. และทั้ง 2 บริษัทฯ จะร่วมมือกันในการใช้ประโยชน์จากข้อมูล ข้อสนเทศ เครื่องมือ อุปกรณ์ สถานที่ตลอดจนปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้การดำเนินงานในโครงการต่างๆ บรรลุเป้าหมาย โดยมีระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่  2 ธันวาคม 2567 และสิ้นสุดในวันที่ 2 ธันวาคม 2570

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมซึ่งประกอบไปด้วยผู้บริหารของมหาวิทยาลัย ได้แก่ รองอธิการบดี คณบดีคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และผู้บริหารจากส่วนงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แสดงความคิดเห็นร่วมกันว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะ จะเกิดประโยชน์ขึ้นทั้งสองทาง คือ ประโยชน์ต่อคนไข้โดยตรง และประโยชน์ต่อการวิจัยมะเร็ง ซึ่งหากประสบความสำเร็จ ในส่วนของมหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งมีโรงพยาบาลที่ดูแลรักษาคนไข้มะเร็งในพื้นที่ได้แก่ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร และโรงพยาบาลพระพุทธชินราช รองรับอยู่แล้ว ทั้งนี้ในการทดลองที่ผ่านมา กว่าที่คนไข้มะเร็งจะได้รับยาที่ตอบสนองกับตัวเองอย่างเหมาะสมนั้น ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายสูงมาก และในระหว่างรอ ก็จะยิ่งที่ทำให้การรักษายากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นโมเดลทางคลินิกในเรื่องการของการทดสอบการตอบสนองต่อยาของ บริษัท วีลาล่า จึงจะส่งผลดีต่อคนไข้

“รูปธรรมตรงนี้จะสามารถพัฒนาต่อยอดไปเป็น ศูนย์รักษามะเร็งภาคเหนือตอนล่าง ที่เป็นหลักให้กับประเทศได้ และขอให้หาวิธีการที่จะทำอย่างไรให้คนไข้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ในราคาที่รับได้ ในส่วนของ มน.เอง ก็มีนักวิจัยที่ทำงานด้านนี้ค่อนข้างมากและมีคอนเนกชั่นกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่จะมาช่วยสนับสนุนและขยายงานวิจัยด้านมะเร็งได้ในหลายมิติมาก ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับคนไทยทั้งประเทศ”

ด้าน ดร.พงษธร โชติเกษมศรี กล่าวเสริมว่า จากความเห็นดังกล่าวข้างต้นนั้น ได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักของ บริษัทวีลาล่า ที่ต้องการให้คนไทยได้เข้าถึงเทคโนโลยี โดยเราได้วางแผนไว้ว่า หากทางมน. มีโครงการวิจัยอะไร ก็สามารถมาคุยกับเราได้ และอาจจะขอทุนร่วมกันจากภาครัฐ เพื่อทำให้โครงการนี้สามารถขยายผลให้สามารถใช้งานได้ในวงกว้างที่ใหญ่ขึ้น นอกจากนี้ เรายังมีความตั้งใจในเรื่องของการพัฒนาบุคลากร โดยในปี 2568 เราจะนำร่องโดยการจ้างพนักงานเพิ่มเติมซึ่งเป็นเด็กจบใหม่ในพื้นที่จำนวน 6-20 คน ขณะเดียวกันในส่วนนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเอง เราก็จะให้มีการอบรมในเรื่องของเทคโนโลยี เพื่ออัปเดตกับนักวิจัยต่างชาติและงานวิจัยระดับโลกในทุกไตรมาส

“เราได้ไปดูศูนย์สัตว์ทดลองของมหาวิทยาลัยฯ มาแล้ว จึงเห็นถึงความพร้อมและมาตรฐาน และมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการใช้งานของภาคเอกชน เราได้วางเป้าหมายจะพัฒนาที่นี่ให้เป็นฮับงานวิจัยและพัฒนายาในการรักษาโรคใหม่ เนื่องจากมน.มีความพร้อมในทุกด้านที่จะสามารถทำได้” ดร.พงษธร กล่าว

คุรุสภา เตรียมพร้อมจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ.2568

https://www.naewna.com/local/845040

คุรุสภา เตรียมพร้อมจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ.2568

คุรุสภา เตรียมพร้อมจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ.2568

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จัดประชุมคณะกรรมการประชาสัมพันธ์งานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ.2568 โดย รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ เป็นประธานการประชุม โดยมีวาระสำคัญ เรื่องการดำเนินงานและแผนการประชาสัมพันธ์งานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ.2568 อาทิ การจัดทำหนังสือที่ระลึกวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ.2568 การแต่งตั้งคณะกรรมการจัดประกวดสปอตโทรทัศน์วันครู ประจำปี 2568 การประกวดเรียงความ การส่งการ์ดความสุข เป็นต้น ซึ่งในปีนี้คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญในเรื่องทักษะของครูและนักเรียนในเรื่องของการใช้ประโยชน์จาก AI เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอน และเพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์กับคุณครูชาวต่างชาติด้วยรูปแบบ 3 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ จีน

ทั้งนี้ การจัดงานวันครู ครั้งที่ 69 พ.ศ.2568 ส่วนกลาง จัดงานในวันที่ 16 มกราคม 2568 ณ บริเวณสนามหญ้าและหอประชุมคุรุสภา ในรูปแบบผสมผสานแบบ Onsite และ Online ผ่านทาง Platform วันครู (www.วันครู.com) และส่วนภูมิภาค กำหนดให้สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ทุกจังหวัดเป็นหน่วยจัดงานวันครูส่วนภูมิภาค โดยจัดประชุม ณ ห้องประชุมไทยาจารย์ ชั้น 3 อาคาร 2 สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา

ครบรอบ 40 ปี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

https://www.naewna.com/local/845041

ครบรอบ 40 ปี คณะวิทยาการจัดการ  มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

ครบรอบ 40 ปี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิงห์ สิงห์ขจร คณบดีคณะวิทยาการจัดการ กล่าวถึงคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีการก่อตั้งเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2527 โดยเป็นคณะที่มีการผลิตบัณฑิตด้านบริหารธุรกิจ การบัญชี เศรษฐศาสตร์ การท่องเที่ยว และนิเทศศาสตร์ การเพาะบ่มให้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในหลากหลายอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในวาระการครบรอบ 40 ปี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา จัดกิจกรรมโครงการพัฒนาทักษะทางวิชาการ วิชาชีพ และอัตลักษณ์นักศึกษากิจกรรม “ต่อยอดอนาคตด้านวิทยาการจัดการ และคืนสู่เหย้าชาวเราวิทยาการจัดการ มบส. ครบรอบ 40 ปีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ศิษย์เก่าและนักศึกษาปัจจุบัน รวมถึงประชาชนทั่วไป ได้เห็นว่าตลอด 40 ปีที่ผ่านมา คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้จัดการเรียนการสอนและสรรค์สร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพออกสู่สังคม และพวกเขาเหล่านั้นได้นำความรู้ความสามารถที่ได้ศึกษาเล่าเรียนไปพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างต่อเนื่อง มีการมอบรางวัลผู้นำด้านวิทยาการจัดการ ให้กับผู้บริหารที่มีความรู้ความสามารถ มีผลงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์แก่สังคม สร้างคุณความดีอันเป็นประโยชน์ต่อชุมชน สังคมและประเทศ มีบุคคลเข้ารับรางวัลจำนวน 22 ท่าน และการรับมอบทุนการศึกษาให้คณะวิทยาการจัดการเพื่อจัดสรรเป็นทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาต่อไป

ในงานมีการปาฐกถาพิเศษ ต่อยอดอนาคตด้านการท่องเที่ยว โดยคุณมงคล วิมลรัตน์ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จุดหมายปลายทางของ นักท่องเที่ยวคุณภาพ การกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยว เหมาะสมและใช้จ่าย ต่อหัวเพิ่มมากขึ้น ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในอันดับโลกที่ดีขึ้น มีเมืองที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติเพิ่มขึ้น มีการท่องเที่ยวกลับมาซ้ำในประเทศไทย การกระจายประโยชน์อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ทุกจังหวัดเป็นเมืองน่าเที่ยวสามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยชุมชนไม่เดือดร้อนจากการท่องเที่ยว มีการท่องเที่ยวภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น ในส่วนของการใส่ใจพร้อมดูแลสิ่งแวดล้อม พฤติกรรมนักท่องเที่ยวใส่ใจสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการสร้างมลพิษจากการท่องเที่ยว มีการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและแหล่ง ท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

การปาฐกถาพิเศษ ต่อยอดอนาคตด้านการสื่อสาร โดย ดร.ธนกร ศรีสุขใสผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในปัจจุบัน โลกดิจิทัลโลกแห่งการสื่อสารทุกรูปแบบ โลกจริงและโลกเสมือนยากที่จะแยกแยะ ทุกคนเป็นผู้ผลิตข่าวสารและผู้รับสารและผู้ได้รับผลกระทบ เนื้อหาเชิงลบมีอิทธิพลมากกว่าเนื้อหาเชิงบวกสื่อสังคมออนไลน์และอินฟูลเอนเซอร์เป็นผู้มีบทบาทหลักในการกําหนดทิศทางของสังคม เกิดการ DISRUPTION ในทุกวงการรวมถึง KNOWLEDGE DISRUPTION ความคิดความเชื่อ ค่านิยมและทัศนคติของคนในสังคม เปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน พลเมืองและสื่อสร้างสรรค์ บทบาทของพลเมืองตื่นรู้ Active Citizens พลังของ Content เครือข่ายภาคประชาสังคม ต่อยอดการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม การพัฒนา Content Creator เป้าหมายของการสื่อสาร สร้างทักษะชีวิต รู้เท่าทันโลก สร้างแรงบันดาลใจ เผยแพร่ความรู้ใหม่ สร้างคุณค่าและมูลค่า สร้างกระบวนการรณรงค์เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

กิจกรรม คืนสู่เหย้าชาวเราวิทยาการจัดการ มบส. ครบรอบ 40 ปี คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีการมอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ให้กับศิษย์เก่าที่สร้างชื่อเสียง และประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ จำนวน 17 คน

GISTDA พาระบบการจัดการจราจรอวกาศ คว้ารางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น จาก วช.

https://www.naewna.com/local/845038

GISTDA พาระบบการจัดการจราจรอวกาศ  คว้ารางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น จาก วช.

GISTDA พาระบบการจัดการจราจรอวกาศ คว้ารางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น จาก วช.

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้รับ “รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ระดับดี รางวัลการวิจัยแห่งชาติ” ประจำปีงบประมาณ 2568 จาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ด้วยผลงาน “ระบบการจัดการจราจรอวกาศ หรือ ZIRCON (เซอร์คอน)” ซึ่งออกแบบและพัฒนาทีมวิจัยเทคโนโลยีอวกาศของ GISTDA ประกอบด้วย ดร.สิทธิพร ชาญนำสิน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทคโนโลยีอวกาศ, ดร.สุวัฒน์ ศรีเสวต หัวหน้าห้องปฏิบัติการกลศาสตร์วงโคจร (AstroLab) นายกีรติ พุทธสุวรรณ นักพัฒนานวัตกรรม และนายพศวีร์ เสียงเย็น นักพัฒนานวัตกรรม

ด้วยปัจจุบันในอวกาศเต็มไปด้วยวัตถุอวกาศจำนวนมากกว่า 550,000 ชิ้น และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการโคจรด้วยความเร็วสูงของวัตถุอวกาศต่างๆ เหล่านี้เป็นภัยคุกคามกับดาวเทียมหรือยานอวกาศที่ปฏิบัติภารกิจในห้วงอวกาศ จะทำให้ดาวเทียมเกิดความเสียหายส่งผลให้ประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจลดลงหรือไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ต่อไป นอกเหนือจากนี้เศษซากดาวเทียมจะกลายเป็นขยะอวกาศเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงของการชนกับดาวเทียมเพิ่มมากขึ้นจนเราไม่สามารถส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศได้อีก ที่ผ่านมา GISTDA ได้ใช้บริการข้อมูลจากหน่วยงาน Combined Space Operations Center (CSpOC) ของสหรัฐอเมริกา ในการแจ้งเตือนและวิเคราะห์โอกาสความเป็นไปได้ของการพุ่งชน โดย CSpOC จะส่งการแจ้งเตือนล่วงหน้าให้ GISTDA ก่อนล่วงหน้า 3 วัน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติการดาวเทียมสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที อย่างไรก็ดี การใช้บริการข้อมูลจากหน่วยงานต่างประเทศก็มีข้อจำกัดและมีความเสี่ยงในการที่ผู้ให้บริการไม่สามารถติดต่อได้ แจ้งล่าช้า หรือระงับการให้บริการ ซึ่งจะส่งผลต่อการติดตามการจราจรการชนของดาวเทียมไทยทุกดวง

GISTDA เล็งเห็นว่าระบบการจัดการจราจรอวกาศเพื่อติดตามและแจ้งเตือนการชนเพื่อลดและหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับดาวเทียมเป็นระบบที่มีความสำคัญมาก ทีมนักวิจัยของศูนย์วิจัยเทคโนโลยีอวกาศ หรือ S-TREC จึงพัฒนาระบบการจัดการจราจรอวกาศที่เรียกว่า ZIRCON เพื่อให้สามารถบริหารจัดการอวกาศได้ด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายในการขอใช้บริการจากต่างประเทศ และส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศภายในประเทศตามนโยบาย National Roadmap ของการวิจัยขั้นแนวหน้าระบบโลกและอวกาศ หรือ Earth Space System Frontier Research : ESS เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีอวกาศของประเทศ

ที่ผ่านมา GISTDA ประสบความสำเร็จในการใช้งานระบบการจัดการจราจรอวกาศ หรือ ZIRCON ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถแจ้งเตือนการพุ่งชนของวัตถุอวกาศกับดาวเทียมไทยโชตตามที่ CSpOC แจ้งเตือน ให้ทราบล่วงหน้าได้ถึง 7 วัน และช่วยวิเคราะห์การเปลี่ยนวงโคจรได้อย่างดี ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิง และ ลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ การติดตามการประเมินสถานการณ์และคาดการณ์จุดตกของสถานีอวกาศเทียนกง-1 กลับสู่โลก การแจ้งเตือนชิ้นส่วนจรวดลองมาร์ช 5บี ตกสู่พื้นโลก หรือการแจ้งเตือนชิ้นส่วนจรวดลองมาร์ช 5บี วาย4 ตกสู่พื้นโลก เป็นต้น ปัจจุบันทางองค์การอวกาศฟิลิปปินส์ หรือPhilippine Space Agency มีประสานหารือขอใช้บริการของระบบ ZIRCON ตอนนี้อยู่ระหว่างการเจรจา ตามร่างนโยบายและแผนการดำเนินการเฝ้าระวังและบริหารจัดการการจราจรทางอวกาศ (แผนนโยบายและแผน SSA&STM) ภายใต้คณะนโยบายอวกาศแห่งชาติ สทอภ. มีหน้าที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแจ้งเตือนความเสี่ยงการชนในอวกาศกับดาวเทียมสัญชาติไทย ความเสี่ยงวัตถุอวกาศตกลงมากระทบประเทศไทย รวมไปถึงการทำฐานข้อมูลและปรับปรุงตำแหน่งของดาวเทียม หรือ Two line element (TLE) ดังนั้น สทอภ. มีแผนพัฒนาต่อยอดขีดความสามารถให้พร้อมบริการการจัดการจราจรอวกาศตามที่ระบุหน้าที่ สทอภ. ในร่างนโยบายและแผน SSA&STM

ทั้งนี้ ทีมนักวิจัยของศูนย์วิจัยเทคโนโลยีอวกาศจาก GISTDA จะเข้ารับพระราชทานรางวัลการวิจัยแห่งชาติ จากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568 ต่อไป

รายงานพิเศษ : เปิดโครงการมอบไออุ่นให้น้องบนดอยสูง ประจำปี 2567 ผลักดันกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในโรงเรียนทั่วประเทศ

https://www.naewna.com/local/845036

รายงานพิเศษ : เปิดโครงการมอบไออุ่นให้น้องบนดอยสูง ประจำปี 2567 ผลักดันกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในโรงเรียนทั่วประเทศ

รายงานพิเศษ : เปิดโครงการมอบไออุ่นให้น้องบนดอยสูง ประจำปี 2567 ผลักดันกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในโรงเรียนทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นำคณะบุคลากรกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมมอบสิ่งของ อุปกรณ์การเรียน และอุปกรณ์กีฬา ภายใต้โครงการมอบไออุ่นให้น้องบนดอยสูง ประจำปี 2567 ณ ศาลาหนองเขียว ต.ห้วยโป่ง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมเปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดกิจกรรมนี้ขึ้นทุกปี โดยในครั้งนี้ได้มามอบของใช้ต่างๆ ให้กับนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองเขียว ซึ่งการร่วมกันจัดกิจกรรมมอบไออุ่นให้น้องบนดอยสูงครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงพลังของเครือข่ายสหกรณ์ ไม่ว่าจะอยู่ภาคไหน จังหวัดใด ก็สามารถร่วมมือกันจัดกิจกรรมที่ดีแบบนี้ได้ นอกจากนี้ ยังมีพิธีเปิดอาคารสหกรณ์นักเรียน โรงเรียนบ้านหนองเขียว มอบทุนส่งเสริมกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร จำนวน 5,000 บาท พร้อมมอบชุดคอมพิวเตอร์ จำนวน 12 เครื่อง และมอบแท็งก์น้ำ 2,000 ลิตร จำนวน 2 ถัง

“การดำเนินกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในโรงเรียน กรมฯ ดำเนินการมากว่า 30 ปี ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างประโยชน์ให้กับเด็กนักเรียน สามารถปลูกฝังและพัฒนาทักษะการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม และการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ตามพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งอาคารสหกรณ์นักเรียนโรงเรียนบ้านหนองเขียวเกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนที่ได้ให้การสนับสนุนและผลักดันให้เกิดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านร้านสหกรณ์ในอาคารแห่งนี้ เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ระบบสหกรณ์อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมสหกรณ์นักเรียนสามารถทำให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้ในการทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น ฝึกให้เด็กนักเรียนได้ขายสินค้า จดบันทึกการทำบัญชี การบันทึกรายงานการประชุม ส่งเสริมให้เด็กนักเรียนได้ออมเงิน นำผลผลิตมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์ รวมถึงการเรียนรู้ในบทบาทของการทำหน้าที่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และสร้างเสริมประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน นำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิต สิ่งเหล่านี้จะสร้างคุณค่าให้กับพี่น้อง ประชาชน ในเรื่องของการประกอบอาชีพ โดยกรมฯ มุ่งมั่นที่จะขยายผลไปสู่โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในการที่จะเสริมสร้างความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น สร้างเศรษฐกิจให้ดีกับประเทศต่อไป” นายวิศิษฐ์ กล่าว

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเด็กนักเรียนซึ่งเป็นเยาวชนที่อยู่ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอยู่ห่างไกลขาดแคลนอุปกรณ์การเรียน สิ่งของ เครื่องใช้ในการอุปโภค-บริโภค จึงได้จัดโครงการมอบไออุ่นให้น้องน้อยบนดอยสูง ประจำปี 2567 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งปันความช่วยเหลือด้านปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต วัสดุอุปกรณ์ด้านการศึกษาที่จำเป็นให้กับเด็กนักเรียน และโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร รวมทั้งเพื่อเป็นการเสริมสร้างความรักความสามัคคี ความร่วมมือกันระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์และขบวนการสหกรณ์ในประเทศ รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ในการสนับสนุนปัจจัยและสิ่งของต่างๆ อีกทั้งยังมอบกระปุกออมสินและเงินขวัญถุงให้กับเด็กนักเรียน เพื่อส่งเสริมการออมให้กับเด็กนักเรียนอีกด้วย